Custom Search By Google

Custom Search

วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ข้าไม่รู้จักพระเยซู

ข้าไม่รู้จักพระเยซู!
มัทธิว ๒๖.๓๐-๓๕

“ฝ่ายเปโตรนั่งอยู่นอกตึกที่ลานบ้าน มีสาวใช้คนหนึ่งมาพูดกับเขาว่า ‘แกได้อยู่กับเยซูชาวกาลิลีด้วยเหมือนกัน’ เปโตรได้ปฏิเสธต่อหน้าคนทั้งปวงว่า ‘ที่เจ้าว่านั้น ข้าไม่รู้เรื่อง’ เมื่อเปโตรได้ออกไปที่ประตูบ้าน สาวใช้อีกคนหนึ่งแลเห็นจึงบอกคนทั้งปวงที่อยู่ที่นั่นว่า ‘คนนี้ได้อยู่กับเยซูชาวนาซาเร็ธด้วย’ เปโตรจึงปฏิเสธอีกทั้งสาบานว่า ‘ข้าไม่รู้จักคนนั้น’
อีกครู่หนึ่ง คนทั้งหลายที่ยืนอยู่ใกล้ๆนั้นก็มาว่าแก่เปโตรว่า ‘เจ้าเป็นคนหนึ่งในพวกนั้นแน่แล้ว ด้วยว่าสำเนียงของเจ้าส่อตัวเอง’ เปโตรจึงสบถสาบานใหญ่ว่า ‘ข้าไม่รู้จักคนนั้น’ ทันใดนั้นไก่ก็ขัน เปโตรจึงระลึกถึงคำที่พระเยซูตรัสว่า ‘ก่อนไก่ขัน เจ้าจะปฏิเสธเราสามครั้ง’”

คำทำนาย
เมื่อเสร็จสิ้นจากอาหารมื้อปัสกาแล้วก็มีการร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า จากนั้นพระเยซูก็พาเหล่าสาวกออกไปที่ภูเขามะกอกเทศ และทรงบอกความจริงแก่พวกเขาว่า พระองค์จะถูกประหารชีวิตอย่างแน่นอน และบรรดาสาวกจะแตกกระจัดกระจายไปแต่พระองค์จะทรงฟื้นคืนพระชนม์ขึ้นมาใหม่ พอเปโตรได้ยินดังนั้นก็พูดสัญญาอย่างมั่นเหมาะว่า แม้คนทั้งปวงจะหนีไป แต่ข้าพระองค์จะไม่ทิ้งพระองค์เลย (ข้อ ๓๓)
แต่พระเยซูทรงล่วงรู้ถึงอนาคต และทราบภายในจิตใจของเปโตรดี จึงตรัสแก่เขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ในคืนวันนี้ก่อนไก่ขัน ท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง” แต่เปโตรก็ยังยืนยันอย่างแข็งขันว่า เป็นไปไม่ได้หรอก แม้ข้าพระองค์จะต้องตายก็ยอม และสาวกคนอื่นๆก็เลยลุยสาบานตามเปโตรด้วย

บทเรียนฝ่ายจิตวิญญาณ
คริสเตียนจะต้องระมัดระวังเกี่ยวกับคำมั่นสัญญา อย่าพูดอะไรพล่อยๆโดยไม่คิดว่ามันจะมีผลอะไรเกิดขึ้นในอนาคต เป็นการง่ายที่เราจะบอกใครต่อใครว่า เราได้มอบกายถวายชีวิตแด่พระเยซูคริสต์ แต่คำพูดจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเราได้ผ่านเข้าไปในการทดลอง การกดขี่ข่มเหงและความทุกข์ยาก นั่นแหละจึงจะเป็นการพิสูจน์ว่า เรามีความเชื่อในพระองค์อย่างแท้จริงหรือไม่!
เมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีชายคนหนึ่งพร้อมกับภรรยาและลูกสาวอีกสองคน ย้ายจากคริสตจักรอื่น และมาขอร่วมนมัสการที่โบสถ์ของเรา เขาอ้างว่าเคยเป็นนักธุรกิจ และทำบ้านจัดสรรที่ภาคใต้จนประสบความสำเร็จ แต่ยอมได้ถวายตัวเพื่อจะรับใช้พระเจ้า พร้อมกับสัญญากับเราว่า จะใช้ให้เขาทำอะไรก็ได้ ยินดีทำทุกอย่าง หัวหน้าครอบครัวนี้ดูมีแววและหน่วยก้านดี เราจึงติวพระคัมภีร์ชนิดเข้มข้นแก่เขาอยู่ราวสองปี แล้วให้โอกาสในการสอนและเทศนา เป็นผู้นำกลุ่มเซล และพาออกไปเยี่ยมเยียนคริสตจักรต่างๆ นี่เองทำให้เขาหยิ่งทะนงและชอบคุยโม้โอ้อวด(ราคาเกินจริง)ต่อหน้าคนอื่นๆว่า ‘ตนเองเป็นผู้รับใช้พระเจ้า’

ยิ่งต่อมาระยะหลังๆนี้ เขากลายเป็นคนที่คดในข้องอในกระดูก ฝักใฝ่การเมือง มีความทะเยอทะยานอยากได้อำนาจในคริสตจักร คิดวางแผนชั่วร้ายเพื่อล้มล้างศิษยาภิบาล งานรับใช้อย่างอื่นไม่ยอมทำ ต้องการแต่จะออกไปยืนอยู่ข้างหน้าที่ประชุม และอยากจะเทศนาสั่งสอนอย่างเดียว เราต้องอดทนต่อครอบครัวนี้อยู่เป็นเวลาหลายปี แต่ในที่สุดพระเจ้าก็ทรงเข้ามาจัดการทำให้เขาลาออกไปเอง

ในสวนเกทเสมนี
พระเยซูทรงรู้ดีว่าวาระสุดท้ายของพระองค์ใกล้เข้ามาถึงแล้ว คืนนั้นพระองค์จึงพาพวกสาวกเข้าไปในสวนเกทเสมนีเพื่ออธิษฐานต่อพระบิดา สวนแห่งนี้เป็นของพ่อค้าที่ร่ำรวยคนหนึ่ง ซึ่งสร้างไว้ให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ คงจะคล้ายสวนลุมพินีหรือสวนหลวง ร.๙ ของไทยเรานั่นแหละ สวนเกทเสมนีไม่ใหญ่โตเท่าไหร่ กว้าง ๑๔๐ เมตรและยาวแค่ ๑๕๐ เมตรเท่านั้น

ทุกข์พระทัย พระคัมภีร์บันทึกว่า “พระเยซูทรงโศกเศร้าและหนักพระทัยนัก จึงตรัสแก่พวกสาวกว่า ใจเราเป็นทุกแทบจะตาย จงเฝ้าอยู่กับเราที่นี่เถิด” (ข้อ ๓๘) พระองค์ทรงรู้อย่างแน่ชัดว่า
ประการแรก จะได้รับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสทางด้านร่างกาย
ประการที่สอง พระองค์จะถูกแยกจากพระบิดาเพราะความผิดบาปของมวลมนุษย์ ต้องสิ้นพระชนม์ที่บนไม้กางเขน
จะเห็นว่าพระเยซูทรงรับความกดดันอย่างหนักในฐานะของมนุษย์ มาระโกบันทึกว่า “พระองค์ทรงวิตกยิ่งและหนักพระทัยนัก” (มก. ๑๔.๓๓)
อธิษฐานด้วยน้ำพระเนตรไหล นายแพทย์ลูกาได้อธิบายถึงเหตุการณ์ตอนนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นคือ “เมื่อพระองค์ทรงเป็นทุกข์มากนัก พระองค์ยิ่งปลงพระทัยอธิษฐาน พระเสโทของพระองค์เป็นเหมือนโลหิตไหลหยดลงมาถึงดินเป็นเม็ดใหญ่” (ลก. ๒๒.๔๔) “ฝ่ายพระเยซูขณะเมื่อพระองค์ทรงเป็นมนุษย์อยู่นั้น พระองค์ได้ทรงร้องอธิษฐานและทูลวิงวอนด้วยน้ำพระเนตรไหลต่อพระเจ้า ผู้ทรงสามารถช่วยพระองค์ให้พ้นจากความตายได้” (ฮร. ๕.๗)

ข้อคิด : พระเยซูทรงโศกเศร้า วิตกกังวล หนักพระทัย และเหงื่อไหลออกมาสีเหมือนเลือดเพราะใคร?
มิใช่เพราะความผิดบาปของพวกเราดอกหรือ?
ขอให้ถ้วยเลื่อนไป “พระองค์ซบพระพักตร์ลงถึงดินอธิษฐานว่า โอ พระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าเป็นได้ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่ถึงอย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” (ข้อ ๓๙) มิใช่ว่าพระองค์พยายามจะหลีกเลี่ยง แต่ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นมนุษย์ถ้าสามารถที่จะปฏิเสธได้ก็เป็นการดี แต่ในอีกด้านหนึ่งพระองค์ก็ทรงพร้อมที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า (เหมือนที่พระองค์ทรงเคยสอนไว้ในมัทธิว ๖.๑๐)
“ถ้วย” นั้นหมายถึงความทุกข์ ความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างแสนสาหัส และการถูกพรากไปจากพระบิดา จะเห็นว่าความทรมานทางกายนั้นมันร้ายกาจยิ่งกว่าความตายเสียอีก นี่เป็นความจริง เพราะมีคริสเตียนหลายคนพร้อมที่จะตายเพื่อพระคริสต์ แต่เขาไม่พร้อมที่จะมีทนทุกข์เพื่อพระองค์ (ความตายเกิดขึ้นได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่การทนทุกข์ทรมานนั้นมันยาวนาน)
จงเฝ้าอธิษฐาน พระเยซูทรงเตือนบรรดาสาวกว่า “ท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังและอธิษฐาน เพื่อท่านจะไม่ต้องถูกทดลอง จิตใจพร้อมแล้วก็จริง แต่กายยังอ่อนกำลัง” (ข้อ ๔๑) เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาเอาแต่ง่วงเหงาหาวนอน ซึ่งเราจะเห็นถึงสภาพจิตใจของซีโมนเปโตรที่ไม่พร้อมรับสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน (ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ได้พูดยืนยันอย่างแข็งขันว่า ยินดีที่จะตายกับพระองค์) เมื่อพวกศัตรูกรูกันเข้ามาจับกุมพระเยซูคริสต์ เปโตรคว้าดาบฟันฉับเข้าที่หูขวาของมัสคัสซึ่งเป็นทาสของมหาปุโรหิตประจำการ (ยน. ๑๘.๑๐)คริสเตียนที่รัก การอธิษฐานต่อพระเจ้าจะทำให้จิตใจของเราเข้มแข็งและเผชิญกับการทดลองได้!
พระเยซูตรัส “ด้วยว่าบรรดาผู้ถือดาบจะต้องพินาศเพราะดาบ” (ข้อ ๕๒) ในปัจจุบันก็เช่นกัน คนที่ถือปืนและนิวเคลียร์ จะต้องพินาศด้วยสิ่งเหล่านั้น แต่คนที่พึ่งพาอาศัยพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะประกอบด้วยความรักเมตตาและสันติสุข
ข้าไม่รู้จักคนนั้น
เมื่อพระเยซูถูกจับกุมและถูกสอบสวนที่บ้านของมหาปุโรหิตคายาฟาส เปโตรก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย เขาคิดว่าคงไม่มีใครสังเกตเห็น บังเอิญพวกสาวใช้ของบ้านนั้นและผู้คนจำเขาได้จึงทักว่า “แกได้อยู่กับเยซูชาวนาซาเร็ธนั้นด้วย” เปโตรถึงกับสะดุ้งเฮือกและปฏิเสธเสียงแข็งว่า “ที่เจ้าพูดนั้นข้าไม่รู้เรื่อง...ข้าไม่รู้จักคนนั้น!” (ข้อ ๗๐-๗๔)
เปโตรบอกถึงสามครั้งว่า
ไม่รู้จักพระเยซู!มันเป็นไปได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ที่คนบอกว่ารักพระเยซูและพร้อมที่จะพลีชีวิตเพื่อพระองค์ พอเอาเข้าจริงกลับบอกว่าไม่รู้จักเอาดื้อๆ อะไรเป็นเหตุทำให้เปโตรที่ได้ฉายาว่ามั่นคงดังศิลา กลับกลายเป็นไม้หลักปักเลนไปเสียแล้ว
ประการแรก เพราะเตรียมจิตใจไม่พร้อม ลืมตา(ฝ่ายจิตวิญญาณ)ไม่ขึ้น ซึ่งจะสังเกตได้ง่ายขณะที่พระองค์พาพวกสาวกไปที่สวนเกทเสมนีและบอกให้ใช้เวลาในการอธิษฐาน แต่พวกเขากลับพากันหลับใหล “เพราะลืมตาไม่ขึ้น” (ข้อ ๔๓) เปาโลได้บอกแก่ผู้เชื่อว่า จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ (๑ ธส. ๕.๑๘) อาจกล่าวได้ว่าไม่มีอะไรในชีวิตของคริสเตียนที่ยากเท่ากับการอธิษฐานเป็นประจำ ประการที่สอง เพราะไม่ติดตามพระเยซูไปอย่างใกล้ชิด แต่ ตามไปห่างๆ พระคัมภีร์บันทึกว่า “เปโตรได้ติดตามพระองค์ไปห่างๆ” (ข้อ ๕๘) จะเห็นว่าเขาไม่เหมือนกับพวกสาวกคนอื่นๆที่วิ่งหนีเตลิดและทิ้ง พระองค์ไป (ข้อ ๕๖) แต่ในขณะ เดียวกันเขาก็ไม่ได้ติดตามพระเยซูไปแบบก้าวต่อก้าว ก่อนหน้านี้พระเยซูได้บอกพวกสาวกว่า “เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนง ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นจะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้ว ท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย” (ยน. ๑๕.๕)คริสเตียนที่มักหลงทาง คือ พวกที่ตามพระเยซูไปห่างๆ!
ประการที่สาม เปโตรเป็นคริสเตียนอีแอบ นับตั้งวินาทีแรกที่พระเยซูถูกจับกุมไปสอบสวนที่บ้านของคายาฟาส เปโตรก็ซุ่มเงียบไม่เปิดเผยตัวและติดตามไป “...จนถึงลานบ้านของท่านมหาปุโรหิต และเข้าไปในลานบ้านกับคนใช้ของท่านมหาปุโรหิต จะคอยดูว่าเรื่องจะจบอย่างไร” (ข้อ ๕๘)
มีผู้เชื่อพระเจ้าจำนวนมากในปัจจุบันที่มีพฤติกรรมเหมือนเปโตร เขาอ้างว่าเชื่อในพระเจ้า แต่อาจจะเป็นเพราะความกลัว จึงไม่ยอมเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะชน เขาจะแอบอ่านพระคัมภีร์ แอบอธิษฐาน (เวลารับ ประทานอาหารนอกบ้าน) แอบมาโบสถ์ และแอบไปค่ายหรือร่วมกิจกรรมกับพี่น้องคริสเตียน
คุณคิดอย่างไรกับนักศึกษาหญิงระดับมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง ที่รับเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว แต่ถูกทางบ้านต่อต้านและยื่นคำขาดเธอละทิ้งความเชื่อ เธอจึงฝากพระคัมภีร์ไว้ที่โบสถ์ และเวลาที่จะมานมัสการพระเจ้าในเช้าวันอาทิตย์ ก็จะบอกคุณแม่ว่าไปเรียนวิชาพิเศษ?
พระเยซูตรัสว่า ทุกคนที่ยอมรับเราต่อมนุษย์ บุตรมนุษย์จะยอมรับเขาต่อหน้าเหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้า แต่ถ้าผู้ใดไม่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะไม่ยอมรับผู้นั้นต่อหน้าเหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้า” (ลก. ๑๒.๘-๙) พระองค์ทรงหนุนใจว่า เมื่อคริสเตียนถูกจับกุมและถูกสอบสวน อย่าวิตกกังวลจะตอบว่าอย่างไร “เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงโปรดสอนท่านในเวลาโมงนั้นเองว่า ควรพูดอะไรบ้าง”
สรุป
หนังสืออธิบายพระคัมภีร์ บอกว่า การปฏิเสธของเปโตรมีสามขั้นตอน ขั้นแรกเขาวางตัวสับสนและพยายามจะเบี่ยงเบนความสนใจจากตัวเขาโดยเปลี่ยนเรื่อง ขั้นที่สองเขาสาบานว่า ไม่รู้จักพระเยซู ขั้นที่สามเขาปฏิเสธพระเยซูโดยคำสบถสาบาน
ผู้เชื่อที่ปฏิเสธพระเยซูมักจะเริ่มต้นด้วยการปฏิเสธอย่างแยบยลโดยทำเป็นไม่รู้จักพระองค์ เมื่อมีโอกาสถกเถียงกันเรื่องของศาสนาในประเด็นต่างๆ พวกเขาจะเลี่ยงเสียหรือแสร้งทำเป็นไม่รู้คำตอบ หากมีความกดดันเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย เขาก็จะสามารถถูกชักจูงให้ปฏิเสธความสัมพันธ์กับพระคริสต์เอาดื้อๆ หากคุณพบว่าตนเองมักจะหลีกเลี่ยงโอกาสที่จะพูดเรื่องพระคริสต์ ขอให้ระวังให้ดี คุณอาจจะอยู่บนเส้นทางที่จะปฏิเสธพระองค์
ผู้อ่านครับ คุณคิดว่าคริสเตียนที่ไม่ยอมอ่านพระคัมภีร์ ไม่อธิษฐาน ไม่เป็นพยานและประกาศข่าวประเสริฐ อยู่ในกลุ่มคนที่ปฏิเสธพระเยซูด้วยหรือไม่?.

ขอพระเจ้าอวยพระพรพี่น้องทุกท่านครับ

'www.thaisermons.com'

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ชีวิตเปโตร...เต็มที่กับพระคริสต์ (6)

"69 ฝ่ายเปโตรนั่งอยู่นอกตึกที่ลานบ้าน มีสาวใช้คนหนึ่งมาพูดกับเขาว่า 'แกได้อยู่กับเยซูชาวกาลิลีด้วยเหมือนกัน'
70 แต่เปโตรได้ปฏิเสธต่อหน้าคนทั้งปวงว่า 'ที่เจ้าว่านั้นข้าไม่รู้เรื่อง'
71 เมื่อเปโตรได้ออกไปที่ประตูบ้าน สาวใช้อีกคนหนึ่งแลเห็น จึงบอกคนทั้งปวงที่อยู่ที่นั่นว่า 'คนนี้ได้อยู่กับเยซูชาวนาซาเร็ธด้วย'
72 เปโตรจึงปฏิเสธอีกทั้งสาบานว่า 'ข้าไม่รู้จักคนนั้น'
73 อีกสักครู่หนึ่ง คนทั้งหลายที่ยืนอยู่ใกล้ๆ นั้นก็มาว่าแก่เปโตรว่า 'เจ้าเป็นคนหนึ่งในพวกนั้นแน่แล้ว ด้วยว่าสำเนียงของเจ้าส่อตัวเอง'
74 เปโตรก็สบถสาบานใหญ่ว่า 'ข้าไม่รู้จักคนนั้น' ในทันใดนั้น ไก่ก็ขัน
75 เปโตรจึงระลึกถึงคำที่พระเยซูตรัสไว้ว่า 'ก่อนไก่ขัน เจ้าจะปฏิเสธเราสามครั้ง' แล้วเปโตรก็ออกไปข้างนอกร้องไห้เป็นทุกข์ยิ่งนัก" (มัทธิว 26:58-75)

จากที่เขาได้เรียนรู้จักพระองค์ เคยยืนยันอย่างหนักแน่นว่า จะไม่ละทิ้งพระองค์ แต่บัดนี้เขาได้ปฏิเสธพระองค์แล้ว เมื่อไก่ขัน เขาก็เศร้าใจมาก อายมาก รู้สึกว่าชีวิตคงจะไม่มีความหวังอะไรเสียแล้ว

"1 ต่อมา พระเยซูได้ทรงสำแดงพระองค์แก่เหล่าสาวกอีกครั้งหนึ่ง ที่ทะเลทิเบเรียส พระองค์ทรงสำแดงพระองค์อย่างนี้
2 คือ ซีโมนเปโตร โธมัสที่เรียกว่า แฝด นาธานาเอลชาวบ้านคานาแคว้นกาลิลี บุตรทั้งสองของเศเบดี และสาวกของพระองค์อีกสองคนกำลังอยู่ด้วยกัน
3 ซีโมนเปโตรบอกเขาว่า 'ข้าจะไปจับปลา' เขาทั้งหลายจึงพูดกับท่านว่า 'เราจะไปด้วย' แล้วพวกเขาก็ออกไปลงเรือ แต่คืนนั้นเขาจับปลาไม่ได้เลย
4 ครั้นรุ่งเช้า พระเยซูประทับยืนอยู่ที่ฝั่ง แต่เหล่าสาวกไม่รู้ว่าเป็นพระเยซู
5 พระเยซูตรัสถามเขาว่า 'ลูกเอ๋ย มีปลาบ้างหรือเปล่า' เขาตอบว่า 'ไม่มี'
6 พระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า 'จงทอดอวนลงทางด้านขวาเรือเถิด แล้วจะได้ปลาบ้าง' เขาจึงทอดอวนลง และได้ปลาเป็นอันมาก จนลากอวนขึ้นไม่ได้
7 สาวกที่พระเยซูทรงรักบอกเปโตรว่า 'เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า' เมื่อเปโตรได้ยินว่า เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เขาก็หยิบเสื้อมาสวมเพราะตัวเปล่าอยู่ แล้วก็กระโดดลงทะเล
8 แต่สาวกคนอื่นๆ นั้น นั่งเรือมา และลากอวนที่ติดปลาเต็มนั้นมาด้วย เพราะเขาอยู่ไม่ห่างจากฝั่งนัก ไกลประมาณหนึ่งร้อยเมตรเท่านั้น
9 เมื่อเขาขึ้นมาบนฝั่งเขาก็เห็นถ่านติดไฟอยู่ มีปลาวางอยู่ข้างบน และมีขนมปัง
10 พระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า 'เอาปลาที่ได้เมื่อกี้นี้มาบ้าง'
11 ซีโมนเปโตรจึงลงไปในเรือแล้วลากอวนขึ้นฝั่ง อวนติดปลาใหญ่เต็ม มีหนึ่งร้อยห้าสิบสามตัว ถึงมากอย่างนั้นอวนก็ไม่ขาด
12 พระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า 'มารับประทานอาหารกันเถิด' พวกสาวกไม่มีใครกล้าถามพระองค์ว่า 'ท่านคือใคร' เพราะเขารู้อยู่ว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า
13 พระเยซูทรงเข้ามาหยิบขนมปังแจกให้เขา และทรงหยิบปลาแจกด้วย
14 นี่เป็นครั้งที่สาม ที่พระเยซูทรงสำแดงพระองค์แก่พวกสาวก หลังจากที่ทรงให้พระองค์คืนพระชนม์แล้ว
15 เมื่อรับประทานอาหารเสด็จแล้ว พระเยซูตรัสกับซีโมนเปโตรว่า 'ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเรามากกว่าเหล่านี้หรือ' เขาทูลพระองค์ว่า 'เป็นความจริงพระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบว่า ข้าพระองค์รักพระองค์' พระองค์ตรัสสั่งเขาว่า 'จงเลี้ยงแกะของเราเถิด'
16 พระองค์ตรัสกับเขาครั้งที่สองว่า 'ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเราหรือ' เขาทูลตอบพระองค์ว่า 'เป็นความจริงพระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบว่าข้าพระองค์รักพระองค์' พระองค์ตรัสกับเขาว่า 'จงดูแลแกะของเราเถิด'
17 พระองค์ตรัสกับเขาครั้งที่สามว่า 'ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเราหรือ' เปโตรก็เป็นทุกข์ใจที่พระองค์ตรัสถามเขาครั้งที่สามว่า 'เจ้ารักเราหรือ' เขาจึงทูลพระองค์ว่า 'พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง พระองค์ทรงทราบว่า ข้าพระองค์รักพระองค์' พระเยซูตรัสกับเขาว่า 'จงเลี้ยงแกะของเราเถิด
18 เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า เมื่อเจ้ายังหนุ่มเจ้าคาดเอวของเจ้าเอง และเดินไปไหนๆ ตามที่เจ้าปรารถนา แต่เมื่อเจ้าแก่แล้ว เจ้าจะเหยียดมือของเจ้าออก และคนอื่นจะคาดเอวเจ้า และพาเจ้าไปที่ที่เจ้าไม่ปรารถนาจะไป'
19 (ที่พระองค์ตรัสอย่างนั้น เพื่อแสดงว่าเปโตรจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยการตายอย่างไร) ครั้นพระองค์ตรัสอย่างนั้นแล้วจึงสั่งเปโตรว่า "จงตามเรามาเถิด' " (ยอห์น 21:1-19)

เปโตรเป็นผู้นำตลอดเวลา แต่ตอนนี้เขาคงจะอายอย่างมาก คงจะไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับพระองค์ เขาจึงตัดสินใจที่กลับไปทำหน้าที่เป็นชาวประมงเหมือนเดิม

แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ คืนนั้นเขาจับปลาไม่ได้เลย จนพระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมาหาเขา

พระองค์ทรงมาหาเปโตรที่ทะเลสาบกาลิลี ตั้งแต่ตอนที่เปโตรได้พบพระองค์ใหม่ ๆ และตอนนี้ พระองค์ก็ทรงนำให้เปโตรกลับไปที่กาลิลี และได้เจอประสบการณ์เดิมอีก พระเยซูคริสต์ทรงต้องการให้เปโตรได้คิดถึงอดีต พระองค์ทรงให้อภัย ไม่เพียงแค่ให้อภัยเท่านั้น ทรงชุบชีวิตของเปโตร

เมื่อเปโตรคิดได้ จึงรีบว่ายน้ำไปหาพระเยซูคริสต์ และพระองค์ก็ทรงเลี้ยงดูเปโตรและเพื่อน ๆ พระองค์ทรงอภัย แม้ว่าพวกสาวกจะละทิ้งพระองค์

หลังจากนั้น พระองค์ก็ทรงเริ่มรื้อฟื้นชีวิตของเปโตร โดยถามเขาว่า "ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเรามากกว่าเหล่านี้หรือ" ซึ่งเปโตรก็ได้ตอบว่า รักพระองค์ ทรงถามเปโตรถึง 3 ครั้งด้วยกัน ซึ่งเท่ากันกับที่เปโตรได้เคยปฏิเสธพระองค์ถึง 3 ครั้ง พระเยซูทรงเน้นย้ำให้เปโตรได้คิด และให้อภัยตัวเอง พระองค์ทรงคืนกำลังให้แก่เปโตร

และสิ่งที่พระองค์ทรงมอบหมายให้เปโตรกระทำ ก็คือ "จงเลี้ยงดูแกะของเรา"

หน้าที่ที่พระเยซูคริสต์ทรงมอบหมายให้กับเปโตร น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เปโตรได้รับการหนุนใจอย่างมากมาย

การเลี้ยงดูลูกแกะ เป็นหน้าที่ที่ทุก ๆ คนสามารถทำได้ แม้ว่าจะมีงานประจำอยู่ เพียงแค่ เวลาที่มีให้คงจะไม่เท่ากับผู้ที่รับใช้พระเจ้าอย่างเต็มเวลา



ศจ. ดร. อภิชาติ พูลศักดิ์วรสาร

Bible Study 1, Youth Challenge 2009

เมื่อวันที่ 04/04/2009

เรื่อง ชีวิตเปโตร...เต็มที่กับพระคริสต์

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ชีวิตเปโตร...เต็มที่กับพระคริสต์ (5)‏

"30 เมื่อร้องเพลงสรรเสริญแล้ว เขาก็พากันออกไปยังภูเขามะกอกเทศ
31 ครั้งนั้น พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกว่า 'ในคืนวันนี้ท่านทุกคนจะทิ้งเรา ด้วยมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า เราจะประหารผู้เลี้ยงแกะ และแกะฝูงนั้น จะกระจัดกระจายไป
32 แต่เมื่อทรงให้เราฟื้นขึ้นมาแล้ว เราจะไปยังแคว้นกาลิลีก่อนหน้าท่าน'
33 ฝ่ายเปโตรทูลตอบพระองค์ว่า 'แม้คนทั้งปวงจะทิ้งพระองค์ ข้าพระองค์จะทิ้งก็หามิได้เลย'
34 พระเยซูตรัสกับเขาว่า 'เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ในคืนวันนี้ก่อนไกขัน ท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง'
35 เปโตรทูลพระองค์ว่า 'ถึงแม้ข้าพระองค์จะต้องตายกับพระองค์ ข้าพระองค์ก็จะไม่ปฏิเสธพระองค์เลย' เหล่าสาวกก็ทูลเช่นนั้นเหมือนกันทุกคน
36 แล้วพระเยซูทรงพาสาวกมายังที่แห่งหนึ่ง เรียกว่าเกทเสมนี แล้วตรัสกับสาวกของพระองค์ว่า 'จงนั่งอยู่ที่นี่ ขณะเมื่อเราจะไปอธิษฐานที่โน่น'
37 พระองค์ก็พาเปโตรกับบุตรทั้งสองของเศเบดีไปด้วย พระองค์ทรงโศกเศร้า และหนักพระทัยนัก
38 จึงตรัสกับเขาว่า 'ใจของเราเป็นทุกข์แทบจะตาย จงเฝ้าอยู่กับเราที่นี่เถิด'
39 แล้วเสด็จดำเนินไปอีกหน่อยหนึ่ง ก็ซบพระพักตร์ลงถึงดินอธิษฐานว่า 'โอ พระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าเป็นได้ ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์'
40 จึงเสด็จกลับมายังสาวกเหล่านั้น เห็นเขานอนหลับอยู่ และตรัสกับเปโตรว่า 'เป็นอย่างไรนะ ท่านทั้งหลายจะคอยเฝ้าอยู่กับเราสักทุ่มเดียวไม่ได้หรือ
41 ท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังและอธิษฐาน เพื่อท่านจะไม่ต้องถูกทดลอง จิตวิญญาณพร้อมแล้วก็จริง แต่กายยังอ่อนกำลัง'
42 พระองค์จึงเสด็จไปอธิษฐานครั้งที่สองอีกว่า 'ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์ไม่ได้ และข้าพระองค์จำต้องดื่มแล้ว ก็ให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์'
43 ครั้นเสด็จกลับมาก็ทรงเห็นสาวกนอนหลับอยู่ เพราะเขาลืมตาไม่ขึ้น
44 จึงทรงละเขาไว้เสด็จไปอธิษฐานครั้งที่สาม เหมือนคราวก่อนๆ อีก
45 แล้วเสด็จมายังพวกสาวกตรัสว่า 'ท่านจะนอนต่อไปให้หายเหนื่อยอีกหรือ เวลามาใกล้แล้ว บุตรมนุษย์จะต้องถูกอายัดไว้ในมือคนบาป
46 ลุกขึ้นไปกันเถิด ผู้ที่จะอายัดเรามาใกล้แล้ว' " (มัทธิว 26:33-46)

เขาได้เรียนรู้ในชีวิตเสมอมา เขามีความมั่นใจมาก แต่พระเยซูกลับตรัสบอกเขาว่า เขาจะละทิ้งพระองค์ไป

เมื่อเปโตรได้ยินเช่นนั้น จึงรู้สึกตกใจ และไม่เชื่อ เพราะเขามั่นใจว่าเขารู้จักพระเจ้า เขาเติบโตมาในทางของพระองค์เรื่อย ๆ

ที่พระเยซูคริสต์ทรงกลัว มิใช่เพราะการเจ็บปวดกาย เจ็บใจ ความอัปยศ ความอับอายเท่านั้น แต่พระองค์ทรงต้องรับแบกความบาป แบกรับการพิพากษาของคนทั้งโลกออกไป แต่นี่เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำให้แก่เรา พระองค์ทรงเต็มที่ให้แก่เรา เต็มที่ขนาดที่ทรงยอมมอบชีิวิตของพระองค์ให้แก่เรา พระองค์ทรงเต็มใจ ทรงอาสาสมัครที่จะตายเพื่อมนุษยชาติ ทรงต้องถูกตัดขาดจากพระเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงกลัว

เราสมควรถูกตรึง เราสมควรตาย แต่พระองค์ทรงยอมอาสาที่จะตายแทนเรา

คุณจะกล้าถวายตัว ก็ต่อเมื่อคุณซาบซึ้งในพระคุณของพระองค์เท่านั้น เมื่อเราซาบซึ้งมาก เราจึงรักพระองค์มาก ดังตัวอย่างเช่น หญิงคนนั้นที่ชะโลมน้ำหอมที่พระบาทพระเยซู เมื่อเทียบกับซีโมนคนโรคเรื้อน

ให้เราคิดอย่างพระเจ้า คือ ยอมที่จะกระทำตามพระทัยของพระเจ้า แม้ว่าอาจจะเป็นสิ่งที่เราไม่อยากประสบ แต่ถ้าหากพระเจ้าทรงจะให้เกิด ก็ขอที่เราจะพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านั้น



ศจ. ดร. อภิชาติ พูลศักดิ์วรสาร

Bible Study 1, Youth Challenge 2009

เมื่อวันที่ 04/04/2009

เรื่อง ชีวิตเปโตร...เต็มที่กับพระคริสต์

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ชีวิตเปโตร...เต็มที่กับพระคริสต์ (4)‏

"21 ตั้งแต่เวลานั้นมา พระเยซูทรงเริ่มเผยแก่เหล่าสาวกของพระองค์ว่า พระองค์จะต้องเสด็จไปกรุงเยรูซาเล็ม และจะต้องทนทุกข์ทรมานหลายประการจากพวกผู้ใหญ่ และพวกมหาปุโรหิต และพวกธรรมาจารย์ จนต้องถึงถูกประหารชีวิต แต่ในวันที่สามพระองค์จะทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่
22 ฝ่ายเปโตรเอามือจับพระองค์ ทูลท้วงว่า 'พระองค์เจ้าข้า ให้เหตุการณ์นั้นอยู่ห่างไกลจากพระองค์เถิด อย่าให้เป็นอย่างนั้นแก่พระองค์เลย'
23 พระองค์จึงหันพระพักตร์ตรัสกับเปโตรว่า 'อ้ายซาตาน จงไปให้พ้น เจ้าเป็นเครื่องกีดขวางเรา เพราะเจ้าคิดอย่างคน มิได้คิดอย่างพระเจ้า' " (มัทธิว 16:21-23)

เมื่อเปโตรได้รู้จักพระองค์มากขึ้น พระเยซูคริสต์ก็ได้ทรงสำแดงให้เปโตรได้เรียนรู้สิ่งที่พระองค์ "จะต้อง" ทำ ให้เปโตรได้รู้ว่าพระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมาเพื่อที่จะได้รับความทุกข์ทรมาน ถูกประหาร และฟื้นจากความตาย

เปโตรในตอนนี้ก็ยังไม่เข้าใจดี จึงได้ทูลท้วงพระเยซูคริสต์ แต่เขาก็ได้รับการตำหนิอย่างมาก

โลกเรามองความสำเร็จ คือ ดูดี แต่ความสำเร็จของพระเยซูคริสต์ก็คือ ที่ไม้กางเขนนั้น ซึ่งเปโตรยังรับไม่ได้ เพราะความคิดของเปโตรก็ยังเป็นแบบที่มนุษย์ทั่วไปคิดกัน

คนที่จะประสบความสำเร็จ จะต้องผ่านความทุกข์ยากลำบาก ต้องผ่านการทนทุกข์

ถ้าหากว่าพระเจ้าจะทรงเรียกเราให้เป็นผู้รับใช้เต็มเวลา ขอที่อย่าเราปฏิเสธ แต่ให้เรายอมติดตามพระองค์ ขอที่เราจะเปลี่ยนความคิดที่จะไม่เป็นไปตามอย่างโลกนี้ แต่ให้เราคิดแบบพระเจ้า ให้เราวางใจ แต่แม้นว่า พระเจ้าจะทรงเรียกคนบางคนให้เป็นผู้สนับสนุน ก็จงสนับสนุนให้คริสตจักรอย่างเต็มที่

พระเยซูคริสต์ได้ทรงเปิดเผยให้อาจารย์เปโตรได้ทราบถึงแผนการของพระองค์หลายครั้งด้วยกัน



ศจ. ดร. อภิชาติ พูลศักดิ์วรสาร

Bible Study 1, Youth Challenge 2009

เมื่อวันที่ 04/04/2009

เรื่อง ชีวิตเปโตร...เต็มที่กับพระคริสต์

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

โดยพระกำลัง Strong in His Strength

Strong in His Strength
โดยพระกำลัง

พระคำนำชัยชนะ

การอธิษฐาน (มธ.7:7-11, ยน.16:23-24, มธ.21:22)
ความท้อใจ (กท.6:9-10)
การเชื่อฟัง (อสย.1:19, ฉธบ.28:1-14, ซมอ.15:22-23)
ความทุกข์ใจ (ฟป.4:6-7, ยก.5:13)
การถวาย(การให้) (สภษ.11-24-25, ลก.6:38, 2ทม.9:6-11)
ปัญหา (สภษ.11:24-25, ลก.6:38, 2ทม.9:6-11)
ความยากลำบาก (2ทม.4:16-17)
ความโกรธ (มธ.5:22, อฟ.4:26-27)
ความกระวนกระวาย (มธ.6:25-34)
ความไร้วินัย (สภษ.5:23, 1คร.9:24-27)
ความกลัว (อสย.41:1-10)
ความขยัน (สภษ.6:6-11, ปฐก.9:10)
การกดขี่ข่มเหง (2ทม.3:12, มธ.10:26-31)
ความเชื่อ (ยน.11:40, ฮบ.11:6)
ความหยิ่งและความถ่อมใจ (1ปต.5:5, 1ปต.5:6)
การรอคอย (อสย.40:28-31)
ความรัก (1คร.13:3-5, สดด.103:11-13)
ความสุข (มธ.5:3-12, สดด.1:11-13)
ความไว้วางใจพระเจ้า (ยรม.17:5-6, 7-8, สภษ.3:5-7)
ชัยชนะ (รม.8:31-37, ยรม.1:19)
ความอดทน (ยก.5:7-11)
ความดีเลิศ (มธ.5:43-48)
ความสำเร็จ (ฟป.1:6, 2ธส.1:11-12, สดด.20:4, 21:2, 1ซมอ.18:14, ยชว.1:1-9)


พระคำหนุนใจ

พระเจ้าทรงกระทำทุกสิ่งได้

ลก.1:37
ยรม.32:27
ปฐก.18:14
มธ.19:26

พระเจ้าบอกว่าเราทำได้ และให้เรากล้าที่จะทำสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกให้เราทำ

อฟ.3:20
อสย.49:6
สดด.2:8
มธ.17:20
ยน.14:12

เราทำได้เพราะฤทธิ์อำนาจยิ่งใหญ่ของพระเจ้าอยู่กับเรา

ยรม.1:10
มธ.18:18
มก.11:23

เราจะรู้สิ่งที่ควรรู้โดยการอธิษฐานขอการสำแดงจากพระเจ้าผู้รู้ทุกสิ่ง

อมส.3:7
ปฐก.18:17
ยรม.33:3

การเชื่อฟังถือกุญแจไขประตูแห่งพระพร

อสย.1:19
อสย.48:18
อสย.44:3

คำแนะนำเรื่องการเฝ้าเดี่ยว

การเฝ้าเดี่ยว : พลังยิ่งใหญ่ประจำวันในการขับเคลื่อนชีวิตคริสเตียน
คำนำ ชีวิตคริสเตียนเริ่มต้นจากการบังเกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณ และเติบโตขึ้นสู่ความไพบูลย์ของ พระเยซู ซึ่งเป็นเรื่องของการมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าในฐานะบุตรกับบิดา เราจึงต้องดำเนินชีวิตคริสเตียน ไปในความสัมพันธ์กับพระเจ้าตั้งแต่ในโลกนี้จนถึงวันที่เราจากโลกนี้ไป และก็ยังมีความสัมพันธ์ กับพระองค์ตลอดไปเป็นนิจในสวรรค์อีก ถ้าเราห่างเหินหรือขาดความสัมพันธ์กับพระเจ้า จิตวิญญาณของเราก็จะอ่อนแอและตายไปในที่สุด

พระพรในการเฝ้าเดี่ยว

- รับกำลัง การเจิม การเปิดเผยสำแดงและการทรงนำจากพระเจ้า
- ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น มั่นคงไม่โดดเดี่ยว และไม่จืดชืดหรือห่างเหิน
- รับการปกคลุมการแก้ไขตักเตือนและการสร้างจากพระเจ้า
- รับการสื่อสาร 2 ทางจากพระเจ้า ( เราพูดกับพระเจ้าและพระเจ้าพูดกับเรา )
- รับการปลดปล่อยทั้งฝ่ายร่างกาย + จิตใจ และสำคัญที่สุดคือ จิตวิญญาณ

ขั้นตอนในการเฝ้าเดี่ยว

1) เริ่มต้นด้วยการอธิษฐานและนมัสการพระเจ้าส่วนตัว ( 5 - 10นาที )
2) อ่านและใคร่ครวญพระคัมภีร์ ( 15 -20 นาที )
3) อธิษฐานตอบสนองพระคัมภีร์และการสำแดงของพระเจ้าและอธิษฐานเผื่อเป้าหมายเจาะจง ประจำวัน ( 15 -20 นาที )
4) จดบันทึกบทเรียนที่เราได้รับจากพระคัมภีร์ตอนนั้นและ Rhema ที่ได้รับการสำแดงจากพระเจ้า ( การจดก็เพื่อเป็นประโยชน์ในการไม่ลืมและนำไปแบ่งปันกับผู้อื่นต่อๆ ไป (10 – 15 นาที )

ชีวิตเปโตร...เต็มที่กับพระคริสต์ (3)‏

"1 ครั้งเมื่อประชาชนกำลังเบียดเสียดพระองค์ เพื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า พระองค์ทรงยืนอยู่ที่ฝั่งทะเลสาบเยนเนซาเรท
2 และพระองค์ทรงเห็นเรือสองลำจอดอยู่ริมฝั่งทะเลสาบนั้น แต่ชาวประมงขึ้นจากเรือแล้วกำลังซักอวนอยู่
3 พระองค์จึงเสด็จลงเรือลำหนึ่ง เป็นเรือของซีโมน ทรงขอให้เขาถอยไปจากฝั่งหน่อยหนึ่ง แล้วพระองค์ทรงนั่งลงสอนประชาชนจากเรือนั้น
4 เมื่อพระองค์ตรัสสอนเสด็จแล้ว จึงตรัสแก่ซีโมนว่า 'จงถอยออกไปที่น้ำลึก หย่อนอวนลงจับปลา'
5 ซีโมนทูลตอบว่า 'พระอาจารย์เจ้าข้า ข้าพระองค์ทั้งหลายทอดอวนคืนยังรุ่งไม่ได้อะไรเลย แต่ข้าพระองค์จะหย่อนอวนลงตามพระดำรัสของพระองค์'
6 เมื่อเขาหย่อนลงแล้วก็ล้อมปลาไว้เป็นอันมาก จนอวนของเขากำลังปริ
7 เขาจึงทำสำคัญแก่เพื่อนที่อยู่ในเรืออีกลำหนึ่งให้มาช่วย เขาก็มาช่วย แล้วได้ปลาเต็มเรือทั้งสองลำ จนเรือเพียบ
8 ฝ่ายซีโมนเปโตร เมื่อเห็นดังนั้น ก็กราบลงที่พระชานุ {คำราชาศัพท์ แปลว่า เข่า} ของพระเยซูทูลว่า 'พระองค์เจ้าข้า ขอเสด็จไปให้ห่างจากข้าพระองค์เถิด เพราะว่าข้าพระองค์เป็นคนบาป'
9 เพราะว่า เขากับคนทั้งหลาย ที่อยู่ด้วยกันประหลาดใจ ด้วยปลาเป็นอันมากที่เขาจับได้นั้น
10 ยากอบ และยอห์นบุตรของเศเบดีผู้ร่วมงานกับซีโมน ก็ประหลาดใจเหมือนกัน พระเยซูตรัสแก่ซีโมนว่า "อย่ากลัวเลย ตั้งแต่นี้ไปท่านจะเป็นผู้จับคน"
11 เมื่อเขานำเรือมาถึงฝั่งแล้ว เขาก็สละสิ่งสารพัดทิ้ง ตามพระองค์ไป" (ลูกา 5:1-11)

คำว่า "ถวายตัวเต็มเวลา" มีความหมาย 2 แง่ ได้แก่

ในความหมายกว้าง คือ คริสเตียนทุกคนเป็นผู้รับใช้ถวายชีวิตเต็มเวลา

"1 พี่น้องทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์ และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่านทั้งหลาย
2 อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม" (โรม 12:1-2)

"แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลาย ให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์" (1เปโตร 2:9)

ในความหมายแคบ เฉพาะเจาะจง คือ พระเจ้าทรงเรียกคนบางคนเป็นผู้รับใช้เต็มเวลา เช่น ศิษยาภิบาล มิชชันนารี เพื่อ "จับคน" (ประกาศสั่งสอนพระวจนะ) พระเจ้าทรงเรียกคนบางคน ให้ละอาชีพ เพื่อเป็นผู้รับใช้เต็มเวลา

ในครั้งนี้ เปโตรได้รับประสบการณ์ที่ดีในชีวิต เพราะว่าได้เห็นถึงการอัศจรรย์ของพระองค์ และเขาก็ได้สละสิ่งสารพัดตามพระองค์ไป และเขาก็ยิ่งได้เรียนรู้จักพระเยซูคริสต์เจ้ามากมายในระหว่างการติดตามพระองค์ไป ได้เห็นพระองค์ชุบคนตายให้ฟื้น รักษาโรค ทำการอัศจรรย์ได้

"ซีโมนเปโตรทูลตอบว่า 'พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่' " (มัทธิว 16:16)

เปโตรได้เรียนรู้ว่า เขาได้ติดตาม พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่





ศจ. ดร. อภิชาติ พูลศักดิ์วรสาร

Bible Study 1, Youth Challenge 2009

เมื่อวันที่ 04/04/2009

เรื่อง ชีวิตเปโตร...เต็มที่กับพระคริสต์

ชีวิตเปโตร...เต็มที่กับพระคริสต์ (2)‏

"35 พระเยซูจึงเสด็จดำเนินไปตามนคร และหมู่บ้านโดยรอบ ทรงสั่งสอนในธรรมศาลาของเขา ประกาศข่าวประเสริฐ แห่งแผ่นดินของพระเจ้า ทรงรักษาโรค และความป่วยไข้ทุกอย่างของพลเมืองให้หาย
36 และเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นประชาชนก็ทรงสงสารเขา ด้วยเขาถูกรังควาน และไร้ที่พึ่งดุจฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง
37 แล้วพระองค์ตรัสกับพวกสาวกของพระองค์ว่า 'ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมากนักหนา แต่คนงานยังน้อยอยู่
38 เหตุนั้น พวกท่านจงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของนา ให้ส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวพืชผลของพระองค์' " (มัทธิว 9:35-38)

พระเยูคริสต์เจ้าทรงเดินทางเสมอ ทรงไปในที่ต่าง ๆ มิได้ทรงอยู่เฉย ๆ ทรงทำพระราชกิจของพระองค์ และเมื่อพระองค์ทรงเห็นประชาชน พระองค์ก็ทรงสงสาร เพราะว่าเขา "ถูกรังควาน ไร้ที่พึ่ง ดุจฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง"

เราจะประกาศข่าวประเสริฐได้ ก็ต่อเมื่อเราเห็น แล้วเรารู้สึกดังเช่นที่พระเยซูคริสต์ทรงรู้สึก เมื่อเรามองผู้คนตามห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ อ่านข่าวตามหนังสือพิมพ์ เราจะต้องตระหนักว่า สังคมของเราถูกรังควานด้วยสิ่งที่ไม่ดีหลาย ๆ อย่าง คนเหล่านี้ต้องการความรอด ต้องการพระเยซูคริสต์เจ้า

เมื่อพระองค์ทรงเห็นเช่นนั้น พระองค์จึงได้ตรัสว่า "ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมากนักหนา แต่คนงานยังน้อยอยู่ เหตุนั้น พวกท่านจงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของนา ให้ส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวพืชผลของพระองค์"

พระองค์ทรงเห็น ทรงสงสาร และก็ทรงให้เราอธิษฐานอ้อนวอนที่จะมีคนงานเพิ่มเติม

เปโตร ผู้ซึ่งได้เชื่อพระเจ้ามาไม่นาน อาจจะบอกว่า ให้ส่งยอห์น หรือยากอบไปดีกว่า แต่ว่าท่านเปโตรตอบสนองเช่นไร ?





ศจ. ดร. อภิชาติ พูลศักดิ์วรสาร

Bible Study 1, Youth Challenge 2009

เมื่อวันที่ 04/04/2009

เรื่อง ชีวิตเปโตร...เต็มที่กับพระคริสต์

My Blog

  • วินัยของน้องหมา (ข้างถนน) - วันที่ 18/8/2011 เช้านี้ขณะที่รถติดไฟแดงอยู่บริเวณสี่แยกสามย่าน ซึ่งเบื้องหน้าเป็นจามจุรีสแควร์นั้น พลันก็เหลือบเห็นน้องหมาตัวหนึ่งเดินข้ามทางม้าลายด้วยอ...
    15 ปีที่ผ่านมา
  • บทความคริสเตียน - บทความคริสเตียน http://www.gracezone.org/index.php/christian-articles บทความทางด้านจิตวิญญาณ หลักข้อเชื่อ พระเจ้า พระคัมภีร์ พระเจ้า พระคัมภีร์ แนวทางในการ...
    17 ปีที่ผ่านมา
  • คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู - คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู วัน พุธ 08 ต.ค. 08@ 17:47:37 ICT หัวข้อ: สรุปคำเทศนาประจำอาทิตย์ ดร.ทะนุ วงค์ธนานุกุล วัน อาทิตย์ ที่ 21 กันยายน 2008 พระธร...
    18 ปีที่ผ่านมา
  • - แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้...
    18 ปีที่ผ่านมา

Christian Blog

บล็อกวาไรตี้

เทคโนโลยี

ดาวน์โหลดโปรแกรมมาใหม่ล่าสุด |

วาไรตี้

ข่าวประจำวัน

สารบัญเว็บไทย

กินลม ชมทะเล ที่มาร์คเฮ้าส์บังกะโล เกาะกูด จ.ตราด

Thailand Map