Custom Search By Google

Custom Search

วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2552

ความเชื่อในพระเจ้า

วันนี้ ผมจะขอพูดถึงความเชื่อ โดยเป็นความเชื่อที่นำไปสู่ชัยชนะ นำไปสู่ผลสำเร็จในที่สุด ซึ่งเป็นความเชื่อที่พระองค์ทรงโปรดปราน

คริสเตียนทุกคน เมื่อได้เชื่อแล้ว ก็จะนำไปสู่ความรอดในที่สุด และได้รับความรอดแล้ว

แต่ในชีวิตคริสเตียนประจำวัน เราจะต้องดำเนินด้วยความเชื่อในแต่ละวัน ซึ่งเป็นขบวนการที่สำคัญมากของชีวิตคริสเตียน เพราะการดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อนั้น เป็นการรักษาความรอดที่เราได้รับจากพระเจ้า

วันนี้จะขอแบ่งปันพระวจคำจากพระธรรมโยชูวา บทที่ 6

"1 เพราะเหตุคนอิสราเอลเมืองเยรีโคต้อง ถูกปิดไว้ไม่มีคนเข้าออกได้เลย
2 พระเจ้าตรัสกับโยชูวาว่า “ดูแน่ะเราได้มอบเมืองเยรีโคไว้ในมือเจ้าแล้ว ทั้งกษัตริย์และทแกล้วทหาร
3 เจ้าทั้งหลายจงเดินขบวนรอบเมือง คือให้บรรดาทหารไปรอบเมืองครั้งหนึ่ง เจ้าจงทำเช่นนี้หกวัน
4 ให้ปุโรหิตเจ็ดคนถือเขาแกะเจ็ดคันนำหน้าหีบ และในวันที่เจ็ดนั้นเจ้าทั้งหลายจงเดินรอบเมืองเจ็ดครั้ง ให้ปุโรหิตเป่าเขาแกะไปด้วย
5 และเมื่อเขาเป่าเขาแกะเป็นเสียงยาว พอเจ้าได้ยินเสียงเขาแกะนั้น ก็ให้ประชาชนทั้งปวงโห่ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง กำแพงเมืองนั้นก็จะพังลงราบ และประชาชนจะขึ้นไป ทุกคนต่างตรงไปข้างหน้าตน”
6 ฝ่ายโยชูวาบุตรนูนจึงเรียกปุโรหิตมาสั่งว่า “จงยกหีบพันธสัญญาขึ้นหามไป ให้ปุโรหิตเจ็ดคนถือแตรเขาแกะเจ็ดคันเดิน นำหน้าหีบแห่งพระเจ้า”
7 และท่านสั่งประชาชนว่า “จงออกเดินรอบเมืองนั้น ให้ทหารถืออาวุธเดินข้างหน้าหีบแห่งพระเจ้า”
8 เมื่อโยชูวาบัญชาแก่ประชาชนแล้ว ปุโรหิตเจ็ดคนที่ถือเขาแกะเจ็ดคันต่อ พระพักตร์พระเจ้าก็เดินข้างหน้าเป่าเขาแกะไป และมีหีบพันธสัญญาแห่งพระเจ้าตามเขามา
9 และทหารถืออาวุธเดินอยู่หน้าปุโรหิตผู้เป่าเขาแกะ และกองระวังหลังก็เดินตามหีบฝ่ายเขาแกะนั้นก็เป่า อยู่เรื่อยไป
10 แต่โยชูวาบัญชาประชาชนว่า “ท่านอย่าโห่ร้อง อย่าให้ใครได้ยินเสียงของท่าน อย่าให้ถ้อยคำหลุดออกจากปากของท่านทั้งหลายเลย จนกว่าจะถึงวันที่ข้าพเจ้าบอกให้ท่านโห่ร้อง ท่านจึงโห่ร้องกัน”
11 ท่านได้กระทำให้หีบแห่งพระเจ้าเวียนรอบเมืองดังนี้แหละ คือเวียนรอบหนึ่งเที่ยวเขาก็กลับเข้าค่าย นอนค้างคืนอยู่ในค่ายนั้น
12 โยชูวาตื่นขึ้นแต่เช้าและปุโรหิตก็ยกหีบแห่งพระเจ้าขึ้นหาม
13 และปุโรหิตเจ็ดคนถือเขาแกะเจ็ดคันเดิน หน้าหีบแห่งพระเจ้าเป่าเขาแกะเรื่อยไป และทหารถืออาวุธก็เดินอยู่ข้างหน้าเขา และกองระวังหลังก็เดินอยู่ข้างหลังหีบแห่งพระเจ้า ฝ่ายเขาแกะก็เป่าเรื่อยไป
14 และในวันที่สองเขาก็ เดินรอบเมืองนั้นครั้งหนึ่งแล้วกลับเข้าค่ายอีก เขาทำเช่นนี้อยู่หกวัน
15 ในวันที่เจ็ด เขาลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ เดินกระบวนรอบเมืองอย่างเคยเจ็ดครั้ง เฉพาะวันเดียวนั้นเขาได้เดินกระบวนรอบเมืองเจ็ดครั้ง
16 ในครั้งที่เจ็ด เมื่อปุโรหิตเป่าเขาแกะ โยชูวาบอกแก่ประชาชนว่า “จงโห่ร้องขึ้นเถิด เพราะพระเจ้าทรงมอบเมืองให้แก่ท่านแล้ว
17 เมืองนั้นและสารพัดในเมืองนั้นเป็นของที่ต้อง ทำลายถวายแด่พระเจ้า เว้นแต่ราหับหญิงโสเภณีกับคนทั้งหลายที่อยู่ใน เรือนของนางจะรอดชีวิต เพราะว่านางได้ซ่อนผู้สื่อสารที่พวกเราใช้ไป
18 แต่ส่วนท่านทั้งหลายจงห่างไกลจากของ ที่ต้องทำลายถวายนั้น เกรงว่าเมื่อท่านทั้งหลายได้ถวายสิ่งเหล่านั้นแล้ว ท่านจะเก็บสิ่งที่ถวายแล้วนั้นไว้บ้าง ก็จะทำให้ค่ายของคนอิสราเอลเป็นสิ่งที่ต้องทำลาย และนำความทุกข์ลำบากมาสู่
19 แต่บรรดาเงินและทอง และเครื่องใช้ที่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ และเหล็กเป็นของถวายแด่พระเจ้า ให้นำเข้าไปไว้ในคลังของพระเจ้า”
20 เหตุฉะนั้นประชาชนก็โห่ร้อง และแตรก็เป่า พอประชาชนได้ยินเสียงเขาแกะ เขาก็โห่ร้องดัง และกำแพงก็พังลงราบ ประชาชนจึงขึ้นไปในเมือง ทุกคนต่างตรงไปข้างหน้าตนและเข้ายึดเมืองนั้น" (เยรีโค 6:1-20)

ความเชื่อ เป็นเรื่องใหญ่มาก สำหรับคนที่ได้มารู้จักพระเจ้า ความเชื่อเป็นตัวกำหนดอนาคตของการดำเนินชีวิตของเราตลอดเวลา และพระเจ้ามักจะท้าทายเราเสมอ ให้เรามีความเชื่อในพระองค์

หลาย ๆ คนที่ออกมาเป็นพยาน นี่เป็นสิ่งที่น่ายกย่องมาก เพราะเป็นการยืนยันของคนเหล่านั้น ถึงชีวิตที่มีความเชื่อในพระองค์

หนังสือโยชูวา พูดถึงความเชื่อของชาวอิสราเอลที่มีต่อพระเจ้า เมื่อชนชาติอิสราเอลรับพระบัญญัติของพระเจ้าในการดำเนินชีวิต และพวกเขาได้รับการสัญญาจากพระเจ้าว่า พระองค์จะทรงนำพวกเขากลับไปสู่แคว้นคานาอัน แต่ปัญหาของอิสราเอล คือ การดำเนินชีวิตเพื่อไปสู่สิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้กับเรา บางครั้งมีอุปสรรค ไม่ง่ายสักเท่าไหร่ และอิสราเอลในตอนนี้ก็เช่นกัน พวกเขาข้ามเข้าไป กำลังจะได้แผ่นดินแห่งพันธสัญญาแล้ว แต่มีสิ่งสิ่งหนึ่งที่ขวางทางของเขา ก็คือ เมืองเยรีโค ซึ่งเมืองเยรีโคนี้ ทำให้ฝันของชาวอิสราเอลสลาย ทำให้เขาหมดหวัง สิ้นหวัง และมองไม่เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

ในพระคัมภีร์ตอนนี้ บอกว่า เมื่ออิสราเอลเจอเมืองเยรีโค สิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสแก่พวกเขา ก็คือ "ดูแน่ะเราได้มอบเมืองเยรีโคไว้ในมือเจ้าแล้ว" (ข้อที่ 2) ซึ่งพระดำรัสในตอนนี้ นำให้เราเห็นว่า พระเจ้านั้นยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงอยู่เหนือปัญหาต่าง ๆ ของพวกเขา เพื่อให้อิสราเอลมีใจกล้า ที่จะเผชิญหน้ากับเมืองเยรีโค หนุนใจให้อิสราเอลไม่ต้องกลัว และสิ่งที่ต้องทำ ก็คือ เชื่อฟังพระดำรัสของพระเจ้า ซึ่งจะเป็นหนทางที่จะช่วยกู้ชีวิตเราให้พ้นจากอุปสรรคต่าง ๆ

"เหตุฉะนั้นประชาชนก็โห่ร้อง และแตรก็เป่า พอประชาชนได้ยินเสียงเขาแกะ เขาก็โห่ร้องดัง และกำแพงก็พังลงราบ" (โยชูวา 6:20)

แต่การที่จะได้เมืองเยรีโคนี้ เขาจะต้องผ่านการทดสอบแห่งความเชื่อ เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าเขาได้เชื่อฟังตามพระดำรัสของพระเจ้าหรือไม่ เพียงแค่เดินรอบเมืองเยรีโค เพียงแค่กระทำตามนี้ ก็จะได้เมืองเยรีโคในที่สุด และจากพระธรรมได้บอกชัดเจนว่า พวกอิสราเอลได้เชื่อฟังพระเจ้า และได้เมืองเยรีโคในที่สุด

หลายครั้ง การดำเนินชีวิตคริสเตียนของพวกเรา ก็ได้เจออุปสรรค ดังเช่นเมืองเยรีโคบ่อย ๆ บางคนอาจจะเกิดข้อสงสัยต่าง ๆ มากมาย แต่จะขอหนุนใจว่า ต่อให้จะมีเยรีโคกี่แห่ง เราก็มีวิธีที่สามารถผ่านมันไปได้ เพราะว่าพระเจ้าของเรา ก็คือพระเจ้าองค์เดียวกับพระคัมภีร์ตอนนี้ พระองค์ทรงรักเรา และทรงยิ่งใหญ่มาก จะทรงสามารถผ่านไปได้อย่างแน่นอน เพียงแค่เราดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ เพื่อผ่านพ้นจากการทดสอบแห่งความเชื่อเหล่านี้ไปได้

บางครั้ง เยรีโคก็เกิดขึ้นในชีวิตพวกเรา เกิดขึ้นเพื่อให้เราได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

หลายครั้งที่เราทำงานยุ่ง ทำการรับใช้มากมาย จนไม่มีเวลาที่จะอธิษฐาน ไม่มีเวลาที่อ่านพระคัมภีร์ แล้วพระเจ้าทรงส่ง "เยรีโค" ขึ้นมาในชีวิตของเรา เพื่อให้เราได้อธิษฐาน เข้าเฝ้าพระองค์ เพื่อเป็นการสอนเรา

แต่บางครั้งที่พระเจ้าทรงตรัสกับเรา เราอาจจะรู้สึกว่าเกินความจริง และเราอาจจะรู้สึกขำ ดังเช่นที่นางซาราห์รู้สึกขำ ตอนที่พระเจ้าทรงตรัสแก่เขาว่า เขาจะสามารถคลอดบุตรได้ แต่นี่แหละ จะเป็นสิ่งที่จะต้องทำให้เราใช้ความเชื่อ

คนที่ติดคุกนั้น มีความหวังของพวกเขาก็คือ การอภัยโทษจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนั้นนักโทษทุกคนจะมีความหวัง และเป็นความฝันที่เป็นความจริง พวกเขาจะรอคอยวันที่ 5 ธันวาคม ระหว่างที่เขาอยู่ในคุก จะมีบททดสอบเช่นเดียวกัน เพื่อจะทดสอบว่าเขาจะสามารถรับอภัยโทษได้หรือไม่ ทุก ๆ วันเขาต้องฝึกฝนชีวิต และพยายามทำตัวให้ดีที่สุด เพราะนักโทษที่อยู่ในเกณฑ์ เยี่ยม และยอดเยี่ยม จึงจะมีโอกาสได้รับอภัยโทษในที่สุด

พี่สาวของผมคนหนึ่ง เป็นโรคไตเสื่อม ซึ่งจำเป็นต้องฟอกไต ซึ่งเจ็บปวดมาก ผมในฐานที่เป็นคริสเตียน จึงบอกเขาว่า จะอธิษฐานให้ เพราะผมเชื่อว่าพระเจ้าทรงสามารถช่วยได้ สามีของเขาก็หัวเราะ ว่าคำอธิษฐานนั้นจะช่วยได้อย่างไร ผมก็ได้อธิษฐานท่ามกลางเสียงหัวเราะของคนรอบข้าง วันต่อมา ก็ได้โทรไปถามเขาอีกที เขาบอกว่า ดีมาก ไม่เจ็บเลย ขอบคุณพระเจ้า

แม้ว่า สิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสให้เราทำ อาจจะเป็นสิ่งที่คนรอบข้างนั้นดูแล้วหัวเราะ แต่ขอให้ชีวิตคริสเตียนของเราจะเป็นชีวิตที่อยู่บนพื้นฐานของความเชื่อมั่นในพระเจ้าจริง ๆ แล้วในที่สุด พระเจ้าจะทรงนำให้เรามีชัยได้ เมื่อไหร่ที่เราใช้ความเชื่อ พระเจ้าจะทรงใช้ความเชื่อของเรา เพื่อให้เราและคนรอบข้างที่ได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าในที่สุด



ศจ. สุนทร สุนทรธาราวงศ์

คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง เมื่อวันที่ 20/04/2008

เรื่อง ความเชื่อที่นำไปสู่ชัยชนะ

สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

พระสุรเสียงของพระคริสต์

http://www.romyenchurch.org/sermon/15-02-2009.doc
เติบโตในพระคำ เดินตามพระวิญญาณ
ธรรมศึกษาจากพระธรรมเอเฟซัส
บทที่ 1: 1 – 14
พระประสงค์ของพระเจ้า
วันที่เทศนา : 15 กุมภาพันธ์ 2009

คำทักทายของเปาโลมายังประชากรของพระเจ้า (ข้อ 1 – 2)
“จดหมายฉบับนี้จากข้าพเจ้าเปาโลผู้เป็นอัครทูตของพระเยซูคริสต์ตามพระประสงค์ของพระเจ้า ถึงประชากรของพระเจ้าที่เมืองเอเฟซัส ผู้สัตย์ซื่อในพระเยซูคริสต์ ของพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดาของเรา และจากองค์พระเยซูคริสต์เจ้ามีแก่ท่านทั้งหลาย” (เอเฟซัส 1: 1 – 2)
“Paul, an apostle of Christ Jesus by the will of God, to the saints who are also faithful in Christ Jesus: Grace to you and peace from God our Father and the Lord Jesus Christ.”
(Ephesians 1: 1 – 2)

ก่อนที่จะศึกษาพระธรรมคำสอนที่ทรงคุณค่า เกี่ยวกับพระประสงค์ของพระเจ้า ขอให้เราพิจารณาคำคำนับของท่าน ถ้าอาจารย์เปาโลยังมีชีวิตอยู่ถึงปัจจุบัน ท่านจะไม่เปลี่ยนแปลงคำคำนับนี้เพราะคำคำนับของท่านจะนำไปสู่ความน่าเชื่อถือของพระธรรมทั้งเล่ม

ข้าพเจ้าเปาโลผู้เป็นอัครทูตของพระเยซูคริสต์ตามพระประสงค์ของพระเจ้า (ข้อ 1)
ผู้เขียนคือ อาจารย์เปาโล ประกาศตนเอง “เป็นอัครทูต”
คำว่า อัครทูต (Apostle) ในภาษากรีก แปลว่า ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ออกไปทำภารกิจตามที่มอบหมายให้ไปทำ ดังนั้นเมื่ออาจารย์เปาโลพูดถึงตนเองว่าอัครทูตจึงหมายถึง
1. เขาเป็นของพระคริสต์ ชีวิตของเขาไม่ใช่เป็นของตนเองต่อไป เขาจะทำอะไรตามอำเภอใจต่อไปไม่ได้ ทุกก้าวในวิถีชีวิตจะเดินอยู่ในทางพระคริสต์เท่านั้น
2. หมายถึง เขาเป็นผู้ที่พระเจ้าส่งออกไป คำว่า อัครทูตแปลว่าผู้ที่ถูกส่งไป คำนี้ใช้ได้กับความหมาย ทูตที่ประเทศต่างๆ ส่งไปเป็นตัวแทน อ.เปาโลถือว่าตัวเองเป็นทูตที่พระคริสต์ส่งออกไปทำพันธกิจในโลก
3. หมายถึง สิทธิอำนาจใดๆ ที่ตนมีอยู่ล้วนเป็นเรื่องการรับมอบอำนาจจากพระเจ้า เขาไม่คิดว่าพลังอำนาจ สติปัญญา ความรู้มาจากตนเอง แท้จริงแล้วทั้งหมดที่เขามีอยู่มาจากพระเจ้า

นอกจากจะประกาศตนเองว่าเป็นอัครทูตดังกล่าวแล้ว สิ่งที่น่าสนใจและตอกย้ำสถานภาพของตนคือคำว่า – ตามพระประสงค์ของพระเจ้า
อาจารย์เปาโลกล่าวคำนี้เพื่อผู้อ่านจะมีความชัดเจนว่า ไม่ใช่ตัวเขาเองเลือกอยากเป็นอัครทูต มันไม่ได้ออกมาจากความทะเยอทะยาน และไม่ใช่มีบุคคลใดบุคคลหนึ่งชักชวนและสถาปนาให้เป็นอัครทูต ตัวท่านเองคงแปลกใจด้วยซ้ำเพราะเหตุใดพระเจ้าจึงเรียกเขา ... พระเจ้าได้ทรงเรียกและเลือกด้วยสิทธิอำนาจของพระองค์ให้เปาโลเป็นภาชนะรับใช้ในคำสอน ความอดทน ความเพียรพยายาม และรวมทั้งตัวอย่างในการดำเนินชีวิตและการรับใช้

ประวัติโดยสรุปของผู้ที่ชื่อว่า “เปาโล”
อาจารย์เปาโลได้ให้ความเข้าใจพื้นฐานแล้วว่า ไม่ว่าตัวเอง คำสอน และกิจการทั้งปวงล้วนได้รับจากเบื้องบน ฉะนั้นผู้ที่ปฏิบัติตามคำสอนจากข้อเขียนจึงไม่ได้ทำตามมนุษย์แต่ได้ทำตามพระเจ้า ถ้อยคำคำสอนจากอาจารย์เปาโลในหนังสือเล่มนี้ถือว่าได้รับการดลใจจากพระวิญญาณให้เขียนขึ้น
เป็นการดีที่เราจะศึกษาบุคคลที่พระเจ้าใช้ เพื่อจะช่วยให้เราเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกให้เป็นภาชนะของพระองค์
1. ชื่อ “เปาโล” (Paul) เป็นชื่อภาษาลาติน แปลว่า “เล็ก” แต่อาจารย์เปาโลมีอีกชื่อหนึ่งเป็นภาษาฮีบรู “เซาโล” (Saul) แปลว่า อธิษฐานทูลขอ
2. เป็นคนยิวและเคร่งครัดในลัทธิยิวอย่างมากจนได้เป็นฟาริสีตามรอยเท้าของพ่อ (กิจการ 22: 3, 6)
3. ต่อต้าน ไม่ยอมรับว่าพระเยซูคือพระมาซีฮาห์ หรือ พระคริสต์ ที่ชนชาติยิวรอคอย ถ้าใครเชื่อและติดตามคำสอนของพระเยซูเขาจะกำจัด โดยวิธีรุนแรงแม้ทำให้ตาย (กิจการ 22: 4 – 5)
4. ขณะเดินทางไปเมืองดามัสกัสเพื่อไปจับและข่มเหงคริสเตียน พระเยซูคริสต์ปรากฏแก่เขาด้วยรัศมีอันยิ่งใหญ่ จนตกลงพื้นและได้ยินพระสุรเสียงของพระคริสต์ เปาโล กลับใจยอมรับพระคริสต์ (กิจการ 26: 12 – 18)
5. พระคริสต์เลือกให้เขาเป็นภาชนะรับใช้ เขาเชื่อฟังรับใช้ด้วยความสัตย์แม้จะถูกข่มเหง ถูกจำคุก ถูกใส่ร้าย แม้ยากลำบาก และแม้จะต้องถูกประหารชีวิต (กิจการ 22:
6 – 10; 26: 15 – 18)

จากประวัติความเป็นมาของอาจารย์เปาโลที่กล่าวมาแล้วนี้ล้วนมาจากคำบอกเล่า จากประสบการณ์อันแท้จริง และพระเจ้าดลใจให้หมอลูกาได้บันทึกไว้ ดังนั้นเราไม่มีข้อกังขาเนื้อหาสาระและประสบการณ์ชีวิต เป็นของจริงมีความน่าเชื่อถือ
มีความจริงที่สามารถพิสูจน์ได้จากคำพูดที่เกิดจากประสบการณ์ของอาจารย์เปาโล สามารถเป็นจริงกับทุกคน ทุกยุค ทุกสมัย ต่อไปนี้ของให้เราศึกษาคำพูดเหล่านั้น

1. พระเยซูคริสต์ช่วยทุกคนให้รอดได้
“ข้อความนี้เป็นความจริงซึ่งสมควรแก่การยอมรับโดยไม่มีข้อกังขา คือพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในโลกเพื่อช่วยคนบาปให้รอด และในบรรดาคนบาปข้าพเจ้าเป็นตัวร้ายที่สุด”
(1 ทิโมธี 1: 15)
“The saying is sure and worthy of full acceptance, that Christ Jesus came into the world to save sinners. And I am the foremost of sinners;” (1 Timothy 1: 15)

ไม่ว่าผู้นั้นจะเคยเป็นคนบาปมากหรือนาน และลึกขนาดไหน พระเจ้ายังคงรักและเมตตา พระองค์พร้อมจะช่วยเมื่อผู้นั้นเปิดใจต้อนรับพระองค์ เพียงเราตอบสนองการทรงเรียกของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นเวลาใดที่ไหนพระองค์ตอบรับทันที
พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ พระองค์สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตและชะตากรรมชีวิตของเรา และเราจะพบความอบอุ่นในชีวิตที่ไม่เคยพบมาก่อนเลย

2. พระเยซูสามารถรักษาทุกสิ่งที่เราฝากไว้กับพระองค์
“นั่นเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าทนทุกข์อย่างที่เป็นอยู่ กระนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ละอายเพราะข้าพเจ้ารู้จักพระองค์ที่ข้าพเจ้าเชื่อ และมั่นใจว่าพระองค์ทรงสามารถรักษาสิ่งที่ข้าพเจ้ามอบไว้กับพระองค์จนถึงวันนั้นได้” (2 ทิโมธี 1: 12)
“And therefore I suffer as I do. But I am not ashamed, for I know whom I have believed, and I am sure that he is able to guard until that Day what has been entrusted to me.”
(2 Timothy 1: 12)

ถึงแม้อาจารย์เปาโลจะไม่ได้พูดชัดเจนว่า ท่านได้ฝากอะไรไว้ แต่จากการศึกษาชีวิตและการทำงานตลอดชีวิต อาจารย์เปาโลรู้แน่ว่าระหว่างเอาชีวิตไว้ในมือของตนเองกับมอบชีวิตไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า อาจารย์เปาโลทราบดีว่าความมั่นคงในชีวิต ความมั่นใจในการรับใช้อยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้าปลอดภัยกว่าแน่ ปัญหาหลายอย่าง ความไม่เข้าใจหลายเรื่อง เราสามารถฝากไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์

3. พระเยซูคริสต์เสริมพลังในยามยากลำบาก
“ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้โดยพระองค์ผู้ประทานกำลังแก่ข้าพเจ้า” (ฟิลิปปี 4: 13)
“I can do all things in him who strengthens me.” (Philippians 4: 13)

ชีวิตในโลกบางครั้งสุขสบาย แต่บางครั้งต้องเผชิญโพยภัยพายุร้าย บางครั้งต้องเบียดเสียดสีกับความสับสน ความไม่สมหวัง และการสูญเสีย ไม่ใช่ทุกครั้งที่พระเจ้ายกเราออกจากวิกฤติ แต่บางครั้งพระองค์ประสงค์ให้เราผ่านวิกฤติด้วยพลังจากพระองค์ เราจะเรียนรู้ว่าพลังในผู้เชื่อนั้นมากมายเพียงใด หลายครั้งเราแพ้ไม่ใช่เพราะสู้ไม่ได้แต่อาจเป็นเพราะเราไม่ยอมสู้

4. พระเยซูคริสต์ช่วยให้กล้าเผชิญความตายด้วยใจมั่นคงและความหวังใจ
“เพราะว่าข้าพเจ้ากำลังถูกเทออกแล้วเหมือนเครื่องบูชาและถึงเวลาที่ข้าพเจ้าจะจากไป ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเข้มแข็ง ข้าพเจ้าได้วิ่งแข่งมาจนถึงเส้นชัย ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว บัดนี้มงกุฎแห่งความชอบธรรมรอข้าพเจ้าอยู่ องค์พระผู้เป็นเจ้าตุลาการผู้เที่ยงธรรมจะประทานมงกุฎนี้เป็นรางวัลแก่ข้าพเจ้าในวันนั้น และไม่ใช่แก่ข้าพเจ้าคนเดียวแต่จะประทานแก่คนทั้งปวงที่เฝ้าคอยการเสด็จมาของพระองค์ด้วย” (2 ทิโมธี 4: 6 – 8)
“Have no anxiety about anything, but in everything by prayer and supplication with thanksgiving let your requests be made known to God. And the peace of God, which passes all understanding, will keep your hearts and your minds in Christ Jesus. Finally, brethren, whatever is true, whatever is honorable, whatever is just, whatever is pure, whatever is lovely, whatever is gracious, if there is any excellence, if there is anything worthy of praise, think about these things.” (2 Timothy 4: 6 – 8)

สำหรับคริสเตียน ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แท้จริงทุกวันนี้คนไม่ได้กลัวความตายเนื่องจากมันเป็นสัจธรรม ไม่มีใครหนีพ้นได้ แต่คนกลังความตายเพราะความไม่แน่ใจชีวิตหลังความตาย อาจารย์เปาโลรู้อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากที่เขาตายจากโลกนี้ ท่านหนุนใจคริสเตียนว่า เราทุกคนมีความหวังอันเดียวกัน เราไม่กลัวความตายและความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอีกต่อไป



เติบโตในพระคำ เดินตามพระวิญญาณ
ธรรมศึกษาจากพระธรรมเอเฟซัส
บทที่ 1: 1 – 14
พระประสงค์ของพระเจ้า

คำทักทายของเปาโลมายังประชากรของพระเจ้า (ข้อ 1 – 2)
“จดหมายฉบับนี้จากข้าพเจ้าเปาโลผู้เป็นอัครทูตของพระเยซูคริสต์ตามพระประสงค์ของพระเจ้า ถึงประชากรของพระเจ้าที่เมืองเอเฟซัส ผู้สัตย์ซื่อในพระเยซูคริสต์ ของพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดาของเรา และจากองค์พระเยซูคริสต์เจ้ามีแก่ท่านทั้งหลาย” (เอเฟซัส 1: 1 – 2)
“Paul, an apostle of Christ Jesus by the will of God, to the saints who are also faithful in Christ Jesus: Grace to you and peace from God our Father and the Lord Jesus Christ.”
(Ephesians 1: 1 – 2)

ข้าพเจ้าเปาโลผู้เป็นอัครทูตของพระเยซูคริสต์ตามพระประสงค์ของพระเจ้า (ข้อ 1)
คำว่า อัครทูต (Apostle) ในภาษากรีก (Apostolos) แปลว่า ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ออกไปทำภารกิจตามที่มอบหมายให้ไปทำ

ประวัติโดยสรุปของผู้ที่ชื่อว่า “เปาโล”
1. ชื่อ “เปาโล” (Paul) เป็นชื่อภาษาลาติน แปลว่า “เล็ก” แต่อาจารย์เปาโลมีอีกชื่อหนึ่งเป็นภาษาฮีบรู “เซาโล” (Saul) แปลว่า อธิษฐานทูลขอ
2. เป็นคนยิวและเคร่งครัดในลัทธิยิวอย่างมากจนได้เป็นฟาริสีตามรอยเท้าของพ่อ (กิจการ 22: 3, 6)
3. ต่อต้านคริสเตียน (กิจการ 22: 4 – 5)
4. กลับใจขณะเดินทางไปเมืองดามัสกัส (กิจการ 26: 12 – 18)
5. พระเจ้าเลือกให้เขาเป็นภาชนะของพระคริสต์ (กิจการ 22: 6 – 10; 26: 15 – 18)



ประสบการณ์ของอาจารย์เปาโลสามารถเป็นจริงกับทุกคน
1. พระเยซูคริสต์ช่วยทุกคนให้รอดได้
“ข้อความนี้เป็นความจริงซึ่งสมควรแก่การยอมรับโดยไม่มีข้อกังขา คือพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในโลกเพื่อช่วยคนบาปให้รอด และในบรรดาคนบาปข้าพเจ้าเป็นตัวร้ายที่สุด”
(1 ทิโมธี 1: 15)
“The saying is sure and worthy of full acceptance, that Christ Jesus came into the world to save sinners. And I am the foremost of sinners;” (1 Timothy 1: 15)
2. พระเยซูสามารถรักษาทุกสิ่งที่เราฝากไว้กับพระองค์
“นั่นเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าทนทุกข์อย่างที่เป็นอยู่ กระนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ละอายเพราะข้าพเจ้ารู้จักพระองค์ที่ข้าพเจ้าเชื่อ และมั่นใจว่าพระองค์ทรงสามารถรักษาสิ่งที่ข้าพเจ้ามอบไว้กับพระองค์จนถึงวันนั้นได้” (2 ทิโมธี 1: 12)
“And therefore I suffer as I do. But I am not ashamed, for I know whom I have believed, and I am sure that he is able to guard until that Day what has been entrusted to me.”
(2 Timothy 1: 12)
3. พระเยซูคริสต์เสริมพลังในยามยากลำบาก
“ข้าพเจ้าทำทุกสิ่งได้โดยพระองค์ผู้ประทานกำลังแก่ข้าพเจ้า” (ฟิลิปปี 4: 13)
“I can do all things in him who strengthens me.” (Philippians 4: 13)
4. พระเยซูคริสต์ช่วยให้กล้าเผชิญความตายด้วยใจมั่นคงและความหวังใจ
“เพราะว่าข้าพเจ้ากำลังถูกเทออกแล้วเหมือนเครื่องบูชาและถึงเวลาที่ข้าพเจ้าจะจากไป ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเข้มแข็ง ข้าพเจ้าได้วิ่งแข่งมาจนถึงเส้นชัย ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว บัดนี้มงกุฎแห่งความชอบธรรมรอข้าพเจ้าอยู่ องค์พระผู้เป็นเจ้าตุลาการผู้เที่ยงธรรมจะประทานมงกุฎนี้เป็นรางวัลแก่ข้าพเจ้าในวันนั้น และไม่ใช่แก่ข้าพเจ้าคนเดียวแต่จะประทานแก่คนทั้งปวงที่เฝ้าคอยการเสด็จมาของพระองค์ด้วย” (2 ทิโมธี 4: 6 – 8)
“Have no anxiety about anything, but in everything by prayer and supplication with thanksgiving let your requests be made known to God. And the peace of God, which passes all understanding, will keep your hearts and your minds in Christ Jesus. Finally, brethren, whatever is true, whatever is honorable, whatever is just, whatever is pure, whatever is lovely, whatever is gracious, if there is any excellence, if there is anything worthy of praise, think about these things.” (2 Timothy 4: 6 – 8)


พระสุรเสียงของพระคริสต์
บุตรของเราเอ๋ย เจ้าควรสละทุกสิ่งเพื่อคนทั้งปวง และไม่เป็นเจ้าของตัวของเจ้าเองแต่อย่างใด เจ้าควรจะรู้ว่าการรักตัวเองเป็นอันตรายแก่เจ้ามากกว่าสิ่งอื่นใดในโลก เจ้ารักและชอบสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากน้อยเพียงใดก็แล้วแต่ สิ่งนั้นจะติดอยู่กับเจ้ามากน้อยเพียงนั้น ถ้าความรักของเจ้าบริสุทธิ์ ง่ายและเป็นระเบียบเรียบร้อย เจ้าจะไม่เป็นทาสของสิ่งใดเลย อย่าโลภในสิ่งที่เจ้าไม่อาจมีได้ อย่ามีอะไรไว้ในความครอบครองของเจ้าซึ่งอาจจะเป็นอุปสรรคแก่เจ้าได้หรือทำให้เจ้าเสียเสรีภาพไป

เป็นการแปลกที่เจ้าไม่ยอมมอบตัวเจ้าไว้กับเราโดยสุด กำลังใจของเจ้า พร้อมกับสิ่งสารพัดที่เจ้าสามารถปรารถนาหรือมีอยู่ได้ ทำไมเจ้าจึงเร่าร้อนด้วยความทุกข์ใจอย่างโง่เขลา ทำไมเจ้าจึงเหน็ดเหนื่อยกับความกระวนกระวายที่ไม่จำเป็น จงจำนนต่อความประสงค์ของเราและเจ้าจะไม่ประสบความเสียหายใด ๆ

ถ้าเจ้าแสวงหาสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น ถ้าเจ้าปรารถนาจะอยู่ที่นี่หรือที่นั่น ที่จะมีความสะดวกสบายหรือความสนุกสนานมากขึ้น เจ้าจะไม่ได้พักผ่อนหรืออยู่อย่างปราศจากความกระวนกระวาย เพราะเจ้าจะพบจุดบกพร่องสักอย่างในทุก ๆ สิ่ง และในทุก ๆ แห่งจะมีคนทำให้เจ้ารำคาญใจ ดังนั้น การได้ ทรัพย์สินของฝ่ายโลกและมีมากขึ้นหลายเท่าจะไม่ช่วยเจ้า แต่สิ่งที่จะช่วยเจ้าก็คือการเกลียดชังและถอนสิ่งเหล่านี้ออกไปจากใจของเจ้า นี่เป็นความจริงไม่เพียงในเรื่องเงินทองและทรัพย์สินสิ่งของเท่านั้น แต่เกี่ยวกับความทะเยอทะยานที่อยากได้เกียรติและความปรารถนาที่จะได้รับการ ชมเชยที่ไร้ค่า ซึ่งทั้งหมดนี้จะสูญสิ้นไปพร้อมกันกับโลกนี้

สถานที่ไม่สำคัญเท่าไรนักถ้า จิตวิญญาณแห่งความร้อนรนไม่ได้อยู่ที่นั่น และสันติสุขที่แสวงหาจากภายนอกก็จะไม่เป็นสิ่งถาวร ถ้าใจของเจ้าไม่ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ถูกต้อง นั่นคือ ถ้าเจ้าไม่ได้ตั้งอยู่ในเรา เจ้าอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ แต่เจ้าจะไม่ทำให้ตัวเจ้าเองดีขึ้น เพราะเมื่อมีโอกาสเกิดขึ้นและเจ้ายอมรับโอกาสนั้น เจ้าจะพบสิ่งที่เจ้าได้หนีมาและเลวร้ายกว่านั้นอีก



พระสุรเสียงของพระคริสต์

ลูกของเราเอ๋ย นี่คืออุปนิสัยที่เจ้าควรมีถ้าเจ้าปรารถนาที่จะดำเนินอยู่กับเรา เจ้าควรพร้อมที่จะทนทุกข์เท่า ๆ กันกับที่พร้อมที่จะมีความสุข เจ้าควรเต็มใจที่จะขัดสนและยากไร้เท่า ๆ กันกับที่จะร่ำรวยและอิ่มหนำ


สาวก

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์จะทนทุกข์ด้วยความเต็มใจเพื่อเห็นแก่พระองค์ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่พระองค์ปรารถนาจะส่งมาให้แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์พร้อมที่จะรับจากพระหัตถ์ของพระองค์ทั้งสิ่งดีและสิ่งร้าย ทั้งความหวานชื่นและความขมขื่น ทั้งความทุกข์กับความชื่นบาน และทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็ขอบคุณพระองค์ ขอพระองค์ทรงป้องกันไม่ให้ข้าพระองค์ทำความผิดบาปใด ๆ แล้วข้าพระองค์จะไม่กลัวความตายหรือนรก อย่าทอดทิ้งข้าพระองค์เป็นนิตย์ หรือลบชื่อของข้าพระองค์ออกจากหนังสือแห่งชีวิต แล้วไม่ว่าข้าพระองค์จะเผชิญกับความทุกข์ยากชนิดไนก็ตาม นั่นจะไม่สามารถทำร้ายข้าพระองค์ได้

เขียนโดย โธมัส อาเคมพิส
แปลโดย พญ. เออร์ซูลา โลเวนธอล
เรียบเรียงโดย กนกบรรณสาร

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

"จับจ้องที่ความสำเร็จ"‏

www.thaisermons.com / คำเทศนาแปลจากต่างประเทศ "จับจ้องที่ความสำเร็จ"‏
จาก: www.thaisermons.com (tawatyenjai@yahoo.com)
ส่งเมื่อ: 24 กุมภาพันธ์ 2552 11:27:39
ถึง: nongpau@hotmail.com

จับจ้องที่ความสำเร็จ : พระธรรมผู้วินิจฉัย 8(แปลจากบทเรียนเรื่อง “ Focus on Finishing” ของ ดร.เดวิด เยเรมีย์ ศิษยาภิบาลคริสตจักร Shadow Mountain สหรัฐอเมริกา แปล และเรียบเรียงโดย หญิง นงนุช)

 หากเราศึกษาผู้วินิจฉัยจะเห็นวงจรที่ง่ายต่อความเข้าใจคือ อิราเอลกบฎ > พระเจ้าลงโทษ > พวกเขากลับใจ ร้องขอพระเจ้าช่วย > พระเจ้าส่งคนมาช่วยคือผู้นิจฉัย > พวกเขาก็อยู่กับอิสราเอลจนสิ้นชีวิต แล้ว>> อิสราเอลก็ออกนอกลู่นอกทางอีก วนเวียนอย่างนี้อย่างน้อย 8-9 ครั้ง
 ผู้วินิจฉัย คือเรื่องของการที่พระเจ้าส่งบุคคลมาช่วยกู้คนของพระองค์ที่มักกบฎ และเราจะเรียนรู้เรื่องของ กิเดโอน
 เรื่องแบคทีเรีย
 การไม่ทำให้สำเร็จ อาจนำมาซึ่งความพินาศยอ่ยยับที่ยิ่งใหญ่ ทั้งต่อผู้ป่วย ต่อชีวิต ต่อสังคม หากเรากินยาปฏิชีวนะ จะพบว่า ข้างขวดยาจะมีคำกำชับว่า “กรุณาทานยานี้จดหมด” เพราะหากเราไม่กิน เราอาจจะกลับมาเป็นหนักกว่าเดิม!!
 การไม่ไปถึงความสำเร็จ อาจจะส่งผลร้ายต่อทุกแง่มุมของชีวิตเรา
 เราเคยไหมที่จะยังคงเกาะติดงานบางอย่าง แม้ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายลง
 ยังมีใจสู้เหมือนตอนเริ่มต้นเกมส์การแข่งขัน แม้ว่าจะถูกนำไปแล้ว 2-0
 ไม่เสียกำลังใจแม้ว่าโครงการที่ตั้งใจทำดูจะไม่เป็นรูปเป็นร่างสักที
 มีคนกล่าวว่า การเริ่มต้นนั้นยาก แต่การรักษาทิศทาง และทำให้สำเร็จนั้นยากกว่า
 หากเราเป็นนักประกาศ การนำคนมาเชื่อไม่ยากมาก แต่การจะเลี้ยงดูให้เติบโตนั้นนะ งานหนักกว่า
 ดูจากงานประกาศใหญ่ๆ มีคนยกมือรับเชื่อเยอะ แต่กี่คนที่เหลือรอดเป็นคริสเตียนที่เข้มแข็ง

 บทเรียนวันนี้จากพระธรรมผู้วินิจฉัยเป็นเรื่องของผู้นำคนหนึ่งผู้ที่ตระหนักว่า “การกระทำให้สำเร็จนั้นมีความสำคัญมากเพียงใด” คือ กิเดโอน
 หากเราเคยศึกษาจะรู้ว่า พระเจ้าทรงประทานชัยชนะท่วมท้น เหลือล้นให้แก่เขา คือคนเพียง 300 คนรบชนะคน 135,000 คน (กรุณาอ่านดูในพระธรรมตอนต้นว่าถึงชัยชนะนี้ ก่อนทำความเข้าใจต่อไป)
 คนมีเดียนที่เหลือรอดก็วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน ไปยังถิ่นที่อยู่ของตน คนของกิเดโอนก็ไล่ตามไป
 โมเม้นนี้ช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำเหลือเกิน กับความสำเร็จที่พระเจ้าประทานให้กิเดโอน
 แต่กิเดโอนรู้สิ่งที่เราเองก็ควรรู้ด้วยว่า “เวลาที่อันตรายที่สุดสำหรับผู้นำ คือช่วงเวลาหลังชัยชนะใหญ่”
 มีงานวิจัยของนักจิตวิทยาซึ่งทำกับทหารในสงครามโลกครั้งที่สอง พบว่า ความผิดพลาด หรืออุบัติเหตุทางอากาศมากกว่า 70% เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่นักบินบินกลับฐาน เมื่อปฏิบัติภาระกิจเสร็จ !!!
 ง่ายแค่ไหน เมื่อเรารู้สึกว่า ถึง mile stone หรือประเมินผลครึ่งปีแรกพบว่า เรามาไกลกว่าที่เราตั้งเป้าไว้ เรามักรู้สึก เอ้ย! สบายจัง เรามักถอดชุดเกราะ เอาการ์ดลง แล้วก็ปล่อยตัวตามสบาย
 หลายครั้งเราลืม ลืม focus ที่ความสำเร็จปลายทางที่รอเราอยู่
 แท้จริง กิเดโอนอาจจะให้คนของเขาพักก่อน หลังจากที่ตีข้าศึกแตก แล้วรุ่งเช้าค่อยไปตามฆ่าคนมีเดียนต่อ แต่เปล่าเลย พวกเขากลับไล่ตามคนมีเดียนต่อไป พวกเขา Focus ที่ผลสำเร็จ ข้อ 8:4 แม้เหนื่อยล้า แต่ยังคงติดตามไป

มาดูกันว่ากิเดโอนต้องเจออุปสรรคอะไรบ้างในการไล่ตามความสำเร็จที่พระเจ้ามอบหมายให้

1. สำเร็จแม้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ผวฉ.8:1

 ข้อ 1 : เอฟราอิมต่อว่ากิเดโอนอย่างรุนแรง
• เอฟราอิมเป็นเผ่าที่สำคัญ และยิ่งใหญ่
• ไม่รู้ใครบอกเขา แต่ตัวเขานะคิดว่า ตัวเองสำคัญ และใหญ่คับบ้านคับเมืองไปหมด
• ดูในโยชูวา 17:14 ตอนที่จับฉลากแบ่งดินแดนกัน เอฟราอิมก็บอกโยขูวาว่า เฮ้ย เราเป็นเผ่ายิ่งใหญ่นะ ต้องให้เรามากกว่านี้
• สิ่งที่เอฟราอิมต่อว่านั้น (ในบทที่ 8:1-3) ดูเหมือนไม่ถูกต้องด้วย ไม่จริงเลย เพราะถ้าย้อยกับไปดู กิเดโอนให้คนเป่าเขาสัตว์เรียกคนไปรบดังไปทั่วเมือง เอฟราอิมก็มีสิทธิมาร่วม
• มีคนกว่า 30,000 คนได้ยินและมาร่วมรบ แต่คนเอฟราอิมกลับไม่มา บางทีเขาอาจจะคิดในใจว่า “ฉันเป็นคนสำคัญนะ ต้องให้กิเดโอนออกจดหมายเชิญมาสิ ฉันถึงจะไป”
• แต่ว่า เมื่อสงครามจบแล้ว คนอื่นไปรบกันมาแล้ว ได้ชัยชนะแล้ว คนเอฟราอิมกลับมาต่อว่าว่า ทำไมไม่บอกเรา
• ในตอนท้ายบันทึกว่า “ต่อว่าอย่างรุนแรง”
• เอฟราอิม เย่อหยิ่ง อิจฉา เห็นแก่ตัว ไม่แม้แต่จะดีใจกับเพื่อนร่วมแอกของตน แต่กลับวิจารณ์ด่าว่า
• นี่ไม่ใช่เทคนิคโบราณที่เอฟราอิมใช้เท่านั้น ซาตานก็ใช้เทคนิคนี้แหละในทุกวันนี้
• เมื่อคนของพระเจ้ารักเป็นน้ำหนึ่งกัน เมื่องานของพระเจ้าเจริญเติบโต เมื่อกลุ่มหรือทีมงานไปด้วยกันได้ดี ไม่ช้าไม่นาน ซาตานก็มักใช้อุบายง่ายๆ นี้ทำให้เกิดความแตกแยก ความอิจฉา ความเห็นไม่ลงรอยกัน รสนิยมต่างกัน ความรู้คนละระดับกัน อายุต่างกัน ฐานะการเงิน นิสัยไม่เหมือนกัน อะไรก็ได้ที่ถูกใส่เขามาเพื่อให้รู้สึกว่า เราต่างกัน
• พระเจ้าเรียนกิเดโอน ไปทำภารกิจ กิเดโอนก็ไปทำด้วยความยากลำบาก รวบรวมไพร่พล ไล่ฆ่า เสี่ยงเป็นเสียงตาย แต่นี่อะไร นี่คือเพื่อนของพวกเขา พวกเดียวกัน ที่กลับวิจารณ์กันเอง พี่น้องพวกเขากลับห้ำหันกันเอง

 ข้อ 2: กิเดโอนรับมืออย่างไร สุดยอดเลย “กิเดโอนไม่ได้เห็นแก่ตัวเอง” ผวจ.8:2-3
• โลกปัจจุบันอาจจะบอกว่า คำตอบของกิเดโอนไม่จ๊าบเลย ไม่สมศักดิ์ศรีผู้นำเลย เอฟราอิมเขาแทบไม่ได้ทำอะไรเลย แค่เจอคน 2 คนแล้วก็ตัดหัวมา เทียบได้อย่างไรกับกิเดโอนที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันทั้งคืนที่ต่อสู้กับคนแสนกว่าคน
• เพราะกิเดโอนเข้าใจชีวิต และมีปัญหาจากพระเจ้าในสุภาษิต 15:1
• กิเดโอนสำแดงให้เราเห็นชัยชนะยิ่งใหญ่อีกครั้งคือการชนะตัวเอง เขาอาจจะตอบว่า “เอ้าแล้วพวกเจ้าไปอยู่ไหนมา เวลาเราไปรบก็หดหัวกันหมด?” หรือ “เพิ่งจะมาตอนจบเนี่ยนะพี่น้อง” กิเดโอนทำอย่างนั้นก็ได้ แต่เราไม่เห็นเพราะอะไร??
• เพราะกิเดโอน จดจ่ออยู่ที่ความสำเร็จ เป้าหมายของเขาคือการตามฆ่าคนมีเดียนให้หมด
• เขาอาจจะติดกับดักนี้ และมัวทะเลาะกับเอฟราอิม เพื่อเอาชนะคนที่มาด่าว่าเขา หรืออาจจะเสียเวลาพิสูจน์ ว่าสิ่งที่เอฟราอิมพูดนะไม่จริง หรืออาจจะเสียใจเลิกตามต่อ
• แต่เขาไม่ได้ทำ เพราะเขารู้ว่าการรบที่พระเจ้าใช้เขามานั้นยังไม่จบ มีสงครามต่อทำต่อไป
• เขา Focus สิ่งที่พระเจ้าเรียกเขาทำ แม้คำวิจารณ์ของเพื่อนก็ไม่อาจขวางกันเขาได้

 เราเคยทำสิ่งที่ถูก สิ่งที่เราแน่ใจว่าพระเจ้าเรียกหรือใช้ให้เราไปทำ แล้วถูกคนต่อว่าไหม?
• ในขณะที่เราตั้งใจทำ เหนื่อยล้ายากแค่ไหนก็ทำ พยายาม แทนที่ศัตรูจะมาโจมตี เปล่าหรอก เพื่อนร่วมบ้านเรา เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน เพื่อนรวมคริสตจักร นั่นแหละที่มาเหน็บว่า “คุณคิดว่าคุณทำอะไรอยู่” “ไม่เข้าท่าเลย” “เห็นหัวฉันบ้างไหม”
• กิเดโอนไม่ยอมแพ้ต่อคำวิจารณ์ นี่เป็นชัยชนะยิ่งใหญ่ที่สุดของกิเดโอน อาจมากกว่าการรบกับคนแสนคน คือการรบชนะใจตนเอง ชนะอารมณ์ของตนเอง
• พระธรรมสุภาษิต 16:32 สุภาษิตเป็นการสอนเชิงเปรียบเทียบ แต่ก็ตรง เพราะความโกรธของเราเอง เมื่อกำลังดำเนินไปตามทางของพระเจ้า พยายามทำแผนของพระเจ้าให้สำเร็จ แต่มีคนมาวิจารณ์ กระทบกระทั่ง แทนที่จะหันหัวรบไปข้างหน้า ก็หันมาเอาชนะคนข้างทางนี่ซะก่อน ท้ายสุด Focus เราก็เสียไป นี่เป็นวิธี basic และ classic มากที่ซาตานใช้มานาน และยังใช้ได้ในทุกวันนี้
• ขอบทเรียนของกิเดโอนจะสอนเรา ที่จะไม่เป็นแบบนี้

2. สำเร็จแม้หมดกำลัง อ่อนเปลี้ย ผวฉ.8:4
 ข้อ 4 : อ่อนเปลี้ย เป็นอย่างไง? หมดแรง หมดกำลัง กระหาย หิว ต้องการพัก ยกขาไม่ขึ้น หมดแล้ว
• หากไม่ใช่เพราะพระเจ้า กิเดโอนและพวก คง “อ่อนเปลี้ย และกลับบ้านนอน” แต่เปล่าเลยพวกเขา “ติดตามไป” ภาษาไทยไม่ชัด ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Pursuit” แปลว่า ไล่ไป แสวงหา “Chasing” ไล่ล่า
• โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยคน เหนื่อยล้า จริงไหม? เราเองเคยไหม ที่เลิกทำบางอย่าง เพราะความเหน็ดเหนื่อย?
• หากวันนี้เป็นวันที่เราเหลื่อยล้า หมดแรง ลองมาทุกวิธีแล้ว ก็ยังไม่ดี ไม่รู้จะทำไงแล้ว หมดหนทาง ไม่รู้จะจัดการงานที่พระเจ้ามอบไว้ในมืออย่างไรแล้ว มีคำตอบเดียว “ทำต่อไป ไล่ตามไป มุ่งหน้าไป แค่ทำต่อไป”
• เราต้องทำ เพราะนี้คืองานที่พระเจ้ามอบหมายไว้ในมือเรา อย่าให้เราเอาความต้องการ ความอยากสบายของเรามาขวางความสำเร็จไว้
• บางครั้งเรายังคงต้องทำ แม้เหนื่อยสายตัวแทบขาด แน่หล่ะความเป็นมนุษย์ไม่อยากจะอยู่ในสภาพนี้หรอก แต่ในฐานะผู้นำเรารู้ว่า หากเราหันหลังให้กับความท้าทายนี้ เราก็ได้หันหลังในกับโอกาสในการทำงานของพระเจ้าให้สำเร็จ “อ่อนเปลี้ย แต่ยังไล่ตามไป”
• เรามาดูกันว่า ทำไมกิเดโอนยังสามารไล่ตามไป ในช่วงเวลาแห่งความเหนื่อยล้านี้ กิเดโอนมีวิตามินดี 3

V:o Voice of the Past : เพราะเขารู้ว่าพระเจ้าทรงเรียกใช้เขาทำงานนี้ บทที่ 6:14 กิเดโอนได้ยินเสียงพระเจ้าเรียกชัดเจน ผู้เชื่อไม่ล้มลงในเวลาที่เจอปัญหาเพราะเขารู้ว่าพระเจ้าเรียกเขา หากเราเขาสู่พันธกิจ หรือภารกิจบางอย่าง ขอให้เราแน่ใจว่า พระเจ้าเรียกเราให้ทำ เพราะหากไม่ เมื่อมีปัญหา อุปสรรคที่ยาก เราจะเลือกเดินจากไป o

Victory of Present : พวกเขาจดจำค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าทรงช่วยเขารบชนะคนมีเดียนได้ พระเจ้าช่วยกู้ 300 ชนะ 130,000 หลายครั้งเมื่อเราทำงานของพระเจ้า เราพบสถานการณ์ที่แย่ มีคนวิพากษ์ อ่อนแรง จำเป็นเหลือกเกินที่เราจะต้องเรียก Memory ที่พระเจ้าช่วยกู้เรามาดูอีกครั้งo

Vision of the Future เชื่อว่ากิเดโอนรู้ว่า หากเขาไม่จัดการกับมีเดียนที่เหลืออยู่ ให้ราบคาบ พวกเขาอาจจะกลับมาสร้างความยุ่งยากให้ภายหลัง “ทานยานี้จดหมด” มีตัวอย่างมากมายในโลกปัจจุบันที่เราเห็นว่า การเก็บกวาดที่ไม่เรียบร้อย ราบคาบ สร้างความยุ่งยากในภายหลัง ในการเมือง ในสงคราม มากมาย ซึ่งกิเดโอนเดาถูกเพราะคนที่เหลือนั้นคือพวกที่แข็งแกร่งที่สุดจึงเหลือรอดได้

3. สำเร็จแม้ไม่มีใครแยแส ผวฉ.8:5-9
 ข้อ 5-9 Uncaring Heart สถาพของกิเดโอนคือรบมาทั้งคืน เหนื่อยล้ามาก พอเข้ามาในหมู่บ้าน จึงขอขนมปัง และน้ำเพื่อเพิ่มแรงหน่อย แต่• แต่ชาวบ้านกลับถามว่า จับตัวเอ้ ได้หรือยัง? ไปจับมาให้ได้ก่อนเถอะ ถ้าจับไม่ได้พวกมีเดียนรวมตัวกันได้ พวกเราเนี่ยด่านแรกที่จะโดนโจมตีเลยนะ
• เหมือนสถาพปัจจุบันไหมคะ “เรื่องของเธอ ไม่ใช่เรื่องของฉัน / ไปจัดการให้เรียบร้อยก่อนเถอะ แล้วค่อยมาว่ากัน ไม่อยากยุ่งอะ เดี๋ยวงานจะมาเข้าเราเอง
• น่าหดหู่มากเลย นี่พวกเดียวกันนะ เพื่อนบ้านกันนะ
• โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยคนอ่อนเปลี้ย หมดแรง จริงไหม?
• ที่แย่กว่าก็คือ ไม่ใช่หมู่บ้านเดียวนะ เป็นเหมือนกันหมด ไปอีกหมู่บ้าน ก็ไม่ให้

 ข้อ 15-16 Unbeliving heart พวก... ไม่เพียงแต่ไม่แคร์เท่านั้น ในใจลึกๆ นะเขาไม่เชื่อด้วยว่ากิเดโอนจะทำได้ จะไปตามจับมาได้จริงเหรอ และสุดท้าย กิเดโอนก็กลับมาให้บทเรียนกับคนเหล่านี้
• ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเขา ไม่มีคนช่วยเหรอ ... ไม่เป็นไรกิเดโอนทำหน้าที่ที่ต้องทำต่อไป
• ไม่มีปล่อยให้คน การกระทำของคนรอบข้าง มามีอิทธิพลสักนิดต่อ หน้าที่ที่เขาต้องทำเพื่อพระเจ้า
• เขาไม่ปล่อยให้คำตำหนิ มีอิทธิพลเหนือเขา เขาไม่ปล่อยให้ความเหนื่อยอ่อนมีอิทธิพลเหนือเขา เขาไม่ปล่อยให้คนรอบข้างมีอิทธิพลเหนือเขา

 นี่คือบทเรียนสำหรับทุกคนที่ทำงานของพระเจ้าโดยแท้
• หลายครั้งเราตั้งใจเริ่ม แต่ไม่นานเราก็เลิก
• เมื่อเราทำแบบนั้น เราได้เปิดประตูให้ศัตรูของเราเข้ามา พร้อมกับความท้อแท้ และความพ่ายแพ้ ยังไม่หมดนะ ยังมีความท้าทายสุดท้ายสำหรับกิเดโอน บุรุษผู้จดจ่อที่ความสำเร็จ

4. สำเร็จแม้ถูกทดลอง ผวฉ.8:22-23

 ข้อ 22 :การทดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตกิเดโอน
• คนอิสราเอลเห็นสิ่งที่พระเจ้าทำในชีวิตของกิเดโอน เห็นว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วยอย่างมาก เห็นพระหัตถ์ของพระเจ้าช่วยกิเดโอนรบชนะ
• คนอิราเอลเลยว่า “ o.k. ใช่เลย กิเดโอนขอท่านมาเป็นกษัตริย์ของเราเถิด มาปกครองเรา รับทั้งตระกูล พงษ์พันธุ์”
• ว้าว ! ถ้าจะพูดก็เป็น Golden moment มีเกียรติสำหรับผู้นำ คือการได้ก้าวไปสู่สุดสูงสุดของการเป็นผู้นำ แต่ช่างเป็นนาทีแห่งการลองใจที่ใหญ่ยิ่งสำหรับกิเดโอน
• เราอาจจะถามว่า อ้าวก็ดีนี่ มันผิดตรงไหน? กิเดโอนสมควรได้รับแล้ว ทั้งเก่ง พระเจ้าก็อยู่ด้วย มีอะไรผิดหล่ะ
• ที่ผิดก็คือ เพราะพระเจ้าไม่เคยบอกว่า ให้กิเดโอนเป็นกษัตริย์ มันไม่ใช่หน้าที่ที่พระเจ้ามอบหมายให้กับเขา ไม่ใช่ที่ที่พระเจ้าเรียกให้ทำ แม้จะดูดีแค่ไหน จะช่วยให้คนรอบข้างสบายใจแค่ไหน จะทำให้ครอบครัวได้ดีแค่ไหนก็ผิด
• ย้อยกลับไปดูตอนแรกของการเรียกกิเดโอน พระเจ้าบอกว่าให้เอาคนไปน้อยคน เพื่อว่าเมื่อมีชัยชนะพวกเจ้าจะได้ไม่ทะนงตนและคิดว่าเขาทำสำเร็จ และความสำเร็จมาจากพระเจ้า
• หากกิเดโอน ไม่เอาชนะความเย้ยยวน ของเกียรติ และชื่อเสียง โดยยอมเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล ก็เท่ากับเขาได้ทำลายทุกสิ่งที่เขาทำมาในตอนจบ
• แท้จริงกิเดโอนไม่ได้เหมาะจะเป็นกษัตริย์ด้วยตัวเขาเอง เขาไม่ได้ทำอะไร เพียงแต่ เชื่อฟังพระเจ้า ไม่มากกว่านั้น ไม่น้อยกว่านั้น ความสำเร็จมาจากพระเจ้า

 ข้อ 23 เรามาดูคำตอบของกิเดโอนกัน
• สั้น ชัด และมีพลัง “เราจะไม่ปกครอง ลูกเราจะไม่ปกครอง แต่พระเจ้าจะปกครองท่าน”
• เมื่ออ่านถึงตอนนี้ลองคิดเล่นๆ นะ ทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดนะว่า ถ้าเปรียบกับโลกปัจจุบันจะเป็นไง มีชัยชนะใหญ่ คงต้อง “จัดงานแถลงข่าว ถ่ายรูป พาดหัวหน้าหนึ่งทุกเล่ม
• แต่ดูสิ่งที่กิเดโอนทำ ...... เขารู้โดยแท้ ไม่มียึกยัก ไม่กัก เรารู้ว่า กำลัง ความสามารถ ทั้งสิ้นของเรา อยู่ในพระเจ้า เขาจึงสำเร็จ สรุป : ถามตัวเราในวันนี้ ว่าเราสำเร็จหรือยัง?

 เราถูกหยุด รั้ง ไม่ให้ไปถึงเส้นชัยที่พระเจ้ามอบให้ เพราะ
• คำวิพากษ์ วิจารณ์
• หรือเพราะเราเหน็ดเหนื่อย
• หรือเพราะ มองไปทางไหน ไม่เห็นมีใครแยแส
• หรือเพราะเราพ่ายแพ้ต่อการทดลอง

 เราอาจจะถามตัวเองว่า “เราทำสำเร็จแผนการของพระเจ้าสำเร็จได้ไหม?”
• ในหกวันพระเจ้า ทรงสร้างโลก และการทรงสร้าง สำเร็จ วันที่เจ็ดพระองค์ทรงพัก
• พระเยซูคริสต์ทรงถูกตรึงที่ไม้กางเขน แบกบาปของคนทั้งโลก บนกางเขนก่อนสิ้นพระชนม์พระองค์ร้องว่า ยอห์น 19:30 “สำเร็จแล้ว” พันธกิจแห่งการไถ่บาป สำเร็จ
• อ.เปาโลเขียนจดหมายถึงทิโมธี 2ทม.2:7 “ข้าพเจ้าได้สู้สุดกำลัง แข็งขันจนถึงที่สุด อ.เปาโลทำภารกิจสำเร็จ
• เมื่อพระองค์มอบหมายภารกิจ พระองค์คาดหวังให้มันสำเร็จเสมอ

 พระเจ้าคาดหวังเราทุกคนให้ไปถึง “ความสำเร็จที่พระองค์มอบหมายเสมอ”
• แน่นอนคนเรามีนิสัยบางอย่าง โลกสอนให้เราเอาง่ายๆ เข้ามา สะดวก รวดเร็ว Instant สิ่งเหล่านี้ขวางกั้นเราไม่ใช้ไปถึงเส้นชัย
• บางคน เริ่มต้นเรียน ลงทะเบียน แต่ไปไม่ถึงไหน
• บางคนเริ่มชีวิตครอบครัวอย่างมีพระเจ้า แต่เมื่อพบปัญหา ก็อยากจะจบด้วยวิธีของตนเอง

 คำถามที่เราต้องคิดคือ อะไรบ้างที่เป็นภารกิจที่พระเจ้าใส่ไว้ในตัวเรา แล้วเรายังทำไม่สำเร็จ? แล้วเราจะทำอย่างไรกับสิ่งนั้น?
• คนอื่น ไม่อาจรู้ได้ว่า มันมีอะไรบ้าง? เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างานไม่อาจรู้ได้
• บางคนชีวิตคู่อาจจะกำลังอยู่ในหุบเขาเงามัจจุราช คนรอบข้างบอกให้เลิกเถอะ แต่ลึกๆ ในใจเรารู้ว่าเราต้องทำอะไร?
• เดือนที่ผ่านมา ต้องช่วยผู้หญิงคนหนึ่งที่ชีวิตคู่พัง สามีทิ้ง และเขาอยากตาย เกือบทุก 3 ชั่วโมง ต้องบอกเขาว่า สู้ต่อไป บางครั้งชีวิตคู่มันไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ มันยากกว่าที่นึก วุ่นวายกว่าอยู่คนเดียว เอ้า เลิกกันมันง่ายกว่า เจ็บน้อยกว่า เรามักมีปัญหาปุ๊บ เราก็เลือกวิธีที่ง่าย เลิกกันเถอะ แยกกันไปเถอะ ไม่เป็นไร เผื่อ จะมีโอกาสที่เจอคนใหม่ที่ดีกว่า แต่พระเจ้าสอนว่าอย่างไร ความสัมพันธ์ของชีวิตคู่คือนิรันดร์ จนกว่าพระคริสต์กลับมา หรือจนกว่าความตายมาแยกเราจากกัน เราอาจอ่อนล้า หมดแรง แต่ยังต้องเดินหน้าต่อไป
• หรือพระเจ้าอาจจะนำเราไปยัง งานที่ยาก เรารู้ว่าพระเจ้าเรียกเราแน่นอน แต่มันยากเหลือเกินพระองค์ ไม่ใช่ตัวเราเลยพระองค์ “ข้าพระองค์เป็นคนเล็กน้อย ในหมู่คนเล็กน้อยที่สุด” ไม่เอาแล้ว อยากจะหันหลังกลับแล้ว เพราะมันลำบากเกินไป ฟื้นระลึกถึงการเรียกของพระองค์ และมีสิ่งเดียวที่เราควรทำคือ ทำให้สำเร็จ ตามที่พระเจ้าเรียก
• หรือเราอาจจะเหมือนกิเดโอน คุณอาจจะเพิ่งเสร็จงานใหญ่ งานสำคัญ สงครามที่รบร่วมกับพระเจ้ามา เหนื่อย แต่ยังมีงานสำคัญรออยู่ข้างหน้า แม้เหน็ดเหนื่อย แต่ยังต้องไล่ตามไป เราต้องทำให้สำเร็จ

 เรื่องน่าเศร้าของความสำเร็จก็คือ บ่อยครั้ง ที่ชัยชนะทีเราโหยมามันอยู่อีกแค่ปลายนิ้ว อีกนิดเดียว แต่เรากลับเลิกซะก่อน มีเรื่องเราของหญิงสาวนักว่ายน้ำ ที่อยากจะทำสถิติว่ายน้ำข้ามระหว่างรัฐ ไม่เคยมีใครทำมาก่อน แน่นอนมีอันตรายมาก เพราะคลื่นลมแรง แย่ยิ่งกว่านั้น ในวันแข่ง มีฝนตกหนัก ขณะที่ว่ายไป ก็จะมีคณะคอยติดตามไปดูความปลอดภัยด้วย เธอว่ายไปยาวนาน เหนื่อยมาก และมองไม่เห็นทางข้างหน้าเลย มีคลืนลมแรง จะเห็นแค่ระยะ 1-2 เมตรข้างหน้าเท่านั้นเพราะคลื่นใหญ่มาก ด้วยท่าทางเธอจะหมดแรง ทีมงานก็เลยบอกว่า ให้ยอมแพ้เถอะ กลับขึ้นเรือ ไปไม่ถึงฝั่งหรอก เพราะยังอีกไกล ครั้งแรกเธอไม่ยอมหยุด พอเห็นเธอเหนื่อยหอบ ทีมงานก็บอกว่า หยุดเถอะ หยุดเถอ ทำไม่ได้หรอก พูดอยู่จนในที่สุด เธอยอมแพ้ และขึ้นเรือที่ตามมา น่าเศร้าเมื่อเธอพบความจริงว่า อีกแค่ ครึ่งไมล์เธอก็จะถึงฝั่งแล้ว เธอเลิกเร็วเกินไป หากเธอมีความหวัง Focus ที่ความสำเร็จ เธอคงว่ายต่อไป แต่มันคือความจริงในชีวิต บ่อยครั้งพระเจ้ามอบหมาย ให้ความหวัง และบอกให้เราจับจ้องที่พระองค์ แต่ซาตานมันมักค่อยกระซิบข้างๆ หูว่า เลิกเถอะ ไม่ได้หรอก ไม่สำเร็จหรอก เหนื่อยแล้ว พอเถอะ บ่อยครั้งที่เราถอนตัว อีกแค่นิดเดียว

 พระเจ้ามีแผนการที่ยิ่งใหญ่ สำหรับชีวิตเราแต่ละคน อย่าท้อถอย จนกว่าเราจะสำเร็จ!! “อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเก็บเกี่ยวผลในเวลาอันสมควร”

ดาบพระวิญญาณ



ข้อพระคัมภีร์ที่ใช้ในหนังสือนี้
รวบรวมโดย : แอนดรู เจ.ชรีฟ
Compiled by Andrew J.Shreeve
พันธกิจ แอนดรู เจ.ชรีพ
P.O.Box 137
Nobby Beach,Qld,4218
Australia

Website: http://www.andrewshreeve.org/
Email: webpubilcations@andrewshreeve.org

เลี้ยงดูลูกแกะ

ผู้เลี้ยงที่ดี
ข้อพระคัมภีร์ - ยอห์น 10:11 -14

“ เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ…. เรารู้จักแกะของเรา และแกะของเราก็รู้จักเรา”



นำเข้าสู่เนื้อหา

คำว่า “ เลี้ยง” หรือ “ เลี้ยงดู” เป็นคำที่เราพบกันทั่ว ๆ ไป เช่น พ่อแม่เลี้ยงลูก เกษตรกรเลี้ยงสัตว์ คนเลี้ยงแกะเลี้ยงดูฝูงแกะ เจ้าพ่อเลี้ยงสมุนบริวาร การฉลองเนื่องในโอกาสสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ก็มักจัดงานเลี้ยง เช่น เลี้ยงฉลองแต่งงาน เลี้ยงฉลองขึ้นบ้านใหม่ เลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิด ตลอดจนการเลี้ยงฉลองเลื่อนตำแหน่งหน้าที่ บางทีการเลี้ยงมีเหตุผลอยู่เบื้องหลัง เช่น การจัดเลี้ยงอาหารเพื่อหวังผลประโยชน์ทางธุรกิจ การตกลงทางธุรกิจการค้ามักจะจบลงที่โต๊ะอาหาร ผู้ที่เป็นฝ่ายเลี้ยงย่อมมีความยิ่งใหญ่และมีเกียรติกว่าผู้ที่เป็นฝ่ายรับเลี้ยง เช่น บุคคลสำคัญ ๆ มีชื่อเสียงของภาคเหนือ เรามักให้เกียรติเรียกว่า “ พ่อเลี้ยง” เพราะเขาเลี้ยงดูลูกน้อง แต่คำว่า “ เลี้ยงดู” ในพระคัมภีร์นั้นมีความหมายแตกต่างกันออกไป



ความคิดหลักที่ 1 พระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงที่ดี

จากสดุดี 23:1-3 กล่าวว่า “ พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปริมน้ำแดนสงบ… ทรงฟื้นจิตวิญญาณของข้าพระองค์ ทรงนำข้าพเจ้าไปในทางชอบธรรม…” พระเจ้าทรงเลี้ยงดูเราทั้งหลายมิได้หวังผลประโยชน์ใด ๆ และไม่หวังในอำนาจเกียรติยศ แต่พระองค์ทรงเลี้ยงดูเราด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยความรัก ไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ



ความคิดหลักที่ 2 พระเยซูเน้นความสำคัญของการเป็นผู้เลี้ยง

พระเยซูคริสต์ตรัสกับซีโมน เปโตรถึง 3 ครั้ง “ จงเลี้ยงลูกแกะของเราเถิด” ( ยอห์น 21:15-17) ลูกแกะหมายถึงพี่น้องในพระคริสต์ หน้าที่ของผู้รับใช้พระเจ้าคือการเลี้ยงดูฝูงแกะ มิใช่ทำลายฝูงแกะ หรือทำให้ฝูงแกะกระจัดกระจาย ผู้รับใช้พระเจ้าทุกคนไม่ว่าจะเป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักร อนุศาสก ครู อาจารย์ ผู้บริหารในสถานศึกษา เราคือเป็นผู้เลี้ยงดูฝูงแกะ ในคริสตจักรฝูงแกะย่อมหมายถึงสมาชิกคริสตจักรทุกคน ทุกเพศทุกวัย ถ้าหากเป็นสถาบันการศึกษา ลูกแกะคือนักเรียน ครู และบุคลากรทุกคน ถ้าหากเป็นครอบครัว ลูกแกะหมายถึงสมาชิกในครอบครัว บุตรหลาน การเลี้ยงดูฝูงแกะจำเป็นต้องคำนึงถึงชนิดของอาหารที่เหมาะสมกับวัยของแกะ หากเป็นแกะที่โตเต็มที่ เราให้อาหารที่เป็นหญ้าแก่หยาบแข็งได้ แต่ถ้าเป็นลูกแกะก็จำเป็นต้องให้ต้นหญ้าอ่อน เป็นต้น ดังนั้นหน้าที่ของ “ ผู้รับใช้พระเจ้า” ก็คือหน้าที่ “ ผู้เลี้ยง” นั่นเอง

ความคิดหลักที่ 3 เราทุกคนมีภาระในการเลี้ยงดูลูกแกะ

การเลี้ยงดูนั้นหมายถึง การดูแลเอาใจใส่ ให้อาหาร ทั้งอาหารฝ่ายกายและอาหารฝ่ายวิญญาณ การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ทั้งร่างกายและจิตใจ ปกป้องอันตราย ยอมสละเพื่อฝูงแกะ และสร้างสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด รู้จักลูกแกะเป็นรายตัว “ เรารู้จักแกะของเรา และแกะของเราก็รู้จักเรา” ( ยอห์น 10:14 ) ผู้เลี้ยงแกะรู้จักแกะของเขาทุกตัว และแกะก็จำเสียงของเขา และติดตามแกะที่หลงหายกลับคืน

ด้วยเหตุนี้ การเลี้ยงดูฝูงแกะจึงเป็นภาระงานที่สำคัญ เมื่อฝูงแกะได้รับการเลี้ยงดูเอาใจใส่ดี พระเจ้าจะทรงพอพระทัย และเป็นการปฏิบัติตามพระดำรัสั่งของพระเยซูคริสต์ที่ตรัสย้ำกับซีโมน เปตรถึง 3 ครั้ง ว่า “ จงเลี้ยงลูกแกะของเราเถิด” ( ยอห์น 21:15 -17)



“ พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน” ( สดุดี 23:1)

การสร้างพระวิหาร

การสร้างพระวิหารหลังที่ 1 (Solomon Temple)

บทความคริสเตียน - เกร็ดความรู้ เรื่องน่าสนใจ ของคริสเตียน
Wednesday, 17 December 2008 00:52

ในครั้งที่ผ่านได้นำเรื่อง “ใครคือ Anti-Christ” มานำเสนอซึ่งเป็นแนวคิดและเหตุผลที่เป็นตามที่พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ ครั้งนี้จะขอนำเสนอเรื่องเกี่ยวกับ “การสร้างพระวิหาร” ซึ่งเรื่องนี้เนื้อหานั้นจะสอดคล้องต่อจากเรื่อง “ใครคือ Anti-Christ” เพราะถ้า “ดาน” หรือ พงศ์พันธ์ของ “เผ่าดาน” เป็น Anti Christ ในการสร้างพระวิหารครั้งที่ 1 นั้นเกี่ยวข้องกับคนของเผ่าดานโดยตรงอย่างเลี่ยงไม่ได้ พระคัมภีร์ได้บันทึกไว้อย่าง ชัดเจนว่า กษัตริย์เมืองไทระได้ส่งช่างฝีมือคนหนึ่งมาให้โซโลมอน เพื่อทำการสร้างพระวิหาร“ช่างฝีมือคนหนึ่ง กอปรด้วยความเข้าใจ คือหุราม ที่ปรึกษาอาวุโส บุตรชายของหญิงคนเผ่าดาน บิดาของเขาเป็นชาวเมืองไทระ เขาชำนาญงานช่างทองคำ เงิน ทองสัมฤทธิ์ เหล็ก หินและไม้ และทำงานช่างผ้าสีม่วง สีฟ้า ผ้าป่าน และผ้าสีแดงเข้ม และทำการแกะสลักทุกชนิดและสร้างตามแบบลวดลายใดๆ ที่จะกำหนดให้แก่เขา” (2 พงศาวดาร 2:13-14)

*หมายเหตุ: หุรามหรือฮีรามคนนี้ไม่ใช่คนเดียวกับหุราม หรือ ฮีรามที่เป็นกษัตริย์เมืองไทระ แต่เป็นที่ปรึกษาอาวุโสของคนเผ่าดานที่มีความชำนาญเรื่องงานช่าง...


ประมาณ 960 ปี ก่อนคริสตกาล พระวิหารหลังแรกถูกสร้างขึ้นโดยกษัตริย์ซาโลมอน โดยก่อนที่จะสร้างพระวิหารหลังที่ 1 นั้น ซาโลมอนได้มีการตกลง
ทำพันธสัญญาร่วมกันกับกษัตริย์เมืองไทระ คือ “ฮีราม” หรือ “หุราม” นั้นเอง โดยทั้งสองได้มีการตกลงทำพันธสัญญาในลักษณะของ “สัญญาสันติภาพ” ระหว่างอิสราเอลและเมืองไทระ พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ว่า “ฮีรามจึงได้จัดส่งไม้สนสีดาร์ และไม้สนสามใบให้แก่ซาโลมอน ตามที่พระองค์มีพระประสงค์ ..


มีสันติภาพระหว่าง “ฮีราม” และ “ซาโลมอน” ทั้งสองก็ทรงกระทำสนธิสัญญากัน” (1 พงศ์กษัตริย์ 5:11-12), และพระเยโฮวาห์พระราชทานสติปัญญาแก่ซาโลมอน ดังที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ และมีสันติภาพระหว่างฮีรามและซาโลมอน และทั้งสองก็ทรงกระทำสนธิสัญญากัน (2 พงศาวดาร. 2:13)



การสร้างพระวิหารหลังแรกนี้ถูกสร้างขึ้นบน “ภูเขาโมริยาห์” ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกับที่อับบราฮัมได้ถวายอิสอัคต่อพระเจ้า พระองค์ตรัสว่า "จงพาบุตรชายของเจ้าคืออิสอัค บุตรชายคนเดียวของเจ้าผู้ที่เจ้ารัก ไปยังแผ่นดินโมริยาห์ และถวายเขาที่นั่นเป็นเครื่องเผาบูชา บนภูเขาลูกหนึ่งซึ่งเราจะบอกแก่เจ้า" (ปฐมกาล 22:2)




รูปนี้เป็นภาพของสถานที่สร้างพระวิหารหลังที่ 1 โดยจะสังเกตว่า เนินเขาลูกนี้จะลักษณะเหมือนอักษรหนึ่งในภาษาฮีบูร คือ


(Shin) หรือ เชม แปลความหมาย คือ “นามของเราจะอยู่ที่นั้น”


ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสถานที่หนึ่งที่สำคัญของประเทศอิสราเอลนั้นคือ “Dome of the Rock” และเหตุผลที่สำคัญที่น่าสนใจเกี่ยวกับการสร้าง พระวิหารบนภูเขาลูกนี้ ในพระคัมภีร์ได้บันทึกเกี่ยวกับคำอธิษฐานของโซโลมอนไว้ว่า “เพื่อว่าพระเนตรของพระองค์จะทรงลืมอยู่เหนือพระนิเวศนี้ ทั้งกลางคืนและกลางวัน คือสถานที่ซึ่งพระองค์ได้ตรัสว่า `นามของเราจะอยู่ที่นั่น' เพื่อว่าพระองค์จะทรงสดับคำอธิษฐาน ซึ่งผู้รับใช้ของพระองค์จะได้อธิษฐาน ตรงต่อสถานที่นี้ (1 พงศ์กษัตริย์ 1:29) จากคำอธิษฐานของโซโลมอน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงมีความจำเป็นที่พระวิหารจะต้องถูกสร้างบนภูเขาแห่งนี้ เพื่อ “นามของเรา (พระเจ้า) จะอยู่ที่นั้น”
*หมายเหตุ: พระวิหารหลังที่สองที่ถูกสร้างขึ้นโดย “กษัตริย์เฮโรด” ก็ยังถูกสร้างอยู่บนภูเขาแห่งนี้ และยังคงสืบเนื่องต่อไปในการสร้างพระวิหารหลังที่ 3 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยเช่นกันก็ยังคงอยู่บนภูเขาโมริยาห์แห่งนี้ต่อไป


สรุป การสร้างพระวิหารครั้งที่ 1 นี้จึงไม่ได้ถูกสร้างโดยชนชาติอิสราเอลอย่างแท้จริง แต่ถูกสร้างโดยคนต่างชาติ นั้นก็คือ ฮีรามหรือหุราม(คนเผ่าดาน) ที่ชำนาญเรื่องการช่าง โดยมีโซโลมอนเป็นกษัตริย์ผู้ควบคุมดูแลอีกต่อหนึ่งจนพระวิหารหลังแรกถูกสร้างสำเร็จในที่สุด


ต่อมาอาณาจักรถูกแบ่งเป็นสองส่วน หลังจากซาโลมอนสิ้นพระชนม์ "พระเยโฮวาห์ทรงกริ้วต่อซาโลมอน เพราะพระทัยของท่านได้หันไปเสียจากพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล ผู้ได้ทรงปรากฏแก่ท่านสองครั้งแล้ว และได้ทรงบัญชาท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่าท่านไม่ควรไปติดตามพระอื่น แต่ท่านมิได้รักษาพระบัญชาของพระเยโฮวาห์ 11เพราะฉะนั้นพระเยโฮวาห์ตรัสกับซาโลมอนว่า "เนื่องด้วยเจ้าได้กระทำเช่นนี้ และเจ้ามิได้รักษาพันธสัญญาของเรา และกฎเกณฑ์ของเรา ซึ่งเราได้บัญชาเจ้าไว้ เราจะฉีกอาณาจักรเสียจากเจ้าเป็นแน่และให้แก่ข้าราชการของเจ้า 12กระนั้นก็ดี เพราะเห็นแก่ดาวิดบิดาของเจ้าเราจะไม่กระทำในวันเวลาของเจ้า แต่เราจะฉีกออกจากมือบุตรชายของเจ้า 13อย่างไรก็ดี เราจะไม่ฉีกเสียหมดอาณาจักร แต่เราจะให้ตระกูลหนึ่งแก่บุตรชายของเจ้า เพื่อเห็นแก่ดาวิดผู้รับใช้ของเรา และเพื่อเห็นแก่เยรูซาเล็มซึ่งเราได้เลือกไว้" (1 พงศ์กษัตริย์ 11:9-13)


ประมาณ 722-720 ปี ก่อนคริสตกาล - อิสราเอล (10 เผ่า) ถูกโจมตีและอัสซีเรียกวาดต้อนไปเป็นเชลย “ในรัชกาลของเปคาห์พระราชาแห่งอิสราเอล ทิกลัทปิเลเสอร์พระราชาแห่งอัสซีเรียได้ยกมา และยึดเมืองอิโยน เอเบล-เบธมาอาคาห์ ยาโนอาห์ คาเดช ฮาโซร์ กิเลอาด กาลิลี แผ่นดินนัฟทาลีทั้งหมด และกวาดต้อนประชาชนเป็นเชลยไปยังอัสซีเรีย” (2 พงศ์กษัตริย์ 15:29)


586 ปี ก่อนคริสตกาล - อาณาจักรยูดาห์ ถูกโจมตีโดยบาบิโลน และพระวิหารหลังแรกถูกทำลาย “อยู่มาเนบูคัดเนสซาร์พระราชาแห่งบาบิโลน ได้ยกมาพร้อมกับกองทัพทั้งสิ้นของพระองค์เข้าสู้รบ กรุงเยรูซาเล็ม และล้อมกรุงนั้นไว้ และเขาทั้งหลายได้สร้างเครื่องล้อมไว้รอบ.. ท่านได้เผาพระนิเวศของพระเจ้าเสีย และเผาพระราชวัง และเผาบ้านเรือนทั้งหมดของเยรูซาเล็ม ท่านเผาบ้านใหญ่ทุกหลังลงหมด ..ได้ทลายกำแพงรอบเยรูซาเล็มลง” (2 พงศ์กษัตริย์ 25:1), (9-10)


538-515 ปี ก่อนคริสตกาล - “กษัตริย์ไซรัส” ออกพระราชกฤษฎีกาอนุญาตให้ชาวยิว 50,000 คนกลับอิสราเอลได้ ซึ่งนำโดย “เศรุบบาเบล” และครั้งที่สอง นำโดย “เอสรา” แล้วดาริอัสทรงออกกฤษฎีกา และทรงให้ค้นดูในบาบิโลน ในหอเก็บหนังสือที่คลังราชทรัพย์ และในเอกบาทานาเมืองป้อมซึ่งอยู่ในมณฑลมีเดีย ได้พบหนังสือม้วนหนึ่งซึ่งมีข้อความเขียนอยู่ต่อไปนี้ “บันทึกในปีต้นแห่งรัชกาลไซรัสพระราชาทรงออกกฤษฎีกาว่า เรื่องพระนิเวศของพระเจ้าที่เยรูซาเล็ม ให้สร้างพระนิเวศนั้นขึ้นใหม่” (เอสรา 6:1-3)


166-160 ปี ก่อนคริสตกาล - อิสราเอลถูกปกครองด้วยชาวกรีก และได้ทำให้ พระวิหารเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าสะอิดสะเอียน ในสมัยของอันทิโอกัส เอพิฟาเนส (ปี 167 ก่อน ค.ศ.) ท่านได้สร้างแท่นกราบไหว้บูชาพระซูสแห่งภูเขาโอลิมปัส ที่พระวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม และใช้หมูเป็นเครื่องบูชา (ดาเนียล.9:27; 11:31; 12:11) ทั้งพระซูสและหมูเป็นสิ่งสะอิดสะเอียนในสายพระเนตรพระเจ้า เหตุการณ์ในทำนองเดียวกันนี้ได้เกิดขึ้นอีกเมื่อพวกโรมันได้นำเอารูปปั้นของจักรพรรดิคาลิกูล่าเข้าไปในพระวิหารในปี ค.ศ.38 หลังจากนั้นไม่นาน ก็เกิดการปฏิวัติโดย “ยูดาส แมคคาบีน” และเกิดราชวงศ์ “ฮัชโมเนียน” และพระวิหารได้รับการชำระ


ปล. ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสัมมนายุคสุดท้ายในกลุ่ม endtime ซึ่งผมได้มีโอกาสไปฟัง และรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอขอบคุณ คุณอภิรักษ์ สอนพรินทร์ ผู้บรรยาย ที่ได้เอื้อเฟื้อข้อมูล


การสร้างพระวิหารหลังที่ 2 (Herod's Temple)
Wednesday, 17 December 2008 01:28

ในปัจจุบันความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับพระวิหารหลังที่สองในปัจจุบันนั้นมีน้อยมาก เหตุการณ์อันระทึกใจเล่านั้นเกิดขึ้นเมื่อกษัตริย์ของ Seleucid ที่มีพระนามว่า Antiochus IV Epiphanes มีพระบัญชาออกคำสั่งต่อต้านการปฏิบัติตามหลักข้อเชื่อของยิว ทั้งในยูเดีย และ ที่อื่นๆ การกระทำเหล่านี่นำไปสู่การปฏิวัติ Hasmonean และเป็นจุดที่ทำให้Judas Maccabeus ได้ครอบครอง ชำระล้าง และทำพิธีถวายพระวิหารอีกครังหนึ่งในวันที่ 25 เดือน Kislev ปี 164 BCE.



Herod's Temple


เมื่อกษัตริย์เฮโรดก้าวเข้ามาสู่อำนาจ และเป็นกษัตรแห่งยูเดีย พระองค์ทรงตัดสินพระทัยที่จะขยายอาณาเขตของเนินเขาพระวิหาร รวมถึงถึงตัวอาคารพระวิหารด้วย ลองดูในภาพประกอบจากคัมภีร์โบราณของยิว ในหนังสือ 15 บทที่ 11 ข้อ 382-387


โครงการก่อสร้างขนาดมหึมา ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งดินแดนอิสราเอลและของโลกนี้ ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก หลายประการ เช่น การสร้างพระวิหารใหม่แทนที่อันเดินที่ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มผู้เดินทางกลับ ถิ่น การขยายอาณาบริเวณของเนินเขาพระวิหารให้มีพื้นที่ยาว 480 เมตร และกว้าง 280เมตร การสร้างเฉลียงกษัตริย์ (Royal Stoa) การออกแบบต่อเติมและสร้างบริเวณเนินเขาพระวิหารทั้งหมดใหม่ซึ่งรวมถึง ประตูทางเข้า ขั้นบันได ท้องถนน ระบบระบายน้ำ plaza สาธารณะ และ ที่ทำพิธีชำระล้างตัวขนาดใหญ่สำหรับผู้ที่เข้ามานมัสการก่อนที่จะเข้ามาในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์



ในหนังสือ Josepus บรรยายไว้ว่า เฮโรดได้ใช้เวลาสร้างกำแพงล้อมรอบพระวิหารถึงแปดปี (8 ปี) ส่วนตัวพระวิหารใช้เวลาหนึ่งปีกับอีกห้าเดือน (1 ปี ห้าเดือน) คนงานหลายเหมือนคนถูกว่าจ้างและรถเข็นปูนหลายคันถูกนำมาขนย้ายอิฐและวัสดุก่อ สร้างอื่นๆที่แสดงถึงมาตรฐานการก่อสร้างที่เป็นที่ยอมรับตามมาตรฐาน


เฮโรดได้สร้างเฉลียงกษัตริย์ (Royal Stoa) ขึ้นจรดด้านในสุดของกำแพงใต้ของพระวิหาร (ปัจจุบันตั้งอยู่ในAlaqsa Mosque) ในปัจจุบันไม่มีสิ่งก่อสร้างเหล่านี้หลงเหลืออยู่อีกแล้ว เพาระถูกกองกำลังทหารโรมรื้อถอนและทำลายในเวลาเดียวกับเยรูซาเล็ม แต่มันได้ถูกบรรยายไว้ว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่งดงามที่สุดที่เคยมีมาในแผ่นดินอิสราเอล และใหญ่ที่สุดในยุคสมัยนั้น (แหล่งที่มาจาก คัมภีร์ยิวโบราณ หนังสือ Josephus เล่มที่ 15 บททที่ 11 ข้อ 410)



เฉลียงกษัตริย์มีความยาวประมาณ 180 เมตร ความยาวทั้งหมดใกล้เคียงกับลานของเนินเขาพระวิหาร หลังคาวางบน 4 แนวตั้ง 5 แถว วัสดุหินถูกนำมาแกะสลักเป็นรูปดอกไม้ ใบไม้ และเลขาคณิตรูปทรงต่างๆ มีก้อนหินเล่านั้นเพียงไม่กี่ก้อนที่ถูกค้นพบในทางใต้ของกำแพงในเนินเขา พระวิหาร เป็นหลักฐานแห่งการเคยมีอยู่ของพระวิหารที่งดงามวิจิตรตระการตา


เฉลียงกษัตริย์นั้นถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ทางโลกอย่างเช่น การซื้อขายสัตว์เป็นเครื่องสัตว์บูชา และการแลกเปลี่ยนเหรียญสำหรับครึ่งเชเคล Tyrian โดยส่วนใหญ่ผู้แสวงบุญมักจะจ่ายเพื่อเป็นค่าบำรุงรักษาพระวิหาร (อพยพ 30:11-16) โดยส่วนใหญ่เรามักจะคุ้นหูว่าพระเยซูได้คว่ำโต๊ะของพวกพ่อค้าแลกเปลี่ยนเงิน (มัทธิว 21:12) ซึ่งโดยทั่วไปเฉลียงใช้สำหรับการประกอบพิธีทางศาสนาและการปรึกษาหารือในประเด็นทางสังคมมากมาย


หลังจากการโอบล้อมสี่เดือนของทหารโรม ในวันที่ 9 และ 10 ของเดือน Av ในปี 70 CE กอง กำลังโรมได้ทะลวงผ่านเนินพระวิหารและเผ่ามันทิ้ง โดยที่ไม่มีร่องรอยของพระวิหารทั้งหลังที่1และ2อยู่เลย สิ่งหลงเหลืออยู่ทุกวันนี้ก็มีแค่พระคัมภีร์ การบันทึกใน Josephus และหนังสือบันทึกของนักบวช ถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนั้นก็ตาม ก็ยังมีบางส่วนของกำแพงเนินพระวิหารหลงเหลืออยู่ ทำให้เราสามารถเห็นหลักฐานที่จับต้องและแลเห็นได้ถึงความวิจิตรและสง่างาม ของอาณาบริเวณนั้น

แปลโดย: Pigazzo

อ้างอิง: http://www.bibletopics.com/biblestudy/115.htm

คุณค่าแห่งการนมัสการ

ความล้ำค่าแห่งการนมัสการ 1
เขียนโดย Wichitra
Tuesday, 20 January 2009

ตอนที่ 1 นิยามของการนมัสการ


คาร์ล บาร์ธ กล่าวว่า“การนมัสการของคริสเตียนเป็นพระราชกิจของพระเจ้าในการทรงนำให้มนุษย์มีแรงจูงใจในนมัสการเกิดขึ้นทั้งนี้เพื่อถวายคุณค่ากลับคืนแด่พระองค์เอง”

เคนเนธ ดอบสัน กล่าวว่า “การนมัสการ คือ การถวายเกียรติแด่พระเจ้าผู้สูงสุด อันเป็นการประกาศด้วย กาย วาจา และใจว่า มีสิ่งที่สูงและยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ นั่นคือ พระเจ้า”


เอฟ. เอ็ม. เซกเลอร์ และ อาร์. แบรดลี่ย์ กล่าวว่า “การนมัสการ คือ การตระหนักถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้า การบรรจุพระวจนะของพระเจ้าไว้ในจิตใจ การสร้างจินตนาภาพถึงพระสิริของพระองค์ การเปิดใจรับความรักของพระเจ้า และการอุทิศตัวเพื่อทำตามพระประสงค์ของพระองค์”


จอห์น แม็คอาร์เธอร์ จูเนียร์ กล่าวว่า “การนมัสการ คือ การกล่าวถึงคุณค่าของพระเจ้า การยอมรับถึงคุณค่าสูงสุดของพระองค์มีความปรารถนาที่จะอุทิศถวายแด่พระเจ้าอย่างเต็มใจอันเป็นการถวายตัวความคิดทัศนคติและทุกสิ่งที่มีแด่พระองค์ โดยการกระทำเป็นประจำ จนกลายเป็นวิถีชีวิต”


แม้ว่าความบริสุทธิ์และความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจะทำให้เกิดความเคารพยำเกรงพระองค์อย่างมากก็ตาม แต่ในส่วนลึกของจิตใจนั้น เรียกร้องให้เราอยากจะนมัสการพระเจ้าเพื่อยกย่องพระองค์ด้วยความรู้สึกที่สำนึกในพระคุณของพระองค์ แม้ว่าจะเป็นการยากในการพยายามบรรยายความหมายของการนมัสการพระเจ้าออกมาด้วยถ้อยคำ เพราะเป็นประสบการณ์ในการสร้างความสัมพันธ์ส่วนบุคคลระหว่างผู้นมัสการกับพระเจ้า แต่การนมัสการก็เป็นประสบการณ์ที่ลึกซึ้งยิ่งอย่างหนึ่งของชีวิตที่ไม่อาจลดคุณค่าลงจนเหลือเพียงแค่เป็นกฏระเบียบหลักข้อเชื่อ

หรือพิธีกรรมใดๆได้เลย


1. การนมัสการเป็นความลับลึก


การนมัสการเป็นทั้งการสำแดงของพระเจ้า แต่ขณะเดียวกัน ก็เป็นความลับลึกของพระองค์ด้วย ผู้นมัสการพบว่าตนกำลังเข้าเฝ้าอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ด้วยความยำเกรงในความมหัศจรรย์ล้ำลึกของพระองค์ที่เกินความเข้าใจของมนุษย์ ด้วยความรู้สึกเหมือนกับอาจารย์เปาโล เมื่อท่านเห็นนิมิต และได้รู้จักชายคนหนึ่งผู้เลื่อมใสในพระคริสต์สิบสี่ปีก่อนที่ถูกรับขึ้นไปยังเมืองบรมสุขเกษม เขาได้ยินวาจาซึ่งจะพูดเป็นคำไม่ได้ และมนุษย์จะออกเสียงก็ต้องห้าม (2 โครินธ์ 12:3-4) เพราะว่าในทางหนึ่งพระเจ้าสำแดงพระองค์ก็จริง แต่ในอีกทางหนึ่ง พระองค์ก็ยังทรงซ่อนเร้นพระองค์ด้วย อย่างที่ท่านอิสยาห์กล่าวว่า แท้จริงพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงซ่อนพระองค์ (อิสยาห์ 45:15) และปาสคาลก็กล่าวในทำนองเดียวกันว่า “ทรงเป็นพระเจ้าที่ซ่อนเร้น (Deus Absconditus) หรือ Hidden God อย่างไรก็ตาม พระเจ้าที่ทรงซ่อนเร้นอยู่นั้นก็ได้สำแดงพระองค์ให้เป็นที่ประจักษ์ด้วย ดังนั้น มนุษย์จึงสามารถรู้จักพระเจ้าได้ก็ต่อเมื่อพระองค์ได้ทรงสำแดงพระองค์เองแก่มนุษย์


คุณค่าที่ลึกซึ้งของการนมัสการ อยู่ที่ความลับลึกของพระเจ้าเองและอยู่ที่การให้มนุษย์มีโอกาสได้สัมผัสทั้งความลับลึก หรือ อุตรภาพของพระเจ้า (God’s Transcendence) และการสำแดงของพระเจ้า หรือ อันตรภาพของพระองค์(God’s Immanence)ไปพร้อมๆกันดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นมัสการกับพระเจ้าจึงเป็นความสัมพันธ์อันมหัศจรรย์ทำนองเดียวกับการทรงสำแดงผ่านพระเยซูคริสต์ หรือผ่านพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คริสตจักรจึงร่วมกันนมัสการด้วยท่าทีแห่งความเคารพยำเกรงในความลับลึกของพระองค์


2. การนมัสการเป็นการเฉลิมฉลอง


การนมัสการเป็นการเฉลิมฉลองในพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าได้ทรงกระทำเพื่อประชากรของพระองค์ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติไม่ว่าจะเป็นการทรงสร้างการเสด็จเข้ามาบังเกิดของพระเยซูคริสต์เรื่องของกางเขนและการคืนพระชนม์ การนมัสการจึงเป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะของพระคริสต์ เราจึงนมัสการพระเจ้าด้วยความชื่นชมยินดีและชื่นบานในความรอด


การนมัสการเป็นการเฉลิมฉลองความเป็นพระเจ้าผู้ทรงเป็นจอมกษัตริย์เหนือกษัตริย์และจอมเจ้านายเหนือเจ้านาย เฉลิมฉลองด้วยท่าทีแห่งความเปรมปรีดิ์และด้วยใจโมทนาพระคุณที่ได้รับเลือกเป็นประชากรที่ได้รับการไถ่ เฉลิมฉลองด้วยความร่าเริงยินดีที่มีพระเจ้าประทับอยู่ด้วย ดังเช่นกษัตริย์ดาวิดที่ทรงเต้นรำด้วยความรื่นเริงยินดี ในขณะที่พระองค์อัญเชิญหีบพันธสัญญาอันเป็นสัญลักษณ์ของการทรงสถิตของพระเจ้านั้นขึ้นมายังศิโยนในกรุงเยรูซาเล็มกษัตริย์ดาวิดทรงเฉลิมฉลองด้วยการเต้นรำถวายแด่พระเจ้าอย่างสุดกำลังของท่านส่วนประชากรก็เฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ทั้งด้วยเสียงโห่ร้องและด้วยเสียงเป่าเขาสัตว์ (2 ซามูเอล 6:14-16)



3. การนมัสการเป็นการอุทิศถวาย


การนมัสการเป็นการอุทิศถวายแด่พระเจ้าเป็นโอกาสที่ผู้นมัสการจะตอบสนองความรักของพระองค์พระเจ้าทรงพร้อมที่จะรับการอุทิศถวายเหมือนอย่างในพันธสัญญาเดิมนั้นประชากรอิสราเอลนมัสการพระเจ้าโดยการนำเครื่องบูชาชนิดต่างๆมาให้ปุโรหิตเป็นตัวกลางมอบถวายแด่พระองค์ในพันธสัญญาใหม่การนมัสการเป็นการที่มนุษย์ตอบสนองต่อพระเจ้าพระผู้สร้างด้วยใจที่สำนึกในพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์โดยการถวายสิ่งที่ดีที่สุดแด่พระเจ้าเพื่อถวายพระเกียรติและสง่าราศีกลับคืนสู่พระองค์ ดังนั้นการนมัสการจึงมีตั้งแต่การสรรเสริญในพระลักษณะของพระองค์การขอบพระคุณในพระราชกิจของพระองค์การรับพระวจนะจากพระองค์เพื่อนำมาใช้ในการดำเนินชีวิต การมอบความวางใจในพระองค์และการยอมจำนนต่อน้ำพระทัย และการอุทิศถวาย (โรม 12:1)



ริค วอร์เรนกล่าวว่าการนมัสการเป็นการตอบสนองความรักของพระเจ้าด้วยความรักของผู้นมัสการที่ตามด้วยใจที่จำนนและมอบถวายแด่พระองค์ออสวอลด์แชมเบอร์สกล่าวว่าการนมัสการเป็นการถวายพระพรอันล้ำค่าที่พระเจ้าทรงประทานกลับคืนให้พระองค์เป็นการใช้เวลาใคร่ครวญต่อพระพักตร์พระเจ้าเพื่อถวายพระเกียรตินั้นคืนแด่พระองค์ในรูปของการนมัสการด้วยความตั้งใจกระทำอย่างแท้จริง


4. การนมัสการเป็นการทรงเรียกให้กระทำภารกิจ


การนมัสการเป็นการทรงเรียกให้กระทำภารกิจเหมือนโมเสสที่ได้พบทูตของพระเจ้าที่ปรากฏ ณ ภูเขาโฮเร็บเป็นพุ่มไม้ที่ลุกเป็นเปลวไฟพระเจ้าสั่งให้ท่านถอดรองเท้าออกเพื่อนมัสการพระองค์เพราะ

ณที่นั่นเป็นสถานที่บริสุทธิ์ที่พระเจ้าประทับอยู่โมเสสได้นมัสการพระเจ้าในท่าทีเคารพยำเกรงแล้วแต่การนมัสการนี้ยังไม่สมบูรณ์ เพราะพระเจ้ามีทรงมีภารกิจสำคัญยิ่งที่พระองค์จะมอบหมายให้แก่โมเสส คือการนำทาสชาวฮีบรูออกจากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์ถึงแม้ว่าโมเสสจะไม่กล้ารับภารกิจนี้ในทันทีแต่เมื่อท่านยอมจำนนต่อน้ำพระทัยของพระองค์แล้วท่านก็ยอมทำภารกิจสำคัญตามที่พระเจ้าบัญชาทุกประการการยอมรับการทรงเรียกให้กระทำภารกิจ

เช่นนี้แหละจึงจะถือว่าเป็นการนมัสการที่สมบูรณ์


5. การนมัสการเป็นการให้ค่าที่คู่ควรแด่พระเจ้า


การนมัสการเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ผู้ที่จะนมัสการพระองค์นั้นต้องมีมือที่สะอาดและใจที่บริสุทธิ์เพราะพระเจ้าทรงบริสุทธิ์แต่ชีวิตของทุกคนย่อมมีความผิดบาปแอบซ่อนอยู่ภายในจึงต้องอธิษฐานสารภาพความผิดบาปเสียก่อนถ้ามีเหตุขัดเคืองกับพี่น้องอยู่ก็ต้องให้อภัยและกลับไปคืนดีกับผู้นั้นก่อนจึงจะสามารถเข้าเฝ้าพระเจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์เพื่อการให้ค่าที่คู่ควรแก่พระองค์ได้ (มัทธิว 5:24)


ราล์ฟ พี.มาร์ติน กล่าวว่า การนมัสการเป็นการเฉลิมฉลองความเป็นพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ เพราะพระองค์ทรงสูงส่งและทรงคู่ควรแก่การยกย่องอย่างยิ่งการนมัสการพระเจ้าเป็นทั้งกิริยาที่แสดงออกและเป็นแรงบันดาลใจจากภายในที่กระตุ้นให้ถวายพระเกียรติที่คู่ควรแด่พระองค์.

บทความนี้ เป็นฉบับย่อของสารนิพนธ์เรื่อง “คุณค่าแห่งการนมัสการ” ของบีไอที


ผู้เขียน: วิจิตรา อัครพิชญธร, อาจารย์ที่ปรึกษาสารนิพนธ์: ศาสนาจารย์ ดร. รุ่ง เริงสันติ์อาจิณ,



ตอนที่ 2 การนมัสการในยุคต่างๆ


การนมัสการได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ยุคก่อนบรรพชนอิสราเอลเรื่อยมาไปจนกระทั่งถึงการนมัสการในสวรรค์ ตามนิมิตที่พระเจ้าสำแดงแก่ท่านอัครสาวกยอห์น


ก. การนมัสการในยุคพันธสัญญาเดิม


1. ยุคโบราณ


มนุษย์ยุคโบราณนมัสการเทพเจ้าหรือพระต่างๆโดยการถวายเครื่องบูชาเพื่อขอพรตามที่ตนต้องการและขอการคุ้มครองจากภูตผีปีศาจต่างๆสิ่งที่ถวายบูชามีทั้งพืชและสัตว์นอกจากนี้บางกลุ่มมีการบูชายัญเด็กเล็กหรือมีการติดต่อกับวิญญาณของบรรพบุรุษผู้ล่วงหลับไปแล้วอีกด้วยลักษณะของการนมัสการในยุคโบราณนั้นเป็นการนมัสการสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติและการมีพระเจ้าหลายองค์การถวายเครื่องบูชาและการบูชายัญการประกอบพิธีทางไสยศาสตร์เพื่อความเป็นสิริมงคลปัดเป่าวิญญาณที่ชั่วร้ายลบล้างความโกรธของพระต่างๆเพื่อให้อยู่ดีกินดีการเพาะปลูกอุดมสมบูรณ์และเพื่อติดต่อกับวิญญาณของบรรพบุรุษ


2. ยุคบรรพชนอิสราเอล


การนมัสการในยุคบรรพชนอิสราเอลมีลักษณะสำคัญ4ประการได้แก่ประการแรกการนมัสการพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวประการที่สองการสร้างแท่นบูชาโดยการใช้ก้อนหินมาเรียงซ้อนกันเป็นแท่นโดยเลือกสถานที่พิเศษที่ตนมีประสบการณ์กับพระเจ้าเป็นสถานที่สร้างแท่นบูชาแล้วมีการตั้งชื่อไว้เพื่อเป็นที่ระลึกถึงประการที่สามมีการนำสัตว์ที่ปราศจากมลทินและตำหนิมาเป็นเครื่องบูชาบนฟืนที่เรียงอย่างเป็นระเบียบบนแท่นบูชามักใช้มีดแทงสัตว์นั้นจนตายและโลหิตไหลออกมาแล้วจึงเริ่มเผาด้วยไฟในที่สุดประการสุดท้ายผู้กระทำพิธีต้องมีท่าทีที่ยำเกรงพระเจ้าและมีการดำเนินชีวิตที่เชื่อฟังพระองค์


3. ยุคอพยพ

การนมัสการที่ภูเขาซีนายมีองค์ประกอบ5ประการได้แก่ประการแรก การชุมนุมของประชากรที่ได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าประการที่สองการจัดให้ประชากรทุกคนมีหน้าที่และมีส่วนร่วมในการนมัสการตั้งแต่ผู้นำโมเสส,อาโรน,นาดับ,อาบีฮู,พวกผู้ใหญ่เจ็ดสิบคนรวมทั้งคณะนักดนตรีโดยให้มีหน้าที่ที่แตกต่างกันประการที่สามการประกาศพระวจนะพระเจ้าโดยการที่โมเสสอ่านหนังสือพันธสัญญาให้ชนอิสราเอลฟังประการสุดท้ายการรื้อฟื้นพันธสัญญาแห่งการอุทิศตนแด่พระเจ้าซึ่งเมื่อประชากรฟังแล้วก็ยอมรับว่าจะกระทำตามเงื่อนไขของพันธสัญญานั้นประการที่ห้าการประทับตราพันธสัญญาด้วยเลือดของโค(อพย.19-24)ในยุคอพยพนี้ถือว่าการนมัสการได้หล่อหลอมเข้าไปในชีวิตของชนชาติอิสราเอลโดยผ่านสถานที่ศักดิ์สิทธิ์พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์และปุโรหิตผู้บริสุทธิ์หน้าที่หลักของปุโรหิตคือการถวายเครื่องบูชาส่วนชนชาติอิสราเอลก็นำสัตวบูชาและธัญญบูชามาถวายเพื่อลบล้างความผิดของตนพระเจ้าจะทรงอภัยโทษและรับของถวายนั้น


4. ยุคผู้วินิจฉัย


ในยุคผู้วินิจฉัยนี้ยังมีการนมัสการในเต๊นท์พลับพลาอยู่เพียงแต่ไม่มีการเคลื่อนย้ายเนื่องจากในยุคนี้คนอิสราเอลเข้ายึดครองดินแดนคานาอันได้อย่างสมบูรณ์แล้ว พวกเขาได้ตั้งพลับพลาไว้ที่เมืองชิโลห์(1ซ้อ1:3)และอยู่ที่นั่นถึง200ปีมีการสร้างแท่นบูชาขึ้นณที่ต่างๆสถานที่นมัสการพระเจ้าแห่งแรกในดินแดนคานาอันก็คือกิลกาล(ผู้วินิจฉัย2:1)และเป็นสถานที่ที่ซาอูลได้รับการเจิมตั้งขึ้นเป็นกษัตริย์องค์แรกของอิสราเอลและหลังจากนั้นมาทุกปีก็ได้มีการนมัสการเฉลิมฉลองการเข้าสู่ดินแดนแห่งพระสัญญาที่นี่ด้วยแท่นบูชาทุกแห่งถูกสร้างขึ้นก็เพื่อเป็นประจักษ์พยานถึงชัยชนะของคนอิสราเอลในการรบกับศัตรูและเป็นการนมัสการเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า


5. ยุคกษัตริย์


ต่อมา หลังยุคผู้วินิจฉัยอิสราเอลเริ่มมีกษัตริย์ปกครองกษัตริย์ก็มักจะเป็นผู้นำในการนมัสการเพราะถือว่าเป็นผู้ที่พระเจ้าเจิมตั้งให้เป็นผู้นำชนชาติประชากรของพระองค์กษัตริย์ดาวิดเป็นผู้หนึ่งที่รักในการนมัสการพระเจ้ามากทรงสร้างแท่นบูชาขึ้นในกรุงเยรูซาเล็มเป็นครั้งแรกหลังจากที่พระองค์ได้ทรงนำขบวนแห่เพื่อนำหีบพันธสัญญาเข้าไปในกรุงเยรูซาเล็มแล้ว ที่นั่นก็กลายเป็นศูนย์กลางของการนมัสการของชนอิสราเอลพระองค์ได้ทรงสร้างพลับพลาขึ้นที่ศิโยนด้วยที่เรียกว่า“พลับพลาของดาวิด”ถึงกระนั้นการนมัสการในพลับพลาของดาวิดก็ยังมีความแตกต่างกับพลับพลาแบบโมเสสมากเพราะไม่มีการถวายสัตวบูชาคงเน้นแต่การร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าการบรรเลงดนตรีอันไพเราะโดยเผ่าเลวีและการร่ายรำอันงดงามเท่านั้นโดยผู้ปรนนิบัติคือบุตรหลานของอาสาฟ,เฮมานและเยดูธูน(1พงศาวดาร25:1)ยิ่งกว่านั้นการนมัสการในพลับพลานี้มีต่อเนื่องตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน(1พงศาวดาร16:4)ดังนั้นความล้ำค่าของการนมัสการในสมัยนั้นจึงเปลี่ยนไปอยู่ที่การเฉลิมฉลองการสรรเสริญและยกย่องพระเจ้าด้วยเสียงเพลงและศิลปะต่างๆแทนการถวายสัตวบูชาในยุคก่อนๆ


พระวิหารและเต็นท์พลับพลาต่างมีคุณค่าในการนมัสการพระเจ้าคุณค่าที่เหมือนกันคือทั้งสองแบบต่างก็เป็นสัญลักษณ์ของการสถิตอยู่ด้วยและการปกครองของพระเจ้าเหนือชนชาติอิสราเอลอีกทั้งยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ประชากรทั่วไปสามารถเข้าเฝ้าพระเจ้าได้ทุกเมื่อแม้ว่าพระวิหารอาจต่างจากเต๊นท์พลับพลาตรงที่เป็นสิ่งก่อสร้างแบบถาวรที่มั่นคงและใหญ่โตกว่า แต่สำหรับบทบาทหน้าที่และความหมายในเชิงสัญลักษณ์นั้นทั้งพระวิหารและเต็นท์พลับพลามีคุณค่าที่เท่าเทียมกันทุกประการ


6. ยุคผู้เผยพระวจนะ

ต่อมาชาวอิสราเอลไม่สัตย์ซื่อต่อพระเจ้าหันไปกราบไหว้พระอื่นบรรดาผู้เผยพระวจนะจึงออกมาประณามพิธีกรรมทางศาสนาที่กระทำกันแต่เพียงเปลือกนอกตำหนิการนมัสการรูปเคารพและพระเทียมเท็จทั้งหลายตลอดจนตักเตือนประชาชนที่นมัสการพระเจ้าด้วยแรงจูงใจที่ไม่ถูกต้องผู้เผยพระวจนะอาโมสรังเกียจเทศกาลฉลองของอิสราเอลและการถวายเครื่องบูชาอย่างไม่จริงใจของประชาชนและเรียกร้องให้เขากลับใจเสียใหม่ให้กระทำต่อผู้อื่นอย่างยุติธรรมและชอบธรรม“จงให้ความยุติธรรมหลั่งไหลลงอย่างน้ำและให้ความชอบธรรมเป็นอย่างลำธารที่ไหลอยู่เป็นนิตย์”(อาโมส 5:24)ผู้เผยพระวจนะโฮเชยาเผยพระวจนะว่าสิ่งที่พระองค์ต้องการจากประชากรของพระองค์มากที่สุดคือความรักที่จะเขาจะถวายให้พระองค์และทรงต้องการให้เขาแสวงหาความรู้ในพระองค์ให้มากขึ้น แทนการถวายแต่เครื่องสัตวบูชาเท่านั้น(โฮเชยา 6:6)


ข. การนมัสการในยุคพันธสัญญาใหม่

ความล้ำค่าของการนมัสการได้เปลี่ยนจากระบบการถวายสัตวบูชาไปเป็นการสอนพระวจนะเนื่องจากการถวายบูชานั้นไม่จำเป็นต้องกระทำอีกต่อไปแล้วหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์เพื่อเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปของมนุษย์ซึ่งกระทำเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอดังนั้นความล้ำค่าของการนมัสการจึงเปลี่ยนมาอยู่ที่การนมัสการสรรเสริญพระเจ้าการอธิษฐานและการอ่านพระวจนะร่วมกัน


1. คริสตจักรยุคแรก


ในคริสตจักรยุคแรกความล้ำค่าของการนมัสการอยู่ที่การอ่านพระคัมภีร์เดิมและจดหมายฝากการเล่าเรื่องราวของการทนทุกข์ทรมานและการคืนพระชนม์แล้วจบลงด้วยการรับประทานอาหารร่วมกันซึ่งเป็นอาหารที่สมาชิกแต่ละคนนำมาและมีพิธีหักขนมปังและดื่มเหล้าองุ่นด้วยต่อมาเมื่อพระกิตติคุณได้เผยแผ่ออกไปสู่รอบนอกไปจนถึงพวกยิวพลัดถิ่นที่กระจัดกระจายออกไปนอกประเทศมีการสอนให้ชาวยิวพลัดถิ่นเข้าใจกันใหม่ให้ตรงกันว่าพิธีกรรมถวายบูชาทั้งหมดได้สำเร็จแล้วในพระเยซูคริสต์ดังนั้นการถวายบูชาตามพิธีกรรมเดิมของชาวยิวก็เป็นอันล้มเลิกไป


2. คริสตจักรยุคกลาง


ในยุคกลางนี้มีการเปลี่ยนความหมายของการนมัสการไปมากการนมัสการที่เคยมีรูปแบบอิสระอีกทั้งการประกอบศาสนพิธีที่กระทำต่อเนื่องกันมาในคริสต์ศตวรรษที่ 3-4นั้นเริ่มเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงให้เป็นทางการมากขึ้นจนกลายเป็นรูปแบบที่ตายตัวการนมัสการในยุคกลางเน้นที่พิธีมิสซาซึ่งเป็นศูนย์กลางของการนมัสการประเด็นสำคัญคือเรื่องของศาสนศาสตร์ในพิธีมิสซาที่เชื่อในทฤษฎีของการแปรสาร(Theory of Transubstantiation)ที่ว่าเหล้าองุ่นและขนมปังเปลี่ยนไปเป็นพระโลหิตและพระวรกายของพระเยซูจริงในทันทีที่บาทหลวงผู้ประกอบพิธี


3. คริสตจักรยุคปฏิรูป

จุดศูนย์กลางของการนมัสการอยู่ที่พระวจนะไม่ใช่ให้พระวจนะเป็นเพียงองค์ประกอบย่อยมีการพัฒนาการนมัสการอย่างสร้างสรรค์โดยการระดมความคิดใหม่ๆจากสมาชิกทุกคนภายในคริสตจักรและนำสิ่งที่ดีจากคริสตจักรอื่นเข้ามาประมวลด้วยเน้นการปรับปรุงกระบวนการนำผู้คนเข้ามาสู่คริสตจักรในการประกาศ และการเลี้ยงดูจิตวิญญาณรื้อฟื้นความสำคัญของพิธีมหาสนิทให้ผู้นมัสการมีส่วนร่วมมากขึ้นมีการใช้ดนตรีและเพลงร้องเพื่อมาเกื้อหนุนบรรยากาศโดยให้ที่ประชุมมีส่วนร่วมร้องสรรเสริญที่สำคัญคือ มีการปรับเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตของคริสตชนในทุกด้านไม่ใช่ปรับเปลี่ยนแต่เพียงการนมัสการหรือพิธีกรรมเท่านั้น


4. คริสตจักรยุคสมัยใหม่


คริสตจักรหลังการปฏิรูปยังเปลี่ยนแปลงต่อไปจนถึง“ยุคสว่าง”(The Enlightenment) ในคริสต์ศตวรรษที่18ที่เชื่อว่าโดยการวิเคราะห์ด้วยเหตุผลมนุษย์สามารถมาถึงความเข้าใจในเรื่องกฎหมาย ศาสนาหรือปรัชญาเป็นยุคที่ใช้เหตุผลมาแทนความเชื่อและเน้นการใช้สติปัญญาของมนุษย์ในการเรียนรู้และเข้าใจสิ่งต่างๆเช่นมนุษย์,สังคมและจักรวาลช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่18นี้จึงเป็น“ยุคแห่งเหตุผล”(The age of reason)เรียกว่าลัทธิเหตุผลนิยม(Rationalism)เชื่อในการดำรงอยู่ขององค์ผู้สูงสุดแต่พระองค์ผู้ทรงพระชนม์อยู่นั้นทรงปฏิบัติพระราชกิจของพระองค์บนพื้นฐานแห่งเหตุผลที่เน้นการใช้เหตุผลของมนุษย์มาอธิบายสิ่งลึกลับต่างๆซึ่งเท่ากับลดคุณค่าของการดำรงอยู่ของพระเจ้าลดคุณค่าความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์ลงเหลือเพียง“เยซูแห่งประวัติศาสตร์”เท่านั้นและลดความล้ำค่าของการนมัสการพระเจ้าลงเหลือเพียงน้อยนิดด้วยสติปัญญาที่จำกัดของมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง


5. คริสตจักรยุคหลังสมัยใหม่


มีการปฏิรูปด้านวรรณกรรมและศิลปะและในช่วงค.ศ.1960-1980มีการตื่นตัวทางวิทยาศาสตร์เป็นยุคแห่งปฏิสัมพันธ์ต่อหลักการของยุคสมัยใหม่ยุคนี้มีข้อดีตรงที่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจที่จะยึดเอาตนเองเป็นศูนย์กลางไม่ได้แสวงหาความสำเร็จหรือตอบสนองความต้องการของตนเองอีกต่อไปแต่จะใส่ใจกับการสร้างชุมชนให้เข้มแข็งมากกว่าดังนั้นจึงสามารถลดการแบ่งแยกระหว่างชนชั้นลงได้มากคริสตจักรส่วนใหญ่จัดการนมัสการแบบร่วมสมัยโดยมีจุดเด่นในการร้องเพลงสรรเสริญอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย20-30นาทีแต่บางครั้งอาจเน้นดนตรีและการร้องเพลงมากจนแทบจะลืมความสำคัญของพระวจนะและพิธีมหาสนิทไปยุคนี้เป็นยุคที่ผู้นมัสการเน้นเรื่องสาระฝ่ายวิญญาณมากที่สุดจึงรักในการนมัสการมากที่สุดด้วย


บทความนี้ เป็นฉบับย่อของสารนิพนธ์เรื่อง
“ความล่ำค่าแห่งการนมัสการ 2”

ของสถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน

ผู้เขียน: วิจิตรา อัครพิชญธร,อาจารย์ที่ปรึกษา: ศาสนาจารย์ ดร. รุ่ง เริงสันติ์อาจิณ(ผู้อำนวยการสถาบัน)

(ท่านที่สนใจสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้จากห้องสมุดของสถาบันบีไอที)

My Blog

  • วินัยของน้องหมา (ข้างถนน) - วันที่ 18/8/2011 เช้านี้ขณะที่รถติดไฟแดงอยู่บริเวณสี่แยกสามย่าน ซึ่งเบื้องหน้าเป็นจามจุรีสแควร์นั้น พลันก็เหลือบเห็นน้องหมาตัวหนึ่งเดินข้ามทางม้าลายด้วยอ...
    15 ปีที่ผ่านมา
  • บทความคริสเตียน - บทความคริสเตียน http://www.gracezone.org/index.php/christian-articles บทความทางด้านจิตวิญญาณ หลักข้อเชื่อ พระเจ้า พระคัมภีร์ พระเจ้า พระคัมภีร์ แนวทางในการ...
    17 ปีที่ผ่านมา
  • คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู - คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู วัน พุธ 08 ต.ค. 08@ 17:47:37 ICT หัวข้อ: สรุปคำเทศนาประจำอาทิตย์ ดร.ทะนุ วงค์ธนานุกุล วัน อาทิตย์ ที่ 21 กันยายน 2008 พระธร...
    18 ปีที่ผ่านมา
  • - แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้...
    18 ปีที่ผ่านมา

Christian Blog

บล็อกวาไรตี้

เทคโนโลยี

ดาวน์โหลดโปรแกรมมาใหม่ล่าสุด |

วาไรตี้

ข่าวประจำวัน

สารบัญเว็บไทย

กินลม ชมทะเล ที่มาร์คเฮ้าส์บังกะโล เกาะกูด จ.ตราด

Thailand Map