Custom Search By Google

Custom Search

วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ความรักแห่งการทรงเลือก


เจ้าเป็นผู้ที่พิเศษ เพราะเราสร้างเจ้าขึ้นมา และไม่เคยทำอะไรผิดพลาด เราอยู่กับเจ้า

องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศว่า "เพราะเรารู้แผนงานเพื่อทำให้เจ้ารุ่งเรืองไม่ใช่เพื่อทำร้ายเจ้า เป็นแผนการเพื่อให้ความหวังและอนาคตแก่เจ้า"


จงวางใจในเราอย่างหมดใจ อย่าพึ่งความเข้าใจของตนเอง

เราสั่งเจ้าแล้วไม่ใช่หรือว่า จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่าหวาดกลัว อย่าท้อใจ เพราะไม่ว่าเจ้าไปที่ไหน พระยาเวห์พระเจ้าของเจ้าจะอยู่กับเจ้าที่นั่น


ราชสีห์อาจจะอ่อนแรงและหิวโหย แต่บรรดาผู้ที่แสวงหาองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่เคยขาดสิ่งดีเลย

จงเป็นแบบอย่างเพื่อสร้างอิทธิพลให้กับเรา ชีวิตคริสเตียนไม่ใช่การวิ่งระยะสั้นจงนำชัยถวายจอมราชา


เราเลี้ยงดูเจ้าเหมือนลูกแกะ จงให้ความสำคัญแก่สิ่งที่อยู่เบื้องบนไม่ใช่บนโลกเปิดใจเรียนรุสิ่งมหัศจรรย์ที่เราสร้าง จงทำให้เต็มความสามารถ ที่เหลือเราจะทำเอง พระเยซูไม่เคยทำผิดพลาด

"ฉันไม่คู่ควรเลยกับความกรุณาและความซื่อสัตย์ซึ่งทรงสำแดงแก่ผู้รับใช้ของพระองค์"

"แต่ขอบคุณพระคุณของพระองค์ ผู้ทรงนำเอาขบวณแห่งความมีชัยในพระคริสต์เสมอมาและทรงให้กลิ่นหอมถึงความรู้ถึงพระองค์ ฟุ้งกระจายผ่านทางเราไปทุกหนทุกแห่งเพราะเราคือกลิ่นหอมของพระคริสต์

ที่ถวายแด่พระเจ้าในท่ามกลางหมู่คนที่กำลังจะรอดและกำลังจะพินาศ"

แต่พระองค์ทรงทราบทางที่ข้างไป เมื่อพระองค์ทดสอบข้าแล้ว ข้าจะเป็นดั่งทองคำ

ยังลังเลอยุ่ระหว่างสองทาง ใจหนึ่งอยากจากไปเพื่อไปอยุ่กับพระคริสต์ซึ่งประเสริฐ์กว่ามากนัก องค์พระผู้เป็นเจ้าต้องการลูกลา(ที่ต่ำต้อย)ทำงาน เราประทานลิ้นที่ฝึกปรือให้เจ้าเพื่อคำชูผู้อ่อนระโหย

วันพุธที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2553

พระเจ้าทรงกอบกู้กิจการของพระองค์...

From: Chairat Jitkaew [mailto:chairat@millealife.co.th]
Sent: Tuesday, December 19, 2006 9:58 AM
To: Undisclosed-Recipient:;
Subject: พระเจ้าทรงกอบกู้กิจการของพระองค์...



พระธรรมยอห์น

10 : 10 ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสียเราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิตและจะได้อย่างครบบริบูรณ์

10 : 11 เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดีผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ

10 : 12 ผู้ที่รับจ้างมิได้เป็นผู้เลี้ยงแกะและฝูงแกะไม่เป็นของเขาเมื่อเห็นสุนัขป่ามาเขาจึงละทิ้งฝูงแกะหนีไปสุนัขป่าก็ชิงเอาแกะไปเสียและทำให้ฝูงแกะกระจัดกระจายไป

10 : 13 เขาหนีเพราะเขาเป็นลูกจ้างและไม่เป็นห่วงแกะเลย

10 : 14 เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดีเรารู้จักแกะของเราและแกะของเราก็รู้จักเรา

10 : 15 ดังที่พระบิดาทรงรู้จักเราและเรารู้จักพระบิดาและชีวิตของเราเราสละเพื่อแกะ




14 : 8 ฟีลิปทูลพระองค์ว่า"พระองค์เจ้าข้าขอสำแดงพระบิดาให้ข้าพระองค์ทั้งหลายได้เห็นก็พอใจข้าพระองค์แล้ว"

14 : 9 พระเยซูตรัสกับเขาว่า"ฟีลิปเอ๋ยเราได้อยู่กับท่านนานถึงเพียงนี้และท่านยังไม่รู้จักเราอีกหรือผู้ที่ได้เห็นเราก็ได้เห็นพระบิดาท่านจะพูดได้อย่างไรอีกว่าขอสำแดงพระบิดาให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเห็น

14 : 10 ท่านไม่เชื่อหรือว่าเราอยู่ในพระบิดาและพระบิดาทรงอยู่ในเราคำซึ่งเรากล่าวแก่ท่านทั้งหลายนั้นเรามิได้กล่าวตามใจชอบแต่พระบิดาผู้ทรงสถิตอยู่ในเราได้ทรงกระทำพระราชกิจของพระองค์

14 : 11 จงเชื่อเราเถิดว่าเราอยู่ในพระบิดาและพระบิดาทรงอยู่ในเราหรือมิฉะนั้นก็จงเชื่อเพราะกิจการเหล่านั้นเถิด




ใกล้สิ้นปีแล้ว หลายๆคนกำลังเตรียมตัวปิดบัญชีประจำปีเพื่อสรุปผลประกอบการธุรกิจของปีที่กำลังจะผ่านไป ทำให้นึกถึงเรื่องของคนสองกลุ่มที่เกี่ยวพันอยู่กับกิจการธุรกิจ... เจ้าของกิจการ กับลูกจ้างของกิจการ...



คนที่เป็นเจ้าของกิจการกับคนที่ทำงานเป็นลูกจ้างของกิจการนั้นมีโลกทัศน์ที่แตกต่างกันอย่างสำคัญเรื่องหนึ่ง นั่นคือเรื่อง "สำนึกแห่งความเป็นเจ้าของ" หรือที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า "The Sense of Ownership"...



สำนึกแห่งความเป็นเจ้าของกิจการ ทำให้เจ้าของบริษัทหรือเจ้าของกิจการพยายามทำทุกอย่างเพื่อผดุงกิจการที่ตนเองก่อตั้งมากับมือให้อยู่รอดต่อไป ในเวลาที่กิจการตกต่ำเขาถึงขนาดยอมนำทรัพย์สินที่มีอยู่ทั้งหมดรวมกระทั่งบ้านที่อยู่อาศัยไปขายหรือจำนองกับธนาคารเพื่อนำเงินมากอบกู้กิจการ... บางกรณีก็ประสบความสำเร็จ แต่หลายๆกรณีก็ล้มเหลวจนกระทั่งหมดเนื้อหมดตัวย่อยยับตามกิจการของตนเองไป... ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของกิจการกับกิจการของเขานั้นผูกพันจริงจังขนาดยอมเอาชีวิตและอนาคตเข้าเสี่ยงหรือเข้าแลกเลยทีเดียว...



ลูกจ้างบริษัทหรือลูกจ้างของกิจการมองโลกไปอีกแบบหนึ่ง... ลูกจ้างมองแต่เพียงว่ากำลัง แรงงาน และเวลาที่เขาได้กระทำให้แก่กิจการจะต้องได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า... เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะยอมเอาชีวิตหรืออนาคตส่วนตัวเข้าช่วยค้ำจุนกิจการที่กำลังซวนเซให้กลับฟื้นขึ้นมา ทั้งนี้เพราะเขาไม่ได้มีสำนึกของความเป็นเจ้าของนั่นเอง ซึ่งนี่ไม่ใช่สิ่งที่จะตำหนิกันเพราะความจริงมันก็เป็นเช่นนั้นจริงคือเขาเป็นเพียงลูกจ้าง เขาหาได้เป็นเจ้าของกิจการไม่...



ดังนั้นมีแต่เจ้าของกิจการเท่านั้นที่จะรักและใส่ใจเป็นห่วงในกิจการของเขาขนาดยอมเอาชีวิตและอนาคตทั้งหมดของตนเข้าแลกเพื่อให้กิจการที่เขาก่อตั้งขึ้นได้คงอยู่และเติบโตต่อไปตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมที่ตั้งไว้... การแสดงออกของคนผู้หนึ่งกับภาระกิจในความรับผิดชอบของเขาสามารถทำให้เราบอกได้ว่าใครเป็นเจ้าของกิจการ และใครเป็นเพียงลูกจ้าง...



มนุษย์แต่ละคนเป็นผลงานแห่งกิจการสร้างของพระเจ้า พระเจ้าทรงกำหนดแผนการณ์สำหรับมนุษย์ให้เป็นผู้ครอบครองโลกและสรรพสิ่งในโลกและดำรงชีวิตที่ครบถ้วนบริบูรณ์สุขสบาย โดยทรงปรารถนาว่ามนุษย์ที่มีชีวิตสุขสบายนั้นจะมีสามัคคีธรรมกับพระองค์อย่างใกล้ชิด ซึ่งนั่นก็คือสิ่งที่ชี้วัดถึงความรุ่งเรื่องไพบูลย์แห่งกิจการของพระเจ้านั่นเอง...



แต่เป็นที่น่าเสียใจว่ากิจการของพระเจ้าคือมนุษย์แต่ละคนนี้ได้ตกต่ำลงและโน้มไปสู่สภาพล้มละลายหายนะกันทั้งหมดไม่มีเว้น เนื่องจากบาปอันเล็ดลอดเข้ามาทำลายรากฐานของชีวิตที่ครบบริบูรณ์ของมนุษย์ตั้งแต่ครั้งพระเจ้าได้ทรงตั้งกิจการคือมนุษย์ขึ้นได้ไม่นานนัก...



ด้วยสำนึกแห่งความเป็นเจ้าของ...พระเจ้าผู้ทรงสร้างเราแต่ละคนขึ้นมา ทรงบำรุงเลี้ยงเรา และทรงรู้จักเราด้วยชื่อเป็นรายบุคคล พระองค์มิได้ทรงเพิกเฉยที่จะรอดูการล้มเหลวหายนะของกิจการของพระองค์ ตรงกันข้าม พระเจ้าได้ทรงกระทำทุกวิถีทางในการกอบกู้กิจการของพระองค์ขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์เอง... เดิมพันก้อนโตที่สุดที่พระเจ้าได้ทรงกระทำคือการแลกด้วย "ชีวิต" ของพระองค์... พระเจ้าได้เสด็จเข้ามาในโลกในรูปกายมนุษย์ทรงพระนามว่าเยซู เพื่อนำการไถ่กู้มนุษย์ให้พ้นจากฤทธิ์ของบาปด้วยการสละชีวิตของพระองค์เองบนไม้กางเขน...



พระเยซูคริสต์คือพระเจ้าผู้ทรงเข้ามาในโลกและกอบกู้กิจการของพระองค์คือวิญญาณจิตแห่งมนุษย์ทั้งหลายด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของพระองค์เอง ... สิ่งที่พระองค์ได้กระทำคือการยอมตายแทนมนุษย์เพื่อช่วยไถ่มนุษย์ให้พ้นจากบาปนั้น มีแต่ผู้ที่เป็นเจ้าของกิจการจะกระทำได้ด้วยสำนึกแห่งเจ้าของกิจการเท่านั้น...



พระเจ้าทรงมีสำนึกตลอดเวลาว่าเราแต่ละคนเป็นกิจการของพระองค์ที่พระองค์ทรงสร้างและทรงรัก... เราแต่ละคนเป็นฝีพระหัตถ์ของพระเจ้า เราแต่ละคนต้องเป็นกิจการที่รุ่งเรืองของพระองค์ และพระองค์จะไม่ยอมให้กิจการของพระองค์ล้มเหลวหรือหายนะ... พระองค์ทรงกอบกู้เราด้วยชีวิตของพระองค์เองเมื่อพระองค์เห็นว่าเราตกต่ำลงในบาปและจะเอาตัวไม่รอดในที่สุด... ขอให้เราตราความจริงนี้ไว้ในใจและขอให้เราได้ตอบสนองการช่วยกู้ของพระองค์ให้ทันเวลาในชีวิตของแต่ละคน...



อันตรายอันน่ากลัวและสยดสยองในชีวิตมนุษย์มีเพียงอย่างเดียว คือเมื่อมนุษย์เต็มไปด้วยสำนึกแห่งความเป็นเจ้าของในตนเอง ! นั่นคือเมื่อมนุษย์ไม่สามารถเชื่อว่าแท้จริงพระเจ้าทรงเป็นเจ้าของและตัวเราเป็นกิจการของพระเจ้า... สำนึกแห่งความเป็นเจ้าของในตนเองโดยไม่รับรู้พระเจ้าเป็นสำนึกของลัทธิมนุษยนิยม (Humanism) ซึ่งได้แพร่หลายกันอยู่ในปัจจุบัน...



วันคริสต์มาสของทุกปีได้เตือนเราว่าพระเจ้าได้เข้ามาในโลกในพระนามของพระเยซูคริสต์เพื่อกอบกู้กิจการของพระองค์ขึ้นมาใหม่... ผู้ที่ยอมรับการกอบกู้จากพระเจ้าล้วนแต่กลับสภาพจากสภาวะเตรียมล้มละลายหายนะมาเป็นกิจการที่รุ่งเรื่องอีกครั้งของพระเจ้ากันทั้งนั้น... ท่านผู้อ่านล่ะ...?

วันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2553

พระองค์ทรงสมควร

วันเวลาที่เปลี่ยนไป พระองค์ไม่เปลี่ยนแปลง มีความรักและเมตตาอยู่เสมอ

ตัวเราอาจจะหวั่นไหว พระองค์ยังเหมือนเดิม เป็นพระเจ้าของเราอยู่เรื่อยไป

พระองค์ทรงสมควรที่จะรับการสรรเสริญ พระองค์ทรงสมควรที่จะรับการโมทนา

เพราะพระองค์แสนดี และไม่มีใครจะเหมือน พระองค์ทรงสมควรที่จะรับการสรรเสริญ

วันที่แดดจะแผดเผาทรงเป็นเงาร่มเย็น เป็นความหวังเป็นทางรอดอยู่เสมอ

คืนและวันที่เหน็บหนาวพระองค์อยู่ข้างเรา เป็นพระเจ้าของเราอยู่เรื่อยไป

พระองค์ทรงสมควรที่จะรับการสรรเสริญ พระองค์ทรงสมควรที่จะรับการโมทนา

เพราะพระองค์แสนดี และไม่มีใครจะเหมือน พระองค์ทรงสมควรที่จะรับการสรรเสริญ



สวัสดีค่ะพี่น้องที่รักในองค์พระเยซูคริสต์เจ้าทุกๆท่าน

ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับบทเพลงข้างบน ชื่อเพลงว่า "พระองค์ทรงสมควร" ไม่ทราบเหมือนกันค่ะว่าใครเป็นผู้แต่งและไม่ทราบที่มาที่ไป แต่ทราบแค่เพียงว่าเพลงนี้แตะต้องและสัมผัสจิตใจโอปอเป็นอย่างมาก และก็เชื่อว่าจะสัมผัสแตะต้องจิตใจพี่น้องแต่ละท่านด้วยเช่นเดียวกัน ช่างเป็นบทเพลงที่ไพเราะเหลือเกินค่ะ ถ้าพี่น้องท่านใดไม่รู้จักเพลงนี้ว่าร้องอย่างไร โอปอยินดีร้องให้ฟัง (แต่ไม่ทราบว่าจะไพเราะหรือเปล่านะคะ ต้องลองฟังดู) พระเจ้าทรงเป็นผู้ที่สมควรอย่างยิ่งที่เราจะต้องสรรเสริญ ความรักของพระองค์นั้นไม่สามารถวัดได้ว่าแค่ไหน แต่ที่แน่ก็คือความรักของพระองค์ยิ่งใหญ่ถึงขนาดว่าไม่มีสิ่งใดที่เปรียบเทียบได้ ไม่มีแน่นอน ขอพระเกียรติทั้งสิ้นเป็นของพระองค์แต่เพียงผู้เดียวสืบไปเป็นนิตย์ค่ะ



ในพระธรรมยอห์น 3:16 (คริสเตียนส่วนใหญ่ท่องได้) บอกไว้ว่า "เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์" อาจจะรู้สึกว่าเราท่องข้อพระคัมภีร์นี้ได้แล้ว แต่เมื่อได้ใคร่ครวญให้ดี จะเห็นได้ถึงความพิเศษของข้อพระคัมภีร์ข้อนี้ หากไม่ใช่เพราะว่าความรักของพระเจ้าที่มีต่อเรา ไม่ใช่เพราะการทรงยอมเสียสละของพระเยซู ชีวิตของเราก็จะไม่ได้รับความรอด เราเองก็ต้องได้รับผลจากการกระทำของเราเองเมื่อจากโลกนี้ไป ต้องยอมรับชะตากรรมอย่างที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่โดยความรัก โดยพระโลหิตขององค์พระเยซู เราผู้ที่เชื่อในพระองค์จึงได้รับชีวิตใหม่



"เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก มิใช่เพื่อพิพากษาลงโทษโลก แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น" ยอห์น 3:17 พระองค์ทรงรักเรามากมายขนาดนี้ ใครที่คิดที่จะหันหลังกลับไปจากพระองค์ ขอให้ดูให้ดีๆเลยนะคะ แต่ถ้าหากว่าพระเจ้าทรงโปรด ขอให้พี่น้องทุกๆท่านจะได้สัมผัสถึงความรักที่แสนยิ่งใหญ่ของพระองค์และติดตามพระองค์ไปตลอดจนชั่วชีวิต โอปอก็เช่นกัน ถ้าหากว่าพระเจ้าทรงโปรด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ขอติดตามพระองค์ แม้ว่าหนทางเดินกับพระเจ้านั้นจะไม่ได้ราบเรียบเหมือนพรมแดงที่เต็มไปด้วยกลีบกุหลาบ และถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรค ต้องพบเจอกับการทดสอบหรือว่าการทดลอง แต่ขอพระเจ้าทรงโปรดเมตตาช่วยให้ก้าวเดินไปกับพระองค์ได้วันต่อวันอย่างมั่นคงให้สมความรักที่พระองค์ทรงมี และทรงประทานให้อย่างล้นเหลือโดยที่ไม่เคยมีเงื่อนไขค่ะ



พี่น้องที่รักทุกท่านคะ ได้โปรดเถอะค่ะ ขอให้ทุกท่านรักองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราให้มากๆนะคะ อย่าหันหลังกลับจากพระองค์เลย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ความรักของพระองค์นั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง พระองค์ทรงพระเมตตาต่อเราทุกคนอยู่เสมอ แม้ว่าเราทุกคนจะมีข้อผิดพลาดแต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคที่จะกลับมาหาพระองค์นี่คะ กลับมาเถิดค่ะ โอปอและพี่น้องทุกท่านคือสุดที่รัก คือแก้วตาดวงใจของพระองค์นะคะ



สุดท้ายนี้อยากจะฝากข้อพระคัมภีร์อยู่ในพระธรรม 1 เปโตร 4:7-8 "อวสานของสิ่งทั้งปวงก็ใกล้จะมาถึงแล้ว เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงมีสติสัมปชัญญะ และจงรู้จักสงบใจเพื่อแก่การอธิษฐาน ที่สำคัญยิ่งกว่าอะไรหมดก็คือจงรักซึ่งกันและกันให้มาก เพราะว่าความรักลบล้างความผิดมากมายได้" โอปอรักพี่น้องทุกๆท่านนะคะ รักมาก และหากว่าพระเจ้าทรงโปรดก็ขอให้รักมากยิ่งๆขึ้นไปด้วย พี่น้องคะได้โปรดอย่าทำร้ายกันเลยนะคะ ไม่ว่าจะโดยคำพูด ความคิดหรือแม้แต่การกระทำ เพราะว่า "ความรักไม่ทำอันตรายเพื่อนบ้านเลย เหตุฉะนั้นความรักจึงเป็นการปฏิบัติตามธรรมบัญญัติอย่างครบถ้วน" โรม 13:10



ขอความรักขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะอยู่กับพี่น้องทุกท่านค่ะ

โอปอ

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

คริสเตียนมีราคาเท่าไหร่นะ

แต่ไหนแต่ไรมามนุษย์เราอาจจะถูกตีค่าด้วยวัตถุนิยมต่างๆ บ้างก็อาจจะเป็นการศึกษา บ้างก็อาจจะเป็นเรื่องของเผ่าพันธุ์ แต่เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์เราพบว่ามนุษย์ทุกคนตกอยู่ในความบาปและค่าจ้างความบาปนี้ก็คือความตาย ถ้าเป็นเช่นนั้นเราคงตีค่าราคาของเราได้เท่ากับความตายหรือบาปที่เราทำเป็นแน่ แล้วแบบนี้เราจะว่าอย่างไร? ถ้าเราพบว่าค่าจ้างของความบาปคือความตายนั้นมันมาจากบาปที่เราคิดว่ามันเล็กน้อยหรืออาจจะไม่ผิดเลย บางคนอาจจะมีค่าแค่กับคำโกหก คำนินทาลับหลัง บ้างก็อาจจะหนักหน่อย คือการดูถูกและตำหนิติเตียนคนอื่น บางทีอาจหนักไปถึงการฆ่าคน ยิ่งพูดไปก็ยิ่งดูเหมือนว่าเราไม่มีคุณค่าเลย หลายคนอาจจะท้อแท้ก็ได้เพราะว่าคุณค่าในตัวเรามันน้อยมากตามการกระทำของเรา แต่ที่เขียนเช่นนี้ไม่ได้กำลังพูดให้เรารู้สึกแย่กับสิ่งที่เราทำ แต่อยากให้เราพบคุณค่าแท้จริงในชีวิตของเรา

ในพระกิตติคุณมัทธิวบทที่4ข้อที่1-11ตอนมารทดลองพระเยซู 4:1 ครั้งนั้นพระวิญญาณทรงนำพระเยซูเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร เพื่อพญามารจะได้มาทดลอง4:2 และเมื่อพระองค์ทรงอดพระกระยาหารสี่สิบวันสี่สิบคืนแล้ว ภายหลังพระองค์ก็ทรงอยากพระกระยาหาร4:3 เมื่อผู้ทดลองมาหาพระองค์ มันก็ทูลว่า "ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงสั่งก้อนหินเหล่านี้ให้กลายเป็นพระกระยาหาร"4:4 ฝ่ายพระองค์ตรัสตอบว่า "มีเขียนไว้แล้วว่า `มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียวหามิได้ แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคำซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า'"4:5 แล้วพญามารก็นำพระองค์ขึ้นไปยังนครบริสุทธิ์ และให้พระองค์ประทับที่ยอดหลังคาพระวิหาร4:6 แล้วทูลพระองค์ว่า "ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงโจนลงไปเถิด เพราะมีเขียนไว้แล้วว่า `พระองค์จะรับสั่งให้เหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์ในเรื่องท่าน และเหล่าทูตสวรรค์จะเอามือประคองชูท่านไว้ เกรงว่าในเวลาหนึ่งเวลาใดเท้าของท่านจะกระแทกหิน'"4:7 พระเยซูจึงตรัสตอบมันว่า "มีเขียนไว้อีกว่า `อย่าทดลององค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน'"4:8 อีกครั้งหนึ่งพญามารได้นำพระองค์ขึ้นไปบนภูเขาอันสูงยิ่งนัก และได้แสดงบรรดาราชอาณาจักรในโลก ทั้งความรุ่งเรืองของราชอาณาจักรเหล่านั้นให้พระองค์ทอดพระเนตร4:9 แล้วได้ทูลพระองค์ว่า "ถ้าท่านจะกราบลงนมัสการเรา เราจะให้สิ่งทั้งปวงเหล่านี้แก่ท่าน"4:10 พระเยซูจึงตรัสตอบมันว่า "อ้ายซาตาน จงไปเสียให้พ้น เพราะมีเขียนไว้แล้วว่า `จงนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน และปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว'"4:11 แล้วพญามารจึงละพระองค์ไป และดูเถิด มีเหล่าทูตสวรรค์มาปรนนิบัติพระองค์


เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์ตอนนี้เราจะพบว่าในข้อที่8มารได้พยามซื้อพระเยซูคริสต์ด้วยอาณาจักรของโลกนี้ แต่เราพบว่าพระองค์ปฏิเสธและขับไล่ไป หากราคาของพระองค์นั้นคืออาณาจักรทั้งหมดของโลกนี้มารมันก็คงจะซื้อพระองค์ได้ แต่ทว่าคุณค่าของพระองค์นั้นไม่สามารถเทียบกับสิ่งใดได้เลย เราจึงพบว่าพระองค์เลือกที่จะปฏิเสธและซื้อมนุษย์อย่างเราเหมือนในพระคัมภีร์ที่บอกกับเราว่าโรม 6:23 // เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา.. เพราะองค์ยอมรับคุณค่าที่ต่ำต้อยคือบาปทั้งหลายของเราที่มารมันซื้อไป ให้เราเป็นทาสมันด้วยชีวิตที่มีราคาที่ไม่มีใครสามารถซื้อได้ พี่น้องที่รัก นานเท่าไหร่แล้วที่เราไม่ได้ตระหนักถึงคุณค่าในชีวิตของเรา วันนี้เราถูกซื้อมาด้วยราคาที่สูงและแสนแพงเพื่อที่เราจะได้ใกล้ชิดพระบิดา มันคงถึงเวลาแล้วที่เราน่าจะกลับใจใหม่หันจากสิ่งที่ไม่มีคุณค่ามาสู่คุณค่าที่แท้จริงในพระคริสต์ผู้ซึ่งรับความผิดบาปแทนเราเพื่อที่เราจะได้สวมชีวิตพระองค์ไว้เพื่อสำแดงสง่าราศีของพระองค์

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

พระเจ้าใจร้าย?

จงวางใจพระเจ้า อย่ากลัวเลย

18 พย.07
โดย
พิชัย เอาฬาร

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว พวกเราก็ได้ฟังเกี่ยวกับเรื่องยุคสุดท้าย และที่พระเจ้าจะเสด็จมารับเราไป ในแต่ละวันพวกเราคอยพระเยซูคริสต์เสด็จมารับเราใช่ไหม นั่นเป็นสิ่งที่เราหวังไว้
เรามอบชีวิตไว้กับพระองค์ เพราะเราต้องการพ้นจากบ่วงกรรม เราต้องการไปอยู่กับพระองค์ในสวรรค์ เราไม่ได้เชื่อลมๆ แล้งๆ พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าได้สร้างมนุษย์คนแรก คืออาดัม จากผงคลีและทรงให้ลมปราน ให้ชีวิต ให้สติปัญญา ให้ความรู้ ให้ความเข้าใจ แต่มนุษย์ก็ล้มลงในความบาป เพราะความบาปของเรา พระเยซูคริสต์จึงมาไถ่เราบนไม้กางเขน เพราะความบาปนั้นแหละถึงแม้จะเชื่อ พระเจ้าแล้ว เราก็ยังกระวนกระวายว่าจะเอาอะไรกิน เอาอะไรดื่ม ถ้าเราไม่กระวนกระวายถึงเรื่องการกินการอยู่ พระเยซูคริสต์ก็คงไม่บอกไว้ในมัทธิว 6:25-26 ว่า.-


มัทธิว 6:25-26

“เหตุฉะนั้น เราบอกท่านทั้งหลายว่าอย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตนว่าจะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายของตนว่าจะเอาอะไรนุ่งห่ม ชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหารมิใช่หรือ และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่มมิใช่หรือ จงดูนกในอากาศ มันมิได้หว่าน มิได้เกี่ยว มิได้ส่ำสมไว้ในยุ้งฉาง แต่พระบิดาของท่านทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงเลี้ยงนกไว้ ท่านทั้งหลายมิประเสริฐกว่านกหรือ”


ถ้าย้อนไปดูมนุษย์คู่แรก คิดว่าคงจะไม่กระวนกระวายแน่ เพราะหิวเมื่อไหร่ก็หยิบผลไม้มาทาน แล้วไม่มีเสื้อผ้าใช่ไหม ก็ไม่ต้องกระวนกระวายว่าจะต้องเอาอะไรนุ่งห่ม ไม่ต้องกระวนกระวายว่าพรุ่งนี้จะกินอะไร พรุ่งนี้จะเอาอะไรดื่ม แต่พวกเราในปัจจุบันต่างกัน



พระเยซูบอกว่า “ผู้ที่ลำบากเหน็ดเหนื่อยจงมาหาเรา เราจะทำให้ท่านทั้งหลายหายเหนื่อยเป็นสุข”

พอมาเชื่อพระเจ้าแล้ว ไหนใครมีความสุขเหลือเกินตลอดเวลา มีน้อย ส่วนใหญ่มีทั้งสุขๆ ดิบๆ เยอะ ถ้าพูดถึงจิตใจเรามีสันติสุข เอาแยกกันระหว่าง “สันติสุข” กับ “ความสุข” ก็แล้วกัน



คำว่า “สันติสุข” นั้นแน่นอน วันที่เรายกมือ “ข้าจะติดตามพระองค์” วันนั้นเราเต็มไปด้วยสันติสุข แต่วันนั้นเราอาจจะไม่มีความสุข หรือวันรุ่งขึ้นหรือต่อๆ มาอีกหลายวัน อาจจะไม่มีความสุขก็ได้ เพราะพ่อแม่ไล่ออกจากบ้าน เชื่อพระเจ้าแล้ว เป็นคนนอกรีต นอกศาสนา เป็นคนไทยก็ต้องนับถือศาสนาพุทธ ความสุขไม่มีซะแล้ว ถึงแม้เราจะไม่มีความสุข เพราะไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน แต่ในจิตใจผมเชื่อว่าทุกคนที่เชื่อพระเจ้าแล้ว เรามีสันติสุข เราไม่ห่วงว่าเราจะอยู่ตรงไหน เพราะพระเจ้าจะทรงช่วยเรา



หลังจากเชื่อพระเจ้าแล้ว เราก็ยังกระวนกระวายว่าถ้าพระเยซูคริสต์เสด็จมาจะถูกรับไปไหม แต่ถ้าเราเชื่อในพระเจ้า เชื่อในพระเยซูคริสต์ เชื่อในพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ที่ไถ่เราแล้ว วันที่พระเยซูคริสต์เสด็จมารับเราไปนั้น เราจะได้ไปอยู่กับพระเจ้าแน่นอน


หลายๆ ครั้ง เราก็อยากเป็นเหมือนมารีย์ที่อยู่แทบพระบาทพระเยซู มีความสุขเหลือเกิน

แต่ละวันเราก็กระวนกระวายเรื่องหนี้สิน เมื่อไหร่จะใช้หมดสักที รถยนต์ก็ยังผ่อนอยู่ บ้านที่ดินก็ยังผ่อนอยู่ ธุรกิจการค้าที่ยืมเขามา ก็ยังไม่ได้ใช้ ถึงสิ้นเดือนก็กระวนกระวายจะเอาเงินที่ไหนให้เงินเดือนลูกน้อง ผู้ที่ทำงานบริษัทส่งออกต่างประเทศ ก็กระวนกระวายว่าสินค้าที่ขายไปจะขาดทุนเท่าไหร่ เพราะเงินบาทมันแข็งขึ้นทุกวัน จะหยิบกุญแจมาสตาร์ทรถสักทีหนึ่ง วันนี้น้ำมันจะขึ้นอีก 40 สตางค์หรือเปล่า ผู้ที่เป็นพ่อแม่ตายายก็กระวนกระวายว่า “ลูกหลานฉันจะทำอย่างไร” ตอนนี้เขาคุยกันเรื่องโลกร้อน น้ำจะท่วม จะทำอย่างไร นั่นเป็นความอึดอัดของเนื้อหนัง ความกระวนกระวายในความคิด เป็นความสับสนในจิตใจ หลายๆ ครั้ง เราก็อยากเป็นเหมือนมารีย์ที่อยู่แทบพระบาทพระเยซู มีความสุขเหลือเกิน เราอยากทำเหมือนกษัตริย์ดาวิด ที่เขียนไว้ในสดุดี บทที่ 27 ว่า.-



สดุดี 27:4

“ข้าพเจ้าทูลขอสิ่งหนึ่งจากพระเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าจะเสาะแสวงหาเสมอ คือที่ข้าพเจ้าจะได้อยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า ตลอดวันเวลาชั่วชีวิตของข้าพเจ้า เพื่อจะดูความงามของพระเจ้า และเพื่อจะพินิจพิจารณาอยู่ในพระวิหารของพระองค์”




เราอยากจะทำอย่างนั้น แต่เราไม่ได้เป็นมารีย์ได้ตลอดเวลา

เราก็ต้องเป็นมาธาด้วย เราต้องหุงหาอาหาร เราต้องออกไปทำมาหากิน เวลาที่เราออกไปทำมาหากิน เป็นมาธา แน่นอนเราก็อยู่ห่างไกลจากพระเยซู กลับมาบ้าน ได้มาอธิษฐานร่วมกันในครอบครัวเราก็เป็นมารีย์ วันอาทิตย์เราได้มาสรรเสริญพระเจ้า ได้มานมัสการ ได้มาร้องเพลง เราก็เป็นเหมือนมารีย์ จิตใจก็เบิกบาน ดังนั้นชีวิตของเราที่ดำเนินในแต่ละวัน เป็นทั้งมารีย์แล้วก็มาธาสลับกันไปเสมอ ถ้าจะบอกว่า “อย่ากังวลเลย” มันอดกังวลไม่ได้หรอก มาธาก็กังวลว่าถ้าจะเอาน้ำมันมาชโลมที่เท้าพระเยซู เหมือนมารีย์ แล้วเอาผมที่สวยงามนั้นเช็ดที่เท้าพระเยซู เหมือนกับมารีย์ ใครจะเป็นคนหาข้าวให้พระเยซูทาน


เราต้องรู้ว่าพระเจ้าทรงครอบครองจิตใจของเราทุกวินาที อะไรที่เกิดขึ้นในชีวิตของท่าน เป็นสิ่งที่มาจากพระเจ้าทั้งนั้น

บางครั้ง โดยเฉพาะสามีภรรยาเราก็จะมีคนหนึ่งเป็นมารีย์ แล้วอีกคนหนึ่งก็จะเป็นมาธา ฉะนั้นใครที่เป็นมารีย์ก็เป็นมารีย์เถอะเวลานั้น ใครที่เป็นมาธาก็เป็นมาธาเถอะ อย่าอิจฉาซึ่งกันและกันเลย การที่จะอยู่โดยมีสันติสุข เราต้องรู้ว่าพระเจ้าทรงครอบครองจิตใจของเราทุกวินาที อะไรที่เกิดขึ้นในชีวิตของท่าน เป็นสิ่งที่มาจากพระเจ้าทั้งนั้น ถ้าเกิดสิ่งที่ท่านไม่พอใจ หรือสิ่งที่ไม่ดีในจิตใจของท่าน หรือในการงาน หรือในธุรกิจ ในครอบครัว อะไรก็แล้วแต่ อย่าบอกว่า “พระเจ้าใจร้าย” บางคนก็บอกว่า “พระเจ้าใจร้าย ทำไมทำกับฉันอย่างนี้” บางคนก็บอกว่า “พระเจ้าใจร้าย ปล่อยให้มารซาตานทำกับฉันได้” นั่นเป็นเรื่องของเนื้อหนัง แต่ถ้าเราได้รู้จักความรักของพระเจ้า รู้จักฤทธิ์เดชของพระเจ้าแล้ว รู้จักความห่วงใยของพระเจ้า เราจะรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้น เป็นผลดีกับผู้ที่รักพระองค์เสมอ ในมัทธิว 6:24 บอกว่า.-


มัทธิว 6:24

“ไม่มีผู้ใดเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้ เพราะว่าจะชังนายข้างหนึ่ง และจะรักนายอีกข้างหนึ่ง หรือจะนับถือนายฝ่ายหนึ่ง และจะดูหมิ่นนายอีกฝ่ายหนึ่ง ท่านจะปฏิบัติพระเจ้าและจะปฏิบัติเงินทองพร้อมกันไม่ได้”




ใจเชื่อว่า “พระเจ้าทำได้” อีกใจหนึ่ง “ถ้าได้เงินมา ก็ดีนะ” หาวิธีไหนก็ได้ที่จะได้เงินมา ใจหนึ่งก็คิดว่า “เราเชื่อพระเจ้ามาตั้งนานแล้ว ทำไมเรายังกระวนกระวายอีก” พระเจ้าอยู่กับเราเสมอ แล้วพระเจ้าก็สำแดงให้เรารู้ว่าแต่ละวันๆ นั้น พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่ แต่มันก็ยังไม่ได้อย่างใจเราสักที เราต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อจะได้เงินมาใช้หนี้เขา นี่ก็คือความกระวนกระวาย และความไม่สบายใจ เป็นเรื่องธรรมดา


กำแพงเมืองจีนที่ว่าใหญ่ มันก็ยังใหญ่สู้กำแพงในใจของเราไม่ได้ แต่พระเจ้าพาเราข้ามกำแพงมาได้ทุกเวลา

เราขอบคุณพระเจ้า มนุษย์ทุกคนเป็นอย่างนี้หมดแหละ ที่ขอบคุณพระเจ้า เพราะเรามีพระเจ้าเป็นที่พึ่ง เป็นความหวัง มีหลายครั้งในชีวิตของพวกเรา เหมือนกับเราเจอกำแพง แล้วเดินต่อไม่ได้ ถ้าเราไม่มีพระเจ้า ก็คงชนกำแพงตาย แต่ชีวิตของท่านทุกคน แม้แต่ชีวิตของผมเอง ครอบครัวของพวกเราเองเจอกำแพงมาไม่รู้ตั้งกี่ร้อยกำแพง กำแพงเมืองจีนที่ว่าใหญ่ มันก็ยังใหญ่สู้กำแพงในใจของเราไม่ได้ แต่พระเจ้าพาเราข้ามกำแพงมาได้ทุกเวลา แม้แต่วันนี้ เราก็ยังมีกำแพง แต่จงเชื่อเถิดว่าไม่มีอะไรที่พระเจ้าทำไม่ได้ คริสเตียนใหม่ไม่ค่อยกังวลเท่าไหร่ เพราะยังไม่ค่อยเจออะไรมาก คริสเตียนยิ่งนานวันยิ่งเจอปัญหาเยอะ ถ้าสมมติว่าฟังอย่างนี้แล้ว ท่านอาจจะบอกว่า “ไม่เอาแล้ว เลิกเชื่อพระเจ้าดีกว่า” ถ้าเลิกเชื่อจริงๆ แล้วเวลาที่ท่านเจอปัญหาล่ะ ใครจะช่วยท่าน ที่เรามาเชื่อพระเจ้า เพราะเรารู้ว่าเราเป็นมนุษย์ที่อ่อนแอ ไม่มีสติปัญญา ไม่มีความสามารถที่จะต่อสู้กับชีวิตในโลกนี้ได้ ไม่มีสติปัญญาที่จะต่อสู้กับฝ่ายวิญญาณนี้ได้ เราจึงถ่อมใจลงและสารภาพว่า “ลูกเป็นคนบาป ขอพระเจ้าทรงช่วยลูกด้วย” ถ้าท่านเชื่อ ท่านจะได้เห็นการอัศจรรย์ของพระเจ้า เห็นชัยชนะ เห็นการทรงนำของพระเจ้า คริสเตียนทั่วทั้งโลกนี้ มีประสบการณ์เหมือนกัน คือมีชัยชนะ ถึงแม้ว่าแต่ละวันๆ จะต้องกังวลเรื่องการดำเนินชีวิต แต่สิ่งที่เราหวังไว้ก็คือรอวันที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จมา เราจะได้ไปอยู่กับพระองค์ จบกันทีโลกนี้ จบกันทีเรื่องของเนื้อหนัง เรามีความหวัง มีวันที่จะไปอยู่กับพระเจ้า มีวันที่จะมีชีวิตนิรันดร์ ดีกว่าไม่รู้ว่าตายแล้วไปไหน “ฉันจะตกนรกหรือเปล่า” “ฉันก็ทำดีทุกอย่าง แต่ฉันก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ไปสวรรค์หรือเปล่า” แต่วันใดที่ท่านมาเชื่อพระเจ้า ยกมือปุ๊บ ท่านเชื่อได้เลยว่าท่านได้ไปสวรรค์แน่นอน เพราะเป็นคำสัญญาของพระเยซูคริสต์ เป็นคำสัญญาของพระเจ้า ที่บอกว่า “เราจะรับเขาต่อหน้าพระบิดา” “ผู้ที่เชื่อเรา เราจะไปก่อน ไปเตรียมบ้านให้ไว้บนสวรรค์” นั่นคือพระสัญญาของพระเยซูคริสต์ที่สัญญาให้กับผู้ที่เชื่อทุกคน


พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าที่มาเกิดเป็นมนุษย์ ฉะนั้นสัญญานั้นพระองค์ไม่ลืม มนุษย์อย่างเราๆ สัญญากับใคร อยากจะทำเหมือนกันตามสัญญานั้น แต่มันทำไม่ได้ ไปยืมเงินเขามา “วันนั้น วันนี้ฉันจะคืนให้” แต่ปรากฏว่าธุรกิจการค้ามันไม่ดี ถึงวันนั้นไม่ได้เงินมา เราก็ไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนไปคืนเขา เราไม่กะจะโกง เรากะจะทำตามสัญญา แต่เราทำไม่ได้ ผมเชื่อว่าในโลกนี้ ไม่มีใครคิดจะโกงใคร และไม่มีใครคิดจะทำร้ายใคร ที่เราได้ยินเสมอว่าเพราะความจำเป็นบีบบังคับ เพราะว่าทำไม่ได้จึงผิดสัญญา แต่พระสัญญาของพระเยซูคริสต์นั้น พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ทำได้ พระองค์มีฤทธิ์เดช ปัญหาต่างๆ นั้น ถูกแก้ไขโดยพระเจ้า


ในสดุดี 37:4-5

“จงปีติยินดีในพระเจ้า และพระองค์จะประทานตามใจปรารถนาของท่าน จงมอบทางของท่านไว้กับพระเจ้า วางใจในพระองค์ และพระองค์จะทรงกระทำให้สำเร็จ”




“พระองค์จะกระทำให้สำเร็จ”

คือสำเร็จตามน้ำพระทัยของพระองค์ อย่าเข้าใจผิด เพราะส่วนใหญ่จะคิดว่า “ตามที่ฉันทูลขอ” “ตามที่ฉันอยากได้” อันนั้นก็ไม่ได้ผิดนัก แต่เวลาไหนล่ะ คือน้ำพระทัย จงรอคอย พระองค์ไม่ลืมสัญญา มนุษย์ขี้ลืม พวกเราทุกคนขี้ลืม บอกวันนี้ บางทีพรุ่งนี้ก็ลืมแล้ว บางทีก็แกล้งลืม บางทีก็ไม่ได้ตั้งใจ

ในสดุดี 37:23-26

“ถ้าพระเจ้าทรงนำย่างเท้าของมนุษย์คนใด และคนนั้นพอใจในมรรคาของพระองค์ แม้เขาล้ม เขาจะไม่ถูกเหวี่ยงลงเหยียดยาว เพราะว่าพระหัตถ์พระเจ้าพยุงเขาไว้ ข้าพเจ้าเคยหนุ่ม และเดี๋ยวนี้แก่แล้ว แต่ข้าพเจ้ายังไม่เคยเห็นคนชอบธรรมถูกทอดทิ้ง หรือลูกหลานของเขาขอทาน เขาแจกจ่ายอย่างกว้างขวางและให้ยืมเสมอ และลูกหลานของเขาก็เป็นคำพร”


“ถ้าพระเจ้าทรงนำย่างเท้าของมนุษย์คนใด และคนนั้นพอใจในพระมรรคาของพระองค์”

ข้อนี้เป็นข้อแม้ พระเจ้าอยากจะนำ แล้วท่านไม่พอใจ ท่านไม่อยากจะให้พระเจ้านำ สัญญาข้อนี้ก็หมดไป เรารู้ว่าชีวิตของเราที่จะไปอยู่กับพระคริสต์นั้น มันสำคัญ ถึงแม้ว่าวันจันทร์ถึงวันเสาร์จะทำงานอย่างเหนื่อยอ่อน ลำบากเหลือเกิน อยากจะพักผ่อน แต่มีความรู้สึกว่าวันนี้สำคัญ เช้าวันอาทิตย์สำคัญ ต้องมาหาพระเจ้า เพราะมาหาพระเจ้า เราจะได้รับพระพร เราจะเต็มไปด้วยความสุข เรามาด้วยความเชื่อ เรามาด้วยการสรรเสริญพระเจ้า เรามาด้วยการขอบพระคุณว่าพระเจ้าจะทรงประทานทุกสิ่งทุกอย่างให้กับเรา


“แม้เขาล้ม เขาจะไม่ถูกเหวี่ยงลงเหยียดยาว”

ในชีวิตของเราทุกคนแต่ละวันนั้น มีใครบ้างไม่เคยล้ม ล้มหมายถึงล้มทางด้านเศรษฐกิจ ล้มทางด้านการเงิน ล้มลุกคลุกคลาน แต่พระเจ้าบอกว่า “แม้เขาล้ม เขาจะไม่ถูกเหวี่ยงลงเหยียดยาว” คำว่าเหยียดยาว ก็คือไม่ได้ลุกขึ้นมาเลย ธุรกิจเจ๊ง ก็เจ๊งไปเลย อะไรๆ ก็หมดไปเลย เพราะว่าพระหัตถ์พระเจ้าพยุงเขาไว้ ฉะนั้นเราเชื่อในพระเจ้า ถ้าเราล้มลงไป แล้วพระเจ้าไม่ช่วยเราล่ะ ใครจะช่วย เพราะในสดุดีบทที่ 23 บอกว่า.-



สดุดี 23:3 “เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์”


แต่พระเจ้าบอกว่าพระเจ้ารักทุกคนที่เชื่อในพระองค์ ท่านเจอปัญหาเมื่อไหร่ พระเจ้าจะเข้ามาช่วยเสมอ

สเทเฟนถูกเขาขว้างด้วยหิน พระเยซูซึ่งอยู่บนสวรรค์ยังลุกขึ้นยืนรับสเท-เฟนขึ้นไป เราอาจจะไม่ได้มีความสำคัญ หรือทำอะไรได้ดีเท่ากับสเทเฟน แต่พระเจ้าบอกว่าพระเจ้ารักทุกคนที่เชื่อในพระองค์ ท่านเจอปัญหาเมื่อไหร่ พระเจ้าจะเข้ามาช่วยเสมอ ท่านกังวลก็กังวลไป แต่ให้รู้ว่าพระเจ้าช่วยท่านได้ตลอดเวลา


ในสุภาษิต 3:5-6

“จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า และพระองค์จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น”


ถามว่า “เราวางใจในพระเจ้าทุกลมหายใจหรือเปล่า” เพราะเรามีทั้งมารีย์และมาธาอยู่ในชีวิตของเราเหมือนกัน

ขอบคุณพระเจ้าวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จมา แล้วเราได้ไปอยู่บนสวรรค์นั้น เราก็มีชีวิตเหมือนมารีย์ตลอด ไม่ต้องกินข้าว ไม่ต้องทำมาหากิน ไม่ต้องมีเครื่องนุ่งห่ม บางทีเราก็อยากย้อนไปอยู่ในสวนเอเดนกับอาดัมและอีฟ ณ วันนั้น สวนนั้นอยู่ได้แค่ 2 คน แล้ววันนี้ก็ไม่มีสิทธิ์เข้าไป เพราะการทำบาปของบรรพบุรุษของเรา แต่เรามีสิทธิ์เข้าไปในวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จมารับเราไป เพราะว่าพระเยซูคริสต์ชำระเราแล้ว ให้สะอาดบริสุทธิ์โดยการตายบนไม้กางเขน เราจึงมีสิทธิ์ที่จะเข้าสวนเอเดนอีกครั้งหนึ่ง ให้เราวางใจในพระเจ้าด้วยสิ้นสุดจิต สุดใจ อย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตัวเอง เพราะว่ามนุษย์ทุกคน ส่วนใหญ่ก็ต้องพยายามจนสุดกำลัง ทุกวิถีทาง แต่ขอบคุณพระเจ้าที่เรารู้จักพระคำของพระเจ้า เราพยายามทุกวิถีทาง แต่เราไม่ทำในวิถีทางของความบาป เราทำทุกวิถีทางในทางบริสุทธิ์ แต่ถ้าคนที่ไม่รู้จักพระเจ้า ไม่มีพระเจ้าก็ทำทุกวิถีทางเหมือนกัน อะไรก็ได้ ที่จะให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตัวเองปรารถนา แม้แต่จะต้องฆ่าคนก็จะต้องทำ แต่เราผู้เชื่อในพระเจ้านั้น เราไม่ทำ เรายอมให้เขาทำได้ แต่จะยอมได้แค่ไหนนั้น ก็แล้วแต่ว่าวันนั้นความเชื่อที่พระเจ้าประทานให้กับท่านมีมากน้อยแค่ไหน



ฉะนั้นเจอปัญหา อย่ากระวนกระวาย อย่ากลัว เพราะพระเจ้าทรงอยู่ด้วยเสมอ เพราะพระเจ้าสั่งไว้ตั้งแต่แรก ตอนที่ชาวอิสราเอลอพยพออกจากอียิปต์ในบัญญัติ 10 ประการ ให้ปฏิบัติตาม



ในอพยพ 20:3-6

“อย่าให้มีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา อย่าทำรูปเคารพสำหรับตน เป็นรูปสิ่งใดซึ่งมีอยู่ในฟ้าเบื้องบน หรือบนแผ่นดินเบื้องล่าง หรือในน้ำใต้แผ่นดิน อย่ากราบไหว้หรือปรนนิบัติรูปเหล่านั้น เพราะเราคือพระเจ้าของเจ้า เป็นพระเจ้าที่หวงแหน ให้โทษบิดาตกทอดไปถึงลูกหลานของผู้ที่ชังเรา จนถึงสามชั่วสี่ชั่วอายุคน แต่เราแสดงความรักมั่นคงต่อคนที่รักเราและปฏิบัติตามบัญญัติของเรา จนถึงพันชั่วอายุคน”


ผู้ที่เชื่อในพระเจ้าพันชั่วอายุคน พระเจ้าจะหวงแหน พระเจ้าจะอวยพรเรา

อาจจะคิดว่าพันชั่วอายุคน เราคงอยู่ไม่ถึง ในเมื่อพระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมารับไปแล้วจะถึงได้อย่างไร อาจจะแค่ถึงหลาน ถึงเหลน ก็คงรับไปหมดแล้ว แต่พระเจ้าบอกว่า “เราจะอวยพรเจ้านาน” ขึ้นอยู่กับว่าท่านเอาอะไรมาเป็นรูปเคารพแทนที่พระเจ้าหรือเปล่า ในขณะที่ท่านเจอปัญหา หรือท่านจะทำอะไรตามอำเภอใจ แต่ทำไม่ได้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะพระเจ้าเกลียดท่าน แต่พระองค์ทรงหวงแหน พระเจ้ารู้ว่าถ้าท่านตามใจตัวเอง มันอันตราย มันจะเข้าสู่ความบาป พระเจ้าก็ป้องกันไว้ พระองค์ไม่ให้เราทำอะไรตามอำเภอใจ เพราะพระองค์รักเรา อยากจะกอดเราไว้ อยากจะรักษาชีวิตของเราจนถึงเวลาที่พระองค์เสด็จมา แล้วรับเราไป


วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด คือยิ่งเจอปัญหา ยิ่งหาเวลาอธิษฐาน หาเวลานมัสการ หาเวลาที่จะอยู่กับพระเจ้า

เหมือนกษัตริย์ดาวิดในสดุดีบทที่ 27 บอกว่า “อยากจะอยู่ในพระนิเวศของพระองค์ เพื่อจะดูความสง่างามของพระองค์” แล้วผมเชื่อว่าเวลาที่ท่านเข้าไปนมัสการ ไม่ว่าท่านจะมีความทุกข์แค่ไหน พระพรของพระเจ้า ความรักของพระเจ้า ความอิ่มใจ พระเจ้าจะประทานให้ แล้วท่านจะมีชัยชนะ ถึงแม้ว่าปัญหานั้นจะไม่ได้รับการแก้ไขในเวลานั้น แต่ถึงเวลา พระเจ้าจะจัดการให้ และปัญหานั้นจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี โดยพระคุณและความรักของพระเจ้า ไม่ใช่มนุษย์ ขอบคุณครับ

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

พระธรรมประจำวัน รู้จัก (2)‏

คำว่า "รู้จัก" เป็นเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งในศาสนศาสตร์พันธสัญญาเดิม ซึ่งเมื่อศึกษาแล้ว จะทำให้เราได้คิดว่า เรารู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่

คำว่า "รู้จัก" ในภาษาฮีบรู คือ คำว่า "ญาดา" ซึ่งคำคำนี้มีความหมายหลายอย่าง อาจแปลว่า รับรู้ รู้ เข้าใจ ซึ่งก็ตรงกับคำว่า "know" คำเหล่านี้พบได้ในคนทั่วไปเช่นกัน แต่ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมใช้ในที่อื่นอีก ที่น่าสนใจ

"ฝ่ายชายนั้นสมสู่อยู่กับเอวาภรรยาของตน นางก็ตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรชื่อคาอิน นางจึงกล่าวว่า 'พระเจ้าทรงโปรดให้ฉันได้ผู้ชายคนหนึ่ง' " (ปฐมกาล 4:1)

คำว่า "ญาดา" ในที่นี้ คือ คำว่า "สมสู่" ดังนั้น การรู้หรือการรับรู้ ยังไม่เป็นถือว่าเป็นการรู้จักอย่างแท้จริง แต่จะต้องมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเหมือนสามีภรรยาด้วย

เวลาคนที่แต่งงานกันแล้ว ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา จะเป็นอย่างไรบ้าง? เป็นการรู้จักเพียงผิวเผินหรือไม่?

สามีภรรยาบางคู่ แต่งงานกันมาแล้วหลายปี แล้วบอกว่าเพิ่งจะรู้จักคู่ของตนเอง

การรู้จัก จะต้องรู้อย่างแท้จริง และไม่ใช่เพียงแค่รู้เท่านั้น แต่จะต้องยอมรับได้ด้วย แม้ว่าสิ่งที่บุคคลที่เรารู้จักนั้นจะไม่ใช่สิ่งที่เราพอใจ

เราอยากยอมรู้จักพระเจ้าทุกด้านจริง ๆ หรือไม่? หรือเราอยากเพียงรู้จักเพียงด้านที่เราอยากให้พระองค์ทรงเป็น?

"มีกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นครองราชสมบัติในประเทศอียิปต์ พระองค์มิได้ทรงรู้จักกับโยเซฟ" (อพยพ 1:8)

เวลาผ่านไปสี่ร้อยไป ชนชาติอิสราเอลมีลูกหลานเยอะมากทั่วอียิปต์ แต่ฟาโรห์จะไม่รู้จักพระเจ้าได้หรือไม่?

เรารู้จักหมอบัดเลห์ แม้ว่าเราจะไม่รู้จักท่านเป็นการส่วนตัว แล้วอย่างฟาโรห์จะไม่รู้จักโยเซฟได้หรือ? แน่นอน ฟาโรห์รู้จักโยเซฟอย่างแน่นอน เพียงแต่เขาไม่ยอมให้โยเซฟมีอิทธิพลเหนือชีวิตของเขา

ดังนั้น การรู้จักที่แท้จริง จะต้องยอมให้บุคคลที่เรารู้จักนั้น มีอิทธิพลในการดำเนินชีวิตของเราด้วย นี่คือความหมายของคำว่า "รู้จัก"

และไม่เพียงแต่ยอมรับเท่านั้น แต่เราจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้ง และยอมให้บุคคลผู้นั้นมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ชีวิตของเราได้รู้จักพระเจ้าแล้วหรือยัง? ถ้าเรารู้จักพระเยซูคริสต์แล้ว เราจะเติบโตขึ้น และรู้จักพระองค์มากขึ้นได้อย่างไร?

พระเจ้าทรงรู้จักมนุษย์ทุกคน ทรงรู้จักเราแต่ละคนดีมาก ถึงขนาดเส้นผมของเราพระองค์ก็ทรงนับไว้แล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะต้องกลัวอะไรอีกเล่า สิ่งที่เรากลัวคงจะมีอย่างเดียว คือ กลัวว่าเราจะไม่รู้จักพระองค์

พระองค์ทรงอยู่ในนิรันดร์กาล พระองค์ทรงอยากรู้จักมนุษย์ และไม่เพียงแค่นั้น พระองค์ทรงอยากให้เรารู้จักพระองค์ด้วย

พระเจ้าไม่ชอบแยกตัว เพราะพระองค์เป็นความรัก และถ้าพระองค์ทรงเป็นความรัก แล้วไม่มีสิ่งใดให้รัก แล้วพระองค์จะทรงเป็นความรักได้อย่างไร ดังนั้น พระองค์ทรงสร้างตัวแทนของพระองค์ขึ้นมา เป็นผลงานชิ้นโบแดง คือ "มนุษย์"

พระเจ้าเป็นผู้ที่เริ่มต้นความสัมพันธ์ก่อนเสมอ พระองค์ทรงถ่อมใจ พร้อมที่จะสร้างมนุษย์ และอยู่กับมนุษย์ด้วย พระองค์ทรงพยายามที่จะเปิดเผยพระองค์เองก่อนที่เราอยากจะรู้จักพระองค์เสีย อีก เมื่อมนุษย์อยากรู้จักพระเจ้า พระองค์ก็มิได้ทรงปฏิเสธ ดังเช่นโมเสส ท่านอยากรู้จักพระองค์ อยากเห็นพระเจ้า พระองค์ก็ทรงยินดีอย่างมาก แต่เนื่องจากความจำกัดของมนุษย์ ถ้ามนุษย์ได้รู้จักพระเจ้าจริง ๆ แล้ว มนุษย์จะต้องตาย พระเจ้าจึงทรงปกป้องโมเสส คือ ทรงอนุญาตให้ท่านได้เห็นพระสิริของพระองค์



คศ. เจนจิรา คีรีรัตน์นิติกุล

BIT Delivery (ศาสนศาสตร์พันธสัญญาเดิม) เรื่อง รู้จัก

คณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 05/07/2009

พระธรรมประจำวัน รู้จัก (1)‏

เราแต่ละคนเป็นคริสเตียน ย่อมที่จะรู้จักพระเจ้า แต่ระดับของการรู้จักพระเจ้าแตกต่างกันไป

การรู้จักพระเจ้าที่สุดขั้วนั้น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง ได้แก่ พวกที่รู้จักพระเจ้าน้อยเกินไป และพวกที่รู้จักพระเจ้ามากเกินไป

1. พวกที่รู้จักน้อยเกินไป
"เพราะว่าเมื่อข้าพเจ้าเดินทางมาสังเกตดูสิ่งที่ท่านนมัสการนั้น ข้าพเจ้าได้พบแท่นแท่นหนึ่ง มีคำจารึกไว้ว่า 'แด่พระเจ้าที่ไม่รู้จัก' เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมาประกาศ และแสดงให้ท่านทั้งหลายทราบ ถึงพระเจ้าที่ท่านไม่รู้จักแต่ยังนมัสการอยู่" (กิจการ 17:23)

พระธรรมตอนนี้ ได้กล่าวถึงตอนที่อาจารย์เปาโลพูดกับชาวเอเธนส์ ชาวเอเธนส์รู้สึกว่าพวกเขาไม่สามารถที่จะรู้จักพระเจ้าได้ เขาจึงเอาแต่นมัสการ นมัสการ แล้วก็จากไป

ถ้าเราเชื่อว่ามีพระเจ้า แล้วเราไม่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า เราก็คงจะไม่แตกต่างกับคนที่ไม่รู้จักพระองค์ เช่นกัน ถ้ารู้จักพระเจ้าแล้ว ไม่ทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าแล้ว จะมีประโยชน์อะไรเล่า

2. ผู้ที่ (คิดว่าตนเอง) รู้จักมากเกินไป
"16 เหตุฉะนั้นอย่าให้ผู้ใดพิพากษาปรักปรำท่านในเรื่องการกิน การดื่ม ในเรื่องเทศกาล วันต้นเดือน หรือวันสะบาโต
18 อย่าให้ผู้ใดตัดสิทธิ์ของท่าน ด้วยเขาทำทีถ่อมตัวลง กราบไหว้ทูตสวรรค์ ใฝ่ฝันอยู่ในนิมิต ผยองขึ้นเปล่าๆตามความคิดของเนื้อหนัง
23 จริงอยู่สิ่งเหล่านี้ดูท่าทีมีปัญญา คือการเต็มใจนมัสการ การถ่อมตัวลงและการทรมานกาย แต่ไม่มีประโยชน์อะไรในการต่อสู้กับความต้องการของเนื้อหนัง" (โคโลสี 2:16,18,23)

สิ่งต่าง ๆ ที่คนในกลุ่มนี้ทำ จะดูดีมาก แต่คนกลุ่มนี้กลับคิดภาคภูมิใจในตัวเอง เขารู้สึกว่าเขารู้จักพระเจ้ามากกว่าคนอื่น ซึ่งเขารู้สึกเช่นนี้จากการที่เขาได้กระทำตามพระบัญญัติอย่างเคร่งครัด คนกลุ่มนี้จะรู้สึกภูมิใจว่าตัวเองมีความรู้ความเข้าใจอย่างล้ำลึก สามารถทำตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัดได้อย่างดี แต่คนเหล่านี้ได้เอาชีวิตของตนติดกับกฎเกณฑ์ หรือการปฏิบัติต่าง ๆ และวัดความชอบธรรมของตัวเองอยู่เหนือคนอื่น สุดท้ายแล้ว คนกลุ่มนี้จะไม่ต่างจากพวกฟาริสี

เราอยู่กลุ่มใดในสองกลุ่มนี้หรือไม่? ขอที่เราจะไม่เป็นเหมือนคนสองกลุ่มนี้







คศ. เจนจิรา คีรีรัตน์นิติกุล

BIT Delivery (ศาสนศาสตร์พันธสัญญาเดิม) เรื่อง รู้จัก

คณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 05/07/2009

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2552

Salt Of The Earth: 1. ใช้วาจาของเราเป็นเกลือ‏

1. ใช้วาจาของเราเป็นเกลือ
"จงให้วาจาของท่านประกอบด้วยเมตตาคุณเสมอ ปรุงด้วยเกลือให้มีรส เพื่อท่านจะได้รู้จักตอบให้จุใจแก่ทุกคน" (โคโลสี 4:6)

ให้วาจาเราจะเป็นเหมือนเกลือ ให้คำพูดของเราเป็นดังเกลือ หมายถึง ถ้อยคำของเราที่จะพูด จะต้องเป็นถ้อยคำที่มีรสชาด

ชีวิตคริสเตียนเป็นชีวิตที่มีรสชาติ ชื่นชมยินดี เปรมปรีดิ์ในพระเจ้าเสมอ ไม่ใช่ดำรงชีวิตอยู่ไปวัน ๆ เราจะต้องหาโอหาสที่จะให้ชีวิตของเรามีรสชาติ แตกต่าง ไม่จืดชืด แม้สถานการณ์รอบข้างของเราจะนำให้เราจืดชืด ดึงความเค็มของเราออกไป ทำให้เราเป็นไปตามสถานการณ์ ตามสิ่งที่เราได้พบเจอ

ขอที่คำพูดของเราจะเติมชีวิตที่กำลังตกต่ำ ให้ได้รับการหนุนใจ ได้รับการชูกำลังขึ้น ใช้วาจาเป็นเกลือ

หลายครั้ง ชีวิตของหลายคนอยู่ในความกลัว สิ่งเหล่านี้จะทำลายทัศนคติที่ดี ไม่ว่าเราไปที่ใด เราจะได้ยินแต่สิ่งที่แย่ ๆ อยู่เสมอ พูดถึงเหตุการณ์ที่แย่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติที่กำลังเกิดขึ้น ได้แก่ โรคระบาด ภัยธรรมชาติ สงคราม (ความขัดแย้งต่าง ๆ) และการกันดารอาหาร (เศรษฐกิจตกต่ำ) แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ เพราะโลกของเรากำลังอยู่ในส่วนปลายยุค สิ่งเหล่านี้กำลังโจมตีชีวิตของเราให้เราคิดในทางที่ลบ แต่สำหรับคริสเตียน เราไม่ควรรับสิ่งเหล่านี้มากจนทำให้ความเชื่อสั่นคลอน ขอที่เราจะยึดความเชื่อ จะไม่กลัวต่อสถานการณ์ใด ๆ เพราะพระเจ้าจะนำเรา พระเจ้าจะทรงดูแลชีวิตเรา เราจะไม่หวั่นไหว

คำพูดของมนุษย์มีอิทธิพลทั้งทางด้านบวก (อวยพร) และทางด้านลบ (คำสาปแช่ง)

คำอธิษฐานของเรา เรากำลังพยายามที่จะเปลี่ยนสิ่งที่ลบให้เป็นบวก อาทิเช่น อธิษฐานให้คนหายจากโรคภัยไข้เจ็บ อธิษฐานอวยพรให้ลูก ๆ เชื่อฟัง เจริญก้าวหน้า ขอที่เราจะใช้คำพูดในการเสริมสร้าง ไม่ใช่ทำลาย

เมื่อชาวยิวเห็นคนที่ตาบอด ได้สงสัยไปก่อน ว่าเกิดจากความบาปของเขา หรือจากความผิดของพ่อแม่ของเขา แต่เมื่อพระเยซูคริสต์ได้ยิน พระองค์ตรัสตอบว่า

"พระเยซูตรัสตอบว่า 'มิใช่ว่าชายคนนี้หรือบิดามารดาของเขาได้ทำบาป แต่เขาเกิดมาตาบอด เพื่อให้พระราชกิจของพระเจ้าปรากฏในตัวเขา' " (ยอห์น 9:3)

นี่แหละ คำตรัสของพระเยซู พระองค์ทรงตรัสอวยพรเขา ว่าไม่ว่าเขาจะเป็นเช่นไร แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา กำลังจะทำให้พระราชกิจของพระเจ้าสำเร็จ พระองค์มิได้ทรงมองที่อดีต แต่ทรงอวยพรเพื่ออนาคตของเขา

พระเยซูคริสต์ทรงมีวาจาที่เป็นเกลือ ที่จะหนุนใจ ชูใจ อวยพร เช่นกัน ขอที่เราจะใช้วาจาในการหนุนใจ กล่าวพระวจนะของพระเจ้า ให้อนาคต ให้ความหวังกับเขา เพื่อที่เขาจะไม่คิดในสิ่งที่ตกต่ำ

พระเจ้าสร้างเรา และพระเจ้ามีแผนการในชีวิตของเราทุก ๆ คน

เมื่อครั้งที่มีคนนำเอาหญิงล่วงประเวณีมาให้พระเยซูคริสต์ตัดสินลงโทษ คนทั้งหลายต่างกล่าวโทษหญิงนี้ แต่พระองค์กลับมิได้ตรัสสิ่งใดเลยถึงความผิดของหญิงนี้ แต่กลับตรัสว่าพระองค์ทรงอภัย และตรัสสั่งหญิงนั่นมิให้ทำบาปอีก

ศัตรูของเรา คือมารซาตาน ไม่ใช่คน ขอที่เราจะไม่เข้าใจผิด ดังนั้น การที่เราด่าว่าใคร สาปแช่งใคร ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะพระเจ้าทรงเรียกเราที่จะอวยพร เพื่อเราเองจะได้รับพระพร

"9 อย่าทำการร้ายตอบแทนการร้าย อย่าด่าตอบการด่า แต่ตรงกันข้ามจงอวยพรแก่เขา ด้วยว่าพระองค์ได้ทรงเรียกให้ท่านกระทำเช่นนั้น เพื่อท่านจะได้รับพระพร
10 เพราะว่าผู้ที่จะรักชีวิต และปรารถนาที่จะเห็นวันดี ก็ให้ผู้นั้นยั้งลิ้นของตนไม่พูดสิ่งชั่ว และห้ามปากไม่ให้พูดเป็นอุบายล่อลวง (1เปโตร 3:9)

ถ้าเราอยากให้ทุกวันเป็นวันดี ขอที่เราพูดเป็นคำอวยพร พูดเสริมสร้างผู้อื่น เพราะเราจะได้รับเช่นนั้นเหมือนกัน

"ผู้ที่กระทำบาปก็มาจากมาร เพราะว่ามารได้กระทำบาปตั้งแต่เริ่มแรก พระบุตรของพระเจ้าได้เสด็จมาปรากฏก็เพราะเหตุนี้ คือเพื่อทรงทำลายกิจการของมาร" (1ยอห์น 3:8)

มารมีแผนการ มีกิจการเยอะแยะมากมาย และหลายครั้งเราก็ตกอยู่ในแผนของมัน แต่พระเยซูคริสต์ทรงได้เสด็จมาเพื่อทำลายแผนการของมารซาตาน มันจึงไม่มีอำนาจที่จะวางแผนเหนือชีวิตของเรา

พระคัมภีร์จะเป็นจริงในชีวิตของเราได้ ผ่านทางความเชื่อ พระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเราแล้ว แต่ผู้ที่จะได้รับความรอดคือผู้ที่เชื่อในพระองค์เท่านั้น พระคัมภีร์มีพระสัญญามากมาย ถ้าเราเพียงแค่อ่าน แค่ท่อง แต่ไม่เชื่อ สิ่งเหล่านั้นก็จะไม่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา เพราะวิญญาณจิตของเราจะติดต่อกับพระวจนะของพระเจ้าได้ ก็ผ่านทางความเชื่อ

"เพราะว่าในข่าวประเสริฐนั้น ความชอบธรรมของพระเจ้าก็ได้สำแดงออก โดยเริ่มต้นก็ความเชื่อ สุดท้ายก็ความเชื่อ ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ" (โรม 1:17)

ความเชื่อในที่นี้ ไม่ใช่เพียงแค่เชื่อว่ามีพระเจ้า แต่จะต้องเชื่อในถ้อยคำของพระองค์ด้วย ถ้าเรารับรู้แต่เราไม่เชื่อ ผลก็ไม่เกิดในชีวิตของเรา

มารซาตานก็เชื่อว่ามีพระเจ้า และมันก็รู้จักพระองค์ดี แต่ว่ามันไม่กระทำตามสิ่งที่พระองค์ตรัส

ทุกคนมีความเชื่อได้ แม้แต่คนที่ไม่รู้จักพระเจ้า เขาก็มีความเชื่อ

ถ้าอาหารที่เรารับประทานเข้าไป เป็นประโยชน์ เมื่อเรารับประทาน เราก็จะได้รับประโยชน์ เช่นเดียวกัน พระวจนะของพระเจ้าเป็นอาหารแห่งชีวิต เมื่อรับเข้าไป นั่นคือ เชื่อในถ้อยคำเหล่านั้น จิตวิญญาณก็จะเติบโต และได้รับชีวิต

"9 เราทั้งหลายสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระบิดาด้วยลิ้นนั้น และด้วยลิ้นนั้นเราก็แช่งด่ามนุษย์ ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงสร้างไว้ตามพระฉายาของพระองค์
10 คำสรรเสริญและคำแช่งด่าก็ออกมาจากปากอันเดียวกัน ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า ไม่ควรให้เป็นเช่นนั้น
11 บ่อน้ำพุจะมีน้ำจืดและน้ำกร่อยพุ่งออกมาจากช่องเดียวกันได้หรือ (ยากอบ 3:9-11)





ผป. วิวัฒน์ วุฒิกุลเจริญวงศ์

คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 16/08/2009

เรื่อง Salt of The Earth

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552

แบ่งปันคำเทศนา จากการเทศนาฟื้นฟูเรื่อง “มินา”‏

แบ่งปันคำเทศนา จากการเทศนาฟื้นฟูเรื่อง “มินา”

ผู้แบ่งปันพระพร : ศจ.สมศักดิ์ ชูสงฆ์

สถานที่เกิดพระพร : คริสตจักรไมตรีจิต หลังสวน

วันที่เกิดพระพร : 5 กันยายน 2552

พระคำอ้างอิง: ลูกา 19:11-27 คำอุปมาเรื่องเงินสิบมินา

การเทศนา ณ ไมตรีจิต หลังสวน ซอย 5 จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายแต่ทรงฤทธิ์ โดยเราเริ่มต้นด้วยอาหารฝ่ายร่างกาย อิ่มหนำกับกระเพาะปลาแสนอร่อยของสมาชิกท่านหนึ่ง ผู้ชิมคนหนึ่งถึงกับเปรยว่า “กระเพาะปลาของจริงหรือเปล่าเนี่ย ทำไมกินแล้วรู้สึกเหมือนกันหูฉลามจัง” นั่นคือว่า รับประกันความอร่อยของจริง

เมื่อถึงช่วงของการรับอาหารฝ่ายวิญญาณ เราก็ได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์จากพระคำของพระเจ้ามากขึ้น ผ่านทางครูสมศักดิ์ ซึ่งท่านได้บอกเราว่า “มินา” ในที่นี้ หมายถึง “ความเชื่อ” โดยบริบทนี้เป็นการเล็งถึงองค์พระเยซูที่ทรงให้ทุนกับเรา และเราทั้งหลายนั้นเป็นทาส ซึ่งจะต้องมีความสัตย์ซื่อในการลงทุนอย่างเต็มกำลังเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า ทั้งนี้ ผลของการลงทุนจะไม่มีคำว่าขาดทุน มีแต่กำไรและกำไร มีแต่บำเหน็จและบำเหน็จ ซึ่งบำเหน็จสูงสุดก็คือชีวิตนิรันดร์ในสวรรคสถาน และพระเกียรติเป็นของพระเจ้า

การเสด็จมาในโลกครั้งแรกขององค์พระเยซูนั้น ทรงเสด็จมาให้ทุน ให้ทุนด้วยฤทธิ์แห่งกางเขน เพื่อคนบาปอย่างเรา และพระองค์จะเสด็จมาอีก เพียงแต่ว่าครั้งนี้ พระองค์จะมารับทุนและกำไร ซึ่งได้ทรงให้กับพวกเราไว้ตั้งแต่ครั้งแรก

ดังนั้น เราต้องลงทุนในฐานะนักธุรกิจของพระเจ้า ลงทุนโดยพึ่งพาพระองค์ และพึงระลึกไว้เสมอว่า

1) เรามีพระเยซูคริสต์เป็นนายทุน

2) เราต้องกล้าลงทุน

3) เราต้องสัตย์ซื่อในการลงทุน รักษาทุน และสร้างกำไร

คนที่ยอมลงทุน จะมีแต่ได้กับได้ ส่วนคนที่ไม่ยอมลงทุน จะมีแต่เสียกับเสีย หากเราในฐานะผู้เชื่อมิได้ลงทุน มิได้ใช้ความเชื่อ แต่กลับนำทุนหรือความเชื่อไปเก็บไว้เฉยๆ เมื่อพระเยซูเสด็จมา พระองค์ก็จะตรัสว่า "จงเอาเงินมินาหนึ่งนั้นไปจากเขาให้แก่คนที่มีสิบมินา"

ด้วยว่าเรารู้จักองค์พระเจ้าที่เราเชื่อแล้ว จึงขอที่เราจะใช้ความเชื่อ ไว้วางใจในการทรงนำของพระเจ้า เพียรพยายามในการลุกขึ้นฉายแสง นำวิญญาณจิตมากมายมาสู่แผ่นดินของพระเจ้า

4 ช. ในการใช้ความเชื่อ

1) พระเยซูเชิญคุณให้มีส่วนร่วมในพันธกิจของพระองค์

2) พระเยซูใช้คุณให้ทำพันธกิจของพระองค์

3) พระเยซูช่วยคุณ ทรงให้ฤทธานุภาพทั้งสิ้นแก่คุณ

4) พระเยซูชมคุณ เมื่อคุณทำตามน้ำพระทัยของพระองค์ จะทรงตรัสว่า “ดีแล้ว เจ้าเป็นทาสที่ดี”

Salt Of The Earth: Introduction‏

วัยเพื่อคุณ หรือวัยทำงาน เป็นวัยที่มีศักยภาพ ขอท้าทายที่เราจะ "ทะเยอทะยาน" ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เพื่อที่เราจะไม่เหมือนเดิม เพราะผู้ที่จะเหมือนเดิมได้มีผู้เดียว คือ "พระเจ้า" ส่วนเราซึ่งเป็นมนุษย์จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขอที่เราจะเป็นเหมือนโยเซฟ ผู้ซึ่งตกต่ำสุด ถูกขายยเป็นทาส แต่ได้กลับกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เป็นรองเพียงแค่ฟาโรห์ เราจะก้าวสูงขึ้นไป สูงขึ้นทางเดียว ไม่ต่ำลง จะต้องเป็นหัว ไม่เป็นหาง ถึงแม้ว่านี้เรายังเป็นหาง แต่สักวันหนึ่งเราจะต้องเป็นหัว พระเจ้าทรงอยู่กับเรา เราทำได้อย่างแน่นอน เราจะต้องมีอิทธิพลต่อคนมากมาย

"ถ้าท่านเชื่อฟังพระบัญญัติของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้ และระวังที่จะกระทำตาม พระเจ้าจะทรงกระทำให้ท่านเป็นหัวไม่ใช่เป็นหาง กระทำให้สูงขึ้นทางเดียวมิใช่ให้ต่ำลง" (เฉลยธรรมบัญญัติ 28:13)

"ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก ถ้าเกลือนั้นหมดรสเค็มไปแล้ว จะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้ แต่นั้นไปก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร มีแต่จะทิ้งเสียสำหรับคนเหยียบย่ำ" (มัทธิว 5:13)

คำว่า "เกลือ" เป็นคำที่มีความหมายมาก ไม่ทราบว่าพี่น้องเคยได้ยินคำว่า "พันธสัญญาเกลือ" หรือไม่?

หลายคนมักจะอ้างพระคำของพระเจ้า บอกว่าจะต้องทำสิ่งนั้น ทำสิ่งนี้ เน้นพระวจนะคำของพระเจ้า แต่แท้จริงแล้วเขาไม่ทราบพระวจนะของพระเจ้าทั้งหมด ไม่รับเอาสิ่งที่พระคัมภีร์สอน ทั้ง ๆ ที่พระคำภีร์ก็เล่มเดียวกัน ดังเช่น ฟาริสี ที่ตั้งใจจับผิดพระเยซูคริสต์ ดูว่าพระเยซูคริสต์จะทรงรักษาคนง่อยในวันสะบาโตหรือไม่ พวกเรารู้ว่าวันสะบาโตจะต้องทำอย่างนั้น อย่างนี้ และห้ามทำอะไรบ้าง แต่เขากลับปฏิเสธส่วนของพระวจนะ ที่ให้เราเมตตา ให้เราช่วยเหลือมนุษย์ รักเพื่อนมนุษย์

"ไม่ควรหรือที่ท่านทั้งหลายจะรู้ว่า พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลพระราชทาน ตำแหน่งพระราชาเหนืออิสราเอลเป็นนิตย์แก่ดาวิด และบุตรหลานของพระองค์โดยพันธสัญญาเกลือ" (2พงศาวดาร 13:5)

"บรรดาเครื่องบูชาบริสุทธิ์ที่คนอิสราเอลมอบถวายแด่ พระเจ้า เราให้แก่เจ้าและแก่บุตรชายหญิงซึ่งอยู่กับเจ้า เป็นส่วนแบ่งถาวร เป็นพันธสัญญาเกลือเป็นนิตย์แด่พระเจ้าสำหรับเจ้า และเผ่าพันธุ์ของเจ้าด้วย" (กันดารวิถี 18:19)

พันธสัญญาเกลือ เป็นพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงกระทำกับชาวอิสราเอลที่ทำหน้าที่เป็นปุโรหิต สมัยนั้น อิสราเอลต้องถวายเครื่องบูชาให้กับปุโรหิต และปุโรหิตได้รับอนุญาตให้นำเครื่องบูชาเหล่านั้นไปรับประทานได้ แต่ปุโรหิตจะไม่ได้รับทศางค์จากอิสราเอล เพราะคนที่จะได้รับทศางค์จะเป็นพวกเลวี

อิสราเอลจะถวายเครื่องบูชา โดยใช้เกลือเป็นเครื่องชำระ ดังนั้น เกลือจึงเป็นความหมายว่า "ชำระ" นั่นคือ ชำระเครื่องบูชา ชำระชีวิตของเราให้บริสุทธิ์ ให้สะอาด

"ท่านจงนำมาถวายพระเจ้า และ ปุโรหิตจะเอาเกลือพรมลงบนนั้น และถวายเป็นเครื่องเผาบูชาแด่พระเจ้า" (เอเศเคียล 43:24)

"เจ้าจงปรุงบรรดาธัญญบูชาด้วยใส่เกลือ เจ้าอย่าให้เกลือแห่งพันธสัญญากับพระเจ้าของเจ้า ขาดเสียจากธัญญบูชาของเจ้า เจ้าจงถวายเกลือพร้อมกับบรรดาเครื่องบูชาของเจ้า" (เลวีนิติ 2:13)

เราทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก ภาษาอังกฤษ จะใช้คำว่า "salt" ซึ่งมีความหมาย อาจแปลว่า เค็ม หรือ เกลือ ก็ได้ ดังนั้น ถ้าหมดรสเค็ม ย่อมไม่ใช่เกลือ ไม่มีประโยชน์

คริสเตียนจะต้องมีชีวิตที่บริสุทธิ์ เพราะเกลืออยู่ที่ใด เกลือย่อมจะมีอิทธิพลที่จะทำให้ที่เหล่านั้นบริสุทธิ์ นอกจากนั้น เกลือยังใช้ในการถนอมอาหาร ที่จะไม่ให้เน่า ไม่ให้เสีย เนื่องจากความเค็มของเกลือ ย่อมแปลว่า คริสเตียนจะต้องมีอิทธิพลต่อคนรอบข้าง





ผป. วิวัฒน์ วุฒิกุลเจริญวงศ์

คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 16/08/2009

เรื่อง Salt of The Earth
4. คนของพระองค์ยกพระเยซูคริสต์เป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์ เป็นจอมเจ้านายอย่างแท้จริง
พระเยซูคริสต์ทรงเป็น King of kings, Lord of lords เราจำเป็นต้องยำเกรงพระองค์เพราะพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์เหนือกษัตรย์ และเราจะต้องวางใจในพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นจอมเจ้านายของเรา

ถ้าคริสเตียนทุกคน ได้ยกพระเยซูคริสต์เป็นกษัตริย์และเป็นจอมเจ้านายในชีวิตของเขา จะเกิดอะไรขึ้น?

คริสเตียนหลายคนชอบถามว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น บ่นตลอด ผมจะเรียกคริสเตียนกลุ่มนี้ว่า "คริสเตียนสายตาสั้น" เมื่อสายตาสั้น มองไม่เห็นว่าอดีต พระเจ้าทรงนำเขามาได้อย่างไร ลืมพระคุณของพระเจ้าที่มีมาตลอดชีวิตของเขา และมองไม่เห็นศักดิ์ศรีในอนาคตที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ เห็นแต่ปัญหาที่เขากำลังประสบอยู่ นี่คือไม่วางใจในพระเจ้าอย่างแท้จริง

ถ้าคริสเตียนทุกคนสายตาสั้น การฟื้นฟูก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้

"เขาไม่กลัวข่าวร้าย จิตใจของเขายึดแน่น วางใจในพระเจ้า" (สดุดี 112:7)

คริสเตียนที่ได้รับการฟื้นฟู จะไม่กลัวข่าวร้าย แต่เขาจะวางใจในพระเจ้า



5. คนของพระองค์ประกาศข่าวประเสริฐ
อาจารย์ท่านหนึ่ง เป็นประทานทวีปจีน ท่านกล่าวประโยคหนึ่งว่า "ยุคสุดท้ายเราจะต้องประกาศข่าวประเสริฐ คริสเตียนจะต้องนิ่งและวิเคราะห์ ว่ามีอะไรที่คนไม่เชื่อมี แล้วเราก็มี เราพูดถึงการอัศจรรรย์ คนที่ไม่เชื่อก็ไม่มี เราบอกว่าพระเจ้าอวยพร คนที่ไม่เชื่อก็มี พระเจ้าทรงรักษาโรค คนไม่เชื่อก็มี ในยุคสุดท้ายจะต้องวิเคราะห์ให้ดี ว่าอะไรที่เรามีแล้วคนไม่เชื่อไม่มี นั้นคือ ไม้กางเขนแห่งความรอดของพระเยซูคริสต์ นี่คือสิ่งที่เราจะต้องประกาศ"

"ฉะนั้นความเชื่อเกิดขึ้นได้ก็เพราะการได้ยิน และการได้ยินเกิดขึ้นได้ก็เพราะการประกาศพระคริสต์" (โรม 10:17)

ความเชื่อเกิดขึ้นได้จากการได้ยินข่าวประเสริฐ การได้ยินพระวจนะของพระเจ้า ไม่ใช่การได้เห็นอะไร แต่จากการได้ยินพระวจนะของพระเจ้า ถ้าเราอยากเห็นการฟื้นฟู เราจำเป็นต้องประกาศข่าวประเสริฐ

ข่าวประเสริฐนี้ ชาวโลกอาจไม่ยอมรับ ข่าวประเสริฐแห่งกางเขนนี้ เป็นการที่เราถูกตรึงจากโลก และโลกจะถูกตัดขาดจากเรา แต่นี้คือหัวใจของการประกาศข่าวประเสริฐ ประกาศหนทางแห่งความรอดแห่งไม้กางเขน

ถ้าพี่น้องอยากทราบว่า โรคอะไรที่พระเจ้าอยากที่จะรักษามากที่สุด ขอที่เราอย่าฟังจากปากของมนุษย์ แต่ให้ศึกษาจากพระคัมภีร์ ขอที่เราจดจำไว้ตลอดชีวิต นั่นคือ "โรคแห่งการทรยศพระคำของพระเจ้า" นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าอยากรักษาที่สุด

"บรรดาบุตรที่กลับสัตย์เอ๋ย จงกลับมาเถิด เราจะรักษาความกลับสัตย์ของเจ้าให้หาย ดูเถิด ข้าพระองค์ทั้งหลายมาหาพระองค์แล้ว เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของข้าพระองค์" (เยเรมีย์ 3:22)



Head: กลับสู่ความจริงของพระคัมภีร์

Heart: สารภาพ เลียนแบบชีวิตพระเยซูคริสต์ วางใจพระองค์ ยกพระองค์เป็นกษัตรย์

Hand: ออกไปประกาศข่าวประเสริฐ

Hymn: มีคนสรรเสริญพระเจ้า

ขอพระเจ้าอวยพรพี่น้องให้มีลักษณะ 5 ประการนี้ทุกคน แล้วการฟื้นฟูที่แท้จริงจะเกิดขึ้น สิ่งที่ท่านลงทุนกับพระเจ้าจะไม่ไร้ผลอย่างแน่นอน



อ.นิกร สิทธิจริยาภรณ์

สรุปคำเทศนาโบสถ์จีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 12/07/2009

เรื่อง ความหมายที่แท้จริงของการฟื้นฟู

ความหมายที่แท้จริงของการฟื้นฟู (3): ลักษณะของการฟื้นฟูประการ 2-3‏

2. คนของพระองค์สารภาพบาป และทิ้งความผิดบาปอย่างสิ้นเชิง
การกลับใจใหม่จากบาปดั้งเดิม กระทำเพียงครั้งเดียวในชีวิต แต่การกลับใจจากบาปที่ทำทุก ๆ วัน จะต้องทำไปตลอดชีวิต

กลับใจใหม่ ภาษาจีน "ห้วยโก้ย" ซึ่งแปลตามตัวว่า "การรู้สึกสำนึกผิด" และ "การเปลี่ยนแปลง" เช่นกัน คริสเตียนจะฟื้นฟูได้ จะต้องกลับใจใหม่ และทิ้งความผิดบาป เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง คริสเตียนจะมีชีวิตที่ไวต่อบาป



3. คนของพระองค์มีชีวิตที่เลียนแบบพระเจ้า
เมื่อคริสเตียนแต่ละคนเลียนแบบพระเจ้า จะเกิดการฟื้นฟูอย่างแน่นอน

เมื่อพระเจ้าเลือกสรรเรา พระองค์จะสร้างเราให้เหมือนกับองค์พระเยซูคริสต์ พระองค์มีเป้าหมาย มีแบบแผน มีวัตถุดิบที่ใช้ มีการทดสอบ และมีการใช้งานจริง เพื่อจะสร้างคริสเตียนให้มีแบบอย่างตามพระเจ้า

ถ้าคริสเตียนทุกคนในคริสตจักรเรามีชีวิตที่เลียนแบบพระเจ้า จะไม่เกิดการฟื้นฟูได้อย่างไร! ถ้าเลียนแบบพระเยซูคริสต์ ก็จะไม่มีการทะเลาะกัน จะให้อภัยกัน ถ่อมใจซึ่งกันและกัน และการฟื้นฟูจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

แล้วเราจะเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ได้อย่างไร? เรามีเป้าหมายคือ "เหมือนพระเยซู" แต่วันนี้เราอาจจะยังไม่เป็นแบบที่พระองค์อยากให้เราเป็น แต่เป้าหมายในชีวิตของเราจะต้องชัดเจน วันนี้จะต้องดีกว่าเมื่อวาน เราจะต้องดำเนินชีวิตอย่างมีเป้าหมาย

มีพี่น้องคริสเตียนโดนถามว่า ทำไมคริสเตียนคนนั้นถึงยังทำอย่างนั้นอย่างนี้ ขอให้เราดูตึกที่กำลังสร้าง ก็จะมีป้ายว่า "ขออภัยในความไม่สะดวก กำลังก่อสร้างอยู่" ชีวิตคริสเตียนก็เช่นกัน คือ จะถูกสร้างใหม่ทุกวัน ๆ

ดร. บิลลี่ เกรแฮม ซึ่งยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ท่านมีภรรยาชื่อ อ.รูธ ซึ่งจากโลกนี้ไปแล้ว อ.รูธ ไม่มีแววของความเป็นคนจีนเลย แต่ชีวิตของท่านเขียนภาษาจีนได้สวยมากทีเดียว ท่านประทับใจคำว่า "อี้" เพราะว่า ครั้งหนึ่งได้ฟังอาจารย์คนจีนเทศนา อาจารย์ท่านนั้นได้กล่าวว่า "คริสเตียนจะเป็นคนชอบธรรมได้ จะต้องมีคำว่าแกะอยู่บนตัวฉัน" เพราะภาษาจีน คำว่า "ชอบธรรม" มาจาก 2 คำผสมกัน คือ "แกะ" และคำว่า "ฉัน" และเมื่อแกะอยู่บนตัวฉัน ฉันจึงจะสะอาดได้

ฉันสกปรก เหมือนกับเสื้อผ้าสกปรก ไม่สามารถซักตัวเองให้สะอาดได้ จะต้องมีน้ำสะอาดมาชำระ ใช้ผงซักฟอกซักให้สะอาด

เสื้อผ้าสกปรก ใช้บรีซ แต่ชีวิตของเราที่สกปรก จะต้องใช้ บลัด (blood) นั่นคือพระโลหิตของพระเยซูคริสต์

อ.รูธ ได้เขียนคำว่า "อี้" และขอให้วางคำนี้ ไว้บนป้ายที่หลุมศพ และมีประโยคหนึ่งข้างใต้ว่า "สิ้นสุดการก่อสร้าง ขอบคุณสำหรับความอดทนของคุณ" (End of construction, thank you for your patience) ซึ่งบางคนในที่นี้อาจจะบอกว่า "ทางเสร็จมาแล้วครึ่งหนึ่งนะ แต่ยังไม่เสร็จ อดทนรออีกนิดหนึ่งนะครับ"

อ.รูธ ได้ประโยคนี้ มาจากครั้งหนึ่งที่ท่านขับรถผ่านป้ายที่เขียนเช่นนี้ ท่านจึงนำมาคิดถึงชีวิตท่าน ว่าหลาย ๆ ครั้งคนรอบข้างของท่านต้องอดทนท่าน เพราะชีวิตของท่านยังสร้างไม่เสร็จ

ชีวิตคริสเตียนที่ได้รับการฟื้นฟู คือ การที่มีชีวิตตามแบบของพระเจ้า ถูกสร้างใหม่ขึ้นทุก ๆ วัน




อ.นิกร สิทธิจริยาภรณ์

สรุปคำเทศนาโบสถ์จีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 12/07/2009

เรื่อง ความหมายที่แท้จริงของการฟื้นฟู

ความหมายที่แท้จริงของการฟื้นฟู (2): ลักษณะของการฟื้นฟูประการ 1‏

สิ่งที่พระองค์อยากให้เราเป็น มีอยู่ 5 ประการ ได้แก่



ประการที่ 1. คนของพระองค์กลับไปสู่ความจริงแห่งพระวจนะ
"แต่ส่วนท่านที่รักทั้งหลายนั้น จงสร้างตัวของท่านขึ้นบนหลักคำสอนอันบริสุทธิ์ของท่านที่เชื่อกันอยู่ และจงอธิษฐานในพระวิญญาณบริสุทธิ์" (ยูดา 20)

คริสเตียนจะฟื้นฟูได้ คริสเตียนจะต้องยึดถือหลักความจริงแห่งพระวจนะ

ถ้าคุณเชื่อสิ่งที่ถูก เชื่อถูกคน คุณจะไม่ผิดหวัง แต่ตรงข้าม ถ้าคุณเชื่อสิ่งที่ผิด สุดท้ายก็จะได้มาเพียงความว่างเปล่า จะเหนื่อยเปล่า

ขอที่เราจะคิดสักนิด ถ้าพระเจ้าไม่ดูแล เราสร้างบ้านเราก็จะเหนื่อยเปล่า สิ่งที่เราเชื่อ บุคคลที่เราเชื่อ ถ้าเป็นสิ่งที่ถูก แล้วเราทุ่มเทเพื่อสิ่งนั้น เราจะไม่สูญเปล่าอย่างแน่นอน

ขอยกตัวอย่าง ดังเช่น หญิงคนหนึ่ง รักชายคนหนึ่งมาก ทุ่มเทเพื่อเขาอย่างมากมาย ถ้าชายคนนั้นเป็นคนที่น่าเชื่อถือ การทุ่มเทของหญิงคนนี้ก็ไม่สูญเปล่า แต่ถ้าชายคนนั้นไม่น่าเชื่อถือ การทุ่มเทของหญิงคนนี้ก็คงจะไร้ค่า

ขอพี่น้องพิจารณาให้ดีว่า เรากำลังเชื่อในสิ่งใดอยู่? สิ่งที่เราเชื่อเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือยัง?

แถว ๆ สีคิ้ว เมื่อนั่งรถทัวร์ผ่าน จะเป็นประติมากรรมมูลค่ากว่าร้อยล้านบาท คนที่สร้างเป็นดาราหนังที่ทุ่มเงินสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา แต่พระคัมภีร์ได้บอกชัดเจน ว่าเขาทุ่มในสิ่งที่ผิดแล้ว เขาก็จะได้เพียงความว่างเปล่า สิ่งที่เขาทุ่มไปก็จะเสียเปล่า

มีหนังสือเล่มหนึ่ง เมื่อได้อ่านแล้วรู้สึกตื่นเต้นมาก หนังสือนี้พูดถึงการฟื้นฟูในยุคสุดท้ายที่ผิดเพี้ยน หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวว่า ลัทธิตกขอบ ลัทธิผิดเพี้ยนจะเข้ามาในคริสตจักรอย่างมากมาย ซึ่งปัจจุบัน ลัทธิเทียมเท็จและเพี้ยน ๆ เหล่านี้ ได้มาในรูปแบบ "เชือดนิ่ม ๆ" มาแบบสงบ ๆ มาเหมือนกับสึนามี ที่เริ่มด้วยการที่น้ำทะเลลดลระดับลงอย่างสงบ ๆ คนที่เห็นก็ตื่นเต้น แต่ในที่สุดก็หายนะมาอย่างรวดเร็ว ลัทธิเหล่านี้ก็เช่นกัน ที่จะให้เราค่อย ๆ เดินเข้าไปหามัน ทำให้เรารับสิ่งต่าง ๆ เข้ามาโดยไม่รู้ตัว มาอย่างกลมกลืน ดูไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ผิด ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก

ถ้าอยากให้เกิดการฟื้นฟูอย่างแท้จริง ต้องกลับเข้าสู่ความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า เพื่อที่เขาจะรักพระเจ้า และเข้าใจพระวจนะของพระองค์มากขึ้น

รู้สึกเป็นห่วงอนุชนรุ่นหลังอย่างมาก ได้มีโอกาสไปค่ายอนุชนหลายที่ และได้พบว่าอนุชนหลายคนเข้าใจว่า การฟื้นฟู คือ การร้องเพลง บางทีจัดฟื้นฟูทั้งวัน ร้องเพลงทั้งวัน ซึ่งเป็นเหมือนกับทูลกับพระเจ้าให้พระเจ้าอยู่เฉย ๆ จะร้องเพลงให้ฟัง แต่ละคนร้องเพลงเก่งมาก เสียงเพราะมาก แต่ไม่รู้พระคัมภีร์เลย เมื่อเป็นเช่นนี้จะเกิดการฟื้นฟูที่แท้จริงได้อย่างไร เพราะการฟื้นฟูที่แท้จริง ต้องกลับสู่ความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า

คริสตจักรอนุรักษ์นิยมหลายแห่ง อยากให้เกิดการฟื้นฟู แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นที่พระคัมภีร์ใดดี จึงได้เริ่มรับวัฒนธรรมเข้ามา ใช้ดนตรีเป็นหลักในการฟื้นฟู นี่เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง

อยากให้ลองคิดดูนะครับว่า คริสตจักรของเรา มีความเชื่อแบบ Faith in Faith หรือ Faith in Bible? เราเชื่อในความเชื่อ เชื่อในการอัศจรรย์ เชื่อในความเชื่อของบุคคลหรือไม่? ถ้าหากเราเชื่อในสิ่งที่บุคคลคนหนึ่งเห็น เชื่อในนิมิตที่บุคคลได้เห็น ก็จะไม่เกิดการฟื้นฟูอย่างแน่นอน แต่การฟื้นฟูที่แท้จริง จะต้องนำเราไปสู่ความเชื่อในพระวจนะ เราจะต้องสนใจว่าพระคัมภีร์สอนอะไร กล่าวว่าอย่างไร




อ.นิกร สิทธิจริยาภรณ์

สรุปคำเทศนาโบสถ์จีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 12/07/2009

เรื่อง ความหมายที่แท้จริงของการฟื้นฟู

ความหมายที่แท้จริงของการฟื้นฟู (1): Introduction‏

เมื่อคุณขึ้นสวรรค์ คุณจะทูลอะไรต่อพระเยซู? บางคนอาจจะพูดว่า "พระองค์เจ้าข้า ทำไมเลือกข้าพระองค์ ทำไมจึงรักพระองค์" แต่สำหรับผม ผมจะพูดอีกประโยคหนึ่ง คือ "พระเยซูเจ้าข้า พระองค์เหนื่อยรึเปล่าครับ ลูก ๆ ของพระองค์น่ารักทั้งนั้น"

พี่น้องเพิ่งได้ผ่านการฟื้นฟูมา แต่ก่อนที่จะเข้าเนื้อหา จะขอพูดถึงเรื่องหนึ่ง นั่นคือ ข่าวการเสียชีวิตของไมเคิล แจ็คสัน เมื่อได้ยินข่าวก็รู้สึกตกใจ เพราะเพิ่งฟังเพลงของเขาได้ไม่นาน สถานีโทรทัศน์บางแห่งถึงกับงดการถ่ายทอดรายการปกติ เปลี่ยนเป็นรายการเกี่ยวกับไมเคิลแทน หนังสือพิมพ์ทุกหน้าก็จะต้องมีข่าวการเสียชีวิตของเขาอยู่หน้าหนึ่ง เป็นข่าวใหญ่ที่สุดของหนังสือพิมพ์ นี่เป็นข่าวในโลกนี้ แต่ข่าวบนสวรรค์ หรือ Heaven News จะไม่เหมือนกับข่าวของโลกนี้

การเสียชีวิตของไมเคิลแจ็คสัน ทำให้ผมคิดถึงเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องเล่า ไม่ใช่เรื่องจริง เพื่อหนุนใจคริสเตียน

ผู้รับใช้พระเจ้า 2 คน สามีภรรยา เป็นมิชชันนารีของอังกฤษไปยังทวีปแอฟริกา รับใช้อย่างสัตย์ซื่อหลายสิบปี วันหนึ่งนายกของอังกฤษไปเยี่ยมที่แอฟริกา นั่งเรือไป เมื่อขณะที่กำลังจะกลับอังกฤษ มิชชันนารีและภรรยาก็ขอกลับด้วย เพราะอายุมากแล้ว เมื่อเรือวิ่งมาถึงอังกฤษ ประชาชนอังกฤษถือป้ายต้อนรับนายกรัฐมนตรีอย่างเอิกเกริก แต่เมื่อสามีภรรยาคู่นี้เดินออกจากเรือ ไม่มีใครสนใจเลย ไม่มีใครต้อนรับ สามีจึงบ่นกับภรรยา น้อยใจ ไม่มีใครต้อนรับเลย ภรรยาท่านจึงตอบว่า "ที่รัก ไม่ต้องอิจฉาเขาหรอก เขากลับบ้านของเขาแล้ว ประชาชนจึงต้อนรับเขา แต่เรายังไม่กลับบ้าน"

พี่น้องครับ สำหรับโลกนี้ ข่าวของ ไมเคิล แจ็คสัน ดังมาก การเสียชีวิตของคริสเตียนคนหนึ่งคงจะไม่ดังเช่นนี้ อาจจะมีข่าวเพียงเล็กน้อย เพราะโลกนี้ไม่เห็นความสำคัญของการจากไปของคริสเตียน แต่พระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวเช่นนั้น

"มรณกรรมแห่งธรรมิกชนของพระองค์ สำคัญในสายพระเนตรพระเจ้า" (สดุดี 116:15)

การเสียชีวิตของคริสเตียน สำคัญในสายพระเนตรของพระเจ้า ดังนั้นพี่น้องไม่ต้องอิจฉาข่าวการเสียชีวิตของไมเคิล แจ็คสัน เพราะนี้เป็นข่าวในโลกนี้ แต่ข่าวบนสวรรค์ คือ "เตรียมต้อนรับคริสเตียนกลับบ้าน" และจะมีทูตสวรรค์ต้อนรับเรากลับสู่บ้านบนสวรรค์

เราเป็นคนของพระเจ้า ขอพระเจ้าหนุนใจท่านด้วยพระคัมภีร์ข้อนี้ ใครอยากเป็นคนแรกก็ได้นะครับ



การฟื้นฟูคืออะไร? การฟื้นฟูไม่มีทางที่มนุษย์คนหนึ่งคนใดจะทำให้เกิดขึ้นได้

อาทิตย์ที่แล้วที่มีงานฟื้นฟู ก็ไม่ใช่การฟื้นฟู แค่มีป้ายบอกว่าฟื้นฟู แต่การฟื้นฟูจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีสิ่งที่จะกล่าวหลังจากนี้เกิดขึ้น

"7 ท่านทั้งหลายจงระลึกถึงหัวหน้าของท่าน ผู้ซึ่งได้ประกาศพระวจนะของพระเจ้าแก่ท่าน และจงพิจารณาดูผลปลายทางที่เกิดแก่เขา แล้วจงตามอย่างความเชื่อของเขา
8 พระเยซูคริสต์ยังทรงเหมือนเดิมในเวลาวานนี้ และเวลาวันนี้ และต่อๆไปเป็นนิจกาล
9 อย่าหลงไปตามคำสอนต่างๆที่แปลกๆ เพราะว่าเป็นการดีอยู่แล้วที่จะให้กำลังใจเข้มแข็งขึ้นด้วยพระคุณ ไม่ใช่ด้วยอาหารการกิน ซึ่งไม่เคยเป็นประโยชน์แก่คนที่หลงติดอยู่เลย" (ฮีบรู 13:7-9)

คริสตจักรสะพานเหลืองมาถึงจุดนี้ได้ เพราะคนสมัยก่อนวางรากไว้ดี เพราะถ้ารากไม่ดี แตกไปนานแล้ว พระธรรมฮีบรูจึงให้เราระลึกถึงคนสมัยก่อนที่ได้วางรากเอาไว้ดี ของดีแล้วอย่าเปลี่ยน หรืออาจเปลี่ยนให้ดีขึ้นก็ได้ แต่ถ้าเปลี่ยนจากสิ่งที่ดีเป็นสิ่งที่เลวนั้นน่ากลัว

เช่นเพลงชีวิตคริสเตียนหลายเพลงดีมาก อย่าไปเปลี่ยนมาก เพราะเพลงทุกเพลงในบทเพลงชีวิตคริสเตียนเขียนมาจากชีวิต เช่น "สรรเสริญ สรรเสริญ สรรเสริญ" ซึ่งมีเนื้อหาดีมาก ต้องสรรเสริญ 3 ครั้ง หมายถึง สรรเสริญพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือเพลง "ชาวโลกทั้งหลายชื่นใจยินดี" ซึ่งไล่จากโน๊ตตัวโดสูง เป็นโน๊ตตัวโดต่ำ แสดงถึงว่ามนุษย์จะไม่สามารถเข้าหาพระเจ้าได้ แต่พระเจ้าจำเป็นต้องเสด็จลงมาในโลกนี้ เพื่อเปิดหนทางแก่เรา

พระเยซูคริสต์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่เราต้องระมัดระวังในการตีความ เพราะการที่พระองค์เหมือนเดิมวานนี้ วันนี้ และต่อ ๆ ไปเป็นนิตย์ หมายความว่า พระองค์ทรงดูแลคนในอดีตอย่างไร ก็จะทรงดูแลชีวิตเราด้วยเช่นกัน

การฟื้นฟู คืออะไร? เมื่อพูดถึงคำว่า "ฟื้นฟู" ก็จะต้องคิดถึงภาษาไทย 2 คำ ได้แก่ "ร้อนรน" และ"ร้อนแรง" และเป้าหมายของการฟื้นฟู คือ เพื่อให้คริสเตียนร้อนรน ไม่ใช่ร้อนแรง

พระเจ้าทรงสร้างให้มนุษย์มีอุณหภูมิกาย 37 องศาเซลเซียส ทำไมตัวเราจึงอุ่น เพราะตัวเรามีไฟ มีการเผาผลาญตลอดเวลา เช่นกัน เป้าหมายของการฟื้นฟู คือให้คริสเตียนมีอุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เป็นปกติ ดังที่ควรจะเป็น นั่นคือ พระองค์อยากให้คริสเตียนเป็นตามปกติตามที่พระองค์ทรงประสงค์ให้คริสเตียนเป็น และถ้าทุกคนกลับมาเป็นปกติดังที่พระองค์อยากให้เป็น นั่นแหละ การฟื้นฟูจะเกิดขึ้น แต่ถ้าการฟื้นฟูไม่ใช่มาจากพระเจ้า สิ่งนั้นจะทำให้ร้อนแรง คืออุณหภูมิเกินกว่าปกติ





อ.นิกร สิทธิจริยาภรณ์

สรุปคำเทศนาโบสถ์จีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 12/07/2009

เรื่อง ความหมายที่แท้จริงของการฟื้นฟู

How To Be Like Jesus (5)‏

ความอ่อนโยนของพระเยซูคริสต์ต่อคนทั้งหลาย (2)

เรามักจะคิดว่าเมื่อคนคนหนึ่งมาเชื่อในพระเจ้าแล้วจะได้รับการเปลี่ยนแปลงทันทีทั้งหมดจากความบาปของเขา เมื่อเขาได้รับการสร้างใหม่ก็ไม่น่าจะต้องดิ้นรนกับบาปเก่า ๆ ที่มีอยู่ ซึ่งก็เป็นจริงในบางกรณี คือมีผู้ที่เชื่อแล้วได้รับการเปลี่ยนแปลงทันที แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในทุก ๆ กรณี บางคนใช้เวลาเป็นเดือน บางคนใช้เวลาหลายปีในการเอาชนะบาปเก่า ๆ ในชีวิตของตัวเอง หลายครั้ง

ดังเช่นคนที่ติดยาเสพติด เมื่อพยายามที่จะเลิกก็ดูเหมือนยาก ถ้าเขาล้มเลิก ยอมแพ้ เขาก็จะไม่สามารถที่จะเลิกได้สำเร็จ

มีผู้หนึ่งที่ติดยาเสพติด ติดเหล้าทั้งสามีและภรรยา ชีวิตครอบครัวเกือบจะล่มสลาย เขาทั้งสองหมดหวัง เมื่อมีผู้หนึ่งชวนคู่นี้ไปโบสถ์ เขาก็ได้ลองไปดู ครั้งแรกที่ไปโบสถ์ ทั้งคู่ก็ได้รับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วย

ผู้ที่เป็นภรรยา เมื่อรับเชื่อ เขาสามารถเลิกยาเลิกเหล้าได้ทันที แต่สามีของเขาไม่สามารถที่จะทำได้ทั้งหมดในช่วงแรก ใช้เวลาประมาณ 9 เดือน ก่อนที่จะเลิกได้ ระหว่างนั้นเขาล้มเหลวหลายครั้ง แต่ภรรยาก็คอยให้กำลังใจ และคริสตจักรก็พยายามช่วยเหลืออย่างมาก ทุกครั้งที่เขาล้มลง เขาทั้งหลายก็ช่วยให้เขาลุกขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง คนเหล่านั้นได้สำแดงความรักในการเข้าไปช่วยเขา จนเขาสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง

เพราะว่าเรามักจะคิดว่าคริสเตียนคงจะไม่เสพติดอะไรหรอก จึงไม่ค่อยพูดถึง ดังนั้นคริสเตียนคนไหนที่เสพติดอะไรบางอย่างก็พยายามที่จะซ่อนเอาไว้ และไม่กล้าบอกใคร

ทราบหรือไม่ ว่าสิ่งเสพติดสำคัญอันดับหนึ่งในกลุ่มคริสเตียน คือ สิ่งลามกที่พบได้ในอินเตอร์เนต

ผลสำรวจพบว่า แม้ศิษยาภิบาลเอง มีถึง 50% ที่เข้าถึงสื่อลามกเหล่านี้ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้สามารถดูคนเดียวส่วนตัวได้ จึงไม่ค่อยมีโอกาสที่จะโดนจับได้ เลยกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่มากทั่วโลก

เราจะทำอย่างไร ถ้าเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ ติดสื่อลามกเหล่านี้ เราจะบอกว่า ก็สมแล้วนี่หน่า ไม่ควรที่จะทำตั้งแต่แรกอยู่แล้ว หรือตกใจมาก เลยไม่กล้าพูดคุยกับเขาอีกเลย

ถ้าจะเหมือนพระเยซูคริสต์ เราจำเป็นต้องสำแดงความรักกับคนเหล่านั้น จะต้องช่วยเหลือเขาในสิ่งที่เขาต้องการ เราจำเป็นต้องช่วยจนที่เขาได้รับอิสรภาพจากสิ่งเหล่านี้ได้ จำเป็นจะต้องอาศัยความพยายามเพราะเขาอาจจะล้มเหลวหลายครั้ง

ในกรณีนี้ต่างจากในกรณีแรกที่เราจะต้องสร้างขอบเขต เพราะในกรณีแรกนั้น คนเหล่านั้นไม่ยอมเปลี่ยนแปลง แต่ในกรณีนี้ คนคนนั้นพยายามอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง

พระเยซูคริสต์ไม่เคยที่จะเพิกเฉยกับความบาปของยอห์นและยากอบ แต่ทรงพยายามช่วยเขาทั้งสองจนกระทั่งทั้งสองได้รับการเปลี่ยนแปลง เราจำเป็นต้องช่วยเหลือพี่น้องที่กำลังดิ้นร้นให้พ้นจากบาปที่มีอยู่เช่นกัน

บทเรียนตรงนี้ คือ ในฐานะที่เป็นผู้เชื่อ เราจำเป็นต้องช่วยเหลือคนเหล่านั้นที่กำลังดิ้นรนที่จะหลุดพ้นจากความบาป

มีใครที่หวังว่าจะไม่ทิ้งเขาหรือหมดหวังในตัวเขาเมื่อเขาล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า หรือมีใครที่เราพยายามที่จะเดินไปกับเขาตลอด แม้จะเป็นหนทางที่ยาวไกล จนเขาสามารถทำได้สำเร็จได้หรือไม่ ?

พระเยซูคริสต์ทรงมีคำพูดที่สำแดงความรักให้กับผู้คน พระองค์มักจะพูดความจริงในความรัก พระองค์มักจะกล่าวความจริง และหนุนใจให้เรายึดความจริงนั้น

มารธาเศร้าโศกกับการเสียชีวิตของลาซารัส พระเยซูคริสต์ก็ได้บอกความจริงถึงการที่ลาซารัสจะฟื้นขึ้นมา

เมื่อพระองค์ทรงฟื้นพระชนม์ พระองค์ได้ไปหาโธมัส พระองค์จึงทรงให้เขาสัมผัสพระองค์ เพื่อที่เขาจะเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตายแล้ว

พระคำของพระเจ้าเป็นกำลังใจอย่างมากสำหรับชีวิตของเรา พระองค์ตรัสกับเรา เมื่อเราได้ยินพระองค์ ก็จะเป็นกำลังให้เรายึดพระองค์ไว้ พระองค์สำแดงความรักโดยการสนองความต้องการเมื่อเราต้องการกำลังใจ เราจำเป็นจะต้องทำเช่นเดียวกันกับผู้อื่นด้วย

คนที่เราติดต่อด้วย ทุกคนต้องการกำลังใจ บางครั้งเขาต้องการความจริง บางทีเราก็จำเป็นที่จะต้องไม่เห็นด้วยกับเขา และเขาเองก็ต้องการความจริงเกี่ยวกับว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้ใดและพระองค์ทรงสามารถช่วยเขาได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เขาก้าวเดินต่อไปในทุก ๆ สถานการณณ์

เราเองจำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เหมือนพระเยซูคริสต์มากขึ้นในเรื่องคำพูดของเรา บางครั้งเรามักจะพูดความจริง แต่แทนที่จะสร้างสรรค์ กลับกลายเป็นการทำลายความรู้สึก ความจริงควรจะเป็นการเยียวยามากกว่าใช้เป็นอาวุธ

บางทีเราไม่กล้าพูดความจริง เพราะกลัวว่าผู้ที่เราไปพูดด้วยจะไม่พอใจ แต่พระเยซูคริสต์ตรัสความจริงเสมอ เพราะนี่เป็นหนทางเดียวที่จะเป็นการให้กำลังใจ และการที่เราพูดความจริงด้วยความรัก จะเป็นการสร้างคนอื่นขึ้นมา

มีอะไรที่เราจะต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงในเรื่องคำพูดหรือไม่ ? หรือเราจำเป็นต้องเลิกกลัวแล้วเริ่มที่จะพูดความจริงแก่ผู้อื่น ? หรืออาจต้องเรียนรู้ในการพูดความจริงโดยการเพิ่มความอ่อนโยนเข้าไปด้วย ?

เราจะต้องมีเวลาที่จะใช้กับพระเยซู เพื่อที่จะเรียนรู้จากพระองค์ แล้วเราจะสามารถพูดได้อย่างเหมาะสม

เราจะเป็นเหมือนพระองค์ได้อย่างไร? ไม่ใช่การพยายาม แต่เป็นการยอมรับการเปลี่ยนแปลง

ขอที่เราจะใช้เวลากับพระองค์ เข้าใกล้ชิดกับพระองค์ เติบโตทางวิญญาณ เพื่อที่เราจะสามารถก้าวร้าวต่อบาป และอ่อนโยนกับผู้คนได้ ขอสิ่งเหล่านี้ที่จะเกิดขึ้นในชิวตของเรา



อ. Melinda Burnette

คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง เมื่อวันที่ 09/08/2009

เรื่อง How To Be Like Jesus

แปลโดย มน.นิลุบล วงศ์วรเศรษฐ์

How To Be Like Jesus (4)‏

ความอ่อนโยนของพระเยซูคริสต์ต่อคนทั้งหลาย (1)

พระองค์ทรงแข็งกร้าวกับความบาป แต่ทรงอ่อนโยนกับคน พระองค์ทรงรักผู้คนและปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นอย่างผู้ที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี

สิ่งหนึ่งที่พระองค์ทรงสำแดง คือ การให้อภัย

"1 แต่พระเยซูเสด็จไปยังภูเขามะกอกเทศ
2 ในตอนเช้าตรู่พระองค์เสด็จเข้าในบริเวณพระวิหารอีก คนทั้งหลายพากันมาหาพระองค์ พระองค์ก็ประทับนั่งและเริ่มสั่งสอนเขา
3 พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี ได้พาผู้หญิงคนหนึ่งมา หญิงผู้นี้ถูกจับฐานล่วงประเวณี และเขาให้หญิงผู้นี้ยืนอยู่หน้าฝูงชน
4 เขาทูลพระองค์ว่า 'พระอาจารย์เจ้าข้า หญิงคนนี้ถูกจับเมื่อกำลังล่วงประเวณีอยู่
5 ในธรรมบัญญัตินั้นโมเสสสั่งให้เราเอาหินขว้างคนเช่นนี้ให้ตาย ส่วนท่านจะว่าอย่างไรในเรื่องนี้'
6 เขาพูดอย่างนี้ เพื่อทดลองพระองค์หวังจะหาเหตุฟ้องพระองค์ แต่พระเยซูทรงน้อมพระกายลงเอานิ้วพระหัตถ์เขียนที่ดิน
7 และเมื่อพวกเขายังทูลถามอยู่เรื่อยๆ พระองค์ก็ทรงลุกขึ้นตรัสตอบเขาว่า 'ผู้ใดในพวกท่านที่ไม่มีผิด ก็ให้ผู้นั้นเอาหินขว้างเขาก่อน'
8 แล้วพระองค์ก็ทรงน้อมพระกายลงเอานิ้วพระหัตถ์เขียนที่ดินอีก
9 แต่เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินดังนั้น เขาทั้งหลายจึงออกไปทีละคนๆ เริ่มจากคนเฒ่าคนแก่ เหลือแต่พระเยซูตามลำพัง กับหญิงคนนั้นที่อยู่ต่อพระพักตร์พระองค์
10 พระเยซูทรงเงยพระพักตร์ขึ้นตรัสกับนางว่า 'หญิงเอ๋ย พวกเขาไปไหนหมด ไม่มีใครเอาโทษเจ้าหรือ'
11 นางนั้นทูลว่า 'พระองค์เจ้าข้า ไม่มีผู้ใดเลย' และพระเยซูตรัสว่า 'เราก็ไม่เอาโทษเจ้าเหมือนกัน จงไปเถิดและอย่าทำผิดอีก' "(ยอห์น 8:1-11)

หญิงผู้หนึ่งได้ถูกจับ เพื่อที่จะลงโทษ และผู้นำได้เชิญพระเยซูคริสต์มาเพื่อที่จะพิพากษาลงโทษหญิงนั้น แต่พระองค์ทรงให้โอกาสที่เขาจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ พระองค์ทรงให้โอกาสกับหญิงคนนั้นที่แม้ว่าเขาจะทำผิด แต่เขาก็ได้รับความอับอายแล้ว

การที่เปโตรได้ปฏิเสธพระองค์ก่อนที่จะทรงถูกตรึงที่กางเขน ส่วนตัวเปโตรรู้สึกสิ้นหวัง คงจะทำสิ่งใดไม่ได้ และเขาคงคิดว่าคนอย่างเขาคงจะหมดหวังที่จะรับใช้พระเจ้าอีกต่อไป คงจะไม่มีสิ่งใดที่จะเยียวยาความผิดที่เขาทำ เขารู้สึกว่าเขาได้ทำผิด และรู้สึกเสียใจ แต่พระเยซูทรงสำแดงความรักต่อเปโตรเมื่อทรงมาหาเขา และพระองค์ทรงนำให้เปโตรกลับเป็นผู้นำเหน่าสาวกอีกครั้งหนึ่ง

เราได้รับการอภัยบาปจากพระองค์ผ่านทางไม้กางเขน แม้ว่าเราสมควรได้รับโทษนั้น แต่ก็ทรงยกโทษบาปผิดของเรา และนำเราให้กลับมีความสัมพันธ์กับพระองค์ นี่เป็นหนทางที่พระองค์สำแดงความรักแก่ผู้อื่น

เมื่อผู้ใดที่ทำผิดต่อเรา และรู้สึกสำนึกผิด สิ่งที่เราควรจะตอบสนอง คือ การให้อภัย การที่พระองค์ทรงให้อภัยเรา เราจึงควรรับการอภัย และให้อภัยผู้อื่นด้วย

เนื่องด้วยเราเป็นคนบาป เราจึงมักจะมีศูนย์กลางคือตัวเอง และมักจะรู้สึกว่าผู้ที่ทำเราเจ็บปวด ควรจะได้รับการตอบสนองก่อนที่จะยกโทษ แต่เมื่อเราทำผิดกับผู้อื่น คนอื่นควรจะยกโทษให้เราเพราะเราไม่ได้ตั้งใจ

เมื่อใดก็ตามที่เราเข้าหาพระองค์ด้วยใจที่สำนึกผิด พระองค์ก็ทรงให้อภัยเรา การที่จะเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ และเราก็จำเป็นต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นเช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเลิกจำกัดขอบเขตความสัมพันธ์ แต่ความสัมพันธ์จะได้รับการรื้อฟื้น และพร้อมที่จะก้าวเดินต่อไป

การให้อภัยผู้อื่นนี่เอง เป็นการสะท้อนถึงหัวใจของพระเยซูคริสต์

มีผู้ใดที่เรารู้สึกว่าเราให้อภัยไม่ได้หรือไม่? หรือว่าเราพยายามทำให้เขารู้สึกแย่โดยการที่ไม่ยอมพูดกับเขา หรือวิพากษ์วิจารณ์ให้ผู้อื่นฟัง? ให้เราระลึกว่า นี่ไม่ใช่วิธีที่พระเยซูคริสต์ทรงปฏิบัติ เราจะเลือกทำเพื่อพระองค์ ก็โดยการให้อภัยผู้อื่น

พระเยซูคริสต์ทรงสำแดงความรักแก่คนเหล่านั้นที่ติดอยู่กับความบาป คนเหล่านี้มีความผิดพลาดในชีวิต ถ้าเราจะนึกถึง ก็คือ ยากอบและยอห์น เขาทั้งสองได้ฉายาว่าลูกแห่งฟ้าร้อง เพราะความใจร้อนของเขาทั้งสอง

"51 ครั้นจวนเวลาที่พระองค์จะทรงถูกรับขึ้นไป พระองค์ทรงตั้งพระทัยแน่วไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
52 และพระองค์ทรงใช้ทูตล่วงหน้าไปก่อน เขาก็เข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของชาวสะมาเรีย เพื่อจะเตรียมไว้ให้พระองค์
53 ชาวบ้านนั้นไม่รับรองพระองค์เพราะพระองค์กำลังเสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
54 เมื่อสาวกของพระองค์ คือยากอบและยอห์นได้เห็นดังนั้น เขาทูลพระองค์ว่า 'พระองค์เจ้าข้า พระองค์พอพระทัยจะให้ข้าพระองค์ขอไฟลงมาจากสวรรค์เผาผลาญเขาเสียหรือ'
55 แต่พระองค์ทรงเหลียวมาห้ามปรามเขา" (ลูกา 9:51-55)

เมื่อพระเยซูทรงไม่ได้รับการต้อนรับ เขาทั้งสองก็ขอให้พระองค์ส่งไฟมาเผาหมู่บ้านนี้ ซึ่งดูแล้วก็ไม่ได้สำแดงความรักเท่าไรนัก และก็มีเหตุการณ์ที่เขาทั้งสองขอพระเยซูคริสต์ที่จะได้รับเกียรติสูง ซึ่งทำให้เห็นว่าเขาทั้งสองไม่เข้าใจถึงการรับใช้ผู้อื่นด้วยใจถ่อม

แต่พระเยซูก็มิได้ทรงหมดหวังกับเขาทั้งสอง พระองค์ทรงดำเนินชีวิตอยู่กับเขา ช่วยเขา ค่อย ๆ เปลี่ยนเขา จนชีวิตของเขาทั้งสองได้รับการเปลี่ยนแปลง ในท้ายที่สุด ยอห์นก็ได้รับการเรียกว่า สาวกแห่งความรัก พระเยซูคริสต์ได้เปลี่ยนชีวิตของเขา แต่ก็ต้องใช้เวลาทั้งชีวิต



อ. Melinda Burnette

คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง เมื่อวันที่ 09/08/2009

เรื่อง How To Be Like Jesus

แปลโดย มน.นิลุบล วงศ์วรเศรษฐ์

How To Be Like Jesus (3)‏

การแข็งกร้าวกับความบาปของพระเยซูคริสต์ (con’t)

3. ความบาปของสังคม

พระเยซูคริสต์ทรงบริสุทธิ์ และทรงยุติธรรม พระองค์เผชิญหน้ากับความบาปและความอยุติธรรมเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้

ดังเหตุการณ์ที่พระเยซูคริสต์ทรงขับไล่คนที่ค้าขายในวิหาร คนเหล่านั้นทำให้คนจนไม่สามารถเข้ามานมัสการพระเจ้าได้ พระเยซูคริสต์ทรงพยายามที่จะไม่ให้เกิดการเหยียดชาวต่างชาติหรือรังเกียจกลุ่มคนบางกลุ่ม โดยการที่ทรงมีความสัมพันธ์กับคนต่างชาติ คนพิการ โสเภณี คนที่สังคมไม่ยอมรับ และพระองค์ตรัสตรง ๆ กับคนเหล่านั้นที่วางตัวเป็นผู้ตัดสินผู้อื่น ดังนั้น การที่จะเป็นเหมือนพระองค์ ก็คือ การที่เราจะแข็งกร้าวกับความบาป กำจัดความอยุติธรรมในสังคมด้วย

เราไม่ใช่เป็นคริสเตียน แล้วจำกัดชีวิตแค่มาโบสถ์ ศึกษาพระคัมภีร์ มีชีวิตที่สุขสบายเท่านั้น แต่เราได้รับการเรียกเพื่อให้เผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ไม่ยุติธรรมในสังคม

สังคมโลก ไม่ใช่สังคมที่มีความยุติธรรม ผู้คนในโลกนี้มีหลายคนที่ถูกเอาเปรียบ ริดรอนสิทธิ์ และถูกเหยียดหยาม ผู้เชื่อก็ได้รับการเรียกมาเพื่อที่จะเป็นปากเสียงให้กับคนเหล่านี้

ถ้าเรามองสถานการณ์รอบตัว เราจะเห็นเหตุการณ์เหล่านี้มากขึ้น เราพบว่าผู้ลี้ภัยอพยพได้ถูกริดรอนสิทธิ์ มีผู้หญิงและเด็กถูกขายไปเพื่อที่ครอบครัวของเขาจะได้เงิน เราได้เห็นเด็ก ๆ ในชุมชนแออัดไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ เราได้เห็นชาวนาชาวประมงที่ทำมาหากินไม่ได้ หรือไม่พอกิน เพราะมีผู้อื่นคอยเอาเปรียบ เราได้เห็นแรงงานได้รับค่าจ้างต่ำ เพื่อที่เจ้าของจะได้กำไรมากขึ้น

ความบาปเหล่านี้ พระเยซูทรงแข็งกร้าวด้วย และพระองค์ทรงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

บทเรียนจากตรงนี้ ก็คือ ความอยุติธรรมเป็นความบาปที่ผู้เชื่อจำเป็นต้องจำกัดออกไป

แล้วเราจะทำอย่างไรกับสังคมที่เราอยู่ เพื่อให้ความยุติธรรมเกิดขึ้น?

การเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ได้ เราจะต้องมีจิตใจที่จะเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ เหมือนที่พระองค์ทรงรู้สึก หมายถึงเราจะต้องแข็งกร้าวกับความบาปที่เกิดขึ้นในสังคม เราจำเป็นต้องทำให้เกิดสิ่งที่ถูกต้องสำหรับผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ ไม่มีปากเสียง ไม่มีอำนาจที่จะทำด้วยตัวเอง

เรายินดีหรือไม่ที่จะสนับสนุนการศึกษาของผู้ยากจน หรือการที่เข้าไปสอนหญิงที่ตั้งใจที่จะเลิกเป็นโสเภณี โดยการเข้าไปช่วยสอนการทำงานให้ หรือการช่วยให้คนมีงานที่ดีขึ้น ถ้าเราอยากเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งทีเราจำเป็นต้องทำ



อ. Melinda Burnette

คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง เมื่อวันที่ 09/08/2009

เรื่อง How To Be Like Jesus

แปลโดย มน.นิลุบล วงศ์วรเศรษฐ์

How To Be Like Jesus (2)‏

การแข็งกร้าวกับความบาปของพระเยซูคริสต์ (con’t)

2. ความบาปของคนรอบข้าง

สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับคนรอบข้างที่ใกล้ชิดกับเรา เราจำเป็นต้องกล้าที่จะเผชิญหน้า และบางครั้งจะต้องวางขอบเขตสำหรับความสัมพันธ์

"31 ตั้งแต่เวลานั้นมา พระองค์กล่าวสอนสาวกว่า บุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์ทรมานหลายประการ พวกผู้ใหญ่ พวกมหาปุโรหิต และพวกธรรมาจารย์จะไม่ยอมรับพระองค์ ในที่สุดพระองค์จะต้องถึงถูกประหารชีวิต แต่ในวันที่สามพระองค์จะทรงเป็นขึ้นมาใหม่
32 คำเหล่านี้พระองค์ตรัสโดยเปิดเผย ฝ่ายเปโตรเอามือจับพระองค์แล้วก็ทูลท้วง
33 พระองค์จึงทรงหันพระพักตร์ดูเหล่าสาวกแล้วติเปโตรว่า 'อ้ายซาตาน จงไปให้พ้น เพราะเจ้าคิดอย่างคน มิได้คิดอย่างพระเจ้า' " (มัทธิว 8:31-33)

พระเยซูทรงรักเปโตร และพระองค์ก็ไม่สามารถเพิกเฉยต่อความบาปในชีวิตของเปโตรได้ พระองค์ตรัสกับเปโตรในเรื่องนี้อย่างเผชิญหน้า เกี่ยวกับความบาปของท่าน ซึ่งการที่พระเยซูทรงกระทำเช่นนั้น เป็นสิ่งที่ดีสำหรับชีวิตของเปโตร และดีสำหรับสาวกคนอื่น ๆ ด้วย

การที่จะแข็งกร้าวกับความบาป ไม่ได้หมายความว่าจะตำหนิวิจารณ์ตลอดเวลา แต่หมายความว่า เราไม่สามารถเพิกเฉยหรือมองข้ามความบาปของคนรอบข้างของเรา เพราะความบาปของเขาก็มีผลต่อชีวิตเราและคนรอบข้างเช่นกัน

การที่จะได้รับการเปลี่ยนใหม่ให้เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ เราจำเป็นต้องทำตามอย่างพระองค์ด้วย ถ้าคนที่เรารักได้ทำความผิดบาป ก็เป็นหน้าที่ของเราที่เราจะต้องเผชิญหน้าอย่างตรงไปตรงมา และคาดหวังด้วยว่าเขาจะทำเช่นเดียวกัน

อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่สบายใจเท่าไรนัก เพราะผู้ที่เราเผชิญหน้าอาจจะไม่พอใจ โกรธ หรือทำให้ความสัมพันธ์แย่ลง แต่ในฐานะที่เป็นผู้เชื่อ เราไม่สามารถเลือกได้ว่าส่วนใดที่เราอยากเชื่อฟัง และส่วนใดที่เราเลือกที่จะไม่ทำ แต่เราจะต้องบริสุทธิ์เพราะพระองค์ทรงบริสุทธิ์ เราจะต้องทำเช่นเดียวกับที่พระเยซูคริสต์ทรงปฏิบัติกับเปโตร

ต้นปีนี้ มีสุภาพสตรีสองท่านได้มาคุยกับข้าพเจ้าโดยตรงเกี่ยวกับความบาปของข้าพเจ้า เขาได้กล่าวว่าการกระทำบางอย่างของข้าพเจ้าที่ทำให้เขารู้สึกสะดุด แรก ๆ ข้าพเจ้ารับไม่ได้ หลังจากนั้นก็เริ่มเปลี่ยนเป็นโกรธ แต่เมื่อพระเจ้าตรัสในจิตใจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็พบว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นความจริง ก็เลยเปลี่ยนจากความโกรธเป็นความเศร้า รู้สึกเสียใจว่าได้ทำสิ่งที่ไม่ดีต่อเขา และพระเจ้าทรงนำให้ข้าพเจ้าได้ไปขอโทษเขา และได้เปลี่ยนแปลงชีวิต ทำให้รู้สึกสบายใจขึ้น เพราะพระเจ้าได้รับเกียรติจากสิ่งที่เกิดขึ้น และข้าพเจ้าได้เติบโตในความรู้สึก และข้าพเจ้าก็เข้าใจว่าสุภาพสตรีทั้งคนทั้งสองนั้น ได้มีความรักต่อข้าพเจ้า จึงกล้าที่จะกล่าวกับข้าพเจ้าโดยตรง

แต่ตรงกันข้าม ถ้าหากว่าคนที่เราเผชิญหน้าด้วยปฏิเสธที่จะเปลี่ยนแปลง เราก็จำเป็นจะต้องวางขอบเขตของเราด้วย โดยจำกัดขอบเขตความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเขา ทั้งอาจจะต้องเลิกติดต่อกับเขาโดยเด็ดขาด หรือจำกัดความสัมพันธ์นั้น

พระเยซูทรงทราบว่ายูดาสวางแผนทรยศ และพระองค์ทรงให้โอกาสยูดาสในการกลับใจใหม่ แต่เมื่อเขาไม่กลับใจไม่ พระองค์ก็ผลักไสเขาออกไป

"แต่ข้าพเจ้าเขียนบอกท่านว่า ถ้าผู้ใดได้ชื่อว่าเป็นพี่น้องแล้ว แต่ยังล่วงประเวณี เป็นคนโลภ เป็นคนถือรูปเคารพ เป็นคนปากร้าย เป็นคนขี้เมา หรือเป็นคนฉ้อโกง อย่าคบคนอย่างนั้น แม้จะกินด้วยกันก็อย่าเลย" (1โครินธ์ 5:11)

การสานความสัมพันธ์กับคนที่เมื่อทำผิดแล้วไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง มักจะนำความเสียหายมาสู่เราและคนรอบข้าง การที่จะแข็งกร้าวกับความบาปเราจำเป็นต้องจำกัดขอบเขตความสัมพันธ์ เพื่อที่จะปกป้องตัวเราและคนรอบข้าง ที่จะปิดกั้นผลของความบาปของเขา ไม่ให้มาถึงเราและคนใกล้ชิด การจำกัดความสัมพันธ์นี้ เราอาจจำเป็นต้องจำกัดการติดต่อให้อยู่เฉพาะในที่สาธารณะ หรือกลุ่มคนที่มีความเชื่อ

ถ้ามีใครที่ชอบกระแนะกระแหน ชอบวิจารณ์เราเสมอ หรือมักจะขอให้เราทำนู่นทำนี่ให้อยู่เรื่อย และทำให้เรารู้สึกผิดเมื่อเราไม่สามารถตอบสนอง เมื่อเราปฏิเสธเขา อาจดูเหมือนการไม่มีความรัก ไม่ให้อภัย แต่คนที่ไม่ยอมเปลี่ยนนั้น จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงเมื่อผลของความบาปนำผลเสียอย่างร้ายแรง จนกระทั้งต้องเลือกระหว่างความบาปและความสัมพันธ์ และจุดมุ่งหมายที่เราจำกัดความสัมพันธ์กับเขา ก็เพื่อที่จะให้เขาเลิกทำบาป ไม่ใช่ให้เขาเลิกความสัมพันธ์

เราไม่สามารถช่วยให้ใครรอดได้ แต่พระเจ้าทรงเรียกให้รักคนเหล่านั้น และการจะรักได้ก็จำเป็นต้องทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายที่สุดสำหรับเรา

ถ้าเพื่อนของเรามีพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง เราจะยอมที่จะมีความสัมพันธ์กับเขาต่อไปหรือไม่? หรือเราจะขอพระเจ้าที่จะให้มีคำพูดที่ถูกต้อง และรู้ว่าจะมีระดับความสัมพันธ์มากเพียงใดเพื่อช่วยให้เขาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม?



อ. Melinda Burnette

คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง เมื่อวันที่ 09/08/2009

เรื่อง How To Be Like Jesus

แปลโดย มน.นิลุบล วงศ์วรเศรษฐ์

How To Be Like Jesus (1)‏

เราเป็นคริสเตียน เราอยากที่จะเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ แต่เราไม่สามารถที่จะพยายามเลียนแบบพฤติกรรมของพระองค์ แล้วหวังว่าจะทำได้ดี แต่เราจำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงจากภายในออกมาสู่ภายนอก

เราจะเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ได้ เมื่อเราเกลียดชังความบาป และรักคนทั้งหลาย

วันนี้ เราจะได้เรียนรู้ร่วมกันว่า พระเยซูทรงแข็งกร้าวกับความบาปอย่างไร ? และทรงอ่อนโยนกับคนทั้งหลายอย่างไร ?



การแข็งกร้าวกับความบาปของพระเยซูคริสต์

พระองค์ทรงแข็งกร้าวกับความบาป 3 ด้าน ซึ่งเราจะต้องเปลี่ยนแปลงในสามสิ่งนี้ เพื่อที่ทัศนคติเราจะเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์

1. ความบาปของตัวเราเอง

ความบาปด้านนี้ เกี่ยวข้องกับตัวของเรา ชีวิตส่วนตัวของเรา เกี่ยวข้องกับความบริสุทธิ์ส่วนตัว

"เจ้าต้องบริสุทธิ์สำหรับเรา เพราะเราคือพระเจ้าบริสุทธิ์ และได้แยกเจ้าออกจากชนชาติทั้งหลายเพื่อเจ้าจะเป็นของเรา" (เลวีนิติ 20:26)

"แต่การเอ่ยถึงการล่วงประเวณี การลามกต่างๆ และการละโมบ อย่าให้มีขึ้นในพวกท่านเลย จะได้สมกับที่ท่านเป็นธรรมิกชน" (เอเฟซัส 5:3)

"ผู้ทรงช่วยเราให้รอด และทรงให้เรามาเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ ไม่ใช่เพราะเห็นแก่การดีที่เราได้กระทำ แต่เพราะเห็นแก่พระประสงค์ของพระองค์เอง และพระคุณซึ่งทรงประทานแก่เรา ในพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มานั้น" (2ทิโมธี 1:9)

พระเยซูคริสต์มิได้ทรงทำบาปเลย ชีวิตพระองค์บริสุทธิ์ เราเป็นคนบาป เราไม่สามารถที่จะสมบูรณ์แบบได้ในโลกนี้ แต่พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงเราอยู่ตลอดเวลาให้เราเป็นคนที่บริสุทธิ์

ความบริสุทธิ์เป็นสิ่งที่พระเจ้าให้ความสำคัญอย่างสูง เราจึงไม่สามารถเพิกเฉยต่อสิ่งเหล่านี้ได้

ถ้าเราซื่อสัตย์กับตัวเอง เราจะมองความบริสุทธิ์เป็นเหมือนการสอบ คือ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้คะแนนสูงสุด แต่ได้คะแนนสูงกว่าคนอื่นก็พอใจแล้ว ได้ดีกว่าคนอื่นคงจะเพียงพอแล้ว แต่นี่ไม่ใช่มาตรฐานของพระเจ้าที่จะทรงยอมรับได้

การที่จะแข็งกร้าวต่อความบาป หมายความว่า เราจะต้องเกลียดชังความบาป ไม่ใช่เพียงแค่ละเลยเพิกเฉย หรือยอมรับ หรือทำเหมือนกับว่าไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่เราจะต้องเกลียดชังความบาป

การเกลียดชังความบาป ไม่ได้เป็นเฉพาะเมื่อได้รับผลร้ายของการทำบาปเท่านั้น หรือไม่ใช่เพียงแค่เมื่อเราทำผิดแล้วมีคนจับได้รู้สึกอับอายเท่านั้น แต่พระเจ้าทรงเห็นความบาปทุกอย่างของเรา และพระองค์ทรงเกลียดชังความบาปนั้น และสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ ก็คือ จะทรงกำจัดบาปเหล่านั้นให้ไปไกลจากชีวิตของเรา

ความบาปได้ทำลายชีวิตของเราแม้ว่าจะไม่มีใครเลยที่เห็นสิ่งที่เราทำ นี่เป็นเหตุที่พระเจ้าทรงเกลียดชังความบาป เพราะว่าความบาปทำให้เราเจ็บปวด ทำลายชีวิตของเรา และทำให้เราออกห่างจากพระเจ้า ทำให้เราไม่สามารถมีสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้าได้

บทเรียนที่ได้จากตรงนี้ คือ การที่เราเกรงกลัวกับความบาป หมายถึงเรากำลังเติบโตขึ้นในความบริสุทธิ์

การที่จะเกลียดชังความบาป เราจะต้องเผชิญหน้ากับมัน และรู้ว่ามันน่าเกลียดน่าชังเพียงไร

สิ่งที่อยากท้าทาย คือ ให้เราจะทูลขอพระเจ้า ให้ทรงสำแดงแก่เราทุกวัน ว่ามีสิ่งใดบ้างที่เป็นบาปผิดในชีวิตของเรา แล้วพระองค์จะทรงตอบคำถามเหล่านั้น คำตอบที่เราได้รับอาจทำให้รู้สึกเราแย่ไปได้สักพักหนึ่ง แต่หลังจากนั้น เราจะเริ่มมีทัศคติแบบพระองค์ และแข็งกร้าวกับความบาป



อ. Melinda Burnette

คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง เมื่อวันที่ 09/08/2009

เรื่อง How To Be Like Jesus

แปลโดย มน.นิลุบล วงศ์วรเศรษฐ์

วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ความรักจากชายแปลกหน้า

ศิษยาภิบาลเรียนบทเรียนหนึ่งด้วยความรักจากชายแปลกหน้าผู้มาเยือนคริสตจักร

วันหนึ่งศิษยาภิบาลเดินทางผ่านคริสตจักรของเขาเองในตอนเที่ยง
จึงคิดจะแวะดูสักนิดว่าจะมีใครมาอธิษฐานในคริสตจักรไหม
ทันได้นั้นเอง ประตูหลังก็เปิดออก พร้อมกับชายคนหนึ่งเดินเข้ามาตามทางเดิน
ศิษยาภิบาลหน้านิ่วถมึงทึงด้วยความไม่พอใจ ชายคนนี้ไม่ได้โกนหนวดเครา
เสื้อเชิ้ตออกจะเก่าซอมซ่อ เสื้อนอกก็ขาดวิ่นและหลุดลุ่ย
เขาคุกเข่าลง และก้มศีรษะ จากนั้นก็ลุกขึ้นและเดินจากไป

หลายวันต่อมา
ตอนเที่ยงหมอนี่ก็โผล่มาที่คริสตจักรอีกเป็นประจำ
ในแต่ละครั้งเขาจะมาคุกเข่าอยู่สักครู่หนึ่ง
มีกล่องอาหารกลางวันบนหน้าตัก แน่นอน!
ศิษยาภิบาลตั้งข้อระแวงว่า หมอนี่คงเป็นพวกหัวขโมยแน่ๆ!!!
เขาตัดสินใจเข้าไปคุยกับชายผู้นี้ “คุณมาทำอะไรที่นี่หรือ?”

ชายแก่จึงเล่าให้ฟังว่า
เขาทำงานที่โรงงานซึ่งตั้งอยู่บนถนนสายนี้
มีเวลาพักเที่ยงครึ่งชั่วโมง และเวลาเที่ยงเป็นเวลาอธิษฐาน
เพื่อเขาจะได้รับเรี่ยวแรงและฤทธิ์เดช

“ ผมอยู่ได้เพียงชั่วครู่เพราะโรงงานอยู่ไกลมาก
เมื่อผมคุกเข่าลงและพูดกับองค์พระผู้เป็นเจ้า
ผมจะบอกอย่างนี้ว่า
“องค์พระผู้เป็นเจ้า ผมเข้ามาอีกครั้ง
เพื่อจะบอกพระองค์ ว่าผมมีความสุขมากแค่ไหนตั้งแต่วันที่เราได้รู้จักกัน
และพระองค์ทรงยกโทษบาปของผม
ผมอธิษฐานไม่ค่อยเก่งนัก
แต่ผมคิดถึงพระองค์ทุกวัน
พระเยซู… ผม-จิม มารายงานตัววันนี้ ”


ศิษยาภิบาลรู้สึกกระอักกระอวนกับความเขลาของตน
จึงบอกจิมไปว่า เขาสามารถมาที่นี่และอธิษฐานได้ทุกเวลา ครั้นได้เวลาจากกัน
จิมส่งยิ้มให้และกล่าว “ขอบคุณ” พร้อมกับเร่งรีบไปที่ประตู

ศิษยาภิบาลคุกเข่าตรงแท่นข้างหน้า
อย่างที่เขาไม่เคยทำมาก่อน
หัวใจที่เย็นชาของเขาหลอมละลายและอบอุ่นขึ้นด้วย ความรัก
…เขาได้พบพระเยซูที่นั่น
ในขณะที่น้ำตาไหลพรากอยู่นั้น
ภายในหัวใจของเขาได้อธิษฐานตามอย่างเฒ่าจิมที่ว่า

"องค์พระผู้เป็นเจ้า
ผมเข้ามาอีกครั้ง
เพื่อจะบอกพระองค์ว่า
ผมมีความสุขแค่ไหนตั้งแต่วันที่เราได้รู้จักกัน
และพระองค์ทรงยกโทษบาปของผม
ผมอธิษฐานไม่ค่อยเก่งนัก
แต่ผมคิดถึงพระองค์ทุกวัน พระเยซู…
นี่ผมเอง มารายงานตัววันนี้"

บ่ายวันหนึ่ง
ศิษยาภิบาลเริ่มสังเกตว่าจิมไม่ได้มาเหมือนเคย
และเวลาผ่านไปอีกหลายวัน
โดยที่จิมไม่ได้ปรากฏตัว เขาเริ่มรู้สึกวิตก
ที่โรงงาน ศิษยาภิบาลมาถามหาชายชราชื่อ จิม
และได้ความว่า เขาป่วย
คนที่โรงงานต่างก็เป็นห่วงกับอาการของจิม
แต่เขากลับทำให้ทุกคนรู้สึกประหลาดใจ
ช่วงสัปดาห์ที่จิมอยู่ด้วยนั้น
นำการเปลี่ยนแปลงมาอย่างถ้วนทั่ว
รอยยิ้มของเขากับความปิติยินดีที่เป็นเหมือนโรคระบาด
ผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไปคือรางวัลใหญ่ของเขา
หัวหน้าพยาบาลไม่อาจเข้าใจได้ว่า
เหตุใดจิมจึงดีใจอยู่เสมอ
ทั้งที่ไม่มีดอกไม้เยี่ยมไข้ โทรศัพท์ หรือบัตรอวยพร ไม่มีใครสักคนมาเยี่ยม

ศิษยาภิบาลยืนอยู่ข้างเตียงเขา
ฟังเสียงรำพันของพยาบาลผู้เป็นห่วง
โอ้…จิม ไม่มีเพื่อนมาแสดงความห่วงใย
ไม่มีใครที่เขาจะพึ่งพิงได้ แต่น่าแปลกใจ
เฒ่าจิมอธิบายขึ้นด้วยรอยยิ้มละไมของชัยชนะ

" คุณพยาบาลไม่เข้าใจ เธอไม่รู้หรอกว่า
ในครู่ใหญ่ๆ ของทุกเที่ยงวัน พระองค์อยู่ที่นี่ เพื่อนรักของผม
คุณเห็นไหมว่าพระองค์กำลังนั่งอยู่ ทรงกุมมือผมไว้
โน้มเข้ามาใกล้และบอกว่า

“เราเข้ามาอีกครั้ง…จิม …
เพื่อบอกเจ้าว่าเรามีความสุขมากแค่ไหนตั้งแต่วันที่เราได้รู้จักกัน
และเรายกโทษบาปของเจ้า
เรารักที่จะฟังเจ้าอธิษฐานเสมอ
และเราคิดถึงเจ้าทุกวัน
จิม…เราคือเยซู มารายงานตัวในวันนี้” "


ผมได้อ่านเรื่องนี้จากอีเมลที่เพื่อนคนหนึ่งส่งมาให้และเกิดอาการอย่างเดียวกับศิษยาภิบาลผู้นี้
ผมร้องไห้และอธิษฐานกับพระเยซูด้วย
คำอธิษฐานของลุงจิม
ชีวิตและการับใช้ของผมมันช่างยิ่งใหญ่และซับซ้อนจนผมลืมไปว่า
“ผมมีความสุขมากแค่ไหน ตั้งแต่วันที่ผมกับพระเยซูได้รู้จักกัน”

มิตรภาพของพระองค์เป็นสิ่งเดียวในชีวิตที่ให้ความสุขแท้กับผม
และจะติดตามผมไป
ไม่ว่าผมจะทุกข์ยาก เจ็บป่วย หรือล้มเหลว
ตั้งแต่เริ่มเป็นคริสเตียนนั้น
ผมได้ผ่านความเจ็บปวดใหญ่น้อยมานับไม่ถ้วน
มีบางครั้งก็สาหัสจนผมแทบไม่เชื่อว่าจะผ่านมาได้
แต่มิตรภาพของพระองค์ทำให้ไม่มีความทุกข์แท้สำหรับผม
ความทุกข์ทั้งหมดล้วนไม่จีรัง
เมื่อมันถูกนำมาปะทะกับความสุขของการได้รู้จักพระเยซู


"องค์พระผู้เป็นเจ้า
ผมเข้ามาหาพระองค์อีกครั้ง
เพื่อจะบอกพระองค์ว่า
ผมมีความสุขมากแค่ไหน
ตั้งแต่วันที่เรารู้จักกัน
และพระองค์ยกโทษบาปของผม
ผมอธิษฐานไม่ค่อยเก่งนัก
แต่ผมคิดถึงพระองค์ทุกวัน
พระเยซู…นี่ผมเอง มารายงานตัววันนี้"

My Blog

  • วินัยของน้องหมา (ข้างถนน) - วันที่ 18/8/2011 เช้านี้ขณะที่รถติดไฟแดงอยู่บริเวณสี่แยกสามย่าน ซึ่งเบื้องหน้าเป็นจามจุรีสแควร์นั้น พลันก็เหลือบเห็นน้องหมาตัวหนึ่งเดินข้ามทางม้าลายด้วยอ...
    15 ปีที่ผ่านมา
  • บทความคริสเตียน - บทความคริสเตียน http://www.gracezone.org/index.php/christian-articles บทความทางด้านจิตวิญญาณ หลักข้อเชื่อ พระเจ้า พระคัมภีร์ พระเจ้า พระคัมภีร์ แนวทางในการ...
    17 ปีที่ผ่านมา
  • คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู - คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู วัน พุธ 08 ต.ค. 08@ 17:47:37 ICT หัวข้อ: สรุปคำเทศนาประจำอาทิตย์ ดร.ทะนุ วงค์ธนานุกุล วัน อาทิตย์ ที่ 21 กันยายน 2008 พระธร...
    18 ปีที่ผ่านมา
  • - แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้...
    18 ปีที่ผ่านมา

Christian Blog

บล็อกวาไรตี้

เทคโนโลยี

ดาวน์โหลดโปรแกรมมาใหม่ล่าสุด |

วาไรตี้

ข่าวประจำวัน

สารบัญเว็บไทย

กินลม ชมทะเล ที่มาร์คเฮ้าส์บังกะโล เกาะกูด จ.ตราด

Thailand Map