Custom Search By Google

Custom Search

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ศึกษาพระธรรม 1ยอห์น บทที่ 2 (1)‏

พระคริสต์ผู้ทูลขอเพื่อเรา

--------------------------------------------------------------------------------

"1 ลูกของข้าพเจ้าเอ๋ย ข้าพเจ้าเขียนข้อความเหล่านี้ ถึงท่านทั้งหลาย เพื่อท่านจะได้ไม่ทำบาป และถ้าผู้ใดทำบาป เราก็มีพระองค์ผู้ทูลขอพระบิดาเพื่อเรา คือ พระเยซูคริสต์ผู้ทรงเที่ยงธรรมนั้น
2 และพระองค์ทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลาย เพราะบาปของเรา และไม่ใช่แต่บาปของเราพวกเดียว แต่ของมนุษย์ทั้งปวงในโลกด้วย
3 เรามั่นใจได้ว่า เราคุ้นกับพระองค์โดยข้อนี้ คือ ถ้าเราประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์
4 คนใดที่กล่าวว่า 'ข้าพเจ้าคุ้นกับพระองค์' แต่มิได้ประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์ คนนั้นเป็นคนพูดมุสา และความจริงไม่ได้อยู่ในคนนั้นเลย
5 แต่ผู้ใดที่ประพฤติตามพระวจนะของพระองค์ ความรักของพระเจ้าก็ถึงความบริบูรณ์ในคนนั้นแล้วอย่างแน่แท้ ด้วยอาการอย่างนี้แหละเราทั้งหลายจึงรู้ว่า เราอยู่ในพระองค์
6 ผู้ใดกล่าวว่า ตนอยู่ในพระองค์ ผู้นั้นก็ควรดำเนินตามทางที่พระองค์ทรงดำเนินนั้น" (1ยอห์น 2:1-6)


--------------------------------------------------------------------------------

ถ้าเราอ่านพระธรรมตอนนี้ จะเข้าใจได้ว่า ท่านยอห์นแนะนำไม่ให้เราทำบาป และเราก็เข้าใจแล้วว่าบาปเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แต่หากเราทำบาป พระเยซูคริสต์ก็ทรงทูลขอเพื่อเราอยู่ นี่คือเป็นการตีความหมายตามลำดับข้อความ เป็นการโยงเข้าอย่างดีกับ 1ยอห์น 1:9 อย่างดี คือ เมื่อเราทำบาป เราก็สารภาพ และพระเจ้าก็จะทรงยกโทษให้แก่เรา

แต่การตีความหมายของพระธรรมตอนนี้ จำเป็นต้องทำความเข้าใจอย่างดี

สิ่งที่ท่านยอห์นพูดถึงตอนนี้ ท่านยอห์นได้กล่าวต่อว่า ถ้าหากว่าเราได้คุ้นกับพระองค์ คือได้รู้จักกับพระองค์อย่างแท้จริงแล้ว จะต้องยืนยันด้วยการอยู่ในธรรมบัญญัติของพระองค์ คนที่คุ้นกับพระเจ้าจะไม่ทำบาป จะรักษาบัญญัติอย่างดี นี่จึงเป็นการทำให้เราทราบว่าอาจารย์ยอห์นไม่ได้เปิดช่องให้เราทำบาปได้ เพื่อที่จะสารภาพภายหลัง เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นเราจะขัดแย้งกับตัวของเราเอง และถ้าเรายังคงทำบาปเช่นนั้น ก็แสดงว่าเราไม่รู้จักพระเจ้า

พระเยซูคริสต์ทรงเป็นความจริง ถ้าหากเรามุสา พระคริสต์ก็ทรงอยู่ในเราไม่ได้

"ท่านทั้งหลายมาจากพ่อของท่านคือมาร และท่านใคร่จะทำตามความปรารถนาของพ่อท่าน มันเป็นผู้ฆ่าคนตั้งแต่ปฐมกาล และมิได้ตั้งอยู่ในสัจจะ เพราะมันไม่มีสัจจะ เมื่อมันพูดเท็จ มันก็พูดตามสันดานของมันเอง เพราะมันเป็นผู้มุสา และเป็นพ่อของการมุสา" (ยอห์น 8:44)

แต่ตรงกันข้าม ถ้าหากเราประพฤติตามพระวจนะของพระองค์ ความรักของพระเจ้าก็ถึงเรา ความบริบูรณ์ของพระเจ้าก็อยู่ในเรา

ถ้าเราอยู่ในพระองค์ พระองค์ก็ทรงอยู่ในเรา พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ทรงอยู่ในเรา เราจึงจำเป็นต้องแสดงออกอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นใคร มีของพระทานมากมายเพียงใด แต่ถ้าไม่มีลักษณะเช่นนี้ คือไม่เชื่อฟังบัญญัติของพระองค์ และยังคงแสดงลักษณะทางฝ่ายเนื้อหนัง เช่น การพูดคำหยาบคาย การที่มีลักษณะเป็นคนช่างฉุนเฉียว ทะเลาะวิวาท เป็นต้น ก็แสดงว่าเขายังไม่รู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง นี่เป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะว่าคนเช่นนี้ เขาคิดว่าได้อยู่ในพระองค์แล้ว แต่แท้จริงแล้วมิได้เป็นอย่างที่เขาคิดเลย

"อย่าให้คำหยาบคายออกมาจากปากท่านเลย แต่จงกล่าวคำที่ดี และเป็นประโยชน์ให้เหมาะสมกับความต้องการ เพื่อจะได้เป็นคุณแก่คนที่ได้ยินได้ฟัง" (เอเฟซัส 4:29)

"เพราะว่า ความต้องการของเนื้อหนังต่อสู้พระวิญญาณ และพระวิญญาณก็ต่อสู้เนื้อหนัง เพราะทั้งสองเป็นศัตรูกัน ดังนั้นสิ่งที่ท่านทั้งหลายปรารถนาทำ จึงกระทำไม่ได้" (กาลาเทีย 5:17)

"9 เราทั้งหลายสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า และพระบิดาด้วยลิ้นนั้น และด้วยลิ้นนั้นเราก็แช่งด่ามนุษย์ ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงสร้างไว้ตามพระฉายาของพระองค์
10 คำสรรเสริญ และคำแช่งด่าก็ออกมาจากปากอันเดียวกัน ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า ไม่ควรให้เป็นเช่นนั้น
11 บ่อน้ำพุจะมีน้ำจืด และน้ำกร่อยพุ่งออกมาจากช่องเดียวกันได้หรือ
12 พี่น้องทั้งหลายต้นมะเดื่อ จะออกผลเป็นมะกอกเทศได้หรือ หรือเถาองุ่นจะออกผลเป็นมะเดื่อได้หรือ บ่อน้ำพุเค็มก็ทำให้เกิดน้ำจืดอีกไม่ได้เลย (ยากอบ 3:9-12)

เป็นไปไม่ได้ ที่เมื่อพระวิญญาณอยู่ในเรา แล้วเราจะแช่งด่าผู้อื่น จะทำสิ่งที่ลามก พูดจาไม่สุภาพ และด้วยลักษณะเหล่านี้เราจะสามารถสังเกตได้ว่าผู้ใดอยู่ในพระเจ้า หรือไม่ได้อยู่ในพระเจ้า และเมื่อผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ เขาก็จะมีลักษณะเหมือนพระองค์ คือ อ่อนโยนและสุภาพ

สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เพื่อที่เราจะไปมองผู้อื่น แต่จะเป็นสิ่งที่เราควรจะนำมาใคร่ครวญกับชีวิตของเรา เรากำลังประนีประนอมกับบาปโดยคิดว่าสามารถอธิษฐานสารภาพได้หรือไม่?

"เมื่อเราได้รับความรู้เรื่องความจริงแล้ว แต่เรายังขืนทำผิดอีก เครื่องบูชาลบบาปนั้น ก็จะไม่มีเหลืออยู่เลย" (ฮีบรู 10:26)

พระคริสต์ไม่เคยทำบาปเลย ในพระองค์ไม่มีบาปเลย และผู้ที่อยู่ในพระองค์ ก็ต้องดำเนินตามทางที่พระองค์ทรงเดินนั้น

การที่อยู่ในพระองค์ ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย ๆ เพราะเราจำเป็นจะต้องรับกางเขนของตนแบกไว้ แล้วเดินตามพระองค์ไป ดังที่พระองค์ทรงรับกางเขนของพระองค์ไว้ เดินไปสู่กางเขน เพื่อที่ช่วยเราให้พ้นบาป เราจำเป็นต้องสู้เต็มกำลัง เพื่อที่คำว่า "บริสุทธิ์ ปราศจากตำหนิ" จะเกิดขึ้นในชีวิตของเรา

"ในพระเยซูคริสต์นั้น พระองค์ได้ทรงเลือกเราไว้ ตั้งแต่ก่อนที่จะทรงเริ่มสร้างโลก เพื่อเราจะบริสุทธิ์ และปราศจากตำหนิในสายพระเนตรของพระองค์" (เอเฟซัส 1:4)

ท่านยอห์นได้เน้นย้ำให้เราเกรงกลัวต่อบาป ที่เราจะไม่ทำบาป เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นทำให้เราออกจากทางของพระองค์ และจะนำเราไปสู่พระอาชญาของพระองค์ สำหรับพระเจ้าแล้ว ถ้าหากเราทำผิดบัญญัติเพียงข้อเดียวก็เท่ากับผิดทั้งหมด แม้ในสายตามนุษย์จะไม่เป็นเช่นนั้นก็ตาม

"เพราะว่า ผู้ใดรักษาธรรมบัญญัติได้ทั้งหมด แต่ผิดอยู่ข้อเดียว ผู้นั้นก็เป็นผู้ผิดธรรมบัญญัติทั้งหมด" (ยากอบ 2:10)

ถ้าเราผ่านก้าวนี้ด้วยความเข้าใจ ชีวิตของเราก็จะก้าวไปสู่ความบริบูรณ์ในพระองค์


อ.ประดิษฐ์ พรกีรติกุล
คำแบ่งปันกลุ่มเซลล์เพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 26/06/2009

เรื่อง ศึกษาพระธรรม 1ยอห์น

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ศึกษาพระธรรม 1ยอห์น บทที่ 1 (2)‏

พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง

--------------------------------------------------------------------------------

"5 นี่เป็นข้อความที่เราได้ยินจากพระองค์ และบอกแก่ท่านทั้งหลาย คือว่า พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง และความมืดในพระองค์ไม่มีเลย
6 ถ้าเราจะว่า เราร่วมสามัคคีธรรมกับพระองค์ และยังดำเนินอยู่ในความมืด เราก็พูดมุสา และไม่ได้ดำเนินชีวิตตามความจริง
7 แต่ถ้าเราดำเนินอยู่ในความสว่าง เหมือนอย่างพระองค์ทรงสถิตในความสว่าง เราก็ร่วมสามัคคีธรรมซึ่งกันและกัน และพระโลหิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ ก็ชำระเราทั้งหลายให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น
8 ถ้าเราทั้งหลายจะว่า เราไม่มีบาป เราก็ลวงตนเอง และสัจจะไม่ได้อยู่ในเราเลย
9 ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อ และเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น
10 ถ้าเรากล่าวว่า เราไม่ได้ทำบาป ก็เท่ากับเราทำให้พระองค์เป็นผู้ตรัสมุสา และพระดำรัสของพระองค์ก็มิได้อยู่ในเราทั้งหลายเลย" (1ยอห์น 1:5-10)


--------------------------------------------------------------------------------

ในพระเจ้าเป็นความสว่างที่ไม่มีความมืดเลย ความมืดจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับพระองค์ไม่ได้เลย นี่เป็นความจริงที่เราจะต้องยึดเอาไว้ เพื่อเราจะเข้าใจในสิ่งต่อไปนี้

ถ้าเราบอกว่าเรามีความสัมพันธ์กับพระองค์ แต่ยังดำเนินอยู่ในความมืด นั่นคือยังทำบาป ท่านยอห์นบอกว่า เรากำลังจะมุสา เพราะเป็นไปไม่ได้ ในความสว่างไม่มีความมืด ถ้าหากเราอยู่ในพระเจ้าและพระเจ้าอยู่ในเรา สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ ต้องไม่มีความมืด และถ้าหากว่าเราทำบาป ก็จะเกิดกำแพงขวางกั้นระหว่างเรากับพระเจ้า

ถ้าเราอยู่ในความสว่างอย่างแท้จริง นั่นคือการมีสามัคคีธรรมร่วมกับพระคริสต์ ชีวิตเราจะต้องไม่มีบาป ในเวลานั้น ฤทธิ์เดชแห่งพระโลหิตพระองค์ในการไถ่บาป จะสมบูรณ์ ชีวิตเราจะได้รับการชำระพระโลหิตของพระองค์ก็ชำระเราให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น

พระองค์ทรงประทานพระสัญญา ว่าเมื่อเราสารภาพบาปของเรา พระสัญญาของพระเจ้าจะปรากฎในชีวิตของเรา คือ ชำระชีวิตของเราให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น และเรากับพระเจ้าก็สามารถมีสามัคคีธรรมร่วมกัน การเกิดสามัคคีธรรมจะเกิดในเวลานั้น แต่ถ้าเรายังทำบาปอยู่ ความสามัคคีธรรมนั้นจะไม่เกิด

แต่ต่อมา ท่านยอห์นก็บอกว่า เราทุกคนทำบาป และถ้าเราบอกว่าเราไม่บาป เราก็โกหก

สิ่งเหล่านี้ฟังดูแล้วเหมือนจะขัดแย้งกัน!

สภาพที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเวลาช่วงใด? เป็นเวลาก่อนที่เรารู้จักพระเจ้า หรือเมื่อเวลาที่เรารู้จักพระเจ้าแล้ว?

ก่อนที่เราจะมาถึงพระคริสต์ ถ้าเราบอกว่าเราไม่มีบาป ก็แสดงว่าเขากำลังบอกว่าพระคัมภีร์ผิด และเขาก็ไม่ต้องการพึ่งพระเยซูคริสต์ คนเหล่านี้เป็นคนที่ไม่มีความจริงอยู่ในชีวิต เพราะเขาปฏิเสธพระเจ้าอยู่เล้ว เขาจึงไม่สารภาพต่อพระเจ้าแน่นอน

ถ้าหากว่าเรารู้จักกับพระเจ้าแล้ว เราจะกล้าบอกหรือไม่ว่าเราไม่มีบาป? เราก็คงจะไม่บอกเช่นนั้น เพราะเรารู้อยู่แล้วว่ามนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป และเราก็รู้ว่าถ้าเราสารภาพ พระองค์ก็จะยกบาปของเรา และเราจะมีสามัคคีธรรมร่วมกับพระองค์ได้ แต่ถ้าเราทำบาปอีก สามัคคีธรรมนั้นก็จะเกิดปัญหาขึ้นมา เพราะพระองค์ไม่สามารถมีสามัคคีธรรมกับความบาปคือความมืดได้

ดังนั้น ถ้าหากเราทำบาป แล้วเราบอกว่าเรามีสามัคคีธรรมกับพระองค์ นี่จึงเป็นสิ่งที่ขัดแย้ง เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นศัตรูกับความบาป

"7 อย่างไรก็ตาม เราจะบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลาย คือ การที่เราจากไปนั้นก็เพื่อประโยชน์ของท่าน เพราะถ้าเราไม่ไป องค์พระผู้ช่วยก็จะไม่เสด็จมาหาท่าน แต่ถ้าเราไปแล้ว เราก็จะใช้พระองค์มาหาท่าน
8 เมื่อพระองค์นั้นเสด็จมาแล้ว พระองค์จะทรงกระทำให้โลกรู้แจ้งในเรื่องความผิด ความชอบธรรม และการพิพากษา
9 ในเรื่องความผิดนั้น คือ เพราะเขาไม่วางใจในเรา
10 ในเรื่องความชอบธรรมนั้น คือเพราะเราไปหาพระบิดา และท่านทั้งหลายจะไม่เห็นเราอีก
11 ในเรื่องการพิพากษานั้น คือเพราะเจ้าโลกนี้ถูกพิพากษาแล้ว (ยอห์น 16:7-11)

งานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือ ที่เราจะเข้าใจในเรื่องความผิด ความชอบธรรม และการพิพากษา พระองค์จะไม่ยอมให้เราทำบาป

อยากขอเน้นย้ำว่า พระคัมภีร์ 1ยอห์น 1:9 นี้ ไม่ใช่เหมือนเครื่องมือที่เราจะใช้ในการทำบาป

"เหตุฉะนั้น ถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆ ก็ล่วงไป นี่แน่ะ กลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น" (2โครินธ์ 5:17)

แม้ในเวลาที่พระเยซูคริสต์ทรงไม่ถือโทษหญิงล่วงประเวณีที่ถูกนำตัวมาเพื่อรับการลงโทษ พระองค์ก็ได้กำชับต่อนางว่า พระองค์ไม่เอาโทษเขา แต่อย่าทำบาปอีก

"นางนั้นทูลว่า 'พระองค์เจ้าข้า ไม่มีผู้ใดเลย' และพระเยซูตรัสว่า 'เราก็ไม่เอาโทษเจ้าเหมือนกัน จงไปเถิด และอย่าทำผิดอีก' " (ยอห์น 8:11)

เมื่อเราได้รับโอกาสแห่งชีวิตใหม่ ซึ่งเป็นชีวิตที่เราได้รับจากพระเจ้าด้วยความรักของพระองค์ ถ้าหากว่าพระองค์ไม่ให้แก่เราก็ไม่ใช่ความผิดของพระองค์ เพราะว่าสิ่งที่เราควรได้รับ คือโทษเนื่องจากความบาปของเรา แต่โดยพระคุณและความรัก พระเยซูคริสต์จึงทรงยอมตาย ยอมทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส เพื่อเราจะได้มีโอกาสใหม่อีกครั้งหนึ่ง ชีวิตใหม่ของเราจึงควรที่จะต้องถวายเกียรติแด่พระเจ้า ดังนั้นเราจะกลับไปทำบาปอีกไม่ได้ เราต้องเน้นยำเช่นนี้ มิเช่นนั้นคริสเตียนก็จะทำบาปอยู่เรื่อย ๆ โดยคิดว่าทำบาปแล้วจะสารภาพได้ ถ้าเขาคิดเช่นนั้น ก็เป็นความขัดแย้งในตัวเขาเอง และเขาก็จะไม่สามารถมีสามัคคีธรรมกับพระเจ้าได้เลย

ชีวิตเราจะต้องปฏิเสธความบาปทั้งสิ้น และรังเกียจบาปเหมือนกับที่พระองค์ทรงรังเกียจ อย่าเล่นกับสิ่งที่พระองค์รังเกียจ

"26 เมื่อเราได้รับความรู้เรื่องความจริงแล้ว แต่เรายังขืนทำผิดอีก เครื่องบูชาลบบาปนั้น ก็จะไม่มีเหลืออยู่เลย
27 แต่จะมีความหวาดกลัวในการรอคอยการพิพากษาโทษ และไฟอันร้ายแรง ซึ่งจะเผาผลาญบรรดาคนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้า" (ฮีบรู 10:26)

ถ้าคริสเตียนทำบาป กำแพงจะปรากฎ ขวางกันเขาไว้ ทำให้เขาไม่สามารถมีสามัคคีธรรมกับพระองค์ เขาจะอยู่ด้วยความหวาดกลัว

"7 ท่านที่รักทั้งหลาย ขอให้เรารักซึ่งกันและกัน เพราะว่าความรักมาจากพระเจ้า และทุกคนที่รักก็บังเกิดมาจากพระเจ้า และรู้จักพระเจ้า
8 ผู้ที่ไม่รักก็ไม่รู้จักพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นความรัก (1ยอห์น 4:7-8)

ถ้าผู้ใดที่รู้จักพระองค์ มีสามัคคีธรรมกับพระองค์ เขาก็จะสามารถที่จะรักพี่น้อง แม้ว่าคนคนนั้นจะไม่น่ารัก และถ้าเราไม่รัก ก็แสดงว่าเราก็ไม่รู้จักพระเจ้า แสดงว่าเราปฏิเสธพระเจ้า ความหวาดกลัวในการพิพากษาก็จะอยู่กับชีวิตเรา

การสารภาพที่ทำให้เกิดสามัคคีธรรมอย่างแท้จริง คือ การที่เราสารภาพ แล้วไม่ขืนกลับไปทำอีก คือไม่กลับไปทำบาปที่เกิดจากความเจตนาอีก แต่ถ้าเราตั้งใจแล้ว แล้วเราทำบาปโดยไม่เจตนา พระสัญญาของพระองค์ใน 1ยอห์น 1:9 นี้ก็จะเกิดผลในชีวิตของเขา

เราจำเป็นต้องเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้า ว่าในพระองค์ จะต้องไม่มีความมืด และความบริสุทธิ์ของพระองค์เป็นความบริสุทธิ์ที่แท้จริง

พระเจ้าทรงให้โอกาสแก่เราเสมอ ที่เราจะเริ่มต้นกลับมีความสัมพันธ์ มีความสามัคคีธรรมกับพระองค์ใหม่ได้ และโดยการสามัคคีธรรมที่แท้จริง พระโลหิตของพระเยซูคริสต์จึงจะมีผลชำระเราให้บริสุทธิ์อย่างแท้จริง

พระเจ้าของเราบริสุทธิ์ พระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้ชีวิตของเราบริสุทธิ์ ทรงเน้นย้ำเสมอให้เรามีชีวิตที่บริสุทธิ์

สิ่งเหล่านี้ เราจะสามารถใช้ในการตอบคำถามแก่คนที่ยังไม่รู้จักพระเจ้าได้ คือ มักจะมีคนมองว่า คริสเตียนสามารถทำบาปได้ เพราะในที่สุดเขาก็สามารถสารภาพได้ แต่ความเป็นจริงมิได้เป็นเช่นนั้น เพราะเงื่อนไขการชำระ ก็คือ เราจำเป็นจะต้องสารภาพ และตั้งใจที่จะไม่กลับไปทำอีก นี่แหละ การชำระจึงจะเกิดผล ไม่ได้เป็นการชำระอย่างที่เขาเข้าใจ

"เหตุฉะนั้น ท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป แต่ว่าเป็นพลเมืองเดียวกันกับธรรมิกชน และเป็นครอบครัวของพระเจ้า" (เอเฟซัส 2:19)

คำว่า "ธรรมิกชน" นั้น ในฉบับ King James ใช้คำว่า "saints" ซึ่งแปลว่า "วิสุทธิชน" นี่เป็นคำที่ทำให้เราเห็นภาพพจน์อย่างชัดเจน ว่าชีวิตเราจะต้องบริสุทธิ์ ขอที่เราจะเข้าใจ และดำเนินชีวิตใหม่ ที่จะเป็นชีวิตที่เป็นวิสุทธิชน แล้วเราจะไม่ต้องกลัวการพิพากษาอีกต่อไป



อ.ประดิษฐ์ พรกีรติกุล

คำแบ่งปันกลุ่มเซลล์เพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 19/06/2009

เรื่อง ศึกษาพระธรรม 1ยอห์น

ศึกษาพระธรรม 1ยอห์น บทที่ 1 (1)‏

ยอห์นซาบซึ้งในความรักของพระคริสต์มาก หลังจากที่พระองค์ทรงเสด็จสู่สวรรค์แล้ว อาจารย์ยอห์นได้เขียนจากสิ่งที่ท่านได้สัมผัส สิ่งที่ท่านเห็นว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ

"ดังนั้น ยังตั้งอยู่สามสิ่ง คือ ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักใหญ่ที่สุด" (1โครินธ์ 13:13)

ในความรักอันนี้แหละ เป็นสิ่งที่ท่านยอห์นได้เขียนไปถึงบรรดาคริสตจักร ว่าท่านซาบซึ้งในความรักของพระเยซูคริสต์เช่นไร และเพื่อที่บรรดาสาวกจะได้เข้าใจว่าควรจะปฏิบัติเช่นไร

ในพระธรรม 1ยอห์น ได้เน้นถึง "ความรัก" ให้เรารักกันและกัน

ท่านได้เริ่มต้นเหมือนพระธรรมยอห์น คือ ได้กล่าวถึงพระวาทะซึ่งบังเกิดเป็นมนุษย์ นั่นคือ องค์พระเยซูคริสต์



พระวาทะแห่งชีวิต

--------------------------------------------------------------------------------

"1 ซึ่งมีตั้งแต่ปฐมกาล ซึ่งเราได้ยิน ซึ่งเราได้เห็นกับตา ซึ่งเราได้พินิจดู และจับต้องด้วยมือของเรานั้น เกี่ยวกับพระวาทะแห่งชีวิต
2 (และชีวิตนั้นได้ปรากฏ และเราได้เห็น และเป็นพยาน และประกาศชีวิตนิรันดร์นั้นแก่ท่านทั้งหลาย ชีวิตนั้นได้ดำรงอยู่กับพระบิดา และได้ปรากฏแก่เราทั้งหลาย)
3 ซึ่งเราได้เห็น และได้ยินนั้น เราก็ได้ประกาศให้ท่านทั้งหลายรู้ด้วย เพื่อท่านทั้งหลายจะได้ร่วมสามัคคีธรรมกับเรา เราทั้งหลายก็ร่วมสามัคคีกับพระบิดา และกับพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์
4 และเราเขียนข้อความเหล่านี้ เพื่อความปลาบปลื้มยินดีของเรา {สำเนาโบราณบางฉบับว่า ท่าน} จะได้เต็มเปี่ยม (1ยอห์น 1:1-4)


--------------------------------------------------------------------------------

ท่านได้พบกับสิ่งมหัศจรรย์ คือ ความเป็นพระเจ้าที่ซ่อนอยู่ในความเป็นมนุษย์ของพระคริสต์ที่ชัดเจนมาก

เป็นสิ่งที่ยากที่จะยอมรับว่าผู้ที่เขาได้รู้จักนั้นดำรงอยู่ก่อนตั้งแต่สมัยสร้างโลก และการที่จะยอมรับว่าใครเป็นพระเจ้านั้น บุคคลผู้นั้นจะต้องเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ แต่อาจารย์ยอห์นก็ได้กล่าวถึงพระเยซูคริสต์เช่นนั้น เพราะขณะที่ท่านติดตามพระเยซูคริสต์ ท่านได้พินิจพิจารณาชีวิตของพระเยซูคริสต์อย่างละเอียดมากได้สัมผัสกับพระเยซูคริสต์อย่างใกล้ชิด ท่านได้พบความสมบูรณ์แบบของพระองค์ และท่านยอมรับว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระวาทะ

ลองคิดถึงว่าถ้าหากว่าเราได้อยู่ในสมัยนั้น เราก็คงจะดูพระองค์อย่างใกล้ชิด แทบจะเรียกว่าจับผิดเลยก็เป็นได้ ซึ่งท่านยอห์นก็คงจะเป็นเช่นนั้น และเมื่อท่านได้ดูชีวิตของพระองค์วันแล้ววันเล่า ในที่สุดท่านก็ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า

"1 วันอาทิตย์เวลาเช้ามืด มารีย์ชาวมักดาลาถึงอุโมงค์ฝังศพ นางเห็นหินออกจากปากอุโมงค์อยู่แล้ว
2 นางจึงวิ่งไปหาซีโมนเปโตร และสาวกอีกคนหนึ่งที่พระเยซูทรงรักนั้น และพูดกับเขาว่า 'เขาเอาองค์พระผู้เป็นเจ้าออกไปจากอุโมงค์แล้ว และพวกเราไม่รู้ว่าเขาเอาพระองค์ไปไว้ที่ไหน'
3 เปโตรจึงออกไปยังอุโมงค์กับสาวกคนนั้น
4 เขาวิ่งไปทั้งสองคน แต่สาวกคนนั้นวิ่งเร็วกว่าเปโตรจึงมาถึงอุโมงค์ก่อน
5 เขาก้มลงมองดูเห็นผ้าป่านวางอยู่ แต่เขาไม่ได้เข้าไปข้างใน
6 ซีโมนเปโตรตามมาถึงภายหลัง แล้วเข้าไปในอุโมงค์เห็นผ้าป่านวางอยู่
7 และผ้าพันพระเศียรของพระองค์ไม่ได้วางอยู่กับผ้าอื่น แต่พับไว้ต่างหาก
8 แล้วสาวกคนนั้นที่มาถึงก่อนก็ตามเข้าไปด้วย เขาได้เห็นและเชื่อ
9 เพราะว่า ขณะนั้นเขายังไม่เข้าใจข้อพระธรรมที่เขียนไว้ว่า พระองค์จะต้องฟื้นขึ้นมาจากความตาย
10 แล้วสาวกทั้งสองก็กลับไปยังบ้านของตน" (ยอห์น 20:1-10)

จากเหตุการณ์นี้ จะเห็นได้ว่า ยอห์นวิ่งเร็วกว่า ไปถึงอุโมงค์ก่อน และเปโตรมาถึงทีหลัง แต่ปรากฎว่าเปโตรรีบเข้าไปข้างใน ในขณะที่ท่านยอห์นพิเคราะห์พิจารณา ท่านได้ใกล้ชิดกับพระเยซูคริสต์มาตลอด ได้สังเกตชีวิตของพระองค์อย่างใกล้ชิด ได้สัมผัสพระองค์ และท่านก็ได้จดจำถ้อยคำของพระองค์ ท่านจึงใคร่ครวญ แม้ท่านยังไม่เข้าใจ แต่ท่านก็เก็บไปคิด เพราะท่านได้เห็นแล้วว่าพระองค์ยิ่งใหญ่มาก ท่านรู้จักพระองค์เป็นอย่างดี นี่เป็นแบบอย่างที่ดีที่เราควรนำเป็นแบบอย่าง เพราะคนที่ยิ่งรู้จักพระองค์มาก ก็จะยิ่งตื่นเต้นกับความยิ่งใหญ่กับพระองค์ แล้วเขาก็จะไม่อยู่เฉย ๆ

คนที่รู้จักพระเจ้า จะพร้อมที่จะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระองค์ ถ้าเขายิ่งรู้จักพระเจ้ามากเท่าไร เขาก็จะยิ่งเห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์ เขาจะไม่ให้สิ่งอื่นสำคัญกว่าพระองค์ พร้อมที่จะสละชีวิตเพื่อพระองค์ แต่ตรงกันข้าม ผู้ใดที่ไม่รู้จักกับพระองค์อย่างถ่องแท้ หรือรู้จักไม่มาก เขาจะไม่กระตือรือร้น และจะไม่สามารถเทิดทูนพระองค์ ถวายชีวิตแด่พระองค์ได้

"แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้" (มัทธิว 6:33)

นี่คือสิ่งที่ทำให้รู้จักกับพระเยซูคริสต์มากขึ้น คือ การที่เราแสวงหาแผ่นดินของพระองค์และความชอบธรรมของพระองค์ สิ่งนี้จะทำให้เรารู้จักพระเจ้ามากขึ้น และจะยิ่งรักพระเจ้ามากขึ้น

"ดังนี้แหละ เราจึงรู้จักความรัก โดยที่พระองค์ได้ทรงยอมสละพระชนม์ของพระองค์ เพื่อเราทั้งหลาย และเราทั้งหลายก็ควรจะสละชีวิตของเราเพื่อพี่น้อง" (1ยอห์น 3:16)

พระองค์ทรงรักเราด้วยชีวิต และพระเจ้าก็บอกให้เรารักพี่น้องเช่นกัน

แล้วเราจะรักพี่น้องอย่างไร? คือ ถึงขนาดที่จะยอมสละชีวิตเพื่อพี่น้องได้ สิ่งนี้จะเกิดได้โดยการที่เรารู้จักพระเยซูคริสต์

ยอห์นจึงได้เริ่มต้นโดยการที่บอกว่า เขาได้สัมผัสกับพระองค์อย่างใกล้ชิด และได้พบแล้วว่าพระองค์คือพระเจ้า สิ่งนี้จึงเป็นสาเหตุเดียวกันกับที่สาวกทุก ๆ คนยอมที่จะสละชีวิตให้กับพระองค์ และยอมทำทุกสิ่งให้กับพี่น้อง

ความยินดีที่ได้รับนั้นอยู่ในพระคริสต์ ความยินดีของเราจะเต็มเปี่ยมเมื่อใจของเราเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์ นี่จะเป็นสิ่งที่จะนำมาซึ่งสันติสุขแท้ในพระองค์

พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จไปสู่เบื้องขวาพระบิดา พระวิญญาณเราก็ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่สิ่งที่เราจะมองเห็นได้ คือ พี่น้อง และสิ่งที่เรากระทำต่อพี่น้อง ก็จะเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าเรารู้จักพระองค์เพียงไร

"13 แต่บัดนี้ ในพระเยซูคริสต์ ท่านทั้งหลายซึ่งเมื่อก่อนอยู่ไกล ได้เข้ามาใกล้โดยพระโลหิตของพระคริสต์
14 เพราะว่า พระองค์ทรงเป็นสันติสุขของเรา เป็นผู้ทรงกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง
15 คือ การเป็นปฏิปักษ์กัน โดยในเนื้อหนังของพระองค์ ได้ทรงให้ธรรมบัญญัติอันประกอบด้วย บทบัญญัติ และกฎหมายต่างๆ นั้นเป็นโมฆะ เพื่อจะกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นคนใหม่คนเดียวในพระองค์ เช่นนั้นแหละ จึงทรงกระทำให้เกิดสันติสุข
16 และเพื่อจะทรงกระทำให้ทั้งสองพวกคืนดีกับพระเจ้า เป็นกายเดียวโดยกางเขน ซึ่งเป็นการทำให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อกันหมดสิ้นไป
17 และพระองค์ได้เสร็จมาประกาศสันติสุขแก่ท่านที่อยู่ไกล และประกาศสันติสุขแก่คนที่อยู่ใกล้" (เอเฟซัส 2:13-17)

ถ้าเราไปมีเรื่องกับผู้ที่อิทธิพล ผู้ที่มีอำนาจมากกว่าเรา เราก็คงจะเกรงกลัว ซึ่งเป็นเหตุการณ์เช่นเดียวกับเราเมื่อก่อนที่จะรู้จักพระเจ้า เพราะเวลานั้นเราเป็นศัตรูกับพระเจ้า แต่เรากลับไม่รู้ว่าพระองค์น่ากลัวว่าสิ่งที่มีอำนาจที่เรากลัวเสียอีก

"อย่ากลัวผู้ที่ฆ่าได้แต่กาย แต่ไม่มีอำนาจที่จะฆ่าจิตวิญญาณ แต่จงกลัวพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ ที่จะให้ทั้งจิตวิญญาณทั้งกายพินาศในนรกได้" (มัทธิว 10:28)

และพระเยซูคริสต์ทรงมาเพื่อที่เราจะไม่ต้องเป็นปฏิบักษ์กับพระเจ้า เราจึงมีสันติสุขอยู่ได้ และให้เราตระหนักเสมอว่า ถ้าหากเราอยู่ในบาป เราจะเป็นปฏิบักษ์กับพระองค์



อ.ประดิษฐ์ พรกีรติกุล

คำแบ่งปันกลุ่มเซลล์เพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 19/06/2009

เรื่อง ศึกษาพระธรรม 1ยอห์น

วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2552

บทเพลงซาโลมอน

www.thaisermons.com
บทเพลงซาโลมอน
Song of Solomon

(๑) ผู้เขียน
- ผู้เขียนคือกษัตริย์ซาโลมอน (๑.๕, ๓.๗, ๙, ๑๑, ๘.๑๑-๑๒) มีคำที่กล่าวถึงพระนามของพระองค์ว่า “พระราชา” และ “กษัตริย์” พระคัมภีร์ไทยแปลว่า กษัตริย์ซาโลมอน (๑.๔, ๑๒, ๓.๙)
- เขียนในราวปี กคศ. ๙๗๑-๙๓๑ ขณะที่ซาโลมอนครองราชย์
- กษัตริย์ซาโลมอนคือเจ้าบ่าว นั่งมาบนพระวอหรูหรา (๓.๗-๑๐) ทรงรถม้าของพระราชา (๖.๑๒) เพลงซาโลมอนกล่าวสัตว์ป่าและธรรมชาติ ซึ่งซาโลมอนชื่นชอบ (๑ พกษ. ๔.๓๓) - คาดว่าซาโลมอนเขียนเพลงบทนี้กล่าวถึง “เจ้าสาว” มเหสีคนแรกของพระองค์ ต่อจากนั้นก็หลงเจิ่นไปจากทางของพระเจ้า ทำบาปทางเพศ มีมเหสี ๗๐๐ องค์ และนางห้าม ๓๐๐ คน (๑ พกษ. ๑๑.๑๓)

(๒) เพลงซาโลมอน- ชื่อ “เพลงรักของซาโลมอน” “บทเพลงแห่งเพลงทั้งหลาย” (Song of songs)
- เป็นหนังสือที่เข้าใจยาก ลึกลับและมีการตีความหลากหลายมากที่สุด๑) นิทานเปรียบเทียบ ๒) บทละคร ๓) บทเพลงแต่งงานของชาวซีเรีย เจ้าบ่าวเป็นพระราชา และเจ้าสาวเป็นพระราชินี๔) หนังสือรวบรวมบทเพลงในพิธีทางศาสนาของคนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า ที่บูชาความอุดมสมบูรณ์ ๕) หนังสือรวบรวมบทเพลงแห่งความรัก
- ตัวละครในท้องเรื่อง คือ เจ้าสาว คนรักของเธอซึ่งเป็นคนเลี้ยงแกะ และซาโลมอน (บางคนเข้าใจว่าซาโมอนเป็นคนเลี้ยงแกะนั่นเอง ปญจ. ๒.๗)

(๓) ความเห็นของผู้นำ
- ผู้นำชาวยิว(หนังสือมิชนาห์ ทัลมุด ทาร์กุม) มีความเห็นความว่าบทเพลงซาโลมอน เป็นภาพความรักของพระเจ้าที่มีต่อชนชาติอิสราเอล
- ผู้นำคริสตจักรในสมัยโบราณ เช่น ฮิปโปไลทัส ออริเจน เจอโรม อาธานาเซียส ออกัสติน เบอร์นาร์ดเห็นว่าบทเพลงซาโลมอนเป็นภาพของ...๑) เจ้าบ่าวคือพระเยซูคริสต์๒) เจ้าสาวคือคริสตจักร

(๔) การตีความเพลงซาโลมอน
- พซม. ๑.๕-๖ “โอบุตรีแห่งเยรูซาเล็ม ดิฉันผิวดำๆ แต่ว่าดำขำ ดังเต็นท์ของพวกเคดาร์ ดังวิสูตรของกษัตริย์ซาโลมอน อย่ามองค่อนขอดดิฉันเพราะดิฉันผิวคล้ำ เนื่องจากแสงแดดแผดเผาดิฉัน...” ดำคล้ำ : หมายถึงคริสตจักรเป็นที่น่าเกียจเพราะความผิดบาป ดำขำ : หมายถึงความน่ารักในฝ่ายจิตวิญญาณเมื่อกลับใจเสียใหม่
- พซม. ๒.๑๒ “ดอกไม้ต่างๆนานากำลังปรากฏบนแผ่นดิน เวลาสำหรับวิหคร้องเพลงมาถึงแล้ว และเสียงคูของนกเขาก็ได้ยินอยู่ในแผ่นดินของเรา” เสียงนกเขาขันคู : คำเทศนาของบรรดาอัครทูต ที่เทศนาภายหลังวันเทศกาลเพนเตคอส
- พซม. ๕.๑ “น้องของฉันจ๊ะ เจ้าสาวของฉันจ๋า ฉันเข้ามาในสวนของฉันแล้วนะ ฉันได้มาเก็บเอามดยอบของฉันพร้อมกับไม้สีเสียดของฉันแล้ว ฉันรับประทานรวงผึ้งกับน้ำผึ้งของฉันแล้ว” พระคัมภีร์ข้อนี้ : พิธีมหาสนิทที่พระเยซูและสาวกรับประทานขนมและน้ำองุ่น

(๕) จุดประสงค์- เพื่อยกย่องความรักและการสมรสของมนุษย์
- ปฐก. ๑.๒๗, ๒.๒๐-๒๓ พระเจ้าทรงสร้างชายและหญิง ทรงสถาปนาการสมรสอันบริสุทธิ์ (ปฐก. ๒.๒๔) ซึ่งต่างจากโลกนี้ที่เห็นการสมรสเป็นของสกปรกและแสวงหาประโยชน์ทางด้านเพศ - สามีภรรยาแบบคริสเตียนจะต้องมีความรัก การรักษาคำมั่นสัญญา การอุทิศตัว (กาย ใจ อารมณ์ และจิตวิญญาณ)ให้แก่กันและกัน

(๖) เนื้อหาสาระ
๑) เรื่องราว
- ตอนที่ ๑ การเกี้ยวพาราสี (๑.๒-๓.๕)
- ตอนที่ ๒ การแต่งงาน (๓.๖-๕.๑)
- ตอนที่ ๓ การเติบโตในชีวิตสมรส (๕.๒-๘.๔)
๒) รวมบทเพลงแห่งความรัก (บางคนบอกว่ามีหลายเรื่องอยู่ในพระคัมภีร์เล่มนี้)
- มีละครตัวเดียวกันตลอดทั้งเรื่อง
- มีคำพูดและรูปประโยคล้ายคลึงกันเช่น ความรักหวานกว่าเหล้าองุ่น (๑.๒, ๔.๑๐) กลิ่นน้ำมันหอม (๑.๓, ๑๒, ๓.๖, ๔.๑๐) แก้มของเจ้าสาว (๑.๑๐, ๕.๑๓) ตาเธอเหมือนนกพิราบ (๑.๑๕, ๔.๑) ฟันเหมือนฝูงแกะ(๔.๒, ๖.๖) คำวิงวอนเพื่อธิดาเยรูซาเล็ม (๒.๗, ๓.๕, ๘.๔) เจ้าบ่าวเหมือนละมั่ง (๒.๙,๒.๙, ๑๗, ๘.๑๔)
- มีการเขียนที่ใช้ไวยากรณ์ฮีบรูเป็นเอกลักษณ์โดยเฉพาะ ไม่เหมือนกันเล่มอื่น- การเดินเรื่องอย่างมีเอกภาพ

(๗) บทเพลงแห่งความรักในพระคัมภีร์ฉบับภาษาไทยปรากฏคำว่า “รัก” ๖๓ ครั้ง
- รัก ๔ ครั้ง aheb
- ความรัก ๑๘ ครั้ง dod
- ที่รัก ๓๕ ครั้ง rayah
- รักใคร่ ๔ ครั้ง machmad
- น่ารัก ๒ ครั้ง aheb “อันเหวลึกอย่านึกว่าเหวตื้นปากเหวลื่นอย่าคะนองไปลองผลัก อันเหวหินปีนป่านไม่ง่ายนักแต่เหวรักเสือกสนไปจนตาย” “จะหักอื่นขืนหักก็จักได้ หักอาลัยนี้ไม่หลุดสุดจะหักสารพัดตัดขาดประหลาดนักแต่ตัดรักนี้ไม้ขาดประหลาดใจ”

เรื่อง พระพรของพระเจ้า

--------------------------------------------------------------------------------

"22 พระพรของพระเจ้ากระทำให้มั่งคั่ง และพระองค์มิได้แถมความโศกเศร้าไว้ด้วย {หรือ การงานมิได้เพิ่มอะไรให้เลย}
23 คนโง่กระทำความผิดเหมือนการเล่นสนุก แต่ความประพฤติอันกอปรด้วยปัญญา เป็นความเพลิดเพลินแก่คนที่มีความเข้าใจ" (สุภาษิต 10:22-23)


--------------------------------------------------------------------------------

เราอยู่ในโลกนี้ เรามีเป้าหมายที่ชัดเจน คือ เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า เราได้รับพระพรมากมายจากพระเจ้า พระพรที่มาจากพระเจ้าจะไม่แถมความโศกเศร้าให้แก่เรา

คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ อยากประสบความสำเร็จ ไม่อยากล้มเหลว อยากมีผลงาน มีฐานะที่ดีขึ้น อยู่สุขสบายขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจ ที่หนังสือ 2 ประเภทที่ขายดีที่สุดเสมอ ได้แก่ หนังสือเกี่ยวกับวิธีการประสบความสำเร็จ เคล็ดลับของบุคคลที่ประสบความสำเร็จ และอีกประเภทหนึ่ง ได้แก่ หนังสือเกี่ยวกับความต้องการของจิตใจ เพราะหลาย ๆ คนที่ประสบความสำเร็จแล้ว มีฐานะที่ดีแล้ว แต่เขาก็ยังต้องไขว่คว้าบางอย่างอยู่ เพราะเขารู้สึกชีวิตยังไม่เต็ม

ถ้าเราอยากร่ำรวยเงินทอง โลกนี้อาจให้แก่เราได้ แต่เมื่อเราได้สิ่งเหล่านั้นแล้ว เราจะมีความสุขหรือไม่?

หลาย ๆ คนที่ได้สิ่งเหล่านี้แล้ว แต่ในใจของเขายังหิวกระหาย ยังว่างเปล่า เขาเหล่านั้นไขว่คว้าสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ แต่ไม่แสวงหาฝ่ายวิญญาณ ผลสุดท้ายเขาก็จะไม่เหลืออะไรเลย

"เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร หรือผู้นั้นจะนำอะไรไปแลกเอาชีวิตของตนกลับคืนมา" (มัทธิว 16:26)

ยาที่ขายดีที่สุดก็คือ ยานอนหลับ เพราะมีคนเป็นอันมากที่ทุกข์ใจ เจอมรสุมชีวิต แต่พระคัมภีร์บอกแก่เราว่า คนชอบธรรมจะมีความสุขในพระคำของพระองค์

"1 ความสุขเป็นของบุคคล ผู้ไม่ดำเนินตามคำแนะนำของคนอธรรม หรือยืนอยู่ในทางของคนบาป หรือนั่งอยู่ในที่นั่งของคนที่ชอบเยาะเย้ย
2 แต่ความปีติยินดีของผู้นั้น อยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ ทั้งกลางวันและกลางคืน
3 เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ ซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล และใบก็ไม่เหี่ยวแห้ง การทุกอย่างซึ่งเขากระทำก็จำเริญขึ้น ชีวิตที่วางใจพระเจ้าเปรียบเหมือนต้นไม้" (สดุดี 1:1-3)

ถ้าไม่มีความสว่างส่องทางให้แก่ชีวิต เราก็จะไม่มีเป้าหมายชัดเจน ไร้เป้าหมาย

เมื่อตอนที่โมเสสได้มอบหมายหน้าที่ให้แก่โยชูวา ชาวอิสราเอลคงจะกลัว กังวล ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป จะข้ามแม่น้ำจอร์แดนหรือไม่ ข้ามไปแล้วจะทำอะไรต่อไป แต่ก็ถึงเวลาที่โมเสสจะต้องจากไปแล้ว พระเจ้าก็ทรงเลือกโยชูวา และทรงหนุนใจ

"7 เพียงแต่จงเข้มแข็ง และกล้าหาญยิ่งเถิด ระวังที่จะกระทำตามธรรมบัญญัติทั้งหมด ซึ่งโมเสสผู้รับใช้ของเราได้บัญชาเจ้าไว้นั้น อย่าหลีกเลี่ยงจากธรรมบัญญัตินั้นไปทางขวามือ หรือทางซ้าย เพื่อว่าเจ้าจะไปในถิ่นฐานใด เจ้าจะได้รับความสำเร็จอย่างดี
8 อย่าให้หนังสือธรรมบัญญัตินี้ห่างเหินไปจากปากของเจ้า แต่เจ้าจงตรึกตรองตามนั้น ทั้งกลางวัน และกลางคืน เพื่อเจ้าจะได้ระวังที่จะกระทำตามข้อความที่เขียนไว้นั้นทุกประการ แล้วเจ้าจะมีความจำเริญ และเจ้าจะสำเร็จผลเป็นอย่างดี" (โยชูวา 1:7-8)

ในปีนี้ ได้มีการประกวดคำขวัญสำหรับคริสเตียนศึกษา และคำขวัญที่ได้รับรางวัลชนะเลิศก็คือ "พระคำนำชีวิต ทุกอาทิตย์มาร่วมเรียนพระคำ" นี่เป็นคำขวัญที่ดีมาก เป็นความจริง ขอให้เราใช้พระคำในการนำชีวิตของเรา

ความสำเร็จของคริสเตียน ไม่เหมือนกับโลกนี้ โลกนี้วัดความสำเร็จที่ผลงาน การเรียนสูง ๆ รายได้ดี มีเกียรติ แต่ความสำเร็จของคริสเตียน คือ ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณที่เกิดผล ซึ่งเป็นชีวิตที่ติดสนิทกับพระเจ้า ไม่ใช่พึ่งตนเองและเดินในเส้นทางของตนเอง แต่เดินโดยการทรงนำของพระเจ้า มีพระเจ้าเป็นผู้นำในชีวิตของเรา

พระเยซูคริสต์สมัยวัยเด็ก พระองค์ทรงจำเริญขึ้นในด้านสติปัญญา ในด้านร่างกาย และเป็นที่ชอบจำเพาะพระเจ้าและต่อหน้าคนทั้งปวง

"พระเยซูก็ได้จำเริญขึ้น ในด้านสติปัญญา ในด้านร่างกาย และเป็นที่ชอบจำเพาะพระเจ้า และต่อหน้าคนทั้งปวงด้วย" (ลูกา 2:52)

พระองค์ทรงมีสุขภาพดี เติบโตตามวัย แข็งแรง และมีสติปัญญา มีความรู้ในการคิดในการพูด และทรงเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้า มีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้า และกับมนุษย์ด้วย ชีวิตของพระเยซูคริสต์เป็นความครบบริบูรณ์ของคนคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

"ท่านที่รัก ข้าพเจ้าอธิษฐานขอให้ท่านมีพลานามัยสมบูรณ์ และเจริญสุขทุกประการ อย่างจิตวิญญาณของท่านจำเริญอยู่นั้น" (3ยอห์น 2)

ความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ ก็คือมีสุขภาพที่ดี มีความสุข ประสบความสำเร็จ และไม่พอ จะต้องมีสุขภาพฝ่ายจิตวิญญาณที่ดีด้วย

"ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงสร้างบ้าน บรรดาผู้ที่สร้างก็เหนื่อยเปล่า ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงเฝ้าอยู่เหนือนคร คนยามตื่นอยู่ก็เหนื่อยเปล่า" (สดุดี 127:1)

ถ้าเราไม่มีพระเจ้า สิ่งที่เราพยายามสร้าง พยายามแสวงหา ก็จะสูญเปล่า จะเหนื่อยเปล่า ไม่มีคุณค่าเลย ไม่ประสบความสำเร็จ

วันนี้ อยากกล่าวถึง 2 ด้าน คือ ความมั่งคั่งที่แท้จริง และความสุขที่แท้จริง



ความมั่งคั่งที่แท้จริง
"1 มีสิ่งสามานย์อย่างหนึ่งที่ข้าพเจ้าเห็นภายใต้ดวงอาทิตย์ และสิ่งนั้นหนักแก่มนุษย์
2 คือ มนุษย์คนใดที่พระเจ้าประทานทรัพย์สมบัติ สิ่งของ และยศถาบรรดาศักดิ์ให้ จนสิ่งใดๆ ที่เขาปรารถนาสำหรับตัว เขาก็มีครบไม่ขาดเลย แต่พระเจ้ามิได้ทรงโปรดให้เขาชื่นใจใช้สิ่งนั้น คนนอกบ้านนอกเมืองกลับเอาไปชื่นใจใช้เสีย นี่ก็อนิจจัง และเป็นความทุกข์ใจอย่างร้ายแรง" (ปัญญาจารย์ 6:1-2)

ปัญญาจารย์ เขียนโดยซาโลมอน ท่านมีสติปัญญาเป็นเลิศ แม้ในชีวิตของท่าน ท่านเคยเดินทางผิด ออกจากทางของพระองค์ แต่เมื่อท่านมีอายุมากขึ้น ท่านก็ตระหนักได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอนิจจัง

เราอาจทำหลายสิ่งหลายอย่างไว้ แต่รู้สึกไม่มีความสุขแท้ รู้สึกว่าเหนื่อยเปล่า

"อนึ่ง ทุกๆ คนที่พระเจ้าประทานทรัพย์สมบัติให้ ก็ได้ทรงโปรดให้รับประทานของเหล่านั้น ได้รับส่วนของตน และยินดีปรีดาในการงานของตนได้ นี่แหละเป็นของประทานจากพระเจ้า" (ปัญญาจารย์ 5:19)

ถ้าเรามีพระเจ้าอยู่ในใจ ติดตามพระองค์ เชื่อฟังพระองค์ เราจะมีความสุขกับสิ่งที่เรามีอยู่ เราจะไม่กระวนกระวาย เพราะพระพรของพระเจ้าไม่ได้แถมด้วยความกังวล ความกลุ้มใจ ความอึดอัด แต่เราจะมีความชื่นชมยินดี อิ่มเอิบใจ

หลายคนกำลังเป็นห่วงถึงอนาคตของลูกหลาน ถึงขนาดหลายครอบครัวไม่อยากมีลูก เพราะกลัวลูก ๆ ลำบาก แต่ลูก ๆ เป็นมรดกที่พระเจ้าประทานให้ เป็นความสุข เพื่อที่ให้ผู้ที่เป็นพ่อแม่ได้สร้างชีวิตให้เขาดำเนินในทางของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้ทำให้เราได้เห็นพรของพระเจ้ามากมาย

โยบมีทรัพย์สมบัติเยอะแยะ มีลูกหลายคน แต่ซาตานอยากทดลองความเชื่อของเขา พระเจ้าก็ทรงอนุญาต ในวันเดียว ทรัพย์สมบัติของท่านหมดสิ้น แต่ท่านก็ยังสรรเสริญพระเจ้า ซึ่งคนอื่น ๆ ทำไม่ได้อย่างแน่นอน แต่โยบทำได้

"ท่านว่า 'ข้าพเจ้ามาจากครรภ์มารดาของข้าพเจ้าตัวเปล่า และข้าพเจ้าจะกลับไปตัวเปล่า พระเจ้าประทาน และพระเจ้าทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระเจ้า' " (โยบ 1:21)

หลังจากที่ผ่านพ้นการทดลองต่าง ๆ ไปได้ พระเจ้าก็ทรงอวยพรโยบอย่างมากมาย

อาจารย์เปาโลไว้วางใจพระเจ้า เพราะท่านรู้ถึงเคล็ดลับที่จะรู้ถึงความอิ่มท้องและความอดอยาก ท่านรู้จักพระเจ้า และท่านก็รับใช้พระองค์ แม้ชีวิตท่านจะมีความเป็นอยู่อย่างง่าย ๆ แต่ชีวิตของท่านก็มีความสุข

"ข้าพเจ้ารู้จักที่จะเผชิญกับความตกต่ำ และรู้จักที่จะเผชิญกับความอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าในกรณีใดๆ ข้าพเจ้ารู้จักเคล็ดลับที่จะเผชิญ กับความอิ่มท้อง และความอดอยาก ความสมบูรณ์พูนสุข และความขัดสน" (ฟิลิปปี 4:12)

มัทธิว เดิมเป็นนายด่านภาษี ในสายตาของเพื่อนร่วมชาติ เป็นคนขายชาติ ไม่น่าคบ แต่เขามีฐานะที่ดีมาก เขาได้สิ่งที่เป็นวัตถุอย่างมากมาย แต่วันที่เขาพบพระเยซู พระองค์ทรงเรียกให้เขาตามพระองค์ไป และเมื่อได้พบพระองค์ มัทธิวได้เปลี่ยนชีวิตของเขา เขาจัดงานเลี้ยงเพราะเขารู้จักพระเยซูคริสต์ ได้พบกับชีวิตใหม่ เขายอมที่จะสละทรัพย์สิน ละอาชีพของเขา ยอมใช้ความรู้ที่มีในการรับใช้พระองค์ และขอบคุณพระเจ้า ท่านจึงได้เขียนพระคัมภีร์ขึ้นมา เป็นพรให้แก่พวกเราจนทุกวันนี้

ผู้ที่เชื่อใหม่ท่านหนึ่ง ในวันที่ท่านได้รับบัพติสมา ท่านจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง เลี้ยงโต๊ะจีน เชิญเพื่อนของเขามาร่วมงานฉลองด้วย เพราะเขาได้พบกับชีวิตใหม่ เขามีความชื่นชมยินดี และเป็นการประกาศตัวอย่างชัดเจน

อีกบุคคลผู้หนึ่ง ชื่อ ศักเคียส เป็นคนเก็บภาษีเช่นกัน และตำแหน่งสูงกว่ามัทธิว มีฐานะที่ดี วันหนึ่งเมื่อทราบว่าพระเยซูคริสต์จะเสด็จผ่าน แต่คนเบียดเสียดกันอย่างมาก เขาไม่สามารถจะเห็นพระเยซูคริสต์ เขาจึงตัดสินใจปีนต้นไม้ ถึงแม้ว่าเขาจะอายุไม่น้อยแล้ว แต่เขาก็พยายาม เพราะอยากเห็นพระองค์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และเมื่อเขาพบพระเยซู พระองค์ตรัสว่าอยากไปบ้านของเขา เขาชื่นชมยินดีอย่างมากมาย เพราะว่าปกติไม่มีใครที่คบหากับเขา แต่พระองค์ก็ทรงยินดีที่จะไปที่บ้านของเขา ศักเคียสดีใจอย่างมาก เขาได้รับการเปลี่ยนแปลง เขาได้ชดใช้เงินที่โกงมาแถมเพิ่มเงินให้ แถมก็ใช้เงินในการบริจาค สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต่างจากศักเคียสคนเดิมอย่างมาก



ความสุขที่แท้จริง
หลายคนขาดความสุขแท้ ไขว่คว้าสิ่งของในโลกนี้ แม้ได้มาก็ยังไม่มีความสุขแท้ นั้นเป็นเพราะเขาเดินทางไม่ถูกต้อง ยังไม่ได้รู้จักกับพระเจ้าเที่ยงแท้

คริสเตียนไม่จำเป็นต้องแสวงหาสิ่งใดที่จะทำให้เราอิ่มใจ อิ่มเอิบ เพราะมีเพียงพระคัมภีร์เท่านั้น ที่จะให้เราในสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมด พระคำของพระเจ้าสามารถทำให้จิตวิญญาณของเราแช่มชื่นขึ้น ยิ่งอ่าน ชีวิตของเราก็จะยิ่งสะอาด

มีคนกล่าวไว้ว่า "ความบาปทำให้เราห่างจากพระคำของพระเจ้า และพระคำของพระเจ้าก็ทำให้เราห่างจากบาป"

สันติสุขที่แท้จริงไม่ขึ้นกับสิ่งแวดล้อม เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น เมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ เขาก็จะเศร้า ขาดสันติสุข แต่ความสุขของคริสเตียน คือ ความผูกพันกับพระเจ้า

นกชนิดหนึ่ง ไนจิงเกล ร้องเสียงที่ไพเราะมากเมื่อมีพายุ หรือยามคืนมืดมิด ชีวิตคริสเตียนควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะเรามีพระคำของพระเจ้า เรามีสันติสุขมาก มีความชื่นชมยินดี


"จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่า จงชื่นชมยินดีเถิด" (ฟิลิปปี 4:4)


นักเขียนผู้หนึ่ง เป็นผู้หญิงชาวไต้หวัน เมื่อเป็นวัยรุ่นเขาก็ป่วยเป็นโรคชนิดหนึ่ง เขาเจ็บปวดมาก แต่เขารู้จักกับพระเจ้า ทุกครังที่เขาปวดเขาก็ร้องทูลขอต่อพระเจ้า เขาขอที่พระเจ้าจะประทานสันติสุขให้แก่เขา เขาจึงสามารถถวายเกีรยติแด่พระเจ้า เป็นพรแก่ผู้อื่น แม้ว่าเขาจะไม่ได้เรียนจบสูง ๆ แต่ว่าเขาก็ได้เป็นนักเขียน และได้รับโล่ห์เกียรติยศจากประธานธิบดี เพราะบทความของเขานั้นเป็นพรแก่ทุก ๆ คนที่ได้อ่าน

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง มีแพทย์ชาวยิวท่านหนึ่ง เป็นผู้ที่เป็นที่รัก แต่ท่านถูกกักกันในค่ายนาซี ภรรยา ลูก ๆ พ่อแม่ของท่านโดนฆ่าต่อหน้าต่อตา ทำร้ายจิตใจของท่านอย่างมาก แต่ท่านก็ขอบคุณพระเจ้า ท่านกล่าวว่า "ถึงแม้พวกนาซีจะพรากทุกสิ่งไปจากเขา แต่จิตใจที่มีอิสระ มีสันติสุขของพระเจ้า พวกนาซีนำไปไม่ได้" นี่แหละเป็นชีวิตที่มีสันติสุขแท้ ไม่ขึ้นกับสิ่งแวดล้อม ไม่ขึ้นกับบุคคล เขาสามารถยืนหยัดต่อไปได้



ศจ. วิวัฒน์ วงศ์สันติชน

สรุปคำเทศนาโบสถ์ไทย คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 14/06/2009

เรื่อง พระพรของพระเจ้า

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ศึกษาพระธรรม 2ทิโมธี (4)‏

คุณธรรมแห่งการรับใช้
1. มีคุณธรรมในคำพูด คุณภาพการสอน มั่นคงในความจริงแห่งพระวจนะ

"14 จงเตือนเขาทั้งหลายถึงข้อนี้ และกำชับเขาต่อพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้า {สำเนาต้นฉบับบางฉบับว่า พระเจ้า} ไม่ให้เขาโต้เถียงกันในเรื่องถ้อยคำ ซึ่งไม่เป็นประโยชน์เลย แต่กลับเป็นเหตุให้คนที่ฟังเขวไป
15 จงอุตส่าห์สำแดงตนว่า ได้ทรงพิสูจน์แล้ว เป็นคนงานที่ไม่ต้องอาย ใช้พระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง
16 จงหลีกเสียจากคำสอนที่ไร้คุณธรรม เพราะคำอย่างนั้นจะนำคนไปสู่อธรรมมากยิ่งขึ้น
17 และคำพูดของเขาจะแพร่ออกไปเหมือนแผลเนื้อร้าย ในพวกนั้นมีฮีเมเนอัส กับฟีเลทัสเป็นต้น
18 คนทั้งสองนั้นได้หลงจากความจริง โดยถือว่าการฟื้นจากความตายนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว เขากำลังทำให้ความเชื่อของบางคนไขว้เขวไป
19 แต่ว่า รากฐานซึ่งพระเจ้าทรงวางไว้นั้นมีตราประทับไว้ว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรู้จักคนเหล่านั้น ที่เป็นของพระองค์" และ "ให้ทุกคนซึ่งออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าละทิ้งความชั่วเสีย" (2ทิโมธี 2:14-19)

2. มีคุณธรรมในด้านตัวตน เป็นการชำระตนให้พ้นจากมลทิน

"20 ในบ้านใหญ่หลังหนึ่งๆ มิได้มีแต่ภาชนะทอง และเงินเท่านั้น แต่มีภาชนะไม้ และภาชนะดินด้วย บางก็เพื่อศิลปะ และบ้างก็สามัญ
21 ถ้าผู้ใดชำระตัวให้พ้นจากสิ่งที่ไม่มีค่า เขาก็จะเป็นภาชนะที่มีค่า ซึ่งชำระให้บริสุทธิ์แล้ว เหมาะที่เจ้าของเรือนจะใช้ให้เป็นประโยชน์ พร้อมกับการดีทุกอย่าง
22 ดังนั้น ท่านจงหลีกหนีเสียจากราคะตัณหาของคนหนุ่ม และจงใฝ่ในทางธรรม ในความเชื่อ ความรัก และสันติสุขร่วมกับผู้ที่ออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยใจบริสุทธิ์
23 อย่าข้องแวะกับปัญหาอันโง่เขลา และไม่เป็นสาระ ด้วยรู้แล้วว่าปัญหาเหล่านั้น ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทกัน
24 ฝ่ายผู้รับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ต้องไม่เป็นคนที่ชอบการทะเลาะวิวาท แต่ต้องมีใจเมตตาต่อทุกคน เป็นครูที่เหมาะสม และมีความอดทน
25 ชี้แจงให้ฝ่ายตรงกันข้ามเข้าใจด้วยความสุภาพว่า พระเจ้าอาจจะทรงโปรดให้เขากลับใจ และมาถึงซึ่งความจริง
26 และหลุดพ้นบ่วงของมาร ผู้ซึ่งดักจับเขาไว้ให้ทำตามความประสงค์ของมัน {หรือ โดยผู้รับใช้ของพระองค์ได้จับเขามาให้เป็นเชลยแห่งน้ำพระทัยของพระเจ้า}" (2ทิโมธี 2:20-26)

คุณธรรมเป็นรากฐานที่แท้จริงของการรับใช้ พระเจ้าทรงดูที่ท่าที คือดูคุณภาพของความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพระเจ้า

แก่นแท้ของศาสนา = ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าในชีวิตของเรา ถ้าเราถือศาสนาแต่เปลือก ก็คือ พระเจ้ามิได้ทรงมีสิทธิอำนาจในตัวเรา สิ่งเหล่านี้อาจารย์เปาโลต้องการเตือนคริสเตียน ให้ระวังที่จะไม่ถือศาสนาแต่เพียงเปลือกนอก

อาจารย์เปาโลได้เตือนให้ท่านทิโมธียึดแบบอย่างที่ถูกต้องไว้ ทั้งจากคนและจากพระคัมภีร์ (3:1-4:5) ให้เราระวังที่จะไม่หลงไปจากความจริง เพราะสิทธิอำนาจของพระคัมภีร์เป็นกุญแจแห่งการเชิญยุคสุดท้าย

"16 พระคัมภีร์ ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และ {หรือ ทุกตอนที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า ก็} เป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม
17 เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง"

บริบทของพระคัมภีร์ตอนนี้ กำลังพูดถึงยุคสุดท้าย อาจารย์เปาโลเตือนให้เรายึดพระคำเพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตในยุคสุดท้าย



คำกำชับสุดท้ายของผู้รับใช้
"16 ในการแก้คดีครั้งแรกของข้าพเจ้านั้น ไม่มีใครเข้าข้างเจ้าสักคนเดียว เขาได้ละทิ้งข้าพเจ้าไปหมด ขอโปรดอย่าให้พวกเขาต้องได้รับโทษเลย
17 แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทับอยู่ใกล้ข้าพเจ้า และได้ทรงประทานกำลังให้ข้าพเจ้า ประกาศพระวจนะได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้คนต่างชาติทั้งปวงได้ยิน ดังนั้นข้าพเจ้าจึงรอดพ้นจากปากสิงห์" (2ทิโมธี 4:16-17)

อย่าให้วาระสุดท้ายในชีวิตของเรา หลงไปจากสิ่งที่เป็นนิรันดร์กาล แต่ขอที่เราจะให้ทั้งหมดที่เรามี อุทิศเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วเราจะสามารถกล่าวเช่นเดียวกับอาจารย์เปาโล นี่จะเป็นชิวิตแห่งการอุทิศตน


อ. ปดิพัทธ์ สันติภาดา

คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 01/02/2009

เรื่อง ศึกษาพระธรรม 2 ทิโมธี

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ศึกษาพระธรรม 2ทิโมธี (3)‏

การอุทิศตน

2. เป็นคนงานที่อดทน
2.1 อดทนต่อความยากลำบากเพื่อพระคริสต์

"จงมอบคำสอนเหล่านั้น ซึ่งท่านได้ยินจากข้าพเจ้าต่อหน้าพยานหลายคน ไว้กับคนที่ซื่อสัตย์ ที่สามารถสอนคนอื่นได้ด้วย" (2ทิโมธี 2:2)

และเพราะเหตุข่าวประเสริฐนั้น ข้าพเจ้าจึงทนทุกข์ ถูกล่ามโซ่ตั้งผู้ร้าย แต่พระวจนะของพระเจ้านั้น ไม่มีผู้ใดเอาโซ่ล่ามไว้ได้ (2ทิโมธี 2:9)

ความเชื่อสืบทอดผ่านคน พันธกิจของคริสตจักรก็คือการสร้างคนที่สัตย์ซื่อ คนที่จะสามารถสอนต่อ คนที่จะสืบทอดเจตนารมณ์สู่คนรุ่นต่อ ๆ ไป

เราจะต้องอดทนเหมือนทหารที่ดีของพระเยซูคริสต์ เป็นเหมือนนักกีฬาที่วิ่งแข่งขันเพื่อคว้ามงกุฎ

2.2 อดทนตามแบบอย่างของพระเยซูคริสต์

"จงระลึกถึงพระเยซูคริสต์ ผู้ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตาย และทรงสืบเชื้อสายจากดาวิด ตามข่าวประเสริฐที่ข้าพเจ้าประกาศนั้น" (2ทิโมธี 2:8)

2.3 อดทนเพื่อความรอดของผู้อื่น

"เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงยอมทนทุกอย่าง เพราะเห็นแก่ผู้ที่ทรงเลือกไว้นั้น เพื่อเขาจะได้รับความรอด ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์ พร้อมทั้งศักดิ์ศรีนิรันดร์" (2ทิโมธี 2:10)

คนที่ต้องการที่จะรับความรอดมีอีกเป็นจำนวนมาก แล้วเราจะรับใช้ด้วยท่าทีเช่นไร? เราควรจะทำเต็มที่เพื่อเห็นแก่ความรอดของผู้อื่น เพื่อเห็นแก่ผู้ที่หลงหายจากทางของพระเจ้า

การทรงเลือกของพระเจ้านั้น ไม่เหมือนกับการเลือกของเรา เรามีอคติ เราไม่ยุติธรรม เรามีเหตุผลที่จะเลือกบางอย่าง แต่พระเจ้าทรงยุติธรรม พระองค์ทรงมีเหตุผล แต่ว่าเหตุผลของพระองค์ไม่เหมือนเรา ทรงเลือกด้วยสิทธิอำนาจของพระองค์ เป็นสิทธิอำนาจในการไถ่ นี่จึงเป็นพระคุณ ไม่ขึ้นกับความดีหรือความไม่ดีของแต่ละคน เป็นสิทธิอำนาจโดยเด็ดขาด

แต่อาจารย์เปาโลไม่รู้ว่าใครบ้างที่เป็นผู้ที่ได้รับการทรงเลือก ดังนั้นท่านจึงต้องรับใช้ ประกาศแก่ทุกคน


อ. ปดิพัทธ์ สันติภาดา

คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 01/02/2009

เรื่อง ศึกษาพระธรรม 2 ทิโมธี

My Blog

  • วินัยของน้องหมา (ข้างถนน) - วันที่ 18/8/2011 เช้านี้ขณะที่รถติดไฟแดงอยู่บริเวณสี่แยกสามย่าน ซึ่งเบื้องหน้าเป็นจามจุรีสแควร์นั้น พลันก็เหลือบเห็นน้องหมาตัวหนึ่งเดินข้ามทางม้าลายด้วยอ...
    15 ปีที่ผ่านมา
  • บทความคริสเตียน - บทความคริสเตียน http://www.gracezone.org/index.php/christian-articles บทความทางด้านจิตวิญญาณ หลักข้อเชื่อ พระเจ้า พระคัมภีร์ พระเจ้า พระคัมภีร์ แนวทางในการ...
    17 ปีที่ผ่านมา
  • คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู - คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู วัน พุธ 08 ต.ค. 08@ 17:47:37 ICT หัวข้อ: สรุปคำเทศนาประจำอาทิตย์ ดร.ทะนุ วงค์ธนานุกุล วัน อาทิตย์ ที่ 21 กันยายน 2008 พระธร...
    18 ปีที่ผ่านมา
  • - แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้...
    18 ปีที่ผ่านมา

Christian Blog

บล็อกวาไรตี้

เทคโนโลยี

ดาวน์โหลดโปรแกรมมาใหม่ล่าสุด |

วาไรตี้

ข่าวประจำวัน

สารบัญเว็บไทย

กินลม ชมทะเล ที่มาร์คเฮ้าส์บังกะโล เกาะกูด จ.ตราด

Thailand Map