Custom Search By Google

Custom Search

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ฟังเสียงอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์สำหรับเด็ก



ฟังเสียงอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์สำหรับเด็ก

พระคัมภีร์ในเสียงไพเราะ ต้นฉบับเรื่องเล่าในพระคัมภีร
เชิญชวนให็เด็กๆสนใจในพระคัมภีร์ พระคัมภีร์ในเสียงไพเราะ ต้นฉบับเรื่องราวในพระคัมภีร์..ชวนให้เด็กๆ ตื่นเต้นกับพระคัมภีร์ เรื่องราวที่เสริมสร้างจิตวิญญาณ ด้วยเสียงไพเราะที่น่าประทับใจ ได้ใส่เรื่องราวต่างๆ เช่น เมรี่กับโจเซพ ในรางหญ้า พระเยซูที่ไม้กางเขน และ เรื่องราวอื่นๆอีกมากมาย ด้วยความสวยงาม และ โดดเด่น เป็นที่ประทับใจแด่ผู้ฟังทุกรุ่น เพิ่มคุณค่า ความนึกคิดจิตนาการในคำสอนของพระเจ้า ท่านที่ได้ยินเรื่องราวนี้ จะต้องฟังซ้ำแล้วซ้ำอีก ช่วยสร้างบุคลิกภาพที่ดี และ ชีวิตนิรันดร์ให้กับเด็กๆ ด้วยการฟังเรื่องราวความรักของพระเจ้า จากเรื่องราวพระคัมภีร์ในเสียงไพเราะ

การทนทุกข์ทรมานของพระเยซูบนไม้กางเขน

ต้นฉบับเรื่องเล่าในพระคัมภีร์

MP3 คลื่นเสียง ส่วนใหญ่สามารถฟังได้กับโปรแกรมทุกชนิด ถ้าท่านไม่สามารถเปิดฟังได้ แนะนำให้ใช้โปรแกรม Winamp เป็นโปรแกรมที่เล็ก เร็ว และไม่มีโฆษณา

กดที่นี้ เพื่อใช้บรรจุโปรแกรม
USA Telephone: 1.800.634.0234International orders please phone 01.360.385.0234จดลิขสิทธิ์ ©2541-2547 พระคัมภีร์ในเสียงไพเราะ©1998-2004 The Bible In Living Sound

www.BibleInLivingSound.org

รักพระเจ้า นมัสการพระองค์‏

<พระธรรมประจำวัน> รักพระเจ้า นมัสการพระองค์‏
จาก: sapanluang-dailyword@googlegroups.com ในนามของ Thirayost Nimmanon (thirayost@gmail.com)
ส่งเมื่อ: 16 กุมภาพันธ์ 2552 10:20:14
ถึง: sapanluang-dailyword@googlegroups.com


"1 ผู้ใดเชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ ผู้นั้นก็เกิดจากพระเจ้า และผู้ใดรักพระองค์ผู้ทรงให้กำเนิด ผู้นั้นก็รักคนที่เกิดจากพระองค์ด้วย


2 โดยข้อนี้ เราจึงรู้ว่าเรารักคนทั้งหลายที่เป็นบุตรของพระเจ้า เมื่อเราทั้งหลายรักพระเจ้า และประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์


3 เพราะนี่แหละ เป็นความรักต่อพระเจ้า คือ ที่เราทั้งหลายประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์ และพระบัญญัติของพระองค์นั้น ไม่เป็นภาระ


4 เพราะทุกคนที่เกิดจากพระเจ้า ก็มีชัยต่อโลก และความเชื่อของเรานี่แหละเป็นชัยชนะที่ชนะโลก


5 ใครเล่าชนะโลก ไม่ใช่คนอื่น คือ ผู้ที่เชื่อว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้านั่นเอง" (1ยอห์น 5:1-5)



เดือนนี้เป็นเดือนแห่งความรัก และทางคริสตจักรก็ได้ตั้งเป้าหมายให้เดือนนี้เป็นเดือนที่เน้นถึงการนมัสการ จึงอยากจะตั้งหัวข้อวันนี้ว่า "รักพระเจ้า นมัสการพระองค์"

จากพระคัมภีร์ตอนนี้ อยากถามคำถาม 2 คำถาม คือ ทำไมเราจึงต้องรักพระเจ้า และ เราจะรักพระเจ้าได้อย่างไร



ทำไมเราจึงต้องรักพระเจ้า
เพราะพระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าองค์เที่ยงแท้ ทรงฤทธานุภาพ ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวง ทรงเป็นเจ้าของชีวิตของเรา ทรงรักเราทุกคน รู้จักเราทุกคนอย่างเฉพาะเจาะจง แน่นอนครับ เราจึงต้องรักพระองค์


"เราทั้งหลายรัก ก็เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน" (1ยอห์น 4:19)



"เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมเสียสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ" (ยอห์น 10:11)



"ข้าพเจ้าถูก ตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่ โดยศรัทธาในพระบุตรของพระเจ้า ผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า" (กาลาเทีย 2:20)


คนที่สัมผัสถึงความรักของพระเจ้า จะให้เขาไม่รักพระเจ้าไม่ได้เลยครับ

หญิงคนหนึ่งมาจากอินโดนีเซีย เขาได้เล่าประสบการณ์ชีวิต เขาอยู่ในครอบครัวที่เคร่งครัดในด้านศาสนาพื้นเมือง ได้รับความทุกข์ยากลำบากแต่เล็ก เมื่อเจ็บป่วยในวัยเด็ก หมอให้ยาผิด ทำให้เขาเป็นโรคที่ปวดเส้นเอ็นมากเวลาสัมผัสอากาศเย็น เขาเจ็บปวดทรมานมากทุกคนจนโตเป็นสาว

วันหนึ่งเขาได้ไปพักกับพี่สาวซึ่งรักเขามาก พี่สาวดูแลเขาอย่างดี ข้างบ้านของพี่สาวมีสามีภรรยาที่เป็นคริสเตียนอาศัยอยู่ สามีภรรยาคู่นี้แปลกใจมากเพราะได้ยินเสียงร้องไห้โอดครวนเสมอทุกคืน พวกเขาจึงทำการสืบ และเมื่อทราบว่าเป็นหญิงคนนี้ที่ร้องไห้กลางคืนเพราะความเจ็บปวด สามีภรรยาคู่นี้จึงตัดสินใจที่จะพบปะผู้คุย แม้จะรู้ว่าพี่สาวของหญิงคนนี้ไม่ชอบคริสเตียน

สามีภรรยาคริสเตียนคู่นี้ได้มีโอกาสพูดคุย และอธิษฐานเผื่อ ขอบคุณพระเจ้า หญิงคนนี้ก็รู้สึกดีขึ้น ต่อมาก็ได้มีโอกาสแอบพบปะและอธิษฐานเผื่อ สิ่งที่หญิงคนนี้สัมผัสได้ คือ พระเจ้าทรงเมตตาเขา พระเจ้าทรงรักษาเขาแล้ว สาวคนนี้ดีใจมากจึงไปบอกพี่สาวว่าหายแล้ว แต่พี่สาวแทนที่จะดีใจด้วย กลับด่าว่า และห้ามมิให้พูดคุยกับพี่น้องคริสเตียนคู่นั้นอีก

แต่ด้วยที่หญิงคนนี้ได้สัมผัสกับความรักของพระเจ้า ได้รับความเมตตาจากพระเจ้า เมื่อมีโอกาสก็ได้พยายามที่จะไปพูดคุย และได้ไปโบสถ์ในที่สุด ได้นมัสการพระเจ้า สัมผัสถึงพี่น้อง สัมผัสถึงความรัก เขาก็มีความประทับใจ และไปนมัสการพระเจ้าสม่ำเสมอ โดยพยายามโกหกพี่สาวว่าไปทำอย่างอื่น

ต่อมาเขาก็ตัดสินใจที่จะบอกพี่สาวว่าเขาอยากเป็น คริสเตียน พี่สาวก็รายงานไปยังพ่อแม่ของเขาที่บ้าน พ่อแม่ของเขาจึงสั่งว่า ถ้าจะเป็นคริสเตียน ต้องออกจากบ้าน

แต่หญิงคนนี้บอกว่า พระเยซู คริสต์ทรงดีต่อเขามาก ตลอด 10 กว่าปีที่เขาต้องทนความเจ็บปวด แต่พระเจ้าก็ทรงรักษาชีวิตของเขา เมื่อพระเจ้ารักเขามากอย่างนี้ จะให้เขาไม่ไปนมัสการพระองค์ ไม่ให้ไปโบสถ์ได้อย่างไร

หญิงคนนี้จึงตัดสินใจออกจากบ้าน แม้ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร แต่เขามั่นใจว่า พระเจ้าทรงรักษาเขาได้ พระเจ้าก็จะทรงดูแลเขาได้อย่างแน่นอน

ในที่สุดก็มีคนพบเห็น และได้ช่วยเหลือหญิงคนนี้ พาเขาไปพักที่โบสถ์ ที่โบสถ์ได้แจ้งไปที่บ้านเขา ที่บ้านเขาก็ไม่สนใจ หญิงคนนี้ได้พยายามอธิษฐานเผื่อครอบครัวเสมอ จนในที่สุดที่บ้านก็ยอมให้เขากลับไปอยู่ที่บ้าน เขาเป็นพยานจนกระทั่่งพาพี่สาว คุณพ่อคุณแม่มาเชื่อในพระเจ้า

เช่นเดียวกัน ถ้าจะถามเราว่า "ทำไมเราจึงต้องรักพระเจ้า?" พี่น้องแต่ละคนคงจะมีคำตอบอย่างแน่นอน เพราะพระองค์ทรงรักเราก่อน


เราจะรักพระเจ้าอย่างไร
"36 'อาจารย์เจ้าข้า ในธรรมบัญญัตินั้นข้อใดสำคัญที่สุด'
37 พระเยซูทรงตอบเขาว่า 'จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้า ด้วยสุดใจสุดจิตของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า
38 นั่นแหละเป็นพระบัญญัติข้อใหญ่ และข้อต้น
39 ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง
40 ธรรมบัญญัติ และคำของผู้เผยพระวจนะทั้งสิ้น ก็ขึ้นอยู่กับพระบัญญัติสองข้อนี้' " (มัทธิว 22:36-40)



"โดยข้อนี้ เราจึงรู้ว่าเรารักคนทั้งหลายที่เป็นบุตรของพระเจ้า เมื่อเราทั้งหลายรักพระเจ้า และประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์" (1ยอห์น 5:2)


เราจะรักพระเจ้าได้อย่างไร? ก็โดยการเชื่อฟังพระมหาบัญญัติของพระเจ้า ที่เราจะรักพระเจ้า และรักพี่น้อง

หลาย ๆ สิ่งในพระวจนะคำของพระเจ้านั้นล้ำลึกมาก อย่างเช่น ใน 1โครินธ์ 13 ที่กล่าวว่า


"ความรักนั้นก็อดทนนาน และกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง" (1โครินธ์ 13:4)


แม้ว่าคนนั้นทำไม่ดีกับเรา รังแกเรา เราอาจจะอยากโต้ตอบเขา แต่ขอบคุณพระเจ้า พระวจนะคำของพระเจ้าให้เราอดทนนาน และไม่ใช่เป็นเพียงการตั้งรับ เราต้องกระทำคุณให้ด้วย โดยทำสิ่งดีกับคนที่ไม่ดีต่อเรา พระวจนะคำของพระเจ้าของเรา หวานซึ้ง และลึกซึ้งมาก


"เพราะ นี่แหละ เป็นความรักต่อพระเจ้า คือ ที่เราทั้งหลายประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์ และพระบัญญัติของพระองค์นั้น ไม่เป็นภาระ" (1ยอห์น 5:3)


สาระสำคัญของพระบัญญัติข้อใหญ่ ก็คือ บัญญัติ 4 ประการแรก ดังในพระธรรม อพยพ 20 ได้กล่าวไว้ชัดเจน


"3 อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา
4 อย่าทำรูปเคารพสำหรับตน เป็นรูปสิ่งใดซึ่งมีอยู่ในฟ้าเบื้องบน หรือบนแผ่นดินเบื้องล่าง หรือในน้ำใต้แผ่นดิน
5 อย่ากราบไหว้ หรือปรนนิบัติรูปเหล่านั้น เพราะเราคือพระเจ้าของเจ้า เป็นพระเจ้าที่หวงแหน ให้โทษบิดาตกทอดไปถึงลูกหลานของผู้ที่ชังเราจนถึงสามชั่วสี่ชั่วอายุคน
6 แต่เราแสดงความรักมั่นคงต่อคนที่รักเรา และปฏิบัติตามบัญญัติของเรา จนถึงพันชั่วอายุคน {หรือจำนวนหลายพันคน}
7 อย่าออกพระนามพระเจ้าของเจ้าอย่างไม่สมควร เพราะผู้ที่ออกพระนามพระองค์อย่างไม่สมควรนั้น พระเจ้าจะทรงถือว่า ไม่มีโทษก็หามิได้
8 จงระลึกถึงวันสะบาโต {คือ วันหยุดพัก (งาน)} ถือเป็นวันบริสุทธิ์
9 จงทำการงานทั้งสิ้นของเจ้าหกวัน
10 แต่วันที่เจ็ดนั้น เป็นสะบาโตของพระเจ้าของเจ้า ในวันนั้นอย่ากระทำการงานใดๆ ไม่ว่าเจ้าเอง หรือบุตรชายบุตรหญิงของเจ้า หรือทาสทาสีของเจ้า หรือสัตว์ใช้งานของเจ้า หรือแขกที่อาศัยอยู่ในประตูเมืองของเจ้า
11 เพราะในหกวันพระเจ้าทรงสร้างฟ้า และแผ่นดิน ทะเล และสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในที่เหล่านั้น แต่ในวันที่เจ็ดทรงพัก เพราะฉะนั้นพระเจ้าทรงอวยพระพรวันสะบาโต และทรงตั้งวันนั้นไว้เป็นวันบริสุทธิ์" (อพยพ 20:3-11)


พี่น้องครับ พระบัญญัติของพระเจ้าบอกไว้ให้เรารักษาวันสะบาโต ดังนั้น ถ้า เรารักพระเจ้า เราจะต้องยินดีที่จะปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระองค์ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ การมานมัสการพระเจ้าในวันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า

เมื่อพูดถึงวันสะบาโต ในสมัยพระคัมภีร์เดิม คือ เย็นวันศุกร์ถึงเย็นวันเสาร์ ในสมัยอัครสาวก พวกเขาก็ได้หยุดพักในวันสะบาโตตามหลักของชาวยิว และเขาก็ได้นมัสการพระเจ้าในวันแรกของสัปดาห์ด้วยเช่นกัน ต่อมา สาวกส่วนใหญ่มิใช่ชาวยิว จึงได้นมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์ จนกระทั่งมีการเรียกวันอาทิตย์ว่า เป็นวันสะบาโต เป็นวันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นวันที่จะระลึกถึงการเป็นขึ้นจากความตายขององค์พระเยซูคริสต์เจ้า

วันสะบาโต สำคัญ เพราะเป็นวันที่พระเจ้าทรงตั้งไว้ เป็นวันที่บริสุทธิ์ และเป็นวันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า


"พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณ และความจริง" (ยอห์น 4:24)



"พี่น้อง ทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์ และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่านทั้งหลาย" (โรม 12:1)



"อย่าขาดการ ประชุมเหมือนอย่างบางคนที่ขาดอยู่นั้น แต่จงพูดหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะท่านทั้งหลายก็รู้อยู่ว่า วันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว" (ฮีบรู 10:25)


วิวรณ์ ได้ให้ภาพของการนมัสการบนสวรรค์ไว้อย่างดี


"10 ผู้อาวุโสทั้งยี่สิบสี่นั้น ก็ทรุดตัวลงถวายบังคมพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น และนมัสการพระองค์ผู้ทรงดำรงอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์ และถอดมงกุฎออกวางตรงหน้าพระที่นั่งร้องว่า
11 'องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย พระองค์ทรงสมควรที่จะได้รับคำสรรเสริญ พระเกียรติ และฤทธิ์เดช เพราะว่าพระองค์ได้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวง และสรรพสิ่งทั้งปวงนั้น ก็ทรงสร้างขึ้นแล้ว และดำรงอยู่ตามชอบพระทัยของพระองค์' " (วิวรณ์ 4:10-11)


พระธรรมหลาย ๆ ข้อที่ได้กล่าวอ้างถึง ได้แนะนำว่า การนมัสการพระเจ้า เป็นการยืนยันว่าเรารักพระเจ้า และผู้ที่รักพระเจ้าอย่างเข้มแข็ง ก็จะไม่ยอมขาดการนมัสการพระเจ้า แม้ว่าร่างกายอาจจะอ่อนแอ เจ็บป่วย โดนกีดกัน โดนกลั่นแกล้ง แต่เขาก็จะพยายามที่จะมานมัสการพระเจ้าอย่างแน่นอน

แต่ในทางกลับกัน บางคนสามารถมานมัสการพระเจ้าได้ แต่กลับไม่มา อาจจะเห็นการนัดหมายกับเพื่อนสำคัญกว่าการนัดหมายกับพระเจ้า เมื่อมีการขาดการนมัสการครั้งแรก ก็จะมีการขาดครั้งต่อไป เมื่อหลายครั้งเขา ก็จะเริ่มรู้สึกว่าการมานมัสการพระเจ้ากระทำได้ยากขึ้น แล้วในที่สุดก็หายไป ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่มีผู้หลงหายมากมาย ลูกหลานมากมายที่หายไป ขอพระเจ้าเมตตา

ในบางครั้งเพียงแค่ผู้ใหญ่คนหนึ่งหายไป ก็ทำให้คนอื่น ๆ ในครอบครัวเห็นความสำคัญของการนมัสการพระเจ้าน้อยลง และหายไปเช่นกัน ในทางกลับกัน มีผู้อาวุโสหลายท่าน ตั้งใจอย่างมากที่จะนมัสการพระเจ้าที่โบสถ์ทุกวันอาทิตย์ สิ่งที่เขาตั้งใจนี้ เป็นสิ่งที่ทำให้ลูก ๆ หลาน ๆ เห็นความสำคัญของการมานมัสการ และลูก ๆ หลาน ๆ เหล่านั้นจึงได้เข้มแข็ง มานมัสการพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ

ขอพระเจ้า ที่จะนำให้เรารักพระเจ้า นมัสการพระองค์ มานมัสการพระเจ้าสม่ำเสมอ และที่จะหนุนใจให้เพื่อน ๆ ญาติพี่น้องอีกหลาย ๆ คนมานมัสการพระเจ้าเช่นกัน



ศจ. วิรัช เศรษฐ์โสภณกุล


สรุปคำเทศนาโบสถ์ไทย คริสตจักรสะพานเหลือง


เมื่อวันที่ 15/02/2009

เรื่อง รักพระเจ้า นมัสการพระองค์

วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

คำอธิษฐาน WHEN YOU PRAY

*คำอธิษฐาน*

ยามตะวันลาลับฟ้า ถึงเวลาอธิษฐาน เธอทูลเผื่อฉันหรือเปล่า
ฉ้นจะคอยเฝ้าอ้อนวอน ขอพระพรจากพระเจ้า
ให้เราทั้งสองรักกัน(อธิษฐานเผื่อกันและกัน)

โอ้...เธอคำนึงคิดถึงฉันหรือเปล่า ยามเมื่อเธอคุกเข่าอธิษฐาน
โอ้...ฉันคำนึงคิดถึงเธอทุกวัน ยามเมื่อฉันคุกเข่าเฝ้าพระองค์

WHEN YOU PRAY

At the close of the day, when you kneel to pray
Will you remember me?
I need help every day, this is why I pray
Will you remember me?

When you pray, will you pray for me
For I need His love and His care
When you pray, will you pray for me
Will you whisper my name in your prayer

At the close of the day, when I kneel to pray
I will remember you
You need help every day, this is why I pray
And I will remember you

When I pray, I will pray for you
For you need His love and His care
When I pray, I will pray for you
I will whisper your name in my prayer

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ขอบคุณพระเจ้า

ขอบคุณพระเจ้า

“เป็นการดีที่จะขอบพระคุณพระเจ้าผู้สูงสุด” (สดด. ๙๒.๑)
“จงขอบพระคุณพระเจ้าผู้ทรงแสนดี” (สดด. ๑๓๖.๑) ฉบับ NIV “Give thanks to the Lord, for he is good”
การขอบพระคุณพระเจ้าเป็นการแสดงออกถึงความเป็นมนุษย์ และจิตสำนึกที่ดี (มีอารยะธรรม) การขอบพระคุณพระเจ้าเป็นการเป็นการแสดงความซาบซึ้งในพระคุณ ความรัก และการเคารพนับถือ ตลอดจนถึงความกตัญญูรู้คุณ
อาจารย์เปาโลบอกคริสเตียนว่า “จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าซึ่งปรากฎอยูในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย” (๑ ธส. ๕.๑๘) ในฉบับอมตธรรมร่วมสมัยว่า “จงขอบพระคุณในทุกสถานการณ์ เพราะนี่คือพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับท่านทั้งหลายในพระเยซูคริสต์”
คุณเชื่อไหมว่า ใครก็ตามที่เรียนรู้จักการขอบคุณพระเจ้า คนนั้นจะไม่เป็นคนขี้บ่น จะไม่เป็นคนขี้น้อยใจ และจะไม่คิดฆ่าตัวตาย! ตัวอย่างของการขอบพระคุณพระเจ้า
ข้าพเจ้า(ฉัน/ผม)ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับฝนที่ตกลงมา แสดงว่าปีนี้จะมีพืชพันธุ์ธัญญาหารสมบูรณ์ชาวนาทำนาได้ และจะมีข้าวกินอย่างแน่นอน ขอบคุณพระเจ้าสำหรับเงาที่ติดตามอยู่ตลอดเวลาในกลางแจ้ง เพราะนั่นหมายถึงข้าพเจ้ากำลังได้แสงแดดที่มีวิตามีนขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับการเมืองที่วุ่นวาย เศรษฐกิจที่ตกต่ำ และศาสนาที่เสื่อมโทรม นั่นหมายถึงว่าผู้คนจะหมดหวังและหันมาสนใจในข่าวประเสริฐและเรื่องการช่วยให้รอดของพระเยซูคริสต์มากขึ้น
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับน้ำมันราคาแพงขึ้น เพราะทำให้ถนนโล่ง ผู้คนใช้รถยนต์น้อยลง และลดภาวะโลกร้อนได้มากเลย
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับข้าวของแพงขึ้น ค่าของเงินลดลง นั่นหมายถึงพระองค์ทรงสอนให้ฉันรู้จักประหยัดในการใช้จ่ายดิฉันขอบคุณพระเจ้าสำหรับสามีที่นอนกรนทั้งคืน เพราะนั่นหมายถึงเขากำลังหลับอยู่ที่บ้านกับฉัน ไม่ใช่กับผู้หญิงอื่น
ผมขอบคุณพระเจ้าสำหรับภรรยาที่โทรตามอยู่เสมอ และถามว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน เพราะนั่นหมายถึงยังมีคนรักและห่วงใยอยู่เสมอ
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับลูกชายและลูกสาววัยรุ่น ที่กำลังบ่นเรื่องล้างจาน นั้นหมายถึงพวกเขาอยู่ที่บ้าน ไม่ใช่อยู่ที่ถนน บ้านเพื่อน งานปาร์ตี้ หรือในร้านเกมส์ขอบคุณพระเจ้าสำหรับเสียงที่ปลุกในทุกๆเช้า นั่นหมายถึงฉันยังมีชีวิตอยู่
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับภาษีที่ต้องเสีย นั่นหมายถึงฉันมีงานทำขอบคุณพระเจ้าการทำความสะอาดบ้าน เช็ดถูหน้าต่างและห้องหับ เพราะนั้นหมายถึงฉันมีบ้าน
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับเสื้อผ้าที่พอดีจนเกือบจะคับเกินไป เพราะนั่นหมายถึงข้าพเจ้ายังมีกิน
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับคำบ่นต่อรัฐบาล การเดินขบวนประท้วง ม๊อบต่างๆ เพราะนั่นหมายถึงประเทศนี้มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น มิได้ปกครองด้วยระบบเผด็จการหรือคอมมิวนิสต์
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับไม่มีที่จอดรถใกล้ๆ เพราะนั่นหมายถึงฉันจะได้เดินออกกำลังกาย
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับการซัดรีด นั่นหมายถึงฉันมีเสื้อผ้าสวมใส่
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับที่ต้องเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าในแต่ละวัน เพราะมันหมายถึงฉันยังมีทำงานหนักได้
“จงขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งสารพัดเสมอ ในพระนามพระเยซูคริสตเจ้าของเรา” (คส. ๕.๑๙)

ขอบคุณที่ติดตามบทความ-คำเทศนา

จากเราทีมงานไทยเซอร์มอน
kittikunm@yahoo.com

'www.thaisermons.com'

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

ตำนานความถ่อมใจ

Revise7 S_K 19/01/09
ตำนานความถ่อมใจ

มธ. 18:1-4 1 ในเวลานั้นเหล่าสาวกมาเฝ้าพระเยซูทูลว่า “ใครเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์"
2 พระเยซูจึงทรงเรียกเด็กเล็กๆคนหนึ่งมาให้ยืนท่ามกลางเขา
3 แล้วตรัสว่า “เรากล่าวความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านไม่กลับใจเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ท่านจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ไม่ได้เลย
4 เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดถ่อมจิตใจลงเหมือนเด็กเล็กคนนี้ ผู้นั้นจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์

• พระเยซูทรงยกตัวอย่างของเด็กเล็กๆให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดินสวรรค์
• ทรงให้ความสำคัญกับบางสิ่งในตัวเด็กเล็กๆ ที่ทำให้ผู้เชื่อต้องกลับมาฉุกคิดอย่างจริงจัง
• เด็กเล็กๆเป็นอย่างไรหรือ จึงเป็นตัวแทนของคนแห่งแผ่นดินสวรรค์
• คุณค่าในตัวเด็กเล็กๆนั้น ที่พระเยซูสอน มีความหมายใดกันแน่

1. “คำถาม” ใครเป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดินสวรรค์

• เราจะเข้าใจบริบทของเรื่องนี้ก่อน โดยต้องย้อนกลับไปดูที่มาของคำถาม
• สาวกถามพระเยซูว่า “ใครเป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดินสวรรค์”
• เป็นคำถามที่ถามอย่างตั้งใจ และรวมตัวกันมาเข้าเฝ้าพระเยซู เพื่อถามพระองค์ด้วยคำถามที่เจาะจง

• ทำไมสาวกจึงถามคำถามนี้?
• ในระหว่างทางเดิน เหล่าสาวกผู้ใกล้ชิด ทั้ง 12 คน ซุบซิบกันว่า ใครควรจะนั่งตำแหน่งไหน
• และเมื่อต้องการความแน่ใจ ให้รู้กันไปเลยว่าใครจะได้รับตำแหน่งใหญ่กว่ากัน จึงเข้ามาถามพระเยซูอย่างเจาะจง จะได้ไม่ต้องเถียงกันอีก

มาระโก 9:33-34 33 พระองค์จึงเสด็จมายังเมืองคาเปอรนาอุม และเมื่อเข้าไปในเรือนแล้ว พระองค์ตรัสถามเหล่าสาวกว่า “เมื่อมาตามทางนั้นท่านทั้งหลายได้โต้แย้งกันด้วยข้อความอันใด"
34 เหล่าสาวกก็นิ่งอยู่ เพราะเมื่อมาตามทางนั้นเขาได้เถียงกันว่าคนไหนจะเป็นใหญ่กว่ากัน

• สิ่งที่พระเยซูทรงตอบเหล่าสาวก เป็นสิ่งที่ผิดไปจากความคาดหวังของเขาเป็นอย่างมาก
• สิ่งที่เขาคาดหวังคือ คำตอบที่ว่า คนใดคนหนึ่งในพวกเขาจะได้เป็นใหญ่ และใครได้ตำแหน่งรองๆลงมา

• ความคิดที่ผิดพลาด นำมาซึ่งคำถามที่ผิดเพี้ยน

ความคิดผิด 1 คนที่รับใช้พระเยซูมาก จะได้เป็นใหญ่

• สาวกได้ติดตามพระเยซู ทิ้งบ้านเรือนไร่นา อาชีพ ติดตามพระองค์มา
• เขาคิดว่าเขารู้จักพระองค์มากกว่าใคร
• สนิทกับพระองค์มากกว่าใคร
• พูดคุยกับพระองค์มากกว่าใคร
• ได้รับอำนาจจากพระองค์มากกว่าใคร ให้ขับผี ให้รักษาคนเจ็บให้หาย รักษาคนตายให้ฟื้น ให้ประกาศแผ่นดินของพระเจ้า นำคนสู่แผ่นดินสวรรค์
• สาวกแต่ละคนล้วนผ่านงานรับใช้ฝ่ายวิญญาณมาอย่างโชกโชน
• ทุกคนมีจุดเด่นของตัวเอง และ ที่ไม่ด้อยไปกว่าคนอื่นๆ เช่น เปโตรกับแอนดรูว์ ได้รับการทรงเรียกมาก่อนคนอื่นๆ ยอห์นเป็นผู้ที่พระองค์ทรงรัก มัทธิวเป็นผู้คล่องแคล่วเรื่องการคำนวณ ยูดาสเป็นคนถือถุงเงิน ฯลฯ
• จึงมีการทุ่มเถียงกันว่าใครจะได้เป็นใหญ่ที่สุด กว่าคนอื่นๆ

มัทธิว 7:21-23 21 "มิใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า” จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้
22 เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนเป็นอันมากร้องแก่เราว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์กล่าวพระวจนะในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้กระทำการมหัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามของพระองค์ มิใช่หรือ"
23 เมื่อนั้นเราจะได้กล่าวแก่เขาว่า “เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย เจ้าผู้กระทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา"

• การรับใช้เป็นสิ่งที่สมควร โดยตระหนักว่าเป็นการรับใช้โดยพระคุณ ยิ่งรับใช้มากยิ่งถวายเกียรติ์มาก
• คนสองคนรับใช้ยากลำบากเหมือนกัน นำคนมาเชื่อเท่ากัน คนหนึ่งได้สวรรค์ อีกคนหนึ่งไม่ได้ไป
• แม้ว่าการรับใช้จะสำคัญ แต่ท่าทีในการรับใช้มีความสำคัญยิ่งกว่า และเป็นตัวกำหนดอนาคต บำเหน็จและการพิพากษา

ความคิดผิด 2 ผู้เป็นใหญ่ คือ ผู้มีอำนาจเหนือคนอื่น

มาระโก 10:42 พระเยซูจึงทรงเรียกเขาทั้งหลายมาตรัสว่า “ท่านทั้งหลายรู้อยู่ว่า ผู้ที่นับว่าเป็นผู้ครองของคนต่างชาติ ย่อมเป็นเจ้าเหนือเขา และผู้ใหญ่ทั้งหลายก็ใช้อำนาจบังคับ

ลูกา 22:24-25 24 มีการเถียงกันด้วยว่าจะนับว่าใครในพวกเขาเป็นใหญ่ที่สุด
25 พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า “กษัตริย์ของคนต่างชาติย่อมเป็นเจ้าเหนือเขา และผู้ที่มีอำนาจเหนือเขานั้น เขาเรียกว่าเจ้าบุญนายคุณ

• สาวกคิดผิดเพี้ยน คิดด้วยเนื้อหนัง ฝ่ายโลก คิดอยากเป็นใหญ่
• การได้อยู่ใกล้ชิดพระเยซูเป็นสิทธิพิเศษอย่างยิ่ง และน่าจะทำให้เขาเรียนรู้จากพระองค์มากยิ่งขึ้น กลับไม่เรียนรู้เรื่องที่สำคัญที่สุด เรื่องที่พระองค์สอน และเป็นแบบอย่างปฏิบัติเสมอมา
• แทนที่คำถามจะเป็น “ทำอย่างไรจึงจะรับใช้พระองค์ได้มากขึ้น ทำตามน้ำพระทัยพระบิดาได้มากขึ้น”
• คนเหล่านั้นกลับถามว่า “ใครจะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์” สาวกคงทำให้พระเยซูเสียพระทัยไม่น้อย

• พระเยซูสอนย้อนกลับไปในความคิดของสาวก กลับความคิดจากหน้ามือเป็นหลังมือ
• พระองค์สอนเขาว่า ผู้เป็นใหญ่คือผู้รับใช้คนทั้งปวง

มัทธิว 20:26-27 26 แต่ในพวกท่านหาเป็นอย่างนั้นไม่ ถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย
27 ถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นเอกเป็นต้น ผู้นั้นจะต้องเป็นทาสสมัครของพวกท่าน

ลูกา 22:24-27 26 แต่พวกท่านจะหาเป็นอย่างนั้นไม่ ผู้ใดในพวกท่านที่เป็นใหญ่ที่สุด ให้ผู้นั้นเป็นเหมือนผู้เยาว์ที่สุด และผู้ใดเป็นนายให้ผู้นั้นเป็นเหมือนคนรับใช้
27 ด้วยว่าใครเป็นใหญ่กว่า ผู้ที่นั่งโต๊ะหรือผู้เดินโต๊ะ ผู้ที่นั่งโต๊ะมิใช่หรือ แต่ว่าเราอยู่ท่ามกลางท่านทั้งหลายเหมือนผู้รับใช้

ความคิดผิด 3 ผู้เป็นใหญ่ มีอำนาจทำตามใจปรารถนา

• หากคิดดังนี้ เป็นการคิดผิดอย่างน้อยสองอย่างคือ
1. คนที่เป็นใหญ่ที่สุดในสวรรค์คือพระเจ้า
o และทุกคนยังต้องทำตามน้ำพระทัยพระองค์ ไม่ใช่ทำตามใจตัวเอง
o ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ มิเช่นนั้นตกสวรรค์
2. คนที่เป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์ มีวิถีทางที่แตกต่างจากโลก
o ในโลกนี้ เป็นใหญ่ได้ต้องเก่ง กล้า สามารถ
o ในสวรรค์ เป็นใหญ่ได้ ต้องถ่อมใจ ยินดีทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าทุกประการ มิใช่ทำตามใจตัวเอง

• ผู้เชื่อหลายคนไม่ได้คิดอยากเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์
• เป็นไปได้หรือไม่ว่าเป็นเพระเขาไม่อยากรับใช้ ไม่อยากทำตามน้ำพระทัยทุกประการ ถ้าถ่อมใจทำ ต้องเหนื่อยยากลำบากแน่
• อย่างน้อยสาวกที่ติดตามพระเยซูยังจ่ายราคา ติดตามพระเจ้าและคาดหวังแผ่นดินสวรรค์
• ส่วนเราที่ผู้เป็นผู้เชื่อ เราคาดหวังแผ่นดินของพระเจ้ามากแค่ไหน คาดหวังอย่างไร
• หากไม่ได้คิด ไม่ได้คาดหวังเลย ต้องย้อนกลับมาถามตนเองว่าชีวิตในการติดตามพระเจ้าของเราเป็นอย่างไร

2. คำตอบแรก “คนคิดเป็นใหญ่ หมดสิทธิ์ไปสวรรค์”

“มธ.18:3 ถ้าพวกท่านไม่กลับใจเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ท่านจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ไม่ได้เลย”

มธ. 18:1-3 1 ในเวลานั้นเหล่าสาวกมาเฝ้าพระเยซูทูลว่า “ใครเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์"
2 พระเยซูจึงทรงเรียกเด็กเล็กๆคนหนึ่งมาให้ยืนท่ามกลางเขา
3 แล้วตรัสว่า “เรากล่าวความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านไม่กลับใจเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ท่านจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ไม่ได้เลย

• พระเยซูไม่ได้ตอบในสิ่งที่สาวกต้องการ
• ไม่ได้ตอบว่า ใน 12 คน ใครจะได้เป็นใหญ่ ใครใหญ่กว่าใคร
• วิธีที่พระองค์ตอบและสั่งสอนคือ
• ทรงเรียกเด็กเล็กๆคนหนึ่ง ให้มายืนท่ามกลางสาวก ให้สาวกดูชัดๆ
• และบอกสาวกว่าผู้ที่ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์ คือ เด็กเล็กๆ เช่นเด็กคนนี้

o การที่พระเยซูยกตัวอย่างเด็กเล็กๆคนหนึ่ง อาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาในสมัยของเรา แต่ในอดีตนั้น เป็นเรื่องที่รับได้ยากจริงๆ
o คำว่าเด็กเล็กๆ ในที่นี้ ใช้คำภาษากรีกว่า Paidion แปลว่า ต่ำต้อย โดยเฉพาะใช้กับเด็กเล็กๆอายุต่ำกว่า 3 ขวบลงมา
o พวกธรรมาจารย์มักให้สถานภาพของคำนี้ เป็นความต่ำต้อยทำผูกติดไว้กับคน 3 กลุ่ม ผูกไว้ด้วยกันเสมอเวลากล่าวอ้างถึงสิทธิทางกฎหมาย ซึ่งหมายถึงเป็นคนที่ไม่มีสิทธิใดๆเลย แม้ว่าจะอยู่ในสังคมเดียวกัน คนสามกลุ่มนี้คือ
1. คนหูหนวกและคนใบ้ อยู่ในโลกส่วนตัว สื่อสารกับสังคมไม่รู้เรื่อง
2. คนที่จิตไม่สมประกอบ ไม่รับรู้โลกแห่งความเป็นจริง
3. เด็กเล็กๆ ช่วยเหลือตัวเองยังไม่ได้ ไม่มีสิทธิทางกฎหมายใดๆเลย
o สังคมในอดีต ไม่ได้ให้คุณค่าแก่เด็กเล็กๆเลย เด็กเล็กๆจึงเป็นคนที่มีไม่มีสิทธิ์ใดๆเลย
o มีเพียงพ่อแม่ที่สนใจ รัก เอาใจใส่ จนโตขึ้นได้ จึงมีสิทธิ์เหมือนคนอื่น
o เราจึงพบว่า มีการฆ่าเด็กเล็กๆ พบได้หลายครั้งในประวัติศาสตร์ที่พระคัมภีร์เขียนถึง เช่น
• ฟาโรห์ ให้ฆ่าเด็กผู้ชายทุกคนที่คลอดออกมาจากชาวอิสราเอล
• เฮโรดให้ฆ่าเด็กอายุตั้งแต่สองขวบลงมา
• บ้างก็ให้เอาเด็กไปบูชายัญ ให้ผ่าเด็กเป็นสองท่อน
• บ้างก็กินเด็ก ในเวลาที่มีความกันดารอาหารเกิดขึ้น เอาเด็กเล็กๆมาแบ่งกันกิน
o การเอาเด็กมาเป็นแบบอย่างคนที่เป็นใหญ่ในสวรรค์ จึงเป็นสิ่งที่กระชากความคิดของเหล่าสาวกอย่างมาก

มัทธิว 19:13-14 13 ขณะนั้นเขาพาเด็กเล็กๆมาหาพระองค์ เพื่อจะให้พระองค์ทรงวางพระหัตถ์และอธิษฐาน แต่เหล่าสาวกก็ห้ามปรามไว้
14 ฝ่ายพระเยซูตรัสว่า “จงยอมให้เด็กเล็กๆเข้ามาหาเรา อย่าห้ามเขาเลย เพราะว่าชาวแผ่นดินสวรรค์เป็นของคนเช่นเด็กเหล่านั้น"

• แผ่นดินสวรรค์เป็นของคนเล็กน้อยอย่างเด็ก หมายถึง สภาพของผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ใดๆ
• ถ่อมใจแรก คือ ถ่อมใจรับ....เป็นผู้หมดสิทธิ์
• หมดสิ้นโดยทุกวิธีที่จะช่วยตัวเองได้ ไม่สามารถใช้วิธีใดๆ โดยความสามารถของตัวเองเพื่อไปสวรรค์
• แผ่นดินสวรรค์ มิใช่ได้มาด้วยความเก่งกล้าในการรับใช้ / ความสามารถที่อวดอ้างได้ ฯลฯ
• คนที่เข้าในแผ่นดินของพระเจ้า คือ คนกลับใจใหม่อย่างแท้จริง คนที่รู้ว่าตัวเองไม่ดีพอ ผู้ที่ไม่ได้อวดอ้างสิ่งใดๆ เป็นเหมือนกับเด็กเล็กๆคนนั้น
• เพียงขั้นแรกในการก้าวเข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ เหล่าสาวกก็ตกมาตรฐานเสียแล้ว
• การเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์จึงยังอยู่ห่างไกลความจริง
• ผู้ที่เรียนรู้ท่าทีถ่อมใจอย่างเด็ก จึงสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิต สามารถกลับใจใหม่ได้อย่างแท้จริง
• นี่คือถ่อมใจแรก ในความหมายของการถ่อมใจแบบเด็ก
• คนมักนำคำว่าเป็นผู้เล็กน้อยไปใช้สนองความต้องการของตัวเอง เช่น
o คนไม่ถ่อมใจ กลับจะอวดตัว แต่มักบอกว่า ตัวผมไม่มีอะไร (แต่ในใจมีอยู่เยอะ)
o ผู้เชื่อส่วนใหญ่ถูกสอนเรื่องผู้เล็กน้อย แต่ไม่ได้รับรู้เป็นชีวิต ไม่ได้เข้าใจวิถีของผู้ที่ถ่อมใจ
o หลายคนอวดอ้างสรรพคุณว่าเป็นผู้เล็กน้อย เป็นคนโนเนม เป็นคนปลายแถว เป็นคนที่ไม่มีใครรู้จัก เป็นคนไม่มีอะไร แต่กระพือความเสียหายได้ใหญ่โตทั่วประเทศได้ทีเดียว
o เราต้องกลับใจใหม่ ต้องถ่อมใจ เลียนแบบความเล็กน้อยอย่างเด็ก
o เรื่องนี้ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ทุกสิ่งเริ่มต้นออกมาจากถ่อมใจ และเป็นก้าวแรกในแผ่นดินสวรรค์ ไม่สามารถละเลยได้
o และคนต้นจะเป็นคนปลายได้ และคนปลายจะเป็นคนต้นได้ ไม่มีใครยึดตำแหน่งของตนเอาไว้ได้

มาระโก 10:31 แต่มีหลายคนที่เป็นคนต้นจะต้องกลับไปเป็นคนสุดท้าย และที่เป็นคนสุดท้ายจะกลับเป็นคนต้น"

3. คำตอบที่สอง “ผู้ถ่อมใจแท้ จึงจะได้เป็นใหญ่”

มธ.18:4 เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดถ่อมจิตใจลงเหมือนเด็กเล็กคนนี้ ผู้นั้นจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์

• พระเยซูไม่ได้หยุดคำสอนอยู่แค่ก้าวแรก เรื่องสอนสาวกให้กลับใจใหม่
• แต่พระเยซูสอนไปจนจบในคราวเดียว
• พระองค์ทรงตอบคำถามที่สาวกมาถามอย่างครบถ้วน
• หากมีชีวิตในโลกนี้ด้วยท่าทีถ่อมใจเหมือนเด็กเล็กๆคนนี้ และดำเนินชีวิตอย่างนั้นจริงๆ จะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์
• จุดประสงค์ของคำสอนคือ เพื่อให้ได้อยู่ในสวรรค์อย่างมีศักดิ์ศรีในแผ่นดินสวรรค์
• พระเยซูหวังใจให้สาวกเข้าในแผ่นดินสวรรค์ และมีศักดิ์ศรีในแผ่นดินสวรรค์ด้วย
• ไม่ใช่เพียงการกลับใจใหม่ หรือรอดดังไฟเข้าสู่สวรรค์
• เรื่องสำคัญที่สุดที่ทำให้ผู้เชื่ออยู่อย่างมีศักดิ์ศรี และ เป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์ได้ คือ ความถ่อมใจ

• สิ่งที่พระองค์สอนเป็นสิ่งแรกในคำเทศนาบนภูเขาคือเรื่อง ความถ่อมใจ
• ความถ่อมใจเป็นประตูเชื่อมอาณาจักรสวรรค์กับแผ่นดินโลก
• เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด และเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องแรก
• และยังเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเสมอสำหรับคริสเตียนที่ยังปรารถนาติดตามพระเจ้าจนถึงวันสุดท้าย

• คำว่าถ่อมใจมาจากคำในภาษากรีกว่า Tapeinoo แปลว่า การลดตัวลงต่ำ การอยู่อย่างไม่มีตำแหน่งใดๆ
• พระเยซูนำเด็กคนนี้มาเป็นตัวอย่าง ไม่ได้หมายความว่าเด็กที่ยืนอยู่คนนี้ จะเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์ เพราะเด็กคนนี้ ไม่ได้เป็นเด็กตลอดไป เขาจะโตขึ้น และไม่ได้เป็นเด็กเหมือนเดิม
• แต่พระเยซูกำลังบอกถึง บางสิ่ง ที่เป็นลักษณะเจาะจง ที่มีเฉพาะในเด็กเล็กๆเท่านั้น
• สิ่งที่พระเยซูกล่าวถึงอย่างเจาะจง เพียงเรื่องเดียวคือ ความถ่อมใจอย่างเด็ก หมายถึง การไม่มีสถานะภาพใดๆเลยที่อวดอ้างได้
• พระองค์ไม่ได้หมายถึงเรื่อง ความคุณธรรมหรือความดีใดๆ ในตัวเด็ก
• พระองค์ไม่ได้หมายถึง ความจริงใจ ความไร้เดียงสา หรือความชั่วร้ายที่เด็กๆมีน้อยกว่าผู้ใหญ่ แม้เด็กไม่ชั่วร้ายเท่าผู้ใหญ่ แต่ก็เป็นคนบาปเช่นเดียวกัน
• ลองสังเกตดูว่ามีสิ่งใดที่เด็ก สามารถอวดอ้างกับพ่อแม่ของเขาว่า เขาหามาได้เอง จะไม่มีเลย โดยเฉพาะในเด็กต่ำกว่า 3 ขวบ
o ลูกน้อยไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้เอง ต้องมีพ่อแม่คอยช่วยอยู่ตลอดเวลา
o หากเด็กเล็กๆ ถูกลืมทิ้งไว้ที่สวนสวนสาธารณะ เขาจะไม่สามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้เลย
o เขาไม่รู้จะกินอะไร จะกินตอนไหน อะไรกินได้หรือไม่ได้
o ไม่ได้คิดจะอาบน้ำ ถอดกางเกงก็ไม่เป็น ขับถ่ายก็ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
o จะกลับบ้านก็ไม่รู้จะทำอย่างไร
o แค่มองหาพ่อแม่ไม่เจอก็ร้องไห้แล้ว
o เป็นเด็ก คือ ไม่สามารถขาดจากพ่อแม่ได้เลย
o ไม่มีสถานภาพใดๆเลยที่อวดอ้างได้
o แต่ธรรมชาติของเด็กเล็กๆบอกตัวเขาเองว่า เขาจะต้องมีพ่อแม่อยู่กับเขาไม่ว่าพ่อแม่ ต่อว่า หรือตีเขา เขาก็ยังอยู่กับพ่อแม่ต่อไป พึ่งพ่อแม่ต่อไป ไม่ไปไหนเด็ดขาด คิดอย่างอื่นไปไม่ได้
o เมื่อต้องการสิ่งใด จะร้องหาจากพ่อแม่ ร้องขอจากพ่อแม่ ไม่มีความอายในการร้องขอจากพ่อแม่ของตน เวลาร้องจะร้องเต็มที่
o แม้ดื้อบ้าง เกเรบ้าง ไม่เชื่อฟังบ้าง แต่ก็อยู่กับพ่อแม่เสมอ ไม่เคยมีความคิดเป็นอย่างอื่น
o ความสุขของเขาไม่ได้อยู่ที่การสะสมสิ่งของที่พ่อแม่ให้เขา เขาไม่รู้ว่าจะเอาไปทำไมด้วยซ้ำ ไม่เคยคิดสร้างสถานภาพให้กับตัวเอง
o ความสุขของเขาอิงอยู่กับพ่อแม่ อยากอยู่กับพ่อแม่ อยากเล่นกับพ่อแม่ อยากพึ่งพิงพ่อแม่ตลอดไป เดินยังไม่อยากเดิน แม้ว่าเดินได้ ขอให้พ่อแม่อุ้มไป
o ความถ่อมใจของตัวเด็กเล็กๆ ที่เป็นความสุขของเขา คือ การได้พึ่งพาพ่อแม่ของเขา เขาทำด้วยความยินดี รับการช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ
o ความถ่อมใจแบบนี้แหละที่พระองค์ต้องการสอนสาวก เพียงแต่เปลี่ยนตัวละครจากตัวเด็กกับพ่อของเขา ไปเป็นตัวท่านกับพระเจ้า
o พระเจ้าเป็นพระบิดา และท่านเป็นบุตรของพระองค์
o ยินดีถ่อมใจ พึ่งพาพระองค์ เกาะติดแน่นอยู่กับพระองค์ด้วยความยินดีและเต็มใจเสมอ
o คือถ่อมใจต่อพระองค์อย่างเด็กน้อยที่มีความสุขอยู่กับบิดามากกว่าสิ่งต่างๆที่บิดาหยิบยื่นให้

ถ่อมใจในแผ่นดินสวรรค์ ไม่สามารถเรียนได้จากโลกนี้

o ความรู้ในโลกไม่เคยทำให้ใครถ่อมใจได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าบุคคลหรือ สิ่งใดในโลกก็ตาม
o แต่การเรียนรู้ความถ่อมใจอย่างแท้จริง เรื่องแผ่นดินในสวรรค์ ผู้เชื่อต้องเรียนจากพระเยซู ไม่มีผู้ใดสอนท่านได้นอกจากพระองค์เท่านั้น

การมีความรู้ในพระคัมภีร์ ไม่ได้บอกถึง การเป็นคนที่ถ่อมใจ

o ความรู้เป็นเรื่องหนึ่ง เป็นสิ่งดีถ้ารู้ให้มากที่สุด แต่ที่สำคัญคือการเปลี่ยนไปตามอย่างที่เรียนรู้
o หากมีความรู้พระคัมภีร์ แต่ไม่เปลี่ยนชีวิต แทนที่จะถ่อมใจ กลับกลายเป็นความหยิ่ง ทำร้ายและทำลายผู้คน ทั้งตัวเองและผู้อื่น

o ความถ่อมใจอย่างสวรรค์ จะทำให้ผู้เชื่อสามารถเรียนรู้จากพระเจ้า ให้พระเจ้าเป็นผู้เลี้ยงดูท่าน สร้างชีวิตของท่าน พัฒนาชีวิตของท่าน
o ยิ่งเกาะติดพระเจ้ายาวนานขึ้น ยิ่งเรียนรู้จากพระองค์ เปลี่ยนแปลงชีวิต และให้พระองค์ปั้นแต่งชีวิตของเรา ให้เป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น จึงมีคุณสมบัติที่พึงประสงค์ในแผ่นดินของพระองค์มากขึ้นเป็นลำดับนั้นเอง
o สิ่งนี้จะเกิดไม่ได้เลย หากไม่ได้พึ่งพาพระองค์ หรือพึ่งก็เพียงแต่น้อย ไม่ถ่อมใจให้พระองค์เป็นผู้นำชีวิต เลือกดำเนินชีวิตด้วยตัวเองเป็นส่วนใหญ่
o ความถ่อมใจที่สอง คือ ถ่อมใจพึ่งพาพระเจ้า เหมือนอย่างเด็กเล็กๆที่ใช้ชีวิตอยู่ได้โดยการพึ่งพาพ่อแม่ของเขานั่นเอง

สดุดี 89:26 เขาจะร้องต่อเราว่า “พระองค์ทรงเป็นพระบิดาของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ และเป็นพระศิลาแห่งความรอดของข้าพระองค์"

อิสยาห์ 64:8 ข้าแต่พระเจ้า แต่พระองค์ยังทรงเป็นพระบิดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลาย เป็นดินเหนียว และพระองค์ทรงเป็นช่างปั้น ข้าพระองค์ทุกคนเป็นผลพระหัตถกิจของพระองค์

คำถาม
1. แบบอย่างความถ่อมใจของเด็กเล็กๆ เป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์ครบถ้วนหรือไม่ แตกต่างกับความถ่อมใจของพระเยซูอย่างไร
2. ถ้าเราถ่อมใจอย่างแท้จริง อย่างเด็กเล็กๆ จะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้บ้าง มากน้อยขนาดไหน
3. คำถามที่สำคัญที่สุดคือ ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า ตอนนี้เป็นอย่างไร อนาคตจะดีขึ้น ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ แย่ลง

มธ. 18:1-4 1 ในเวลานั้นเหล่าสาวกมาเฝ้าพระเยซูทูลว่า “ใครเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์"
2 พระเยซูจึงทรงเรียกเด็กเล็กๆคนหนึ่งมาให้ยืนท่ามกลางเขา
3 แล้วตรัสว่า “เรากล่าวความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านไม่กลับใจเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ท่านจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ไม่ได้เลย
4 เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดถ่อมจิตใจลงเหมือนเด็กเล็กคนนี้ ผู้นั้นจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์

• พระเยซูทรงยกตัวอย่างของเด็กเล็กๆให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดินสวรรค์
• ทรงให้ความสำคัญกับบางสิ่งในตัวเด็กเล็กๆ ที่ทำให้ผู้เชื่อต้องกลับมาฉุกคิดอย่างจริงจัง
• เด็กเล็กๆเป็นอย่างไรหรือ จึงเป็นตัวแทนของคนแห่งแผ่นดินสวรรค์
• คุณค่าในตัวเด็กเล็กๆนั้น ที่พระเยซูสอน มีความหมายใดกันแน่

1. “คำถาม” ใครเป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดินสวรรค์

• เราจะเข้าใจบริบทของเรื่องนี้ก่อน โดยต้องย้อนกลับไปดูที่มาของคำถาม
• สาวกถามพระเยซูว่า “ใครเป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดินสวรรค์”
• เป็นคำถามที่ถามอย่างตั้งใจ และรวมตัวกันมาเข้าเฝ้าพระเยซู เพื่อถามพระองค์ด้วยคำถามที่เจาะจง

• ทำไมสาวกจึงถามคำถามนี้?
• ในระหว่างทางเดิน เหล่าสาวกผู้ใกล้ชิด ทั้ง 12 คน ซุบซิบกันว่า ใครควรจะนั่งตำแหน่งไหน
• และเมื่อต้องการความแน่ใจ ให้รู้กันไปเลยว่าใครจะได้รับตำแหน่งใหญ่กว่ากัน จึงเข้ามาถามพระเยซูอย่างเจาะจง จะได้ไม่ต้องเถียงกันอีก

มาระโก 9:33-34 33 พระองค์จึงเสด็จมายังเมืองคาเปอรนาอุม และเมื่อเข้าไปในเรือนแล้ว พระองค์ตรัสถามเหล่าสาวกว่า “เมื่อมาตามทางนั้นท่านทั้งหลายได้โต้แย้งกันด้วยข้อความอันใด"
34 เหล่าสาวกก็นิ่งอยู่ เพราะเมื่อมาตามทางนั้นเขาได้เถียงกันว่าคนไหนจะเป็นใหญ่กว่ากัน

• สิ่งที่พระเยซูทรงตอบเหล่าสาวก เป็นสิ่งที่ผิดไปจากความคาดหวังของเขาเป็นอย่างมาก
• สิ่งที่เขาคาดหวังคือ คำตอบที่ว่า คนใดคนหนึ่งในพวกเขาจะได้เป็นใหญ่ และใครได้ตำแหน่งรองๆลงมา

• ความคิดที่ผิดพลาด นำมาซึ่งคำถามที่ผิดเพี้ยน

ความคิดผิด 1 คนที่รับใช้พระเยซูมาก จะได้เป็นใหญ่

• สาวกได้ติดตามพระเยซู ทิ้งบ้านเรือนไร่นา อาชีพ ติดตามพระองค์มา
• เขาคิดว่าเขารู้จักพระองค์มากกว่าใคร
• สนิทกับพระองค์มากกว่าใคร
• พูดคุยกับพระองค์มากกว่าใคร
• ได้รับอำนาจจากพระองค์มากกว่าใคร ให้ขับผี ให้รักษาคนเจ็บให้หาย รักษาคนตายให้ฟื้น ให้ประกาศแผ่นดินของพระเจ้า นำคนสู่แผ่นดินสวรรค์
• สาวกแต่ละคนล้วนผ่านงานรับใช้ฝ่ายวิญญาณมาอย่างโชกโชน
• ทุกคนมีจุดเด่นของตัวเอง และ ที่ไม่ด้อยไปกว่าคนอื่นๆ เช่น เปโตรกับแอนดรูว์ ได้รับการทรงเรียกมาก่อนคนอื่นๆ ยอห์นเป็นผู้ที่พระองค์ทรงรัก มัทธิวเป็นผู้คล่องแคล่วเรื่องการคำนวณ ยูดาสเป็นคนถือถุงเงิน ฯลฯ
• จึงมีการทุ่มเถียงกันว่าใครจะได้เป็นใหญ่ที่สุด กว่าคนอื่นๆ

มัทธิว 7:21-23 21 "มิใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า” จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้
22 เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนเป็นอันมากร้องแก่เราว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์กล่าวพระวจนะในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้กระทำการมหัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามของพระองค์ มิใช่หรือ"
23 เมื่อนั้นเราจะได้กล่าวแก่เขาว่า “เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย เจ้าผู้กระทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา"

• การรับใช้เป็นสิ่งที่สมควร โดยตระหนักว่าเป็นการรับใช้โดยพระคุณ ยิ่งรับใช้มากยิ่งถวายเกียรติ์มาก
• คนสองคนรับใช้ยากลำบากเหมือนกัน นำคนมาเชื่อเท่ากัน คนหนึ่งได้สวรรค์ อีกคนหนึ่งไม่ได้ไป
• แม้ว่าการรับใช้จะสำคัญ แต่ท่าทีในการรับใช้มีความสำคัญยิ่งกว่า และเป็นตัวกำหนดอนาคต บำเหน็จและการพิพากษา

ความคิดผิด 2 ผู้เป็นใหญ่ คือ ผู้มีอำนาจเหนือคนอื่น

มาระโก 10:42 พระเยซูจึงทรงเรียกเขาทั้งหลายมาตรัสว่า “ท่านทั้งหลายรู้อยู่ว่า ผู้ที่นับว่าเป็นผู้ครองของคนต่างชาติ ย่อมเป็นเจ้าเหนือเขา และผู้ใหญ่ทั้งหลายก็ใช้อำนาจบังคับ

ลูกา 22:24-25 24 มีการเถียงกันด้วยว่าจะนับว่าใครในพวกเขาเป็นใหญ่ที่สุด
25 พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า “กษัตริย์ของคนต่างชาติย่อมเป็นเจ้าเหนือเขา และผู้ที่มีอำนาจเหนือเขานั้น เขาเรียกว่าเจ้าบุญนายคุณ

• สาวกคิดผิดเพี้ยน คิดด้วยเนื้อหนัง ฝ่ายโลก คิดอยากเป็นใหญ่
• การได้อยู่ใกล้ชิดพระเยซูเป็นสิทธิพิเศษอย่างยิ่ง และน่าจะทำให้เขาเรียนรู้จากพระองค์มากยิ่งขึ้น กลับไม่เรียนรู้เรื่องที่สำคัญที่สุด เรื่องที่พระองค์สอน และเป็นแบบอย่างปฏิบัติเสมอมา
• แทนที่คำถามจะเป็น “ทำอย่างไรจึงจะรับใช้พระองค์ได้มากขึ้น ทำตามน้ำพระทัยพระบิดาได้มากขึ้น”
• คนเหล่านั้นกลับถามว่า “ใครจะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์” สาวกคงทำให้พระเยซูเสียพระทัยไม่น้อย

• พระเยซูสอนย้อนกลับไปในความคิดของสาวก กลับความคิดจากหน้ามือเป็นหลังมือ
• พระองค์สอนเขาว่า ผู้เป็นใหญ่คือผู้รับใช้คนทั้งปวง

มัทธิว 20:26-27 26 แต่ในพวกท่านหาเป็นอย่างนั้นไม่ ถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นใหญ่ในพวกท่าน ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ปรนนิบัติท่านทั้งหลาย
27 ถ้าผู้ใดใคร่จะได้เป็นเอกเป็นต้น ผู้นั้นจะต้องเป็นทาสสมัครของพวกท่าน

ลูกา 22:24-27 26 แต่พวกท่านจะหาเป็นอย่างนั้นไม่ ผู้ใดในพวกท่านที่เป็นใหญ่ที่สุด ให้ผู้นั้นเป็นเหมือนผู้เยาว์ที่สุด และผู้ใดเป็นนายให้ผู้นั้นเป็นเหมือนคนรับใช้
27 ด้วยว่าใครเป็นใหญ่กว่า ผู้ที่นั่งโต๊ะหรือผู้เดินโต๊ะ ผู้ที่นั่งโต๊ะมิใช่หรือ แต่ว่าเราอยู่ท่ามกลางท่านทั้งหลายเหมือนผู้รับใช้

ความคิดผิด 3 ผู้เป็นใหญ่ มีอำนาจทำตามใจปรารถนา

• หากคิดดังนี้ เป็นการคิดผิดอย่างน้อยสองอย่างคือ
1. คนที่เป็นใหญ่ที่สุดในสวรรค์คือพระเจ้า
o และทุกคนยังต้องทำตามน้ำพระทัยพระองค์ ไม่ใช่ทำตามใจตัวเอง
o ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ มิเช่นนั้นตกสวรรค์
2. คนที่เป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์ มีวิถีทางที่แตกต่างจากโลก
o ในโลกนี้ เป็นใหญ่ได้ต้องเก่ง กล้า สามารถ
o ในสวรรค์ เป็นใหญ่ได้ ต้องถ่อมใจ ยินดีทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าทุกประการ มิใช่ทำตามใจตัวเอง

• ผู้เชื่อหลายคนไม่ได้คิดอยากเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์
• เป็นไปได้หรือไม่ว่าเป็นเพระเขาไม่อยากรับใช้ ไม่อยากทำตามน้ำพระทัยทุกประการ ถ้าถ่อมใจทำ ต้องเหนื่อยยากลำบากแน่
• อย่างน้อยสาวกที่ติดตามพระเยซูยังจ่ายราคา ติดตามพระเจ้าและคาดหวังแผ่นดินสวรรค์
• ส่วนเราที่ผู้เป็นผู้เชื่อ เราคาดหวังแผ่นดินของพระเจ้ามากแค่ไหน คาดหวังอย่างไร
• หากไม่ได้คิด ไม่ได้คาดหวังเลย ต้องย้อนกลับมาถามตนเองว่าชีวิตในการติดตามพระเจ้าของเราเป็นอย่างไร

2. คำตอบแรก “คนคิดเป็นใหญ่ หมดสิทธิ์ไปสวรรค์”

“มธ.18:3 ถ้าพวกท่านไม่กลับใจเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ท่านจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ไม่ได้เลย”

มธ. 18:1-3 1 ในเวลานั้นเหล่าสาวกมาเฝ้าพระเยซูทูลว่า “ใครเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์"
2 พระเยซูจึงทรงเรียกเด็กเล็กๆคนหนึ่งมาให้ยืนท่ามกลางเขา
3 แล้วตรัสว่า “เรากล่าวความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านไม่กลับใจเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ ท่านจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ไม่ได้เลย

• พระเยซูไม่ได้ตอบในสิ่งที่สาวกต้องการ
• ไม่ได้ตอบว่า ใน 12 คน ใครจะได้เป็นใหญ่ ใครใหญ่กว่าใคร
• วิธีที่พระองค์ตอบและสั่งสอนคือ
• ทรงเรียกเด็กเล็กๆคนหนึ่ง ให้มายืนท่ามกลางสาวก ให้สาวกดูชัดๆ
• และบอกสาวกว่าผู้ที่ยิ่งใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์ คือ เด็กเล็กๆ เช่นเด็กคนนี้

o การที่พระเยซูยกตัวอย่างเด็กเล็กๆคนหนึ่ง อาจดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาในสมัยของเรา แต่ในอดีตนั้น เป็นเรื่องที่รับได้ยากจริงๆ
o คำว่าเด็กเล็กๆ ในที่นี้ ใช้คำภาษากรีกว่า Paidion แปลว่า ต่ำต้อย โดยเฉพาะใช้กับเด็กเล็กๆอายุต่ำกว่า 3 ขวบลงมา
o พวกธรรมาจารย์มักให้สถานภาพของคำนี้ เป็นความต่ำต้อยทำผูกติดไว้กับคน 3 กลุ่ม ผูกไว้ด้วยกันเสมอเวลากล่าวอ้างถึงสิทธิทางกฎหมาย ซึ่งหมายถึงเป็นคนที่ไม่มีสิทธิใดๆเลย แม้ว่าจะอยู่ในสังคมเดียวกัน คนสามกลุ่มนี้คือ
1. คนหูหนวกและคนใบ้ อยู่ในโลกส่วนตัว สื่อสารกับสังคมไม่รู้เรื่อง
2. คนที่จิตไม่สมประกอบ ไม่รับรู้โลกแห่งความเป็นจริง
3. เด็กเล็กๆ ช่วยเหลือตัวเองยังไม่ได้ ไม่มีสิทธิทางกฎหมายใดๆเลย
o สังคมในอดีต ไม่ได้ให้คุณค่าแก่เด็กเล็กๆเลย เด็กเล็กๆจึงเป็นคนที่มีไม่มีสิทธิ์ใดๆเลย
o มีเพียงพ่อแม่ที่สนใจ รัก เอาใจใส่ จนโตขึ้นได้ จึงมีสิทธิ์เหมือนคนอื่น
o เราจึงพบว่า มีการฆ่าเด็กเล็กๆ พบได้หลายครั้งในประวัติศาสตร์ที่พระคัมภีร์เขียนถึง เช่น
• ฟาโรห์ ให้ฆ่าเด็กผู้ชายทุกคนที่คลอดออกมาจากชาวอิสราเอล
• เฮโรดให้ฆ่าเด็กอายุตั้งแต่สองขวบลงมา
• บ้างก็ให้เอาเด็กไปบูชายัญ ให้ผ่าเด็กเป็นสองท่อน
• บ้างก็กินเด็ก ในเวลาที่มีความกันดารอาหารเกิดขึ้น เอาเด็กเล็กๆมาแบ่งกันกิน
o การเอาเด็กมาเป็นแบบอย่างคนที่เป็นใหญ่ในสวรรค์ จึงเป็นสิ่งที่กระชากความคิดของเหล่าสาวกอย่างมาก

มัทธิว 19:13-14 13 ขณะนั้นเขาพาเด็กเล็กๆมาหาพระองค์ เพื่อจะให้พระองค์ทรงวางพระหัตถ์และอธิษฐาน แต่เหล่าสาวกก็ห้ามปรามไว้
14 ฝ่ายพระเยซูตรัสว่า “จงยอมให้เด็กเล็กๆเข้ามาหาเรา อย่าห้ามเขาเลย เพราะว่าชาวแผ่นดินสวรรค์เป็นของคนเช่นเด็กเหล่านั้น"

• แผ่นดินสวรรค์เป็นของคนเล็กน้อยอย่างเด็ก หมายถึง สภาพของผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ใดๆ
• ถ่อมใจแรก คือ ถ่อมใจรับ....เป็นผู้หมดสิทธิ์
• หมดสิ้นโดยทุกวิธีที่จะช่วยตัวเองได้ ไม่สามารถใช้วิธีใดๆ โดยความสามารถของตัวเองเพื่อไปสวรรค์
• แผ่นดินสวรรค์ มิใช่ได้มาด้วยความเก่งกล้าในการรับใช้ / ความสามารถที่อวดอ้างได้ ฯลฯ
• คนที่เข้าในแผ่นดินของพระเจ้า คือ คนกลับใจใหม่อย่างแท้จริง คนที่รู้ว่าตัวเองไม่ดีพอ ผู้ที่ไม่ได้อวดอ้างสิ่งใดๆ เป็นเหมือนกับเด็กเล็กๆคนนั้น
• เพียงขั้นแรกในการก้าวเข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ เหล่าสาวกก็ตกมาตรฐานเสียแล้ว
• การเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์จึงยังอยู่ห่างไกลความจริง
• ผู้ที่เรียนรู้ท่าทีถ่อมใจอย่างเด็ก จึงสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิต สามารถกลับใจใหม่ได้อย่างแท้จริง
• นี่คือถ่อมใจแรก ในความหมายของการถ่อมใจแบบเด็ก
• คนมักนำคำว่าเป็นผู้เล็กน้อยไปใช้สนองความต้องการของตัวเอง เช่น
o คนไม่ถ่อมใจ กลับจะอวดตัว แต่มักบอกว่า ตัวผมไม่มีอะไร (แต่ในใจมีอยู่เยอะ)
o ผู้เชื่อส่วนใหญ่ถูกสอนเรื่องผู้เล็กน้อย แต่ไม่ได้รับรู้เป็นชีวิต ไม่ได้เข้าใจวิถีของผู้ที่ถ่อมใจ
o หลายคนอวดอ้างสรรพคุณว่าเป็นผู้เล็กน้อย เป็นคนโนเนม เป็นคนปลายแถว เป็นคนที่ไม่มีใครรู้จัก เป็นคนไม่มีอะไร แต่กระพือความเสียหายได้ใหญ่โตทั่วประเทศได้ทีเดียว
o เราต้องกลับใจใหม่ ต้องถ่อมใจ เลียนแบบความเล็กน้อยอย่างเด็ก
o เรื่องนี้ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ทุกสิ่งเริ่มต้นออกมาจากถ่อมใจ และเป็นก้าวแรกในแผ่นดินสวรรค์ ไม่สามารถละเลยได้
o และคนต้นจะเป็นคนปลายได้ และคนปลายจะเป็นคนต้นได้ ไม่มีใครยึดตำแหน่งของตนเอาไว้ได้

มาระโก 10:31 แต่มีหลายคนที่เป็นคนต้นจะต้องกลับไปเป็นคนสุดท้าย และที่เป็นคนสุดท้ายจะกลับเป็นคนต้น"

3. คำตอบที่สอง “ผู้ถ่อมใจแท้ จึงจะได้เป็นใหญ่”

มธ.18:4 เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดถ่อมจิตใจลงเหมือนเด็กเล็กคนนี้ ผู้นั้นจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์

• พระเยซูไม่ได้หยุดคำสอนอยู่แค่ก้าวแรก เรื่องสอนสาวกให้กลับใจใหม่
• แต่พระเยซูสอนไปจนจบในคราวเดียว
• พระองค์ทรงตอบคำถามที่สาวกมาถามอย่างครบถ้วน
• หากมีชีวิตในโลกนี้ด้วยท่าทีถ่อมใจเหมือนเด็กเล็กๆคนนี้ และดำเนินชีวิตอย่างนั้นจริงๆ จะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์
• จุดประสงค์ของคำสอนคือ เพื่อให้ได้อยู่ในสวรรค์อย่างมีศักดิ์ศรีในแผ่นดินสวรรค์
• พระเยซูหวังใจให้สาวกเข้าในแผ่นดินสวรรค์ และมีศักดิ์ศรีในแผ่นดินสวรรค์ด้วย
• ไม่ใช่เพียงการกลับใจใหม่ หรือรอดดังไฟเข้าสู่สวรรค์
• เรื่องสำคัญที่สุดที่ทำให้ผู้เชื่ออยู่อย่างมีศักดิ์ศรี และ เป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์ได้ คือ ความถ่อมใจ

• สิ่งที่พระองค์สอนเป็นสิ่งแรกในคำเทศนาบนภูเขาคือเรื่อง ความถ่อมใจ
• ความถ่อมใจเป็นประตูเชื่อมอาณาจักรสวรรค์กับแผ่นดินโลก
• เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด และเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องแรก
• และยังเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเสมอสำหรับคริสเตียนที่ยังปรารถนาติดตามพระเจ้าจนถึงวันสุดท้าย

• คำว่าถ่อมใจมาจากคำในภาษากรีกว่า Tapeinoo แปลว่า การลดตัวลงต่ำ การอยู่อย่างไม่มีตำแหน่งใดๆ
• พระเยซูนำเด็กคนนี้มาเป็นตัวอย่าง ไม่ได้หมายความว่าเด็กที่ยืนอยู่คนนี้ จะเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์ เพราะเด็กคนนี้ ไม่ได้เป็นเด็กตลอดไป เขาจะโตขึ้น และไม่ได้เป็นเด็กเหมือนเดิม
• แต่พระเยซูกำลังบอกถึง บางสิ่ง ที่เป็นลักษณะเจาะจง ที่มีเฉพาะในเด็กเล็กๆเท่านั้น
• สิ่งที่พระเยซูกล่าวถึงอย่างเจาะจง เพียงเรื่องเดียวคือ ความถ่อมใจอย่างเด็ก หมายถึง การไม่มีสถานะภาพใดๆเลยที่อวดอ้างได้
• พระองค์ไม่ได้หมายถึงเรื่อง ความคุณธรรมหรือความดีใดๆ ในตัวเด็ก
• พระองค์ไม่ได้หมายถึง ความจริงใจ ความไร้เดียงสา หรือความชั่วร้ายที่เด็กๆมีน้อยกว่าผู้ใหญ่ แม้เด็กไม่ชั่วร้ายเท่าผู้ใหญ่ แต่ก็เป็นคนบาปเช่นเดียวกัน
• ลองสังเกตดูว่ามีสิ่งใดที่เด็ก สามารถอวดอ้างกับพ่อแม่ของเขาว่า เขาหามาได้เอง จะไม่มีเลย โดยเฉพาะในเด็กต่ำกว่า 3 ขวบ
o ลูกน้อยไม่สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้เอง ต้องมีพ่อแม่คอยช่วยอยู่ตลอดเวลา
o หากเด็กเล็กๆ ถูกลืมทิ้งไว้ที่สวนสวนสาธารณะ เขาจะไม่สามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้เลย
o เขาไม่รู้จะกินอะไร จะกินตอนไหน อะไรกินได้หรือไม่ได้
o ไม่ได้คิดจะอาบน้ำ ถอดกางเกงก็ไม่เป็น ขับถ่ายก็ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
o จะกลับบ้านก็ไม่รู้จะทำอย่างไร
o แค่มองหาพ่อแม่ไม่เจอก็ร้องไห้แล้ว
o เป็นเด็ก คือ ไม่สามารถขาดจากพ่อแม่ได้เลย
o ไม่มีสถานภาพใดๆเลยที่อวดอ้างได้
o แต่ธรรมชาติของเด็กเล็กๆบอกตัวเขาเองว่า เขาจะต้องมีพ่อแม่อยู่กับเขาไม่ว่าพ่อแม่ ต่อว่า หรือตีเขา เขาก็ยังอยู่กับพ่อแม่ต่อไป พึ่งพ่อแม่ต่อไป ไม่ไปไหนเด็ดขาด คิดอย่างอื่นไปไม่ได้
o เมื่อต้องการสิ่งใด จะร้องหาจากพ่อแม่ ร้องขอจากพ่อแม่ ไม่มีความอายในการร้องขอจากพ่อแม่ของตน เวลาร้องจะร้องเต็มที่
o แม้ดื้อบ้าง เกเรบ้าง ไม่เชื่อฟังบ้าง แต่ก็อยู่กับพ่อแม่เสมอ ไม่เคยมีความคิดเป็นอย่างอื่น
o ความสุขของเขาไม่ได้อยู่ที่การสะสมสิ่งของที่พ่อแม่ให้เขา เขาไม่รู้ว่าจะเอาไปทำไมด้วยซ้ำ ไม่เคยคิดสร้างสถานภาพให้กับตัวเอง
o ความสุขของเขาอิงอยู่กับพ่อแม่ อยากอยู่กับพ่อแม่ อยากเล่นกับพ่อแม่ อยากพึ่งพิงพ่อแม่ตลอดไป เดินยังไม่อยากเดิน แม้ว่าเดินได้ ขอให้พ่อแม่อุ้มไป
o ความถ่อมใจของตัวเด็กเล็กๆ ที่เป็นความสุขของเขา คือ การได้พึ่งพาพ่อแม่ของเขา เขาทำด้วยความยินดี รับการช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ
o ความถ่อมใจแบบนี้แหละที่พระองค์ต้องการสอนสาวก เพียงแต่เปลี่ยนตัวละครจากตัวเด็กกับพ่อของเขา ไปเป็นตัวท่านกับพระเจ้า
o พระเจ้าเป็นพระบิดา และท่านเป็นบุตรของพระองค์
o ยินดีถ่อมใจ พึ่งพาพระองค์ เกาะติดแน่นอยู่กับพระองค์ด้วยความยินดีและเต็มใจเสมอ
o คือถ่อมใจต่อพระองค์อย่างเด็กน้อยที่มีความสุขอยู่กับบิดามากกว่าสิ่งต่างๆที่บิดาหยิบยื่นให้

ถ่อมใจในแผ่นดินสวรรค์ ไม่สามารถเรียนได้จากโลกนี้

o ความรู้ในโลกไม่เคยทำให้ใครถ่อมใจได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าบุคคลหรือ สิ่งใดในโลกก็ตาม
o แต่การเรียนรู้ความถ่อมใจอย่างแท้จริง เรื่องแผ่นดินในสวรรค์ ผู้เชื่อต้องเรียนจากพระเยซู ไม่มีผู้ใดสอนท่านได้นอกจากพระองค์เท่านั้น

การมีความรู้ในพระคัมภีร์ ไม่ได้บอกถึง การเป็นคนที่ถ่อมใจ

o ความรู้เป็นเรื่องหนึ่ง เป็นสิ่งดีถ้ารู้ให้มากที่สุด แต่ที่สำคัญคือการเปลี่ยนไปตามอย่างที่เรียนรู้
o หากมีความรู้พระคัมภีร์ แต่ไม่เปลี่ยนชีวิต แทนที่จะถ่อมใจ กลับกลายเป็นความหยิ่ง ทำร้ายและทำลายผู้คน ทั้งตัวเองและผู้อื่น

o ความถ่อมใจอย่างสวรรค์ จะทำให้ผู้เชื่อสามารถเรียนรู้จากพระเจ้า ให้พระเจ้าเป็นผู้เลี้ยงดูท่าน สร้างชีวิตของท่าน พัฒนาชีวิตของท่าน
o ยิ่งเกาะติดพระเจ้ายาวนานขึ้น ยิ่งเรียนรู้จากพระองค์ เปลี่ยนแปลงชีวิต และให้พระองค์ปั้นแต่งชีวิตของเรา ให้เป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น จึงมีคุณสมบัติที่พึงประสงค์ในแผ่นดินของพระองค์มากขึ้นเป็นลำดับนั้นเอง
o สิ่งนี้จะเกิดไม่ได้เลย หากไม่ได้พึ่งพาพระองค์ หรือพึ่งก็เพียงแต่น้อย ไม่ถ่อมใจให้พระองค์เป็นผู้นำชีวิต เลือกดำเนินชีวิตด้วยตัวเองเป็นส่วนใหญ่
o ความถ่อมใจที่สอง คือ ถ่อมใจพึ่งพาพระเจ้า เหมือนอย่างเด็กเล็กๆที่ใช้ชีวิตอยู่ได้โดยการพึ่งพาพ่อแม่ของเขานั่นเอง

สดุดี 89:26 เขาจะร้องต่อเราว่า “พระองค์ทรงเป็นพระบิดาของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ และเป็นพระศิลาแห่งความรอดของข้าพระองค์"

อิสยาห์ 64:8 ข้าแต่พระเจ้า แต่พระองค์ยังทรงเป็นพระบิดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลาย เป็นดินเหนียว และพระองค์ทรงเป็นช่างปั้น ข้าพระองค์ทุกคนเป็นผลพระหัตถกิจของพระองค์

คำถาม
1. แบบอย่างความถ่อมใจของเด็กเล็กๆ เป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์ครบถ้วนหรือไม่ แตกต่างกับความถ่อมใจของพระเยซูอย่างไร
2. ถ้าเราถ่อมใจอย่างแท้จริง อย่างเด็กเล็กๆ จะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้บ้าง มากน้อยขนาดไหน
3. คำถามที่สำคัญที่สุดคือ ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า ตอนนี้เป็นอย่างไร อนาคตจะดีขึ้น ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ แย่ลง

ชัยชนะเหนือคำสาปแช่ง‏

ชีวิตของเราในโลกนี้ บางครั้งเราต้องหวาดกลัวกับสิ่งร้าย ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับเรา เพราะเราไม่รู้ว่าชีวิตเราในภายภาคหน้าจะเป็นอย่างไร ทุกคนอยากประสบความสำเร็จ แต่ในความเป็นจริงหลาย ๆ คนก็ประสบความล้มเหลว คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ก็รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว

มีคำสาปแช่งที่เกิดขึ้นกับมนุษย์และแผ่นดินนี้ อะไรที่เป็นสาเหตุของคำสาปแช่ง? และพระทรงประทานวิธีที่จะทำให้คำสาปแช่งเหล่านี้หมดไปได้อย่างไร?


1. การไม่เชื่อฟัง
ในปฐมกาลบทที่ 3 ข้อที่ 1-7 ได้บอกแก่เราอย่างชัดเจน

ตั้งแต่วันที่ 1-5 พระเจ้าทรงสร้างสิ่งต่าง ๆ มากมาย จนกระทั่งวันที่ 6 พระองค์ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา และได้ทรงมอบสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างไว้ตั้งแต่วันแรกมา เพื่อให้มนุษย์ได้ครอบครอง มนุษย์ได้รับพรอย่างมากมาย ลองคิดดูนะครับถ้าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตั้งแต่วันแรก มนุษย์คงจะลำบากมาก เพราะจะไม่มีอะไรเลยในโลกนี้ แต่พระเจ้ามิได้ทรงกระทำเช่นนั้น แต่พระองค์ทรงให้มนุษย์ครอบครองสรรพสิ่งที่ทรงสร้าง

ต่อมา งูได้มาล่อลวงเอวาและอาดัม ด้วยคำถามที่ว่า "จริงหรือ?" หลอกล่อให้มนุษย์อยากที่จะฉลาดเหมือนพระเจ้า ทั้งที่ความเป็นจริงพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายาของพระองค์อยู่แล้ว มีปัญญาอยู่แล้ว แต่อาดัมและเอวาหวังจะได้รับปัญญา พี่น้องรู้หรือไม่ว่าการเชื่อฟังสำคัญกว่าสิ่งหลาย ๆ สิ่ง ปัญญาเป็นสิ่งที่ดี แต่การเชื่อฟังพระเจ้าดียิ่งกว่า เพราะในโลกนี้มีสิ่งต่าง ๆ มากมายที่ล่อลวงมนุษย์ ว่าทำสิ่งนี้ดี ทำสิ่งนี้จะรวยแน่นอน แต่หลายสิ่งเหล่านั้นเป็นเหตุให้เราทำผิดต่อพระเจ้า การไม่เชื่อฟังนี่เองที่ทำให้อาดัมและเอวาต้องเสียสิ่งดี ๆ ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้


"16 พระองค์ตรัสแก่หญิงนั้นว่า 'เราจะเพิ่มความทุกข์ลำบากขึ้นมากมาย ในเมื่อเจ้ามีครรภ์ และคลอดบุตร ถึงกระนั้นเจ้ายังปรารถนาสามี และเขาจะปกครองตัวเจ้า'
17 พระองค์จึงตรัสแก่อาดัม {แปลว่า มนุษย์} ว่า 'เพราะเหตุเจ้าเชื่อฟังคำพูดของภรรยา และกินผลไม้ที่เราห้าม แผ่นดินจึงต้องถูกสาป เพราะตัวเจ้า เจ้าจะต้องหากินบนแผ่นดินด้วยความทุกข์ลำบากจนตลอดชีวิต' " (ปฐมกาล 3:16-17)


นี่คือความเลวร้ายที่มนุษย์มิได้เชื่อฟังพระเจ้า จึงต้องถูกลงโทษ

กษัตริย์ซาอูลก็เช่นเดียวกัน ซาอูลถูกถอดออกจากการเป็นกษัตริย์ ใน 1ซามูเอล 15 หลังจากที่ซาอูลรบกับชาวอามาเลข พระเจ้าตรัสให้ซาอูลทำลายทุกสิ่ง แต่ในที่สุดกษัตริย์ซาอูลก็ไม่ได้ทำลาย แต่กลับไว้ชีวิตกษัตริย์เมืองนั้น และยังเก็บสัตว์ดี ๆ เก็บของมีค่าไว้ จึงเป็นเหตุให้ซามูเอลกล่าวแก่ซาอูลว่า


"22 และซามูเอลกล่าวว่า 'พระเจ้าทรงพอพระทัยในเครื่องเผาบูชา และเครื่องสัตวบูชามาก เท่ากับการที่จะเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์หรือ ดูเถิด ที่จะเชื่อฟังก็ดีกว่าเครื่องสัตวบูชา และซึ่งจะสดับฟังก็ดีกว่าไขมันของบรรดาแกะผู้ 23 เพราะการกบฏก็เป็นเหมือนบาปแห่งการถือฤกษ์ถือยาม และความดื้อดึงก็เป็นเหมือนบาปชั่ว และการไหว้รูปเคารพ เพราะเหตุที่ท่านทอดทิ้งพระวจนะของพระเจ้า พระองค์จึงทรงถอดท่านออกจากตำแหน่งกษัตริย์' " (1ซามูเอล 15:22-23)


ซาอูลมีข้ออ้างที่ดีมากที่จะไม่กระทำตามคำสั่งของ พระเจ้า ก็คือ เพื่อที่จะเอาสัตว์เหล่านี้ไว้เป็นเครื่องบูชาถวายแด่พระเจ้า ข้ออ้างของกษัตริย์ซาอูลดูเหมือนดี แต่พระเจ้ามิได้ทรงพอพระทัย และได้ถอดท่านออกจากการเป็นกษัตริย์ในที่สุด เพียงแค่ไม่เชื่อฟังเท่านั้น

แต่ว่าพระเจ้าทรงรักมนุษย์ พระองค์ทรงช่วยให้มนุษย์ต้องพ้นจากโทษเหล่านี้


"18 ฉะนั้น การพิพากษาลงโทษได้มาถึงคนทั้งปวง เพราะการละเมิดครั้งเดียวฉันใด การกระทำอันชอบธรรมครั้งเดียว ก็นำการปลดปล่อย และชีวิตมาถึงทุกคนฉันนั้น 19 เพราะว่า คนเป็นอันมากเป็นคนบาป เพราะคนคนเดียวที่มิได้เชื่อฟังฉันใด คนเป็นอันมากก็เป็นคนชอบธรรม เพราะพระองค์ผู้เดียวที่ได้ทรงเชื่อฟังฉันนั้น" (โรม 5:18-19)


พระเยซูคริสต์เจ้าทรงเชื่อฟังพระบิดา ทรงมาเกิดมนุษย์ และสิ้นพระชนม์ที่ไม้กางเขน เพราะการเชื่อฟังของพระองค์นี้เองทำให้เราพ้นจากคำสาปแช่งของการไม่เชื่อฟังของอาดัมและเอวา สรรเสริญพระเจ้า

2. การฆ่ากัน
การฆ่ากันเป็นความบาป และนำคำสาปแช่งมาสู่มนุษย์ ดังตัวอย่างที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ ในเรื่องราวของคาอินและอาเบล


"8 ฝ่ายคาอินก็พูดชวนอาแบลน้องชายของตน ว่า 'เราไปนากันเถอะ' เมื่ออยู่ที่นาด้วยกัน คาอินก็โถมเข้าฆ่าอาแบลน้องชายของตนเสีย 9 พระเจ้าตรัสถามคาอิน ว่า 'อาแบลน้องชายของเจ้าอยู่ที่ไหน' คาอินจึงทูลว่า 'ข้าพระองค์ไม่ทราบ ข้าพระองค์หรือเป็นผู้ดูแลน้อง' 10 พระองค์ตรัสว่า 'เจ้าทำอะไรไป โลหิตของน้องเจ้าส่งเสียงร้องฟ้องขึ้นมาจากดิน 11 บัดนี้ เจ้าจะต้องถูกสาปจากที่ดินที่ได้อ้าปากรับโลหิตน้องจากมือเจ้า 12 ต่อไป เมื่อเจ้าทำนาจะไม่เกิดผลมาก เจ้าจะต้องหลบหนี และพเนจรไปในโลก' " (ปฐมกาล 4: 8-12)


เมื่อมีการฆ่ากัน โลหิตของผู้บริสุทธิ์ต้องหลั่งบนพื้นดิน แผ่นดินนั้นก็จะได้รับคำสาปแช่ง

ปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า มีการฆ่ากันตายมากมาย มีเหตุการณ์ร้าย ๆ อยู่ทั่วแผ่นดิน นี่เอง เป็นเหตุให้แผ่นดินได้รับคำสาปแช่ง ทำนาก็ไม่เกิดผลมาก ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศใหญ่หรือประเทศเล็ก ก็มีการหลั่งโลหิตทั้งสิ้น

ที่ข้างบริษัทของผมเองก็มีเหตุการณ์หนึ่งเช่นกัน มีการยิงกันตาย เพียงเพราะด้วยเรื่องเจ้าหนี้ลูกหนี้เท่านั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมีการฆ่ากัน คือ แผ่นดินถูกสาป ความบาปได้เกิดขึ้น


"และมาถึงพระ เยซูผู้กลางแห่งพันธสัญญาใหม่ และมาถึงพระโลหิตประพรมที่มีเสียงร้องอันเปี่ยมด้วยคุณ ไม่เหมือนเสียงโลหิตของอาแบล" (ฮีบรู 12:24)


พระคัมภีร็ตอนนี้ได้กล่าวถึงโลหิตของโลหิตด้วยกัน

โลหิตแรกคือ โลหิตของอาแบล เมื่อโลหิตของอาแบลได้ตกลงถึงดิน โลหิตนั้นก็ฟ้องถึงพระเจ้า และพระเจ้าก็ทรงสาปแช่งแผ่นดิน นำมาซึ่งการลงโทษ

แต่ตรงกันข้าม โลหิตของพระเยซูคริสต์ ได้หลั่งออกเช่นเดียวกัน เป็นโลหิตของผู้บริสุทธิ์เช่นกัน ได้ส่งเสียงร้องถึงพระเจ้าเช่นกัน แต่ไม่ใช่การแช่งสาป การหลั่งโลหิตของพระเยซูคริสต์นี้ ได้ส่งผลให้เกิดเสียงร้องอันเปี่ยมด้วยคุณ นำคุณมาสู่แผ่นดินโลก สรรเสริญพระเจ้า เพราะ โลหิต ของพระคริสต์เป็นโลหิตที่ให้อภัย เป็นโลหิตที่เปี่ยมไปด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ เป็นโลหิตที่ไถ่ชีวิตเราให้พ้นคำแช่งสาป ไม่มีการแช่งสาปอีกต่อไปภายใต้โลหิตของพระเยซูคริสต์ เพราะเราได้รับการไถ่

นี่ คือเคล็ดลับของชีวิตเรา ถ้าเรายึดมั่นในพระสัญญา พระโลหิตของพระองค์ก็จะช่วยเรา เพราะโลหิตของพระองค์เปี่ยมด้วยคุณ ไม่เหมือนโลหิตของอาแบล ขอบคุณพระเจ้า

เมืองอามาลองก้า เดิมเป็นแผ่นดินที่แห้งแล้งมาก แต่ต่อมาภายหลัง หลังจากที่เกิดการฟื้นฟู ทั้งเมืองได้มาเชื่อพระเจ้า แม้แต่หัวหน้าชุมชน ปีใหม่มีการจัดฉลองนมัสการพระเจ้า หลังจากนั้นเมืองก็กลับอุดมสมบูรณ์มากทีเดียว จนหลายประเทศสนใจ ว่าเมืองนี้มีอะไรดี มีปุ๋ยอะไร หรือมีเคล็ดลับอะไร แต่เมื่อได้ไปพิสูจน์ กลับพบว่า เมืองนี้เชื่อในพระเยซูคริสต์เจ้า แล้วพระเจ้าอวยพรแผ่นดินของเขา อวยพรพืชผลของเขา คนที่มาวิจัยก็ได้กลับไปด้วยความผิดหวัง เพราะว่ามิได้มีสูตรอะไรที่พิเศษเลย แต่เพียงเพราะพวกเขามีความเชื่อ ความเชื่อในโลหิตพระเยซูคริสต์เจ้า ที่ได้ไถ่เมืองนี้จากคำสาปแช่ง

3. คำพูดด้านลบเป็นคำแช่งสาป
ตัวอย่างของคำพูดด้านลบที่เป็นคำสาปแช่ง ปรากฎอยู่ในพระธรรมปฐมกาลบทที่ 9


"20 โนอาห์เริ่มเป็นชาวไร่ และทำสวนองุ่น
21 ท่านได้ดื่มเหล้าองุ่นเมา แล้วก็นอนเปลือยกายอยู่ที่เต็นท์ของท่าน
22 ฮามผู้เป็นบิดาคานาอันเห็นบิดาของตนเปลือยกายอยู่ จึงบอกพี่น้องทั้งสองที่อยู่ภายนอก
23 เชมกับยาเฟทก็เอาผ้าพาดบ่า แล้วทั้งสองคนก็เดินหันหลังเข้าไปปกปิดกายของบิดาที่เปลือยอยู่ โดยมิได้หันหน้าดูกายของบิดาที่เปลือยอยู่นั้น
24 เมื่อโนอาห์สร่างเมาแล้ว รู้ว่าบุตรสุดท้องทำกับท่านอย่างไร
25 จึงพูดว่า 'คานาอันจงถูกแช่ง ให้เป็นทาสแสนเลวของพี่น้อง' " (ปฐมกาล 9:20-25)


โนอาห์เพียงแค่พูดประโยคเดียวเท่านั้น แต่ส่งผลต่อมามากมาย เพราะตั้งแต่นั้น ตระกูลของฮาม ได้แก่ชนชาติคานาอัน ก็ตกเป็นทาสของพี่น้องตลอด

ชีวิตของเราเช่นกัน บางครั้งเราพูดโดยไม่คิด แต่สิ่งเหล่นั้นเกิดผลร้าย หรือบางคนอาจจะรับคำพูด คำในแง่ลบแบบไม่ตั้งใจ แล้วเกิดผลร้ายกับชีวิตกับเรา

แต่ว่าในพระธรรมยากอบได้บอกไว้ว่า


"9 เราทั้งหลายสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระบิดาด้วยลิ้นนั้น และด้วยลิ้นนั้นเราก็แช่งด่ามนุษย์ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงสร้างไว้ตามพระฉายาของ พระองค์
10 คำสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าและคำแช่งด่าก็ออกมาจากปากเดียวกัน ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า ไม่ควรให้เป็นเช่นนั้น" (ยากอบ 3:9-10)


พระเจ้าทรงสร้างสิ่งต่าง ๆ ด้วยพระดำรัสของพระองค์ เพียงพระองค์ตรัส ทุกสิ่งก็เกิดขึ้น มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่พระองค์ทรงสร้างด้วยผงคลีดิน

ดังนั้น ขออย่าให้ปากของเราพูดคำแช่งด่าเลย แต่ให้ปากของเราพูดถึงแต่สิ่งดี ๆ พูดสรรเสริญพระเจ้า พูดขอบพระคุณพระเจ้าดีกว่าที่จะพูดสิ่งไร้สาระ พูดหยาบคาย พูดเล่นไม่เป็นเรื่อง เพราะคำพูดเหล่านั้นนำมาสู่การพิพากษา เป็นคำสาปแช่ง ส่งผลแก่เราอย่างที่เราคาดไม่ถึง

ในชีวิตของเรา บางครั้งพ่อแม่ก็ด่าว่าลูก บางครั้งก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พูดออกไปในทางที่ไม่ดี เช่น "เป็นอย่างนี้ชีวิตก็คงจะไม่เจริญ" ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะปลูกฝังเด็กโดยไม่รู้ตัว จึงอยากจะให้เราพูดถึงสิ่งซึ่งสร้างสรรค์ อย่าพูดคำแช่งด่า เพราะสิ่งเหล่านี้จะส่งผลโดยที่เราไม่รู้ตัวเลยทีเดียว เช่น ถ้าลูกเรียนไม่เก่ง ก็ให้เราอธิษฐานขอพระเจ้าประทานสติปัญญาในการเรียน เป็นคำอวยพรแทนคำแช่งด่า

นอกจากนี้ คำสาปแช่งต่าง ๆ บางทีก็มาจากศัตรูด้วย เช่น มีคนทัก หรือหมอดูทักในสิ่งที่ไม่ดี ให้เราปฏิเสธตัดสายสัมพันธ์ในนามพระเยซูคริสต์

ขอบคุณพระเจ้า ที่เรามีวิธีที่จะหลุดพ้นจากคำแช่งสาปจากคำพูดนี้ โดยพระเยซูคริสต์เจ้า


"พระองค์ทรง ฉีกกรมธรรม์ซึ่งได้ผูกมัดเราด้วยบัญญัติต่างๆ ซึ่งขัดขวางเรา และได้ทรงหยิบเอาไปเสียให้พ้น โดยทรงตรึงไว้ที่กางเขน" (โคโลสี 2:14)


บัญญัติต่าง ๆ คือคำสาปแช่งที่ขัดขวางชีวิตเรา แต่พระเยซูคริสต์เจ้า ได้ทรงหยิบเอาไปเสีย โดยตรึงไว้ที่กางเขนกับพระองค์ เราจึงพ้นคำแช่งสาป ฮาเลลูยา


4. วางใจในมนุษย์ ไม่ได้วางใจในพระเจ้า จึงถูกสาป
ตัวอย่างนี้ ปรากฎชัดในพระธรรมเยเรมีย์บทที่ 17 ข้อ 5-6


"5 พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า 'คนที่วางใจในมนุษย์ และให้เนื้อหนังเป็นมือของเขา และใจของเขาหันออกจากพระเจ้า คนนั้นก็เป็นที่แช่งสาป
6 เขาเป็นเหมือนพุ่มไม้ที่อยู่ในทะเลทราย และไม่เห็นความดีอันใดมาถึงเลย เขาจะอาศัยอยู่ในแผ่นดินที่แตกระแหงที่ในถิ่นทุรกันดาร ในแผ่นดินเค็มที่ไม่มีคนอาศัย' " (เยเรมีย์ 17:5-6)


มนุษย์เราส่วนใหญ่จะวางใจในสติปัญญา ความรู้ นักวิชาการ นายแพทย์ วางใจในมนุษย์ว่าเขาจะสามารถช่วยเราได้ แต่พระเจ้าทรงสอนให้เราวางใจพระเจ้ามากกว่ามนุษย์ เพราะนี่คือแหล่งพระพร

กษัตริย์ดาวิด มีแบบอย่างชีวิตที่ดี แม้ว่าเขาจะเคยแพ้ แต่ในที่สุดก็จะชนะเสมอ เพราะเขามีเคล็ดลับ คือ เขาจะนึกถึงพระเจ้าก่อนที่จะทำสิ่งใด เช่นเดียวกัน เราควรจะอธิษฐานต่อพระเจ้าก่อนทุกสิ่งที่เราจะทำ

แต่ถ้าเราไม่วางใจพระเจ้า แต่กลับวางใจมนุษย์ เราก็จะได้รับคำแช่งสาปโดยอัตโนมัติ

ขอบคุณพระเจ้า เราสามารถพ้นคำแช่งสาปนี้ได้ โดยเพียงแค่เราวางใจในพระเจ้า เชื่อและวางใจในพระเยซูคริสต์เจ้า ผู้ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และทรงฟื้นขึ้นจากความตาย พระองค์ทรงเป็นที่ปรึกษามหัศจรรย์ของเรา


"7 คนที่วางใจในพระเจ้าย่อมได้รับพระพร คือ ผู้ที่ความวางใจของเขาอยู่ในพระเจ้า
8 เขาเป็นเหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมน้ำ ซึ่งหยั่งรากของมันออกไปข้างลำน้ำ เมื่อแดดส่องมาถึงก็ไม่กลัว เพราะใบของมันคงเขียวอยู่เสมอ และไม่กระวนกระวายในปีที่แห้งแล้ง เพราะมันไม่หยุดที่จะออกผล" (เยเรมีย์ 17:7-8)


ถ้าเราวางใจในพระเจ้า เราก็จะไม่ต้องกระวนกระวาย แม้รอบ ๆข้างเราจะเลวร้ายเท่าไร เราจะไม่เป็นไร เราจะเป็นดังต้นไม้ที่จะเขียวเสมอ แม้จะโดนแดดส่องเพียงไร เราก็จะไม่หวั่นไหว แต่จะยิ่งกลับเขียวสด และเราจะไม่ต้องกระวนกระวายกลัวจะแห้งแล้ง

ผมมีเรื่องอยากจะเป็นพยาน ผมมีโอกาสที่ได้ทำธุรกิจส่วนตัว พี่น้องเชื่อไหมครับ ว่าในยามที่โลกกำลังวุ่นวาย เศรษฐกิจกำลังถดถอย หลายบริษัทต้องลดพนักงาน แต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา กลับมี order มากถึงขนาดที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็น order ที่ใหญ่ที่สุด ใหญ่กว่าที่เคยได้รับในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังดีเสียอีก นี่คือการเลี้ยงดูของพระเจ้า เพียงแค่เราวางใจในพระเจ้าเท่านั้น



5. ประพฤติตามบัญญัติไม่ครบถ้วน จึงถูกสาป

มนุษย์ทุกคนพยายามที่จะทำดี นั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ปัญหาคือมนุษย์ไม่สามารถทำดีได้ครบถ้วน และพระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ชัดเจนว่า ถ้าเราทำผิดเพียงข้อเดียง ก็เท่ากับว่าเราได้ถูกสาปแช่งแล้ว


"เพราะว่า คนทั้งหลายซึ่งพึ่งการประพฤติตามธรรมบัญญัติ ก็ถูกแช่งสาป เพราะพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า ทุกคนที่มิได้ประพฤติตามข้อความทุกข้อ ที่เขียนไว้ในหนังธรรมบัญญัติ ก็ถูกแช่งสาป" (กาลาเทีย 3:10)


ศาสนาต่าง ๆ สอนให้เราเป็นดี แต่ปัญหามิได้เป็นจากว่าศาสนาดีหรือไม่ แต่เป็นจากว่าไม่มีใครที่จะสามารถทำตามสิ่งที่ศาสนาสอนได้อย่างครบถ้วน และเมื่อมนุษย์ไม่สามารถทำตามบัญญัติได้อย่างครบถ้วน เขาก็ถูกสาปแช่งแล้ว

แต่ขอบคุณพระเจ้า ความเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์เจ้า ทำให้เราพ้นจากคำสาปแช่งนี้


"11 เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่า ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า ด้วยธรรมบัญญัติได้เลย เพราะว่า 'คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ'
12 แต่ธรรมบัญญัติไม่ได้อาศัยความเชื่อ เพราะผู้ที่ประพฤติตามธรรมบัญญัติ ก็จะได้ชีวิตดำรงอยู่โดยธรรมบัญญัตินั้น
13 พระคริสต์ทรงไถ่เราให้พ้นความแช่งสาปแห่งธรรมบัญญัติ โดยการที่พระองค์ทรงยอมถูกแช่งสาปเพื่อเรา (เพราะพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า ทุกคนที่ต้องถูกแขวนไว้บนต้นไม้ต้องถูกสาปแช่ง)
14 เพื่อพระพรทางอับราฮัม จะได้มาถึงคนต่างชาติทั้งหลาย เพราะพระเยซูคริสต์ เพื่อเราจะได้รับพระวิญญาณตามพระสัญญาโดยความเชื่อ" (กาลาเทีย 3:11-14)


คำสาปทำให้เกิดอะไรในชีวิตเรา ?

พระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ บทที่ 28 ข้อที่ 15-57 ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนถึงผลของคำสาปแช่งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งได้แก่ การทำงาน ตระกูล ทรัพย์สิน การเดินทาง กิจการธุรกิจ โรคร้าย ความตาย ไข้อักเสบ ภัยธรรมชาติ พ่ายแพ้ โรคที่รักษาไม่ได้ ไม่มีความเจริญ ถูกโกง ถูกปล้น ครอบครัวแตกแยก ทรัพย์สินถูกทำลาย เป็นบ้า ฝีร้าย ตกเป็นทาส ลงทุนมากกำไรน้อย ค่าใช้จ่ายมาก ผลตอบแทนไม่เหลือ ลูกหลานตกเป็นเชลย ผลกำไรต้องตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น คนอื่นจะสูงขึ้นแต่เราจะต่ำลง ขัดสน ต้องขอยืมผู้อื่น เป็นหางไม่เป็นหัวหน้าสักที สิ่งเลยร้ายมากมายเหล่านี้จะเป็นคำสาปแช่ง

แต่ขอบคุณพระเจ้า พระองค์ทรงมาเพื่อเราทั้งหลายจะมีชีวิต และมีชีวิตที่ครบบริบูรณ์ เป็นชีวิตที่พ้นจากคำสาปแช่ง ได้รับพระพร และเป็นชีวิตที่พระองค์ตรัสว่าดี

พี่น้องครับ ถึงเวลาที่เราจะบอกลาคำสาปแช่งได้ พระวจนะคำของพระเจ้าเป็นความจริง และเมื่อเรารู้ความจริง และเชื่อในความจริงนั้น คำสาปแช่งก็จะไม่มีอำนาจอีกต่อไป นี่เป็นสิ่งยิ่งใหญ่ที่ทำให้เราต้องขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับพระคุณอัน ยิ่งใหญ่ของพระองค์

คำสาปแช่งจากการไม่เชื่อฟังพระเจ้าก็จะหมดไป เพราะพระเยซูคริสต์เจ้าได้ทรงเชื่อฟัง ทำให้เราเป็นคนชอบธรรม

คำสาปแช่งจากโลหิตของมนุษย์ก็จะหมดไป เพราะพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ทรงชำระล้างเรียบร้อยแล้ว

คำสาปแช่งจากคำพูดก็จะหมดไป เพราะพระเยซูคริสต์ทรงฉีกทิ้ง ตึงที่กางเขน และทรงให้พระวจนะแก่เรา

คำสาปแช่งที่เกิดจากการไม่วางใจพระเจ้าก็จะหมดไป เพราะเราไว้วางใจพระเยซูคริสต์เจ้า

คำสาปแช่งที่เกิดจากการประพฤติตามบัญญัติไม่ครบถ้วนก็จะหมดไป เพราะความเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์ทำให้เราพ้นจากคำแช่งสาปนี้

พี่น้องครับ คำสาปแช่งจะไม่มีอีกต่อไป ขอพระเจ้าอวยพร



ผป. วิวัฒน์ วุฒิกุลเจริญวงศ์


เทศนาฟื้นฟู หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ ที่คริสตจักรแม่ปิง


เมื่อวันที่ 07/02/2009


เรื่อง ชัยชนะเหนือคำสาปแช่ง

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

แข่งกับตนเองชนะยาก

แข่งกับตนเองชนะยาก

อดีตนักวิ่งคนหนึ่งกล่าวว่า“หากมีคู่แข่งดีวิ่งหายใจรดต้นคอตามมา เราก็น่าจะวิ่งได้เร็วขึ้น

”Johann Von Schiller กล่าวไว้ว่า “Who Dares nothing, need hope for nothing” – หมายความเป็นไทยว่า “ใครที่ไม่กล้าทำอะไร ก็ไม่ควรหวังที่จะได้อะไร”เชื่อว่าท่านที่ได้ดูการวิ่งแข่งขันกีฬาโอลิมปิก “ปักกิ่งเกมส์ ๒๐๐๘” ที่ผ่านมาก็คงจะรู้สึกประทับใจในนักวิ่ง ๑๐๐ เมตรจากจาไมก้าที่ชื่อ “ยูเซียน โบล์ท” หรือฉายาว่าโบล์ท สายฟ้าแลบ! โบล์ทมีพัฒนาการวิ่งอย่างรวดเร็ว เพราะในตอนต้นปีนี้ (มกราคม ๒๐๐๘) เขายังได้แค่ ๑๐.๐๓ วินาทีอยู่เลย แต่เมื่อถึงเมษายนเขาวิ่งได้ ๙.๗๖ วินาที แล้วจากนั้นเขาไปวิ่งแข่งที่อเมริกาและทำได้ ๙.๗๒ วินาที และเมื่อมาถึงปักกิ่งในเดือนสิงหาคม โบล์ทวิ่งได้ ๙.๖๙ วินาที
นักวิทยาศาสตร์ทางด้านการกีฬากล่าวว่า ศักยภาพของโบล์ทนั้นสามารถสร้างสถิติโลกใหม่ ได้ในเวลาที่ต่ำกว่า ๙.๕๐ วินาทีด้วยซ้ำ!เพราะเมื่อขณะที่เขาใกล้จะถึงเส้นชัย ก็ชะลอความเร็วลง(เพราะรู้ว่าชนะคู่แข่งแน่นอนแล้ว) และเล่นมือเล่นไม้กับผู้ชมได้
ตามที่บันทึกไว้ในปี ๑๙๑๒ ดอน ลิพพินคอตต์ทำเวลาได้ ๑๐.๖๐ วินาที จากนั้นจิม ไฮน์สก็ทำได้เร็วขึ้นอยู่ที่ ๙.๙๕ วินาที ในปี ๑๙๙๙ มัวรีส กรีนวิ่งได้เร็วกว่า ๙.๘๐ วินาทีเสียอีก ตอนแรกโบล์ทต้องแข่งขันกับสถิติเก่าของเพื่อนนักวิ่งชาวจาไมก้า คืออซาฟา พาวเวลล์ที่ทำไว้ ๙.๗๗ วินาที แล้วเขาก็ทำได้สำเร็จและดีกว่า จากนั้นเขาก็ตั้งตัวเองเป็นคู่แข่ง!
แล้วเขาก็เร็วขึ้น...เร็วขึ้น...และเร็วขึ้นเรื่อยๆ
มีคนบอกว่า ในอนาคตอันใกล้นี้จะมีนักวิ่งร้อยเมตรที่สามารถทำเวลาได้ ๙.๓๐ วินาที!
ร่างกายของมนุษย์อาจจะมีขีดจำกัด แต่ขีดกำจัดที่ว่าก็อาจจะขยายไปได้ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ความเก่งของคนที่อยู่ข้างหน้า ความเก่งของคนที่วิ่งเร็วกว่าเรา จึงเป็นเหมือนขุมพลังที่จะทำให้เราพัฒนาศักยภาพได้ถึงขีดสุด จะเก่งขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้สู้กับคนเก่ง สู้กับคนอ่อนมีแต่จะผ่อนแรง!
มีเรื่องเล่าว่า เมื่ออเล็กซานเดอร์(แห่งอาณาจักรกรีกโบราณ)ยังเด็กอยู่ ได้ทราบว่าพระบิดาได้ทรงชนะในสงครามและประหารชีวิตของศัตรู แทนที่จะยินดีแต่พระองค์ก็ทรงกลับร้องไห้ เพราะเกรงไปว่าพระบิดาจะไม่เหลือคนเก่งให้ตนเองได้สู้รบด้วย
บทเรียน
ชีวิตของคริสเตียนเป็นเหมือนกับการวิ่งแข่งขัน! “ท่านไม่รู้หรือว่า คนเหล่านั้นที่แข่งกันก็วิ่งด้วยกันทุกคน แต่คนที่ได้รับรางวัลมีคนเดียว เหตุฉะนั้น จงวิ่งเพื่อชิงเอารางวัลให้ได้ ฝ่ายนักกีฬาทุกคนก็เคร่งครัดในระเบียบ เขาทำอย่างนั้นเพื่อจะได้มงกุฎใบไม้ซึ่งร่วงโรยได้ แต่เรากระทำเพื่อจะได้มงกุฎที่ไม่มีวันร่วงโรยเลย ส่วนข้าพเจ้าวิ่งแข่งโดยมีเป้าหมาย...”(๑ คร. ๙.๒๔-๒๖)
คริสเตียนวิ่งแข่งเพื่อจะเอาชนะผีมารซาตาน ชนะเนื้อหนัง (ตนเอง) และเพื่อจะได้รับรางวัลจากพระเยซูคริสต์ เปาโลบอกว่า (๑) ต้องลงไปอยู่ในลู่แข่ง (๒) ฝึกซ้อมอย่างดีและมีระเบียบวินัย (๓) มีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน คือ ให้เป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้า
ยูเซียน โบล์ทเป็นนักกีฬายอดเยี่ยมฝ่ายโลกนี้ แต่เราคริสเตียนเป็นนักกีฬาฝ่ายจิตวิญญาณชั้นเลิศ.

ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ
ทีมงานไทยเซอร์มอน
kittikunm@yahoo.com

My Blog

  • วินัยของน้องหมา (ข้างถนน) - วันที่ 18/8/2011 เช้านี้ขณะที่รถติดไฟแดงอยู่บริเวณสี่แยกสามย่าน ซึ่งเบื้องหน้าเป็นจามจุรีสแควร์นั้น พลันก็เหลือบเห็นน้องหมาตัวหนึ่งเดินข้ามทางม้าลายด้วยอ...
    15 ปีที่ผ่านมา
  • บทความคริสเตียน - บทความคริสเตียน http://www.gracezone.org/index.php/christian-articles บทความทางด้านจิตวิญญาณ หลักข้อเชื่อ พระเจ้า พระคัมภีร์ พระเจ้า พระคัมภีร์ แนวทางในการ...
    17 ปีที่ผ่านมา
  • คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู - คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู วัน พุธ 08 ต.ค. 08@ 17:47:37 ICT หัวข้อ: สรุปคำเทศนาประจำอาทิตย์ ดร.ทะนุ วงค์ธนานุกุล วัน อาทิตย์ ที่ 21 กันยายน 2008 พระธร...
    18 ปีที่ผ่านมา
  • - แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้...
    18 ปีที่ผ่านมา

Christian Blog

บล็อกวาไรตี้

เทคโนโลยี

ดาวน์โหลดโปรแกรมมาใหม่ล่าสุด |

วาไรตี้

ข่าวประจำวัน

สารบัญเว็บไทย

กินลม ชมทะเล ที่มาร์คเฮ้าส์บังกะโล เกาะกูด จ.ตราด

Thailand Map