Custom Search By Google

Custom Search

วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เดินตามพระเยซู


ไม้กางเขนของพระคริสต์

เคยคิดกันหรือไม่ว่า ทุกวันนี้ เราทำอะไรตามที่พระเจ้าประสงค์ให้เราทำบ้าง??

แล้ว เราทำอะไร ที่ ทำให้เราเรียกตัวเองได้ เต็มปากว่า
เราเป็น “ทายาทร่วมกันกับพระคริสต์” บ้าง ??


(ลองนับในใจกันดู มีกี่อย่าง. . . 1 .. . 2 . . 3 . .
หรือว่า ไม่มีเลย . . .)

ทุกวันนี้ เราดำเนินชีวิตอย่างไรกัน ???

เราเผลอวางกางเขนที่เราเคยรับมาจากพระคริสต์เอาไว้ที่ไหนหรือป่าว ???

ที่ข้าพเจ้าถามไปนั้น เกี่ยวข้องอย่างไรกับชีวิตคริสเตียน

มาดูกัน . .

พระเยซูตรัสไว้ ใน มาระโก 8:34 ว่า

“ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามาให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง
และ รับกางเขนของตนแบกและตามเรามา”


ท้าวความหลังกันสักหน่อย . . .
ในสมัยของพระเยซูนั้น คนที่ต้องโทษถูกตรึงกางเขน
จะต้องแบกกางเขนของตนเดินไปตามเส้นทางที่มุ่งตรงไปยังจุดที่ตรึงกางเขนนั้น

ซึ่งนั่นก็หมายถึง จะไม่ได้หวนย้อนกลับมาอีกเลย . . .

หลายคนที่ได้ยินเช่นนั้น ก็ทำให้เกิดความลังเลใจและ
ความกลัว ที่จะติดตามพระองค์


การแบกกางเขน ที่พระองค์ตรัสนั้น หมายถึง . . .
1. การกระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า
2. ตายต่อความปรารถนาของเราเอง

มีสิ่งหนึ่งที่องค์พระเยซูคริสต์ ทรงกระทำในสวนเกทเสมนี
ก่อนที่พระองค์จะถูกอายัดไปตรึงกางเขน

คราวนั้น พระองค์อธิฐานกับพระบิดาว่า

“โอพระบิดาของข้าพระองค์ถ้าเป็นได้ขอให้ถ้วยนี้
เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด
แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นตามใจ ปรารถนาของข้พระองค์
แต่ ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์"
มัทธิว 26:39)

จากพระคำตอนนี้ เราจะเห็นได้ว่า หน้าที่ของเรานั้น คือ ต้องเฝ้าระวัง
อธิฐานเพื่อไม่ให้เข้าสู่การทดลอง
และกระทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าเท่านั้น


ชีวิตคริสเตียนเรานั้น จำเป็นอย่างยิ่ง
ที่จะต้องแสวงหาน้ำพระทัยของพระเจ้าอยู่เสมอ


มารซาตานบอกเราว่า เราจะไม่มีวันมีความสุข
ถ้าหากเราเดินตามพระเยซู มันบอกเราว่า
เราจะมีความสุขถ้าหากว่าเราทำสิ่งที่เราต้องการที่จะทำ

แต่จุดประสงค์ของมารที่มีต่อเรานั้นต่างกับพระเจ้า
มันโกหกเราตลอดเวลา . . .
จงอย่าลืมว่า "งานของมารนั้นคือทำทุกอย่างให้เราตัดขาดจากพระเจ้า "

พระเยซูตรัสว่า
"เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิตและจะได้อย่างครบบริบูรณ์"

ซึ่งเป็นไปได้ ที่เราจะมีชีวิตครบบริบูรณ์เช่นนั้น
ด้วยการแบกกางเขนของเรา และเดินตามพระเยซูอย่างเต็มที่
และจะนำมาซึ่งสันติสุขในชีวิต ที่ได้รับการเติมเต็มมากที่สุดอีกด้วย

พระเยซูตรัสไว้ใน ลูกา 14:27 ว่า . .
ผู้ใดมิได้แบกกางเขนของตนตามเรามาผู้นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้..

ขอให้พี่น้องทุกท่านกล้าที่จะแบกกางเขนเดินตามองค์พระเยซูคริสต์ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

“ความกล้านี้ไม่ขัดกับความถ่อมใจแต่อย่างใด
เพราะเรากล้าโดยอาศัยพระคุณความดีของพระเยซูเท่านั้นมิใช่ของเราเลย

และเรายังกล้าที่จะหวังต่อไปด้วยว่า พระเจ้าทรงกระทำทุกอย่าง
เพื่อให้เกิดผลดีแก่เรา และไม่มีอะไรที่จะตัดเราให้ขาดจากความรักของพระเจ้าได้
เมื่อเราดำเนินชีวิตอยู่ในความรักของพระคริสต์"


ขอพระเจ้าเสริมกำลังและอวยพรทุกท่าน
ในพระนามอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า เอเมน


~ Jenny B. Good ~

http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y4567847/Y4567847.html

พระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงที่ดี


14 มกราคม 2007
โดย พิชัย เอาฬาร


ขอบคุณพระเจ้าสำหรับพระพรที่ให้กับคริสตจักรของเรา หรือให้กับผู้ที่เชื่อในพระองค์ เราคงต้องมานับพระพรกัน พระเจ้าอวยพรอะไรเราบ้าง บางคนก็บอกว่าไม่มีพระพรจะนับเลย เพราะมีแต่ความทุกข์โศก เหตุการณ์บ้านเมืองหลายๆ เรื่องก็ทำให้เราเป็นทุกข์ กับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น จิตใจของพวกเราที่เป็นคริสเตียน ก็คงจะเหี่ยวแห้งไปพอสมควร เพราะเราก็ยังเป็นเนื้อหนัง แต่เราก็วางใจในพระเจ้า ถ้าพระเจ้าให้เจอกับเหตุการณ์เหล่านั้น แล้วเราจะต้องไปอยู่กับพระเจ้า ก็ต้องขอบคุณพระเจ้า แต่พระเจ้าก็จะคุ้มครองเรา ให้เราเปิดดูในสดุดี 23:1-6


สดุดี 23:1-6

“พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปริมน้ำแดนสงบ ทรงฟื้นจิตวิญญาณของข้าพเจ้า พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปในทางชอบธรรม เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์ แม้ข้าพระองค์จะเดินไปตามหุบเขาเงามัจจุราช ข้าพระองค์ไม่กลัวอันตรายใดๆ เพราะพระองค์ทรงสถิตกับข้าพระองค์ คทาและธารพระกรของพระองค์เล้าโลมข้าพระองค์ พระองค์ทรงเตรียมสำรับให้ข้าพระองค์ ต่อหน้าต่อตาศัตรูของข้าพระองค์ พระองค์ทรงเจิมศีรษะข้าพระองค์ด้วยน้ำมัน ขันน้ำของข้าพระองค์ก็ล้นอยู่ แน่ทีเดียวที่ความดีและความรักมั่นคง จะติดตามข้าพเจ้าไป ตลอดวันคืนชีวิตของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าสืบไปเป็นนิตย์”




“พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ”

ในภาษาอังกฤษเขาก็ใช้คำว่า “Lord is my shepherd” ในวันคริสตมาส พี่น้องที่เชียงรายทำธงติดอยู่ข้างฝา เขียนว่า “Lord is my shepherd” ขอบคุณพระเจ้าสำหรับคำนี้ ที่พระเจ้าทรงเตือนเราอยู่ตลอดเวลา ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยง ในภาษาฮีบรูเขาใช้คำว่าเยโฮวาห์โรฮี ก่อนที่เราจะพูดถึงผู้เลี้ยงที่ดี เรารู้จักพระนามของพระเจ้าทุกพระนามหรือยัง! ถ้าเรารู้จักพระเจ้าทุกพระนาม เราก็จะรู้ว่าพระเจ้าอยู่กับเราทุกหนทุกแห่ง

พระนามของพระเจ้าทั้ง 16 พระนาม มีดังนี้.-

ภาษาฮีบรู ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ข้อพระคัมภีร์
1. Jehovah Elohim เยโฮวาห์เอโลฮิม
The eternal creator พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างและนิรันดร์กาล
ปฐมกาล 2:4-25

2. Adonai Jehovah อาโดนาย เยโฮวาห์
The Lord ourSovereign,Master Jehovah พระเจ้าผู้ครอบครองเป็นพระเจ้าสูงสุด
ปฐมกาล 15:2, 8

3. Jehovah Jireh เยโฮวาห์ยิเรย์
The Lord will see or provide
พระเจ้าผู้ทรงจัดเตรียมจัดหาทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับเรา
ปฐก.22:8-14,ฟิลิปปี 4:19

4. Jehovah Nissi เยโฮวาห์ นีสสี
The Lord our banner พระเจ้าผู้ทรงเป็นธงของเรา
อพยพ 17:15

5. Jehovah Ropheka เยโฮวาห์ โรฟีก้า
The Lord our healer พระเจ้าเป็นแพทย์ผู้ประเสริฐของเรา
อพย. 15:26, สดุดี 103:2-5, มธ. 8:17, อสย. 53:45, 1ปต. 2:24, มก.16:18

6. Jehovah Shalom เยโฮวาห์ ชาโลม
The Lord our peace พระเจ้าคือสันติสุขของเรา
ผู้วินิจฉัย 6:24, ยอห์น 14:27

7. Jehovah Tsidkeenu เยโฮวาห์ ชิเคนู
The Lord our Righteousness พระเจ้าทรงเป็นความชอบธรรมของเรา
ยรม.23:6, 33:14-16, 2คร.5:21, รม.6:18

8. Jehovah Mekaddishkem เยโฮวาห์ เม็คกะดิชเคม
The Lord our Sanctifier พระเจ้าผู้ทรงชำระให้บริสุทธิ์ ผู้ทรงเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปแทนเรา
อพย.31:13, ลวน 20:8, 21:8, 22:9, 16, 32

9. Jehovah Saboath เยโฮวาห์ ซาโบท
The Lord of hosts พระเจ้าจอมโยธาเป็นพระเจ้าของเรา
1 ซามูเอล 1:3

10. Jehovah Shammah เยโฮวาห์ ชามาห์
The Lord is present พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเราในปัจจุบัน
อสค.48:35, มธ.1:23, สดุดี 46:1

11. Jehovah Elyon เยโฮวาห์ เอลย่อน
The Lord most high พระเจ้าผู้สูงสุด
สดุดี 7:17, 42:2,97:7

12. Jehovah Rohi เยโฮวาห์ โรฮี
The Lord my shepherd พระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงของเรา
สดด.23:1, 1ปต.5:4,2:25, ยน.10:11-18

13. Jehovah Hoseenu เยโฮวาห์ โฮซีนุ
The Lord our Maker พระเจ้าผู้ทรงสร้างเรา
สดด.95:6

14. Jehovah Eloheenu เยโฮวาห์ เอโลฮีนุ
The Lord our God พระเจ้าผู้ทรงเป็นพระเจ้าของเรา
สดุดี 99:5, 8, 9

15. Jehovah Eloheka เยโฮวาห์เอโลเฮกา
The Lord thy God พระเจ้าผู้ทรงเป็นพระเจ้าของทุกคน
อพยพ 20:2, 5, 7

16. Jehovah Elohay เยโฮวาห์ เอโลเฮ
The Lord my God พระเจ้าผู้ทรงเป็นพระเจ้าของฉัน
เศคาริยาห์ 14:5

ทั้งหมดมี 16 พระนาม แต่วันนี้เราจะพูดถึงเยโฮวาห์โรฮี คือผู้เลี้ยงแกะ

คำว่า “ผู้เลี้ยงแกะ” หมายความว่าอย่างไร อยากให้พี่น้องเปิดไปที่ยอห์น 10:1-5 และ ยอห์น 10:7-18


ยอห์น 10:1-5

"เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ผู้ที่มิได้เข้าไปในคอกแกะทางประตู แต่ปีนเข้าไปทางอื่นนั้นเป็นขโมยและโจร แต่ผู้ที่เข้าทางประตูก็เป็นผู้เลี้ยงแกะ นายประตูจึงเปิดประตูให้ผู้นั้น แกะย่อมฟังเสียงของท่าน ท่านเรียกชื่อแกะของท่าน และนำออกไป เมื่อท่านต้อนแกะของท่านออกไปหมดแล้ว ก็เดินนำหน้า และแกะก็ตามท่านไป เพราะรู้จักเสียงของท่าน ส่วนผู้อื่นแกะจะไม่ตามเลย แต่จะหนีไปจากเขา เพราะไม่รู้จักเสียงของผู้อื่น"


ยอห์น 10:7-18

“พระเยซูจึงตรัสกับเขาอีกว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า เราเป็นประตูของแกะทั้งหลาย บรรดาผู้ที่มาก่อนเรานั้นเป็นขโมยและโจร แต่ฝูงแกะก็มิได้ฟังเขา เราเป็นประตู ถ้าผู้ใดเข้าไปทางเราผู้นั้นก็จะรอด เขาจะเข้าออกแล้วก็จะพบอาหาร ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์ เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ ผู้ที่รับจ้างมิได้เป็นผู้เลี้ยงแกะ และฝูงแกะไม่เป็นของเขา เมื่อเห็นสุนัขป่ามาเขาจึงละทิ้งฝูงแกะหนีไป สุนัขป่าก็ชิงเอาแกะไปเสีย และทำให้ฝูงแกะกระจัดกระจายไป เขาหนีเพราะเขาเป็นลูกจ้างและไม่เป็นห่วงแกะเลย เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี เรารู้จักแกะของเราและแกะของเราก็รู้จักเรา ดังที่พระบิดาทรงรู้จักเราและเรารู้จักพระบิดา และชีวิตของเราเราสละเพื่อแกะ แกะอื่นซึ่งมิได้เป็นของคอกนี้เราก็มีอยู่ แกะเหล่านั้นเราก็ต้องพามาด้วย และแกะเหล่านั้นจะฟังเสียงของเรา แล้วจะรวมเป็นฝูงเดียว และมีผู้เลี้ยงเพียงผู้เดียว ด้วยเหตุนี้พระบิดาจึงทรงรักเรา เพราะเราสละชีวิตของเรา เพื่อจะรับชีวิตนั้นคืนมาอีก ไม่มีผู้ใดชิงชีวิตไปจากเราได้ แต่เราสละชีวิตด้วยใจสมัครของเราเอง เรามีสิทธิที่จะสละชีวิตนั้น และมีสิทธิที่จะรับคืนอีก คำกำชับนี้ เราได้รับมาจากพระบิดาของเรา"




“เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี เราไม่ใช่ลูกจ้าง เราเป็นเจ้าของ”

ในสดุดี 23:1-6 ที่ได้อ่านไปตอนต้น “พระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงที่รัก” ในนี้พระเยซูได้บอกว่า “เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี เราไม่ใช่ลูกจ้าง เราเป็นเจ้าของ” ถ้าพูดถึงคำว่า “เป็นเจ้าของ” พี่น้องจะเห็นความแตกต่างระหว่างเจ้าของบริษัท กับลูกจ้างของบริษัท ถ้าเป็นลูกจ้างของบริษัท เมื่อมีงานเยอะ งานเลิก 5 โมงเย็น ท่านก็บอกว่าจะต้องกลับแล้ว เพราะงานเลิกแล้ว แต่เจ้าของบริษัท ถ้าต้องส่งสินค้าให้ลูกค้าพรุ่งนี้ ต้องเช็คสต๊อก ท่านก็ต้องทำดึกๆ ดื่นๆ บางครั้งต้องทำถึงเช้า เพราะท่านจะปล่อยงานนั้นผ่านไปเฉยๆ ไม่ได้ นั่นคือเจ้าของกับลูกจ้าง ลูกจ้างก็คือว่า “ฉันได้รับค่าจ้าง” บริษัทกำหนดว่าเข้างาน 8 โมงเช้า เลิก 5 โมงเย็น วันเสาร์-อาทิตย์หยุด “ถ้าจ้างฉันทำต่อ ต้องมี Over time” แต่เจ้าของนั้น ทั่วไปเงินเดือนก็ไม่มี Over time ก็ไม่มี ต้องทำทุกอย่าง ขาดทุนก็ต้องรับผิดชอบ แน่นอนมีกำไรก็ต้องรับกำไร จะมีหรือเปล่า! นั่นอีกเรื่องหนึ่ง


พระเยซูเปรียบเทียบว่าเป็นเจ้าของ และเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ลูกจ้างนั้นมิได้เป็นผู้เลี้ยงแกะ และฝูงแกะไม่เป็นของเขา เมื่อฝูงหมาป่ามา เขาก็ละทิ้งและหนีไป เอาตัวรอด ปล่อยแกะให้ถูกหมาป่ากิน พระเยซูไม่ได้เป็นเช่นนั้น


แกะย่อมฟังเสียงของท่าน

ย้อนกลับไปตรงที่บอกว่า “แกะย่อมฟังเสียงของท่าน ท่านเรียกชื่อแกะของท่าน และนำออกไป เมื่อท่านต้อนแกะของท่านออกไปหมดแล้ว ก็เดินนำหน้า” พระเยซูเรียกแกะทุกตัวถูกต้อง พระเยซูเรียกชื่อท่านทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ถูกต้อง เวลาที่ท่านอธิษฐานถึงพระนามพระเยซู พระเจ้าผู้ทรงสิทธิอำนาจในสวรรค์ พระองค์ทรงรู้ว่าเสียงนี้ เป็นเสียงใคร พระองค์ทรงเรียกชื่อของท่านทุกคน พระองค์ทรงจำได้ เราเองจำชื่อพี่น้องเราไม่ได้หมดทุกคนหรอกในห้องนี้ ผมเองก็จำชื่อพี่น้องไม่ได้หมด จำหน้าได้เท่านั้น แต่พระเยซูจำชื่อท่านได้ทุกคน “เมื่อท่านต้อนแกะของท่านออกไปหมดแล้ว ก็ทรงนำหน้า” ผู้เลี้ยงที่ดีจะเดินนำหน้า เพราะแกะสายตาสั้น หูก็ไม่ค่อยได้ยิน แต่จะได้ยินเสียงของผู้เลี้ยง และจำได้ ก็จะเดินตามไป

พวกเราเป็นแกะที่ดีหรือเปล่า แกะที่ดีก็คือเดินตามพระเยซู แกะที่ดีก็คือต้องจำเสียงของพระเยซูได้ ไม่ใช่ใครพูดอะไรมาก็ฟังและเชื่อเขาไปหมด


พระเยซูคริสต์ทรงรู้จักเราแน่

อีกตอนหนึ่ง ในข้อ 14 บอกว่า “เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี เรารู้จักแกะของเรา และแกะของเราก็รู้จักเรา” พระเยซูคริสต์ทรงรู้จักเราแน่ วันที่เข้ามาหาพระเจ้า เรายกมือขึ้น ขอติดตามพระองค์ วันนั้นชื่อของเราได้จดไว้บนสวรรค์และพระเยซูจำแม่น วันที่เราบอกว่า “ลูกขอติดตามพระองค์ตลอดไป” แต่หลายครั้งลูกแกะก็กินหญ้าเพลิน เพราะว่าของโลกนี้มันอร่อย มันน่าชื่นชมยินดี ลืมไปว่าผู้เลี้ยงอยู่ตรงไหน บางครั้งเราก็หลงระเริงไปกับโลกนี้


ข้อที่ 15 “ดั่งที่พระบิดาทรงรู้จักเรา และเรารู้จักพระบิดา และชีวิตของเรา เราสละเพื่อลูกแกะ” นี่คือผู้เลี้ยงที่ดี พระองค์ทรงยอมสละชีวิตของพระองค์เอง เพราะว่าถ้าพระองค์ไม่ยอมสละชีวิตของพระองค์เองบนไม้กางเขน มารซาตานก็จะเข้ามากัดกิน ผู้ที่เชื่อในพระองค์วันแล้ววันเล่า ชีวิตแล้วชีวิตเล่า พระองค์จึงต้องยอมตายบนไม้กางเขน ยอมสละชีวิต เพื่อพวกเราจะได้มีชัยชนะ


ในข้อ 16 อันนี้น่าซึ้งใจ ซึ่งก็คือเราๆ ที่นั่งอยู่ที่นี่

“แกะอื่นซึ่งไม่ใช่ของคอกนี้ เราก็มีอยู่ และแกะเหล่านั้น เราก็ต้องพามาด้วย และแกะเหล่านั้น ต้องฟังเสียงของเรา แล้วจะรวมเป็นฝูงเดียว และมีผู้เลี้ยงเพียงผู้เดียว”


“แกะคอกนี้” คือยิว แกะอื่นที่มิใช่ของคอกนี้ คือเจนไทล (gentile) คือคนไทย คนจีน คนเอเซีย อเมริกา ยุโรป แอฟริกา ทุกๆ ที่ที่ไม่ใช่ยิว พระเยซูจะพามาด้วย และรวมเป็นฝูงเดียว ก็คือเราก็เป็นผู้ที่เชื่อในพระเจ้า เป็นบุตรของพระเจ้าเหมือนที่ชาวยิวเป็น มีผู้เลี้ยงเพียงผู้เดียวคือพระเยซูคริสต์


ไม่มีผู้ใดชิงชีวิตไปจากเราได้

ในข้อ 17 “ด้วยเหตุนี้พระบิดาจึงทรงรักเรา เพราะเราสละชีวิตของเรา เพื่อจะรับชีวิตนั้นคืนมาอีก ไม่มีผู้ใดชิงชีวิตไปจากเราได้ แต่เราสละชีวิตด้วยใจสมัครของเราเอง เรามีสิทธิที่จะสละชีวิตนั้น และมีสิทธิที่จะรับคืนอีก” พระเยซูคริสต์ทรงสละชีวิตของพระองค์เอง เพื่อเรา ด้วยความสมัครใจ ไม่ได้คิดอะไร เพราะพระองค์ทรงเป็นเจ้าของพวกเรา ไม่ใช่ลูกจ้าง ไม่ว่าแกะอย่างพวกเราๆ จะนอนหลับในตอนกลางคืน ฝันดี ฝันร้ายก็ตาม พระองค์อยู่ด้วย บางครั้งในความฝันเราอาจจะเจอเหตุการณ์ที่น่ากลัว พระองค์ก็ทรงอยู่ด้วย หลายครั้งตัวผมเองฝันไป ขับผีไป อธิษฐานพูดภาษาแปลกๆ จนกระทั่งตัวเองสะดุ้งตื่น ให้เรารู้ว่าเราอาจจะถูกทำร้ายในตอนกลางคืนก็ได้ เราอาจจะถูกมารซาตานโจมตีตอนเราหลับก็ได้ แต่พระเจ้า ทรงเป็นผู้เลี้ยง คอยปกป้องคุ้มครอง คอยดูแลเอาใจใส่เสมอ เราจึงหลับสบาย


ในสดุดี 23:1 “พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน”

แต่ในภาษาอังกฤษบอกว่า “I shall not want” ฉันไม่ต้องการอะไรเลย ในชีวิตของท่าน ท่านเคยมีความรู้สึกอย่างนี้ไหม บางครั้งมี แต่ส่วนที่บอกว่าต้องการอะไรหลายๆ อย่างนั้นมีเยอะกว่า เพราะเนื้อหนังเราต้องการ เวลาเราอิ่มข้าวแล้ว เราต้องการกินข้าวอีกไหม เวลาเรามีภรรยาคนหนึ่งแล้ว เราบอกว่า “ฉันต้องการอีก” มีไหม เวลาที่เรามีลูกหลายคน เราต้องการอีกไหม เวลาที่เรามีเงิน ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกล่าวพระดำรัสของพระองค์เสมอว่า ให้มีชีวิตอย่างพอเพียง คำว่า “พอเพียง” คือเราไม่ต้องการอะไรอีก “I shall not want” คือมีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่แน่นอนถ้าถามทุกคนที่อยู่ที่นี่ว่ามีทุกสิ่งทุกอย่างหรือยัง ยังไม่มีหรอก ผมเองผมก็ยังไม่มีทุกอย่าง เราก็ยังต้องการบางอย่าง แต่ขอพระเจ้าช่วย ที่เราจะต้องการบางอย่างให้มันน้อยลงไปทุกวันๆ จนไม่ต้องการอะไรอีก นั่นคือชีวิตที่ถึงความไพบูลย์ของพระเยซูคริสต์


ย้อนกลับไปในสดุดี 23:2-6

“พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปริมน้ำแดนสงบ ทรงฟื้นจิตวิญญาณของข้าพเจ้า พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปในทางชอบธรรม เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์ แม้ข้าพระองค์จะเดินไปตามหุบเขาเงามัจจุราช ข้าพระองค์ไม่กลัวอันตรายใดๆ เพราะพระองค์ทรงสถิตกับข้าพระองค์ คทาและธารพระกรของพระองค์เล้าโลมข้าพระองค์ พระองค์ทรงเตรียมสำรับให้ข้าพระองค์ ต่อหน้าต่อตาศัตรูของข้าพระองค์ พระองค์ทรงเจิมศีรษะข้าพระองค์ด้วยน้ำมัน ขันน้ำของข้าพระองค์ก็ล้นอยู่ แน่ทีเดียวที่ความดีและความรักมั่นคงจะติดตามข้าพเจ้าไป ตลอดวันคืนชีวิตของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าสืบไปเป็นนิตย์”




ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่พระองค์ทรงเลี้ยงดูในทุกกรณี

เขาบอกว่าแกะมีพระพรอยู่เยอะเลย มีพระพรตรงที่ว่าพระเจ้าพาไปที่ทุ่งหญ้าเขียวสด ที่เราอ่านในยอห์นบอกว่าพระเยซูเปิดประตูแล้ว ก็เดินนำหน้า พาเราไปที่ทุ่งหญ้าเขียวสด มีอาหารกินอย่างดี อยู่ที่ริมน้ำแดนสงบ แล้วคิดกลับมา “แล้วแกะอย่างฉัน หญ้าก็ไม่ค่อยจะมี มีแต่ดินแห้งๆ ฟางแห้งๆ น้ำในลำธารก็แห้งขอด กว่าจะได้ดื่มน้ำกันที ก็ต้องอธิษฐานแล้วอธิษฐานอีก” ใช่หรือเปล่า! ปีที่ผ่านมาผมเองยอมรับว่าเป็นแกะที่แห้งแล้ง แต่ผมก็รู้ว่าเรามีผู้เลี้ยงที่ดี ถ้าจะพูดไป ตั้งแต่ปี 48 และปี 49 รายได้แทบไม่มีเลย แต่ 2 ปี ก็มีผู้เลี้ยงที่ดี แล้วก็เลี้ยงดูมาตลอด การเลี้ยงของพระเจ้า มีหลายวิธี ผ่านทางผู้รับใช้ ผ่านทางหลายๆ คน เราจะพูดกันอยู่เสมอว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยง แต่บางครั้ง เมื่อฝนไม่ตก ดินมันแตกระแหง หญ้าก็เหี่ยวแห้ง น้ำก็แห้งขอดในลำธาร ถึงวันนั้นท่านยังจะเป็นลูกแกะที่ดีหรือเปล่า ท่านยังจะเดินตามพระเยซูคริสต์ไปหรือเปล่า ท่านยังจะเรียกว่าพระเยโฮวาห์โรฮีหรือเปล่า พระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงของข้าพระองค์หรือเปล่า ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่พระองค์ทรงเลี้ยงดูในทุกกรณี


ใน 2 ปีที่ผ่านมา พระเจ้าอวยพร คำว่าอวยพรของผม อาจจะไม่เหมือนของคนอื่น อวยพรก็คือเผชิญได้ทุกสถานการณ์ นั่นคือพระพร เพราะว่าตัวของเราเอง สติปัญญาของเราเอง สู้ไม่ได้หรอก แต่เราสู้ได้เพราะมีพระเยซูคริสต์เป็นผู้หนุนกำลัง


ท่านผ่านหุบเขาเงามัจจุราชมากี่หุบเขา 365 วัน ท่านนับได้ไหม

ถ้าเราไม่ลำบาก ถ้าเราไม่ทนทุกข์ก็ไม่เห็นพระเจ้า ตอนที่ทนทุกข์ทรมาน อธิษฐานกับพระเจ้าทั้งกลางวันและกลางคืน แต่เวลาที่สุขสบายอธิษฐานเยอะเลยครับ วันละ 3 มื้อก่อนอาหาร จึงขอบอกพี่น้องว่าไม่ว่าท่านจะมีหรือจน พระเจ้าทรงอยู่ด้วย พระเจ้าจะเลี้ยงดูให้จิตวิญญาณของท่านได้แข็งแรง และได้เจริญเติบโตขึ้น ต่อสู้ในทุกสถานการณ์ได้ พระองค์ทรงฟื้นฟูจิตวิญญาณของท่านใหม่ พาไปที่ริมน้ำแดนสงบ บางครั้งท่านอาจจะเหนื่อยอ่อนกับปัญหาครอบครัว บางครั้งท่านเหนื่อยอ่อนกับการงาน กับการเงิน มีหลายครั้งที่พระเจ้าพาไปชื่นชมยินดี ให้มีอาหารดีๆ รับประทาน ให้มีเพื่อนดีๆ เข้ามาช่วยเหลือ ให้มีเพื่อนดีๆ เข้ามาคุย จิตวิญญาณท่านก็ได้รับการฟื้นฟู พาเราผ่าน แล้วก็ไม่ให้เราตกลงไปในทางนั้นอีก บางครั้งคำว่า “ผ่านหุบเขาเงามัจจุราช” เป็นเรื่องน่ากลัว ท่านผ่านหุบเขาเงามัจจุราชมากี่หุบเขา 365 วัน ท่านนับได้ไหม แต่ท่านก็ผ่านมาได้ทุกหุบเขาใช่ไหม พระเจ้าให้เราได้เรียนรู้ เพื่อไม่ให้เราตกเข้าไปในการทดลอง นั่นก็เป็นพระคุณ


การเลี้ยงดูของพระเจ้า ไม่ใช่ว่าจะป้อนข้าว ป้อนนมตลอดเวลา จนแกะอ้วนพี จนง่อยเปลี้ยเสียขา เป็นอัมพฤตอัมพาตทางจิตวิญญาณ

ถ้าเรารับพระพรมากๆ จนลืมอธิษฐาน บางครั้งพระเจ้าก็อนุญาตให้เจอปัญหามากมาย ท่านก็เลยต้องอธิษฐานทุกวัน ในวิวรณ์ 7:17



วิวรณ์ 7:17

“เพราะว่าพระเมษโปดก ผู้ทรงอยู่กลางพระที่นั่งนั้นจะคุ้มครองดูแลเขา และจะทรงนำเขาไปให้ถึงน้ำพุแห่งชีวิต และพระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกหยดจากตาของเขาเหล่านั้น"


อันนี้พูดถึงตอนที่พระเมษโปดกมานั่งบัลลังก์พิพากษา แต่ในความเป็นจริง สังเกตในชีวิตของท่าน เวลาที่ท่านเจอปัญหา ก็มีบางครั้ง อธิษฐานสารภาพความบาปผิดด้วยน้ำตานองหน้า พระเจ้าก็เข้ามาหาท่าน แล้วก็เช็ดน้ำตาของท่าน ท่านอาจจะถูกหักอก ท่านอาจจะถูกหักหลัง ถูกคนอื่นเกลียดชัง เมื่อท่านมาหาพระเจ้า พระเจ้าก็เช็ดน้ำตาให้



อิสยาห์ 25:8

“พระองค์จะทรงกลืนความตายเสียเป็นนิตย์ และพระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาจากหน้าทั้งปวง และพระองค์จะทรงเอาการลบหลู่ชนชาติของพระองค์ไป เสียจากทั่วแผ่นดินโลก เพราะพระเจ้าได้ตรัสแล้ว”




ท่านอาจจะถูกลบหลู่หลายครั้งหลายหน แต่พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาให้

และจะนำการดูถูกดูหมิ่นเหยียดหยามนั้นออกไป เพราะพระเยซูคริสต์บอกว่า ร่างกายของพระองค์บนไม้กางเขนนั้นได้รับเอาความบาป รับเอาการดูถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ไปไว้ที่พระองค์หมดแล้ว และในวันที่ 3 พระองค์ทรงมีชัยชนะ และได้มอบชัยชนะนั้นให้กับเราแล้ว




“ออกไปในกลางทะเล ไม่เห็นฝั่งหรือสิ่งใด”

พระองค์ทรงเฝ้าดูแลปกป้องคุ้มครองตลอดเวลา พระองค์ทรงเตรียมสำรับไว้ต่อหน้าต่อตาของศัตรู คำว่า “ทรงเตรียมสำรับไว้ต่อหน้าต่อตาของศัตรู” หมายความว่าเรายังคงรับประทานอาหารได้อย่างเอร็ดอร่อย ท่ามกลางศัตรู ท่านรู้ไหมว่าท่านมีศัตรูอยู่รอบท่านขนาดไหน ไม่ว่าท่านอยู่ที่ไหน ก็มีศัตรูเสมอ เพราะในพระคัมภีร์บอกว่ามารเหมือนสิงโตคำราม วนเวียนอยู่รอบท่าน คอยจะกัดกินเหยื่อ ผมเคยนอนหลับแล้วอธิษฐาน ตื่นมาก็กังวล อธิษฐานก็นึกถึงเพลงที่บอกว่า “ออกไปในกลางทะเล ไม่เห็นฝั่งหรือสิ่งใด” ถ้าอยู่กลางทะเล ไม่เห็นฝั่งหรือสิ่งใด คือลับสายตาของมนุษย์ ผมไม่ทราบว่ากี่กิโลเมตร คือมองอะไรไม่เห็นเลย แล้วท่านนั่งอยู่ในเรือบดลำเล็กๆ ลำหนึ่ง มีพายอันหนึ่ง ถ้าท่านจะพายสุดกำลังของท่าน ให้มันถึงฝั่ง ถามจริงๆ ว่ามันถึงไหม พระเจ้าให้สติปัญญาว่า “เจ้าจ้ำเท่าไหร่มันก็ไม่ถึง” เพราะมันไกลสุดลูกหูลูกตา มันอยู่กลางทะเล ถ้าในความคิดเนื้อหนัง ก็จะบอกว่ามีทางเดียว “ต้องตายแน่” เรามีกำลังอยู่แค่นี้ กลางทะเลน้ำก็ไม่มีกิน อาหารก็ไม่มี คลื่นทะเลจะพัดมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เรือจะพลิกคว่ำเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ฉลามก็มองดูอยู่ข้างๆ บางครั้งเราคิดว่าปลาวาฬอาจจะมาคอย เพื่อพาเรามาส่งที่ฝั่งแบบโยนาห์ เราคงคิดไปหลายๆ อย่าง แต่พระเจ้าบอกกับผมในกลางดึกนั้นว่า “นอนเถอะ นอนอยู่ในเรือลำเล็กๆ นั้นแหละ เพราะเจ้าจ้ำเท่าไหร่มันก็ไม่ถึง” ผมก็นอนเลย แล้วก็หลับไม่รู้เรื่อง พระเจ้าบอกให้นอนก็นอน คิดไปก็เปล่าประโยชน์ จ้ำเท่าไหร่มันก็ไม่ถึง


หน้าที่ของแกะก็คือเชื่อฟัง เดินตามพระองค์ไป

พระเจ้าเป็นผู้เลี้ยง คอยปกป้องคุ้มครองเราอยู่ตลอดเวลา หน้าที่ของแกะก็คือเชื่อฟัง เดินตามพระองค์ไป พระองค์บอกให้นอนก็นอนเถอะ พระองค์บอกให้เดินก็เดินไป แบบที่พระเจ้าทรงนำชาวอิสราเอลผ่านถิ่นทุรกันดาร ด้วยเสาเมฆและเสาไฟ หยุดก็หยุด ถ้าท่านไม่มีรายได้ ไม่มีเงินถวาย ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องถวาย ผมบอกชัดๆ เลย คงไม่มีผู้รับใช้พระเจ้าที่ไหนหรอกที่บอกอย่างนี้ แล้วไม่มีใครเขาเป็นพยานบอกว่า พระเจ้าจะเลี้ยงดูท่านที่หญ้าแห้ง ทุกสิ่งมันเป็นพระพร ถ้าท่านไม่ผ่านหญ้าแห้ง ท่านก็จะไม่เห็นคุณค่าของหญ้าเขียวสด ถ้าท่านไม่ผ่านน้ำที่มันแห้งขอด ท่านก็ไม่รู้หรอกว่าน้ำที่สะอาดไหลมาเต็มแม่น้ำนั้น มันอร่อยขนาดไหน ท่านจะไม่รู้พระคุณของพระเจ้าหรอก ถ้าท่านไม่ผ่านความยากลำบาก ในระหว่างที่พระเจ้าเลี้ยงดูเรา พระองค์ก็ชโลมด้วยน้ำมันที่หอม ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Perfume oil” น้ำมันที่หอม ไม่ใช่น้ำมันธรรมดา แต่งตัวให้เราเสร็จเลย ก็คือให้เป็นที่ยกย่อง นับหน้าถือตาของคนทั่วไป ให้เรามีเกียรติในสังคม


“ขันน้ำของข้าพระองค์ก็ล้นอยู่”

อาหารและน้ำก็บริบูรณ์ “และข้าพเจ้าจะอยู่ในพระนิเวศน์ของพระเจ้าสืบไปเป็นนิตย์” นั่นคือหลังจากที่เราจากโลกนี้แล้ว เราจะอยู่กับพระเจ้าตลอดไปเป็นนิตย์ แต่ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในโลกนี้ ในสดุดี บทที่ 27 กษัตริย์ดาวิดตรัสว่า “ขอให้ได้อยู่ในพระนิเวศน์ของพระองค์ เพื่อจะได้ดูสง่าราศีของพระองค์” ให้จิตวิญญาณเราเป็นอย่างนั้น


ท่านสามารถผ่านมาเพราะว่าเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยง

พี่น้องครับที่ผ่านมา ท่านร้องไห้กี่วัน ท่านผ่านความกังวลเรื่องจะเอาอะไรกิน จะเอาอะไรนุ่งห่มกี่ร้อยครั้ง บางคนอาจจะเจออุบัติเหตุ บาดเจ็บ แต่ท่านก็ผ่านมาได้ ท่านที่เป็นเจ้าของกิจการ อย่างน้อยหรืออย่างมากก็มี 12 ครั้ง ที่ท่านกังวลว่าจะเอาเงินที่ไหนจ่ายลูกน้อง แต่ท่านก็ผ่านมาได้ ท่านอาจจะกังวลว่าจะเอาเงินที่ไหนผ่อนรถ จะเอาเงินที่ไหนผ่อนบ้าน จะเอาค่าเช่าบ้านที่ไหนให้เขา จะเอาค่าน้ำค่าไฟที่ไหนจ่าย ลูกไปโรงเรียนจะเอาที่ไหนซื้อเสื้อผ้า จะเอาค่าเทอมที่ไหนจ่ายให้กับลูก ฯลฯ แต่ปีที่แล้วทั้ง 365 วัน ท่านสามารถผ่านมาเพราะว่า The Lord is my shepherd พระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยง


เพื่อว่าท่านจะมีกำลังที่จะต่อสู้ต่อไป

ขอบพระคุณพระเจ้า ที่ท่านผ่านอะไรมาตั้งหลายอย่าง เพื่อว่าท่านจะมีกำลังที่จะต่อสู้ต่อไป เพราะว่าพวกเราทั้งหลาย มีผู้เลี้ยงที่ดีคือพระเยซูคริสต์ ที่พระเจ้าได้เลี้ยงพวกเราทุกคนผ่านมาได้อย่างไร พระเจ้าจะเลี้ยงท่านและอวยพรท่าน ให้กำลังท่านอย่างนั้น ท่านจะสู้ได้ เพราะพระเยซูคริสต์เป็นผู้หนุนกำลังเราทั้งหลาย อาเมน

วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2551

จงลุกขึ้นฉายแสง

จงลุกขึ้นฉายแสง

Posted by TheGrace [Nkomlanchun@hotmail.com]
http://www.oknation.net/blog/Eden/2007/10/08/entry-1

“จงลุกขึ้นฉายแสงเพราะว่าความสว่างของเจ้ามาแล้วและพระสิริของพระเจ้าขึ้นมาเหนือเจ้า..” (อิสยาห์ 60:1)


พระเจ้าทรงตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ ให้บรรดาผู้ที่เชื่อในพระองค์ลุกขึ้น และนำประชากรทั้งหลายให้มาเชื่อ ในข่าวประเสริฐของพระเจ้า เพื่อชนชาติทั้งหลายและแผ่นดินโลกจะไม่ถูกความมืดปกคลุม และพวกเขาจะได้รับความรอด ได้อาศัยอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า พระองค์ทรงเรียกร้องให้ผู้เชื่อทุกคน กระทำตนให้เป็น “ผู้นำ” ในการที่จะนำบรรดาประชาชาติทั้งหลาย ให้เข้ามารับความรอด ผ่านทางความเชื่อที่มีต่อพระองค์





ถ้าหากสักวันหนึ่ง พระเจ้าตรัสกับท่านว่า “เจ้าพร้อมที่จะรับใช้เราหรือไม่” ผู้เขียนเชื่อว่า คงมีหลาย ๆ ท่าน ที่ลังเลที่จะตอบ และถ้าพระองค์ทรงตรัสถามอีกว่า “เจ้าลังเลอะไร เจ้าไม่อยากรับใช้เราหรือ?” เราก็คงจะตอบว่า “ไม่ใช่พระองค์เจ้าข้า แต่ว่าข้าพระองค์เกรงว่าจะไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ ข้าพระองค์เป็นผู้ที่เล็กน้อยเกินไป อาจจะไม่เหมาะสม กับพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์” ประเด็นอยู่ที่ว่า พวกเราเป็นผู้ที่เล็กน้อยเกินไปในสายพระเนตรของพระเจ้าหรือ? ผู้เขียนอยากให้พวกเราหาคำตอบของประเด็นนี้จากพระคัมภีร์





ผู้รับใช้อันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจากพระคัมภีร์นั้น หลาย ๆ ท่านเป็นผู้ที่มีกำเนิดอันต่ำต้อย ไม่มีคนรู้จัก แต่หลังจากท่านเหล่านั้น ได้ดำเนินชีวิตโดยฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า ปฏิบัติตนตามพระบัญญัติของพระเจ้า รับใช้พระเจ้าตามพระบัญชาของพระองค์ ในกาลต่อมา พวกท่านเหล่านั้นกลับเป็นผู้รับใช้ที่ยิ่งใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น





โยเซฟ ท่านเป็นบุตรคนที่สิบเอ็ดของยาโคบ พี่ชายสิบคนของท่านคิดที่จะฆ่าทิ้งเสีย เพราะความอิจฉาริษยา แต่สุดท้ายท่านถูกขายให้กับคนอิชมาเอล และถูกพาไปเป็นทาสยังอียิปต์ จากนั้นท่านก็ถูกกลั่นแกล้ง จนต้องติดคุกอยู่ถึงสองปี ใครจะรู้ว่าเด็กคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้เล็กน้อยในครอบครัวของตน ต่อมาเป็นทาส และต่อมาก็ยังเป็นนักโทษในคุก จะสามารถเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ได้ พระเจ้าได้ทรงสำแดงผ่านทางโยเซฟ ในการทำนายพระสุบินของฟาโรห์ และประทานสติปัญญาแก่ท่าน ให้สามารถเสนอวิธีการแก้ไขปัญหา ความกันดารได้ สุดท้ายฟาโรห์แต่งตั้งให้โยเซฟ เป็นผู้ปกครองอียิปต์ มีตำแหน่งรองจากท่าน





โมเสส ท่านเป็นชนเผ่าเลวี ในขณะที่ท่านเกิดมานั้น ชนชาวอิสราเอลเป็นทาสอยู่ในประเทศอียิปต์ ท่านเองก็เป็นลูกทาส ให้เรามาดูกันว่า ลูกทาสคนนี้นั้น ก้าวขึ้นไปเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ของชนชาติอิสราเอลได้อย่างไร เริ่มจากพระเจ้าทรงมีรับสั่งกับโมเสส ให้พาคนอิสราเอล ออกจากประเทศอียิปต์ พระองค์ทรงรับสั่งให้ โมเสสไปเข้าเฝ้าฟาโรห์ โมเสสก็เหมือนพวกเรา คือไม่กล้า ท่านกล่าวว่า





โมเสส: “ข้าพระองค์เป็นผู้ใดเล่า จึงจะไปเฝ้าฟาโรห์และนำคนอิสราเอลออกจากอียิปต์....”


หรือ


โมเสส: “ข้าพระองค์มิใช่คนช่างพูด .... ข้าพระองค์เป็นคนพูดไม่คล่อง.....”


หรือ


โมเสส: “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงใช้ผู้อื่นไปเถิด พระเจ้าข้า”





แต่พระเจ้าได้ทรงแสดงการอัศจรรย์แก่โมเสส และพระองค์ทรงสถิตย์อยู่กับโมเสส ช่วยให้ท่านได้กระทำการอัศจรรย์ต่าง ๆ ต่อหน้าฟาโรห์และชาวอียิปต์ จนสุดท้าย ลูกทาสคนนี้ก็ได้พาชนชาติอิสราเอล ออกมาจากความทุกข์ทรมานกว่าสี่ร้อยปี ที่เป็นทาสในอียิปต์ เป็นผู้นำชนชาวอิสราเอลถึง 40 ปีในถิ่นทุรกันดาร เป็นผู้นำพระบัญญัติสิบประการของพระเจ้า มายังชาวอิสราเอล เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าในการบัญญัติกฏหมายต่าง ๆ เพื่อให้ชนชาวอิสราเอลปฏิบัติ และสุดท้ายก็นำพาชนชาติอิสราเอลมายังแผ่นดิน ที่พระเจ้าทรงประทานให้ตามพระสัญญาของพระองค์





ดาวิด ท่านเป็นบุตรคนสุดท้ายของเจสซี ท่านเป็นแค่เด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่งเท่านั้น ในสมัยกษัตริย์ซาอูล ชาวฟิลิสเตียได้มาตั้งค่าย ท้าทายชนชาวอิสราเอล อยู่ถึงสี่สิบวัน ด้วยความดุร้ายและแข็งแรงของโกลิอัท ก็หามีชาวอิสราเอลคนใด กล้าหาญออกไปต่อสู้ด้วยไม่ ดาวิดซึ่งในขณะนั้นเป็นแค่เด็กเลี้ยงแกะ ได้อาสาออกไปสู้กับโกลิอัท ท่านได้กล่าวว่า





ดาวิด: “คนฟีลิสเตียผู้มิได้เข้าสุหนัตคนนี้คือใครเล่า เขาจึงมาท้าทายกองทัพของพระเจ้าอยู่...”


และ


ดาวิด: “คนฟิลิสเตียผู้มิได้เข้าสุหนัตคนนี้ก็เป็นเหมือนสัตว์เหล่านั้นตัวหนึ่ง ด้วยเขาได้ท้าทายกองทัพ ของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่”


และ


ดาวิด: “ท่านมาหาข้าพเจ้าด้วยดาบ ด้วยหอก และด้วยหอกซัด แต่ข้าพเจ้ามาหาท่าน ในพระนามแห่งพระเจ้าจอมโยธา พระเจ้าแห่งกองทัพอิสราเอล ผู้ซึ่งท่านได้ท้าทายนั้น ในวันนี้พระเจ้า จะทรงมอบท่านไว้ในมือข้าพเจ้า….”





จากเด็กเลี้ยงแกะ ท่านได้ช่วยกู้ชนชาติอิสราเอลในพระนามของพระเจ้า ท่านแสดงความเป็นผู้นำอันยิ่งใหญ ่ของชนชาติอิสราเอล ซึ่งก่อนหน้านั้น พระเจ้าได้ทรงใช้ให้ซามูเอลไปเจิมแต่งตั้งดาวิดขึ้น เป็นกษัตริย์องค์ที่สองของชาติอิสราเอล จากเด็กเลี้ยงแกะ พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด พระราชกิจของพระองค์ ยกตัวอย่างเช่น พระองค์ทรงริเริ่มสร้างเมืองเยรูซาเล็ม รวบรวมชนชาติอิสราเอลเข้าไว้ด้วยกัน อัญเชิญหีบพันธสัญญาของพระเจ้าเข้ามาประดิษฐานยังกรุงเยรูซาเล็ม เป็นต้น





เนหะมีย์ ท่านเป็นเชลยชาวยิวอยู่ในเมืองเปอร์เซีย ท่านทำหน้าที่เป็นผู้เชิญถ้วยเสวย และเหล้าองุ่นของกษัตริย์อารทาเซอร์ซีส และพระเจ้าก็ได้ดลใจท่านให้ท่านรับหน้าที่ ในการสร้างกำแพงเมืองและปฏิสังขรณ์ สร้างเมืองเยรูซาเล็มซึ่งถูกเผาทำลายขึ้นมาใหม่ ท่านใช้เวลาเพียงแค่ 52 วัน ในการบูรณะกำแพงเมืองทั้งหมด และในระหว่างการบูรณะนั้นเอง ท่านและประชากรของท่าน ก็ยังต้องทนต่อคำดูถูกเหยียดหยามและคำยุแยงของศัตรูที่มีต่อท่าน เพราะหากท่านสามารถบูรณะกำแพงเมืองได้ทั้งหมดแล้ว ก็เป็นการยากที่ศัตรูจะเข้ามาทำร้ายได้อีก เราจะเห็นได้ว่า เนหะมีย์ซึ่งเป็นเพียงแค่เชลย ทำหน้าที่ยกถ้วยเหล้าองุ่นให้พระราชา ท่านเป็นเพียงแค่บุคคลธรรมดาเท่านั้น แต่พระเจ้าก็ทรงใช้ท่าน ให้ท่านเป็นผู้นำในการสร้างกรุงเยรูซาเล็มขึ้นมาใหม่ ภายหลังท่านได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นผู้ว่าราชการในกรุงเยรูซาเล็ม





และผู้รับใช้ของพระเจ้าผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่เราควรจะนำมายกเป็นตัวอย่าง ก็คือ “พระเยซูคริสต์” พระเจ้าทรงส่งพระบุตรของพระองค์ มาเกิดกับช่างไม้และหญิงชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งมีฐานะยากจน ในวันประสูติ แม้แต่สถานที่ประสูติก็ยังเป็นรางหญ้าในคอกสัตว์แห่งหนึ่ง มิใช่ในพระราชวังอันหรูหรา และพระองค์ก็ทรงถูกเลี้ยงดูแบบเด็กชาวบ้านธรรมดา มิได้มีสิทธิอำนาจพิเศษกว่าคนธรรมดาสามัญใด ๆ ตลอดพระชนมชีพของพระองค์ พระองค์ก็ทรงออกประกาศข่างประเสริฐของพระเจ้า สั่งสอนให้ชนชาติอิสราเอลได้กลับใจเสียใหม่ พระองค์ทรงรับบัพติศมาจากยอห์น เช่นคนทั่วไป พระองค์ออกเดินทางปฏิบัติพระราชกิจด้วยสองพระบาทของพระองค์ ใช้ชีวิตอย่างยากจน ทั้ง ๆ ที่พระวิหารของพระเจ้าที่พวกชาวยิวครอบครองอยู่นั้น มีรายได้อย่างมากมาย การเลือกอัครสาวกของพระองค์ พระองค์ก็ทรงเลือกเอาจากคนซึ่งต่ำต้อย เช่น ท่านอัครสาวกเปโตร, อันดรูว์, ยากอบ และยอห์น ซึ่งเป็นคนหาปลา พระองค์ก็ทรงตรัสว่า “จงตามเรามาเถิด เราจะตั้งท่านเป็นผู้หาคนดั่งหาปลา (มัทธิว 4:19)”



หรือการเรียกคนเก็บภาษีซึ่งเป็นบุคคลที่ ชาวยิวรังเกียจ ถือว่าเป็นคนบาปอย่างท่านอัครสาวกมัทธิว มาเป็นสาวกของพระองค์ พระเยซูตรัสว่า “เรามิได้มาเพื่อจะเรียกคนที่เห็นว่าตัวชอบธรรม แต่มาเรียกคนที่พวกท่านว่านอกรีตให้กลับใจเสียใหม่ (ลูกา 5:32)”





รวมถึงท่านอัครฑูต “เปาโล” ซึ่งเป็นชาวยิวในเผ่าเบนยามิน ในตอนแรกท่านเองเป็นศัตรูตัวฉกาจในการล้มล้างคริสตจักร พระเยซูก็ทรงปรากฏพระองค์ให้ท่านเห็น และท่านเองก็กลับใจด้วยเหตุที่ได้พบการอัศจรรย์ ท่านเองต้องทิ้งตำแหน่งหน้าที่ในฐานะทหารโรมัน มารับหน้าที่เป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ ที่ต้องหลบหนีการจับกุมของชาวโรมัน ท่านเองถือได้ว่าเป็นอัครสาวกอีกท่านหนึ่ง ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในการประกาศข่าวประเสริฐ กับชนชาวต่างชาติ ที่มิใช่ชาวยิว


การที่จะเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้านั้น มิจำเป็นต้องเป็นคนยิ่งใหญ่เก่งกาจ หากแต่พระองค์ทรงต้องการบุคคลที่ถ่อมใจ และเชื่อมั่นว่าพระราชกิจทุกประการ จะสำเร็จได้โดยการทรงนำของพระเจ้า หากเราเป็นผู้เล็กน้อย เราก็จะสามารถกระทำการยิ่งใหญ่ได้ โดยฤทธิ์อำนาจขององค์พระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นก็ถึงเวลาแล้วที่พวกเราทุกคนจะลุกขึ้น และอาสาที่จะเป็นผู้นำในการนำผู้ที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า ให้เขาทั้งหลายได้รับรู้ข่าวประเสริฐ เพื่อที่สักวันหนึ่งพระราชอาณาจักรของพระองค์ จะมาตั้งอยู่บนแผ่นดินโลก ดังที่พระเยซูเจ้าได้ทรงตรัสสั่งสอนไว้ว่า





มัทธิว 28:19-20


“เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค”

การทรงเลือกและการทรงฝึกอัครทูต

http://www.eft.or.th/index.php?option=com_content&task=view&id=37&Itemid=1

การทรงเลือกและการทรงฝึกอัครทูต

ศจ.ดร.นันทชัย มีชูธน
จาก นิตยสารพระคริสตธรรมประทีป

( ลูกา 6:12 – 13 และมาระโก 3:14 )

คำนำ
มีคำกล่าวว่า การเริ่มต้นที่ดีก็เท่ากับการสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง หรือ ถ้าเรากลัดกระดุมเม็ดแรกของเสื้อที่ต้นคอให้ถูกต้องแล้ว เม็ดต่อ ๆ ไปก็ย่อมถูกต้องด้วย หรือ บุคคลที่ฝึกฝนตนเองดีแล้ว ย่อมเป็นบุคคลที่ประเสริฐ (The Trained Man Wins)
ในบทเรียนชุดนี้ เราจะได้ศึกษาเกี่ยวกับอัครทูต 12 คน ของพระเยซู แม้ว่าจะมีคนที่มีชื่อเสียงในโลกมากมาย เช่น อเล็กซานเดอร์มหาราช เหมา เจ๋อตุง โยเซฟ สตาลิน หรือ อับราฮัม ลินคอร์น แต่จะมีชื่อใดในโลกที่คนจะคุ้นเคยและมีชื่อเสียงดียาวนานเท่ากับชื่อของอัครทูต 12 คนของพระเยซู คงจะไม่มีอีกแล้ว
ชื่อของอัครทูตเหล่านี้ คนในโลกได้เอาไปเป็นชื่อของตนบ้าง ชื่อเมืองบ้าง ชื่อคนบ้าง ชื่อมหาวิทยาลัย ชื่อของโบสถ์วิหาร ชื่อเพลง และอีกหลาย ๆ อย่างจนนับไม่ถ้วน และเรามักจะคุ้นเคยกับคำว่า โรงเรียนเซนต์จอห์น วิหารเซนต์ปีเตอร์ เจ้าชายแอนดรู โบสถ์เซนต์แมทธิว วงดนตรีที่มีชื่อเสียงของโลก เช่น “ปีเตอร์ พอล แอนด์ แมรี่”
สำหรับคริสเตียนบางคนเมื่อเปลี่ยนศาสนาจากพุทธมาเป็นคริสเตียนแล้ว เขามักจะเปลี่ยนชื่อของตนเป็นชื่อของอัครทูตเสมอ เช่น คริสเตียนเกาหลี ชื่อ Hong Sung Chul พอเป็นคริสเตียนก็จะขอเปลี่ยนชื่อเป็น John Hong
นอกจากชื่อคนแล้ว ภาพรูปปั้น และงานศิลปจำนวนมาก ก็มักจะตั้งชื่อเป็นชื่อของอัครทูตของพระเยซู ทำไมชื่อคน 12 คน นี้จึงดูเหมือนมีอิทธิพลต่อคนในโลกนี้มายาวนานถึง 2000 ปี ในสมัยที่พระเยซูทรงเลือกสาวกของพระองค์ 12 คนนี้ ดูจะไม่ค่อยมีใครสนใจเห็น เห็นความสำคัญหรือแม้แต่อยากจะร่วมทีมงานด้วยเท่าใดนัก และถ้าเราบางคนในที่นี้ไปเกิดในสมัยนั้น ผมเองคิดเอาว่า เราคงไม่ค่อยให้ความสนใจคน 12 คนนี้มากนัก และถ้าเผอิญพระเยซูมาเลือกเราเป็นอัครทูต เราบางคนอาจจะไม่สนใจเลยก็เป็นได้
การทรงเลือกคน 12 คนนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลกยิ่งกว่าเหตุการณ์ใด ๆ ในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ เพราะโลกในสมัยนั้นคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าพระองค์กำลังทำอะไรอยู่ และนึกไม่ออกจริง ๆ ถึงอิทธิพลที่จะเกิดจากคน 12 คนนี้ แม้ในปัจจุบันนี้คริสเตียนบางคนก็คงจะคาดไม่ถึง หรืออาจไม่เห็นถึงอิทธิพลของคน ๆ หนึ่งซึ่งถ้าพระเยซูทรงเลือกเขาให้ถวายตัวเป็นคริสเตียน และเขาได้ให้ชีวิตทั้งหมดแก่พระองค์แล้วจะเกิดอะไรแก่ชีวิตของเขา และชุมชนสังคมและประเทศชาติที่เขาอยู่

ความหมายของคำว่า “สาวก” และ “อัครทูต”
คำว่า “สาวก” มาจากคำภาษาอังกฤษว่า “disciples” ซึ่งหมายถึงผู้เรียนรู้ (Learners หรือ apprentices) ซึ่งต่อมาได้ถูกเรียกว่า คริสเตียนในกิจการ 11:26
ส่วนคำ “อัครทูต” มาจากคำภาษาอังกฤษว่า “apostles” หมายถึงคนที่ถูกส่งไปเป็นตัวแทนของพระเยซูโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำการพิเศษ
พระเยซูทรงมีสาวกจำนวนมาก แต่พระองค์มีอัครทูตอยู่ 12 คน พระเยซูได้เลือกอัครทูต 12 คนด้วยใจอธิษฐาน ในบทนี้จะกล่าวถึงภาพของอัครทูต และชีวิตโดยรวม แต่ในบทต่อ ๆ ไป เราจะศึกษาถึงชีวิตและงานรับใช้ของแต่ละคน
ในบทนี้เราจะมองผ่านสาวกทั้ง 12 คน เพื่อจะเห็นภารกิจและพันธกิจของพระเยซูต่อคนในโลกนี้ เราจะเห็นความหมายและความสำคัญของการสร้างสาวกของพระเยซูอย่างแท้จริง
วันหนึ่งผมได้ขับรถผ่านหน้าร้านแว่นตาแห่งหนึ่งในสหรัฐเขาเขียนป้ายหน้าร้านว่า “Use our spectacles and see the new world” ผมชอบแปลให้เข้ากับร้านแว่นตาของสมาชิกคนหนึ่งในคริสตจักร ซึ่งมีร้านแว่นตาชื่อ โวควิชชั่นว่า “มองผ่านแว่นตาของโวค แล้วจะเห็นโลกสวยงาม” ดังนั้น ในบทนี้เราจะมองลอดแว่นของอัครทูต 12 คน เพื่อเห็นความสำคัญของการสร้างสาวก
ถ้าสาวก 12 คน เข้าใจคำว่า discipleship อย่างไร เราก็อาจะเข้าใจวลีสั้น ๆ ของคำว่า “การสร้างสาวก” อย่างนั้น

การทรงเลือกสาวก
จากพระคริสตธรรมคัมภีร์เราจะพบว่า ไม่ว่าพระเยซูจะทรงกระทำสิ่งใด ๆ ที่สำคัญ เราจะพบว่าพระองค์จะทรงเริ่มด้วยการอธิษฐานเสมอไป (ลูกา 6:12-13) และก่อนที่พระองค์จะทรงเลือกอัครทูต พระเยซูได้อธิษฐานตลอดคืน เหตุที่พระองค์อธิษฐานคืนยังรุ่ง ย่อมแสดงให้เห็นชัดแล้วว่า สิ่งที่พระเยซูจะทำการเลือกสาวกคงจะต้องมีความสำคัญอย่างยิ่ง ว่าไปแล้ว การตัดสินใจของพระเยซูในครั้งนี้ดูจะสำคัญยิ่งกว่าการตัดสินใจยิ่งกว่าครั้งใดๆ ทั้งหมด ในการทำพระราชกิจของพระองค์ ในระยะแรก ๆ ของการรับใช้ของพระเยซูพระองค์ยังไม่ได้เลือกอัครทูต 12 คน แต่พอมีคนเชื่อและติดตามมากขึ้น พระองค์ก็ต้องมีระบบการบริหารงานอีกแบบหนึ่ง เมื่อสิ้นสุดปีแรกของพระราชกิจของพระองค์ พระเยซูจึงทรงเลือกอัครทูต 12 คน และในช่วงชีวิตของครึ่งหลังของพระเยซู พระองค์ทรงใช้เวลาในการฝึกสาวกเหล่านี้เสียเป็นส่วนมาก เพราะสาวกเหล่านี้จะเป็นตัวกลาง หรือเป็นสื่อที่ฤทธานุภาพของพระเจ้าจะทรงทำงานผ่านในการขยายอาณาจักรของพระเจ้าและจะเป็นผู้สถาปนางานของพระเจ้า อีกทั้งจะเป็น ผู้สอน บันทึกพระคำ ตีความ ก่อตั้งคริสตจักร และสืบทอดคำสอนต่อไป ซึ่งพระองค์ก็ยังคงประกอบกิจนั้นผ่านสาวก แม้ในปัจจุบันนี้ มาติน ลูเธอร์กล่าวว่า “อย่าให้พวกเราขาดความเชื่อในข้อที่ว่า พระเจ้าสามารถประกอบกิจที่ยิ่งใหญ่ผ่านชีวิตของคนธรรมดาได้” ในลำดับต่อไปเราก็จะได้เห็นว่า พระเยซูทรงทำอย่างไรบ้างในการทรงเลือกและการทรงฝึกอัครทูต

ทีมอัครทูต
เมื่อพิจารณาดูให้ดี เราก็จะพบว่าเป็นเรื่องแปลกที่พระเยซูเลือกคนเหล่านี้ ซึ่งผสมกลมกลืนกันอย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ศาสนาคริสต์ได้ก่อกำเนิดจากทีมอัครทูต 12 คนนี้ พระเยซูทรงเดินผ่านคนที่เฉลียวฉลาดคนที่มีหน่วยก้านดี คนรวย คนมีไอคิวสูง พระองค์ทรงเลือกคนธรรมดาเพียง 12 คน
อับราฮาม ลินคอร์น อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เขียนไว้ว่า “พระเจ้าคงจะรักคนธรรมดามากจริง ๆ เพราะพระองค์ทรงสร้างคนธรรมดาไว้มากมายในโลก” และพระเยซูของเราก็คงจะรักคนธรรมดามาก เพราะพระองค์ทรงนั่งฟังคนพวกนี้อย่างตั้งอกตั้งใจ ศาสนาทั้งหลายในโลก ผู้นำของโลก และนักการเมืองมักจะเลือกคนในระดับเดียวกับตนมาทำงานด้วย
โสเครตีส (Socrates) นักปรัชญาเมธีเอกของโลก ก็ได้เลือกสานุศิษย์ระดับเดียวกับตน เขายอมรับว่าเขาไม่สามารถสอนคนบางกลุ่มให้เข้าใจหลักปรัชญาเมธีของเขาได้
พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสว่า คนนั้นเหมือนดอกบัว มี 4 ชนิด บัวใต้น้ำใต้โคลนย่อมเข้าใจธรรมะของพระองค์ได้ยาก
ผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิมก็เช่นกันเขาจะเลือกคนเฉพาะกลุ่มที่จะมาติดตามเขา
แต่สำหรับพระเยซูแล้ว พระองค์ทรงเลือกคนหลายประเภท หลายวัฒธรรม หลายอาชีพ มีพื้นเพและพื้นฐานของชีวิตต่างกัน
บางคนเลือกมาจากคนที่ถูกเกลียดชังของคนเลือกจากคนเก็บภาษี
บ้างก็มาจากชาวประมงที่มือหยาบกร้าน พูดห้วน ๆ เป็นคนมีโทษะจริต
บ้างก็มาจากนักการเมือง
บ้างก็มาจากคนที่เงียบ ๆ ขรึม ๆ
และบ้างก็มาจากคนที่มักใหญ่ใฝ่สูง
จึงมีคำกล่าวว่า “คนกลุ่มนี้ถือได้ว่าเป็นคนที่ดีที่สุดเท่าที่โลกนี้มีมา” (They were the best that could be had) ปกติแล้วในการทำงานใด ๆ ให้สำเร็จ เรามักต้องใช้ผู้ชำนาญการเฉพาะทาง (specialists) เช่น แพทย์เฉพาะทาง หรือช่างเฉพาะทาง ในงานทุกชนิดเราต้องการคนที่รู้จริงเพื่อจะทำงานนั้น ๆ ให้สำเร็จ
แต่เป็นเรื่องแปลกที่เมื่อมาถึงเรื่องที่จะต้องนำคนทั้งโลกมาเป็นคริสเตียน มารับการเปลี่ยนแปลงชีวิต มาเปลี่ยนสังคมใหม่ พระองค์กลับไม่ใช้คนที่มีความชำนาญ แต่ใช้คนธรรมดา ด้วยเหตุนี้ เราจึงน่าที่จะมาดูลักษณะความหลากหลายของทีมอัครทูตอย่างละเอียด

ความหลากหลายในการทรงเลือก
ปกติแล้วเวลาเราจะเลือกใครมาทำงานกับเรา เรามักจะเลือกคนที่เหมือน ๆ กับเรา พูด คิด หรือทำอะไรคล้าย ๆ กับเรา คนที่เราเลือกมักจะมีบุคลิกภาพเข้ากับเราได้ดี แต่พระเยซูไม่ได้เลือกคนเช่นนั้นเลย เมื่อเราดูสาวกแต่ละคนแล้วเราก็จะพบว่า แต่ละคนไม่เหมือนกันสักคน บุคลิกภาพก็ต่างกัน การศึกษาและอาชีพก็ต่างกัน พื้นฐานสังคมก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ให้เรามาดูตัวอย่างสักเล็กน้อย

เปโตร
เป็นผู้มีความว่องไวในทุกสิ่ง กระตือรือร้นในทุกเรื่อง ปากไว เพราะเป็นคนแรกที่พูดที่ตอบคำถามในหมู่สาวก มือไว เพราะเป็นคนเลือดร้อน ฟันหูทหารจนขาด เรียกว่าเป็นคนปากว่ามือถึง เท้าก็ไวด้วย เขาเป็นคนที่วิ่งมาที่อุโมงค์ฝังศพของพระเยซู และเป็นคนแรกที่กระโจนลงน้ำว่ายมาหาพระเยซู คริสตจักรขององค์พระเยซูต้องการคนที่ว่องไวกระตือรือร้นเช่นกัน

ยอห์น
เป็นอัครทูตที่ต่างจากเปโตรมาก เป็นคนคิดลึก คิดแหวกแนว เป็นคนเข้าใจอะไรดูจะลึกซึ้งกว่าคนอื่น เป็นคนมีนิมิต ดูข้อเขียนของยอห์นแล้ว จะต่างจากข้อเขียนของอัครทูตคนอื่นอย่างมาก คริสตจักรก็ต้องการคนที่เข้าใจลึกซึ้ง มีนิมิต ไวในการทรงนำของการเปิดเผยที่มาจากพระเจ้า คริสตจักรต้องการคนประเภทนี้เท่ากับคนที่กระตือรือร้น

แอนดรู
เป็นอัครทูตที่มีเสน่ห์ (personal touch) เขานำเด็ก นำคนต่างชาติ นำพี่ชายมารู้จักพระเยซูได้ง่าย ๆ เขาเป็นคนเงียบ ๆ พระคัมภีร์พูดถึงเขา 3 ครั้ง ( ยอห์น 1,6 และ 12) เขาชอบอยู่หลังฉาก สนับสนุนให้คนอื่นทำงานให้บรรลุผล เป็นคนเงียบ ๆ แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ คริสตจักรของพระเยซูต้องการคนประเภทนี้ด้วย

โธมา
อัครทูตที่เป็นคนคิดคำนวณ เป็นคนที่จะเชื่ออะไรสักอย่างต้องเชื่อเฉพาะสิ่งที่ตาเห็นได้ เป็นคนที่สงสัยไว้ก่อน เข้าทำนองว่า “ใครว่าให้เอาห้าหาร” คริสตจักรก็คงจะมีสมาชิกประเภทนี้ในหลาย ๆ คริสตจักร
นอกจากอัครทูตแต่ละคนจะต่างกันแล้ว เรายังพบอีกว่าบางคู่มีอะไรต่อมิอะไรตรงกันข้ามกันอีกด้วย เช่น เปโตร เป็นคนทำก่อนคิด ทำด้วยแรงเร้า และแรงกระตุ้นจากภายนอก เป็นคนชอบแสดงออก แต่แอนดรูกลับเป็นคนที่อยู่หลังฉาก เป็นคนเงียบ ๆ ไม่ค่อยออกนอกหน้ามัทธิว เคยเป็นคนเก็บภาษีให้โรม รักโรม ในสายตาของคนยิว มัทธิวเป็นคนมีชื่อเสียงไม่ดี แต่ซีโมนพรรคชาตินิยม เป็นคนมีเลือดรักชาติยิวอย่างรุนแรง เป็นศัตรูกับคนที่รักโรมและเกลียดคนเก็บภาษี
มีคนกล่าวว่า ถ้ามัทธิวและซีโมนไม่ได้มาเป็นอัครทูตและไปพบกันตามถนนมัทธิวอาจถูกซีโมนทำร้ายเอาได้ ยากอบเป็นลูกฟ้าร้อง มีอารมณ์เหมือนภูเขาไฟ แต่นาธันเอล เป็นคนขี้อาย เขิน ๆ หงิมเสงี่ยม ยูดาส อุบายมาก นาธันเอล ไม่มีอุบาย ฟิลิป คิดก่อนทำ แต่เปโตรชอบทำก่อนคิด โธมัสไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ในขณะที่สาวกบางคนเชื่อได้ทุกอย่าง
จากบทเรียนนี้ทำให้เราเรียนรู้ว่า พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้มีความแตกต่างกัน และก็ยังคงเอกลักษณ์ของตนเองไว้ ซึ่งทำให้พระเจ้ายังทรงใช้คนเหล่านี้ได้เสมอ ว่าไปแล้วคนเราก็ไม่เคยมีหน้าตาเหมือนกัน น้ำเสียงของคนก็ไม่เคยเหมือนกัน ลายมือก็ไม่เหมือนกัน เราแต่ละคนมีความเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวเอง ซึ่งอาจจะพูดได้ว่า มีคนอย่างเราคนเดียวในโลก
เมื่อเรามาเป็นคริสเตียน เรามีความสามารถ และของประทานไม่เหมือนกัน เราคิดต่างกัน บางคนเทศนาและอธิษฐานต่อหน้าคนได้ แต่บางคนก็ทำไม่ได้ บางคนเล่นดนตรีได้โดยไม่มีความลำบาก บางคนชอบบริหารงานเก่ง แต่บางคนก็ทำได้แต่งานบริการ เช่น เปิดประตู ต้อนรับ เช็ดหน้าต่าง ทำกับข้าว บางคนเป็นคนเคร่งขรึม และบางคนเป็นคนมีอารมณ์ขัน บางคนเปิดเผยตัวเอง ในขณะที่บางคนเป็นคนเก็บกด บางคนเป็นนักคิด ไม่ค่อยลงมือทำ แต่บางคนชอบทำแต่ไม่ค่อยช่างคิด บางคนเป็นนักพูด แต่ทำอะไรไม่เป็น บางคนทำเป็นแต่ไม่พูด บางคนชอบศิลป แต่บางคนเป็นนักวิทยาศาสตร์ บางคนชอบเงียบ ๆ บางคนชอบออกงาน บางคนชอบปฏิบัติ บางคนชอบพูดแต่ทฤษฎี แต่เมื่อคนเหล่านี้มาเป็นคริสเตียน เขาจะมีสิ่งเดียวที่เหมือนกัน คือ พระเยซู เขาจะมีชีวิตที่พระเยซูทรงเปลี่ยนแปลง
เมื่อความต่างเหล่านี้มาอยู่แทบพระบาทของพระเยซู เขาก็จะถูกประสานกันอย่างสนิทโดยพระองค์ ความรักเชื่อมความต่างเหล่านี้ให้นำมาทำงานร่วมกันได้อย่างประหลาด สาวกแต่ละคนยังคงรักษาเอกลักษณ์ของตนเองซึ่งต่างกันนั้นไว้เสมอ มีคนถามเด็กผู้ชายอายุ 8 ขวบ คนหนึ่งว่า เมื่อเขาโตขึ้นเขาอยากจะเป็นอะไร เด็กคนนั้นตอบว่า เขาอยากเป็นตัวของเขาเอง เด็กคนนั้นเมื่อเติบโตขึ้นเขาคือ โมสาท เราเองก็เช่นกัน เราควรจะเป็นตัวของเราเอง นี่เป็นบทเรียนที่สำคัญและเป็นบทเรียนที่คริสเตียนควรจะเรียนรู้
คริสเตียนหลายคนลืมบทเรียนที่สำคัญนี้ไป คือบางครั้งเรานึกอยากจะเป็นเหมือนคนโน้นคนนี้ เพื่อว่าเขาคิดว่าพระเจ้าจะทรงใช้เขาได้มากขึ้น ผมคิดว่าคนเราต้องต่างกัน ถ้าเราจะเหมือนกันเราต้องเหมือนพระเยซู เพราะพระเจ้าทรงสร้างใบไม้แต่ละใบไม่เหมือนกัน นกทุกตัวก็ไม่เหมือนกันเกร็ดหิมะทุกเกร็ดก็ไม่เหมือนกัน สิ่งที่ไม่เหมือนกันเสริมให้โลกนี้ดูงดงาม

อัครทูตไม่ใช่คนที่สมบูรณ์พร้อม
สิ่งที่อยากจะพูดในอันดับต่อไปก็คือ สาวกเหล่านี้เป็นคนไม่สมบูรณ์เพียบพร้อม เขาเป็นคนบกพร่อง เป็นคนธรรมดา ถ้าเราจะสังเกตดูชีวิตของสาวกแต่ละคน เราก็จะพบความจริงอย่างนั้น
จิตรกรบางคนเวลาวาด เปโตร ยอห์น ยากอบ ก็จะพยายามวาดรัศมีภาพให้ส่องสว่างออกจากศีรษะ เขาพยายามจะทำให้อัครทูตดูไม่ใช่คนธรรมดา
บทเรียนนี้สอนใจเราว่า คริสเตียนบางคนพยายามจะทำตัวเป็นมนุษย์ฝ่ายวิญญาณมากเกินไป จนลืมไปว่าเราก็ยังเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง
พระคัมภีร์เองก็กล่าวว่า “ท่านเอลียาห์ก็เป็นมนุษย์ที่มีสภาพเหมือนกับเราทั้งหลาย” (ยากอบ 5:17) สาวกก็มีบาป ผิดพลาด มีจุดอ่อนในตัวเหมือนกับเรา บางครั้งอัครทูตก็ล้มเหลว เหมือนกับเราที่ล้มเหลวได้ แม้เราจะรอดจากบาปแล้ว แต่เราเองก็ยังมีส่วนผสมระหว่างจุดด้อย และจุดดี จุดแข็ง และจุดอ่อน พระคัมภีร์ถามว่า มนุษย์เป็นผู้ใด 4 ครั้ง
พระคัมภีร์เอง พูดถึงมนุษย์ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ทั้งการล้มลงในบาปและทั้งการเป็นพระพร แม้มนุษย์จะล้มลงในบาป มนุษย์ก็ยังมีพระฉายาของพระเจ้าในตัว มนุษย์มีศักดิ์ศรี เพราะเขาถูกสร้างตามพระฉายาของพระเจ้า ดังนั้นมนุษย์จึงมีธรรมชาติที่ขัดกันเองอยู่ในตัว
ตัวอย่างที่สนับสนุนเรื่องนี้คือ นายพลมอนโกเมอรี่ ซึ่งเป็นนายพลที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง สมัยเด็ก ๆ เขาเป็นผู้นำอนุชนในคริสตจักร เป็นนักศิลปะในนิวซีแลนด์ เป็นครู เป็นนักรบที่กล้าหาญ สัตย์ซื่อ เขาต้อนรับพระเยซูต่อหน้ากองทหาร เขาบันทึกในสมุดส่วนตัวของเขาว่า บางครั้งเขาก็รู้สึกอ่อนแอ หมดแรง ไม่รู้จะนำกองทัพให้ดีได้อย่างไร แต่บางครั้งเขาก็องอาจ กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว นายพลมอนโกเมอรี่ เป็นคนที่ยิ่งใหญ่ เพราะเขายอมรับว่าเขามีทั้งจุดดี และจุดด้อยในตัวบางครั้งเราเองก็เป็นเช่นนั้น บางครั้งเราก็ฮึกเหิม สู้ตาย เอาจริง บางครั้งก็เหนื่อย ล้าไม่ไหว หมดแรง
สาวกก็มี 2 สิ่งนี้เช่นกัน บางครั้งสาวกก็ล้มเหลวบ่อย ๆ แต่เขาก็เข้ามาให้พระเยซูทรงเปลี่ยน สาวกนั้นก็เป็นคนธรรมดาอย่างคุณและผม แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือ เขาเดินใกล้ชิดพระเยซูมาก จนกระทั่งได้รับสิทธิอำนาจจากพระองค์ไว้มาก

พระประสงค์ในการทรงเลือกอัครทูต
ในพระธรรมมาระโก บทที่ 3 ข้อ 14 เปิดเผยให้เราเห็นพระประสงค์ขั้นพื้นฐาน 2 สิ่งคือ :
(1) อยู่กับพระองค์ (To be with Him)
และ (2) ออกไปเทศนาข่าวประเสริฐ (To preach the gospel) พระธรรมตอนนี้ทำให้เราเห็นชีวิตของอัครทูตรอยู่ 2 สิ่ง คือ :
(1) ชีวิตภายใน และ
(2) การรับใช้ภายนอก
หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งคือ :
(1) ชีวิตที่มีสามัคคีธรรมกับพระองค์ (Fellowship) และ
(2) ชีวิตแห่งการรับใช้ (service)
สิ่งแรกคือ การได้อยู่ร่วมกัน (communions)
และสิ่งที่สองคือ การออกไปปฏิบัติงาน (commission)
ศาสนาในโลกนี้ บ้างก็สอนให้แยกตัวออกจากโลก ไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลก ไม่ประกาศเผยแพร่ ไม่ช่วยเหลือโลกและสังคม เอาแต่ใช้เวลาแสวงหาสิ่งดีสำหรับตน บ้างก็ออกไปปฏิบัติการจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้น แต่ไม่มีโอกาสใช้เวลาเงียบ ๆ ส่วนตัวที่จะขัดเกลาความไม่รู้ให้ออกจากตัว
ศาสนาคริสต์สอนให้สมดุลย์ และคริสเตียนต้องรักษาชีวิตคริสเตียนให้สมดุลย์เอาไว้ให้ได้
ประการแรก พระเยซูไม่มีพระประสงค์ให้สาวกของพระองค์ออกไปทำการใด ๆ แต่เลือกเขาก็เพื่อเขาจะอยู่ใกล้ ๆ กับพระองค์ มีสามัคคีธรรมใกล้ชิดกับพระองค์ ขั้นนี้สำคัญ เพราะสาวกจะทำขั้นที่ออกไปรับใช้ในการประกาศไม่ได้เลยถ้าเขาไม่ผ่านขั้นแรก
พระเยซูมักจะพูดให้สาวกฟังเสมอว่า พวกเขาอย่าเพิ่งออกไปทำการสิ่งใดเพื่อพระองค์ แต่สาวกจะต้องมาอยู่กับพระองค์ เรียนจากพระองค์เสียก่อน ก่อนที่จะรู้ขั้นต่อไปว่าจะต้องทำประการใด พระองค์ตรัสว่า
จงเรียนจากเรา (มัทธิว 11:28)
จงมีสามัคคีธรรมกับเรา (มาระโก 3:14)
จงฟังเรา จงเฝ้ามองเรา แล้วเราจะทำให้ท่านเป็นผู้หาคนดังหาปลา (มัทธิว 4:19)
ชีวิตการรับใช้ตลอดชีวิตจึงดูเหมือนจะขึ้นกับ 3 ปีแรกที่อยู่กับพระเยซูนั้นเอง พระองค์ปรารถนาให้เรารักพระองค์และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระองค์ (มาระโก 3:14 a) เป็นประการแรกมากยิ่งกว่าการออกห่างจากพระองค์ แล้วเอาแต่รับใช้
ประการที่สองก็คือ สามัคคีธรรมหาใช่จุดจบในตัวของมันไม่ เรามีสามัคคีธรรมก็เพื่อออกไปประกาศ สามัคคีธรรมกับพระเยซูเป็นวิถีที่มีเป้าหมายปลายทาง คือการประกาศ พระพรที่รับไว้ในชีวิต ต้องแสดงออกเป็นการรับใช้ และสิ่งที่เราทำให้กับพระเยซู ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม อาจจะมีความหมายน้อยมาก นอกเสียแต่ว่าเราได้มีสามัคคีธรรมใกล้ชิดกับพระองค์
คริสเตียนบางคนทำงานของพระเยซู (busy for Christ) เสียจนไม่มีเวลาจะอยู่กับพระเยซู ( being with Christ) เราทุกคนต้องระวังชีวิตที่เอาแต่ทำงาน โดยไม่มีเวลาอยู่กับพระองค์ คือ ทำแล้วไม่เคยรู้ว่าพระองค์สถิตอยู่ด้วย หรือ ไม่เคยรู้สึกว่าพระองค์ใกล้ชิดกับเรา ในที่สุดเราจะเหนื่อย ล้มเหลว คับข้องใจ ในงานทั้งหมดที่เราลงทุนไป ลูกที่เราให้กำเนิดมาไม่สามารถจะเติบโตและประกอบกิจการงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่ ในเวลาเดียวกัน เด็กที่อยู่ติดกับพ่อแม่เสมอโดยไม่ยอมออกไปทำกิจการงานใด ๆ ก็จะไม่ถูกต้อง
คริสเตียนไม่เพียงสักแต่เรียนรวี ฟัง เทศน์ อธิษฐาน แต่ต้องหาช่องทางที่จะแปรสภาพไปเป็นชีวิตที่มีอิทธิพล เป็นเกลือ และเป็นความสว่างต่อคนรอบข้างการเทศนาข่าวประเสริฐ หมายถึงการประกาศให้รู้ ไม่ใช่ไปโต้แย้งกับเขา เพราะถ้าเราไปโต้แย้งคนจะไม่เชื่อ ไม่ใช่ไปพูดใส่หน้าเขา แต่จะต้องเป็นพยาน ไปเล่าให้ฟัง เราเป็นผู้สื่อสาร เรามีข่าวสารที่จะสื่อ เราถูกเรียกให้เป็นพยานด้วยคำพูด ด้วยชีวิต ด้วยอาชีพต่อคนรอบข้าง
พระเจ้าทรงเรียกอัครทูต 12 คน อย่างไร พระองค์ก็ทรงเรียกเราทุกคนจากคนทุกชนิด ทุกประเภท ทุกอาชีพ ทุกเพศ และทุกวัยได้ เพื่อให้เป็นสาวกของพระเยซู ถ้าเช่นนั้น ทำไมจะเรียกคุณไม่ได้เล่า อย่าลืมว่า เมื่อพระองค์ทรงเรียกเรานั้น พระองค์มีพระประสงค์ ให้เราได้มีสามัคคีธรรมกับพระองค์ หลังจากนั้นจึงออกไปปรนนิบัติรับใช้ เราอาจมีข้อแก้ตัวได้หลายอย่าง เมื่อเราไม่พร้อมที่จะรับการทรงเรียก ไม่ว่าเราจะพร้อมหรือไม่ก็ตาม พระองค์สามารถเรียกเราได้ พระองค์ไม่ใช่คนธรรมดา พระองค์เป็นเจ้านาย เป็นองค์พระผู้ช่วยให้รอดของเราทรงเรียกเรา
ถ้าคริสตจักรเรียก หรือ ศิษยาภิบาลเรียกคุณอาจปฏิเสธได้ แต่พระองค์ผู้สละเลือดและชีวิตของพระองค์ให้พระเจ้าทรงเรียกคุณ เพื่อให้มาอยู่กับพระองค์ และเพื่อที่จะออกไปประกาศ
ถ้าท่านปฏิเสธการทรงเรียกนี้ เราอาจจะพลาดสิ่งที่สำคัญของชีวิตก็ได้
ดังนั้นให้เราสงบใจเพื่อการอธิษฐาน ถ้าพระองค์ยังทำกับอัครทูตได้ขนาดนี้ พระองค์จะทำกับเราได้เพียงใด

วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2551

การช่วยกู้





In Christ
ที่ๆ คุณพบว่าคุณเป็นใคร มีสิ่งใด และทำสิ่งใดได้ในพระคริสต์ Permalink : http://www.oknation.net/blog/inchrist

พระวจนะประจำวันจากพระธรรมสดุดี
รับการเสริมสร้าง หนุนจิตและชูใจผ่านทางพระธรรมสดุดี Permalink : http://www.oknation.net/blog/psalms

การช่วยกู้เป็นของพระเจ้า ขอพระพรของพระองค์หลั่ง ลงเหนือประชากรของพระองค์เทอญ – สดุดี ๓:๘


คริสเตียนมากมายถูกปิดตาจากการช่วยกู้ของพระเจ้า เราเข้าใจเรื่องการช่วยกู้น้อยมาก เรายอมรับเพียงแค่ว่าพระเจ้าทรงช่วยกู้ให้เรารอดพ้นจากการพิพากษาหลังความตายเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นในชีวิตนี้ไม่มีความหวังใดใดเป็นพิเศษ เราต้องพิสูจน์ตัวผ่านชีวิตที่ตกต่ำ เจ็บป่วย ขัดสน เป็นภาระของครอบครัว คริสตจักรและสังคม ผู้ใดอดทนกับสิ่งที่กล่าวมานี้จนถึงที่สุดและไม่ปฏิเสธความเชื่อ ผู้นั้นจะรอด ดูเหมือนเราจะเก่งในการจับข้อนั้นข้อนี้มาผนวกเข้าด้วยกันเพื่อให้พระคัมภีร์ยืนยันความเห็นส่วนตัวของเราที่ขัดแย้งกับพระวจนะ ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับการช่วยกู้ให้เรารอดพ้นจากการพิพากษาหลังความตาย นั่นคือการช่วยกู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่พระองค์ไม่ได้ช่วยกู้คุณหลังความตายเท่านั้น พระองค์ทรงช่วยกู้คุณตั้งแต่วินาทีที่คุณรับพระเยซูเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และทรงประสงค์จะช่วยกู้คุณในทุกด้านของชีวิตคุณที่ต้องการการช่วยกู้ พระองค์ไม่ได้ช่วยกู้คุณเพียงหลังความตายแล้วปล่อยให้ชีวิตคุณอยู่ใต้อำนาจของมารและปล่อยให้สถานการณ์เล่นงานคุณไปตลอดวันเวลาของคุณจนกว่าคุณจะกลับไปอยู่กับพระองค์ พระคัมภีร์กล่าวว่าพระเจ้าได้ทรงทำให้คุณมีชัยอย่างเหลือล้นในชีวิตนี้ เริ่มต้นในชีวิตนี้ ไม่ใช่หลังความตาย งานของพระเยซูสำเร็จลงแล้วและเพียงพอที่จะทำให้คุณมีชัยชนะวันนี้ คุณไม่ต้องรอความตายซึ่งเป็นศัตรูตัวสุดท้ายที่จะต้องถูกทำลายมาทำให้คุณมีชัยชนะ คุณไม่ต้องพึ่งกิจการของมารให้สังหารคุณก่อนที่จะมีชัยชนะ ชัยชนะเป็นของคุณในวันที่คุณเกิดใหม่ เป็นบุตรของพระเจ้า การช่วยกู้เริ่มต้นแล้วและจะดำเนินต่อไปตลอดชีวิตของคุณ จากข้อนี้ดาวิดไม่ได้ทูลขอการช่วยกู้หลังความตาย ท่านทูลขอการช่วยกู้ในวันที่ท่านกำลังถูกไล่ล่า วันนี้คุณจึงสามารถคาดหวังถึงการช่วยกู้จากพระเจ้าได้ แม้ดาวิดจะเป็นนักรบเจนศึก แต่ท่านตระหนักว่าทุกชัยชนะมาจากการช่วยกู้ของพระเจ้า ท่านไม่ได้กล่าวว่าเรื่องแค่นี้ข้าจัดการเองได้ไม่ต้องพึ่งพระเจ้า คุณอาจจะเก่งและมีความสามารถสูง แต่คุณก็อาจกำลังเอาตัวไม่รอด จงตระหนักเช่นเดียวกับดาวิดว่าพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงช่วยกู้คุณออกจากสถานการณ์ที่คุณกำลังเผชิญอยู่ได้ การช่วยกู้ในข้อนี้ยังหมายถึง ความรอด ความช่วยเหลือ สวัสดิภาพ ความรุ่งเรือง สุขภาพและชัยชนะ เพราะเหตุนี้การช่วยกู้จึงเป็นพระพรของพระเจ้า วันนี้คุณต้องการพระพรเหล่านี้หรือไม่ ทราบหรือไม่ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของคุณแล้วตั้งแต่วันที่คุณเกิดใหม่ ดาวิดทราบว่าไม่เพียงแต่พระเจ้าทรงเตรียมการช่วยกู้ให้กับท่านและประชากรของพระเจ้าเท่านั้น พระองค์ได้ทรงเตรียมพระพรบริบูรณ์ไว้ด้วย ไม่เพียงแต่พระเจ้าทรงช่วยกู้คุณจากปัญหาในชีวิตนี้และการพิพากษาในชีวิตหลังความตายเท่านั้น พระองค์ได้ทรงเตรียมพระพรนานาประการให้กับคุณ และพระองค์ได้ทรงเทพระพรลงเหนือชีวิตคุณแล้ว และโดยความเชื่อและการดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า พระพรของพระเจ้าในโลกฝ่ายวิญญาณจะสำแดงเป็นประสบการณ์จริงในโลกที่คุณอาศัยอยู่ พระพรจะเปลี่ยนชีวิตที่พ่ายแพ้ให้มีชัยชนะ เปลี่ยนชีวิตที่หมดหวังให้มีความหวังอยู่เสมอ เปลี่ยนชีวิตที่เจ็บป่วยให้มีสุขภาพดี เปลี่ยนชีวิตที่ขัดสนให้มีพอเพียงและเกินพอที่จะทำสิ่งดีๆ เพื่อแผ่นดินของพระเจ้า แล้วคุณจะมีความชื่นชมยินดี มีประสบการณ์กับการช่วยกู้ ได้รับพระพร มีชัยชนะและมีชีวิตเป็นคำพยานที่ดีให้กับแผ่นดินของพระองค์ตลอดวันเวลาในชีวิตของคุณ



คำอธิษฐานด้วยความเชื่อ: ขอบพระคุณพระบิดาเจ้า เพราะการช่วยกู้เป็นของพระองค์ ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงหลั่งพระพรของพระองค์ลงเหนือชีวิตลูก วันนี้ลูกรับการช่วยกู้ให้พ้นจากทุกปัญหาและรอดพ้นจากทุกอุปสรรค ลูกรับความช่วยเหลือจากพระองค์ ลูกรับความรุ่งเรือง ลูกรับสุขภาพ ลูกรับชัยชนะ ลูกรับพระพรนานาประการจากพระองค์ ในพระนามของพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน


โดย ชาญชิต

สาวกแท้ของพระเยซูคริสต์



www.thaisermons.com
สาวกแท้ของพระเยซูคริสต์
ท่านคิดว่า...ลักษณะของคริสเตียนที่มีชีวิตที่เป็นสาวกแท้ของพระเยซูคริสต์นั้น มีลักษณะอย่างไรบ้าง ?



ในสมัยโบราณผู้คนเรียกขานคนที่ติดตามพระเยซูคริสต์ว่า “พวกทางนั้น,พวกคว่ำโลก,หรือพวกคริสเตียน”

คำว่า “คริสเตียน” มิใช่คำไพเราะแต่เป็นการเรียกแบบดูถูกดูหมิ่น,ต่ำช้าและไม่มีเกียรติ แต่ในพระคัมภีร์จะเห็นว่าคริสเตียนเป็นอุปกรณ์พิเศษเป็น “ทีมงานของพระเยซูคริสต์” เพราะมีส่วนสำคัญมากในการช่วยมนุษย์คนบาปให้รอดพ้นจากบาป,รอดพ้นจากถูกการพิพากษา พบกับชีวิตนิรันดร์ “คริสเตียนคือสาวกแท้ของพระเยซูคริสต์”
มก.16:15-16 พระเยซูตรัสกับสาวกของพระองค์ “ทีมงานของพระองค์” เป็นคำสั่งว่า
“เจ้าทั้งหลายจงออกไปทั่วโลก ประกาศข่าวประเสริฐแก่มนุษย์ทุกคน ผู้ใดเชื่อและรับบัพติสมาแล้วผู้นั้นจะรอด”


คริสเตียน...สาวกแท้ของพระเยซูคริสต์



มก.3:13-19



มก.3:13-19 ได้อธิบายให้เราสามารถเข้าใจลักษณะที่แท้จริงของ “คริสเตียน..สาวกแท้ของพระเยซูคริสต์”

วันนี้เราจะสามารถรู้ได้อย่างไรว่า “ใครคือ สาวกแท้ ใครคือทีมงานของพระเยซูคริสต์”
มธ.7:15,21-23 พระเยซูคริสต์ได้ตักเตือนให้เราระมัดระวัง คริสเตียนปลอม,สาวกปลอม,ผู้รับใช้ที่ปลอมตัวมา

“ท่านทั้งหลายจงระวังผู้เผยพระวจนะเท็จ ที่มาหาท่านนุ่งห่มดุจแกะ แต่ภายในเขาร้ายกาจดุจหมาป่า”

ข้อ 22-23 “ เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนเป็นอันมากร้องแก่เราว่า พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์กล่าวพระวจนะในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์และได้ทำการอัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามของพระองค์มิใช่หรือ เมื่อนั้นเราจะได้กล่าวแก่เขาว่าเราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย เจ้าผู้กระทำความชั่วจงไปเสียให้พ้นหน้าเรา”

พระเยซูคริสต์ได้ตักเตือน...ให้เราระมัดระวัง “สาวกปลอม” ที่เข้ามาเพื่อทำลายสาวกแท้และงานของพระองค์



ประการที่ 1. ความหมายของคำว่า...สาวกแท้ของพระเยซูคริสต์

สาวกของพระเยซูคริสต์หมายถึง ผู้ที่เรียนกับพระเยซูฯด้วยความอดทน สู้อุตสาห์เลียนแบบพระองค์ทุกวิถีทาง และรับอุดมคติจากพระองค์มีความคิดในทิศทางเดียวกัน เป้าหมายเดียวกันกับพระองค์

นักศาสนศาสร์ยังได้อธิบายคำว่าสาวกต่อไปว่า...เป็นภาพของทาสที่ติดตามปรนนิบัติรับใช้ผู้เป็นนาย เขาจะมีสายตาจับจ้องอยู่ที่นายแต่เพียงผู้เดียว ถ่อมใจเชื่อฟังและทำตามคำสั่งโดยไม่มีอิดเอื้อนหรือบิดพลิ้ว

มก.8:34 มาระโกได้กล่าวถึงสาวกของพระเยซูคริสต์ว่า “สาวกคือผู้ที่แบกไม้กางเขนตามพระเยซูคริสต์”


EX. บางคนไม่กล้าแม้แต่บอกว่าเป็นคริสเตียน วันอาทิตย์แต่งตัวหล่อ-สวยไปโบสถ์ พอมีคนถามว่าจะไปไหน

ไม่กล้าบอกว่ากำลังจะไปโบสถ์,แอบซ่อนพระคัมภีร์กลัวเขาจะรู้ว่าเป็นคริสเตียน “ไม่ใช่ทีมงานของพระเยซูฯ”



สาวกของพระเยซูคริสต์หมายถึง ผู้ที่เรียนศึกษาพระวจนะคำพระเจ้าและดำเนินชีวิตร่วมกับพระเยซูฯด้วยความอดทน มีชีวิตเลียนแบบพระองค์ทุกวิถีทางทั้งด้านการประพฤติ...ฝ่ายร่างกายและฝ่ายจิตวิญญาณ และมีความคิดมีเป้าหมายเดียวกันกับพระองค์คือช่วยมนุษย์ให้พ้นบาป เชื่อฟังและประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งของพระเยซูคริสต์



ประการที่ 2. สาวกแท้ของพระเยซูคริสต์ “คือผู้ที่ได้รับการทรงเรียกจากพระเยซูฯ”

ข้อ 13 “แล้วพระองค์เสด็จขึ้นภูเขาและพอพระทัยจะเรียกผู้ใด พระองค์ก็ทรงเรียกผู้นั้นแล้วเขามาหาพระองค์”



ข้อ 13 “แล้วพระองค์เสด็จขึ้นภูเขาและพอพระทัยจะเรียกผู้ใด พระองค์ก็ทรงเรียกผู้นั้น”

การเป็นสาวก ทีมงานของพระเยซูคริสต์ มิใช่ขึ้นอยู่กับความพอใจของมนุษย์แต่ขึ้นอยู่ที่น้ำพระทัย

ความพอใจของพระองค์เท่านั้น พระเยซูฯให้ความสำคัญมากได้อธิษฐานตลอดทั้งคืน ในการเลือกสาวกทั้ง 12คน เป็นทีมงานของพระองค์ เพื่อให้ทีมงานมีประสิทธิภาพไปเปลี่ยนแปลงโลก ไปต่อสู้ทำสงครามกับมารซาตาน


EX. บุคคลในพระคัมภีร์ที่พระเจ้าทรงเรียกมีหลายท่านเช่น

ปฐก.12:1-2 พระเจ้าทรงเรียกอับราฮัม ออกจากครอบครัว,จากญาติพี่น้อง,จากเมืองที่เต็มไปด้วยรูปเคารพ

พระองค์ทรงเรียก...เพื่อให้อับราฮัมเป็นบิดาของชนชาติอิสราเอลชนชาติของพระองค์
อพย.3:1-12 ทรงเรียกโมเสส..ให้ท่านนำชนชาติอิสราเอลออกจากการเป็นทาสของอียิปต์ไปสู่แผ่นดินของพระองค์
และมีอีกหลายท่านที่พระเจ้าทรงเรียกเช่น โนอาห์,โยเซฟ,เอลียาห์,อ.เปาโลฯ

วันนี้คริสเตียนทุกคนจงภูมิใจว่าพระเยซูคริสต์ทรงเรียกและเลือกเรา แล้วพระองค์ให้เราทุกคนเป็นทีมงานของพระองค์ ที่มีหน้าที่การงานมีความสำคัญอย่างยิ่ง คือเราทุกคนจะออกไปทำสงครามเพื่อเอาชนะ

มารซาตาน เปลี่ยนแปลงโลกช่วยคนบาปให้ได้รับความรอด พ้นจากการควบคุมของมารซาตาน

การทรงเรียกของพระองค์แก่เรา แต่ละคนอาจจะแตกต่างกันมีหลากหลายวิธี

EX. ผู้รับใช้พระเจ้าที่พังงาท่านหนึ่ง ก่อนรู้จักพระเจ้ากินเหล้า,เล่นการพนันจนเกิดมีเรื่องทะเลาะกับเพื่อน

และถูกฟ้องดำเนินคดี แม้ขอเจรจากับคู่กรณีๆก็ไม่ยอม วันหนึ่งพระเจ้าเรียกเขาผ่านคำเทศนา เมื่อเขาเดินผ่านที่คริสตจักรและได้ฟังคำเทศนา ทำให้เขาสำนึกถึงพระกรุณาคุณของพระเจ้า เขาจึงสารภาพบาปกลับใจใหม่ และพระเจ้าช่วยเหลือเขาพ้นคดีความได้ ปัจจุบันเขาเป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่เข้มแข็งมาก

และมีอีกหลายคนที่พระเจ้าทรงเรียกโดย...วิธีผ่านการรักษาโรค,ผ่านปัญหาความทุกข์ยากลำบาก,ผ่านคำพยานฯ



ข้อ 13 “แล้วเขาได้มาหาพระองค์”

สาวกแท้ต้องมีหูฝ่ายวิญญาณ ที่ไวในการฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า และพร้อมคอยรับคำสั่งพระเจ้าอยู่เสมอ

ยน.2:24 “พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณและผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง”

พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ สาวกแท้ต้องมีหูฝ่ายวิญญาณ ที่ไวในการฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าตลอดเวลา

สาวกแท้เมื่อได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า เขาจะไม่ต้องพยายามหาเหตุผลหรือต้องการหาข้อสรุป

ตามความคิดของตนเอง แต่เขาจะเชื่อฟังและกระทำตามการทรงเรียกจากพระเจ้าทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข


EX. อับราฮัมออกจากเมืองฮารานเมืองที่เต็มไปด้วยความสุขทางด้านฝ่ายร่างกายมีความสะดวกสบายทุกอย่าง ท่านเชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้าไม่สงสัย โดยไม่รู้เลยว่าแผ่นดินพระสัญญาจะอุดมสมบูรณ์,มีความสุขสบายหรือไม่ท่านไม่สนใจท่านสนใจเพียงว่านี่คือการทรงเรียกนี่คือคำสั่งจากพระเจ้าเท่านั้น

EX. เช่นเดียวกับโมเสส เมื่อพระเจ้าทรงเรียกท่านๆก็เข้าเฝ้าพระเจ้าทันที โดยไม่เงื่อนไข และกระทำตามคำสั่ง



เมื่อพระเจ้าทรงเรียกและเรารีบเข้าหาพระองค์ เราจะได้รับพระพรและเราคือสาวกแท้ “ทีมงานของพระองค์”

ประการที่ 3. สาวกแท้ของพระเยซูคริสต์ “ต้องได้รับการแต่งตั้ง”

ข้อ 14-19 “พระองค์จึงทรงแต่งตั้งศิษย์ 12คนไว้ให้อยู่กับพระองค์”

ขอให้สังเกตว่า....ไม่ใช่ใครที่จะมาเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ก็ได้ แต่สาวกคนนั้นจะต้องได้รับการคัดเลือกแต่งตั้งโดยองค์พระเยซูคริสต์ก่อน

วันนี้เราได้รับการคัดเลือก,แต่งตั้งแล้ว..เมื่อเราได้สารภาพบาป,กลับใจใหม่,รับบัพติสมาในพระนามพระเยซูคริสต์

ลก.6:12-13 คราวนั้นพระเยซูเสด็จไปที่ภูเขาเพื่อจะอธิษฐาน และได้อธิษฐานต่อพระเจ้าคืนยันรุ่ง ครั้นรุ่งเช้าแล้วพระองค์ทรงเรียกสาวกของพระองค์ แล้วทรงเลือก 12คนออกจากหมู่สาวกนั้น ที่พระองค์ทรงเรียกว่าอัครทูต

ซีโมนหรือเปโตร

อันดรูว์น้องชายของเปโตร

ยากอบ

ยอห์น

ฟีลิป

บารโธโลมิว

มัทธิว

โธมัส

ยากอบบุตรอัลเฟอัส

ซีโมนที่เรียกว่า เศโลเท

ยูดาบุตรของยากอบ

ยูดาส อิสคาริโอท (ผู้อายัดพระเยซูคริสต์)

พระเยซูฯทรงเลือกและทรงแต่งตั้งสาวกแท้ “เลือกสรรเป็นทีมงาน”และมีเป้าหมาย ไว้เป็นพิเศษ

ข้อ 14-19 พระองค์ทรงแต่งตั้งอัครทูตทั้ง 12 คน แล้วพระองค์นำบรรดาเหล่าสาวกทั้งหมดมาใช้เวลาในการ

อยู่กับพระองค์ประมาณ 3 ปี อยู่กับพระองค์,เรียนรู้และรับประสบการณ์ฝ่ายวิญญาณในการติดตามพระองค์

ข้อ 14-15 พระองค์ทรงตั้งศิษย์ 12คนให้อยู่กับพระองค์ เพื่อจะให้เขาออกไปประกาศ และให้มีอำนาจขับผีออกได้

พระเยซูคริสต์เป็นแบบอย่างที่ดี...ในการมีความสัมพันธ์และการสร้างทีมงานของพระองค์อย่างมีประสิทธิภาพ

- กินอาหารด้วยกัน “กินข้าวหม้อเดียวกัน”

- นอนหลับพักผ่อนด้วยกัน “ดูแล,แนะนำ,สอนในทุกๆเรื่องอย่างใกล้ชิด”

- ทำงานให้ดู “พระเยซูคริสต์ทำงานให้ดูเช่น การอธิษฐานรักษาโรค,คนเจ็บป่วยฯ,สอนประชาชน ฯ

- สอนฝึกหัดสาวกเรียนรู้การทำงาน “พระเยซูฯให้สาวกออกไปเป็นคู่ๆไปประกาศ,อธิษฐานรักษาโรค

- พระเยซูฯประทานฤทธิ์อำนาจแก่สาวก ในการออกไปประกาศและอธิษฐานรักษาโรค,ขับผีออกได้

ผู้คนแปลกใจว่า....เปโตรกับยอห์นเป็นคนสามัญและขาดการศึกษา แต่ทำไมจึงพูดจาฉะฉานมีหลักเกณฑ์

และไม่กลัวการข่มเหงและความตาย คนส่วนใหญ่นึกขึ้นมาได้ว่าทั้งสองคนนี้ “เคยอยู่กับพระเยซูฯมาก่อน”

1คร.11:1 อ.เปาโลได้บอกว่า “สาวกอยู่ใกล้พระเยซูฯติดสนิทอยู่กับพระเยซูฯ พวกเขาก็เหมือนกับพระเยซูฯ”


เวลานี้ท่านอยู่ใกล้ใคร ใกล้คนชั่ว,ใกล้คนขี้โมโหฯหรืออยู่ใกล้พระเยซูฯ...เราอยู่ใกล้ใครเราจะเหมือนกับบุคคลนั้น

วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เชื่อฟังพระเจ้า


ส่วนนี้คือไฟล์แบบ HTML ของ http://www.romyenchurch.org/sermon/03-09-2006.doc
G o o g l e สร้างไฟล์ดังกล่าวขึ้นโดยอัตโนมัติ ในขณะที่เราไต่เว็บเพื่อเก็บลงดัชนี.
วันที่เทศนา 3 กันยายน 2006

หัวข้อเทศนา เส้นทางสู่การถวายพระเกียรติ – เติบโตขึ้น

ข้อพระคัมภีร์ 1 โครินธ์ 3:1-2; ฮีบรู 5:11-14; เอเฟซัส 4:13-16; โคโลสี 1:28

“พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่อาจพูดกับท่านแบบผู้ที่อยู่ฝ่ายจิตวิญญาณ แต่ต้องพูดกับท่านแบบผู้ที่อยู่ฝ่ายโลก คือเป็นเพียงทารกในพระคริสต์” (1 โครินธ์ 3:1-2)

“Brothers, I could not address you as spiritual but as worldly-mere infants in Christ.” (1 Corinthians 3:1)

“….ใครที่ยังกินนมก็ยังเป็นทารก ไม่คุ้นกับคำสอนเรื่องความชอบธรรม แต่อาหารแข็งนั้นสำหรับผู้ใหญ่ ผู้ได้ฝึกฝนตนเองที่จะแยกแยะดีชั่วโดยการปฏิบัติอยู่เสมอ” (ฮีบรู 5:13-14)

“Anyone who lives on milk, being still an infant, is not acquainted with the teaching about righteousness. But solid food is for the mature, who by constant use have trained themselves to distinguish good from evil” ( Hebrews 5:13-14)

“จนกว่าเราทั้งหมดจะบรรลุความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า จนเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์ เมื่อนั้นเราจะไม่เป็นทารกอีกต่อไป…….” (เอเฟซัส 4:13,14)

“until we all reach unity in the faith and in the knowledge of the Son of God and become mature, attaining to the whole measure of the fullness of Christ. The we will no longer be infants, …...” (Ephesians 4:13,14)

“เราประกาศพระองค์ เราตักเตือนสั่งสอนทุกคนด้วยสติปัญญาทั้งสิ้น เพื่อจะถวายทุกคนให้เป็นผู้ที่ดีพร้อม (ผู้ใหญ่) ในพระคริสต์” (โคโลสี 1:28)

“We proclaim him, admonishing and teaching everyone with all wisdom, so that we may present everyone perfect in Christ.” (Colossians 1:28)

ความเจริญเติบโตเป็นความสวยงามในธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่พระองค์ทรงสร้างไว้แล้ว แต่ความเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตมีความหลายหลายรูปแบบ ความเจริญเติบโตของชีวิตมนุษย์ มีความแตกต่างอย่างมากกับ ความเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เฉพาะอย่างยิ่ง ความเจริญเติบโตของคนที่เป็นคริสเตียน

ความเจริญเติบโตในชีวิตคริสเตียนส่งผลดีต่อตนเอง ต่อบุคคลรอบข้างต่อหน้าที่การงาน ต่อครอบครัว และต่อคริสตจักรโดยรวม เหนือสิ่งใดทั้งหมดความเจริญเติบโต คือพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้พระเจ้ารับพระเกียรติ

ความหมายของคำว่า เติบโตเป็นผู้ใหญ่ หมายถึง การพัฒนาของชีวิตอย่างต่อเนื่อง และแสดงออกด้วยความเป็นผู้มีวุฒิภาวะ เป็นผู้เจริญ เป็นผู้ดีพร้อมในพระคริสต์

เพื่อเราจะเป็นคนดีพร้อม เราจะต้องได้รับการพัฒนาหลายด้าน แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงด้านสำคัญ 3 ด้านด้วยกัน

อุปนิสัย – เป็นสิ่งที่บอกว่า “เราเป็นใคร?”
“ท่านยังอยู่ฝ่ายโลกเพราะยังมีการอิจฉาริษยา และการทุ่มเถียงกันในหมู่พวกท่าน เช่นนี้แล้วท่านก็อยู่ฝ่ายโลกไม่ใช่หรือ? ท่านก็ประพฤติตัวเหมือนคนธรรมดาไม่ใช่หรือ?” (1 โครินธ์ 3:3,4)

“You are still worldly. For since there is jealousy and quarreling among you, are you not worldly? Are you not acting like mere men?” (1 Corinthians 3;3,4)

คำว่า Character ในภาษาอังกฤษตรงกับความหมายในภาษากรีก แปลว่าการแกะรอยไว้ การประทับตราบนสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อเป็นเครื่องหมายให้รู้กัน ส่วนภาษาไทย ตามศัพท์หมายถึง “อัตตลักษณ์” คำว่า อัตตลักษณ์ คือเครื่องแสดงสิ่งของต่างๆ ที่ให้เห็นว่าต่างกับสิ่งอื่น ฉะนั้น อัตตลักษณ์จึงมีความหมายว่า สิ่งหนึ่งในตัวเราที่ทำให้แตกต่างไปจากคนอื่น

คริสเตียนคือบุคคลที่บังเกิดใหม่ มีธรรมชาติชีวิตแบบใหม่ ตามแบบพระเยซูคริสต์ ชีวิตของพระคริสต์ในเรา ทำให้คุณภาพชีวิตของเราโดดเด่น ทำให้ตัวเราได้รับการประทับตรา รอยตามแบบพระคริสต์ปรากฏภายในและแสดงออกภายนอก ชีวิตของพระคริสต์จะค่อยๆ กลืนชีวิตฝ่ายเนื้อหนัง ยิ่งเราเดินกับพระคริสต์นานวัน เราก็ถูกเปลี่ยนไปเหมือนพระองค์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชีวิตแบบโลกีย์จะค่อยๆ จางไป ชีวิตแบบพระคริสต์จะสว่างไสว

พลังความสามารถ – เป็นสิ่งที่บอกว่า “ทำอะไร/อย่างไร”
“นี่คือความมั่นใจของเราโดยทางพระคริสต์เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ไม่ใช่ว่าเราเองมีความสามารถที่จะอ้างสิทธิ์ในสิ่งใด แต่ความสามารถของเรามาจากพระเจ้า พระองค์ทรงให้เรามีความสามารถที่จะเป็นพันธกรแห่งพันธสัญญาใหม่......” (2 โครินธ์ 3:4-6)

“Such confidence as this is ours through Christ before God. Not that we are competent in ourselves to claim anything for ourselves, but ourcompetent as ministers of a new covenant-.” ( 2 Corinthians 3:4-6)

“ข้าพเจ้าทำทุกสิ่ง (เผชิญทุกสิ่ง) ได้โดยพระองค์ผู้ประทานกำลังแก่ข้าพเจ้า” (ฟิลิปปี 4:13)

“I can do everything through him who gives me strength.” (Philippians 4:13)

“พวกเขามีกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ...” (สดุดี 84:7)

“They go from strength to strength.” (Psalm 84:7)

ชีวิตคริสเตียนมี 2 ด้าน ด้านหนึ่ง เป็นชีวิตทางโลก อีกด้านหนึ่งเป็นชีวิตฝ่ายวิญญาณ ชีวิตทั้งสองด้านมีความเหมือนกันคือ ความสามารถจะเติบโตพร้อมกับการเติบใหญ่ของชีวิต ทุกชีวิต (ทางกาย) ที่เกิดมาพระเจ้าประทานศักยภาพที่พร้อมจะรับการพัฒนา แต่ศักยภาพทางกายและสมอง ไม่ว่าจะพัฒนามากเท่าใด ก็ไม่เพียงพอกับการพัฒนาการฝ่ายวิญญาณ

ผู้ที่บังเกิดใหม่จากพระเจ้า พระเจ้าสัญญาที่จะประทานองค์พระวิญญาณให้มาสถิตอยู่ในเรา พระวิญญาณประทานพลังฝ่ายวิญญาณ ให้มีกำลังและสามารถชนะอุบายของมาร ชนะการทดลอง ชนะอำนาจใฝ่ต่ำ และให้ความสามารถ ในการแยกแยะความดีความชั่ว พลังความรู้ ความสามารถจะเพิ่มพูนขึ้นเพื่อการรับใช้พระองค์ตามที่พระองค์ตั้งพระทัยไว้ ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของชีวิตเราทั้งปัจจุบันและอนาคต ขึ้นอยู่กับการพัฒนาศักยภาพภายในให้ก้าวหน้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่จะมีพลังและความสามารถจำเป็นต้องรับการเรียนรู้ และฝึกฝนตนเองตามลำดับ และต้องทำอย่างต่อเนื่อง

ความรับผิดชอบ – เป็นสิ่งที่บอกถึงวุฒิภาวะของคน
“ชีวิตที่กระทำบาปจะต้องตาย บุตรไม่ต้องรับโทษความชั่วของบิดา บิดาก็ไม่ต้องรับโทษความชั่วของบุตร คนชอบธรรมจะรับกรรมชอบของตัว และคนอธรรมจะรับกรรมชั่วของตน” (เอเสเคียล 18: 20)

“The soul that sins shall die. The son shall not suffer for the iniquity of the father, nor the father suffer for the iniquity of the son; the righteousness of the righteous shall be upon himself, and the wickedness of the wicked shall be upon himself” (Ezekiel 18:20)

“ทุกคนจงสำรวจการกระทำของตนเอง จึงจะมีอะไรๆที่จะอวดได้ในตัวไม่ใช่เปรียบกับผู้อื่น เพราะว่าทุกคนต้องรับภาระของตัวเอง อย่าหลงเลย ท่านจะหลอกลวงพระเจ้าไม่ได้ เพราะว่าผู้ใดหว่านอะไรลง ก็จะเกี่ยวเก็บสิ่งนั้น” (กาลาเทีย 6:4-5,7)

“But let each one test his own work, and then his reason to boast will be in himself alone and not in his neighbor. For each man will have to bear his own load.
Do not be deceived; God is not mocked, for whatever a man sows, that he will also reap.” (Galatians 6:4-5,7)

ศักยภาพสำคัญอีกประการหนึ่งที่จะเติบโตขึ้นพร้อมๆ กับการเติบโตของชีวิต คือ การรู้จักรับผิดชอบตนเอง ชีวิตที่พึ่งเกิดใหม่ ความอยู่รอดของเขาต้องอยู่ในความรับผิดชอบของผู้อื่น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความอยู่รอดของเขาต้องอยู่ในมือของตนเอง เพราะนี่เป็นแผนการของพระเจ้า เมื่อชีวิตผู้นั้นโตเต็มขนาด มีวุฒิภาวะเขาจะเข้าใจ ชีวิตของเขา เขาต้องรับผิดชอบในการเลือกวีถีชีวิต รับผิดชอบความเป็นความตาย รับผิดชอบอนาคต ชีวิตที่มีวุฒิภาวะจะไม่โยนความผิด ความไม่ดีที่เกิดขึ้นให้คนอื่น ผู้ที่มีวุฒิภาวะจะต้องตระหนักชัด ถึงความสำเร็จ ความล้มเหลวของตนเอง ไม่ใช่เป็นความรับผิดชอบของผู้อื่น การเลือกศาสนา เลือกคู่ก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบของผู้อื่น

เราต้องรู้จักรับผิดชอบตนเองอย่างมีคุณภาพก่อน เราถึงจะสามารถก้าวไปสู่การรับผิดชอบผู้อื่น และรับผิดชอบในการรับใช้งานของพระเจ้าได้

เพื่อพระเจ้าจะได้รับเกียรติในชีวิตคริสเตียนของเราจึงจะต้อง

พัฒนา ปรับปรุง อุปนิสัยของเราให้ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยยึดพระคริสต์เป็นแม่แบบ และคำสอนในพระคัมภีร์เป็นกรอบ การดำเนินชีวิต และจงพัฒนาความสนิทสนมกับองค์พระคริสต์เพื่อซึมซับลักษณะของพระองค์ทุกๆ วัน
พัฒนาพลังทั้งความรู้และความสามารถให้เจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิต
พัฒนาและเตือนตนเองตลอดเวลาว่า ตัวเองต้องรับผิดชอบต่ออนาคต การเลือก การตัดสินใจ และผลที่จะตามมา ไม่มีนิสัยโยนความผิดให้กับผู้อื่น
D:\my Doc\sermons\2006\Glory to God 17.doc หน้า /4

My Blog

  • วินัยของน้องหมา (ข้างถนน) - วันที่ 18/8/2011 เช้านี้ขณะที่รถติดไฟแดงอยู่บริเวณสี่แยกสามย่าน ซึ่งเบื้องหน้าเป็นจามจุรีสแควร์นั้น พลันก็เหลือบเห็นน้องหมาตัวหนึ่งเดินข้ามทางม้าลายด้วยอ...
    15 ปีที่ผ่านมา
  • บทความคริสเตียน - บทความคริสเตียน http://www.gracezone.org/index.php/christian-articles บทความทางด้านจิตวิญญาณ หลักข้อเชื่อ พระเจ้า พระคัมภีร์ พระเจ้า พระคัมภีร์ แนวทางในการ...
    17 ปีที่ผ่านมา
  • คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู - คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู วัน พุธ 08 ต.ค. 08@ 17:47:37 ICT หัวข้อ: สรุปคำเทศนาประจำอาทิตย์ ดร.ทะนุ วงค์ธนานุกุล วัน อาทิตย์ ที่ 21 กันยายน 2008 พระธร...
    18 ปีที่ผ่านมา
  • - แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้...
    18 ปีที่ผ่านมา

Christian Blog

บล็อกวาไรตี้

เทคโนโลยี

ดาวน์โหลดโปรแกรมมาใหม่ล่าสุด |

วาไรตี้

ข่าวประจำวัน

สารบัญเว็บไทย

กินลม ชมทะเล ที่มาร์คเฮ้าส์บังกะโล เกาะกูด จ.ตราด

Thailand Map