Custom Search By Google

Custom Search

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

พลับพลาของพระเจ้า

วันที่เทศนา 7 กันยายน 2008
หัวข้อเทศนา เส้นทางสู่การครอบครองแผ่นดินพระสัญญา – รู้จักความรู้สึกของพระเจ้า
ข้อพระคัมภีร์ อพยพ 25: 1 – 8

“องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับโมเสสว่า จงสั่งชนอิสราเอลให้นำสิ่งของมาถวายเรา เจ้าจงรับของที่ทุกคนนำมาถวายเราด้วยความสมัครใจ เจ้าจงรับของถวายที่เขานำมามอบให้ได้แก่ ทองคำ เงิน และทองสัมฤทธิ์ ด้วยสีน้ำเงิน สีม่วง และสีแดง ผ้าลินินเนื้อดี ขนแพะ หนังแกะตัวผู้ย้อมสีแดง หนังพะยูน ไม้กระถินเทศ น้ำมันมะกอกสำหรับจุดประทีป เครื่องเทศสำหรับปรุงน้ำมันเพื่อใช้เจิมและสำหรับเครื่องหอม โกเมนและอัญมณีอื่นๆ สำหรับฝังในเอโฟดและทับทรวง แล้วให้ประชากรอิสราเองสร้างสถานนมัสการให้เรา และเราจะอยู่ท่ามกลางพวกเขา” (อพยพ 25: 1 – 8)
“The LORD said to Moses, "Speak to the people of Israel, that they take for me an offering; from every man whose heart makes him willing you shall receive the offering for me. And this is the offering which you shall receive from them: gold, silver, and bronze, blue and purple and scarlet stuff and fine twined linen, goats' hair, tanned rams' skins, goatskins, acacia wood, oil for the lamps, spices for the anointing oil and for the fragrant incense, onyx stones, and stones for setting, for the ephod and for the breastpiece. And let them make me a sanctuary, that I may dwell in their midst.” (Exodus 25: 1 – 8)

นอกจากธรรมบัญญัติต่างๆ ที่พระเจ้าประทานให้แก่ประชากรของพระองค์แล้ว พระองค์ยังบัญชาให้โมเสสสร้างพลับพลาหรือเต็นท์ พลับพลาหรือเต็นท์ปกติเป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราวสามารถรื้อถอนหรือสร้างตามแต่ต้องการ ตามวิถีชีวิตของผู้ใช้ชีวิตในถิ่นทุรกันดารในสมัยนั้น แต่พลับพลาหรือเต็นท์ที่พระเจ้าให้โมเสสสร้างขึ้นมีความหมายและความสำคัญมากกว่าเป็นที่อยู่อาศัยทั่วไป แต่สถานที่นี้จะได้รับการสถาปนาเป็นสถานที่บริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าเลือกสถานที่นี้ให้เป็นที่ๆ พระองค์ประทับอยู่ และพระองค์จะตรัสผ่านสถานที่นี้ ฉะนั้นพลับพลาจึงเป็นศูนย์กลางแห่งคุณค่าทางวิญญาณ
พลับพลาแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ลานภายนอก ห้องบริสุทธิ์ และห้องบริสุทธิ์ที่สุดที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า อภิสุทธิสถาน ที่นี่มีแท่นแห่งพระคุณหรือหีบแห่งพันธสัญญา ภายในหีบนั้นมีมานา ศิลาจารึกพระบัญญัติ 10 ประการ และไม้เท้าของอาโรนที่ผลิดอก ห้องนี่ไม่มีใครเข้าไปได้นอกจากมหาปุโรหิตเข้าไปปีละครั้งทำหน้าที่ถวายเครื่องหอมและเครื่องบูชาเพื่อชนชาติอิสราเอล ห้องนี้ถือว่าบริสุทธิ์ที่สุด เป็นที่ๆ พระเจ้าประทับอยู่
พลับพลาของพระเจ้าที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ถือว่ามีสาระธรรมสำคัญแฝงอยู่อย่างลึกซึ้งหลายเรื่อง มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ศาสนศาสตร์ และเรื่องเปรียบเทียบต้นแบบ (Typology)
แต่ในบทเรียนนี้จะให้ความสำคัญกับ ความรู้สึกของพระเจ้าที่ประสงค์จะประทับอยู่ใกล้ประชากรของพระองค์

I. สามัคคีธรรมที่ขาดหายไป
“เย็นวันนั้นเขาทั้งสองได้ยินเสียงพระเจ้าพระยาห์เวห์ทรงดำเนินอยู่ในสวน จึงหลบซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ให้พ้นจากพระองค์ พระเจ้าพระยาห์เวห์ตรัสเรียกหาชายนั้นว่า เจ้าอยู่ที่ไหน”
(ปฐมกาล 3: 8 – 9)
“And they heard the sound of the LORD God walking in the garden in the cool of the day, and the man and his wife hid themselves from the presence of the LORD God among the trees of the garden. But the LORD God called to the man, and said to him, "Where are you?"” (Genesis 3: 8 – 9)

“พระเจ้าพระยาห์เวห์จึงทรงขับไล่เขาออกจากสวนเอเดนให้ไปหาเลี้ยงชีพบนผืนดินซึ่งเขาถือกำเนินมานั้น หลังจากทรงขับไล่เขาออกไปจากสวนแล้ว พระองค์ทรงตั้งเหล่าเครูบไว้ที่ด้านตะวันออกของสวนเอเดน และตั้งดาบเพลิงเล่มหนึ่งที่พุ่มไปมาเพื่อคอยพิทักษ์ทางซึ่งนำไปสู่ต้นไม้แห่งชีวิตนั้น” (ปฐมกาล 3: 23 – 24)
“Therefore the LORD God sent him forth from the garden of Eden, to till the ground from which he was taken. He drove out the man; and at the east of the Garden of Eden he placed the cherubim, and a flaming sword which turned every way, to guard the way to the tree of life.” (Genesis 3: 23 – 24)

พระเจ้าสร้างมนุษย์ตามแบบพระฉายของพระองค์ก็เพื่อว่า พระองค์จะสามารถ สามัคคีธรรมกับพวกเขาได้ พระเจ้ามีความปิติเมื่อพระองค์เสด็จมาพบกับมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้าง แต่ทุกสิ่งเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์และสามัคคีธรรมขาดสะบั้นเมื่อมนุษย์เลือกฟังเสียงและทำตามมารซาตานมากกว่าเชื่อและทำตามพระเจ้า ความบาปเป็นเครื่องกั้นระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า พระเจ้าไม่อาจเข้าหามนุษย์ และมนุษย์ไม่อาจเข้าหาพระเจ้าได้อย่างเสรี ในยุคพันธสัญญาเดิมมนุษย์กับพระเจ้าสามัคคีธรรมได้ผ่านทางเครื่องบูชา ความสัมพันธ์เป็นความสัมพันธ์ในรูปของพระเจ้ากับมนุษย์ ไม่ใช่พ่อกับลูก

II. สะพานแห่งสามัคคีธรรม
“ในเมื่อบัดนี้เราได้ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมแล้วโดยพระโลหิตของพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้นเราจะรอดพ้นจากพระพิโรธของพระเจ้าโดยพระองค์อย่างแน่นอน เพราะถ้าเรายังได้คืนดีกับพระเจ้าโดยการสิ้นพระชนม์ของพระบุตรของพระองค์ในขณะที่เราเป็นศัตรูกับพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเราได้คืนดีกับพระองค์แล้ว เราก็จะได้รับความรอดโดยพระชนม์ชีพของพระองค์อย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นแต่เรายังชื่นชมยินดีในพระเจ้าโดยทางองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราด้วย บัดนี้พระองค์ทรงทำให้เราคืนดีกับพระเจ้าแล้ว” (โรม 5: 9 – 11)
“Since, therefore, we are now justified by his blood, much more shall we be saved by him from the wrath of God. For if while we were enemies we were reconciled to God by the death of his Son, much more, now that we are reconciled, shall we be saved by his life. Not only so, but we also rejoice in God through our Lord Jesus Christ, through whom we have now received our reconciliation.” (Roman 5: 9 – 11)

“เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์การทรงสร้างใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งเก่าได้ล่วงไป สิ่งใหม่ได้เข้ามา ทั้งหมดนี้มาจากพระเจ้าผู้ทรงให้เราคืนดีกับพระองค์โดยทางพระคริสต์ และทรงมอบหมายพันธกิจแห่งการคืนดีนี้แก่เรา คือพระเจ้าได้ทรงให้โลกคืนดีกับพระองค์ในพระคริสต์ไม่ถือโทษบาปของมนุษย์ และพระองค์ทรงมอบหมายเรื่องราวแห่งการคืนดีนี้ไว้กับเรา ฉะนั้นเราจึงเป็นทูตของพระคริสต์เสมือนหนึ่งพระเจ้าทรงร้องเรียกท่านทั้งหลายผ่านทางเรา เราจึงขอร้องท่านในนามของพระคริสต์ว่า จงคืนดีกับพระเจ้า พระเจ้าทรงกระทำพระองค์ผู้ปราศจากบาปให้เป็นบาปเพื่อเรา เพื่อในพระองค์เราจะกลายเป็นความชอบธรรมของพระเจ้า”
(2 โครินธ์ 5: 17 - 21)
“Therefore, if any one is in Christ, he is a new creation; the old has passed away, behold, the new has come. All this is from God, who through Christ reconciled us to himself and gave us the ministry of reconciliation; that is, in Christ God was reconciling the world to himself, not counting their trespasses against them, and entrusting to us the message of reconciliation. So we are ambassadors for Christ, God making his appeal through us. We beseech you on behalf of Christ, be reconciled to God. For our sake he made him to be sin who knew no sin, so that in him we might become the righteousness of God.” (2 Corinthians 5: 17 – 21)

ถึงแม้ว่ามนุษย์จะพลาดพลั้งหลงผิด หลงทาง แต่พระเจ้าไม่เคยลืมพระประสงค์ของพระองค์ ความล้มเหลวของมนุษย์ไม่ทำให้พระองค์ล้มเลิกแผนการรื้อฟื้นความสัมพันธ์นิรันดร
เมื่อเราศึกษา พลับพลา เราสามารถเห็นภาพแผนการล่วงหน้าว่าพระองค์จะนำมนุษย์คืนดีกับพระองค์อย่างไร เริ่มจากมนุษย์อยู่ภายนอกพลับพลาที่ประทับของพระเจ้า เขาเข้าผ่านประตูเล็งถึงพระเยซูคริสต์ และเข้ามาพบกับแท่นถวายบูชาพูดถึงการวายพระชนม์ของพระคริสต์ ผ่านการชำระด้วยน้ำเล็งถึงการชำระชีวิตด้วยพระคำ เข้ามาห้องบริสุทธิ์ร่วมสามัคคีธรรมกับพระคริสต์ผ่านโต๊ะขนมปัง และรับแสงสว่างจากพระเจ้าผ่านทางเชิงเทียน และเข้าไปสู่วิสุทธิสถาน แท่นแห่งพระคุณที่จะมองดูความบริสุทธิ์และความงดงามของพระเจ้า
บัดนี้เราได้กลับคืนดีกับพระเจ้าแล้ว เราทำให้พระเจ้าปลื้มปิติ และตัวเราเองก็มีความปิติยินดีในสามัคคีธรรมนี้ ไม่ใช่เราเท่านั้นที่หิวกระหายพระเจ้า แต่พระเจ้าเองก็โหยหาสามัคคีธรรมกับมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้างเช่นกัน

III. ตัวเราและคริสตจักรคือพลับพลาของพระเจ้า
“ท่านไม่รู้หรือว่าท่านเองเป็นวิหารของพระเจ้าและพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตภายในท่าน”
(1 โครินธ์ 3: 16)
“Do you not know that you are God's temple and that God's Spirit dwells in you?”
(1 Corinthians 3: 16)

“เราบอกความจริงแก่ท่านว่าพวกท่านผูกมัดสิ่งใดๆ ในโลก สิ่งนั้นจะถูกผูกมัดในสวรรค์ และพวกท่านปลดปล่อยสิ่งใดๆ ในโลก สิ่งนั้นจะถูกปลดปล่อยในสวรรค์ เราบอกท่านอีกว่าหากท่านสักสองคนในโลกเห็นชอบร่วมกันในสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ท่านทูลขอ พระบิดาของเราในสวรรค์จะทรงกระทำสิ่งนั้นให้แก่พวกท่าน เพราะที่ไหนมีสองสามคนมาร่วมชุมนุมกันในนามของเรา เราก็อยู่กับพวกเขาที่นั่น” (มัทธิว 18: 18 – 20)
“Truly, I say to you, whatever you bind on earth shall be bound in heaven, and whatever you loose on earth shall be loosed in heaven. Again I say to you, if two of you agree on earth about anything they ask, it will be done for them by my Father in heaven. For where two or three are gathered in my name, there am I in the midst of them."” (Matthew 18: 18 – 20)

ผลจากความสำเร็จในการไถ่มนุษย์ผ่านทางองค์พระเยซูคริสต์ ผู้เชื่อในพระคริสต์ได้รับการชำระความผิดบาป รับการสร้างใจใหม่ เราถูกแยกออกมาเป็นประชากรของพระองค์ พระเจ้าประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้มาประทับอยู่ภายในวิญญาณเรา โดยพระวิญญาณรังสีแห่งความยิ่งใหญ่เข้ามาในส่วนลึกที่สุดของชีวิตของเรา
นอกจากพระองค์จะประทับอยู่ภายในผู้เชื่อแต่ละบุคคลแล้ว พระองค์ก็สัญญาว่าพระองค์จะประทับอยู่ท่ามกลางประชากรของพระองค์ทุกครั้งที่มาประชุมร่วมกัน
พวกเรากลายเป็นพลับพลาหรือที่ประทับของพระองค์ ชีวิตของพวกเราขณะนี้เปรียบดังพลับพลาสมัยชนชาติอิสราเอล คือ เป็นที่ประทับชั่วคราวและเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะไปถึงพลับพลาถาวรในสวรรค์

สรุป
ณ ถิ่นทุรกันดารซีนาย เราสามารถเห็นประชากรของพระเจ้าเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง
1. ชนชาติอิสราเอลไม่เพียงแต่เป็นประชาชนธรรมดาในสายตาของพระเจ้า พวกเขาเป็นปุโรหิตของพระเจ้า พวกเขาเป็นกลุ่มชนที่เรียกได้ว่า เป็นศาสนิกชน
2. ชนชาติอิสราเอลรับพระบัญญัติ มีว่า ศาสนธรรม ศาสนพิธี และศาสนกิจ
3. พลับพลาที่พระเจ้าให้สร้างขึ้นให้เป็นศูนย์กลางทางวิญญาณ เราเรียกว่า ศาสนสถาน เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์
คริสเตียนทุกคนต้องไม่ลืมว่า พวกเราคือศาสนสถานที่ประทับของพระเจ้า พระองค์จะตรัสและทำพระราชกิจขอพระองค์ผ่านทางจิตวิญญาณภายในเรา

ไม่ละอายเพราะข่าวประเสริฐ

"16 เพราะว่า ข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้น เป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด พวกยิวก่อน แล้วพวกต่างชาติด้วย


17 เพราะว่า ในข่าวประเสริฐนั้น ความชอบธรรมของพระเจ้าก็ได้สำแดงออก โดยเริ่มต้นก็ความเชื่อ สุดท้ายก็ความเชื่อ ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ" (โรม 1:16-17)


"37 แล้วพระองค์ตรัสกับพวกสาวกของพระองค์ว่า "ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมากนักหนา แต่คนงานยังน้อยอยู่
38 เหตุนั้น พวกท่านจงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของนา ให้ส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวพืชผลของพระองค์" (มัทธิว 9:37-38)

ตั้งแต่ 1941 BIT (ฺBangkok Institute of Theology, กรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์) ได้ก่อตั้งเพื่อเป็นสถานอบรมของผู้รับใช้ เพื่อคริสตจักรภาค 7 และคริสตจักรทั่วไป ซึ่ง BIT ได้พัฒนาเรื่อย ๆ จากครอบครัวเล็ก ๆ จนปัจจุบันก็เป็นสถาบันสมทบมหาวิทยาลัยคริสเตียน โดยได้รับการดูแลจากกรรมการคริสตจักรภาคที่ 7 เสมอมา ปัจจุบันมีนักศึกษากว่าร้อยคน ขอบคุณคริสตจักรสะพานเหลืองที่ได้มีส่วนในการทุ่มเทสนับสนุนเพื่อสถานอบรม ผู้รับใช้พระเจ้าเสมอมา ซึ่งเป็นตอบสนองพระมหาบัญชาพระเยซูคริสต์ เนื่องจากสถาบันแห่งนี้เป็นสถานที่อบรมผู้รับใช้ เพื่อที่จะประกาศข่าวประเสริฐต่อไป

อยากหนุนใจคริสเตียนทุกคน ที่จะไม่ละอายในข่าวประเสริฐ ไม่ละอายที่จะยืนยันแก่คนไทยอีกมากมายที่ยังไม่รู้จักพระเจ้าว่า เราเป็นผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์

เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2008 สมเด็จพระสันตะปาปา ประมุขของคริสต์โรมันคาทอลิก และสมเด็จพระอัยกา ประมุขคริสต์ออร์ทอดอกซ์แห่งคอนสแตนติโนเปิ้ล ทรงร่วมกันเป็นประธานในการเปิดปีแห่งนักบุญเปาโล ที่มหาวิหารนักบุญเปาโล นอกกรุงโรม

ปีนักบุญเปาโล จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงการเกิดครบ 2000 ปีของเปาโล อัครทูตผู้ยิ่งใหญ่ และเป็นที่ยกย่องของคริสตชนทุกนิกาย และยังเป็นการกระตุ้นให้คริสเตียนรวมเป็นหนึ่งเดียวกันเหมือนอย่างที่อัคร ทูตเปาโลสอนใว้

ในวันเดียวกันนั้นเอง ที่ดามัสกัส ซึ่งเป็นเมืองที่อาจารย์เปาโลได้กลับใจต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วย ให้รอด ได้มีพิธีเปิดปีนักบุญเปาโลด้วย โดยเป็นความร่วมมือระหว่างคริสตชนทุกคณะนิกาย

อาจารย์เปาโลเป็นอาจารย์ของชาวต่างชาติ เป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ และตลอดชีวิตของท่าน ท่านได้ยืนยันว่าเป็นอาจารย์ของชาวต่างชาติและเป็นผู้ติดตามพระเยซูคริสต์ เรื่องราว ของท่านมิได้เป็นเพียงปูชนียบุคคลในอดีต แต่ท่านเป็นบรมอาจารย์ เป็นอัครสาวก เป็นผู้ประกาศข่าวดีของพระเยซูคริสต์ให้กับเราซึ่งเป็นคนในยุคนี้

ในโรม 1:16-17 นี้ เป็นข้อพระคัมภีร์ที่น่าสนใจมาก เพราะอาจารย์เปาโลได้ยืนยันว่าท่านไม่ละอายในการประกาศข่าวประเสริฐ เหตุผลที่ท่านไม่ละอายในการประกาศข่าวประเสริฐ เพราะว่าข่าวประเสริฐเป็นฤทธิ์เดช มีฤทธานุภาพ นำความรอดมาสู่มนุษย์ ให้มนุษย์กลับคืนดีกับพระเจ้า

จากพระคัมภีร์ดังกล่าว ได้บอกความจริงแก่เรา 4 ประการด้วยกัน

1. พระกิตติคุณคือข่าวประเสริฐ
"เพราะว่า ข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้น เป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด พวกยิวก่อน แล้วพวกต่างชาติด้วย" (โรม 1:16)

"ข่าวประเสริฐ" แปลว่า ข่าวดีที่สุดท่ามกลางข่าวดี ๆ ทั้งหลาย เป็นเรื่องราวขององค์พระเยซูคริสต์ที่ ทรงเสด็จมาบนโลกนี้เพื่อช่วยมวลมนุษยชาติ เพื่อปลดปล่อยปวงชนให้พ้นจากการเป็นทาสของบาป ให้พ้นจากการพิพากษาลงโทษและรับชีวิตใหม่ เพื่อให้คนบาปสามารถกลับไปมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้อีกครั้งหนึ่ง ผู้ใดที่หันกลับจากความบาป มาเชื่อวางใจในองค์พระเยซูคริสต์ ก็จะได้รับการอภัยโทษบาปและเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าได้

ข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซู คริสต์ได้นำให้คนบาปมาเชื่อในพระองค์ เพื่อที่เขาเหล่านั้นจะได้รับการอภัยโทษบาป ดังนั้น ข่าวประเสริฐ เรื่องราวของพระเยซูคริสต์จึงเป็นข่าวดี เราจึงไม่ควรที่จะละอาย

ปัจจุบัน มีข่าวร้ายมากมาย มีข่าวที่ทำให้ใจหดหู่เสมอ เป็นข่าวที่เราไม่ค่อยอยากจะพูดหรือรับฟัง หลายคนได้เลิกที่จะฟังข่าวหรือดูข่าว เพราะมักจะมีแต่ข่าวร้าย และนำความหดหู่ใจมาให้

สองพันปีผ่านมาแล้ว อาจารย์เปาโลเป็นแบบอย่างที่ดีในการประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูคริสต์ เจ้า ผู้มาบังเกิดในโลกนี้ เพื่อช่วยมวลมนุษยชาติให้พ้นจากความผิดบาป ไม่ต้องตกนรก พ้นอำนาจมืดของความบาป พระองค์คือผู้นำมนุษย์กลับไปหาพระบิดาที่อาณาจักรสวรรค์ นี่คือข่าวประเสริฐที่สุดที่เราไม่ควรละอาย

2. พระกิตติคุณคือความรอดของพระเจ้า
"เพราะว่า ข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้น เป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด พวกยิวก่อน แล้วพวกต่างชาติด้วย" (โรม 1:16)

อาจารย์เปาโลได้บอกไว้ชัดเจนว่า "พระกิตติคุณคือความรอด"

ความรอด ในพระคัมภีร์เดิม หมายถึง "การปลดปล่อยหรือการให้รอดพ้นจากภยันตรายและโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ"

ส่วนในพระคัมภีร์ใหม่ ความรอด หมายถึง "การทรงไถ่ผู้เชื่อทั้งหลายให้รอดพ้นจากโทษบาป คือความตาย เข้าสู่ชีวิตนิรันดร์และสันติสุข โดยทางองค์พระเยซูคริสต์เจ้าเท่านั้น"

"เพราะว่า พระเจ้ามิได้ทรงกำหนดเราไว้สำหรับพระอาชญา แต่สำหรับให้เข้าสู่ความรอด โดยพระเยซูคริสตเจ้าของเรา" (1เธสะโลนิกา 5:9)

ความบาปได้สืบทอดมาสู่มวลมนุษยชาติ ทำให้มนุษย์ตายทั้งฝ่ายกายและฝ่ายจิตวิญญาณ คนบาปเหมือนนักโทษแดนประหาร รอวันลงอาญาถูกประหารชีวิต

นักประวัติศาสตร์คริสตจักร ได้กล่าวไว้ว่า มีนักโทษประหารชีวิตมากมายที่ตัดสินใจรับเชื่อในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนถูก ประหาร ดังนั้น พันธกิจเรือนจำจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ และมีคริสเตียนที่ได้ร่วมในพันธกิจนี้อยู่ ซึ่งจุดประสงค์คือเพื่อให้นักโทษเหล่านั้นได้สัมผัสถึงความรักของพระเยซู คริสต์ มีนักโทษมากมายที่กลับใจเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์ และนักโทษเหล่านี้เมื่อออกจากเรือนจำ ก็ได้สัมผัสกับชีวิตใหม่จริง ๆ

การประกาศข่าวประเสริฐ เป็นวิธีในการนำความรอดมาสู่มนุษยชาติ และจะต้องมีผู้ประกาศ ผู้ประกาศจะต้องมีใจกล้า ดัง เช่นที่อาจารย์เปาโลที่ไม่ได้มีความละอายในข่าวประเสริฐ เพราะท่านเข้าใจว่าความรอดมาจากพระเมตตาของพระเจ้า เรื่องราวของพระเยซูคริสต์เป็นข่าวประเสริฐที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้นำความ รอดมาสู่มนุษย์

บางครั้งเราอาจจะไม่เข้าใจว่า บางครั้งอาจารย์บางท่านเทศนาได้ไม่ดีนัก แต่กลับมีคนรับเชื่อมากมาย ทั้งนี้เป็นเพราะว่าความรอดไม่ได้มาจากมนุษย์ แต่เป็นจากพระเมตตาของพระเจ้า ดังที่อาจารย์เปาโลได้ยืนยันว่า

"เพราะตามที่ ทรงกำหนดไว้ตามพระสติปัญญาของพระเจ้า โลกไม่รู้จักพระเจ้าได้ด้วยปัญญาของตน พระเจ้าจึงทรงโปรดช่วยคนที่เชื่อให้รอด โดยคำเทศนาเรื่องโง่ ๆ" (1โครินธ์ 1:21)

3. พระกิตติคุณคือฤทธิ์เดชและเป็นของมนุษย์ทุกคน
"เพราะว่า ข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้น เป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด พวกยิวก่อน แล้วพวกต่างชาติด้วย" (โรม 1:16)

เหตุที่อาจารย์เปาโลไม่ละอายในข่าวประเสริฐเป็นเหตุเพราะพระกิตติคุณคือ "ฤทธิ์เดช" หรือ "อาณุภาพ" ซึ่งฤทธิ์เดช ของข่าวประเสริฐ คือ การนำผู้ที่เชื่อในองค์พระเยซูคริสต์ได้รับความรอด

"และจะเป็นเช่นนี้คือ ทุกคนซึ่งได้ออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด" (กิจการ 2:21)

การประกาศข่าวประเสริฐนั้นมีหลายวิธี บางกลุ่มอาจชอบจัดงานประกาศ บางกลุ่มชอบแจกใบปลิว บางกลุ่มใช้วิธีประกาศตามสถานที่สาธารณะต่าง ๆ บางกลุ่มใช้สื่อทางโทรทัศน์ บางกลุ่มส่งข้อความทางโทรศัพท์ บางกลุ่มก็ชอบแปะข้อความตามต้นไม้สูง ๆ บางคนก็ประกาศตามเวปไซต์ จากการที่เรามุ่งทำการประกาศหลากหลายรูปแบบตามวิธีที่พระเจ้าทรงนำ แม้ว่าจะต่างคณะ ต่างนิกาย ต่างความคิด

อาจารย์เปาโลยืนยันเสมอว่า ข่าวประเสริฐต้องได้รับการประกาศ เป็นการประกาศเกี่ยวกับความรักและความเสียสละพระชนม์ชีพของพระเยซูคริสต์ พระมหาบัญชาของพระเยซูคริสต์ก็ได้กล่าวชัดว่าเราต้องประกาศ และการประกาศข่าวประเสริฐเราจะต้องไม่ละอาย แต่จะต้องภูมิใจ

อาจรารย์เปาโลต้องทนทุกข์ต่าง ๆ มากมาย 2โครินธ์ 11:25-28 ได้บอกชัดเจน และความตายของท่านก็โดนตัดสินประหารชีวิตพร้อมกับอาจารย์เปโตรในสมัยที่ จักรพรรดิเนโรข่มเหงคริสเตียน เหตุเพราะอาจารย์เปาโลซาบซึ้งในพระคุณความรักของพระเยซูคริสต์

อาจารย์เปาโลเริ่มต้นโดยการข่มเหงคริสเตียน แต่ไม่ว่าท่านจะร้ายอย่างไร หลังจากที่พระเยซูคริสต์ทรงเรียกท่าน ท่านก็ได้รับเชื่ออย่างกระทันหัน และอัศจรรย์ ตั้งแต่นั้นมาท่านก็ไม่ได้ข่มเหงคริสเตียนอีก แต่กลับถูกข่มเหงแทน ท่านห่วงใยคนบาป ไม่อยากให้เขาเหล่านั้นหลงหายไปจากพระผู้สร้าง ต้องการนำคนเหล่านั้นกลับมาหาพระเจ้า อาจารย์เปาโลจึงได้ถ่ายทอดนิมิตรนี้ให้ศิษย์รัก คือ ทิโมธี ทิทัส รวมถึงได้สืบทอดมายังพวกเราจนถึงทุกวันนี้

4. พระกิตติคุณคือการสำแดงแก่คนบาปว่าความชอบธรรมมาจากพระเจ้า
"เพราะว่า ในข่าวประเสริฐนั้น ความชอบธรรมของพระเจ้าก็ได้สำแดงออก โดยเริ่มต้นก็ความเชื่อ สุดท้ายก็ความเชื่อ ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ" (โรม 1:17)

ผลที่เราไม่ละอายในข่าวประเสริฐ ทำให้คนบาปรู้ว่า เขาสามารถรอดพ้นหรือได้รับการช่วยเหลือให้พ้นจากบาป และได้รับความชอบธรรม

"ความชอบธรรม" ในพระคัมภีร์มีความหมายทั่วไป คือการมีชีวิตสอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้าเรียกร้อง และการปฏิบัติตามกฎบัญญัติของพระองค์

เมื่อใช้คำว่า "ความชอบธรรม" ในการบรรยายถึงพระลักษณะของพระเจ้า จะหมายถึง ความสัตย์ซื่อของพระองค์ในการรักษาพระสัญญา แต่เมื่อกล่าวถึงประชากรของพระองค์ จะหมายถึง ลักษณะ ชีวิตที่พระเจ้าทรงยอมรับ และมีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องกับพระองค์ โดยผ่านทางความเชื่อที่ผู้นั้นมีในพระเยซูคริสต์ และดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระองค์

"เหตุฉะนั้น เมื่อเราได้เป็นคนชอบธรรม เพราะความเชื่อแล้ว เราจึง {หรือ ให้เรา} มีสันติสุขในพระเจ้า ทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา" (โรม 5:1)

"เมื่อท่านพ้นจากบาปแล้ว ท่านก็ได้เป็นทาสของความชอบธรรม" (โรม 6:18)

ตามธรรมชาติของมนุษย์ มีผลของความบาป และพร้อมที่จะทรยศพระเจ้า เพื่อให้พ้นจากคำสาปแช่ง จากการพิพากษาลงโทษตามพระพิโรธเราต้องการความชอบธรรม เพราะพระเจ้าทรงบริสุทธิ์และชอบธรรม ผู้ที่จะเข้าเฝ้าพระเจ้าได้ จึงต้องบริสุทธิ์และชอบธรรม


เรื่องราวของ ศจ. ดร. จอห์น ซง
ขอสรุปด้วยเรื่องราวของ ศจ.ดร. จอห์น ซง ดิฉันเคยได้ฟังคนที่เคยฟังคำเทศนาของท่าน ท่านมีอิทธิพลต่อคริสตจักรเอเชียอย่างมาก ทั้งในจีน เวียดนาม ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฯลฯ และยังมีผลถึงทุกวันนี้ คนจำนวนมากได้กลับใจใหม่ คนที่เชื่อได้มีความเชื่อมากขึ้น คนที่ไม่เชื่อก็ได้รับเชื่อ ส่วนหนึ่งในชีวิตของดิฉันที่ไ่ด้รู้จักพระเจ้าก็ผ่านทางคำสอนของ ศจ.ดร. จอห์น ซุง ผ่านทางหนังสือของท่าน

หนังสือเล่มนั้นเป็นคำพยานของท่าน ท่านพูดในฐานะที่ท่านเป็นนักเคมี ท่านจบ ดร. ทางเคมีคนแรกของเอเชีย ท่านบอกว่า การทดลองต่าง ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์เคยทดลอง เอาสารต่าง ๆ ที่อยู่ในตัวมดเล็ก ๆ แล้วมาสร้างใหม่เป็นตัวมด แต่ไม่เคยเป็นมดสักครั้งเดียว ในฐานะเป็นนักวิทยาศาสตร์ ท่านได้ยืนยันว่า จะต้องมีพระผู้สร้างเท่านั้นที่เป็นผู้ให้ชีวิต มดจึงจะมีชีวิตได้

ดร. จอห์น ซุง ใช้เวลาในการรับใช้ไม่กี่ปี เป็นคนที่โดดเด่น เอาจริงเอาจัง เป็นนักอ่านพระคัมภีร์ เป็นนักอธิษฐาน กล้าตำหนิความผิดของคริสตจักร เพราะท่านต้องการให้คริสตจักรกลับใจเป็นคริสตจักรของพระเจ้า ท่านใช้เวลาทุกโอกาสในการประกาศข่าวประเสริฐ คำเทศนาของท่านลึกซึ้ง ชอบยกตัวอย่างแปลก ๆ ใช้เทคนิคแปลก ๆ ในการเทศนา เทศนาวันละ 6 ชั่วโมง 3 รอบ สอนพระคัมภีร์อย่างลึกซึ้ง เพราะว่าท่านไม่ละอายในข่าวประเสริฐ

หลายคริสตจักรในเอเชียได้ยกย่องท่าน และได้ยืนยันว่า สิ่งที่ท่านทำนั้น ยังมีผลอยู่จนปัจจุบันนี้

ดิฉันอยากยืนยันแก่พี่น้อง ที่จะไม่ละอายในการประกาศข่าวประเสริฐ เพราะมรดกที่ท่านจะทิ้งไว้ในชีวิตของคน จะดำรงอยู่ ดังเช่นที่ดิฉันได้รับข่าวประเสริฐผ่านทางคนหลาย ๆ คน หลาย ๆ โอกาส และข่าวประเสริฐนั้นทำให้ดิฉันได้กลับใจ รับเชื่อ และมาเป็นผู้รับใช้พระเจ้าผู้ทรงสูงสุด


คศ. นันทิยา เพ็ชรเกตุ

สรุปคำเทศนาโบสถ์จีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 23/02/2009

เรื่อง ไม่ละอายเพราะข่าวประเสริฐ

วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ท่าทีการรับใช้ ตามแบบอย่างพระเยซูคริสต์‏

ท่าทีการรับใช้ ตามแบบอย่างพระเยซูคริสต์‏

ขอบคุณพระเจ้า ที่พระองค์ทรงใช้พวกเราที่เป็นผู้รับใช้พระองค์ ขอให้พระวจนะคำของพระองค์ที่จะนำเราในการรับใช้

นับว่าเป็นเรื่องที่แปลกมาก ที่พระเจ้าทรงใช้มนุษย์ผู้ต่ำต้อย ให้ทำงานรับใช้พระเจ้า ซึ่งเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ ทั้ง ๆ ที่ถ้าพระองค์จะทรงใช้ทูตสวรรค์ สิ่งต่าง ๆ ก็คงจะเสร็จได้อย่างง่ายดาย ไม่ยุ่งยาก แต่เป็นเพราะพระเจ้าทรงไว้ใจพวกเราให้ทำงานของพระองค์ พระองค์จึงทรงเลือกเราให้เป็นผู้รับใช้ ให้ทำราชกิจของพระองค์


"แต่ท่าน ทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลาย ให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์" (1เปโตร 2:9)


เราเป็นชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือก เพราะพระเจ้าทรงไว้ใจเรา จึงเลือกเราให้เป็นผู้ทำพระราชกิจของพระองค์ และพระองค์ก็มิได้ปล่อยให้เราทำ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่พระองค์จะทรงร่วมลงทุนลงแรงด้วย

มีผู้ที่เปรียบเทียบถึงการรับใช้พระเจ้าว่า การรับใช้พระเจ้าเป็นเหมือนเป็นการร่วมทุนกับพระเจ้า คนละครึ่ง 50:50 เราลงแรงมากเท่าไร พระเจ้าก็ทรงลงทุนมากเท่านั้นถ้าเราลงทุนน้อย พระเจ้าก็จะทรงร่วมทุนกับเราน้อย แต่หากเราลงทุนมาก พระองค์ก็จะทรงร่วมทุนมากเช่นกัน

แน่นอนว่าการรับใช้ เราจะต้องอธิษฐานก่อน แต่ก็เป็นหน้าที่ของเราที่เราจะต้องเป็นผู้ทำด้วย ถ้าเราขาดพระเจ้า งานก็ไม่เดินและไม่สำเร็จ แต่ถ้าเราไม่ทำ พระเจ้าก็ไม่ทรงทำเช่นกัน

นี่จึงเป็นสิ่งที่เราจะสามารถสังเกตเห็นได้ คริสตจักรไหนที่ร้อนรน พระเจ้าก็ทรงอวยพรได้อย่างมากมาย พระเจ้าทรงเคลื่อนไหวอย่างมากมาย แต่ถ้าคริสตจ้กรเฉื่อยชา พระเจ้าก็จะมิได้ทรงเคลื่อนไหวมาก

ถ้าเราดูแบบอย่างของพระเยซู เราก็จะเห็นว่า พระองค์ได้ทรงสำแดงแบบอย่างในการเป็นผู้รับใช้ที่ดี


พระเยซูคริสต์เป็นผู้ที่ได้รับการทรงเลือกจากพระเจ้า พระเยซูคริสต์ ทรงเป็นผู้ที่ได้รับการเลือกสรรจากพระเจ้า ให้เป็นผู้ที่จะกระทำพระราชกิจของพระองค์ เช่นกัน เราที่เป็นผู้รับใช้ เราก็ได้รับการทรงเลือกจากพระเจ้าเช่นกัน


"มีพระสุรเสียงออกมาจากเมฆนั้นว่า "ผู้นี้เป็นบุตรของเรา เป็นผู้ถูกเลือกสรรไว้ จงเชื่อฟังท่านเถิด" (ลูกา 9:35)



"14 เหตุฉะนั้น เมื่อเรามีมหาปุโรหิตผู้เป็นใหญ่ ที่ผ่านฟ้าสวรรค์เข้าไปถึงพระเจ้าแล้ว คือ พระเยซูพระบุตรของพระเจ้า ขอให้เราทั้งหลายมั่นคงในพระศาสนาของเรา
15 เพราะว่า เรามิได้มีมหาปุโรหิตที่ไม่สามารถจะเห็นใจในความอ่อนแอของเรา แต่ได้ทรงถูกทดลองใจ เหมือนอย่างเราทุกประการ ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังปราศจากบาป
16 ฉะนั้น ขอให้เราทั้งหลายจงมีใจกล้าเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณ เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และจะได้รับพระคุณที่จะช่วยเราในขณะที่ต้องการ" (ฮีบรู 4:11)


ุ"68 ซีโมนเปโตรทูลตอบพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า พวกข้าพระองค์จะจากไปหาผู้ใดเล่า พระองค์มีถ้อยคำซึ่งให้มีชีวิตนิรันดร์
69 และข้าพระองค์ทั้งหลายก็เชื่อ และมาทราบแล้วว่า พระองค์ทรงเป็นองค์บริสุทธิ์ของพระเจ้า" (ยอห์น 6:68-69)


พระเยซูคริสต์เป็นมหาปุโรหิตผู้ยิ่งใหญ่ เช่นกัน พระเจ้าทรงเลือกเราให้เป็นปุโรหิต ซึ่งเป็นตัวกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า


"แต่ท่าน ทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลาย ให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์" (1เปโตร 2:9)


"และท่าน ทั้งหลายก็เสมือนศิลาที่มีชีวิต ที่กำลังก่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายพระวิญญาณ เป็นปุโรหิตบริสุทธิ์ เพื่อถวายสักการบูชาฝ่ายวิญญาณ ที่ชอบพระทัยของพระเจ้า โดยทางพระเยซูคริสต์" (1เปโตร 2:5)


พระเยซูคริสต์ทรงบริสุทธิ์ พระเจ้าทรงให้เราเป็นชนชาติบริสุทธิ์ ซึ่งคำว่าบริสุทธิ์แปลว่า "แยกออกมา" เป็นการแยกออกมาเพื่อนมัสการพระเจ้า เพื่อพระสิริของพระเจ้า เป็นชนชาติของพระเจ้า เป็นบุตรของพระเจ้า มิใช่เป็นทาส เมื่อก่อนเราเป็นทาสของความบาป เราสามารถที่ย้ายออกจากความบาปมาสู่แผ่นดินของพระเจ้าได้ เพราะเป็นทาสก็มีโอกาสที่จะเปลี่ยนเจ้านายได้ โดยเราสามารถที่จะออกจากการเป็นทาสของบาป และมาเป็นบุตรของพระเจ้าได้ แต่ตรงกันข้าม ถ้าใครเป็นลูกของมาร ก็คงจะไม่สามารถย้ายมาที่แผ่นดินของพระเจ้าได้


" นี่คือพันธสัญญาซึ่งเราจะกระทำกับชนชาติอิสราเอล ภายหลังสมัยนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัส เราจะบรรจุพระธรรมของเราไว้ในจิตใจของเขา และเราจะจารึกพระธรรมบัญญัตินั้นไว้ที่ในดวงใจของเขา และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นชนชาติของเรา" (ฮีบรู 8:10)


"แต่พระ คริสต์นั้นทรงซื่อสัตย์ในฐานะพระบุตร ที่ทรงอำนาจเหนือชุมนุมชน อันเป็นครอบครัวของพระเจ้า และเราทั้งหลายเป็นครอบครัวนั้นแหละ หากเราจะยึดความกล้าหาญ และความภูมิใจในความหวังนั้นไว้" (ฮีบรู 3:6)



"34 พระเยซูตรัสตอบเขาทั้งหลายว่า 'เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ทุกคนที่ทำบาป ก็เป็นทาสของบาป 35 ทาสมิได้อยู่ในครัวเรือนตลอดไป บุตรต่างหากอยู่ตลอดไป' " (ยอห์น 8:34-35)


เราเป็นลูกของพระเจ้า เป็นชนชาติที่บริสุทธิ์ของพระเจ้า เพื่อที่เราจะประกาศพระบารมีของพระเจ้า เราไม่สามารถทำพันธกิจของพระเจ้าโดยลำพังได้ พระองค์ไม่ใช้ทูตสวรรค์ในงานที่พระองค์จะทรงใช้มนุษย์ทำ เพราะพระองค์ทรงไว้ใจมนุษย์ แล้วพระองค์จะทรงนำและคอยช่วยเหลือมนุษย์


"แต่ท่าน ทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลาย ให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์" (1เปโตร 2:9)


บางคนอาจจะบอกว่า "ถ้าเราไม่ทำ เดี๋ยวพระเจ้าจะทรงใช้คนอื่นทำ" ซึ่งไม่อยากให้เราคิดอย่างนี้ เพราะถ้าคิดเช่นนี้ เราก็คงจะไม่ทำอะไรสักที เพราะว่าเราก็คงจะคิดว่าเดี๋ยวพระเจ้าจะใช้คนอื่นไปทำแทนเราเอง แต่ให้เราคิดว่า "ถ้าเราไม่ทำ งานของพระเจ้าก็จะยังไม่เสร็จ งานของพระเจ้าก็จะยังไม่เดินหน้า เพราะรอที่เราจะพร้อมที่จะทำ แล้วถ้าเราพร้อมเมื่อไร งานของพระเจ้าก็จะเริ่มเคลื่อน"

พระเจ้าทรงรอมนุษย์มาแล้ว 2000 กว่าปี ตั้งแต่ที่พระเยซูทรงเริ่มพันธกิจของพระองค์มาแล้ว และพระเยซูก็ทรงให้สาวกของพระองค์กระทำพันธกิจต่อ

ก่อนที่พระองค์ฺจะทรงเสด็จขึ้นสวรรค์ พระองค์ทรงสอนเหล่าสาวกถึงแผ่นดินสวรรค์ และยังไม่ทรงให้มนุษย์ทำงาน จนกระทั่งวันเพนเทคศเต พระองค์ทรงเริ่มให้มนุษย์กระทำพันธกิจต่อ เพื่อที่จะประกาศข่าวประเสริฐจนสุดปลายแผ่นดินโลก สานต่องานของพระองค์ในโลกนี้


"3 ครั้นพระองค์ทรงทนทุกข์ทรมานแล้ว ได้ทรงแสดงพระองค์แก่คนพวกนั้น ด้วยหลักฐานหลายอย่าง พิสูจน์ว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ และได้ทรงปรากฏแก่เขาทั้งหลายสี่สิบวัน และได้ทรงสนทนากับเขาถึงเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า
4 เมื่อพระองค์ได้ทรงพำนักอยู่กับอัครทูต จึงกำชับเขามิให้ออกไปจากกรุงเยรูซาเล็ม แต่ให้คอยรับตามพระสัญญาของพระบิดา คือ พระองค์ตรัสว่า "ตามที่ท่านทั้งหลายได้ยินจากเรานั่นแหละ
5 เพราะว่า ยอห์นให้รับบัพติศมาด้วยน้ำ แต่ไม่ช้าไม่นาน ท่านจะรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์" (กิจการ 1:3-5)


พระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก และพระเยซูทรงเริ่มพันธกิจ พระองค์ได้ทรงเลือกเราทั้งหลาย ที่จะสานต่องานของพระองค์ เป็นพระคุณอย่างยิ่ง ที่พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ทรงให้เรามีโอกาสที่จะร่วมในพันธกิจของพระองค์

พระองค์ทรงรักษาคนเจ็บป่วย พระองค์ทรงช่วยเหลือคนอ่อนแอ หนุนใจคนท้อถอย ช่วยคนบาป พระองค์มิได้ทรงเพียงแค่อยู่ในวิหาร แต่พระองค์ทรงออกไปและคลุกคลีกับคนบาป เพื่อช่วยเหลือพวกเขา เพื่อสำแดงพระบารมี สง่าราศีของพระเจ้า ดังนั้น งานของพระองค์ ก็คือ ที่เราจะทำพันธกิจดังที่พระเยซูได้ทรงกระทำไว้เป็นแบบอย่างแล้ว พระองค์ทรงใช้เราให้ประกาศอิสราภาพแก่เชลย ปลดปล่อยผู้ถูกบีบบังคับให้อิสระ ประกาศพระบารมีแก่พระเจ้า ช่วยเหลือคน สร้างคน ให้เข้มแข็งในพระเจ้า

สิ่งที่สาวกคงจะรู้สึก ก็คือ แล้วพวกเขาจะทำได้หรือ แต่ พระองค์ทรงให้พระสัญญาแก่เรา ว่าจะทรงอยู่กับเราเสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค ว่าจะทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้แก่เรา แล้วงานที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้เรา จะสามารถดำเนินไปได้อย่างอัศจรรย์

ถ้าเราขาดพระองค์ เราจะทำอะไรไม่ได้เลย แต่ถ้าหากเราพึ่งพาพระองค์ พระองค์จะทรงเสริมกำลังให้แก่เรา



ผป. วิวัฒน์ วุฒิกุลเจริญวงศ์


สรุปคำเทศนาในการนมัสการประชุมกรรมการเพื่อคุณต้นปี

เมื่อวันที่ 20/02/2009

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ชีวิตคู่...อยู่กินด้วยความเข้าใจโดย

ชีวิตคู่...อยู่กินด้วยความเข้าใจโดย

อ.ธวัช เย็นใจ

มีเรื่องเล่าว่า ชายคนหนึ่งชอบพกรูปของภรรยาไว้ในกระเป๋าสตางค์ หลายคนเห็นแล้วรู้สึกประทับใจว่า เขาเป็น Family Man และชอบควักเอารูปของเธอขึ้นมาดูบ่อยๆ วันหนึ่งก็มีคนถามว่า “คุณคงเป็นคนรักภรรยามากๆเลยนะ” “เมื่อใดก็ตามที่ผมเจอปัญหาหนัก” เขาตอบ “ผมก็จะเอารูปของภรรยาขึ้นมาดู และบอกกับตัวเองว่า จะมีปัญหาอะไรที่ใหญ่กว่านี้หรือ? ผมยังสามารถอดทนได้ แล้วปัญหาอื่นก็กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไปทันที” “???!!”

พระคัมภีร์สอนสอนว่า “ฝ่ายสามีจงอยู่กินกับภรรยาด้วยความเข้าใจในเธอ จงให้เกียรติแก่ภรรยา เพราะเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า และเพราะท่านทั้งสองได้รับชีวิตอันเป็นพระคุณเป็นมรดก เพื่อว่าคำอธิษฐานของท่านจะไม่มีอุปสรรคขัดขวาง” (๑ ปต. ๓.๗)

พระธรรมเอเฟซัสบทที่ ๕ ได้กล่าวว่า “สามีจงรักภรรยาของตนเหมือนพระคริสต์ทรงรักคริสตจักร ภรรยาจะต้องเชื่อฟังสามี เหมือนคริสตจักรเชื่อฟังพระคริสต์ และทั้งสามีกับภรรยาจะต้องยอมฟังซึ่งกันและกันด้วยความเคารพในพระคริสต์”

มีเคล็ดลับเล็กน้อยๆที่ช่วยทำให้ชีวิตคู่มีความสุข

หนึ่ง แตะเนื้อต้องตัว เป็นการแสดงความเอื้ออาทรต่อกัน การสัมผัส แตะต้องและกอดมีผลดีมากมาย ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า “เวลาที่คนเราสัมผัสกัน ร่างกายจะหลั่งสารออกซิโทซิน ซึ่งทำให้รู้สึกสงบนิ่ง การสัมผัสช่วยให้ร่างกายแนบชิดและรู้สึกใกล้ชิดกันจริงๆ”

สอง เอาใจใส่ดูแลกัน สามีภรรยาที่แสดงความเอื้ออาทรจนกลายเป็นนิสัย ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะในงานบ้าน ทำอาหาร งานสวน งานสำนักงาน โดยเฉพาะในเรื่องบนเตียงนอน เพศสัมพันธ์ควรจะมีการทะนุถนอม อดทน และสลับบทบาทกันบ้างจะช่วยให้มีชีวิตชีวา

สาม จงเป็นเหมือนเด็ก พระคัมภีร์ว่าหากใครอยากจะเข้าในสวรรค์ จะต้องถ่อมใจลงเหมือนเด็กๆ คือ ตั้งใจฟัง ไม่พูดแทรกอีกฝ่ายหนึ่ง ขอความช่วยเหลือ (ไหว้วาน) รู้จักกล่าวคำขอบคุณและขอโทษเมื่อทำผิดพลาดไป การถลึงตาใส่กันเมื่อไม่พอใจ หรือการเหยียบเท้าใต้โต๊ะ หรือการแอบหยิกเป็นสิ่งที่สามีภรรยาคริสเตียนไม่ควรทำอย่างยิ่ง

สี่ คำชมเชย จริงอยู่คำชมเชยเป็นเหมือนน้ำหอม สำหรับพรมนิดๆหน่อยๆเท่านั้น ถ้ากินเข้าไปก็จะตายแต่ก็มีความจำเป็นสำหรับชีวิตคู่ เป็นการสร้างขวัญกำลังใจ เช่นพูดว่า “เสื้อตัวนี้สวยดีนะ” แค่นี้ภรรยาจะยิ้มย่องผ่องใสไปทั้งวัน หรือชมว่า “วันนี้แต่งตัวหล่อ” สามีก็จะมีความสุขไปตลอดวัน ขอให้ตะหนักว่า เสียงชมเชยจากชาวบ้านไม่มีน้ำหนักเท่ากับเสียงชมของคนภายในบ้าน

ห้า เซอร์ไพรส สามีสามารถสร้างความประหลาดใจด้วยการชวนภรรยาไปกินข้าวที่ภัตตาคารหรูในมื้อเที่ยง หรือส่งอีเมลถึงด้วยถ้อยคำหวานๆและหนุนใจ ส่วนภรรยาก็จะสร้างความประหลาดใจให้แก่สามีได้ โดยพาไปซื้อเสื้อตัวที่เธอเคยหมายตาไว้

ขอบคุณพระเจ้า

หวังใจว่าคงจะได้รับพระพร
ทีมงานไทยเซอร์มอน

สาวก

สาวก

ข้าแต่พระองค์เจ้า ลักษณะเฉพาะของ "คนที่ดีพร้อม" คือ เขาจะไม่ยอมปล่อยให้ความคิดของเขาหย่อนการเอาใจใส่ในเรื่องเกี่ยวกับสวรรค์ และที่เขาก้าวผ่านปัญหามากมายได้เหมือนไม่มีอะไรกวนใจเขาเลย ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนเกียจคร้านที่ขาดความรู้สึก แต่เป็นเพราะ เขามีจิตใจอันอิสระจึงสามารถที่จะไม่รักสิ่งทรงสร้างใด ๆ ในแบบที่ตัวเองควบคุมไม่ได้

ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงเมตตากรุณาอย่างยิ่ง ขอพระองค์ทรงปกป้องข้าพระองค์ให้พ้นจากความกระวนกระวายเรื่องสิ่งสารพัดใน โลกนี้ เพื่อไม่ให้ข้าพระองค์หมกมุ่นอยู่กับสิ่งเหล่านี้มากเกินไป ขอป้องกันไม่ให้ข้าพระองค์ขาดปัจจัยสำคัญฝ่ายร่างกายหลายอย่าง เพื่อข้าพระองค์จะไม่ติดกับของความสนุกสนาน ขอพระองค์ทรงปกป้องข้าพระองค์ให้พ้นจากจิตใจมืดมน เพื่อไม่ให้ความยากลำบากทำลายและชนะข้าพระองค์ ข้าพระองค์ไม่ได้ร้องขอให้หลุดพ้นจากสิ่งซึ่งความหยิ่งยโสของโลกปรารถนา อย่างเร่าร้อน แต่ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ยากต่าง ๆ ซึ่งจากคำแช่งสาปของมนุษย์ทั่ว ๆ ไปกดดันจิตวิญญาณของผู้รับใช้ของพระองค์ดังโทษทัณฑ์ และทำให้เขาไม่สามารถเข้าสู่เสรีภาพฝ่ายวิญญาณบ่อยเท่าที่่เขาต้องการ

ข้าแต่พระเจ้าข้า ผู้ที่หวานชื่นเกินกว่าที่จะบรรยายได้ ขอทรงกระทำให้ความสบายด้านเนื้อหนังที่จูงใจข้าพระองค์จากความรักต่อสิ่ง นิรันดร์ และยั่วยวนข้าพระองค์ให้ติดตามความชั่วของมันเองโดยให้มองเห็นสิ่งที่ดีและ น่าสุขใจในโลกปัจจุบัน ขอทรงกระทำให้กลายเป็นสิ่งขมขื่น พระเจ้าของข้าพระองค์ ขออย่าให้มันชนะข้าพระองค์และอย่าให้ข้าพระองค์แพ้ต่อโลหิตและเนื้อ ขออย่าให้โลกและเกียรติชั่วคราวของมันหลอกลวงข้าพระองค์ หรือมารทำให้ข้าพระองค์สะดุดล้มลงด้านกลอุบายของมัน ขอพระองค์ทรงประทานความกล้าหาญเพื่อจะต่อต้านได้ ความเพียรเพื่อจะอดทนได้ และความเสมอต้นเสมอปลายเพื่อจะบากบั่นต่อไป ขอทรงประทานความสงบใจโดยการเจิมด้วยพระวิญญาณของพระองค์แทนสิ่งปลอบโยนของโลก และแทนความรักด้านเนื้อหนัง ขอพระองค์ทรงเทความรักต่อพระนามของพระองค์ลงมาในใจข้าพระองค์

ดูเถิด การกิน การดื่ม เครื่องนุ่งห่ม และปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งช่วยเลี้ยงร่างกายเป็นภาระหนักแก่จิตใจที่ร้อนรน ขอ พระองค์ทรงประทานพระคุณเพื่อข้าพระองค์ได้ใช้สิ่งเหล่านี้ที่อำนวยความสะดวก สบายอย่างรู้จักประมาณตน และโดยไม่หลงไปกระหายสิ่งเหล่านั้นมากเกินไป จริงอยู่ การละทิ้งสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดก็ไม่ถูกต้อง เพราะเราจำต้องบำรุงกายธรรมชาติของเราอยู่ แต่กฎศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ห้ามไม่ให้เราเรียกร้องสิ่งที่เกินความจำเป็น และสิ่งที่ใช้เพื่อความสนุกสนานเท่านั้น มิฉะนั้น เนื้อหนังจะกบฎต่อจิตวิญญาณ ในเรื่องเหล่านี้ ขอให้พระหัตถ์ของพระองค์ทรงนำและชี้แนะข้าพระองค์ เพื่อจะไม่ละเมิดบทบัญญัติของพระองค์แต่อย่างใด




เขียนโดย โธมัส อาเคมพิส


แปลโดย พญ. เออร์ซูลา โลเวนธอล


เรียบเรียงโดย กนกบรรณสาร

รักไม่มีเงื่อนไข‏

<พระธรรมประจำวัน> รักไม่มีเงื่อนไข‏


ปัจจุบัน คนสับสนกันมาก ระหว่างคำว่า ความรัก และ ความใคร่

"ความรักแท้" ย่อมไม่มีเงื่อนไข สามารถแสดงได้ทุกที่ทุกเวลา แต่ "ความใคร่" ย่อมมีเงื่อนไข มีกรอบเวลา มีสถานที่

ถ้าความรักมีเงื่อนไข ก็จะต้องมีเหตุผล อย่างเช่น รัก เพราะว่า เธอหล่อ เธอสวย เป็นพวกเดียวกัน ฯลฯ

พี่น้องครับ เรารัก เพราะว่าเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งหรือเปล่า ถ้าเรารักพระเจ้าเพราะ ... ความรักของเราก็จะไม่มั่นคง เพราะว่าเราก็จะเลิกรักพระเจ้า ถ้าหากว่าเราไม่ได้ในสิ่งที่เคยได้ หรือไม่ได้ในสิ่งที่เราต้องการ

ถ้าเราเชื่อในความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของพระเจ้า พระเจ้าจะทรงอวยพรเรา ยกชูเราขึ้นได้อย่างที่เราคาดไม่ถึง

เช่นเดียวกับชีวิตของโยเซฟ ที่ถูกขายเป็นทาส ติดคุก ต้องทุกข์ยากลำบากรวมเป็นเวลาประมาณ 13 ปี แม้จะยากลำบาก แต่เขาเชื่อมั่นในความรักของพระเจ้า ในที่สุด พระเจ้าก็ทรงยกชูเขาขึ้นอย่างสูง

อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ ดาวิด ดาวิดรักซาอูลอย่างไม่มีเงื่อนไข ดังนั้นเขาจึงจงรักภักดีต่อซาอูลเสมอ แม้ว่าซาอูลจะคิดร้ายต่อเขา ซึ่งตรงกันข้ามกับซาอูลที่รักอย่างมีเงื่อนไข ก็คือ ซาอูลรักดาวิดในตอนแรก เพราะว่าดาวิดรับใช้ซาอูล คอยเล่นดนตรีเพื่อให้ซาอูลผ่อนคลาย แต่ภายหลังประชาชนกลับนิยมชมชอบดาวิดมากกว่า ซาอูลจึงเลิกที่จะรักดาวิด แต่กลายเป็นการคิดร้ายในที่สุด

รักที่มีเงื่อนไข มักจะจบลงที่การแยกจากกัน มักจะประสบกับความผิดหวัง เพราะไม่ได้ดังที่หวังไว้

เราควรจะรักทุกคน แม้ว่าเราจะไม่ได้ชอบทุกคน คนที่เรารักอาจจะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่ชอบ แต่เราก็ยังควรที่รักเขา

เหมือนแบบอย่างของพระเจ้า พระเจ้าทรงรักมนุษย์อย่างไม่เงื่อนไข พระเจ้าทรงรักมนุษย์ทุกคน พระเจ้ารักคนบาป แม้ว่าพระเจ้าจะไม่ชอบในสิ่งที่คนบาปกระทำ เช่นเดียวกัน เราก็ควรที่จะรักเพื่อนบ้านอย่างไม่มีเงื่อนไขด้วยเช่นเดียวกัน แล้วเพื่อนบ้านของเราก็จะสัมผัสถึงความรักของพระเจ้าผ่านทางความรักที่เรามี ให้แก่เขาได้ ซึ่งเราไม่สามารถที่รักได้เอง แต่เราต้องอาศัยความรักของพระเจ้าเป็นกำลังให้แก่เรา

ถ้าเราจะรักใคร เพราะ ... ขอที่เราจะเปลี่ยนท่าที่ โดยเปลี่ยนเป็น "เรารักเขา ถึงแม้ว่า ..."


อ. ธงชัย ประดับชนานุรัตน์


คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง
เมื่อวันที่ 15/02/2009

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

สะสมพระวจนะ

หีบสมบัติของพระเจ้า
วัน จันทร์ 17 มี.ค. 08@ 15:10:44 ICT
หัวข้อ: บทความหนุนใจเพื่อการเสริมสร้าง


สวัสดีครับพี่น้องในองค์พระเยซูคริสตืเจ้าทุกคน

คุณเคยอยากเป็นนักล่าสมบัติหรือเปล่า

คุณเคยดูสารคดีเรืองการหาสมบัติจากใต้ท้องทะเลหรือเปล่า
และหากคุณค้นพบหีบสมบัติลำค่าใบหนึ่ง แต่ไม่สามารถเปิดหีบสมบัติได้คุณจะรู้สึกอย่าไร

เมื่อก่อนนี้ตอนที่ผมเพิ่งรับเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์ใหม่ๆ ผมก็เป็นเหมือนนักล่าสมบัติที่แสวงหาพระเจ้าเหมือนกับแสวงหาหีบสมบัตินั้นเอง คืออยากจะได้รู้จักพระเจ้า ซึ่งในตอนแรกก็มีความกระตือรือร้นฝ่ายวิญญาณดีอยู่ คือไปโบสถ์ทุกอาทิตย์ ไม่เคยขาด และรู้สึกดีที่มีคนอื่นเรียกเราว่าเป้นคริสเตียน แต่เมื่อผมได้ค้นพบพระเยซูคริสต์ในชีวิตแล้ว ผมก็มีชีวิตฝ่ายวิญญาณที่ไม่เติบโตในพระเยซูคริสต์เลย คือเป็นคริสเตียนแต่โดยนาม ( ขึ้นชื่อแต่ว่าเป้นคริสเตียนเท่านั้น ) และทั้งๆที่มีหีบสมบัติลำค่าคือพระภีร์อยู่ในมือ ผมก็ไม่เคยที่อ่านหรือศึกษาพระวจนะของพระเจ้าเลย เปรียบเหมือนผมมีหีบสมบัตลำค่าแต่ไม่สามารถเปิดมันได้ ดังนั้นจึงเหมือนมีหีบหีบสมบัติลำค่าที่ไม่มีประโยขน์อะไรเลย

พี่น้องคริสเตียนส่วนใหญ่นั้น มีปัญหาเกี่ยวกับการอ่านพระคัมภีร์อย่างมาก ด้วยเพราะมักละเลยไม่อ่านพระคัมภีร์ ซึ้งเป็นเหตุให้มีชีวิตที่ขาดการสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับพระเจ้าไปอย่างน่าเสียดาย ด้วยเพราะเขาปิดกั้นตัวเองจากการเรียนรู้นำพระทัยของพระเจ้า ผ่านทางพระคัมภีร์ ชีวิตคริสเตียนของพวกเขาจึงไม่เติบโต เพราะจิตวิญญาณอ่อนแอขาดการบำรุงเลี้ยงจากพระคำของพระเจ้า ชีวิตในการติดตามองค์พระเยซูคริสต์ในมรรคาของพระองค์ จึงไม่มั่นคงและเข้มแข็ง และยามใด เมื่อถูกมรสุมแห่งปัญหาชีวิตรุมเร้าขึ้น หลายคนจึงต้องล้มลงอย่างท้อแท้ สิ้นหวัง และไร้เรียวแรงลุกขึ้นมาใหม่ และยอมพ่ายแพ้ให้กับอุปสรรค์แห่งโลกไปอย่างขมขืน ชีวิตจึงเหมือนตกอยู่ในความมืดมิดอีกครั้ง แต่กษัตริย์ดาวิดเป้นตัวอย่างที่ดี ในการแสวงหาพระวจนะของพระเจ้า เพื่อเป้นแสงส่ว่างในการชี้นำชีวิต ด้วยเขียนไว้ในพระธรรมสดุดีว่า : พระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์ และเป้นความสว่างของมรรคาของข้าพระองค์ : ( สด.199:105 ) เพราะกษัตริย์ดาวิดใคร่ครวญในพระคำของพระเจ้าเสมอ ท่านจึงย่างเท้าอย่างมั่นคงอยู่ในพระดำรัสของพระเจ้าและมรรคาของพระเจ้าได้อย่าถูกต้องและมั่นใจ และมีความสว่างในหนทางของชีวิต

พี่น้องครับ คุณเป็นคนหนึ่งที่อ่านพระคัมภีร์อย่างสมำเสมอหรือเปล่า เพราะพระคัมภีร์เป้นอีกหนทางหนึ่งที่พระเจ้าจะทรงตรัสกับคุณผ่านทางพระคำแห่งชีวิต กฏเกณฑ์แห่งพระบัญญัติที่พระองค์ทรงดำริไว้ในพระคำภีร์ เป็นวีถีแห่งชีวิตนิรันดร์ที่ชอบธรรมและดีงามอย่างยิ่ง ซึ่งคุณทุกคนควรเรียนรู้ด้วยใคร่ครวญในยึดมั่นไว้ในใจ เพราะพระวจนะของพระเจ้าเป็นอาวุธอันแข็งแกร่งที่เราจะใช้ในการต่อสู้กับกความผิดบาปและมารซาตาน เพราะถ้าหากคุณอ่านพระวจนะของพระเจ้าอย่างสมำเสมอ คุณก็จะรู้เท่าทันเลห์กลของบาป ไม่ถูกบาปล่อลวงได้ง่ายๆ กษัตริย์ดาวิด คือข้อพิสูจน์ที่ดีต่อความจริงในเรื่องนี้ ด้วยกล่าวไว่ในพระธรรมสดุดีว่า : ข้าพระองค์สะสมพระดำรัสของพระองค์ไว้ในใจของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาปต่อพระองค์ : ( สด. 199:11 ) เพราะกษัตริย์ดาวิดสะสมพระวจนะของพระเจ้าไว้ในใจอยู่เสมอ ท่านจึงมีความรู้อย่างครบทวน และ รอบครอบ ในการที่จะกระทำตามนำพระทัยของพระเจ้าได้โดยไม่กระทำความผิดบาป

วันนี้คุณอ่านพระคัมภีร์แล้วหรือยัง เพราะพระคัมภีร์คือหีบสมบัติที่พระเจ้าได้ทรงประทานไว้ให้กับคุณทุกคน ขุมทรัพย์แห่งพระคำอันลำค่าในพระคัมภีร์ จะช่วยเติมเต็มชีวิตของคุณให้บริบูรณ์ด้วยพระพรของพระเจ้า คุณจะไม่มีวันอับจนเลย เมื่อมีพระวจนะของพระเจ้าสะสมไว้ในหัวใจ เพราะพระวจนะของพระเจ้าเป็นสมบัติลำค่าที่สุดเท่าที่โลกมี ดังที่กษัตริย์ดาวิดกล่าวไว้ว่า : สำหรับข้าพระองค์ พระธรรมแห่งพระโอษฐ์ของพระองค์ ก็ดีกว่าทองคำและเงินพันๆแท่ง : ( สด. 119:72 )
วันนี้คุณอย่าปล่อยพระคัมภีร์ทิ้งไว้ให้ฝุ่นจับเสียเปล่า จงแบ่งเวลาในแต่ละวันให้กับการอ่านพระคัมภีร์อย่างสมำเสมอ และจงใครครวญพระคำของพระเจ้าอย่างจริงจัง และนำเอามาปฏิบัติให้เกิดผลในชีวิตฝ่ายวิญญาณ อย่าให้พระคัมภีร์เป้นเพียงหีบสมบัติไร้ค่าที่คุณไม่เคยเปิดออกดูเลย
และสำรหรับผมแล้ว ผมยังคงเปิดๆปิดๆหีบสมบัติลำค่านี้อยู่เสมอ

ขอให้ฤทธิ์เดชแห่งพระคำของพระเจ้าสำแดงผลในชีวิตของคุณทุกคน
ปิยะฤทธิ์ พลายมณี

My Blog

  • วินัยของน้องหมา (ข้างถนน) - วันที่ 18/8/2011 เช้านี้ขณะที่รถติดไฟแดงอยู่บริเวณสี่แยกสามย่าน ซึ่งเบื้องหน้าเป็นจามจุรีสแควร์นั้น พลันก็เหลือบเห็นน้องหมาตัวหนึ่งเดินข้ามทางม้าลายด้วยอ...
    15 ปีที่ผ่านมา
  • บทความคริสเตียน - บทความคริสเตียน http://www.gracezone.org/index.php/christian-articles บทความทางด้านจิตวิญญาณ หลักข้อเชื่อ พระเจ้า พระคัมภีร์ พระเจ้า พระคัมภีร์ แนวทางในการ...
    17 ปีที่ผ่านมา
  • คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู - คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู วัน พุธ 08 ต.ค. 08@ 17:47:37 ICT หัวข้อ: สรุปคำเทศนาประจำอาทิตย์ ดร.ทะนุ วงค์ธนานุกุล วัน อาทิตย์ ที่ 21 กันยายน 2008 พระธร...
    18 ปีที่ผ่านมา
  • - แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้...
    18 ปีที่ผ่านมา

Christian Blog

บล็อกวาไรตี้

เทคโนโลยี

ดาวน์โหลดโปรแกรมมาใหม่ล่าสุด |

วาไรตี้

ข่าวประจำวัน

สารบัญเว็บไทย

กินลม ชมทะเล ที่มาร์คเฮ้าส์บังกะโล เกาะกูด จ.ตราด

Thailand Map