Custom Search By Google

Custom Search

วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552

A Place Prepared For You ที่เตรียมไว้สำหรับท่าน

A Place Prepared For You ที่เตรียมไว้สำหรับท่าน

คำนำ
INTRODUCTION


มีผู้หนึ่งชื่อว่าเยซูคริสต์ ผู้เป็นพระเจ้าซึ่งได้บังเกิดมาเป็นมนุษย์ พระองค์ได้ทรงกระทบกระเทือนชาวโลก จนระบบปฏิทินของโลกได้เปลี่ยนไปเป็น B.C. (ซึ่งหมายความว่า ก่อนพระคริสต์) และ A.D. (คือเป็นปีขององค์พระผู้เป็นเจ้า) ที่หมุนเวียนรอบชีวิตของพระองค์
ไม่เพียงแต่พระองค์ได้ทรงทำการอัศจรรย์ต่างๆในระหว่างทรงเสด็จอยู่ในโลกนี้ แต่พระองค์ได้ทรงยอมถูกตรึงบนไม้กางเขนเผื่อเรา พระองค์ทรงรักสิ่งที่ทรงสร้างมามากถึงปานนั้น สิ่งที่ตื่นเต้นมากที่สุดคือพระองค์ได้ทรงฟื้นคืนจากความตาย พระวจนะของพระงค์กล่าวไว้ว่า
กิจการ 1:3
ครั้นพระองค์ทรงทนทุกข์ทรมานแล้ว ได้ทรงแสดงพระองค์แก่คนพวกนั้น ด้วยหลักฐานหลายอย่าง พิสูจน์อย่างแน่นอนที่สุดว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ และได้ทรงปรากฏแก่เขาทั้งหลายถึงสี่สิบวัน และได้ทรงกล่าวถึงเรื่องอาณาจักรของพระเจ้า

1 ทิโมธี 3:16
ทางของพระเจ้าอันยิ่งใหญ่และลึกลับซึ่งไม่มีใครปฏิเสธได้ก็คือ พระเจ้าทรงปรากฏในเนื้อหนัง พระวิญญาณได้ทรงพิสูจน์แล้ว หมู่ทูตสวรรค์ก็เห็น และมีผู้ประกาศพระองค์แก่ชนต่างชาติ มีชาวโลกเชื่อถือพระองค์ และพระองค์ทรงถูกรับขึ้นไปในสง่าราศี
พระเยซูคริสต์ได้ทรงสัญญาพิเศษไห้กับทุกคนที่ติดตามพระองค์ในชีวิตนี้ พระองค์ได้ทรงตรัสใน
ยอห์น 14:2-3
และถ้าเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนท่านทั้งหลายจะอยู่ที่นั่นด้วย ท่านทราบว่าเราจะไปที่ไหนและท่านก็รู้จักทางนั้น"
การศึกษานี้จะได้สำแดงให้คุณรู้ว่าคุณจะเตรียมพร้อมได้อย่างไร
คำถาม (จงตอบจริงหรือไม่จริง)
ชาวโลกได้กระทบกระเทือนโดยพระเยซูคริสต์ จนระบบปฏิทินของโลกได้เปลี่ยนไปเป็น B.C และ A.D. จริง/ไม่จริง
พระเยซูคริสต์ได้ทรงสำแดงพระองค์ว่าทรงยังมีพระชนม์อยู่หลังจากทรงถูกตรึงบนไม้กาง กางเขนโดยข้อพิสูจน์หลายอย่างที่ไม่ผิดพลาด มีคนเห็นพระองคุถึงสี่สิบวันและได้ประกาศเรื่องราชอานาจักร์ของพระเจ้า จริง/ไม่จริง


การบังเกิดใหม่
BORN AGAIN

มันอาจยากสำหรับบางคนที่จะเข้าใจที่พระเยซูทรงจัดเตรียมที่ไว้สำหรับคนที่ติดตามพระองค์ ก็เพราะเหตุนี้แหละพระองค์จึงกล่าวในความคิดฝ่าววิญญาณ พระคัมภีร์กล่าวว่า
แต่มนุษย์ธรรมดาจะรับสิ่งเหล่านั้นซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้าไม่ได้ เพราะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งโง่เขลา และเขาไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะว่าจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ก็ต้องสังเกตด้วยจิตวิญญาณ 1 โครินธ์ 2:14
เหมือนกับเด็กทารกที่ยังไม่ทันเกิดจะไม่สามารถเข้าใจคำสอนให้รับเอาความรัก การห่วงใย อาหารและทีพักอาศัย ของพ่อแม่ได้จนกว่าเด็กทารกนั้นเกิดมาเป็นตัวตนเสียก่อน เพราะฉนั้น ที่จะให้คนนั้นเข้าใจได้เขาต้องบังเกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณเสิยก่อน ให้เรามาดูว่าพระเยซูได้ตรัสกับชายคนนึงชื่อนิโคเดมัสว่าอย่างไร
ยอห์น 3:3-7, 9, 12
พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่ ผู้นั้นจะเห็นอาณาจักรของพระเจ้าไม่ได้" นิโคเดมัสทูลพระองค์ว่า "คนชราแล้วจะบังเกิดใหม่อย่างไรได้ จะเข้าในครรภ์มารดาครั้งที่สองและบังเกิดใหม่ได้หรือ" พระเยซูตรัสตอบว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดจากน้ำและพระวิญญาณ ผู้นั้นจะเข้าในอาณาจักรของพระเจ้าไม่ได้ ซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง และซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณก็คือจิตวิญญาณ อย่าประหลาดใจที่เราบอกท่านว่า ท่านต้องบังเกิดใหม่ นิโคเดมัสทูลพระองค์ว่า "เหตุการณ์อย่างนี้จะเป็นไปอย่างไรได้" ถ้าเราบอกท่านถึงสิ่งฝ่ายโลกและท่านไม่เชื่อ ถ้าเราบอกท่านถึงสิ่งฝ่ายสวรรค์ ท่านจะเชื่อได้อย่างไร
นี้แหละ พระเยซูได้ทรงตรัสให้เราทราบว่า "เราต้องบังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณเพื่อจะได้เห็นหรือเข้าไปในราชอานาจักรของพระเจ้า ในเมื่อพระองค์โกหกไม่ได้เราทุกคนต้องเรียกร้องเอาพระสัญญาของพระองค์ให้ได้
คนเราจะสามารถบังเกิดใหม่อย่างไรได้ ข่าวประเสริฐของพระเยซูจะสำแคงให้เราเห็น
ลูกา 18 :27
แต่พระองค์ตรัสว่า "สิ่งที่มนุษย์ทำไม่ได้ พระเจ้าทรงกระทำได้"
ยอห์น 5:39
จงค้นดูในพระคัมภีร์ เพราะท่านคิดว่าในพระคัมภีร์นั้นมีชีวิตนิรันดร์ และพระคัมภีร์นั้นเป็นพยานถึงเรา
อีกอย่าง พวกเราอยากแน่ใจว่าเราเดินตามแผนพระเยซูละทิ้งไว้ในพระวจนะของพระองค์เพื่อเราจะได้จัดเตรียมตัวเราเพื่อสถาที่ที่พระองค์มีไว้สำหรับเรา พระองค์ให้เรารู้ความเร่งร้อนเพื่อกลับใจใหม่และเชื่อในพระองค์
มาระโก 1:15
และตรัสว่า "เวลากำหนดมาถึงแล้ว และอาณาจักรของพระเจ้าก็มาใกล้แล้ว ท่านทั้งหลายจงกลับใจเสียใหม่ และเชื่อข่าวประเสริฐเถิด"

มัทธิว 24:35
ฟ้าและดินจะล่วงไป แต่คำของเราจะสูญหายไปหามิได้เลย

การกลับใจใหม่เป็นการตัดสินใจ
REPENTANCE IS A DECISION

“ข้อตกลงใจ” เราเปลี่ยนกิริยาท่าทางของเราและความคิดของเราและการปฏิบัติของเราที่เกี่ยวข้องกับความบาป (การเปลี่ยนแปลงทางภายในก็สำแดงออกข้างนอกกายให้คนอื่นและตัวเราเห็น และเราก็ตัดสินใจเดินตามพระเยซูและเชื่อฟังพระวจนะของพระองค์)
โรม 6:23
เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่ของประทานของพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา
เพราะฉนั้นก้าวแรกเป็นการบังเกิดใหม่คือกลับใจใหม่และเชื่อฟังข่าวประเสริฐ ก้าวต่อไปเป็นการบังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ
คำถาม (จงตอบจริงหรือไม่จริง)
ผู้ที่จะเห็นหรือเข้าไปในอาณาจักรของพระเจ้า ผู้นั้นต้องบังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ จริง/ไม่จริง
พระเยซูตรัสว่า "เวลากำหนดมาถึงแล้ว และอาณาจักรของพระเจ้าก็มาใกล้แล้ว ท่านทั้งหลายจงกลับใจเสียใหม่ และเชื่อข่าวประเสริฐเถิด" จริง/ไม่จริง
การกลับใจใหม่คือ เปลี่ยนกิริยาท่าทางของเราและความคิดของเราและการปฏิบัติของเราที่เกี่ยวข้องกับความบาป จริง/ไม่จริง
เราไม่จำเป็นต้องค้นดูในพระคัมภีร์เพื่อจะรู้ว่าเรามีชีวิตนิรันดร์ จริง/ไม่จริง
ในเมื่อฟ้าและดินจะล่วงไป แต่ถ้อยคำของพระเยซูจะสูญหายไปหามิได้เลย มันเป็นประโยชน์ดีที่ทำตามแผนการแห่งความรอดของพระองค์ จริง/ไม่จริง



บังเกิดใหม่จากน้ำอย่างไรได้
HOW TO BE BORN OF THE WATER

ในพระคัมภีร์ก็มีตัวอย่างที่คนทั้งหลายได้บังเกิดใหม่จากน้ำ
กิจการ 8:30-31
ฟีลิปจึงวิ่งเข้าไปใกล้ และได้ยินท่านอ่านหนังสืออิสยาห์ศาสดาพยากรณ์ จึงถามว่า "ซึ่งท่านอ่านนั้นท่านเข้าใจหรือ "ขันทีจึงตอบว่า "ถ้าไม่มีใครอธิบายให้ ที่ไหนจะเข้าใจได้"
กิจการ 8:35-39
ฝ่ายฟีลิปจึงเริ่มเล่าจับต้นกล่าวตามพระคัมภีร์ข้อนั้น ชี้แจงถึงเรื่องพระเยซู ครั้นกำลังเดินทางไปก็มาถึงที่มีน้ำแห่งหนึ่ง ขันทีจึงบอกว่า "ดูเถิด มีน้ำ มีอะไรขัดข้องไม่ให้ข้าพเจ้ารับบัพติศมา" และฟีลิปจึงตอบว่า "ถ้าท่านเต็มใจเชื่อท่านก็รับได้" และขันทีจึงตอบว่า "ข้าพเจ้าเชื่อว่า พระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้า" แล้วท่านจึงสั่งให้หยุดรถม้า และคนทั้งสองลงไปในน้ำทั้งฟีลิปกับขันที ฟีลิปก็ให้ท่านรับบัพติศมา เมื่อท่านทั้งสองขึ้นจากน้ำแล้ว พระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรับฟีลิปไปเสีย และขันทีนั้นไม่ได้เห็นท่านอีก จึงเดินทางต่อไปด้วยความยินดี

ต้องอดทน เพราะพระเจ้ายังสร้างเราไม่เสร็จ

พระเจ้าผู้ทรงอดทน

สรุปบางส่วนจากหนังสือ “ครอบครัวป่วนรัก” (The Marriage Mess) เขียนโดย Jack T. Chick

กาลาเทีย 5:16-24? ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้นคือ…ความอดกลั้นใจ - กาลาเทีย 5:22

ทำไมความอดทนของเราจึงมลายหายไปเมื่อต้องเจอรถติดและไปไม่ทันนัดสำคัญ? หรือเมื่อเรารีบเร่งไปต่อแถวในช่องจ่ายเงินสำหรับ ?สินค้าไม่เกิน 10 ชิ้น? แต่คนที่ยืนอยู่ก่อนเรามีของ 16 ชิ้น! การถูกบีบให้รอคอย ทำให้ความเครียดค่อยๆ เพิ่มขึ้นและทำให้เราหมดความอดทน เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นเราไม่เพียงแต่ล้มเหลวที่จะอดทน แต่ยังได้ยับยั้งการทำงานของพระวิญญาณในชีวิตของเราด้วย

ความอดทนไม่ได้เป็นเพียงสิ่งดีงาม แต่ยังเป็นผลของพระวิญญาณด้วย (กท.5:22) หมายความว่าการแสดงออกว่าขาดความอดทนทำให้คนอื่นเห็นผลเปรี้ยวแห่งหัวใจที่ล้มเหลวของเรา แทนที่จะเป็นความหวานของพระเยซูในชีวิตของเรา ?เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้อดทน เมื่อเราละทิ้งความอดทน เราก็พลาดโอกาสที่จะได้แสดงให้โลกนี้ได้เห็นพระสิริของพระเจ้าผ่านทางชีวิตของเรา

การระเบิดอารมณ์มีแต่จะทำให้เห็นว่าเราคิดถึงแต่เรื่องของตัวเองมากกว่าความลำบาก
และความจำเป็นของผู้อื่น ดังนั้นในช่วงเวลาที่ตึงเครียดให้เราหายใจเข้าลึกๆ
และหันจุดสนใจออกจากตนเอง โดยการรักผู้อื่นด้วยความอดทนแทนการรักตัวเอง

วลีที่บอกว่า เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้อดทน แตะใจเรา รู้สึกเหมือนถูกพระเจ้าเตือนว่า พระเจ้าทรงอดทนอดกลั้นกับความเหลวไหลของเรามาแสนนาน ทั้งสอน ทั้งเตือน ทั้งตี คอยปรับปรุงแก้ไข รอเวลาให้เราเปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กทีละน้อย นั่นเพราะพระองค์ทรงรักเรา แล้วเราปฏิบัติต่อคนอื่นๆ ยังไง?

?รัก = อดทน+รอคอย? ส่วนผสมที่แยกกันไม่ออก ถ้าขาดส่วนไหนไป ความรักนั้นก็ไม่สมบูรณ์อย่างแท้จริง แต่การอดทนและรอคอยไม่ใช่เรื่องง่าย ทำให้หลายคน รวมทั้งตัวเราเองมักจะจัดการปัญหาความขัดแย้งด้วยวิธีการของตัวเอง แต่วิธีการของพระเจ้าแตกต่างจากวิธีการของมนุษย์เสมอ แทนที่จะตอบโต้ พระองค์กลับสอนให้เรานิ่งและรอคอยด้วยการอธิษฐาน การยินยอมที่จะทำเช่นนั้นเป็นการฝึกชีวิต และทำให้พระสิริของพระเจ้าสามารถส่องผ่านเราได้

สดุดี 25:7 ?ขออย่าทรงนึกถึงบาปในวัยหนุ่มของข้าพระองค์
หรือการละเมิดของข้าพระองค์?ข้าแต่พระเจ้า..ด้วยเห็นแก่ความดีของพระองค์
ขอทรงนึกถึงข้าพระองค์ด้วยเห็นแก่ความรักมั่นคงของพระองค์?

คำอธิษฐานของดาวิดสะท้อนถึงความต้องการในจิตใจเราด้วยเช่นเดียวกัน เราไม่อยากให้พระเจ้าระลึกถึงความบาปของเรา แต่ต้องการให้พระองค์นึกถึงเราด้วยความรักและการให้อภัย ในทำนองเดียวกันพระเจ้าสอนเราให้มองคนอื่นด้วยความรัก ไม่ใช่มองสิ่งที่เค้ากระทำ พระเจ้าสอนให้เราปฏิบัติต่อผู้อื่น เหมือนกับที่เราอยากให้คนอื่นปฏิบัติต่อเรา

เรากำลังอยู่ในกระบวนการของการเปลี่ยนแปลง โดยมีแบบอย่างคือองค์พระเยซูคริสต์ เราทุกคนต่างกำลังถูกสร้างขึ้นใหม่ตามพระฉายของพระองค์ผู้ทรงสร้างเรา ซึ่งเมื่อเรายินยอมที่จะฟังและเรียนรู้เพื่อ ที่จะเติบโตขึ้น เราก็จะพบว่าเราไม่ได้กำลังเผชิญสถานการณ์เหล่านี้เพียงลำพัง แต่เรามีผู้ช่วยคือ พระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่คอยเสริมกำลังให้กับเรา และโดยทางพระองค์นั้นเราก็ได้รู้ว่า พระบิดาในสวรรค์ก็ได้ทรงส่งกำลังใจผ่านข้อความต่างๆเหล่านี้มาถึงเราและทรงกำลังลุ้นให้ลูกๆของพระองค์?ผ่านด่าน?

ไม่ว่าในวันนี้ ?จุดอ่อน? ของเราแต่ละคนคืออะไร อย่าท้อใจ แต่โปรดจำไว้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงแค่กิ่งก้านเสียที่พระเจ้ากำลังค่อยๆ ลิดมันออกไปทีละเล็กทีละน้อย เพื่อให้เราเป็นต้นที่สมบูรณ์สวยงามพร้อมที่จะเกิดผล การลิดเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา และบางครั้งเราต้องยอมตายต่อตัวเอง ยอมทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ เพื่อให้กำแพงบางอย่างในใจเราถูกพังลง แล้วพระเจ้าจะทรงใส่สิ่งใหม่เข้าไปแทนที่ แล้ว ?ชีวิตที่เป็นกลิ่นหอม? จะกลายเป็นคำจำกัดความถึงตัวเราในที่สุด

สรุปคำแบ่งปันโดย น้องเปิ้ล ? ไอริณ

คริสเตียน "ต้องอดทน เพราะ พระเจ้ายังสร้างเราไม่เสร็จ"

อีสเตอร์ (Easter)

วัน อีสเตอร์



วันอีสเตอร์ คือวันระลึกถึงวันเป็นขึ้นมาจากความตาย ขององค์พระเยซูคริสต์ ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ คำว่า "อีสเตอร์ " ที่นำมาใช้สำหรับการฉลองนั้นมาจากคำว่า "EOSTRE" ซึ่งเป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งฤดูใบไม้ผลิตของพวกทูโทนิค เป็นเทพเจ้าแห่งการฟื้นคืนชีพ เพราะก่อนถึงฤดูนี้ ต้นไม้ ใบหญ้า ดอกร่วงหล่นเหลือแต่ซาก พอถึงฤดูใบไม้ผลิมันจะกลับผลิดอกออกใบมีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้นฤดูใบไม้ผลิ จึงถูกนำมาเปรียบกับการเป็นขึ้นมาจากความตาย ของพระเยซูด้วย จึงเรียกวันนี้ว่า "อีสเตอร์"

สมัยก่อน คริสตจักรต่างๆ จัดฉลองวันอีสเตอร์ในวันอาทิตย์ที่ไม่ตรงกัน จนถึงปี ค.ศ.325 สภาไนเซียหรือสภาผู้นำคริสตจักรทั่วโลกได้ประชุม และมีมติให้กำหนดแน่นอน ให้คริสตจักรทั่วโลกฉลองเทศกาลอีสเตอร์ให้ตรงกัน โดยกำหนดวันอีสเตอร์คำนวนตามระบบจันทรคติ ทั้งนี้เนื่องจากต้องการให้การฉลองวันที่พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย ตรงกับเหตุการณ์ในครั้งแรกจริงๆ

การฉลองวันอีสเตอร์ โดยทั่วไปจะเริ่มตั้งแต่เช้ามืดของวันอาทิตย์ คริสตชนจะไปรวมตัวกันที่โบสถ์ หรือที่สุสาน หรือในทุ่งกว้าง หรือตามป่าเขา ร้องเพลงนมัสการพระเจ้าตั้งแต่ยังมืดอยู่ พอดวงอาทิตย์ค่อยๆ โผล่ขึ้นจากขอบฟ้า เสียงเพลง "เป็นขึ้นแล้ว" ก็จะดังกระหึ่มขึ้น เขาจะร้องเพลง อธิษฐานโมทนาพระคุณพระเจ้า และสรรเสริญพระองค์ที่ทรงเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ได้มีชัยชนะเหนือความตาย และทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์ หลังจากนั้นก็ บรรยายถึงการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ หนุนใจให้คริสตชนดำเนินชีวิตอย่างมีชัย เหนือความบาป และความตาย ยืนหยัดอยู่ในความเชื่อศรัทธาที่มีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า จากนั้นส่วนใหญ่ก็จะรับประทานอาหารเช้าร่วมกัน เสร็จแล้วบางแห่งก็จะมีการเล่นเกมส์สนุกๆ หลายแห่งนิยมเอาไข่มาระบายสีต่างๆ ให้ดูสวยงาม และนำไปซ่อนให้เด็กๆ หรือหนุ่มสาวค้นหาอย่างสนุกสนาน คนโบราณในประเทศตะวันตก เชื่อกันว่าไข่เป็นสัญลักษณ์ของชีวิต เพราะกำลังจะมีชีวิตใหม่เกิดขึ้น จึงได้มีการใช้ไข่เป็นสัญลักษณ์ของวันอีสเตอร์ด้วย

ดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของวันอีสเตอร์ คือดอกลิลี่ หรือดอกพลับพลึงขาวบริสุทธิ์

คริสเตียนถือว่า วันที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย เป็นวันที่สำคัญที่สุด เป็นหัวใจของข่าวประเสริฐ เพราะถ้าไม่มีวันอีสเตอร์ วันคริสตมาสหรือวันศุกร์ประเสริฐ ก็ไม่มีความหมาย เพราะถ้าพระเยซูเสด็จมาเกิด และสิ้นพระชนม์โดยไม่ได้เป็นขึ้นมาใหม่ พระองค์ก็จะเป็นพระเจ้าที่ตายแล้ว ไม่สามารถช่วยเราได้ แต่เมื่อพระองค์ได้ชัยชนะเหนือความตาย บรรดาผู้เชื่อจึงมีความหวังที่แน่นอน ที่จะเป็นขึ้นจากความตาย มีชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์สถานกับพระเจ้า ได้มีความมั่นใจในชีวิตนิรันดร์หลังความตาย สิ่งนี้ได้ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ว่า หลังจากพระเยซูคริสต์เป็นขึ้นมาจากความตาย พระองค์ได้ไปปรากฏในที่ต่างๆ หลายแห่ง ท่ามกลางสาวก และได้อยู่กับสาวกเป็นเวลา 40 วัน จึงได้ เสด็จสู่สวรรค์ท่ามกลางพยานถึง 500 คน เมื่อพระองค์ตรัสสั่งสาวกให้ไปประกาศข่าวประเสริฐ จนถึงสุดปลายแผ่นดินโลก (มัทธิว 28:18-20) และพระองค์ทรงสัญญาว่าจะอยู่กับพวกเขาจนกว่าจะสิ้นยุด และยังสัญญาว่าจะกลับมารับพวกเขาไปอยู่กับพระองค์ พวกสาวกจึงได้ออกไปประกาศข่าวนี้ โดยไม่กลัวอันตรายใดๆ บ้างก็ถูกต่อต้าน ถูกจับทรมาน ถูกฆ่าตาย แต่พวกเขาก็ไม่หยุดยั้ง เพื่อยืนยันถึงสัจธรรมที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นความจริง โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ยิ่งนับวัน ผู้คนติดตามพระองค์ก็มีมากขึ้น พระองค์ได้สถาปนาอาณาจักรของพระองค์ด้วยความรัก ที่สละได้แม้ชีวิตของพระองค์เอง ที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นความจริง





เทศกาลอีสเตอร์





อีสเตอร์ (Easter) หมายถึง การระลึกถึงการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ หรือวันคืนพระชนม์ เข้าใจว่าอีสเตอร์มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณ คือคำว่า Eastre ซึ่งเป็นชื่อเทพธิดาของฤดูใบไม้ผลิ ผู้รู้บางท่าน กล่าวว่าอาจมาจากภาษาเยอรมันโบราณ คือ คำว่า Eostarun ซึ่งแปลว่ารุ่งอรุณ

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้นำเอาชื่อเทพธิดาฤดูใบไม้ผลิต Eastre หรือคำว่ารุ่งอรุณ Eostarun ของภาษาเยอรมันมาดัดแปลงเป็นภาษาอังกฤษว่า Easter เพื่อใช้เรียกวันคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์

นักวิชาการบางท่านได้ให้ข้อคิดว่า การฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับฤดูใบไม้ผลิตอย่างน้อย 2 ประการ

ประการ แรก วันอีสเตอร์อยู่ในช่วงเกี่ยวกับฤดูใบไม้ผลิต คือระหว่างเดือนมีนา และเมษายน

ประการที่สอง ฤดูใบไม้ผลิตเป็นสัญญาลักษณ์ของชีวิตใหม่ เพราะระหว่างฤดูหนาวที่หิมะตก หรืออากาศหนาวเย็น ต้นไม้ส่วนใหญ่จะไม่มีใบ มีลักษณะเหมือนตายไปแล้ว แต่เมื่อฤดูใบไม้ผลิตมาถึง ต้นไม้ที่ดูเหมือนตายไปแล้วก็ผลิใบ จึงอาจเป็นสาเหตุที่ใช้คำว่า Easter สำหรับวันฟื้นคืนพระชนม์

สัญญาลักษณ์ของวันอีสเตอร์ มักได้แก่ สิ่งที่สื่อความหมายถึงความสุข สมหวัง ชัยชนะ ความอบอุ่น ความสดใส ภาพที่ปรากฎบนการ์ดอวยพรในเทศกาลนี้ จึงเป็นภาพ

สวนดอกไม้ - ซึ่งสื่อความหมายถึง ความสุขสมหวัง

ผีเสื้อ - สื่อความหมายถึงชีวิตใหม่ เหมือนตัวดักแด้ที่ออกมาจากเปลือหุ้ม และโบยบินขึนสู่ท้องฟ้าอย่างอิสรเสรี คล้ายกับองค์พระเยซูคริสต์ที่สิ้นพระชนม์ และถูกเก็บไว้ในอุโมงค์ หลังจากนั้น 3 วัน จึงฟื้นคืนพระชนม์

กระต่าย - สื่อความหมายถึงความอุดมสมบูรณ์

ไข่ - สื่อความหมายถึงความมีชีวิต




คำอวยพรในการ์ดสำหรับเทศกาลอีสเตอร์ สำหรับคริสตชน จะอวยพรกันในประโยคที่ว่า "ขอให้พระพรแห่งการฟื้นคืนพระชนม์เป็นของคุณ"

ของที่ระลึกสำหรับเทศกาลนี้ นิยมมอบช็อกโคเล็ดรูปไข่ หรือ ตุ๊กตาช็อคโกเล็ครูปกระต่าย ,ไข่ต้มย้อมสี หรือวัสดุรูปไข่ที่ประดิษฐ์ด้วยงานศิลป

สำหรับในปี 2005 นี้เทศกาลอีสเตอร์ตรงกับวันที่ 25-26-27 มีนาคม คริสตจักรต่าง ๆ จะเริ่มต้นเทศกาลนี้ด้วยการนมัสการพระเจ้าในค่ำคืนวันที่ 25 มีนาคม เพื่อระลึกถึงวันที่พระเยซูคริสต์ทรงสละชีวิตของพระองค์บนไม้กางเขนเพื่อความผิดบาปของเรา ซึ่งเราเรียกวันนี้ว่า วันศุกร์ประเสริฐ หรือ Good Friday

ส่วนที่วันที่ 27 มีนาคม บางคริสตจักรมีการเฉลิมฉลองวันอีสเตอร์หรือวันฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ ด้วยการนมัสการพระเจ้าตั้งแต่เวลา 06.00 น. บางคริสตจักรก็จัดเฉลิมฉลองวันอีสเตอร์ในช่วงเวลานมัสการปกติ

ประเพณีซ่อนไข่ จัดขึ้นเพื่อความสนุกสนาน โดยนำไข่ที่จัดเตรียมไว้ซึ่งมักจะเป็นไข่ต้มที่ย้อมสีต่างๆ อย่างสวยงาม อาจจะวาดเป็นลวดลาย หรือประดิษฐ์เป็นงานศิลปแบบต่าง ๆ นำไปซ่อนไว้ตามบริเวณต่างๆ ของคริสตจักร และให้สมาชิกของคริสตจักรหาไข่เหล่านั้น บางคริสตจักรอาจจะมีรางวัลสำหรับผู้ที่หาไข่ได้มากอีกด้วย



วันอีสเตอร์
วันอีสเตอร์ได้เวียนกลับมาอีกวาระหนึ่งย่อมเป็นเครื่องเตือนใจเราให้มีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้นในพระเยซูคริสต์ เป็นความเชื่อมั่นที่แสดงออกโดยการประพฤติและปฏิบัติตามสิ่งที่ได้เรียนรู้จากพระวจนะของพระเจ้า คนที่มีความเชื่อมากคือคนที่ยอมให้พระเจ้าทรงใช้ได้มากและเชื่อฟังพระองค์มาก เป็นผู้ที่ยอมจำนนต่อกติกาของพระเจ้าตามพระคัมภีร์ เช่นเดียวกับที่พระเยซูคริสต์ทรงเชื่อฟังพระบิดาจนถึงความมรณาบนไม้กางเขน อันนี้แหละเป็นหลักการสำคัญของการดำเนินชีวิตคริสเตียน




พระเยซูคริสต์ไม่ได้ตายเปล่า อำนาจของความตายเหนี่ยวรั้งพระองค์ไว้ไม่ได้ และพระองค์ได้เป็นขึ้นจากความตายในวันที่ 3 ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าสำคัญมากที่สุดเรื่องหนึ่งในความเชื่อของคริสเตียน วันที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายนั้นเป็นวันอาทิตย์ ต่อมาเราเรียกวันนั้นว่า “ วันอีสเตอร์ ” (Easter หรือ Easter Sunday) คริสจักรได้ฉลองวันอีสเตอร์อย่างเป็นทางการในราวคศ. 325 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ที่ใกล้วันที่ 14 เดือนนิสาน ( Nissan) ของชาวยิว คืออยู่ในช่วงระหว่างวันที่ 21 มีนาคม – 25 เมษายน



สัญลักษณ์ของวันอีสเตอร์คือ ไข่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการบังเกิดใหม่หรือมีชีวิตใหม่

กางเขนและอุโมงค์ที่ว่างเปล่า เป็นสัญลักษณ์ของการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์

มีคนกล่าวว่าคริสเตียนแท้มักจะดำเนินชีวิตโดยยึดหลักการที่ว่า พระเยซูคริสต์ได้สิ้นพระชนม์ในวันศุกร์ประเสริฐเพื่อเราเมื่อวานนี้ และทรงเป็นขึ้นมาจากความตายในวันอาทิตย์อีสเตอร์ และทรงสถิตอยู่กับเราในวันนี้ และพระองค์จะทรงเสด็จกลับมารับเรา (ผู้เชื่อ) ในวันพรุ่งนี้

ใช้เต็มท่าที (2)‏

บทบาทและภาระกิจของคนในชุมชนของพระเจ้าแต่ละคน
1. ปุโรหิต

"แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลาย ให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์" (1เปโตร 2:9)

ปุโรหิต มีบทบาทคือ ยืนอยู่ตรงกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า

บทบาท คือ นำเอาความโปรดปรานของพระเจ้ามาให้แก่มนุษย์ นำมนุษย์กลับมาหาพระเจ้า ให้คืนดีกับพระเจ้า

เราจะต้องรับใช้ด้วยบทบาทที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ให้

Without God you cannot,
Without you He will not.

ถ้าหากไม่มีเรา พระเจ้าจะไม่ทรงทำ เพราะนี่เป็นบทบาทที่พระเจ้าทรงกำหนดให้เราทำ

2. ผู้เผยพระวจนะ

"แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก" (กิจการ 1:8)

นี่คือบทบาทของเรา ที่เราจะเป็นผู้เผยพระวจนะ คือ ผู้ที่จะพูดถึงเรื่องข่าวประเสริฐ เป็นพยานฝ่ายพระองค์

เราสามารถเป็นพยานฝ่ายพระองค์ไปจนสุดปลายแผ่นดินโลกได้ แม้ว่าจะยังไม่ได้รับพระราชทานฤทธิ์เดชได้ ดังเช่นที่เหล่าอัครสาวกของพระเยซู ได้เห็นถึงพระราชกิจของพระเยซูมากมาย เขาก็สามารถที่จะเป็นพยานถึงเรื่องราวของพระองค์ได้

แต่ที่พระองค์ทรงบอกว่าเราจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เหตุเพราะพระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้การประกาศข่าวประเสริฐ การเป็นพยานเหล่านั้น เกิดผล ไม่ใช่เป็นพยานเฉย ๆ

เมื่อเรารับฤทธิ์เดชแล้ว เมื่อเราเดินทางไปประกาศที่ใด เป็นพยานที่ใด ก็จะเกิดผลอย่างมากมาย ผู้ฟังก็จะเชื่อ ไม่ใช่เชื่อเพราะคำพยาน แต่เชื่อพระฤทธิ์เดชโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

"1 คราวนั้นเกิดการข่มเหงคริสตจักรครั้งใหญ่ในกรุงเยรูซาเล็ม และศิษย์ทั้งปวงนอกจากพวกอัครทูต ได้กระจัดกระจายไปทั่วแว่นแคว้นยูเดีย กับสะมาเรีย
2 ผู้ที่เกรงกลัวพระเจ้าก็ฝังศพสเทเฟนไว้ แล้วคร่ำครวญอาลัยถึงท่านอย่างยิ่ง" (กิจการ 8:1-2)

บางครั้ง การข่มเหงเกิดขึ้น เพื่อที่จะทำให้ข่าวประเสริฐได้แผ่ขยายออกไป ดังตัวอย่างในกิจการ เห็นได้ว่า เมื่อมีการข่มเหง ศิษย์ก็จะถูกกระจัดกระจาย ทำให้ข่าวประเสริฐได้ไปเกิดผลในที่่อื่น ๆ

3. ทูตของพระคริสต์ (2โครินธ์ 5)

"17 เหตุฉะนั้น ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆ ก็ล่วงไป นี่แน่ะ กลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น
18 ทั้งสิ้นนี้เกิดมาจากพระเจ้า ผู้ทรงให้เราคืนดีกันกับพระองค์ทางพระเยซูคริสต์ และทรงโปรดประทานให้เรามีพันธกิจเรื่องการคืนดีกัน
19 คือพระเจ้าทรงให้โลกนี้คืนดีกันกับพระองค์โดยพระคริสต์ มิได้ทรงถือโทษในการผิดของเขา และทรงมอบเรื่องการคืนดีกันนั้นให้เราประกาศ" (2โครินธ์ 5:17-19)

เราเป็นทูตของพระคริสต์ นี่เป็นเกียรติอย่างมาก เพราะว่า เราเป็นตัวแทนของพระเยซูคริสต์ เราได้รับสิทธิอำนาจจากพระเยซูคริสต์

วันที่พระเยซูคริสต์ทรงเรียกเปโตรให้รับใช้พระเจ้าเต็มตัว พระองค์ทรงกล่าวว่า "อย่ากลัวเลย" แปลว่า พระองค์จะทรงเสริมความสามารถให้แก่เราในการรับใช้ และพระองค์จะนำพาให้เราพบความสำเร็จ

4 เกลือและแสงสว่าง

"13 ท่านทั้งหลาย เป็นเกลือแห่งโลก ถ้าเกลือนั้นหมดรสเค็มไปแล้ว จะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้ แต่นั้นไปก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร มีแต่จะทิ้งเสียสำหรับคนเหยียบย่ำ
14 ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก นครซึ่งอยู่บนภูเขาจะปิดบังไว้ไม่ได้
15 เมื่อจุดตะเกียงแล้ว ไม่มีผู้ใดเอาถังครอบไว้ ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง จะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนที่อยู่ในเรือนนั้น
16 ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์" (มัทธิว 5:13-15)

สังเกตว่า พระองค์ทรงใช้คำว่า "ท่านทั้งหลาย" เพราะว่าพระองค์มีพระประสงค์ที่จะให้เราทำร่วมกันหลายคน

เกลือ และแสงสว่าง มีอิทธิพลอย่างมาก จึงมีคำถามว่า ทำไมชุมชนในประเทศไทย อยู่ในความมืด ไม่ได้พบกับความสว่าง? เป็นเพราะว่าคริสเตียนมิได้กระทำตัวเป็นเกลือและแสงสว่างหรือไม่?

ขอเน้นว่า สิ่งที่เราทำดี ขออย่าที่จะให้คนมาสรรเสริญเรา แต่ให้คนสรรเสริญพระเจ้า ดังนั้น ถ้าเราต้องการให้คนสรรเสริญพระเจ้า เราจะต้องทำความดีในสังคมที่มิได้เป็นคริสเตียนด้วยสติปัญญา นี่เป็นบทบาทของเรา เพื่อให้คนได้เห็นถึงเกลือและแสงสว่าง

5. สร้างสาวก

"19 เหตุฉะนั้น เจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์
20 สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค" (มัทธิว 28:19-20)

พระเยซูคริสต์เรียกเราให้ไปสร้างสาวก และสร้างจากคนที่มิได้เป็นคริสเตียน



อ. ประยูร ลิมะหุตะเศรณี

Workshop C, Youth Challenge 2009

เมื่อวันที่ 04/04/2009

เรื่อง รับใช้เต็มท่าที

วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2552

รับใช้เต็มท่าที

ความสุข เป็นของบุคคลที่ฟังแล้วจด แต่ความสำเร็จเป็นของบุคคลที่จดแล้วทำตาม

"ท่าที เป็นเรื่องของบทสรุปที่เกิดจากความเข้าใจตามมุมมองของแต่ละคนในเรื่องต่าง ๆ

ท่าทีของเรานั้นเป็นได้ทั้งเพื่อนที่ดีที่สุด และศัตรูที่ร้ายที่สุด มันสามารถทำให้ความคิดของเราปิดตายและอนาคตที่มืดทึบ หรือทำให้ความคิดเปิดกว้างและอนาคตที่สดใส

ดังนั้น ในการที่เราจะก้าวเข้าสู่ชีวิตการรับใช้อย่างเต็มท่าที เราต้องทำความเข้าใจภาพรวมของพันธกิจของพระเจ้าที่ทรงกำหนดไว้สำหรับเรา ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักร ให้ชัดเจนก่อน"

ถ้าหากว่าท่าทีเราถูกต้อง ก็จะทำให้ชีวิตสดใจเจริญ แต่ถ้าตรงกันข้าม ก็จะทำให้ชีวิตของเราไม่เจริญ ล้มเหลว

วันรุ่น มักจะมีเนื้อหาเยอะ แต่สาระมักจะไม่ค่อยมี พูดได้เป็นชั่วโมง แต่ว่าไม่ค่อยมีสาระ แต่เวลาพ่อแม่ว่า ก็มักจะมีสาระ แต่เนื้อหาเดิม ๆ ดังนั้นจึงขอที่จะให้เราหาสมดุล ไม่ใช่ให้มีสาระเยอะเกินไป แต่ก็ให้มีบ้าง เพราะถ้าสาระเยอะเกินไป ก็จะเป็นบ้า

การรับใช้เต็มท่าที เริ่มต้นที่คริสตจักร ดังที่พระเยซูคริสต์ทรงเริ่มต้นพันธกิจของพระองค์ที่คริสตจักร



ทำความเข้าใจเรื่องคริสตจักรของพระเจ้า
1. คริสตจักรเป็นความคิดของพระเจ้า (อดีต)

ในอดีต คริสตจักรของพระเจ้า เป็นโครงการของพระเจ้า เป็นความคิดของพระเจ้า

"ในพระเยซูคริสต์นั้น พระองค์ได้ทรงเลือกเราไว้ ตั้งแต่ก่อนที่จะทรงเริ่มสร้างโลก เพื่อเราจะบริสุทธิ์ และปราศจากตำหนิในสายพระเนตรของพระองค์" (เอเฟซัส 1:4)

ความคิดของพระเจ้า โครงการของพระเจ้าเกี่ยวกับพวกเรา ที่เป็นส่วนของคริสตจักร ได้ถูกคิดขึ้นตั้งแต่ก่อนจะทรงเริ่มสร้างโลก เป็นโครงการระยะยาว พวกเราอยู่ในความคิดของพระเจ้ามาตั้งแต่สร้างโลก พวกเรามีคุณค่าในสายพระเนตรของพระเจ้าสูงมาก

ประวัติศาสตร์ทั้งหลายของโลก ล้วนอยู่ในแผนการของพระองค์ เพื่อในที่สุดแล้ว เราจึงได้มาอยู่ที่นี่เวลานี้

"9 และทำให้คนทั้งปวง เห็นแผนงานแห่งความล้ำลึก ซึ่งตั้งแต่แรกสร้างโลกทรงปิดบังไว้ที่พระเจ้าผู้ทรงสร้างสารพัดทั้งปวง
10 ประสงค์จะให้เทพผู้ปกครอง และศักดิเทพในสวรรคสถาน รู้จักปัญญาอันซับซ้อนของพระเจ้าทางคริสตจักร ณ บัดนี้ (เอเฟซัส 3:9-10)

การรับใช้พระเจ้า เราจะต้องมีท่าทีที่ถูกต้อง พระเจ้าต้องการใช้คริสตจักรที่จะเปิดเผยความมหัศจรรย์แห่งพระปัญญาของพระเจ้า ให้เทพผู้ปกครอง ศักดิเทพ มนุษย์ทุกคนรู้ว่า พระองค์ทรงมีพระปัญญาที่สุดยอด

เราทั้งหลายเป็นส่วนหนึ่งของแผนการนี้ เราต้องรับใช้เต็มท่าที เพราะเราจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้คนทึ่งในพระปัญญาของพระเจ้า

ที่นี่ พวกเรามาจากคริสตจักรหลาย ๆ คริสตจักร ถ้าหากท่าทีของผู้รับใช้พระเจ้าผิด ก็จะเกิดปัญหามากมาย เราทั้งหลาย จะต้องเต็มที่กับพระคริสต์ เพราะเรามีค่ามากสำหรับพระเจ้า

"21 จงยอมฟังกันและกัน ด้วยความเคารพในพระคริสต์
22 ฝ่ายภรรยา จงยอมฟังสามีของตน เหมือนยอมฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า
23 เพราะว่า สามีเป็นศีรษะของภรรยา เหมือนพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร ซึ่งเป็นพระกายของพระองค์ และพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคริสตจักร" (เอเฟซัส 5:21)

พระเจ้าทรงวางพระเยซูคริสต์เจ้าไว้ที่ศีรษะของคริสตจักร ทุกวันนี้พระองค์ก็ยังทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร

ในสมัยพระคัมภีร์เดิม พระเจ้าทรงแต่งตั้งคนขึ้นมาเป็นตัวแทนของพระเจ้า เพื่อที่พระองค์จะติดต่อมนุษย์ ผ่านทางคนคนนั้น เพราะมนุษย์นั้นจะไม่สามารถพบพระองค์ได้ คนคนนั้นแม้ว่าจะประพฤติตัวไม่ดี เราก็ไม่มีสิทธิที่จะแตะต้องคน ๆ นั้น

ในสมัยพระคัมภีร์ใหม่ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร และไม่เคยปรากฎว่าพระเจ้าทรงแต่งตั้งใครมาแทนพระองค์ เราทุกคนสามารถติดต่อพระเจ้าได้ผ่านทางพระเยซูคริสต์

แต่ถ้าหัวของคริสตจักรถูกเปลี่ยน อาจโดยการแต่งตั้งใครขึ้นมาแทน ต้องระวังให้ดี เพราะว่าเขาไม่ใช่ศีรษะของคริสตจักร

พระเยซูคริสต์ทรงให้อำนาจแก่คริสตจักร แต่ถ้ามีมนุษย์ผู้ใดมาพยายามทำหน้าที่เป็นศีรษะแทน มาเรียกร้องสิทธิอำนาจ คอยควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง ก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ศิษยาภิบาล ผู้ปกครอง มัคนายก เป็นตัวแทนของมนุษย์ ที่ได้รับเลือกมาทำหน้าที่ในการดูแลคริสตจักร ไม่ใช่ตัวแทนของพระเจ้า ไม่เหมือนกับผู้นำในพระคัมภีร์เดิมที่เป็นตัวแทนของพระเจ้า ดังนั้น ถ้าหากผู้นำคนนั้นประพฤติตัวไม่ดี เราสามารถที่จะแตะต้องเขาได้ ไม่ต้องกลัว

2. พระเยซูคริสต์เป็นผู้สร้างคริสตจักรของพระองค์ (ปัจจุบัน)

ในปัจจุบัน พระเยซูคริสต์เป็นผู้สร้างคริสตจักรของพระองค์

"ฝ่ายเราบอกท่านว่าท่านคือเปโตร {ภาษากรีกว่า เปโตร} และบนศิลานี้ {ภาษากรีกว่า เปตรา} เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้ และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรนั้น หามิได้" (มัทธิว 16:18)

พระเยซูตรัสว่าจะสร้างคริสตจักร และทุกวันนี้พระองค์ก็ยังทรงสร้างอยู่

เราเป็นส่วนหนึ่ง เป็นผลงานในการสร้างคริสตจักรของพระเยซูคริสต์ พระเจ้าทรงกำหนดให้เราแต่ละคนแตกต่างกัน มีของประทานต่าง ๆ กัน เพื่อที่จะร่วมกันเสริมสร้างคริสตจักร

เราทุกคนจะต้องเต็มที่ ในบริบทที่ว่า เราจะขาดคนใดคนหนึ่งไม่ได้ คุณสำคัญ ผมสำคัญ ถ้าขาดคนใดคนหนึ่งจะไปไม่รอด นี่แหละที่จะเป็นท่าที่ที่เราจะปกป้องกันและกัน

ผู้นำ ล้วนมีอารมณ์ มีความรู้สึก อาจมีนิสัยที่บางคนไม่ชอบ บางครั้งอาจทำให้มีการกีดกัน เกิดความขัดแย้ง นี่ไม่ใช่ท่าทีที่ถูกต้อง

ความเป็นผู้ใหญ่ในพระคัมภีร์ มีลักษณะดังนี้

1. เราเกิดมาแล้วเราจะต้องพึ่งพาคนอื่น

2. พึ่งพาตัวเอง

3. พึ่งพาซึ่งกันและกัน

ความเป็นผุ้ใหญ่ที่แท้จริง คือ การพึ่งพาซึ่งกันและกัน เพราะการพึ่งพาตัวเอง ไม่ได้บ่งบอกถึงความเป็นผู้ใหญ่ที่ชัดเจน

คริสตจักรเปรียบเหมือนร่างกาย จะต้องประกอบด้วยอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งต่างจะต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน

พวกเรามีความจำกัด ภายใต้ความจำกัดเราจะต้องยอมรับ เพื่อที่เราเรียนรู้ที่จะพึ่งพาซึ่งกันและกัน เห็นคุณค่าของคนอื่น ๆ ถ้าหากเราไม่เห็นคุณค่าของกันและกัน เราเอาแต่พึ่งพาตัวเอง คริสตจักรก็จะไม่สามารถเติบโตไปได้อย่างดี

ดังนั้น ถ้าหากคริสเตียนและคริสตจักรสามารถรวมตัวกันได้ ความหยิ่งหายไป ความคิดถึงซึ่งกันและกันมีมากขึ้น นี่จึงจะทำให้คริสตจักรไทยสามารถขับเคลื่อนไปได้

3. คริสตจักรเป็นชุมชน

3.1 ในสมัยพระคัมภีร์เดิม

"5 เหตุฉะนี้ ถ้าเจ้าฟังเสียงเรา และรักษาพันธสัญญาของเราไว้ เจ้าจะเป็นกรรมสิทธิ์ของเราที่เราเลือกสรรจากท่ามกลางชนชาติทั้งปวง เพราะแผ่นดินทั้งสิ้นเป็นของเรา
6 เจ้าทั้งหลายจะเป็นอาณาจักรปุโรหิต และเป็นชนชาติบริสุทธิ์สำหรับเรา นี่เป็นถ้อยคำที่เจ้าต้องบอกให้คนอิสราเอลฟัง" (อพยพ 19:5-6)

พระเจ้าเรียกคนกลุ่มหนึ่งออกมา ตั้งให้เป็นชนชาติบริสุทธิื เป็นอาณาจักรบริสุทธิ์

"9 แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลาย ให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์
10 เมื่อก่อนท่านทั้งหลายไม่มีชาติ แต่บัดนี้ท่านเป็นชนชาติของพระเจ้าแล้ว เมื่อก่อนท่านทั้งหลายหาได้รับพระกรุณาไม่ แต่บัดนี้ท่านได้รับพระกรุณาแล้ว" (1เปโตร 2:9-10)

ในปัจจุบันนี้ พระองค์ทรงเลือกพวกเรา ในบริบทเดียวกันกับในพระคัมภีร์เดิม เพื่อเราจะเป็นชุมชน เป็นปุโรหิตหลวง เป็นชนชาติบริสุทธิ์

คนที่เป็นคริสเตียน ไม่มีสันโดษ เพราะเมื่อเราเป็นชุมชนของพระเจ้า เราจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้อื่นมายุ่งเกี่ยว โดยเฉพาะต้องยอมให้ผู้อื่นตักเตือนว่ากล่าวได้ เราต้องมีท่าทีที่ถูกต้องในการรับใช้พระเจ้า และเมื่อท่าทีถูกต้องแล้ว เราจะต้องก้าวไปอย่างเต็มที่

3.2 ในสมัยพระคัมภีร์ใหม่

"14 พระองค์จึงทรงตั้งศิษย์สิบสองคนไว้ให้อยู่กับพระองค์ เพื่อจะทรงใช้เขาไปประกาศ
15 และให้มีอำนาจขับผีออกได้" (มาระโก 3:14-15)

พระองค์เริ่มต้นด้วยชุมชนเล็ก ๆ คือ เพียง 12 คน พระองค์มิได้ทรงเลือกเพียงแค่คนเดียว แต่ทรงเรียกมาหนึ่งกลุ่ม นี่จึงเป็นการยืนยันชัดเจนว่าพระเจ้ามิได้มีแผนการที่จะใช้คนใดคนหนึ่งให้เป็นฮีโร่

ชนชาติของพระเจ้า จะต้องโฮลี่ (บริสุทธิ์) แต่ไม่มีฮีโร่ เพราะเราจะต้องรับใช้โดยทั้งชุมชน มิใช่เพียงคนใดคนหนึ่ง

3.3 ในสมัยพระวิญญาณบริสุทธิ์

"42 เขาทั้งหลายได้ขะมักเขม้นฟังคำสอนของจำพวกอัครทูต และร่วมสามัคคีธรรม ทั้งขะมักเขม้นในการหักขนมปัง และการอธิษฐาน
43 เขามีความเกรงกลัวด้วยกันทุกคน และพวกอัครทูตทำการอัศจรรย์ และหมายสำคัญหลายประการ
44 บรรดาผู้ที่เชื่อถือนั้นก็พร้อมกัน ณ ที่แห่งเดียว และทรัพย์สิ่งของของเขาเหล่านั้น เขาเอามารวมกันเป็นของกลาง
45 เขาจึงได้ขายที่ดิน และทรัพย์สิ่งของ มาแบ่งให้แก่คนทั้งปวงตามซึ่งทุกคนต้องการ
46 เขาได้ร่วมใจกันไปในพระวิหาร และหักขนมปังตามบ้านของเขา ร่วมรับประทานอาหารด้วยความชื่นชมยินดี และใจกว้างขวาง ทุกวันเรื่อยไป
47 ทั้งได้สรรเสริญพระเจ้า และคนทั้งปวงก็ชอบใจ ฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดให้คนทั้งหลายซึ่งกำลังจะรอด มาเข้ากับพวกสาวกทุกวันๆ" (กิจการ 1:42-47)

การที่มีผู้ที่เข้ามาเพิ่มขึ้นทุก ๆ วัน เป็นเพราะพวกเขาเคลื่อนไหวกันทั้งชุมชน จนมีผู้คนที่มาสมทบเพิ่มขึ้น ๆ

การฟื้นฟูจริง ๆ มาจากชุมชนทั้งชุมชน แม้แต่ที่อันทิโอกก็เกิดการฟื้นฟู โดยมิได้เกิดจากนักฟื้นฟูผู้ใด



"ในชุมชนของพระเจ้านี้ ประกอบด้วยคนของพระเจ้าที่เป็นปัจเจกชน คือ คริสเตียนแต่ละคนและทุกคนจะมีความสำคัญต่อชุมชนเท่ากัน ขาดไป 1 คน ชุมชนก็อ่อนแอไป 1 คน

พระเยซูทรงเรียกสาวกทีละคน แล้วรวมตัวสาวกเหล่านั้นเป็นกลุ่มคน และสร้างพวกเขาให้เป็นชุมชนเดียวกัน ความบาปเป็นตัวทำลายชุมชนของพระเจ้าตั้งแต่ ปฐมกาล เช่น บาปของอาดัม บาปของคาอิน เป็นต้น ในสมัยของโยชูวา ความบาปของอาคานเพียงคนเดียว มีผลกระทบต่อคนในชุมชนของพระเจ้าทั้งหมด เพราะฉะนั้น อย่าปลีกตัวอยู่คนเดียว พระเจ้าไม่ได้สร้างคริสเตียนสันโดษ แต่พระองค์ทรงสร้างคริสตจักรของพระองค์

พระเจ้าทรงสร้างคริสตจักรของพระองค์ขึ้น เพื่อสะท้อนให้มวลมนุษย์ได้เห็นพระลักษณะของพระเจ้า เช่นชุมชนของพระเจ้าที่เปี่ยมไปด้วยความรัก จะสะท้อนพระลักษณะของพระเจ้าที่เป็นความรัก ดังนั้น สาวกแต่ละคนจึงไม่ใช่เพียงแค่ทำหน้าที่ของตนตามที่ได้รับมอบหมายอย่างดีที่สุดตามลำพัง แต่ต้องเกี่ยวดองกับสาวกคนอื่น ๆ ในชุมชนของพระเจ้านี้อย่างใกล้ชิดอีกด้วย

คริสตจักรของพระเจ้าที่แท้จริงต้องรับใช้พระเจ้าอย่างเต็มท่าที ทั้งด้านการสะท้อนพระลักษณะของพระคริสต์ต่อชนชาวโลกอย่างมีประสิทธิภาพ และทำตามพระมหาบัญชาของพระองค์ตามของประทาน (ทั้งคริสตจักร ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง ที่ผ่านมามักจะได้แก่ศิษยาภิบาล หรือผู้นำกลุ่มต่าง ๆ เป็นต้น)"

การรับใช้พระเจ้า จะต้องเป็น network ทั้งภายในคริสตจักร และระหว่างคริสตจักร และเมื่อร่วมกันเคลื่อนไหวพร้อม ๆ กัน ก็จะเกิดการฟื้นฟูได้

การเริ่มต้นการรับใช้พระเจ้า เริ่มต้นที่คริสตจักรท้องถิ่น แต่ขั้นต่อมา จะต้องก้าวไปถึงคำว่า "แผ่นดินของพระเจ้า" ดังนั้น อย่าใจแคบ ที่จะไม่ยอมให้สมาชิกในคริสตจักรไปนมัสการที่คริสตจักรอื่น ๆ แต่ให้เราที่จะเปิดใจ และเราจะสามารถร่วมกันรับใช้อย่างเต็มท่าที



อ. ประยูร ลิมะหุตะเศรณี

Workshop C, Youth Challenge 2009

เมื่อวันที่ 04/04/2009

เรื่อง รับใช้เต็มท่าที

การอธิษฐานวิงวอนพลังที่ถูกลืม

การอธิษฐานวิงวอนพลังที่ถูกลืม” โดย จิม กอลล์
Written by Kittivud
Tuesday, 10 March 2009 17:50
บทความนี้ผู้เขียนได้สรุปจากเนื้อหาที่ได้จาก หนังสือ “การอธิษฐานวิงวอนพลังที่ถูกลืม” โดย จิม กอลล์
http://www.gracezone.org/index.php/bible-study/345-2009-03-10-11-13-35



การอธิษฐานคือกระดูกสันหลังของคริสตจักร เมื่อเราเฝ้าระวังนั้นพระเจ้าก็ทรงรื้อฟื้นพันธุกรรมทางฝ่ายวิญญาณของเราขึ้นด้วย ไม่มีสักสิ่งหนึ่งซึ่งพระเจ้าทรงกระทำจะเกิดขึ้นได้โดยปราศจากคำอธิษฐาน



1. รื้อฟื้นไฟแห่งชุมชนโมราเวียน
พระเจ้าได้ประทาน “สามเกลียว” ซึ่งพวกเขาใช้ถักทอชีวิตของเขาขึ้น และเกลียวเหล่านี้ได้ช่วยให้ชาวโมราเวียนเป็นผู้เปลี่ยนแปลงโลก
· พวกเขามีสัมพันธภาพที่เป็นหนึ่งเดียว เป็นชุมชนฝ่ายวิญญาณและดำเนินชีวิตแห่งการอุทิศตน
· ฤทธิ์อำนาจในการยืนหยัดอธิษฐานของพวกเขา ได้ทำให้เกิดความเร่าร้อนและกระตือรือร้นจากเบื้องบน ต่องานมิชชั่นสู่ผู้ที่ยังไม่ได้รับความรอด
· เกลียวที่สามได้ถูกบรรยายไว้ด้วยคติพจน์ประจำชีวิตของพวกเขา “ไม่มีผู้ใดทำงานนอกเสียจากใครบางคนจะอธิษฐาน” ซึ่งเป็นรูปแบบของการทำสัญญาใจร่วมกันเพื่อจะดำรงการอธิษฐานและพันธกิจต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าไว้
ผลกระทบของชาวโมราเวียนที่มีต่อจอห์น เวสเลย์ ในการพบกันครั้งแรก กล่าว คือ ความจริงจังอย่างแรงกล้าและความถ่อมใจที่ชาวโมราเวียนได้ปฏิบัติต่อผู้โดยสารคนอื่นๆ โดยยอมทำงานซึ่งราวกับงานของทาส ได้ท้าทายใจของเขา เมื่อมีใครจะจ่ายเงินให้ พวกเขาจะปฏิเสธโดยตอบว่า “งานนี้ดีต่อจิตใจที่เย่อหยิ่งของพวกเขา” และ “พระผู้ช่วยให้รอดอันเป็นที่รักได้ทำมากยิ่งกว่านี้อีกเพื่อพวกเขา”
2. รื้อฟื้นไฟบนแท่นบูชา
ไฟบนแท่นบูชาแสดงถึงคำอธิษฐานของธรรมิกชน (วิวรณ์ 8:3-5; โยบ 36:32-37:3) การอธิษฐานวิงวอนจะปลดปล่อยแสงอันเจิดจ้าของพระเจ้าหรือฟ้าแลบเพื่อ “ผ่าจุดที่หมาย” บนแผ่นดินโลก จะนำฤทธิ์อำนาจของพระองค์และพระสิริไปยังสถานการณ์ที่ต้องประสงค์โดยมีผลลัพธ์อันเหนือธรรมชาติเกิดขึ้น! ฟ้าแลบคือพระคำ เมื่อเรากล่าวพระคำพระเจ้า พระคำนั้นจะออกจากปากของเราเหมือนฟ้าแลบ เพื่อวิงวอนเผื่อและผ่าจุดที่หมาย ตีกองทัพศัตรูให้แตกพ่ายไป นำการพิพากษาของพระเจ้ามายังสถานการณ์ต่างๆ เปิดเผยจิตใจของผู้คน และทำให้ทุกสิ่งบรรลุผลสมบูรณ์ตามที่ทรงบัญชาไว้ การอธิษฐานวิงวอนจะ “วาดเป้าหมาย” ไว้ เพื่อพระเจ้าจะยิงเข้าไปยังความต้องการของเราได้อย่างไม่พลาดเป้า ด้วยพระสิริของพระองค์ พระองค์ทรงตั้ง “ศูนย์เล็ง” ไว้บนเป้าหมายเหล่านี้ และ “ผ่าจุดที่หมาย” ด้วยฟ้าแลบของพระองค์หรือโดยการ “ฉายพระพักตร์ที่เจิดจ้า” เราได้รับสิทธิพิเศษให้วาดเป้าหมายต่างๆ บนเมือง ประเทศชาติ คริสตจักร และในชีวิตส่วนตัวของคนมากมาย เพื่อกำหนดจุดซึ่งพิชิตให้แก่พระองค์ผู้ทรงปกคลุมพระหัตถ์ไว้ด้วยฟ้าแลบ
เหนือสิ่งอื่นใด คำอธิษฐานเป็นคำทูลเชิญจากมนุษย์สู่เบื้องฟ้าสวรรค์ เพื่อการตอบสนองจากพระเจ้าที่จะโยนลงมาสู่แผ่นดินโลก สิ่งจากมนุษย์แลกเปลี่ยนกับสิ่งจากเบื้องฟ้าสวรรค์



3. รื้อฟื้นบทบาทปุโรหิตแห่งการอธิษฐานวิงวอน
หากเราสามารถปลูกสิ่งหนึ่งในใจของคุณ สิ่งนั้นก็คือ... การอธิษฐานไม่ใช่กิจกรรม และไม่ใช่คำทูลขอ แต่การอธิษฐานเป็นชีวิตซึ่งพบได้ในคนคนหนึ่ง เมื่อคุณได้เห็นพระเยซูคริสต์ เมื่อนั้นความมืดบอดก็จะหลุดตกจากตาของคุณในพระสิริแห่งการสถิตของพระองค์ ทัศนคติต่อการอธิษฐานของคุณจะเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง จะไม่ใช่ภาระลำเค็ญ แต่เป็นความชื่นชมยินดี พึงระลึกไว้ว่าผู้เชื่อทุกคนได้รับการทรงเรียกให้เป็นปุโรหิตต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าในทุกวันนี้ และเรายังต้องเข้าใจอีกด้วยว่าไม่มีภาระปฏิบัติใดของผู้เชื่อที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าการอธิษฐาน อันเป็นหน้าที่เอกสำหรับปุโรหิตผู้เชื่อของวันนี้ “การอธิษฐานวิงวอนอย่างเป็นตัวแทน” คืออะไร เป็นความสามารถและหน้าที่ในลักษณะบุคคลโดยเข้าไปเป็นตัวแทนในความต้องการของผู้อื่น ถึงขนาดว่าในทางจิตใจเราเป็นหนึ่งเดียวกับคนเหล่านั้นโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นการแสดงออกในลักษณะที่ถือว่าเราเป็นบุคคลเดียวกับพระเยซูคริสต์และติดตามรอยพระบาทของพระองค์ เพราะรอยพระบาทของพระองค์จะนำเราไปเกินกว่ากำแพงสี่ด้านของคริสตจักร ไปสู่ท้องถนนของโลกที่แตกเป็นเสี่ยง โลกของโสเภณี คนคดโกง ผู้แพ้ และบรรดาคนที่แตกยับและบาดเจ็บ ไปถึงมนุษย์จริงที่มีปัญหาจริง พระองค์ทรงนำเราสู่การเป็นปุโรหิตที่แท้ หนทางเดียวที่เราจะอธิษฐานวิงวอนได้อย่างจริงแท้และมีประสิทธิภาพ คือจากหัวใจแห่งความรักเมตตา ใจที่ชอกช้ำและไม่คิดเห็นแก่ชีวิต จากหัวใจที่กระแทกเป็นจังหวะด้วยความทุกข์ยากของผู้อื่นราวกับว่านั่นเป็นความทุกข์ของเราเอง หัวใจของเราจะได้รับภาระจากพระวิญญาณของพระเจ้าเพื่อร้องคร่ำครวญ เผื่อการสารภาพความผิดบาป และอธิษฐานวิงวอนอย่างปราศจากคำพูดเพื่อพวกเขาด้วยใจของเรา เมื่อได้สารภาพบาป ความเสื่อมเสีย การพลั้งพลาด และความน่าอับอายแทนพวกเขาต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว เราก็ได้กวาดล้างเครื่องกีดขวางของศัตรูออก เพื่อบุคคลผู้นั้นที่เราได้อ้อนวอนเผื่อจะมาถึงกางเขนด้วยการกลับใจและได้รับการฟื้นคืนสู่สภาพดี (อิสยาห์ 57:14-15)

ตามพจนานุกรมภาษาอังกฤษ คำว่า intercede หมายถึง “เข้าแทรกแซงระหว่างกลุ่มคณะเพื่อสมานความแตกต่างให้ลงรอยกัน : เข้าขวาง เข้าทำการประนี ประนอม” ส่วนรากศัพท์ภาษาละติน คำๆ นี้หมายถึง “คนกลาง”



คำอธิษฐานเป็นสิ่งที่ใช้ได้ผล คำอธิษฐานเต็มด้วยฤทธิ์อำนาจ คำอธิษฐานเป็นหนึ่งในอาวุธประหัตประหารที่ร้ายแรงซึ่งจะถล่มการงานของศัตรู คำอธิษฐานคือเส้นชีวิตของพระเจ้าไปสู่ผู้ที่เจ็บปวด บาดเจ็บ ผู้อ่อนแอ และผู้ที่กำลังจะตายจาก แต่พระเจ้าทรงคาดหวังให้เราเหวี่ยงเชือกแห่งชีวิตของพระองค์ออกไปในพระนามของพระบุตร พระเยซู การอธิษฐานวิงวอนไม่ใช่เรื่องหมกมุ่นสำหรับผู้ร้อนรนหยิบมือหนึ่ง แต่เป็นการทรงเรียกและจุดหมายสำหรับประชาชนที่ทรงเลือกสรร สำหรับบุตรพระเจ้าผู้ได้รับการชำระโดยพระโลหิตทุกคน หากคุณเรียกพระเยซูคริสต์ว่าพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว พระองค์ก็ทรงเรียกคุณว่าผู้อธิษฐานวิงวอนและปุโรหิต และพระองค์เรียกคุณให้ไปที่หัวเข่าของคุณในวันนี้

คุณได้ชื่อว่าเป็นผู้นำการปลดปล่อยญาติสนิท ผู้มีสิทธิ์ไถ่ถอน ผู้รักษาโรค และผู้ซ่อมแซมช่องโหว่ คุณจะลุกขึ้นและเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติอันดุเดือดของพระองค์ไหม?



4. รื้อฟื้นศิลปะแห่งการอ้อนวอนเรื่องคดีความของคุณ
สิ่งนี้ยิ่งผลักดันให้เราเชื่อมั่นว่าการประสบความสำเร็จในการเป็นนักอธิษฐานวิงวอนนั้น เราต้องมีภาพสำแดงของพระเจ้าองค์ยิ่งใหญ่ในฐานะผู้พิพากษาเหนือเนื้อและเลือดทั้งสิ้น เราได้รับสิทธิพิเศษให้ “ฟ้องร้องที่หน้าบัลลังก์ศาล” ภายใต้สิทธิอำนาจและคำเชื้อเชิญจากอัยการของเราคือพระเยซูคริสต์ เรารับผิดชอบในการปกป้องประชาชนขององค์ราชา และทำการฟ้องร้องศัตรูของพระองค์ในโลกฝ่ายวิญญาณ (ซาตานและสมุนกบฎของมัน) การอธิษฐานวิงวอนที่ทรงประสิทธิภาพเริ่มต้นที่ความรู้และความเข้าใจ ทำการบ้านของคุณเพื่อจะรู้พระสัญญาของพระเจ้า และทำความเข้าใจว่าเหตุใดพระสัญญาจึงไม่สำเร็จตามนั้นในแต่ละสถานการณ์ที่เจาะจง (ถ้าเป็นได้) หาดูว่าทำไมกลุ่มสังคมหรือกลุ่มคนนั้นๆ จึงล้มเหลวเข้าใจเงื่อนไขทุกประการที่พระเจ้าทรงต้องการก่อนที่จะให้สัญญานานาประการสำเร็จ จากนั้นสนทนากับพระเยซูและรับหัวใจของพระองค์สำหรับเรื่องนั้นไว้ ให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้ชี้แนะเมื่อคุณนำเสนอคำโต้แย้งบริสุทธิ์นั้นต่อหน้าผู้พิพากษาชอบธรรมแห่งชีวิตทั้งสิ้น
นักอธิษฐานวิงวอนคือผู้ซึ่ง
ก. เตือนพระเจ้าถึงพระสัญญาและนัดหมายของพระองค์ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดและบรรลุผล (อิสยาห์ 62:6-7)

ข. ทูลถวายคดีความแห่งความยุติธรรมต่อพระเจ้าในนามของผู้อื่น (อิสยาห์ 59:15-16)

ค. สร้างเครื่องกีดขวางและก่อกำแพงเพื่อพิทักษ์รักษาในเวลาแห่งการต่อสู้ (เอเสเคียล 13:4-5)

ง. ยืนอยู่ที่ช่องโหว่ระหว่างการพิพากษาอันชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งจะต้องเป็นไปตามนั้น กับความต้องการพระเมตตาในนามของผู้คน (เอเสเคียล 22:30-31)



เราได้รับการทรงเรียกให้ขอร้องพระเจ้าทำในสิ่งที่พระองค์ต้องการจะทำเพื่อเรา ช่างเป็นข้อตกลงที่ดีอะไรเช่นนี้!

ก. อ้อนวอนโดยอ้างถึงพระเกียรติและพระสิริแห่งพระนามของพระองค์ (สดุดี 106:8; 79:9)

ข. อ้อนวอนโดยอ้างถึงความสัมพันธ์ของพระเจ้าต่อเรา (โยบ 10:3, 8-9; สดุดี 33:20; 19:14; อิสยาห์ 64:8)

ค. อ้อนวอนโดยอ้างถึงพระลักษณะของพระเจ้า (เนหะมีย์ 9:33; สดุดี 89; 27:7)

ง. อ้อนวอนโดยอ้างถึงความทุกข์ยากและข้นแค้นของประชากรของพระเจ้า (สดุดี 35:11-13)



6. รื้อฟื้นเส้นทางอธิษฐานสู่การทรงสถิต
คำอธิษฐานของเราขึ้นไปยังพระเจ้าดังเครื่องหอมที่ส่งกลิ่นหอมหวาน และพระองค์ตอบสนองโดยส่งคำตอบของคำอธิษฐานนั้นคละเคล้ากับไฟของพระองค์กลับมายังโลก พันธสัญญาเดิมได้ให้รายละเอียดของเครื่องหอมพิเศษนี้ที่ใช้ถวายแด่พระเจ้าในพลับพลาของโมเสสในแต่ละวัน “จงตั้งแท่นนั้นไว้ข้างนอกม่านซึ่งอยู่ใกล้หีบพระโอวาทข้างหน้าแท่นพระที่นั่งกรุณา ซึ่งอยู่เหนือหีบพระโอวาท ที่ที่เราจะพบกับเจ้า จงให้อาโรนเผาเครื่องหอมบนแท่นนั้นทุกเวลาเช้า เมื่อเขาแต่งประทีปก็จงเผาเครื่องหอมด้วย และในเวลาเย็นเมื่ออาโรนจุดประทีป ให้เผาเครื่องหอมบนแท่นเป็นเครื่องหอมเนืองนิตย์ต่อพระพักตร์พระเจ้า ตลอดชั่วชาตพันธุ์ของเจ้า” (อพยพ 30:6-8) พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “จงเอาเครื่องเทศ คือกำยาน ชะมด และมหาหิงค์ ผสมกับกำยานบริสุทธิ์ (ให้เท่าๆ กันทุกอย่าง) จงผสมเครื่องหอมปรุงตามศิลปช่างปรุงเจือด้วยเกลือให้เป็นของบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ จงเอาส่วนหนึ่งมาตำให้ละเอียดและวางอีกส่วนหนึ่งไว้หน้าหีบพระโอวาทในเต็นท์นัดพบที่เราจะพบกับเจ้า เครื่องหอมนั้นเจ้าจงถือว่าบริสุทธิ์ที่สุด” (อพยพ 30:34-36) ส่วนในพันธสัญญาใหม่ เราได้รับบัญชาว่า “จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ” (1 ธส. 5:17) นี่เป็นสิ่งซึ่งควบคู่กันไปอย่างสมบูรณ์กับพระบัญชาของพระเจ้าต่อโมเสสและอาโรนในเรื่องกลิ่นหอมแห่ง “เครื่องบูชาเนืองนิตย์” ซึ่งจะต้องพัดโบกกลิ่นจากแท่นเครื่องหอมไปยังอภิสุทธิสถานอย่างไม่ขาดสาย
ส่วนผสมของคำอธิษฐาน
ก. กำยาน เป็นเครื่องเทศที่มีกลิ่นหอม ต้นไม้ซึ่งมีน้ำยางไหลเยิ้ม นำน้ำยางไปอบจนกระทั่งเครื่องเทศที่เรียกว่า กำยาน แยกตัวออกมา ทั้งในภาษากรีกและฮีบรูชื่อของเครื่องเทศนี้มีความหมายว่า “ไหลเยิ้มออกมาหรือหยดออกมา” เป็นคำเปรียบที่แสดงถึงพระคำของพระเจ้าที่ผุดขึ้นมาหรือสำหรับการเผยพระวจนะ ทำให้เกิดภาพของบางสิ่งที่ส่ำสมอยู่ในตัวเราซึ่งไหลเยิ้มหรือผุดออกมาจากภายในที่อิ่มเอิบ หากเราสะสม logos หรือพระคำพระเจ้าภายในจิตใจของเรา เมื่อลมของพระองค์ระบายลงเหนือพระคำนั้น คำนั้นก็จะกลายเป็นคำตรัส เป็นการทรงสำแดงหรือ rhema ในชีวิต คุณสมบัติประการแรกสำหรับเครื่องหอมแห่งการอธิษฐานที่ทรงชอบนั้นก็คือ การส่ำสมพระคำพระเจ้า ซึ่งจะไหลเยิ้มออกมาตามการเรียกร้องเพื่อหยดลงบนผู้อื่น เมื่อคุณได้เติมจิตใจด้วยเครื่องเทศหอมแห่งพระคำพระเจ้าแล้ว สิ่งนี้ก็จะไหลเยิ้มจากทุกส่วนในชีวิตของคุณ และแทรกซึมคำอธิษฐานของคุณด้วยความหอมหวานอันเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า

ข. ชะมด เป็นผงแป้งบดละเอียดที่มีกลิ่นหอมซึ่งได้มาจากเปลือกของหอยชนิดหนึ่ง เปลือกหอยจะถูกนำมาบดจนเป็นผงละเอียด และนำมาเผาไฟเพื่อจะส่งกลิ่นหอม คุณเคยรู้สึกเหมือนถูก “บดเป็นผุยผง” หรือถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ด้วยการทดลองหรือสถานการณ์หนึ่งไหม? คุณเคยถูก “เผา” ด้วยการกระทำของคนอื่นทั้งชนิดรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรืออย่างจงใจไหม? คำอธิษฐานที่คุณทูลถวายหลังจากที่ได้อดกลั้นกับเหตุการณ์เหล่านี้จะอบอวลด้วยกลิ่นหอมของชะมด การอธิษฐานเป็นวิถีชีวิตที่แตกหักต่อพระพักตร์พระเจ้า เป็นการสนทนาซึ่งชโลมด้วยกลิ่นหอมของเครื่องเทศซึ่งแหลกละเอียด ที่เรียกว่าความถ่อมใจและการแตกสลาย (สดด.51:17)

ค. มหาหิงค์ เป็นเครื่องหอมที่ปรุงขึ้นจากพืชในแถบเอเชียหลายชนิด มีลักษณะเป็นยางไม้สีเหลืองอมเขียว หรือสีน้ำตาลมีรสขม” มีความหมายว่า “ความอิ่มเอิบหรืออ้วนพี” มหาหิงค์มีลักษณะเป็นน้ำมันซึ่งจะช่วยให้ส่วนผสมอื่นๆ รวมตัวกันได้ ความเชื่อมั่นในพระเจ้านำให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางพี่น้องผู้มีลักษณะแตกต่างและความเชื่อที่หลากหลาย บ่อยครั้งเกินไปที่พวกเรายอมให้ตัวเองแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายเป็น “ค่าย” เช่น “ค่ายพระคำ”, “ค่ายของการแตกสลาย” ซึ่งรวมเอาบรรดา “พวกฟื้นฟู” จำนวนมากไว้

ง. กำยานบริสุทธิ์ เป็น “น้ำยางที่ได้จากเปลือกต้นไม้” เมื่อน้ำยางสีอำพันเริ่มแห้งนั้น จะมีผงสีขาวเกิดขึ้นบนหยดหรือน้ำตาของกำยานบริสุทธิ์ บางทีนี่อาจจะเป็นภาพล่วงหน้าของความชอบธรรมซึ่งเราได้รับเมื่อพระคริสต์ได้ถูกแขวนที่ต้นไม้และหลั่งโลหิตของพระองค์ และก่อนที่พระโลหิตแห่งพระเมษโปดกจะแห้งไปบนต้นไม้และแผ่นดินโลกนั้น เราก็ได้ถูกทำให้เป็น “คนชอบธรรมของพระเจ้าในพระคริสต์”

เครื่องปรุงของเครื่องหอมบริสุทธิ์นี้จะต้องถูกนำมาใหม่ในแต่ละวัน และต้อง
ผสมด้วยอัตราส่วนที่เท่าๆ กัน เครื่องหอมที่ปรุงขึ้นสดๆ เท่านั้นจึงจะใช้การได้ คุณและข้าพเจ้าไม่สามารถอยู่ด้วยคำอธิษฐานของอดีต วันต่อวันเราต้องดำเนินสู่การทรงสถิตของพระองค์เพื่อรับการฟื้นใจ การเปลี่ยนแปลง ฤทธิ์เดช และการเติมเต็มโดยพระสิริของพระองค์ โดยสัดส่วนที่เท่าๆ กันของ กำยาน พระวจนะจากภายในเราซึ่งจะหยาดเยิ้มพรั่งพรูออกมา ชะมด เครื่องเทศบดละเอียดอันแสดงถึงความถ่อมใจและความแตกสลายที่อยู่ภายใน มหาหิงค์ ความเชื่อที่ส่ำสมไว้เต็มเปี่ยมว่าพระเจ้าทรงดีเลิศ และ กำยานบริสุทธิ์ คือความชอบธรรมของพระคริสต์ได้หลั่งลงและแห้งบนจิตใจของเรา จากการอธิษฐาน คุณจะไปสู่การทรงสถิตได้อย่างไร? ก็โดยวางชีวิตของคุณลงและเรียนรู้พระเมตตา และพระเจ้าจะมาพบคุณและสนทนากับคุณที่นั่น ฮีบรู 4:16 ได้บอกเราว่า “ฉะนั้นขอให้เราทั้งหลายจงมีใจกล้า เข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณ เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และได้รับพระคุณที่จะช่วยเราในขณะที่ต้องการ”
การอธิษฐานไม่ใช่เทคนิค ไม่ใช่วิธีการ แต่การอธิษฐานคือการมายังบุคคลผู้หนึ่งและอิ่มเอิบในการสนทนาแห่งการทรงสถิตที่ยิ่งใหญ่และทรงพระสิริของพระองค์

อ้อนวอนโดยอ้างถึงการตอบคำอธิษฐานในอดีต (สดุดี 78; 85:1-7)
อ้อนวอนโดยอ้างพระคำและพระสัญญาของพระเจ้า (1 พงศวดาร 17:23-26)
อ้อนวอนโดยอ้างถึงพระโลหิตของพระเยซู


7. รื้อฟื้นนิเวศอธิษฐานสำหรับบรรดาประชาชาติ
การนมัสการคือการแสดงออก และท่าทีซึ่งถวายตัวคุณรวมทั้งจิตวิญญาณ จิตใจ และร่างกายแด่พระเจ้าอย่างหมดหัวใจ ในภาษากรีกคำว่า “นมัสการ” มีความหมายว่า “การจูบ หรือเหมือนสุนัขเลียมือเจ้านายของมัน การหมอบกราบด้วยเคารพยำเกรงและการเทิดทูนบูชา” (ดู มัทธิว 4:10) การอธิษฐานวิงวอนหมายถึงการเสนอคำขอร้องต่อผู้ที่เหนือกว่า การนมัสการและการอธิษฐานจะมาพร้อมกันเป็นเครื่องแต่งกายไร้ตะเข็บซึ่งปุโรหิตแห่งพระเจ้าสวมใส่ คือร่วมกัน เป็นหนึ่งเดียว และประสาน กัน

คำอธิษฐานของคุณสามารถ “รดน้ำ” ผลผลิตที่จะเก็บเกี่ยวและให้กำลังกับเมล็ดที่หว่านไปนั้นได้ บางทีสิ่งซึ่งเป็นที่ต้องการมากสุดในช่วงระหว่างการหว่านและการเก็บเกี่ยวก็คือฝน ซึ่งหากพูดในฝ่ายวิญญาณแล้ว เมล็ดพืชจำนวนมากพอได้ถูกหว่านแล้วเพื่อนำคนนับล้านมาถึงพระคริสต์! ไม่มีความผิดปกติใดๆ กับเมล็ดพืช แต่ปัญหาคือน้ำ ปริมาณของการเก็บเกี่ยวจะขึ้นกับปริมาณของคำอธิษฐานที่ช่วยรดน้ำแก่เมล็ด

คำอธิษฐานของคุณช่วยในการเพาะปลูกพืชผล พระเยซูทรงเตือนว่าปัญหา การข่มเหง ความกังวลตามธรรมดาโลก และความลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติจะทำให้เมล็ดบางส่วนตกอยู่ตามข้างทางและไม่เกิดผล (มัทธิว 13:20-22) คำอธิษฐานของคุณสามารถหนุนใจ ให้กำลัง และปกป้องเมล็ดที่งอกขึ้นเหล่านั้นในช่วงที่หน้าสิ่วหน้าขวาน เมื่อชีวิตใหม่กำลังเกิดขึ้น

คำอธิษฐานของคุณมีอิทธิพลต่อผู้นำระดับโลกและช่วยปลุกกระตุ้นที่มาจากพระเจ้าได้อย่างแน่นอน ร่วมกับเอสรา เนหะมีย์ เอสเธอร์ เดโบราห์ และดาเนียล ซึ่งคำอธิษฐานของพวกเขาได้เปลี่ยนจิตใจของผู้ปกครอง หันเหกฏหมายของแผ่นดิน และมีอิทธิพลต่อบรรดาผู้นำประเทศ



การประยุกต์ใช้แห่งสติปัญญา ดิ๊ก อีสท์แมนได้ให้รายการคำร้องขอการทรงสำแดงห้าประการ และการอวยพรห้าประการเอาไว้ในหนังสือของเขาที่ชื่อว่า Love on its knees ดังนี้

คำร้องขอการทรงสำแดงห้าประการ
1. อธิษฐานขอการทรงสำแดงน้ำพระทัยของพระเจ้า สำหรับคนงานในการประกาศพระกิตติคุณ อาจเป็นบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มคน คำอธิษฐานนี้เพื่อทิศทางการทรงนำจากเบื้องบน

2. อธิษฐานขอการทรงสำแดงสติปัญญาของพระเจ้า หรือมุมมองอย่างเบื้องบน คำอธิษฐานนี้คือเพื่อบุคคลผู้นั้นจะไม่เพียงแต่เต็มด้วยความรู้ในน้ำพระทัยพระเจ้าเท่านั้น แต่ที่เขาหรือเธอจะรู้ว่าควรกระทำอย่างไรด้วยวิธีที่ชาญฉลาดด้วย

3. อธิษฐานขอการทรงสำแดงความเข้าใจจากพระเจ้าหรือสรรพปัญญา นี่หมายถึงว่าบุคคลผู้นั้นจะรู้ว่าพระบิดาทรงต้องการให้เขาหรือเธอทำสิ่งใด และทำอย่างไร และทำเมื่อใด ที่ไหน ร่วมกับใคร

4. อธิษฐานขอการทรงสำแดงความบริสุทธิ์ของพระเจ้า เพื่อบุคคลผู้นั้นจะเดินอย่างสมควรกับองค์พระผู้เป็นเจ้าและเป็นที่ชอบพระทัยในทุกทาง

5. อธิษฐานขอการทรงสำแดงความโปรดปรานของพระเจ้าหรือทำตามความประสงค์จากเบื้องบน นี่คือกุญแจที่แท้จริง จำเป็นที่คุณจะต้องอธิษฐานขอสิ่งนี้สำหรับชีวิตของคุณเองและสำหรับคนเหล่านั้นที่พระเจ้าได้วางไว้ในใจของคุณ อธิษฐานที่พวกเขาจะได้รับการทรงสำแดงในความชื่นบานที่พระเจ้าทรงพบในพวกเขาและในการงานที่เชื่อฟังของเขา และอธิษฐานที่พระเยซูคริสต์จะเป็นความชื่นบานยอดยิ่งของเขาด้วย นี่คือคำอธิษฐานแห่งการสนิทสนม

คำร้องขอคำอวยพรห้าประการ
1. อธิษฐานเพื่อการเพิ่มพูนในประสิทธิภาพ ความหมั่นเพียรและการเกิดผลอย่างสมบูรณ์ อธิษฐานเพื่อบุคคลนั้นๆ จะเกิดผลมากยิ่งขึ้นในการงานและการกระทำอันดีทุกอย่าง

2. อธิษฐานเพื่อการเพิ่มพูนในการเติบโตขึ้นด้วยการอุทิศตน หรือในฝ่ายจิตวิญญาณ อธิษฐานที่เขาจะรู้จักพระเจ้าและเข้าใกล้พระองค์ในสัมพันธ์สนิทที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

3. อธิษฐานเพื่อการเพิ่มพูนในฝ่ายกำลัง คุณอาจเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น “การเพิ่มความทนทาน” ก็เป็นได้ คือที่คนงานหรือบุคคลนั้นจะมีหนังที่หนาเหมือนแรด แต่ขณะเดียวกันมีจิตใจที่อ่อนสุภาพ

4. อธิษฐานเพื่อการเพิ่มพูนในความอดทนอดกลั้น5. อธิษฐานเพื่อการเพิ่มพูนในความชื่นชมยินดี อธิษฐานที่เขาจะมีความปิติยินดีในการงานขององค์พระผู้เป็นเจ้ามากยิ่งขึ้น ขอพระเจ้าอวยพรเขา และขอสันติสุขถังใหญ่ที่จะเทลงบนศีรษะของเขา เพราะความชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นกำลังของเรา (นหม.8:10)

10. วันแห่งคนยามได้มาถึง
วันแห่งคนยามได้มาถึงแล้ว คำพูดของ ศจ.จอห์น กรีนฟิลด์ นักประกาศที่ยิ่งใหญ่ชาวโมราเวียนและนักเขียน แม้ว่าจะล่วงเลยมาราว 70 ปีหรือมากกว่านั้นแล้วก็ตาม “การอธิษฐานจะนำหน้าวันเพ็นเทคอสเสมอ หนังสือกิจการได้บรรยายถึงการเทลงหลายๆ ครั้งของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่ไม่มีสักครั้งที่ปราศจากการอธิษฐาน ในสมัยของเราเองการฟื้นฟูครั้งยิ่งใหญ่ในเวลส์และในเกาหลีก็นำหน้าด้วยการอธิษฐานอย่างร้อนรนและเป็นหนึ่งเดียวกันนับเดือนๆ หรือปีๆ ด้วยเหตุนี้การประชุมอธิษฐานจึงมีความสำคัญอย่างยอดยิ่ง เพราะการประชุมอธิษฐานคือ ‘คลังสรรพาวุธของคริสตจักร’”

ก่อนที่คุณจะมีส่วนในการเป็นคนยามขององค์พระผู้เป็นเจ้า จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะต้องถวายตัวเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตบนแท่นบูชาของพระเจ้า และให้พระองค์ บัพติศมาคุณครั้งใหม่ในไฟบริสุทธิ์ของพระองค์เสียก่อน

สำหรับหลักของการฟื้นฟูนั้น พระเจ้าทรงเรียกร้องการยอมจำนนในส่วนบุคคล สัญญาใจ และการรับใช้อย่างถวายชีวิตในการอธิษฐาน และในการเป็นพยานต่อหน้าชุมชนถึงพระสิริของพระองค์!

เมื่อคนของพระเจ้ากล้าที่จะถวายชีวิตแด่พระวิญญาณบริสุทธิ์ และดำเนินชีวิตในการอธิษฐานอย่างไม่หยุดหย่อนแล้ว เขาก็จะสำแดงถึงความชื่นชมยินดีซึ่งซึมซาบอยู่ทั่วชีวิตเขา และจะดึงผู้ที่หลงหายคนแล้วคนเล่าเข้าสู่จุดมุ่งหมายแห่งเบื้องบน

มัทธิว เฮนรี่ ได้เขียนไว้เช่นนี้ว่า “เมื่อพระเจ้าทรงเจตนาจะประทานพระเมตตาใหญ่หลวงแก่คนของพระองค์ สิ่งแรกที่จะทรงทำคือวางพวกเขาไว้ในการอธิษฐาน” พระเจ้าทรงเจตนาที่จะปกคลุมแผ่นดินโลกด้วยพระสิริของพระองค์ และให้พระเมตตาและพระคุณของพระองค์ท่วมท้น แต่สิ่งแรกพระองค์จะต้องปลุกยักษ์หลับของพระองค์คือคริสตจักรเสียก่อน ถึงเวลาแล้วที่เราจะเขย่าโลกเพื่อพระคริสต์

ภาพของเมืองขนาดใหญ่รายล้อมด้วยกำแพงป้องกัน มีเนินเขาอยู่ที่ด้านหนึ่ง และที่ข้ามเนินเขานั้นไป เป็นกองทัพของผู้บุกรุกนับร้อยๆ บนหลังม้า ภาพดังกล่าวยังปรากฏร่างของคนยามบนกำแพงเมืองด้วย เป็นคนยามที่กำลังนอนหลับ มีแตรซึ่งโดยปกติจะถูกใช้เป่าเตือนในยามที่อันตรายมาใกล้ วางอย่างไร้ความหมายเคียงข้างคนยามที่เคลิ้มหลับนั้น และในระหว่างนั้นศัตรูก็รุกใกล้เข้ามายังเมืองที่ไม่มีทางป้องกันตัวเองอย่างสิ้นเชิง ในเอเสเคียล 33:6 ซึ่งกล่าวว่า “แต่ถ้าคนยามเห็นดาบมาแล้วและไม่เป่าเขาสัตว์ ประชาชนจึงไม่ได้รับเสียงตักเตือนและดาบก็มาพาคนหนึ่งคนใดไปเสีย คนนั้นถูกนำไปด้วยเรื่องความบาปชั่วของเขา แต่เราจะลงโทษคนยามเพราะความตายของคนนั้น” นี่น่าจะทำให้เกิด “ความมีสติจากพระเจ้า” อยู่ภายในเรา!!

พระเจ้าทรงมองหาสักคนหนึ่งที่พระองค์จะทรงสิงหรือครอบครองได้ พระองค์อยากที่จะกระทำมากกว่าการเป็นเจ้าของเราตามกฎหมาย เพราะพระองค์ได้ทรงซื้อเราไว้แล้วด้วยพระโลหิตของพระองค์เอง พระองค์ทรงต้องการที่จะครอบครองเราอย่างช่ำชองด้วย เมื่อพระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตหรือทรงครอบครองกิเดโอน เขาได้กลายเป็นคนใหม่! เขาไม่ใช่เจ้าตัวจ้อยที่มีแต่คำแก้ตัวเรื่องเผ่าอันเล็กน้อยอีกต่อไป เขาถูกครอบครองโดยพระเจ้า และกล้าที่จะเป่าเขาสัตว์ ซึ่งในทันใดนั้นเองด้วยความแปลกใจของเขา ผู้คนนับพันๆ ได้เต็มใจที่จะติดตามเขาในทันที (ผวฉ.6:34)

บรรดาผู้ช่วยที่ประหลาดใจของกิเดโอนทั้ง 22,000 คนอยู่ในความกลัว ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ยากจะเข้าใจ นั่นทำให้เหลือชายพร้อมรบอีกราว 10,000 คนสำหรับศึกสงคราม และในทันใดนั้นเอง “การคัดตัวรอบที่สอง” ก็มาถึง น้อยกว่า 1 ใน 10 ของชายเหล่านี้ที่ผ่านรอบตัดเชือก เพียง 300 คนเท่านั้นที่เหลืออยู่ร่วมกับกิเดโอนจาก 32,000 คนในครั้งแรก

เหตุการณ์นี้เหมือนกับคำพูดของพระเยซูในหนังสือพระกิตติคุณ พระองค์ทรงบอกเรา 4 ครั้งว่า “อย่ากลัวเลย” (นั่นเป็นการคัดเลือกรอบแรก) 4 ครั้งที่ทรงตรัสว่า “จงอดทนไว้และยืนหยัด” (เป็นการคัดเลือกรอบที่สอง) และ 11 ครั้งด้วยกันที่พระองค์ทรงบัญชาเราว่า “จงเฝ้าระวัง” (การคัดเลือกรอบสุดท้ายซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญในการสงคราม)



คำอธิษฐานแห่งการอุทิศถวาย

ข้าพระองค์อยู่ที่นี่ องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงครอบครองข้าพระองค์ด้วยชีวิตที่บริสุทธิ์ของพระองค์ สอนข้าพระองค์ให้ปลดปล่อยอาวุธสูงสุดแห่งสงครามฝ่ายวิญญาณ คือความสุกสว่างแห่งการทรงสถิตอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ขอให้ไฟแห่งรักร้อนแรงของพระองค์ลุกโหมอยู่บนแท่นบูชาแห่งใจของข้าพระองค์ ขอให้มีไฟอยู่บนแท่นบูชาของข้าพระองค์เสมอและที่จะไม่มีวันมอดดับ ขอทรงนับข้าพระองค์ ขอทรงจารึก ข้าพระองค์ไว้เพื่อการเป็นคนยามบนกำแพงของพระองค์ รื้อฟื้นฤทธิ์อำนาจและความเร่าร้อนแห่งคนยามขององค์พระผู้เป็นเจ้าขึ้น เพื่อราชนามแห่งองค์พระเยซูคริสต์ อาเมน.

เทศนาฟื้นฟู 3, ค่าย Youth Challenge 2009

การรับใช้พระเจ้า ไม่มีครึ่งเวลา เต็มเวลาเท่านั้น เพราะอาชีพหลักของเราก็คือ "จับคนขึ้นสวรรค์"

พระวจนะ เป็นเหมือน อาหาร ถ้าเราขาด เราจะไม่มีกำลังในการปรนนิบัติรับใช้

การประกาศ เปรียบเหมือนกับ การออกกำลังกาย ถ้าเรากินแล้วไม่ออกกำลังกาย โรคก็จะถามหา

การอธิษฐาน เปรียบเหมือน ลมหายใจ

การถวายตัวอย่างถูกต้อง จะต้องเริ่มต้นโดยการทุ่มกับพระวจนะก่อน

"8 เพราะว่า พระเจ้าทรงเป็นพยานของข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าเป็นห่วงท่านทั้งหลายเพียงไร ตามพระทัยเมตตาของพระเยซูคริสต์
9 และข้าพเจ้าอธิษฐาน ขอให้ความรักของท่านจำเริญยิ่งๆ ขึ้น พร้อมกับความรู้ และวิจารณญาณทุกอย่าง
10 เพื่อท่านทั้งหลาย จะสังเกตได้ว่าสิ่งใดประเสริฐที่สุด และเพื่อท่านจะได้เป็นคนบริสุทธิ์ และไม่เป็นที่ติได้ในวันแห่งพระคริสต์
11 จะได้เป็นผู้ที่บริบูรณ์ ด้วยผลของความชอบธรรม ซึ่งเกิดขึ้นโดยพระเยซูคริสต์ เพื่อถวายพระเกียรติ และความสรรเสริญแด่พระเจ้า" (ฟิลิปปี 1:8-11)

โดยความรู้ที่เรารู้จักกับพระเจ้า จะทำให้เรารักพระเจ้า ซึ่งความรักแบบนี้จะเป็นความรักที่มั่นคง เพราะเป็นความรักที่มาจากการรู้จักพระเจ้าผ่านทางพระวจนะของพระเจ้า

วันนี้จะเน้นย้ำถึงการอธิษฐาน

"15 เมื่อมาถึงกรุงเยรูซาเล็ม พระองค์ก็เสด็จเข้าไปในบริเวณพระวิหาร แล้วลงมือขับไล่บรรดาผู้ซื้อขายในบริเวณพระวิหารนั้น และคว่ำโต๊ะผู้รับแลกเงิน กับทั้งคว่ำม้านั่งผู้ขายนกพิราบเสีย
16 และทรงห้ามมิให้ผู้ใดขนสิ่งใดๆ เดินลัดบริเวณพระวิหาร
17 พระองค์ตรัสสอนเขาว่า "มีพระวจนะเขียนไว้มิใช่หรือว่า นิเวศของเราเขาจะเรียกว่า เป็นนิเวศอธิษฐานสำหรับประชาชาติทั้งหลาย แต่เจ้าทั้งหลายได้กระทำให้เป็นถ้ำของพวกโจร"
18 เมื่อพวกมหาปุโรหิต และพวกธรรมาจารย์ทราบอย่างนั้น จึงหาช่องที่จะประหารพระองค์เสีย เพราะเขากลัวพระองค์ ด้วยว่าประชาชนประหลาดใจด้วยคำสั่งสอนของพระองค์
19 และเมื่อถึงเวลาเย็น พระองค์ได้เสด็จออกไปจากกรุง (มาระโก 11:15-19)

พี่น้องที่รัก เราเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ถ้าเราหยุดการอธิษฐานโลกจะมีอิทธิพลเหนือพระวิหาร แต่ถ้าเราอธิษฐาน วิหารจะมีอิทธิพลเหนือโลก

การอธิษฐาน เราสามารถทำได้ทุกที่ เหตุฉะนั้น การอธิษฐานเปรียบเหมือนลมหายใจ เราจำเป็นต้องหายใจ

ถ้าหากเราอธิษฐานได้ไม่นาน ก็อาจเป็นเพราะเราเห็นแก่ตัว เราอธิษฐานเผื่อเฉพาะเรื่องของตัวเอง เรื่องความต้องการของตัวเองเท่านั้น แต่สิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เราทำในฐานะปุโรหิต ที่พระองค์ตั้งเราไว้ให้เป็นวิหาร ก็คือ ให้เราอธิษฐานเผื่อผู้อื่น ให้เราอธิษฐานเผื่อประเทศชาติ ซึ่งถ้าเรากระทำในสิ่งนี้ เราจะมีใจที่เป็นห่วง มีใจที่ปรารถนาให้คนทั้งหลายได้รับความรอด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องเริ่มต้นโดยการที่เราใช้วิหารอย่างถูกต้อง

วิธีการอธิษฐานมีหลายวิธี แต่ไม่ว่าอธิษฐานท่าใดวิธีใดก็ตาม ก็ขอให้เราอธิษฐานเถิด

การอธิษฐานจะเกิดผลเมื่อเรามีครบ 3 สิ่ง ได้แก่

1. รู้จักพระเจ้า

2. รู้น้ำพระทัย

3. ขอด้วยความเชื่อ

ถ้าเรามีทั้งสามสิ่งนี้ พระเจ้าจะทรงตอบคำอธิษฐานของเราอย่างแน่นอน

คำตอบของพระเจ้า อาจจะเป็น "ไม่" ก็ได้ ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็หมายความว่าสิ่งที่เราขอนั้น ถ้าหากเกิดขึ้นจะไม่เกิดผลดีต่อเรา เราจึงควรขอบคุณพระเจ้า

ในมัทธิว 6 ได้พูดถึงคำอธิษฐานพระเยซู ซึ่งเป็นคำอธิษฐานที่ครอบคลุมทั้งหมด

วันนี้อยากให้เราพิจารณาถึงคำอธิษฐานของผู้หนึ่ง ที่ชื่อ ยาเบส

"9 ฝ่ายยาเบส เป็นผู้มีเกียรติกว่าพี่น้องทั้งหลายของเขา มารดาของเขาเรียกชื่อเขาว่า ยาเบส กล่าวว่า 'เพราะเราคลอดเขาด้วยความเจ็บปวด'
10 ยาเบสทูลพระเจ้าของอิสราเอลว่า 'ขอพระองค์ทรงอวยพระพรแก่ข้าพระองค์ และขยายเขตแดนของข้าพระองค์ และขอพระหัตถ์ของพระองค์ อยู่กับข้าพระองค์ และขอพระองค์ทรงรักษาข้าพระองค์ให้พ้นจากเหตุร้าย เพื่อมิให้ข้าพระองค์เจ็บใจปวดกาย' และพระเจ้าทรงประสาทตามที่เขาทูลขอ" (1พงศาวดาร 4:9-10)

ผู้ชายคนนี้ มีลักษณะสำคัญคือ

1. ชายคนนี้มีเกียรติมากกว่าพี่น้องในครอบครัว

2. เขาขอทุกอย่าง และพระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐาน

3. ไม่เอาประสบการณ์ในชีวิตของเขามาเป็นอุปสรรคในการเข้าหาพระเจ้า

เมื่อเรามีปัญหาขัดแย้ง ขัดใจกับใคร ซาตานพยายามที่จะทำให้เราออกจากพระวจนะ ออกจากคริสตจักร ไม่เข้าหาพระเจ้าในการอธิษฐาน เพื่อที่เราจะแยกตัวออกจากพระเจ้า นี่จะเป็นภาวะที่อันตราย ซาตานทำลายวิญญาณจิตเราไม่ได้ แต่มันเล่นงานเนื้อหนังเราได้

ถ้าเรามีปัญหาอะไรก็ตาม ไม่ว่าเราจะทำให้ใครเจ็บปวด หรือใครจะทำให้เราเจ็บปวด ขอให้เราเข้าหาพระเจ้า ให้เรามาหาพระเยซู ขอพระเจ้าเมตตาเรา

ยาเบส เกิดมาทำให้แม่เจ็บปวด แต่เขาก็เข้าหาพระเจ้า ก็เป็นคนหนึ่งที่ทำให้แม่ของเขาชื่นชมยินดี เพราะเขามีชื่อเสียงดี ซึ่งเป็นเหตุจากการที่เขาเข้าหาพระเจ้า

ถ้าเราขอไม่ได้ อาจเพราะขอผิด เพื่อสนองกิเลสตัณหา หรือ อาจเพราะขาดความเชื่อ

อะไรคือน้ำพระทัยหรือไม่ รู้ได้โดยการที่เราอ่านพระวจนะคำของพระองค์

"ถ้าท่านทั้งหลายเข้าสนิทอยู่ในเรา และถ้อยคำของเราฝังอยู่ในท่านแล้ว ท่านจะขอสิ่งใด ซึ่งท่านปรารถนาก็จะได้สิ่งนั้น" (ยอห์น 15:7)

เมื่อเรารู้จักพระเจ้าผ่านทางพระวจนะ เราก็จะยิ่งรู้จักพระเจ้า และจะยิ่งเชื่อมากขึ้น ขอให้เริ่มต้นกับพระเจ้า เริ่มต้นกับพระธรรม แล้วคำอธิษฐานของเราจะมีความหมาย เพราะถ้าสิ่งที่เราอธิษฐานสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระองค์ สิ่งที่เราขอจะสำเร็จอย่างแน่นอน

สิ่งที่ท่านยาเบสขอ ได้แก่



1. "ขอพระองค์ทรงอวยพระพรแก่ข้าพระองค์"
นี่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า เพราะถ้าเราไม่ได้รับพร ชีวิตเราก็ไม่สามารถเป็นพรแก่คนอื่นได้

ยาเบสขอด้วยท่าทีที่เข้าใจ เพราะพรมาทางการเชื่อฟัง ท่านมีความตั้งใจที่จะเชื่อฟังพระเจ้าทุกอย่าง

พร ประกอบด้วย 5 Ps ได้แก่

Peace of God (สันติสุขของพระเจ้า) เราจะได้รับทันทีเมื่อเราต้อนรับพระองค์อย่างถูกต้อง และดำเนินตามพระเยซู ถ้าชีวิตเราเป็นเช่นนี้เราจะมีความสุขอย่างแน่นอน

Power of God (ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า) เราจะได้รับอย่างอัตโนมัติถ้าเราตั้งใจเชื่อฟังพระเจ้าในการประกาศ เป็นพยาน เราจะเห็นการสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้า จะได้รับการเปลี่ยนแปลง ได้รับการสร้าง และจะถูกใช้ในการทำลายกิจการของมารซาตานในชีวิตของคน ฤทธิ์อำนาจเหล่านี้เราได้มาโดยผ่านทางกางเขน ข่าวประเสริฐของพระคริสต์ ขอที่เราจะประกาศฤทธิ์เดชเหล่านี้ให้แก่คนทั้งหลายได้ฟัง

Presence of God (การทรงสถิตของพระเจ้า) สิ่งนี้จะได้มาจากการกระทำ 2 สิ่ง ได้แก่ ชุบตัวกับพระวจนะคำของพระเจ้า และ อธิษฐานต่อพระเจ้า ซึ่งเป็นการแสดงออกว่า เราไม่ต้องการพึ่งตัวเอง ต้องการพึ่งพาพระเจ้าตลอด

การทดลอง เป็นเหมือนนก ที่สามารถบินข้ามศีรษะเราได้ตลอด เราห้ามมันไม่ได้ แต่เราห้ามมันไม่ให้ทำรังบนหัวเราได้

ถ้าเราติดกับพระเจ้า ทางพระวจนะของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้จะทำให้เรามีกำลัง มีสง่าราศี มีเรี่ยวแรง มีความชื่นชมยินดี เมื่อเป็นเช่นนี้ พระสิริของพระเจ้าจะอยู่กับเรา

Provision of God (การจัดเตรียมของพระเจ้า) พระเจ้าจะทรงจัดเตรียม สิ่งนี้จะได้โดยการที่เราเชื่อฟังพระเจ้า ในการรับใช้ปรนนิบัติพี่น้อง

Protection of God (การพิทักษ์รักษาของพระเจ้า) สิ่งนี้ได้มาโดยการเชื่อฟัง ที่จะสัตย์ซื่อในการรักษาวันสบาโต สัตย์ซื่อในการถวายสิบลด และยิ่งถ้าเราถวายมากกว่าสิบลด พระเ้จ้าจะยิ่งทรงอวยพรชีวิตคุณ

เมื่อเราเชื่อฟัง พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อในคำสัญญา และพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่มือเติบ ทรงพร้อมที่จะประทานพรให้แก่เราอย่างมากมาย

ยาเบสขอพระเจ้าที่จะให้พระองค์อวยพรเขา และเขาก็ตั้งใจที่จะเชื่อฟังพระองค์ทุกอย่าง นี่แหละ พระเจ้าจึงได้ทรงอวยพรชีวิตเขา



2. "ขยายเขตแดนของข้าพระองค์"
สิ่งที่เขาขอนั้น สอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า เนื่องจาก เขาขอเพื่อ 2 เหตุผล ได้แก่

เพื่อเขาจะมีความรับผิดชอบมากขึ้น และเพื่อที่พระเจ้าจะสำแดงความยิ่งใหญ่ของพระองค์แก่เขาในการรับผิดชอบที่มากขึ้นนั้น

อาณาเขตของเขา เมื่อขยายมากเท่าไหร่ เขาจะยิ่งมีอิทธิพลฝ่ายวิญญาณมากขึ้นเท่านั้น นี่เป็นความจริง

ถ้าเราอยู่เฉย ๆ ไม่ประกาศ ไม่มีส่วนร่วมในการประกาศ ทั้งทางด้านอธิษฐานและถวาย ชีวิตเราจะไม่มีอิทธิพลอะไรเลย แต่ถ้าเราทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้้าที่ต้องการให้เราขยายอาณาจักรของพระองค์ออกไป ทำโดยทุกวิถีทาง พระเจ้้าจะทรงร่วมงานกับเรา และจะทรงอวยพรเราอย่างแน่นอน



3. "ขอพระหัตถ์ของพระองค์ อยู่กับข้าพระองค์"
ถ้าพระหัตถ์ของพระเจ้าอยู่เหนือเรา เราทำอะไรก็สำเร็จ ศัตรูก็จะแตะต้องเราไม่ได้ เพราะพระองค์ทรงพิทักษ์รักษา

"9 เพราะในวันที่หนึ่งของเดือนที่หนึ่ง ท่านได้เริ่มขึ้นไปจากบาบิโลน และในวันที่หนึ่งของเดือนที่ห้า ท่านมายังเยรูซาเล็ม เพราะว่าพระหัตถ์ประเสริฐของพระเจ้าของท่านอยู่กับท่าน
10 เพราะเอสราได้ตั้งใจของท่านที่จะศึกษาธรรมบัญญัติของพระเจ้า และกระทำตาม และสอนกฎเกณฑ์ และกฎหมายของพระองค์ในอิสราเอล" (เอสรา 7:9-10)

พระหัตถ์ของพระเจ้าอยู่เหนือเอสรา พระเจ้าปกป้องคุ้มครองเขา จนถึงจุดหมายปลายทางที่เขาตั้งใจ เคล็ดลับ ก็คือ เขาตั้งใจที่จะศึกษาพระวจนะคำของพระเจ้า ตั้งใจที่จะสอนพระวจนะคำของพระองค์ และที่สำคัญ ท่านตั้งใจที่จะปฏิบัติตามพระวจนะของพระเจ้า

การสอนพระวจนะ เป็นการเรียนพระวจนะที่ดียอดเยี่ยม

เคล็ดลับในการฝึกการสอนพระวจนะ คือ เฝ้าเดี่ยว อ่านแล้วได้อะไร ก็แบ่งปันกับคนใกล้ตัว และแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน

ถ้าหากเราภาวนาพระวจนะคำของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน เราจะทำอะไรก็เจริญ

"2 แต่ความปีติยินดีของผู้นั้น อยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ ทั้งกลางวันและกลางคืน
3 เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ ซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล และใบก็ไม่เหี่ยวแห้ง การทุกอย่างซึ่งเขากระทำก็จำเริญขึ้น" (สดุดี 1:2-3)



4. "ขอพระองค์ทรงรักษาข้าพระองค์ให้พ้นจากเหตุร้าย เพื่อมิให้ข้าพระองค์เจ็บใจปวดกาย"
ท่าทีของเขาถูกต้อง เพราะเมื่อเขาอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า พระเจ้าจะทรงดูแลเขาแน่นอนอยู่แล้ว

แต่ถ้าเราออกจากพระหัตถ์ของพระเยซูคริสต์ เราจะขออย่างไรก็ไม่ได้ เพราะว่าเราไม่ได้อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า ไม่ได้อยู่ในศูนย์กลางของน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งถ้าหากไม่ได้อยู่ในศูนย์กลางของน้ำพระทัยของพระเจ้าแล้ว ความปลอดภัยย่อมไม่มีเลย

"ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงพิทักษ์ข้าพระองค์ไว้ เพราะข้าพระองค์ลี้ภัยอยู่ในพระองค์" (สดุดี 16:1)

"พระเจ้าทรงเป็นที่ลี้ภัย และเป็นกำลังของข้าพระองค์ทั้งหลาย เป็นความช่วยเหลือที่พร้อมอยู่ในยามยากลำบาก" (สดุดี 46:1)



ถ้าเราไม่เคยขอ ให้ขอ ถ้าไม่เคยอธิษฐาน ให้เริ่มอธิษฐาน

ถ้าหากว่าเราไม่อธิษฐาน เราก็จะยังคงทำสิ่งต่าง ๆ ได้ แต่สิ่งที่เราทำเหล่านั้น จะไม่สามารถถวายเกียรติแด่พระเจ้าได้

มีพระเจ้าองค์นี้องค์เดียว ที่สั่งให้เราขอ เพราะพระองค์ทรงเป็นเจ้าของสรรพสิ่ง และไม่มีอะไรที่พระองค์ทรงกระทำไม่ได้



ศจ. สมศักดิ์ ชูสงฆ์

เทศนาฟื้นฟู 3, ค่าย Youth Challenge 2009

เมื่อวันที่ 05/04/2009

My Blog

  • วินัยของน้องหมา (ข้างถนน) - วันที่ 18/8/2011 เช้านี้ขณะที่รถติดไฟแดงอยู่บริเวณสี่แยกสามย่าน ซึ่งเบื้องหน้าเป็นจามจุรีสแควร์นั้น พลันก็เหลือบเห็นน้องหมาตัวหนึ่งเดินข้ามทางม้าลายด้วยอ...
    15 ปีที่ผ่านมา
  • บทความคริสเตียน - บทความคริสเตียน http://www.gracezone.org/index.php/christian-articles บทความทางด้านจิตวิญญาณ หลักข้อเชื่อ พระเจ้า พระคัมภีร์ พระเจ้า พระคัมภีร์ แนวทางในการ...
    17 ปีที่ผ่านมา
  • คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู - คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู วัน พุธ 08 ต.ค. 08@ 17:47:37 ICT หัวข้อ: สรุปคำเทศนาประจำอาทิตย์ ดร.ทะนุ วงค์ธนานุกุล วัน อาทิตย์ ที่ 21 กันยายน 2008 พระธร...
    18 ปีที่ผ่านมา
  • - แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้...
    18 ปีที่ผ่านมา

Christian Blog

บล็อกวาไรตี้

เทคโนโลยี

ดาวน์โหลดโปรแกรมมาใหม่ล่าสุด |

วาไรตี้

ข่าวประจำวัน

สารบัญเว็บไทย

กินลม ชมทะเล ที่มาร์คเฮ้าส์บังกะโล เกาะกูด จ.ตราด

Thailand Map