Custom Search By Google

Custom Search

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2551

การอธิษฐาน

การอธิษฐาน

การอธิษฐานเป็นการสนทนากับพระเจ้าพระบิดาเหมือนดังเด็กสนทนากับบิดาของตน ซึ่งเป็นความจริงว่าพระเจ้า
จะทรงฟังเราเพราะเมื่อเรามาเป็นคริสเตียนนั้นเรามีฐานะเป็นบุตรของพรเจ้า พระองค์ทรงสัญญาว่า "จงทูลเรา และเราจะตอบเจ้า และจะบอกสิ่งที่ใหญ่ยิ่งและที่ซ่อนอยู่(เยรเมีย์ 33:3)"

ครั้งหนึ่งพระเยซูคริสต์ได้ตรัสแก่สาวกของพระองค์ว่า "แม้จนบัดนี้ท่านยังไม่ได้ขอสิ่งใดในนามของเรา จงขอเถิด
แล้วจะได้ เพื่อความชื่นชมยินดีของท่านจะมีเต็มเปี่ยม"(ยอห์น 16:24) ในพระธรรมยากอบ 1:6-7 กล่าวว่า "แต่จงให้
้ผู้นั้นทูลขอด้วยความเชื่อ..." และมีพระคัมภีร์ข้อหนึ่งที่เราควรจะจดจำไว้ก็คือ ยากอบ 4:3 ที่กล่าวว่า "ท่านขอและ
ไม่ได้รับ เพราะท่านขอผิด หวังได้ไปเพื่อสนองกิเลสตัณหาของท่าน" เมื่อเราอธิษฐานขออย่างถูกต้อง หรือขอด้วย
ความบริสุทธิ์ใจโดยปราศจากความเห็นแก่ตัวและไม่มีบาปแอบแฝงอยู่ พระเจ้าก็จะทรงตอบตามที่ขอนั้น"

วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2551

การทรงนำของพระเจ้า

พระเจ้าทรงสำแดงอธิบายให้เราเข้าใจ น้ำพระทัยของพระองค์
ข้อมูลจากฝ่าย พัฒนาผู้นำ คริสตจักรใจสมาน
วันที่ 21/06/2002


การสังเกตการทรงนำของพระเจ้า

พระเจ้าทรงสำแดงอธิบายให้เราเข้าใจ น้ำพระทัยของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นการประกอบอาชีพการงาน การรับใช้ พระองค์ทรงประทานหนทางแก่เรา และทรงกำหนดชีวิตของเรา ดังนั้น ชีวิตเราต้องถูกผูกพันและติดสนิทกับพระองค์ เพื่อที่เราจะได้ทราบและสังเกตุ น้ำพระทัยพระบิดาได้ (รม.12:1-2)
สดด.25:12 "ผู้ใดเล่าที่เป็นผู้ที่ยำเกรงพระเจ้า พระองค์จะทรงสั่งสอนผู้นั้นในทางที่เขาเลือกได้"

I. เราจะรู้การทรงนำจากพระเจ้าได้อย่างไร
1. ต้องรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้นำ -- สดด.48:14
พระเจ้าทรงเป็นผู้กำหนด และมีน้ำพระทัยพิเศษสำหรับชีวิตของบุตรของพระองค์ทุกคน (ยรม.29:11-13 )
ตัวอย่าง ชีวิตคริสเตียนไม่ใช่แกลบ ที่จะถูกพัดตามลมไปทางไหนก็ได้ แต่ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับน้ำ พระทัยของพระเจ้า
2. การทรงนำของพระเจ้าผ่านทางพระคัมภีร์
“พระวจนะของพระเจ้าเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และอบรมในทางธรรม” (2ทธ.3:16)
“ถ้าผู้ใดถือว่าตนเป็นผู้เผยพระวจนะหรืออยู่ฝ่ายพระวิญญาณ ก็ควรยอมรับว่าข้อความซึ่งข้าพเจ้าเขียนมาถึงท่านนั้น เป็นพระบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (1คร.14:37)
ตัวอย่าง พระเจ้าตรัสกับโยนาห์เสมอในพระธรรม โยนาห์ ตั้งแต่บทที่ 1 ว่า "พระเจ้าตรัสดังนี้.........." ดังนั้นเราต้องเชื่อฟัง และทำตาม
3. ผ่านทางการอธิษฐาน
เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ซึ่งเราจะเห็นได้จากชีวิตของพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงอธิษฐานก่อนเลือกสาวก (ลก.6:12-13) อธิษฐานก่อนการรับใช้ (มธ.4:1-2) และอธิษฐานก่อนจะถูกทรงตรึงที่กางเขน ที่สวนเก็ธเสมนี
พระองค์ทรงสัญญาว่าจะประทานสติปัญญาในการตัดสิน เมื่อเราทูลขอ (ยก.1:5-7)
4. ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ภายในเรา (กจ.11:12, 16:17)
จากพระธรรมยอห์น 14:15-17 พระเยซูทรงประทานผู้ช่วยให้แก่เรา ซึ่งเป็นผู้รอบรู้ทุกสิ่งคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราเห็นตัวอย่างของการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์
- พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำ พระเยซูทรงไปในถิ่นทุรกันดาร (มธ.4:1)
- พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำ ฟิลิปไปพบขันที (กจ.8:29)
- พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำ เปาโลให้ไปประกาศแคว้นเอเซีย (กจ.16:6,10)
- พระวิญญาณทรงนำไปสู่ความจริงทั้งมวล (รม.8:14)
5. ผ่านทางเหตุการณ์สิ่งแวดล้อม (รม.8:28)
เหตุการณ์ทุกอย่างมีจุดประสงค์จากพระเจ้า แต่เราอย่าเน้นเหตุการณ์เสมอไป แม้เหตุการณ์ ไม่ดีพระเจ้าก็สามารถเปลี่ยนเป็นดีได้
ตัวอย่าง ความทุกข์ยากของอิสราเอลในอียิปต์ ฟาโรห์ไม่ยอมปล่อยคนยิวให้ไปนมัสการที่ภูเขาซีนาย แต่สุดท้ายพระเจ้าทรงกลับกลายให้เป็นผลดีด้วยการอัศจรรย์
ตัวอย่าง ชีวิตของโยเซฟที่ตกต่ำลงในตอนแรก แต่ตอนสุดท้ายพุ่งสูงขึ้น
6. ผ่านทางผู้นำฝ่ายวิญญาณ ที่มีของประทานในการสังเกตุวิญญาณ สภษ.15:22, สดด.1:1, สภษ.1:15
บุคคลเหล่านี้จะช่วยตักเตือน และเป็นที่ปรึกษาแนะนำเราได้ แต่ต้องสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า
ตัวอย่าง สิวนัสกับอควิลลา สังเกตุเห็นอปอลโลมีของประทานจึงนำมาสอนเพิ่มเติม
7. คนที่รับผิดชอบเรา (ฮบ.13:17)
ผู้มีอำนาจเหนือเรา มีส่วนในการปกครองเรา ดูแลและแนะแนวทางแก่เรา
ตัวอย่าง โยเซฟอยู่ใต้การปกครองของนายคุก ท่านก็เชื่อฟังจนได้รับการไว้วางใจ
พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้เราเชื่อฟังบุคคลเหล่านี้
1. บิดา-มารดา (ฮบ.6:1-3)
2. หัวหน้างาน-นายจ้าง (อฟ.6:5-8)
3. รัฐบาล (รม.13:7)
4. ผู้นำคริสตจักร (ฮบ.13:17)
8. ผ่านทางกฎเกณฑ์ที่คนอื่นให้เรา (1ปต.2:13-16)
แต่ต้องเป็นกฎเกณฑ์ที่สามารถปฏิบัติได้ สอดคล้องกับหลักการประพฤติในชีวิตคริส
เตียน และถูกต้องตามหลักศีลธรรม
9. ผ่านมาทางความสามารถของเราเอง (1คร.12:4, 11, รม.12:13)
พระเจ้าย่อมทรงนำเราในการทำงาน ตามตะลันที่เรามีอยู่ และทำให้ดีที่สุด พระองค์ไม่มีพระประสงค์แน่ที่จะให้ เราทำในสิ่งที่ยากเกินไป หรือเกินความสามารถของเรา
10. ทางความคิดของเรา
ก. ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี (สดด.26:1)
งานที่สุจริต หรือทุจริต และขัดต่อความเชื่อ
ข. ความปรารถนาของเรา (สดด.37:4)
เป็นงานที่เราต้องการทำไหม ?
ค. สันติสุขในจิตใจ (คส.3:15)
ผิดจากพระคัมภีร์หรือไม่ ทำให้ห่างจากทางของพระเจ้าไหม ? (อฟ.1:7, รม.13:1)

II. สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง
1. อย่าตัดสินใจเองแต่จงทำเพื่อพระเจ้า จงทำให้พระองค์ทรงนำและอธิษฐาน
2. อุปสรรคความยากลำบากในชีวิตไม่ใช่เครื่องแสดงว่าอยู่ในน้ำพระทัยพระเจ้า (2คร.4:7, 2คร.2:14)
3. อย่าคิดว่าการที่เราทำผิดพลาด จะไม่ทำให้เราหันกลับมาหาพระเจ้าได้อีก (1ยน.1:9)

จงวางใจในพระเจ้า

เคยหรือป่าว ที่รู้สึกหมดหวัง กระวนกระวาย
ท้อแท้ ไม่แน่ใจ รู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต
และเหน็ดเหนื่อยจากสิ่งต่างๆ รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การเรียน การงาน ครอบครัว ความรัก ฯลฯ

ช่วงนี้ รอบตัวข้าพเจ้า มีหลายคนที่ตกอยู่ในสภาพนี้
เขาถามข้าพเจ้าว่า เขาจะหลุดจากอาการนี้ได้อย่างไร??

...???....

คำตอบอยู่ ที่ "พระเจ้า" และ พระวจนะของพระองค์

สำหรับข้าพเจ้าเอง ทุกครั้งที่รู้สึกแบบนี้
จะทบทวนประโยคที่ว่า
"จงวางใจในพระเจ้าเถิด"

เป็นประโยคที่มหัศจรรย์ และเยียวยาโรคทางใจได้เป็นอย่างดี

(ยอห์นฺ 14:1 )
อย่าให้ใจท่านทั้งหลายวิตกเลยท่านวางใจในพระเจ้า
{หรือจงวางใจในพระเจ้า}จงวางใจในเราด้วย

ในพระกิตติคุณยอห์น สาวกได้พูดกับพระเยซูว่า . .

6:28 แล้วเขาทั้งหลายก็ทูลพระองค์ว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลาย
จะต้องทำประการใด จึงจะทำงานของพระเจ้าได้"
6:29 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "งานของพระเจ้านั้นคือ
การที่ท่าน “วางใจ”ในท่านที่พระองค์ทรงใช้มา"

พระเจ้าตรัสอะไรกับเราบ้าง

มาดูกัน . .

คุณบอกว่า: "มันเป็นไปไม่ได้"
พระเจ้าตรัสว่า: "ทุกอย่างเป็นไปได้"
(ลูกา 18:27)

คุณบอกว่า: "ฉันเหนื่อยเหลือเกิน"
พระเจ้าตรัสว่า: "เราจะให้เจ้าได้หายเหนื่อย"
(มัทธิว 11:28-30)

คุณบอกว่า: "ไม่มีใครรักฉันเลย"
พระเจ้าตรัสว่า: "เรา...รักเจ้า"
(ยอห์น 3:16)

คุณบอกว่า: "ฉันสู้ต่อไปไม่ไหวแล้ว"
พระเจ้าตรัสว่า: "พระคุณของเรานั้นมีเพียงพอ"
(2 โครินธ์ 12:9 ,สดุดี 91:15)

คุณบอกว่า: "ฉันไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี"
พระเจ้าตรัสว่า: "เราจะนำย่างเท้าของเจ้า"
(สุภาษิต 3:5-6)

คุณบอกว่า: "ฉันจะผ่านมันไปได้อย่างไร"
พระเจ้าตรัสว่า: "เจ้าจะเผชิญทุกสิ่งได้"
(ฟิลิปปี 4:13)

คุณบอกว่า: "ฉันทำไม่ได้"
พระเจ้าตรัสว่า: "เรา..ทำได้"
(2 โครินธ์ 9:8)

คุณบอกว่า: "ไม่คุ้มเลย"
พระเจ้าตรัสว่า: "ผลที่ได้จะดีคุ้มค่าแน่นอน"
(โรม 8:28 )

คุณบอกว่า: "ฉันจะไม่ให้อภัยตัวเองเด็ดขาด"
พระเจ้าตรัสว่า: "เราอภัยให้เจ้าเสมอ"
(1 ยอห์น 1:9 & โรม 8:1)

คุณบอกว่า: "มันเกินกำลังของฉัน"
พระเจ้าตรัสว่า: "เราจะจัดเตรียมสิ่งที่จำเป็นให้แก่เจ้า
ไม่ให้ขาดเลย"
(ฟิลิปปี 4:19)

คุณบอกว่า: "ฉัน..กลัว"
พระเจ้าตรัสว่า: "เราไม่ได้มอบจิตที่ขลาดกลัวให้แก่เจ้า"
(2 ทิโมธี 1:7)

คุณบอกว่า: "ฉันท้อแท้ และกังวลใจ "
พระเจ้าตรัสว่า: "จงละความกระวนกระวายใจเอาไว้ที่เรา"
(1 เปโตร 5:7)

คุณบอกว่า: "ฉันไม่ฉลาดพอ"
พระเจ้าตรัสว่า: "เราให้สติปัญญาแก่เจ้า"
(1 โครินธ์ 1:30)

คุณบอกว่า: "ฉันรู้สึกอ้างว้างเดียวดาย"
พระเจ้าตรัสว่า: "เราจะไม่ละเจ้า หรือทอดทิ้งเจ้าเลย"
(ฮีบรู 13:5)

ลองอ่านอีกครั้งก็ได้

"จงวางใจในพระเจ้าเถิด"

ให้ทุกคนตั้งคำถามและตอบในใจว่า
อ่านแล้วรู้สึกอย่างไร
พระเจ้าต้องการบอกอะไรกับคุณบ้าง ??? . . .

(ฮีบรู 10:35 )
เหตุฉะนั้นขออย่าได้ละทิ้งความไว้วางใจของท่าน
ซึ่งจะได้รับบำเหน็จอันยิ่งใหญ่

ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่าน เอเมน

http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y4555748/Y4555748.html

วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2551

ผลของการยอมแพ้ต่อการทดลอง

สิ่งที่ดีที่สุดทสิ่งหนึ่งในการยับยั้งมิให้ยอมแพ้ต่อการทดลองคือ ความเข้าใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเรา เมื่อเราทำอย่างนั้น เมื่อเราเริ่มที่จะเข้าใจถึงผลกระทบระยะยาวของความบาปแล้ว การจัดการกับการทดลองก็จะง่ายขึ้นมาก



ผลร้ายของการยอมแพ้ต่อการทดลองมีมากมาย ต่อไปนี้ เป็นความเลวร้าย สิบอย่างที่เกิดขึ้น เมื่อเราทำสิ่งนั้น…



1.ความบิดเบี้ยวและลดค่าของพระวจนะของพระเจ้า

เมื่อเราฟังคำพูดของมาร เราย่อมต้องถุกหลอกลวงแน่ๆ มันจะบิดเบือนทัศนะของเราที่มีต่อพระวจนะของพระเจ้า เรายังไม่เคยพบใครสักคนที่เอาตัวเข้าไปพัวพันกับความบาปโดยไม่มีข้ออ้าง หรือเหตุผลแก้ตัวเลย การปรากฎขึ้นของความบาปเป็นเหตุให้เราเพิกเฉยหรือบิดเบือนคำสั่งและคำสอนของพระเจ้า กล่าวโดยสรุป คือ ความบาปหลอกลวงเรา

2.การหักเหจากความรับผิดชอบและวินัยฝ่ายจิตวิญญาร

เมื่อเรายอมแพ้ต่อการทดลอง ความคิดและความสนใจของเราก็ถูกดึวไปสู่เรื่องอื่นๆ เรากลายเป็นคนที่เฉื่อยชาฝ่ายจิตวิญญาณ และหยุดทำสิ่งที่ช่วยให้จิตวิญญาณของเราเข้มแข็ง ผลก็คือ สภาวะฝ่ายจิตวิญญาณของเราตกต่ำลงเรื่อยๆ

3.การลดลงของประสิทธิภาพผลฝ่ายจิตวิญญาณของเรา

การยอมแพ้ต่อการทดลองทำให้การเดินทางฝ่ายจิตวิญญาณของเราชะลอลง และท้ายที่สุดจะนำเราไปสู่สภาวะที่การเจริญเติบโตฝ่ายวิญญาณของเราหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง บริเวณใดที่เคยบังเกิดผลในการเดินทางฝ่ายจิตวิญญาณของเรา ความกันดารไร้ผลกลายเป็นภาวะปกติ การไหลเวียนของฤทธานุภาพของพระเจ้าในตัวเราและผ่านตัวเราถูกจำกัดขัดขวาง และสิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและสิทธิอำนาจฝ่ายจิตวิญญาณของเราในพระคริสต์

4.ความท้อแท้ในความสัมพันธ์กับพระเจ้าและประชากรของพระเจ้า

ความบาปปล้นเอาความกระหายหาพระเจ้าของเราไป ทั้งยังทำลายความปรารถนาที่จะมีความสัมพันธ์กับประชากรของพระเจ้าด้วย เมื่อเราเข้าไปข้องแวะกับความบาป ไม่ช้าเราจะเสียความสัมพันธ์ส่วนตัวอันแนบแน่นของเรากับพระเจ้าไป รวมทั้งความตั้งใจมั่นของเราในการเข้าร่วมนมัสการกับประชากรของพระเจ้าด้วย ความบาปผลักไสเราไปสุ่การแยกตัวโดดเดี่ยวจากแหล่งทรพยากรที่สามารถช่วยเราให้คืนสู่สภาพดีได้

5.การทำลายความน่าเชื่อถือของคำพยานคริสเตียนของเรา

การยอมแพ้ต่อการทดลองส่งผลกระทบต่อคำพยานคริสเตียนของเราเสมอ ความบาปกัดกร่อนความเชื่อมั่นฝ่ายจิตวิญญาณของเรา กระทบความกล้าและความกระตือรือร้นเพื่อพระคริสต์ของเรา ความบาปที่เด่นชัดน่ารังเกียจไม่เพียงทำให้ผู้ไม่เชื่อสงสัยในคุณค่าแห่งความเชื่อของเราเท่านั้น แต่ยังทำให้พวกเขามีเหตุผลในการเย้ยหยันผู้เชื่อด้วย เป็นการสร้างความเสื่อมเสียไปถึงพระคริสต์

6.ความจืดจางลงของการอุทิศตัวและค่านิยมเพื่อพระเจ้า

การยอมแพ้ต่อบาปทำให้ความเข้มแข็งของการอุทิศตัวถวายแด่พระเจ้าของเราจืดจางลงทำให้ระบบค่านิยมของเราอ่อนแอลง เมื่อเวลาผ่านไปเราเริ่มยอมรับสิ่งที่เราเคยปฏิเสธ นอกจากนี้ เรายังเริ่มคิดในแบบที่ครั้งหนึ่งเราเคยเกลียดชัง เราเริ่มเปลี่ยนไปเป็นคนละคน การอุทิศถวายตัวของเราถูกประนีประนอม แม้แต่ครอบครัวและการอุทิศตนด้านความสัมพันธ์ของเราก็ประสบความยุ่งยากลำบากด้วย เมื่อเราเอาตัวเข้าไปเกลือกกลั้วกับความบาป

7.ความเสื่อมถอยของสันติสุขในตัวเรา

เมื่อเราขาดจากพระเจ้าเพราะความบาป เราก็ขาดจากต้นกำเนิดแห่งสันติสุขภายใน เมื่อนั้น เราจะเริ่มล่อแหลมต่อความวิตกกังวลและความกลัว เราจะรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างมากขึ้น

8.การรบกวนสันติสุขของคนอื่น

เมื่อเราเองขาดสันติสุข เราก็มีแนวโน้มมากขึ้นที่จะรบกวนสันติสุขของคนอื่นๆ คนที่ถูกรบกวนก็จะรบกวนคนอื่น การรบเร้าของความผิดบาปในตัวเราส่งผลกระทบต่อผู้คนรอบข้างเรา

9.การดับความสำนึกผิดชอบของเรา

เมื่อเราตอบรับคำว่า “ใช่” ต่อความบาป เราก็ดับความสำนึกผิดชอบของเราให้สูญสิ้นไปทุกที โดยความบาปเสียงแห่งความสำนึกผิดชอบของเราให้สิ้นสูญลงไปทุกที โดยความบาปเสียงแห่งความสำนึกผิดชอบของเราจะค่อยๆ เบาลงๆ ความสำนึกผิดชอบของเราจะเฉาแห้งไป ท้ายที่สุด เสียงแห่งความสำนึกผิดชอบก็ถุกทำลายไปโดยสิ้นเชิง การดับความสำนึกผิดชอบของเราเป็นเรื่องอันตราย การทำเช่นนั้นเท่ากับการปิดกั้นมิติแห่งพระสุรเสียงของพระเจ้า

10.การครอบงำโดยความมืดในชีวิตของเรา

ในการยอมแพ้ต่อการทดลองนั้น เรากำลังเชื้อเชิญให้ความมืดเข้าครอบงำชีวิตของเรา

ยกตัวอย่างเช่น ไม่มีใครที่จิตปกติจะเปิดประตูหน้า แล้วปล่อยให้งูพิษเข้ามาในบ้านของตน ร้ายกว่านั้นคือ ยามเราเปิดชีวิตของเราให้ความบาป แท้จริงเราก็กำลังเปิดประตูให้งูพิษฝ่ายจิตวิญญาณ มันเคลือนไหว เคลื่อนตัวเข้ามาและเข้ายึดครอง ความบาประบาดลุกลามได้และร้ายแรง มันหาทางทวีการครอบงำ นี่คือสาเหตุที่มันเป็นภัยอย่างยิ่ง



***การตัดสินใจของเราเมื่อเผชิญการทดลองส่งผลกระทบต่อสิ่งต่างๆมากมาย หากเราต้องการคงความเป็น “ไท” ฝ่ายจิตวิญญาณ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะต้องเรียนรู้ว่า จะเอาชนะการทดลองอย่างไรเมื่อมันผ่านเจ้ามาหาเรา วิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการทำเช่นนี้คือ การเข้าใจถึงผลร้ายของการยอมแพ้ต่อการทดลอง***...



ขอพระเจ้าทรงเสริมกำลังให้ทุกคน ผ่านทุกสถานการณ์ไปได้ ด้วยน้ำพระทัยของพระเจ้านะคะ

เรื่องดีดีอย่างนี้ ได้รับพระพรจากหนังสือเรื่อง “สู่อิสรภาพ” ของ เดล เอ. โอชิลดล์

พระเจ้าอวยพระพรจ้า...

วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2551

Bible on www.youtube.com

ช่วยไขเมื่อขัดข้อง HELP IN TIME OF NEED



ทางแห่งความรอด The Way of SALVATION

ยอห์น บทที่3 ข้อ3 John 3:3
ยอห์น 3:16 John 3:16
โรม 10:9 Romans 10:9

ความสงบในยามกระวนกระวาย PEACE is Time of Anxiety

ฟิลิปปี 4:6,7 Philippians 4:6,7
ยอห์น บทที่ 14 John 14

กล้าหาญในยามคร้ามกลัว COURAGE in Time of Fear

ฮีบรู 13:5,6 Hebrews 13:5,6
2โครินธ์ 4:8-18 2Corinthians 4:8-18

ความทุเลาในยามทนทุกข์ RELIEF in Time of Suffering

2โครินธ์ 12:8-10 2Corinthians 12:8-10
ฮีบรู 12:3-13 Hebrews 12:3-13

แนะแนวในคราวตัดสินใจ GUIDACE in Time of Decision

ยากอบ 1:5,6 Jame 1:5,6
ฮีบรู 4:16 Hebrews 4:16

หยุดพักในยามเหน็ดเหนื่อย REST in Time of Weariness

มัทธิว 11:28-30 Matthew 11:28-30
โรม 8:31-39 Romans 8:31-39

การปลอบโยนในยามโศกเศร้า COMFORT in Time of Sorrow

2โครินธ์ 1:3-5 2Corinthians 1:3-5
โรม 8:26-28 Romans 8:26-28

พลังในยามถูกทดลอง STRENGTH in Time of Templation

ยากอบ 1:12-16 Jame 1:12-16
1โครินธ์ 10:6-13 1Corinthians 10:6-13

สรรเสริญในเวลาขอบพระคุณ PRAISE in Time of Thanksgiving

1เธสะโลนิกา 5:18 1Thessalonians 5:18
ฮีบรู 13:15 Hebrews 13:15

ปลื้มปิติในเมื่อได้รับการอภัย Rejoicing in Time of Forgiveness

1ยอห์น 1:7-10 1John 1:7-10

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2551

พระวิญญาณบริสุทธิ์



2008September1
สวสดีพี่เเกะ....
ขอบพระคุณพระเจ้าที่พี่ป๊อบตื่นเต้นกับพระคำของพระเจ้า
ฟิลิปปี
1:8 เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นพยานของข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าเป็นห่วงพี่ป๊อบเพียงไรตามพระทัยเมตตาของพระเยซูคริสต์
1:9 และข้าพเจ้าอธิษฐานขอให้ความรักของพี่ป๊อบจำเริญยิ่งๆขึ้นในความรู้และในวิจารณญาณทุกอย่าง
1:10 เพื่อพี่ป๊อบจะสังเกตได้ว่าสิ่งใดประเสริฐที่สุด และเพื่อพี่ป๊อบจะได้เป็นคนซื่อสัตย์ และไม่เป็นที่ติได้ จนถึงวันของพระคริสต์
1:11 จะได้เป็นผู้ที่บริบูรณ์ด้วยผลของความชอบธรรม ซึ่งเกิดขึ้นโดยพระเยซูคริสต์ เพื่อถวายพระเกียรติและความสรรเสริญแด่พระเจ้า

พี่ป๊อบ...ไม่ใช่ด้วยกำลังสติปัญญาของอิ๋วเเต่ เป็นงานของพระวิญาณบริสุทธิ์ล้วนๆจ้า อิ๋วไม่รู้ว่าพี่ป๊อบกำลังอยู่ในสถานการณืไหนเเต่พระวิญาณบริสุทธิ์ ทรงสัพพัญญู
ยอห์น
14:26 แต่พระองค์ผู้ปลอบประโลมใจนั้นคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรา พระองค์นั้นจะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว

พระดำรัสของพระเจ้ามาจากพระองค์โดยตรง
2:9 ดังที่มีเขียนไว้แล้วว่า `สิ่งที่ตาไม่เห็น หูไม่ได้ยิน และสิ่งที่ใจมนุษย์คิดไม่ถึง คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนที่รักพระองค์'
2:10 พระเจ้าได้ทรงสำแดงสิ่งเหล่านั้นแก่เราทางพระวิญญาณของพระองค์ เพราะว่าพระวิญญาณทรงหยั่งรู้ทุกสิ่ง แม้เป็นความล้ำลึกของพระเจ้า
2:11 อันความคิดของมนุษย์นั้นไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ได้ เว้นแต่จิตวิญญาณของมนุษย์ผู้นั้นเองฉันใด พระดำริของพระเจ้าก็ไม่มีใครหยั่งรู้ได้ เว้นแต่พระวิญญาณของพระเจ้าฉันนั้น
2:12 บัดนี้เราทั้งหลายจึงไม่ได้รับวิญญาณของโลก แต่ได้รับพระวิญญาณซึ่งมาจากพระเจ้า เพื่อเราทั้งหลายจะได้รู้ถึงสิ่งต่างๆที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่เรา
2:13 คือสิ่งเหล่านั้นที่เราได้กล่าวด้วยถ้อยคำซึ่งมิใช่ปัญญาของมนุษย์สอนไว้ แต่ด้วยถ้อยคำซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงสั่งสอน ซึ่งเปรียบเทียบสิ่งที่อยู่ฝ่ายจิตวิญญาณกับสิ่งซึ่งเป็นของจิตวิญญาณ

40:29 พระองค์ทรงประทานกำลังแก่คนอ่อนเปลี้ย และแก่ผู้ที่ไม่มีกำลัง พระองค์ทรงเพิ่มแรง
40:30 แม้คนหนุ่มๆจะอ่อนเปลี้ยและเหน็ดเหนื่อย และชายฉกรรจ์จะล้มลงทีเดียว
40:31 แต่เขาทั้งหลายผู้รอคอยพระเยโฮวาห์จะเสริมเรี่ยวแรงใหม่ เขาจะบินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี เขาจะวิ่งและไม่เหน็ดเหนื่อย เขาจะเดินและไม่อ่อนเปลี้ย (พระธรรมอิสยาห์ บทที่40จ้า)

การดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ สงครามระหว่างเนื้อหนังกับพระวิญญาณ
กาลาเทีย
5:16 แต่ข้าพเจ้าขอบอกว่า จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณและท่านจะไม่สนองความต้องการของเนื้อหนัง
5:17 เพราะว่าความต้องการของเนื้อหนังต่อสู้พระวิญญาณ และพระวิญญาณก็ต่อสู้เนื้อหนัง เพราะทั้งสองฝ่ายเป็นศัตรูกัน ดังนั้นสิ่งที่ท่านทั้งหลายปรารถนาทำจึงกระทำไม่ได้
5:18 แต่ถ้าพระวิญญาณทรงนำท่าน ท่านก็ไม่อยู่ใต้พระราชบัญญัติ
5:19 แล้วการงานของเนื้อหนังนั้นเห็นได้ชัด คือการเล่นชู้ การล่วงประเวณี การโสโครก การลามก
5:20 การนับถือรูปเคารพ การนับถือพ่อมดหมอผี การเป็นศัตรูกัน การวิวาทกัน การอิจฉาริษยากัน การโกรธกัน การทุ่มเถียงกัน การใฝ่สูง การแตกก๊กกัน
5:21 การอิจฉากัน การฆาตกรรม การเมาเหล้า การเล่นเป็นพาลเกเร และการอื่นๆในทำนองนี้อีก เหมือนที่ข้าพเจ้าได้เตือนท่านมาก่อน บัดนี้ข้าพเจ้าขอเตือนท่านเหมือนกับที่เคยเตือนมาแล้วว่า คนที่ประพฤติเช่นนั้นจะไม่ได้รับอาณาจักรของพระเจ้าเป็นมรดก

ผลของพระวิญญาณ
5:22 ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้นคือ ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความเชื่อ
5:23 ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน เรื่องอย่างนี้ไม่มีพระราชบัญญัติห้ามไว้เลย
5:24 ผู้ที่เป็นของพระคริสต์ได้เอาเนื้อหนังกับความอยากและราคะตัณหาของเนื้อหนังตรึงไว้ที่กางเขนเสียแล้ว
5:25 ถ้าเรามีชีวิตอยู่โดยพระวิญญาณ ก็จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณด้วย
5:26 เราอย่าถือตัว อย่ายั่วโทสะกัน และอย่าอิจฉาริษยากันเลย

วันที4กันยา อิ๋วไม่ได้มาอัลฟา อิ๋วไปเล่นดนตรีนมัสการพระเจ้าที่โรงเรียนพระคริสตธรรม อิ๋วจะฝากเอ็มพี3 เรื่องผลของพระวิญาณให้พี่ป๊อบเก็บไว้ฟังยามเผิชญการทดลองเเต่พี่ป๊อบจะผจญทุกสิ่งได้โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลัง

ยากอบ
1:2 พี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายตกอยู่ในการทดลองต่างๆก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีทั้งสิ้น
1:3 เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความเพียร
1:4 และจงให้ความเพียรนั้นกระทำการจนสำเร็จ เพื่อท่านทั้งหลายจะสมบูรณ์ครบถ้วนไม่ขาดสิ่งใดเลย
1:5 ถ้าผู้ใดในพวกท่านขาดสติปัญญา ก็ให้ผู้นั้นทูลขอจากพระเจ้า ผู้ทรงโปรดประทานให้แก่คนทั้งปวงอย่างเหลือล้นและมิได้ทรงตำหนิ และจะทรงประทานให้แก่ผู้นั้น
1:6 แต่จงให้ผู้นั้นทูลขอด้วยความเชื่อ อย่าหวั่นไหวเลย เพราะว่าผู้ที่หวั่นไหวก็เป็นเหมือนคลื่นในทะเลซึ่งถูกลมพัดซัดไปมา
1:12 ความสุขย่อมมีแก่คนนั้นที่สู้ทนการทดลอง เพราะเมื่อปรากฏว่าผู้นั้นทนได้แล้ว เขาจะได้รับมงกุฎแห่งชีวิต ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสัญญาไว้แก่คนทั้งหลายที่รักพระองค์

พระเจ้าไม่เคยล่อลวงผู้ใด แต่ราคะตัณหาของตัวเราเองที่ล่อลวงเรา
1:13 เมื่อผู้ใดถูกล่อลวงให้หลง อย่าให้ผู้นั้นพูดว่า "พระเจ้าทรงล่อลวงข้าพเจ้าให้หลง" เพราะว่าความชั่วจะมาล่อลวงพระเจ้าให้หลงไม่ได้ และพระองค์เองก็ไม่ทรงล่อลวงผู้ใดให้หลงเลย
1:14 แต่ว่าทุกคนก็ถูกล่อลวง เมื่อตัณหาของตนเองชักนำให้กระทำผิด แล้วตัวก็กระทำตาม
1:15 ครั้นตัณหาเกิดขึ้นแล้ว ก็ทำให้เกิดบาป และเมื่อบาปโตเต็มที่แล้ว ก็นำไปสู่ความตาย
1:16 พี่น้องที่รักของข้าพเจ้า อย่าหลงผิดเลย
1:17 ของประทานอันดีทุกอย่าง และของประทานอันเลิศทุกอย่างย่อมมาจากเบื้องบน และส่งลงมาจากพระบิดาแห่งบรรดาดวงสว่าง ในพระบิดาไม่มีการแปรปรวน หรือไม่มีเงาอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลง
1:18 พระองค์ได้ทรงให้เราทั้งหลายบังเกิดโดยพระวจนะแห่งความจริงตามน้ำพระทัยของพระองค์ เพื่อเราทั้งหลายจะได้เป็นอย่างผลแรกแห่งสรรพสิ่งซึ่งพระองค์ทรงสร้างนั้น
1:19 ดังนั้น พี่น้องที่รักของข้าพเจ้า จงให้ทุกคนไวในการฟัง ช้าในการพูด ช้าในการโกรธ
1:20 เพราะว่าความโกรธของมนุษย์ไม่ได้กระทำให้เกิดความชอบธรรมอย่างพระเจ้า
1:21 เหตุฉะนั้น จงถอดทิ้งการโสโครกทุกอย่าง และการชั่วร้ายอันดาษดื่น และจงน้อมใจรับพระวจนะที่ทรงปลูกฝังไว้แล้วนั้น ซึ่งสามารถช่วยจิตใจของท่านทั้งหลายให้รอดได้

อิ๋วจะฝากของไว้กับน้องต้านะพี่
1เปโตร
2:5 และพี่ป๊อบก็เสมือนศิลาที่มีชีวิต จงรับการสร้างขึ้นขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายวิญญาณเพื่อ เป็นปุโรหิตบริสุทธิ์ เพื่อถวายสักการบูชาฝ่ายจิตวิญญาณ ที่ชอบพระทัยของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์

พระเจ้ารอคอยพี่ป๊อบเสมอเเละรักพี่ป๊อบไม่เปลี่ยนเเปลง

รักในพระคริสต์น้องเเกะ

2008September2
Hi! My sweet sister

(จ)
สดุดี119:33-40

33 ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสอนทางกฎเกณฑ์ของ พระองค์แก่ข้าพระองค์ และข้าพระองค์จะรักษาทางนั้นไว้จนสุดปลาย
34 ขอประทานความเข้าใจแก่ข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะรักษาพระธรรมของพระองค์ไว้ และปฏิบัติด้วยสุดใจของข้าพระองค์
35 ขอโปรดให้ข้าพระองค์ไปในมรรคา พระบัญญัติของพระองค์ เพราะข้าพระองค์ยินดีในมรรคานั้น
36 ขอทรงโน้มใจข้าพระองค์ในบรรดา พระโอวาทของพระองค์ และมิใช่ในทางโลกกำไร
37 ขอทรงหันนัยน์ตาของข้าพระองค์ไปจาก การมองดูสิ่งอนิจจัง และขอทรงสงวนชีวิตของข้าพระองค์ใน พระมรรคาของพระองค์
38 ขอทรงยืนยันพระสัญญาของพระองค์ กับผู้รับใช้ของพระองค์ เพื่อให้เกรงกลัวพระองค์
39 ขอทรงหันการเยาะเย้ยซึ่งข้าพระองค์ ครั่นคร้ามนั้นไปเสีย เพราะกฎหมายของพระองค์นั้นดี
40 ดูเถิด ข้าพระองค์คำนึงถึงข้อบังคับของพระองค์ โดยความชอบธรรมของพระองค์ ขอทรงสงวนชีวิตของข้าพระองค์

พระเจ้าบอกอะไรเเละเราจะดำเนินชีวิตอย่างไร
Spirit wars
เราจะไม่ถอย จะไม่ถอย จะไม่ถอย สู้ไม่สู้ สู้..อธิษฐานสู้.. (จำมาจากพันธมิตร555)

โรม8

26 ในทำนองเดียวกัน พระวิญญาณก็ทรงช่วยเราเมื่อเราอ่อนกำลังด้วย เพราะเราไม่รู้ว่าเราควรจะอธิษฐานขอสิ่งใดอย่างไร แต่พระวิญญาณทรงช่วยขอแทนเรา ในเมื่อเราคร่ำครวญอธิษฐานไม่เป็นคำ
27 และพระองค์ผู้ทรงชันสูตรใจมนุษย์ ก็ทรงทราบความหมายของพระวิญญาณ เพราะว่า พระวิญญาณทรงอธิษฐานขอเพื่อธรรมิกชนตามที่ชอบพระทัยพระเจ้า
28 เรารู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์

การสำแดงโดยพระวิญญาณของพระเจ้า
1โครินธ์ 3

9 ดังที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า สิ่งที่ตาไม่เห็นหูไม่ได้ยิน และสิ่งที่มนุษย์คิดไม่ถึง คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับคนที่รักพระองค์
10 พระเจ้าได้ทรงสำแดงสิ่งเหล่านั้นแก่เราทางพระวิญญาณ เพราะว่าพระวิญญาณทรงหยั่งรู้ทุกสิ่งแม้เป็นความล้ำลึกของพระเจ้า
11 อันความคิดของมนุษย์นั้น ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ได้ เว้นแต่จิตวิญญาณของมนุษย์ผู้นั้นเองฉันใด พระดำริของพระเจ้าก็ไม่มีใครหยั่งรู้ได้ เว้นแต่พระวิญญาณของพระเจ้าฉันนั้น
12 เราทั้งหลายไม่ได้รับวิญญาณของโลก แต่ได้รับพระวิญญาณซึ่งมาจากพระเจ้า เพื่อเราทั้งหลายจะได้รู้ถึงสิ่งต่างๆ ที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่เรา
13 เรากล่าวถึงเรื่องสิ่งเหล่านี้ ด้วยถ้อยคำซึ่งมิใช่ปัญญาของมนุษย์สอนไว้ แต่ด้วยถ้อยคำซึ่งพระวิญญาณได้ทรงสั่งสอน คือเราได้อธิบายความหมายของเรื่องฝ่ายวิญญาณ ให้คนที่มีพระวิญญาณฟัง

เอเฟซัส1

17 ข้าพเจ้าอธิษฐานว่า ขอพระเจ้าแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา คือพระบิดาผู้ทรงพระสิริทรงโปรดประทานให้ท่านทั้งหลาย มีจิตใจอันประกอบด้วยสติปัญญา และความประจักษ์แจ้งในเรื่องความรู้ถึงพระองค์
18 และขอให้ตาใจของท่านสว่างขึ้น เพื่อท่านจะได้รู้ว่า ในการที่พระองค์ทรงเรียกท่านนั้น พระองค์ได้ประทานความหวังอะไรแก่ท่าน และรู้ว่า มรดกของพระองค์สำหรับธรรมิกชนมีสง่าราศีอันอุดมบริบูรณ์เพียงไร

เอเฟซัส 3

14 เพราะเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงคุกเข่าต่อพระบิดา
15 (คำว่า บิดา ของทุกตระกูล ทุกชาติ ในสวรรค์ก็ดี ที่แผ่นดินโลกนี้ก็ดีมาจากคำว่า พระบิดา)
16 ขอให้พระองค์ทรงโปรดประทานกำลังเรี่ยวแรงมากฝ่ายจิตใจแก่ท่าน โดยเดชพระวิญญาณของพระองค์ตามความไพบูลย์แห่งพระสิริของพระองค์
17 เพื่อพระคริสต์จะทรงสถิตในใจของท่านทางความเชื่อ เพื่อว่าเมื่อท่านได้วางรากลงมั่นคงในความรักแล้ว
18 ท่านก็จะได้มีความสามารถหยั่งรู้พร้อมกับธรรมิกชนทั้งหมด ถึงความกว้าง ความยาว ความสูง ความลึก
19 คือให้ซาบซึ้งในความรักของพระคริสต์ซึ่งเกินความรู้ เพื่อท่านจะได้รับความไพบูลย์ของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม
20 ขอให้พระเกียรติจงมีแด่พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ กระทำสารพัดมากยิ่งกว่าที่เราจะทูลขอหรือคิดได้ ตามฤทธิ์เดชที่ประกอบกิจอยู่ภายในตัวเรา

การตักเตือน
ฟิลิปปี4

4 จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่า จงชื่นชมยินดีเถิด
5 จงให้จิตใจที่อ่อนสุภาพของท่านประจักษ์แก่คนทั้งปวง องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว
6 อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ
7 แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์
8 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ในที่สุดนี้ขอจงใคร่ครวญถึงสิ่งที่จริง สิ่งที่น่านับถือ สิ่งที่ยุติธรรม สิ่งที่บริสุทธิ์ สิ่งที่น่ารัก สิ่งที่ทรงคุณ คือถ้ามีสิ่งใดที่ล้ำเลิศ สิ่งใดที่ควรแก่การสรรเสริญ ก็ขอจงใคร่ครวญดู
9 จงกระทำทุกสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้และได้รับไว้ ได้ยิน และได้เห็นในข้าพเจ้าแล้ว และพระเจ้าแห่งสันติสุขจะทรงสถิตกับท่าน

1เธสะโลนิกา 5

15 ระวังให้ดี อย่าให้คนใดทำชั่วตอบแทนการชั่ว แต่จงหาทางทำดีเสมอต่อพวกท่านเอง และต่อคนทั้งปวงด้วย
16 จงชื่นบานอยู่เสมอ
17 จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ
18 จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย
19 อย่าดับพระวิญญาณ
20 อย่าประมาทคำเผยข้อลับลึก
21 จงพิสูจน์ทุกสิ่ง สิ่งที่ดีนั้นจงยึดถือไว้ให้มั่น
22 จงเว้นเสียจากสิ่งที่ชั่วทุกอย่าง
23 ขอให้องค์พระเจ้าแห่งสันติสุขทรงให้ท่านเป็นคนบริสุทธิ์หมดจด และทรงรักษาทั้งวิญญาณ จิตใจและร่างกายของท่านไว้ให้ปราศจากการติเตียน จนถึงวันที่พระเยซูคริสตเจ้าของเราเสด็จมา
24 พระองค์ผู้ทรงเรียกท่านนั้นสัตย์ซื่อ และพระองค์จะทรงทำให้สำเร็จ

รักในพระคริสต์
แกะน้อย

My Blog

  • วินัยของน้องหมา (ข้างถนน) - วันที่ 18/8/2011 เช้านี้ขณะที่รถติดไฟแดงอยู่บริเวณสี่แยกสามย่าน ซึ่งเบื้องหน้าเป็นจามจุรีสแควร์นั้น พลันก็เหลือบเห็นน้องหมาตัวหนึ่งเดินข้ามทางม้าลายด้วยอ...
    14 ปีที่ผ่านมา
  • บทความคริสเตียน - บทความคริสเตียน http://www.gracezone.org/index.php/christian-articles บทความทางด้านจิตวิญญาณ หลักข้อเชื่อ พระเจ้า พระคัมภีร์ พระเจ้า พระคัมภีร์ แนวทางในการ...
    17 ปีที่ผ่านมา
  • คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู - คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู วัน พุธ 08 ต.ค. 08@ 17:47:37 ICT หัวข้อ: สรุปคำเทศนาประจำอาทิตย์ ดร.ทะนุ วงค์ธนานุกุล วัน อาทิตย์ ที่ 21 กันยายน 2008 พระธร...
    17 ปีที่ผ่านมา
  • - แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้...
    17 ปีที่ผ่านมา

Christian Blog

บล็อกวาไรตี้

เทคโนโลยี

ดาวน์โหลดโปรแกรมมาใหม่ล่าสุด |

วาไรตี้

ข่าวประจำวัน

สารบัญเว็บไทย

กินลม ชมทะเล ที่มาร์คเฮ้าส์บังกะโล เกาะกูด จ.ตราด

Thailand Map