Custom Search By Google

Custom Search

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

แข่งกับตนเองชนะยาก

แข่งกับตนเองชนะยาก

อดีตนักวิ่งคนหนึ่งกล่าวว่า“หากมีคู่แข่งดีวิ่งหายใจรดต้นคอตามมา เราก็น่าจะวิ่งได้เร็วขึ้น

”Johann Von Schiller กล่าวไว้ว่า “Who Dares nothing, need hope for nothing” – หมายความเป็นไทยว่า “ใครที่ไม่กล้าทำอะไร ก็ไม่ควรหวังที่จะได้อะไร”เชื่อว่าท่านที่ได้ดูการวิ่งแข่งขันกีฬาโอลิมปิก “ปักกิ่งเกมส์ ๒๐๐๘” ที่ผ่านมาก็คงจะรู้สึกประทับใจในนักวิ่ง ๑๐๐ เมตรจากจาไมก้าที่ชื่อ “ยูเซียน โบล์ท” หรือฉายาว่าโบล์ท สายฟ้าแลบ! โบล์ทมีพัฒนาการวิ่งอย่างรวดเร็ว เพราะในตอนต้นปีนี้ (มกราคม ๒๐๐๘) เขายังได้แค่ ๑๐.๐๓ วินาทีอยู่เลย แต่เมื่อถึงเมษายนเขาวิ่งได้ ๙.๗๖ วินาที แล้วจากนั้นเขาไปวิ่งแข่งที่อเมริกาและทำได้ ๙.๗๒ วินาที และเมื่อมาถึงปักกิ่งในเดือนสิงหาคม โบล์ทวิ่งได้ ๙.๖๙ วินาที
นักวิทยาศาสตร์ทางด้านการกีฬากล่าวว่า ศักยภาพของโบล์ทนั้นสามารถสร้างสถิติโลกใหม่ ได้ในเวลาที่ต่ำกว่า ๙.๕๐ วินาทีด้วยซ้ำ!เพราะเมื่อขณะที่เขาใกล้จะถึงเส้นชัย ก็ชะลอความเร็วลง(เพราะรู้ว่าชนะคู่แข่งแน่นอนแล้ว) และเล่นมือเล่นไม้กับผู้ชมได้
ตามที่บันทึกไว้ในปี ๑๙๑๒ ดอน ลิพพินคอตต์ทำเวลาได้ ๑๐.๖๐ วินาที จากนั้นจิม ไฮน์สก็ทำได้เร็วขึ้นอยู่ที่ ๙.๙๕ วินาที ในปี ๑๙๙๙ มัวรีส กรีนวิ่งได้เร็วกว่า ๙.๘๐ วินาทีเสียอีก ตอนแรกโบล์ทต้องแข่งขันกับสถิติเก่าของเพื่อนนักวิ่งชาวจาไมก้า คืออซาฟา พาวเวลล์ที่ทำไว้ ๙.๗๗ วินาที แล้วเขาก็ทำได้สำเร็จและดีกว่า จากนั้นเขาก็ตั้งตัวเองเป็นคู่แข่ง!
แล้วเขาก็เร็วขึ้น...เร็วขึ้น...และเร็วขึ้นเรื่อยๆ
มีคนบอกว่า ในอนาคตอันใกล้นี้จะมีนักวิ่งร้อยเมตรที่สามารถทำเวลาได้ ๙.๓๐ วินาที!
ร่างกายของมนุษย์อาจจะมีขีดจำกัด แต่ขีดกำจัดที่ว่าก็อาจจะขยายไปได้ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ความเก่งของคนที่อยู่ข้างหน้า ความเก่งของคนที่วิ่งเร็วกว่าเรา จึงเป็นเหมือนขุมพลังที่จะทำให้เราพัฒนาศักยภาพได้ถึงขีดสุด จะเก่งขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้สู้กับคนเก่ง สู้กับคนอ่อนมีแต่จะผ่อนแรง!
มีเรื่องเล่าว่า เมื่ออเล็กซานเดอร์(แห่งอาณาจักรกรีกโบราณ)ยังเด็กอยู่ ได้ทราบว่าพระบิดาได้ทรงชนะในสงครามและประหารชีวิตของศัตรู แทนที่จะยินดีแต่พระองค์ก็ทรงกลับร้องไห้ เพราะเกรงไปว่าพระบิดาจะไม่เหลือคนเก่งให้ตนเองได้สู้รบด้วย
บทเรียน
ชีวิตของคริสเตียนเป็นเหมือนกับการวิ่งแข่งขัน! “ท่านไม่รู้หรือว่า คนเหล่านั้นที่แข่งกันก็วิ่งด้วยกันทุกคน แต่คนที่ได้รับรางวัลมีคนเดียว เหตุฉะนั้น จงวิ่งเพื่อชิงเอารางวัลให้ได้ ฝ่ายนักกีฬาทุกคนก็เคร่งครัดในระเบียบ เขาทำอย่างนั้นเพื่อจะได้มงกุฎใบไม้ซึ่งร่วงโรยได้ แต่เรากระทำเพื่อจะได้มงกุฎที่ไม่มีวันร่วงโรยเลย ส่วนข้าพเจ้าวิ่งแข่งโดยมีเป้าหมาย...”(๑ คร. ๙.๒๔-๒๖)
คริสเตียนวิ่งแข่งเพื่อจะเอาชนะผีมารซาตาน ชนะเนื้อหนัง (ตนเอง) และเพื่อจะได้รับรางวัลจากพระเยซูคริสต์ เปาโลบอกว่า (๑) ต้องลงไปอยู่ในลู่แข่ง (๒) ฝึกซ้อมอย่างดีและมีระเบียบวินัย (๓) มีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน คือ ให้เป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้า
ยูเซียน โบล์ทเป็นนักกีฬายอดเยี่ยมฝ่ายโลกนี้ แต่เราคริสเตียนเป็นนักกีฬาฝ่ายจิตวิญญาณชั้นเลิศ.

ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ
ทีมงานไทยเซอร์มอน
kittikunm@yahoo.com

Amazing Grace พระคุณพระเจ้า

Amazing Grace พระคุณพระเจ้า


John Newton (1725-1807)


Amazing grace, how sweet the sound

That saved a wretch like me!

I once was lost, but now am found,
Was blind, but now I see.

'Twas grace that taught my heart to fear,
And grace my fears relieved;
How precious did that grace appear
The hour I first believed!

Through many dangers, toils, and snares,
I have already come;
'Tis grace has brought me safe thus far,
And grace will lead me home.

The Lord had promised good to me,
His word my hope secures;
He will my shield and portion be,
As long as life endures.

Yea, when this flesh and heart shall fail,
And mortal life shall cease,
I shall possess, within the veil,
A life of joy and peace.

The earth shall soon dissolve like snow,
The sun forbear to shine;
But God, Who called me here below,
Shall be forever mine.

When we’ve been there ten thousand years,
Bright shining as the sun,
We’ve no less days to sing God’s praise
Than when we’d first begun.

พระคุณพระเจ้า

เนื้อเพลง: John New­ton, 1779;
ผู้แปล นิรนาม.

พระคุณพระเจ้านั้นแสนชื่นใจ ช่วยได้คนชั่วอย่างฉัน
ครั้งนั้นฉันหลงพระองค์ตามหา ตาบอดแต่ฉันเห็นแล้ว

บ่วงมารวางไว้ทุกข์ภัยหลายอย่าง ตามทางฉันพ้นมาแล้ว
แต่เพราะพระคุณฉันจึงคลาดแคล้ว พระองค์นำฉันกลับบ้าน

พระคุณสอนให้ใจฉันยำเกรง เร่งให้ความกลัวต้องหนี
พระคุณอันเลิศประเสริฐยิ่งใหญ่ ไม่มีหมู่มารได้ชัย

พระเจ้าประทานแต่สิ่งที่ดี พระธรรมให้มีความหวัง
พระองค์คุ้มครองป้องกันทุกที เมื่อมีสิ่งชั่วบีฑา

เมื่อเราได้ไปอยู่เมืองสวรรค์ ช้านานนับหลายพันปี
ยังมีเวลาร้องเพลงสรรเสริญ เท่ากันกับเมื่อเริ่มต้น

IN HIS TIME

IN HIS TIME

A:IN HIS TIME, IN HIS TIME
HE MAKES ALL THINGS BEAUTIFUL IN HIS TIME
LORD, PLEASE SHOW ME EVERYDAY
AS YOU'RE TEACHING ME YOUR WAY
AND I'LL DO JUST WHAT YOU SAY
IN YOUR TIME.

B:IN YOUR TIME, IN YOUR TIME
YOU MAKE ALL THINGS BEAUTIFUL IN YOUR TIME
LORD, MY LIFE TO YOU I BRING
MAY EACH SONG I HAVE TO SING
BE TO YOU A LOVELY THING
IN YOUR TIME

BE TO YOU A LOVELY THING
IN YOUR TIME.

How great thou art

HOW GREAT THOU ART

O Lord my God, When I in awesome wonder,
Consider all the worlds Thy Hands have made;
I see the stars, I hear the rolling thunder,
Thy power throughout the universe displayed.

Then sings my soul, My Saviour God, to Thee,
How great Thou art, How great Thou art.
Then sings my soul, My Saviour God, to Thee,
How great Thou art, How great Thou art!

When through the woods, and forest glades I wander,
And hear the birds sing sweetly in the trees.
When I look down, from lofty mountain grandeur
And see the brook, and feel the gentle breeze.

Then sings my soul, My Saviour God, to Thee,
How great Thou art, How great Thou art.
Then sings my soul, My Saviour God, to Thee,
How great Thou art, How great Thou art!

And when I think, that God, His Son not sparing;
Sent Him to die, I scarce can take it in;
That on the Cross, my burden gladly bearing,
He bled and died to take away my sin.

Then sings my soul, My Saviour God, to Thee,
How great Thou art, How great Thou art.
Then sings my soul, My Saviour God, to Thee,
How great Thou art, How great Thou art!

When Christ shall come, with shout of acclamation,
And take me home, what joy shall fill my heart.
Then I shall bow, in humble adoration,
And then proclaim: "My God, how great Thou art!"

Then sings my soul, My Saviour God, to Thee,
How great Thou art, How great Thou art.
Then sings my soul, My Saviour God, to Thee,
How great Thou art, How great Thou art !


พระเจ้ายิ่งใหญ่

พระองค์เจ้าข้า ข้าเฝ้ามองดูด้วยยำเกรง
เพราะพระองค์เองเป็นผู้สร้างจักรวาล
เมื่อมองดูดาวเมื่อคราวยินเสียงฟ้าคำราม
เห็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์บนท้องฟ้า

ร้องรับ จิตข้าสรรเสริญ พระเจ้าองค์พระผู้ช่วย

พระเจ้ายิ่งใหญ่ พระเจ้ายิ่งใหญ่ (ซ้ำ)

เมื่อข้าคิดถึงพระเจ้าผู้ไม่ทรงเสียดาย
พระบุตรองค์เดียวเสด็จมาเป็นผู้ไถ่
ถูกทรมานตรึงไว้บนกางเขนเพื่อข้า
ข้าขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเมตตา

พระคริสต์กลับมาด้วยเสียงแตรดังก้องเวหา
เพื่อมารับข้ากลับไปอยู่ในเมืองฟ้า
ข้าจะกราบลงที่พระบาทาด้วยถ่อมใจ
และสรรเสริญว่าพระเจ้าของข้ายิ่งใหญ

ความถ่อมใจ

ความถ่อมใจ

• คนมักพูดถึงแต่ความเก่งกาจของตนเอง น้อยครั้งที่จะพูดถึงความผิดพลาด ความล้มเหลว
• คนที่ต้องถ่อมใจในอดีตมีแต่พวกทาสเท่านั้นที่จำเป็น จำยอม

นิยามความถ่อมใจของคริสเตียน
• ความถ่อมใจแบบพระคัมภีร์ คือ การเข้าใจอย่างถูกต้องว่าชีวิตของเราเป็นอย่างไรต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า
• ความถ่อมใจเป็นคุณลักษณะของผู้เชื่อที่แสดงออกถึงความสัมพันธ์ที่เขามีต่อพระเจ้า แสดงออกมาในท่าที คำพูดและการกระทำ

ถ่อมใจแบบโลก

1. กดตัวเองให้ต่ำ ยิ่งต่ำแสดงว่ายิ่งถ่อมมาก ยิ่งเป็นความดีมาก ต้องไม่มีอะไรเลยถึงจะดี ขลัง
2. เป็นค่านิยมฉาบฉวย ทำเป็นมารยาท ทำเป็นภาพพจน์ ทำได้ต้องถ่อมใจตอบว่าทำไม่ได้
3. ยึดพฤติกรรมภายนอกมากกว่าท่าทีภายใน ฟาริสีกับคนเก็บภาษี
4. ประนีประนอมต่อมนุษย์ ไม่ก้าวร้าว ไม่แสดงว่าคนเองถูกต้อง ไม่โต้เถียงกับใคร แล้วแต่ใครจะคิดยังไงก็ได้

ความจริงเรื่องความถ่อมใจที่ปิดซ่อนไว้

• คนดื้อดึงปฏิเสธที่จะถ่อมใจอย่างแท้จริง
• น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับความถ่อมใจ
• สิ่งที่เขาแสวงหาคือ ความสำเร็จ ความยิ่งใหญ่ มิใช่ความถ่อมใจ
• สิ่งแรกที่พระเยซูสอนในคำเทศนาบนภูเขา คือ ความถ่อมใจ
• สิ่งที่ควรแสวงหาจริงๆคือความถ่อมใจ ซึ่งจะนำสิ่งดีที่มีคุณค่าอย่างแท้จริงมาสู่ชีวิตของคนที่ถ่อมใจ

มธ5 1.ครั้นทอดพระเนตรเห็นคนมากดังนั้น พระองค์ก็เสด็จขึ้นไปบนภูเขาและเมื่อประทับแล้ว เหล่าสาวกของพระองค์มาเฝ้าพระองค์
2.แล้วพระองค์จึงตรัสสอนเขาว่า
3. บุคคลผู้ใด รู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา

• ความถ่อมใจควรเป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้เชื่อต้องให้ความสำคัญอย่างมากเป็นอันดับต้นๆ

ความถ่อมใจเป็นบานพับที่เปิดประตูชีวิต

• หากยินดีเปิดบานพับนั้นออก ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไป
• ความถ่อมใจจึงเหมือนประตูสู่การเปลี่ยนย่างก้าวของชีวิตของเรา
• ถ้าคิดว่าดีอยู่แล้ว จะไม่มีทางที่จะเลือกทางอื่น ไม่มีทางเปลี่ยนชีวิตไปเป็นแบบอื่น

ความถ่อมใจเปิดทางจากแผ่นดินโลกสู่อาณาจักรสวรรค์

• ความถ่อมใจเป็นทางเชื่อมโลกเบื้องล่างกับสวรรค์เบื้องบน
• ความถ่อมใจทำให้เรากลับใจใหม่
• รู้ว่าตัวเองไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ต้องการความช่วยเหลือ รู้ว่าตัวเองไม่มีทางทำได้ ไม่สมบูรณ์
• ยินดีถ่อมใจลงรับการช่วยเหลือ
• คนหยิ่งจะไม่รับการช่วยเหลอจากใคร
• จะทำด้วยตนเอง ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
• ยิ่งมีความรู้มา ยิ่งรวยมาก ยิ่งถ่อมใจยาก

ความถ่อมใจเป็นสัญลักษณ์ของผู้เชื่อ

• ความถ่อมใจแท้เป็นสัญลักษณ์ของผู้เชื่อแท้
• ยอมแบกกางเขน หมายถึง ยอมหมดแล้ว ยอมทั้งชีวิตให้พระเจ้า
• ถ่อมใจยอมให้พระเจ้าได้ เป็นความถ่อมใจอย่างสมบูรณ์ เพราะพระเจ้ารู้ทุกอย่าง ไม่มีใครหลอกพระเจ้าได้
• ถ่อมใจต่อพระเจ้า จะทำให้เข้าใจความถ่อมใจที่แท้จริง
• เรียนรู้ที่จะถ่อมใจต่อผู้อื่นด้วยเช่นกัน
• พระเยซูเป็นแบบอย่างในเรื่องความถ่อมใจ ยอมสละ ความเป็นพระเจ้า ยอมลงมาเป็นมนุษย์ และสุดท้ายยอมวายพระชนม์ที่ไม้กางเขน ผู้เชื่อแท้รับเอาแบบอย่างตามอย่างพระองค์

ความถ่อมใจเป็นธรรมชาติปกติในการดำเนินชีวิตของมนุษย์

• คนส่วนใหญ่ละเลยความจริงเรื่องนี้ และดำเนินชีวิตอย่างผิดปกติ ด้วยความหยิ่งยโส
• ถ้าถ่อมใจดำเนินชีวิตในโลกนี้จึงจะอยู่อย่างมีความหมาย ถ่อมสุขุมสมจริง อย่างแท้จริง
• ถ้าถ่อมใจจะกลับสู่มีวิถีชีวิตแท้ที่ถูกต้อง ที่ควรจะเป็น และที่ควรจะดำเนินต่อไปในโลกนี้
• ความถ่อมใจเกิดจากการรู้ว่า เราต้องพึ่งพาพระเจ้าและคนอื่น เป็นธรรมชาติตั้งแต่เกิดจนตาย
• ความถ่อมใจทำให้เรายอมรับการช่วยเหลือ ทั้งจากพระเจ้าและจากเพื่อนมนุษย์อย่างง่ายๆ
• ไม่หยิ่งเกินไปที่จะรับการช่วยเหลือ

ความถ่อมใจทำให้เรารับใช้พระเจ้าและผู้อื่น

• เรารับการช่วยเหลือ จึงเรียนรู้ที่จะตอบสนองพระคุณพระเจ้า โดยการรับใช้พระองค์
• และเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือผู้อื่นเช่นกัน
• จะช่วยผู้อื่นต้องถ่อมใจรับใช้เขา เขาเป็นใคร เขาไม่ใช่พระเจ้า เป็นเพียงมนุษย์ ทำไปต้องรับใช้เขา
• ถ้าไม่ถ่อมใจจะช่วยเหลือใครไม่ได้เลย
• เพราะจะช่วยผู้อื่นได้ต้องจ่ายราคาเพื่อเขา ต้องเรียนรู้ชีวิตเขา

1 ยอห์น 3:16 ดังนี้แหละเราจึงรู้จักความรัก โดยที่พระองค์ได้ทรงยอมสละพระชนม์ของพระองค์เพื่อเราทั้งหลาย และเราทั้งหลายก็ควรจะสละชีวิตของเราเพื่อพี่น้อง
ลูกา 22:26 แต่พวกท่านจะหาเป็นอย่างนั้นไม่ ผู้ใดในพวกท่านที่เป็นใหญ่ที่สุด ให้ผู้นั้นเป็นเหมือนผู้เยาว์ที่สุด และผู้ใดเป็นนายให้ผู้นั้นเป็นเหมือนคนรับใช้

ความถ่อมใจเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาชีวิต

• ความถ่อมใจเป็นรากฐานการพัฒนาชีวิต ในทุกด้าน
• ทั้งทางฝ่ายกายภาพ จิตใจ และวิญญาณ
• ความถ่อมใจนำมาซึ่ง ปัญญา ความรู้ ความสามารถ ความอดทน ความสัมพันธ์ ความรอด ลักษณะชีวิตต่างๆเอาไว้
• ความถ่อมใจทำให้เราเติบโตขึ้นในการรับใช้ พัฒนาทักษะต่างๆมากมายผ่านการฝึกฝน ในบทบาทหน้าที่ที่เราไม่คุ้นเคย ต้องถ่อมใจเรียนรู้ และ ทำเป็นในที่สุด เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เพราะตั้งใจเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆอย่างดี
• หากมองย้อนกลับไป ถ้าไม่เดินบนถนนสายความถ่อมใจ จะไม่สามารถเรียนรู้และพัฒนาชีวิตได้มากขนาดนี้
• ความถ่อมใจจึงเป็นประตูเปิดสู่การพัฒนาชีวิตอย่างแท้จริง ในทุกด้านที่เราเปิดใจออก
• ที่สำคัญที่สุด ความถ่อมใจทำให้ขึ้นในฝ่ายวิญญาณ ให้พระเจ้ามาช่วยเหลือเรา ในขณะที่เรายังทำไม่ได้ แต่ยังเรียนรู้ถ่อมใจให้พระเจ้าใช้ต่อไป

• ความถ่อมใจในการเรียนรู้ฝ่ายวิญญาณจะเปลี่ยนชีวิตของเราให้มีลักษณะชีวิตที่ใกล้เคียงกับพระลักษณะทางจริยธรรมของพระเจ้ามากขึ้น มีความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ความรัก ลักษณะชีวิตที่พึงปรารถนามากขึ้น

• พระเจ้าไม่เคยปล่อยให้คนหยิ่งผ่านไป
• พระองค์จัดการกับความหยิ่งของเรา เพื่อให้เราถ่อมใจลง เพื่อให้เราเรียนรู้ในการมีชีวิตที่ถูกต้อง เพื่อชีวิตได้รับการพัฒนาขึ้น

เนบูคัดเนสซาร์

ดนล 4:1-37 33 ในทันใดนั้นเองพระวาทะก็สำเร็จในเรื่องเนบูคัดเนสซาร์ พระองค์ถูกขับไล่ไปจากท่ามกลางมนุษย์ และเสวยหญ้าอย่างกับโค และพระกายก็เปียกน้ำค้างจากฟ้าสวรรค์ จนพระเกศางอกยาวอย่างกับขนนกอินทรี และพระนขาก็เหมือนเล็บนก

37 บัดนี้ตัวเราคือเนบูคัดเนสซาร์ ขอสรรเสริญ ยกย่องและถวายพระเกียรติแด่พระมหาราชาแห่งสวรรค์ เพราะว่าพระราชกิจของพระองค์ก็ถูกต้อง และพระมรรคาของพระองค์ก็เที่ยงธรรม บรรดาผู้ดำเนินอยู่ในความเย่อหยิ่ง พระองค์ก็ทรงสามารถให้ต่ำลง

เฉลยธรรมบัญญัติ 8:2 ท่านทั้งหลายจงระลึกถึงทางซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงนำท่านอยู่ในถิ่นทุรกันดารถึงสี่สิบปี เพื่อพระองค์จะทรงกระทำให้ท่านถ่อมใจ และทดลองให้ทราบว่าจิตใจของท่านเป็นอย่างไร ดูว่าท่านจะรักษาพระบัญญัติของพระองค์หรือไม่

เฉลยธรรมบัญญัติ 8:3 พระองค์ทรงกระทำให้ท่านถ่อมใจ และปล่อยท่านให้หิวและเลี้ยงท่านด้วยมานา ซึ่งท่านเองหรือปู่ย่าตายายของท่านก็ไม่ทราบว่าเป็นอะไร เพื่อพระองค์จะทรงกระทำให้ท่านตระหนักแก่ใจว่า มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียวก็หามิได้ แต่มนุษย์จะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยทุกสิ่งที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า

เฉลยธรรมบัญญัติ 8:16 ผู้ทรงเลี้ยงท่านทั้งหลายด้วยมานาในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งปู่ย่าตายายของท่านไม่ทราบ เพื่อว่าพระองค์จะทรงกระทำให้ท่านถ่อมใจและทดลองท่าน เพื่อกระทำให้เกิดประโยชน์แก่ท่านในบั้นปลาย

ความถ่อมใจแท้จะได้รับการยกชูจากพระเจ้า

• พระเจ้าจะไม่ยกชูผู้ใดขึ้นจนกว่าเราจะเรียนรู้ที่จะถ่อมใจ

ยากอบ 4:10 ท่านทั้งหลายจงถ่อมใจลงต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระองค์จะทรงยกชูท่านขึ้น

1เปโตร 5:5-6 5 ในทำนองเดียวกันท่านที่อ่อนอาวุโส ก็จงเชื่อฟังคำของพวกผู้ใหญ่ อันที่จริงให้ท่านทุกคนมีความถ่อมใจในการปฏิบัติต่อกันและกัน ด้วยว่า พระเจ้าทรงเป็นปฏิปักษ์กับคนเหล่านั้นที่ถือตัวจองหอง แต่พระองค์ทรงสำแดงพระคุณแก่คนที่อ่อนน้อมถ่อมตน
6 เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลาย จงถ่อมใจลงภายใต้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า เพื่อว่าพระองค์จะได้ทรงยกท่านขึ้นเมื่อถึงเวลาอันควร

• เมื่อเรามีความถ่อมใจระดับหนึ่งการดำเนินชีวิตกับพระเจ้า เราจะหยุดถ่อมใจไหม จะพัฒนาเพิ่มความถ่อมใจขึ้นได้อีกไหม
• ความเข้าใจผิดเรื่องความถ่อมใจ ว่าคนที่ถ่อมใจจะถูกหลอกใช้ คนถ่อมใจจริงไม่เคยบ่น คนที่บ่นเป็นคนที่ไม่ถ่อมใจจริง เราเป็นเพียงคนเล็กน้อย ท่านไปหาคนอื่นเถอะ
• ความเติบโตในด้านความถ่อมใจเป็นสิ่งท้าท้าย พระเยซูทรงสัญญาว่าจะอวยพรคนที่มีความถ่อมใจอย่างแท้จริง

ความถ่อมใจเป็นกุญแจสำคัญในการดำเนินชีวิตติดตามพระเจ้า

• หยุดถ่อมใจเมื่อใด ความหยิ่งในตัวเองครอบงำ จะขาดจาความสัมพันธ์กับพระเจ้า

• บั้นปลายชีวิตของซาโลมอนไม่ได้ถ่อมใจ แม้ว่าเคยถ่อมใจเพื่อรับใช้พระเจ้าในการดูแลประชากรของพระองค์มาแล้ว
• แต่เมื่อพระเจ้าอวยพรให้ประสบความสำเร็จมาก มีปัญญามาก สร้างพระวิหารถวายแด่พระเจ้า
• แต่กลับรักษาความถ่อมใจไว้ไม่ได้ ไม่ได้รักษาชีวิตกับพระเจ้า สะสมรถรบรถม้า ภรรยามาก จนห่างจากพระเจ้าไป
• ซาโลมอนเขียนหนังสือสุภาษิตและสอนเรื่องความหยิ่งที่ทำให้ชีวิตถูกทำลายลง

สุภาษิต 18:12 ใจของคนก็จองหองก่อนถึงการถูกทำลาย แต่ความถ่อมใจเดินอยู่หน้าเกียรติ
สุภาษิต 29:23 ความเย่อหยิ่งของคนนำเขาให้ต่ำลง แต่คนที่มีใจถ่อมจะได้รับเกียรติ

• เราจึงควรเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตที่ถ่อมใจต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้าจริงๆ
• คนที่เป็นคนถ่อมใจแท้จะมีลักษณะดังต่อไปนี้

1. ซื่อสัตย์
• ประเมินกำลังตนเองอย่างสัตย์ซื่อ
• ทั้งข้อดี ข้อเสีย ทั้งจุดอ่อน จุดแข็ง
• ยอมรับทั้ง ความผิดพลาดและความสำเร็จ
• เขาจะตระหนักว่า ทุกสิ่งมาจากพระเจ้า และโดยพระคุณเท่านั้นที่ทำให้เขาไปถึง

โรม 12:3 ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่ท่านทั้งหลายทุกคนโดยพระคุณ ซึ่งทรงประทานแก่ข้าพเจ้าแล้วว่า อย่าคิดถือตัวเกินที่ตนควรจะคิดนั้น แต่จงคิดให้ถ่อมสุขุมสมกับขนาดความเชื่อ ที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่ท่าน

2. จริงใจ

• จากก้นบึ้งของหัวใจ
• เพื่อพระเจ้าไม่ใช่เพื่อมนุษย์
• ปรารถนารับใช้จากหัวใจภายใน ไม่ใช้รับใช้เพื่อให้คนเห็น
• อยากได้ยินคำสรรเสริญยกย่องพระเจ้าบนฟ้าสวรรค์

มัทธิว 6:9-10 9 "ท่านทั้งหลาย จงอธิษฐานตามอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ
10 ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก

3.ยินดีรับการแก้ไขชีวิต

• เข้าเทียมแอกกับพระคริสต์ ให้พระองค์สอนเขา
• ยินดีเติบโตขึ้นในพระคริสต์ ไม่ใช่อยู่ไปวันๆ
• ยินดีให้พระเจ้าเป็นผู้ปั้นแต่งชีวิตชีวิตของเขาอย่างแท้จริง

สดุดี 19:12 แต่ผู้ใดเล่าจะเล็งเห็นความผิดพลาดของตนได้ขอพระองค์ทรงชำระข้าพระองค์ให้พ้นจากความผิดที่ซ่อนเร้นอยู่
สดุดี 23:4 แม้ข้าพระองค์จะเดินไปตามหุบเขาเงามัจจุราช ข้าพระองค์ไม่กลัวอันตรายใดๆ เพราะพระองค์ทรงสถิตกับข้าพระองค์ คทาและธารพระกรของพระองค์เล้าโลมข้าพระองค์
สดุดี 139:1 ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ได้ทรงตรวจสอบข้าพระองค์และทรงรู้จักข้าพระองค์

4. กล้าหาญ

• รู้ว่าการรับใช้พระเจ้าคือเป็นศัตรูกับโลกนี้
• เขาก้าวไปข้างหน้าขณะที่คนอื่นๆ คล้อยตามโลกนี้ไป
• การอยู่ข้างพระเจ้า จะเผชิญกับคนที่เป็นปฏิปักษ์ กับพระองค์
• รู้ว่าต้องยืนหยัด ต้องต่อสู้จนตัวตาย

มัทธิว 10:22 คนทั้งปวงจะเกลียดชังท่าน เพราะความภักดีที่ท่านมีต่อเรา แต่ผู้ใดที่ทนได้ถึงที่สุด ผู้นั้นจะรอด

5. มีความรัก
• เพราะความรักพระเจ้าอยู่ในหัวใจ
• แบกกางเขนพระเยซูในหัวใจเสมอ
• รักเพื่อนบ้านเหมือนที่พระองค์ทรงรักเรา
• หนุนใจ เป็นแบบอย่างให้คนอื่นทำตามด้วย
• มีชีวิตอยู่เพื่อสำแดงความรักของพระเจ้าให้คนเห็น

2 โครินธ์ 5:14-15 14 เพราะว่าความรักของพระคริสต์ได้ครอบครองเราอยู่ เพราะเราคิดเห็นอย่างนี้ว่ามีผู้หนึ่งได้ตายเพื่อคนทั้งปวง เหตุฉะนั้นคนทั้งปวงจึงตายแล้ว
15 และพระองค์ได้ทรงวายพระชนม์เพื่อคนทั้งปวง เพื่อคนเหล่านั้นที่มีชีวิตอยู่จะมิได้อยู่เพื่อประโยชน์แก่ตัวเองอีกต่อไป แต่จะอยู่เพื่อพระองค์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์ และทรงเป็นขึ้นมาเพราะเห็นแก่เขาทั้งหลาย

6. เห็นคุณค่าผู้อื่น
• รู้ว่าตัวเองไม่สมบูรณ์
• มองความผิดของเรา ในขณะที่คนอื่นไม่มีความผิดนี้ เห็นความผิดของตัวเองชัดกว่าความผิดของคนอื่น
• จึงให้เกียรติ์ผู้อื่นได้

โรม 12:10 จงรักกันฉันพี่น้อง ส่วนการที่ให้เกียรติแก่กันและกันนั้น จงถือว่าผู้อื่นดีกว่าตัว

• ไม่ไปวินิจฉัยความผิดของคนอื่น ที่ไม่ใช่หน้าที่
• ต่างจากคนที่ไม่ถ่อมใจ จะวินิจฉัยผู้อื่น ไม่วินิจฉัยความผิดของตัวเอง
• ทำให้ไม่เห็นคุณค่าของคนอื่น

ลูกา 6:41-42 41 เหตุไฉนท่านมองดูผงที่ในตาพี่น้องของท่าน แต่ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่าน ท่านก็ไม่รู้สึก
42 เหตุไฉนท่านจึงจะพูดกับพี่น้องของท่านว่า "พี่น้องเอ๋ย ให้เราเขี่ยผงออกจากตาของเธอ" แต่ที่จริงท่านเองยังไม่เห็นไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่าน ท่านคนหน้าซื่อใจคด จงชักไม้ทั้งท่อนออกจากตาของท่านก่อน แล้วท่านจะเห็นได้ถนัด จึงจะเขี่ยผงออกจากตาพี่น้องของท่านได้

7. ร้อนรนฝ่ายวิญญาณ
• ความร้อนรนฝ่ายวิญญาณ เพราะมีพระเจ้าทำกิจอยู่ภายใน
• ไฟพระวิญญาณทำงาน
• มุ่งไปข้างหน้าเพื่อไปสู่หลักชัยทีพระองค์ตั้งไว้ให้
• ทำทุกสิ่งได้โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลัง
• ในวันที่ยากลำบากมีพระเจ้าเป็นกำลังให้เสมอ

ฟิลิปปี 4:13 ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า

ยน 3:30 พระองค์ต้องทรงยิ่งใหญ่ขึ้น แต่ข้าพเจ้าต้องด้อยลง"
ถามใจตัวเราเองว่า เราเป็นคนที่ถ่อมใจติดตามพระคริสต์จริงหรือไม่

• เราเรียนรู้เรื่องความถ่อมใจเพื่อจะเป็นที่ถวายเกียรติ์แด่พระเจ้าให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
• เราเรียนรู้เรื่องความถ่อมใจเพื่อเราจะสามารถรับใช้ผู้อื่นด้วยความชื่นชมยินดี
• เราเรียนรู้เรื่องความถ่อมใจเพ่อรักษาเราไว้ไม่ให้ชีวิตของเราล้มลงด้วยความหยิ่ง
• เราเรียนรู้เรื่องความถ่อมใจเพื่อความชื่นชมยินดีอย่างเต็มเปี่ยมในการรับใช้

ในพระกายเดียวกัน
นพ.สุทิตต์ กุลสรรค์ศุภกิจ

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

เรื่อง การนมัสการที่แท้จริง

"พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณ และความจริง" (ยอห์น 4:24)


หัวข้อที่เราจะเรียนรู้ด้วยกัน ก็คือ การนมัสการที่แท้จริง

พระคัมภีร์ข้อนี้ เมื่อมีการแปลเป็นภาษาไทย ก็แปลตรงตามภาษาเดิม คือ ให้นมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง สิ่งสำคัญก็คือ การนมัสการที่แท้จริง จะขาดความจริงไม่ได้ นอกจากจะใช้จิตวิญญาณแล้ว ยังต้องใช้ความจริงด้วย เราต้องนมัสการพระเจ้าองค์เที่ยงแท้ มิใช่กราบไหว้อะไรก็ได้ เราคริสเตียนจะนมัสการพระเจ้าด้วยสัจธรรมที่แท้จริง นั่นคือการนมัสการพระเจ้าองค์เที่ยงแท้องค์นี้

การนมัสการพระเจ้าที่แท้จริง ประกอบไปด้วยองค์ประกอบดังนี้


1. การนมัสการพระเจ้าที่แท้จริง จะต้องนมัสการพระเจ้าองค์เที่ยงแท้
"และขอให้ท่านสวมสภาพใหม่ ซึ่งทรงสร้างขึ้นใหม่ตามแบบอย่างของพระเจ้า ในความชอบธรรม และความบริสุทธิ์ที่แท้จริง" (เอเฟซัส 4:24)


พระองค์ทรงมีความชอบธรรมและมีความบริสุทธิ์ที่แท้จริง เมื่อเราจะนมัสการพระองค์ เราจะต้องดำเนินชีวิตตามสัจธรรม เราจะต้องดำเนินชีวิตตามความชอบธรรม ดำเนินชีวิตให้บริสุทธิ์

การนมัสการที่แท้จริงจะต้องมีผลต่อการดำเนินชีวิต ปัจจุบันของเขา การนมัสการจะเป็นการกำหนดทัศนคติในการดำเนินชีวิต บอกว่าแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างไร เขากราบไว้นมัสการอย่างไรก็จะดำเนินชีวิตอย่างนั้น ถ้าผุ้ใดกราบไหว้เงินทอง การดำเนินชีวิตเขาก็จะให้เงินทองมีความสำคัญในชีวิตของเขา คุณค่าชีวิตของเขาก็จะเป็นอย่างนั้น เราคนจีน ก็พบว่ามีคนจำนวนไม่น้อยไปกราบไว้เทพเจ้าต่าง ๆ เพื่อที่จะมีเงินทองมากมาย อยากจะร่ำรวยสะดวกสบาย การดำเนินชีวิตของเขาก็จะกระทำทุกอย่างเพื่อให้มีเงินทองมากมาย แม้ถึงจะต้องกระทำผิดกฎหมายในบางครั้งก็ยังทำ

วันนี้เรากราบไหว้พระเจ้าองค์เที่ยงแท้ พระเจ้าแห่งสัจธรรม ผู้ทรงเต็มไปด้วยความชอบธรรม และบริสุทธิ์ เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของคนเรา สมควรยิ่งที่เราจะนมัสการพระองค์ เราจะต้องให้พระเจ้าเป็นที่หนึ่งในชีวิตของเรา

การนมัสการในภาษาจีน มีความหมายมาก นั่นคือ การนมัสการพระเจ้าองค์สูงสุด พระองค์ทรงสูงส่ง และเป็นอันดับต้น อันดับแรก เราจะต้องยอมจำนน ยอมเชื่อฟังพระองค์


"ปีลาตจึงทูล พระองค์ว่า 'ถ้าเช่นนั้น ท่านก็เป็นกษัตริย์น่ะซี' พระเยซูตรัสตอบว่า 'ท่านพูดว่าเราเป็นกษัตริย์ เพราะเหตุนี้เราจึงเกิดมา และเข้ามาในโลก เพื่อเป็นพยานให้แก่สัจจะ คนทั้งปวงซึ่งอยู่ฝ่ายสัจจะย่อมฟังเสียงของเรา' " (ยอห์น 18:37)


ในพระคัมภีร์เดิม บอกว่าพระยาเวห์เป็นพระเจ้าจอมกษัตริย์ แม้ในพระคัมภีร์ใหม่ก็บอกว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นกษัตริย์ ดังเช่นตอนปีลาตถามพระเยซูว่า "ท่านเป็นกษัตริย์หรือ" ซึ่งเป็นการยากที่พระองค์จะทรงตอบตามความจริง แต่พระองค์ทรงยอมรับว่าเป็นกษัตริย์ เป็นกษัตริย์ฝ่ายสัจธรรม มิใช่เป็นทางฝ่ายปกครอง

ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ มีราชวงศ์ต่าง ๆ มากมาย มีการขึ้นและลงสลับกันไป แต่พระเยซูคริสต์เจ้ามิได้ทรงเป็นกษัตริย์ฝ่ายปกครอง ทรงเป็นกษัตริย์แห่งสัจธรรมในชีวิตของเราทั้งหลายที่เป็นคริสเตียน

มีชายคนหนึ่ง มาถามศิษยาภิบาลในคริสตจักรแห่งถึง ถามว่า "ในพระคัมภีร์บอกว่าพระเยซูคริสต์เป็นเจ้ากษัตริย์ ทรงเป็นกษัตริย์ในระบอบใดกันแน่ อยู่ในระบบธรรมนูญ หรือระบบสมบูรณายาสิทธิราช"

ศิษยาภิบาลคนนั้นตอบว่า "ทรงเป็นกษัตริย์แห่งสัจธรรม ทรงเป็นกษัตริย์ที่อยู่ในธรรมนูญที่กำหนดไว้ และทรงเป็นกษัตริย์ที่มีสิทธิ์อำนาจสมบูรณ์ ตามระบบสมบูรณายาสิทธิราช ธรรมนูญที่ทรงกำหนดเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่พระองค์ทรงกำหนดขึ้นมา พระองค์ไม่สามารถทำตรงข้ามกับพระลักษณะของพระองค์ พระองค์ทรงดำรงอยู่ในสัจธรรมที่ทรงกำหนดไว้ และในขณะเดียวกัน พระองค์ก็ทรงมีสิทธิอำนาจเด็ดขาด เพราะทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่ง เป็นพระผู้สร้าง ทรงมีสิทธิอำนาจสมบูรณ์"

ขอบคุณพระเจ้า พระเจ้าที่เราเคารพบูชา เป็นพระเจ้าที่ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งมวล พระองค์ทรงมีความชอบธรรมและบริสุทธิ์ และก็ยังทรงมีสิทธิอำนาจเด็ดขาด

วันนี้เรามานมัสการพระเจ้า เราให้พระเจ้าเป็นอันดับต้นในชีวิตของเรา เราก็จะดำเนินตามทางของพระองค์ ไม่ออกไปในทางที่ผิดพลาด เราจะเดินอยู่ในหนทางชีวิต เราจะขอบคุณพระเจ้า เชิดชูพระองค์ เชื่อฟังพระองค์ ให้พระองค์มาเป็นใหญ่ในชีวิตของเรา

อาจารย์เปาโลบอกว่า


"ข้าพเจ้าถูก ตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่ โดยศรัทธาในพระบุตรของพระเจ้า ผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า" (กาลาเทีย 2:20)


การดำเนินชีวิตอยู่ ชีวิตเรามิได้เป็นของเรา แต่เป็นของพระเจ้า ดั้งนั้นเราจึงต้องในพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง


2. การนมัสการพระเจ้าที่แท้จริง เราจะต้องมีชิวตที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า
นอกจากเราจะนมัสการพระเจ้าองค์เที่ยงแท้เท่านั้นแล้ว เราจะต้องมีชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระองค์


"ผู้ใดที่พูด ตามใจชอบของตนเอง ผู้นั้นย่อมแสวงเกียรติสำหรับตนเอง แต่ผู้ที่แสวงหาเกียรติให้พระองค์ผู้ทรงใช้ตนมา ผู้นั้นแหละ เป็นคนจริงไม่มีอธรรมเลย" (ยอห์น 7:18)


"เหตุฉะนั้น เมื่อท่านจะรับประทานจะดื่ม หรือจะทำอะไรก็ตาม จงกระทำเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า" (1โครินธ์ 10:31)


หลักการสำคัญในชีวิตของเราก็คือ การถวายเกีรยติยศแด่พระเจ้า มีชีวิตที่เป็นพรแก่ผู้อื่น แสวงหาสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น

มีชายหนึ่ง ก่อนแต่งงานยังไม่ได้เชื่อในพระเยซู เมื่อแต่งงานแล้วมีโอกาสได้กลับใจ มารู้จักกับพระเจ้า ต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด หลังจากเชื่อพระเจ้าแล้ว จิตวิญญาณร้อนรนมาก แต่ภรรยายังไม่รู้จักพระเจ้า

ครั้งหนึ่ง สามีภรรยาพูดคุยกัน ภรรยาถามว่า "ในครอบครัว ใครเป็นที่หนึ่ง"

สามีตอบว่า "พระเยซูคริสต์เจ้าเป็นที่หนึ่ง"

ภรรยาก็หน้าดำขึ้นมา ไม่พอใจสามี เพราะไม่ยอมบอกว่าภรรยาเป็นที่หนึ่ง แต่กลับให้พระคริสต์เป็นที่หนึ่ง

ชายคนนี้เมื่อทำอะไร เขาจะอธิษฐานก่อน เมื่อทำธุรกิจก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก จนสามารถเป็นเถ้าแก่

ในสำนักงานมีการเลขาคนหนึ่งทำงานอยู่ เลขาคนนี้มีหน้าที่สวย มีความสามารถ แต่มักที่จะพยายามชายคนนี้ซึ่งเป็นเจ้านายเสมอ ชายคนนี้พยายามที่จะหลีกเลี่ยง แม้ว่าเลขาคนนี้จะเก่ง แต่ยิ่งมายิ่งน่ากลัว พยายามจะแย่งสามีคนอื่น พยายามล่อลวง ในที่สุดชายคนนี้จึงตัดสินใจที่จะให้เลขาคนนี้ลาออกไป

เมื่อเรื่องนี้มาถึงหูภรรยา ภรรยาจึงเข้าใจว่า ที่ชายคนนี้บอกว่า ให้พระเยซูคริสต์เจ้าเป็นที่หนึ่งในชีวิต เป็นอย่างนี้นี่เอง เพราะชายคนนี้ให้พระเยซูเป็นที่หนึ่ง จึงไม่ได้ทำผิดต่อภรรยา ภรรยาผู้นี้จึงประทับใจ และกลับใจมาเชื่อในพระเยซูคริสต์ด้วย

หลังจากนั้น ทั้งสามีและภรรยา ต่างก็พูดเสียงเดียวกันว่า "ให้พระเยซูคริสต์เจ้าเป็นที่หนึ่งในชีวิต"

นี่แหละ คือสิ่งที่เราบอกว่าเรานมัสการพระเจ้า คือการที่ชีวิตถวายเกียรติแด่พระเจ้า


3.การนมัสการพระเจ้าที่แท้จริง คือ การสรรเสริญพระเจ้า
"ข้าพเจ้าได้ แลเห็น และดูเถิด พระเมษโปดกทรงยืนอยู่ที่ภูเขาศิโยน และผู้ที่อยู่กับพระองค์มีจำนวนแสนสี่หมื่นสี่พันคน ซึ่งเป็นผู้ที่มีพระนามของพระองค์ และพระนามของพระบิดาของพระองค์เขียนไว้ที่หน้าผากของเขา" (วิวรณ์ 14:1)


"คนเหล่านั้น ร้องเพลงบทใหม่ หน้าพระที่นั่งหน้าสัตว์ทั้งสี่นั้น และหน้าพวกผู้อาวุโส ไม่มีใครสามารถร้องเพลงบทนั้นได้ นอกจากคนแสนสี่หมื่นสี่พันคนนั้น ที่ได้ทรงไถ่ไว้แล้วจากแผ่นดินโลก" (วิวรณ์ 14:3)


คนกลุ่มนี้ ได้ถวายเพลงสรรเสริญพระเจ้า ร้องเพลงบทใหม่ ซึ่งคนอื่นไม่สามารถจะเลียนแบบได้ เพราะไม่ได้ใช้ปากร้องเท่านั้น แต่ร้องออกมาจากชีวิต เป็นเพลงแห่งชีวิต เป็นเพลงแห่งการดำเนินชีวิต คนที่รู้จักนมัสการพระเจ้าองค์เที่ยงแท้ และคนที่มีชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระองค์เท่านั้น ที่จะสามารถนมัสการเช่นนี้ได้


"เขาก็พากัน ถือทางอิมทผลัม ออกไปต้อนรับพระองค์ร้องว่า 'โฮซันนา {ในที่นี้เป็นข้อความแสดงการสรรเสริญ} ขอให้พระองค์ผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือ พระมหากษัตริย์แห่งอิสราเอล ทรงพระเจริญ' " (ยอห์น 12:13)


"สัตว์ทั้ง สี่นั้น มีปีกหกปีก และมีตาทั้งรอบนอก และข้างใน และสัตว์เหล่านั้นร้องตลอดวันตลอดคืนไม่ได้หยุดเลยว่า 'บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ผู้ได้ทรงดำรงอยู่ในกาลก่อน ผู้ทรงดำรงอยู่ในปัจจุบัน และผู้ซึ่งจะเสด็จมา' " (วิวรณ์ 4:8)


"องค์ พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย พระองค์ทรงสมควรที่จะได้รับคำสรรเสริญ พระเกียรติ และฤทธิ์เดช เพราะว่าพระองค์ได้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวง และสรรพสิ่งทั้งปวงนั้น ก็ทรงสร้างขึ้นแล้ว และดำรงอยู่ตามชอบพระทัยของพระองค์" (วิวรณ์ 4:11)


อาจารย์ยอห์นได้กล่าวถึงการนมัสการบนสวรรค์ พระเจ้าของเราทรงฤทธานุภาพสูงสุด สมควรที่ได้รับการสรรเสริญ สรรพสิ่งทั้งปวงก็เต็มไปด้วยพระปัญญาของพระเจ้า นักวิทยาศาสตร์จึงมีการค้นพบสิ่งต่าง ๆ มากมายเกิดขึ้น เพราะสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง เต็มไปด้วยสิ่งล้ำลึกมากมาย

เมื่อไปอยู่สวรรค์แล้ว เราจะไม่ต้องทำอะไรนอกจากนมัสการพระเจ้า แล้วเช่นนี้จะน่าเบื่อหรือไม่ คำตอบคือ มิได้เป็นเช่นนั้น เพราะจริง ๆ แล้วเราจะมีเรื่องมากมายที่จะสรรเสริญพระเจ้า เราสามารถสรรเสริญพระเจ้าได้ไม่รู้จบสิ้น


"และท่านผู้ ประทับบนพระที่นั่งนั้น ปรากฏประดุจแก้วมณีโชติ และแก้วทับทิม และมีรุ้งล้อมรอบพระที่นั่งนั้น ดูประหนึ่งแก้วมรกต" (วิวรณ์ 4:3)


ในพระธรรมวิวรณ์ตอนนี้ ที่พระที่นั่งมีรุ้งปรากฎอยู่ ซึ่งเช่นเดียวกับในปฐมกาลที่มีรุ้งเกิดขึ้น รุ้งนี้สำแดงพระคุณของพระเจ้า แสดงถึงพระสัญญาแห่งพระคุณที่พระเจ้าทรงมีแก่มนุษย์ พระเจ้าทรงรักมนุษย์ เราจึงสมควรที่จะสรรเสริญความรักของพระองค์


"แต่ท่าน ทั้งหลายเป็นชนชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์" (1เปโตร 2:9)


เราที่เป็นคริสเตียน มีหน้าที่ประกาศพระบารมีของพระเจ้า ชีวิตของเราจะต้องสำแดงให้โลกรู้ว่า พระเจ้าของเรานั้นทรงบริสุทธิ์ นั่นคือการประกาศพระบารมีของพระเจ้า


"เพราะว่า เราทั้งหลายเป็นพวกถือพิธีเข้าสุหนัตแท้ เป็นผู้นมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณ และอวดพระเยซูคริสต์ และไม่ได้ไว้ใจในเนื้อหนัง" (ฟิลิปปี 3:3)


เรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์ดลใจเรา จิตใจเราจึงสรรเสริญพระเจ้า การนมัสการพระเจ้าในคริสตจักรมิได้เป็นเพียงพิธีการ แต่การนมัสการพระเจ้าจะต้องออกมาจากใจ เต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี

อาจารย์เปาโลและสิลาส เมื่อประกาศที่แห่งแรกของยุโรป ก็ถูกจับ ถูกโบยตี และติดคุก อยากให้พี่น้องลองสังเกตว่าท่านทั้งคู่ได้บ่นว่าพระเจ้าหรือไม่ ? พระเจ้าได้นำให้เขามาที่นี่ แล้วทำไมยังต้องถูกจับ ถูกโซ่ตรวน ถูกดูถูกดูหมิ่นอีกเล่า ? แต่ท่านทั้งคู่มิได้พูดเช่นนี้เลย แต่ท่านสรรเสริญพระเจ้า และก็เกิดการอัศจรรย์ขึ้น พระกิตติคุณได้ประกาศไปถึงยุโรป ทำให้มีคนเป็นอันมากได้รับพระกิตติคุณและความรอด รวมถึงคนในคุกด้วยเช่นกัน ดังนั้นคริสเตียนกลุ่มแรกอาจเป็นคริสเตียนในเรือนจำ เนื่องจากการนมัสการของอาจารย์เปาโลและสิลาส


"พระวิญญาณ แห่งพระเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงเจิมข้าพเจ้าไว้ เพื่อนำข่าวดีมายังผู้ที่ทุกข์ใจ พระองค์ทรงใช้ข้าพเจ้ามาให้เล้าโลมคนที่ชอกช้ำระกำใจ และร้องประกาศอิสรภาพแก่บรรดาเชลย และบอกการเปิดเรือนจำออก {หรือ การเบิกตา แต่ฮีบรูว่า การเปิด} ให้แก่ผู้ที่ถูกจำจอง" (อิสยาห์ 61:1)


เมื่ออ่านประวัติศาสร์คริสตจักร ที่จริงแล้วอาณาจักรโรมมีการกราบไหว้รูปเคารพมากมาย แต่ต่อมาก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เป็นจักรวรรดิของคริสตชน มีการยกเลิกระบบทาส ซึ่งจริง ๆ แล้วอาณาจักรโรมได้ใช้ทาสเหล่านี้ในการสร้างอาณาจักรขึ้นมา แต่โดยพระกิตติคุณของพระเจ้านี่เอง สามารถเปลี่ยนอาณาจักรนี้ได้ และก็มิได้มีทาสอีกต่อไป

วันนี้เรานมัสการพระเจ้าอย่างไร เรานมัสการพระเจ้าด้วยสัจธรรม ด้วยจิตวิญญาณหรือไม่



ศจ. วิวัฒน์ วงศ์สันติชน


สรุปคำเทศนาโบสถ์จีน คริสตจักรสะพานเหลือง


เมื่อวันที่ 01/02/2009


เรื่อง การนมัสการที่แท้จริง


หมายเหตุ: ถ้าพี่น้องพบว่ามีข้อความส่วนใดที่ผิดพลาด รบกวนช่วยแจ้งให้ผมทราบด้วยนะครับ เพื่อจะได้รีบทำการแก้ไขครับ เนื่องจากอาจเกิดจากความผิดพลาดในการสรุปของผมเองครับ ขอบคุณครับ

นี่คือผู้นำ (๔)

นี่คือผู้นำ (๔)
โดย อ.ธวัช เย็นใจ
Thaisermons
คำนำ
แกรี่ (การเพิ่มพูนคริสตจักรแบบทวีคูณ) บอกถึงคุณลักษณะของผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณในการรับใช้พระเจ้า (๑) ทำให้เขาดู (๒) สอนให้เขาทำได้ (๓) ทำร่วมกับเขา (๕) ปล่อยให้เขาทำ (๖) จากไปเมื่อเขาทำได้แล้ว นี่น่าจะเป็นกฎสำหรับมิชชันนารีด้วย ข้อสุดท้ายทำยากมาก George Barna ศิษยาภิบาลส่วนใหญ่ที่ผมพบล้วนเป็นคนดี ชอบธรรมและน่านับถือ แต่พวกเขาไม่ใช่ผู้นำ..การเทศนาเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็น แต่การเทศนาไม่ใช่การนำ...ศิษยาภิบาลอาจไม่ใช่นักเทศน์ที่เก่ง เขาสามารถให้นอื่นเทศนาแทนได้บ้าง แต่สิ่งที่แทไม่ได้คือ ตัวเขาต้องเป็นผู้นำที่ดี คิด สื่อสาร ตัดสินใจ และสร้างความเปลี่ยนแปลงในคริสตจักรให้ไปสู่เป้าหมาย” จอห์น ซี แมกแวลล์กล่าวว่า พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้เป็นผู้นำแต่แรก “จงมีอำนาจ” พระเจ้าไม่เคยสั่งให้เราทำอะไร โดยไม่ใส่ความสามารถให้แก่เรา” ผู้นำที่ดี ๕ ค. “ค้น คว้า คิด คาย คณะ” ค้นคือ เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา อ่านหนังสือ, คว้าคือการจดจำ เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์, คิดคือใช้สมองของตนเอง คิดในสิ่งใหม่มาประยุกต์ใช้, คายคือ การสอนแบ่งปันแก่ผู้อื่น หลักการ ๒๒๒ (๒ ทธ. ๒.๒) คณะคือการทำงานเป็นทีม ตย. การเขียนหนังสือ “มีคนจ้างให้อ่าน”
ผู้นำทำงานเป็นทีม(Team work)
ผลดีของการมีผู้นำฝ่ายวิญญาณที่ดี
(๑) สามารถทำงานของพระเจ้าได้มากขึ้นและใหญ่ขึ้น
(๒) ทำงานได้ง่ายขึ้น (
(๓) ทำงานได้เบาขึ้น
(๔) ทำงานของพระเจ้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
(๕) ทำให้ประสบความสำเร็จได้ง่ายและเร็วขึ้น
(๖) ทำให้ผลสำเร็จนั้นอยู่คงทนนานขึ้น
(๗) ทำให้เราสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้มากขึ้น
(๘) ทำให้พระเจ้าทรงใช้เราและคนอื่นๆได้มากขึ้น ตย. การต่อสู้ของลาและม้า
พระเยซูคริสต์เป็นตัวอย่างที่ดีมากของการสร้างทีมงาน พระองค์มีสาวกใกล้ชิดมาก ๑ คน เรียกว่า “สาวกที่พระองค์ทรงรัก” (ยน. ๑๓.๒๓) และใกล้ชิด ๒-๓ คน(ลก.๙.๒๘-๓๖) ห่างออกไปมี ๑๒ คน(มธ. ๑๐.๑-๒๕) และวงนอกมี ๗๐ คน (ลก.๑๐.๑-๑๒) ดูหนังสือทีมเวิร์คของธวัช เย็นใจการทำงานเป็นทีมจะเป็นแบบ “กลมกลืน ลื่นไหล ไฟแรง แบ่งปัน” กลมกลืนคือความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ลื่นไหลคือการทำงานโดยไม่สะดุดติดขัด ไฟแรงคือไฟของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แบ่งปันคือการยอมเสียสละในส่วนของตนเอง
ตย. ห่านป่าที่รัฐมินเนโซต้า กินเยอะขี้มาก แปรขบวน เปลี่ยนกันนำ ช่วยเหลือยามมีปัญหา ยามนอน
การบริหารทีมงาน
๑. ถ้าเพื่อนร่วมงานรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัย ผู้นำจงให้ความมั่นใจแก่เขา
๒. หากใครอยากเป็นคนพิเศษ ผู้นำควรให้เกียรติแก่เขา
๓. ใครมองหาอนาคตที่ดีกว่า ผู้นำต้องให้ความหวังแก่เขา
๔. คนใดต้องการความเข้าใจจากคนอื่น ผู้นำจะต้องฟังเขา
๕. หากใครขาดทิศทาง ผู้นำจะต้องชี้นำเขา
๖. คนใดจิตใจเหี่ยวแห้ง ท้อแท้ใจ ผู้นำต้องให้กำลังใจเขา
๗. หากใครต้องการประสบความสำเร็จ ผู้นำต้องช่วยให้เขามีชัยชนะ
๘. คนใดปรารถนาสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น ผู้นำต้องสร้างกลุ่มชนให้แก่เขา
๙. ถ้าใครต้องการหาตัวอย่างเพื่อทำตาม ผู้นำต้องเป็นแบบอย่างแก่เขา ตย. อเล็กซานเดอร์
๑๐. หากใครขัดสนทางด้านจิตใจและจิตวิญญาณ ผู้นำต้องพาเขามาถึงชีวิตครบบริบริบูรณ์ใน JS
ผู้นำมีชื่อเสียงดี (ฟป. ๒.๒๐-๒๒)กจ. ๖.๑-๗ พระคัมภีร์ได้บอกถึงหลักการเลือกตั้งผู้นำที่ดี จำนวน ๗ คน (เลขคี่) บอกถึงคุณสมบัติจำเป็นคือ (๑) มีชื่อเสียงดี (๒) ประกอบด้วยพระวิญญาณ (๓) มีสติปัญญา – บางคนมีไม่ครบ เปาโลได้ยกตัวอย่าง “ที่นั่นมีสาวกคนหนึ่งชื่อทิโมธี เป็นคนที่มีชื่อเสียงดีในหมู่พี่น้องที่เมืองลิสตรา” (กจ. ๑๖.๑-๒)
สภษ. ๓.๔ “จงหาความพอใจและชื่อเสียงดี” ปญจ. ๗.๑ “ชื่อเสียงดีก็ประเสริฐกว่าน้ำหอม”
ผู้นำที่ไม่ดี “ศักดินางี่เง่า ไดโนเสาร์เต่าล้านปี ไม่มีเหตุผล เป็นคนจู้จี้ ไม่มีความแน่นอน มองคนในแง่ร้าย ผูกใจพยาบาท ฟาดแต่ของดีๆ และไม่มีใครเก่งเกิน”
๑. ผู้นำที่มีน้ำใจ “ไม่มีผู้ใดที่มีน้ำใจเหมือนทิโมธี” (ฟป.๒.๒๐)Phronero มีจิตใจในสิ่งเดียวกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ น้ำใจมาก่อนเงิน ช่วยเหลือโดยไม่ต้องไหว้วานวานมีน้ำใจเหมือนพระเยซูคริสต์ (ฟป. ๒.๕) น้ำใจเหมือนกับชาวสะมาเรียใจดี(ลก. ๑๐.๒๕-๓๗) ตย. เศรษฐี/กินหญ้า
๒. เอาใจใส่คนอื่น “ทิโมธีเป็นคนเอาใจใส่ทุกข์สุขของท่านอย่างแท้จริง” (ข้อ ๒๐) อีกฉบับว่า “มีธรรมชาติในการเอาใจใส่คนอื่น” คนไทยบอกว่า “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” (Understand) ครอบครัวและสมาชิก
๓. ไม่แสวงหาผลประโยชน์ “เพราะว่าคนอื่นๆย่อมแสวงหาผลประโยชน์ของตนเอง มิได้แสงหาประโยชน์ของพระคริสต์” (ข้อ ๒๑) คนอื่นชอบทีใครทีมัน ทีเอ็งข้าไม่ว่า ทีข้าเอ็งอย่าโวย มือใครยาวสาวได้....เปาโลบอกถึงผู้นำเทียมเท็จ “ปลายทางของคนคือความพินาศ พระคือกระเพาะของเขา” (ฟป.๓.๑๙)
๔. ร่วมกันรับใช้ “แต่ท่านก็รู้ถึงคุณค่าของทิโมธีดีแล้วว่า เขาได้ร่วมรับใช้กับข้าพเจ้าในการประกาศข่าวประเสริฐเหมือนบุตรรับใช้บิดา” (ข้อ ๒๒) รับใช้ภาษากรีก Doulos ทาสที่ผูกพันตัวเองเข้ากับภาระหน้าที่ โดยไม่มีสินจ้างรางวัล ยอมตายในหน้าที่ ภาพยนตร์เรื่องเบนเฮอร์, แกดิเอเตอร์ “ทาสถูกล่ามโซ่พายเรือรบ”
คติของทหาร “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” ตย. นายพรานเจ็ดคนโดนฟ้าผ่า
สรุป“ผู้นำที่ดีไม่มีหวั่นจะด้นดั้งตามสั่งไม่ยั้งหนีให้บุกน้ำลุยไฟไม่ช้าทียอมยินดีทำตามพระบัญชา”

ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ

ทีมงานไทยเซอร์มอนดอทคอม

My Blog

  • วินัยของน้องหมา (ข้างถนน) - วันที่ 18/8/2011 เช้านี้ขณะที่รถติดไฟแดงอยู่บริเวณสี่แยกสามย่าน ซึ่งเบื้องหน้าเป็นจามจุรีสแควร์นั้น พลันก็เหลือบเห็นน้องหมาตัวหนึ่งเดินข้ามทางม้าลายด้วยอ...
    14 ปีที่ผ่านมา
  • บทความคริสเตียน - บทความคริสเตียน http://www.gracezone.org/index.php/christian-articles บทความทางด้านจิตวิญญาณ หลักข้อเชื่อ พระเจ้า พระคัมภีร์ พระเจ้า พระคัมภีร์ แนวทางในการ...
    17 ปีที่ผ่านมา
  • คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู - คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู วัน พุธ 08 ต.ค. 08@ 17:47:37 ICT หัวข้อ: สรุปคำเทศนาประจำอาทิตย์ ดร.ทะนุ วงค์ธนานุกุล วัน อาทิตย์ ที่ 21 กันยายน 2008 พระธร...
    17 ปีที่ผ่านมา
  • - แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้...
    17 ปีที่ผ่านมา

Christian Blog

บล็อกวาไรตี้

เทคโนโลยี

ดาวน์โหลดโปรแกรมมาใหม่ล่าสุด |

วาไรตี้

ข่าวประจำวัน

สารบัญเว็บไทย

กินลม ชมทะเล ที่มาร์คเฮ้าส์บังกะโล เกาะกูด จ.ตราด

Thailand Map