Custom Search By Google

Custom Search

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2552

“ผ่าทางตัน” (Breakthrough)

Breakthrough
By Tawat Yenjai

ผมตั้งชื่อเรื่องนี้ให้มันดูเท่ๆว่า “ผ่าทางตัน” (Breakthrough)
มีคำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการประสบความล้มเหลวในชีวิต คือท่านจะต้องท่องจำคำเหล่านี้อยู่เสมอทุกๆวัน วันละสามครั้งหลังอาหาร คือคำว่า...
“ไม่มีทาง”
“ทำไม่ได้”
“เป็นไปได้ยาก”
“เมินเสียเถอะ”
“อย่าพยายามเสียให้ยากเลย”
จงคิดและพูดถ้อยคำแห่งการล้มละลายทางด้านความเชื่อเหล่านี้ “ไม่มีใครรักฉัน” “ไม่มีใครช่วยเหลือฉัน” หรือ “ฉันอ่อนแอเกินไป” “ยากจนเกินไป” “ต่ำต้อยและมีความรู้น้อย” “ไม่มีใครยอมให้โอกาสฉันเลย” “ทุกคนวิ่งไปข้างหน้าและละทิ้งฉันไว้เพียงคนเดียว” วันหนึ่ง สมาชิกในคริสตจักรของเราได้นำวีดิโอเรื่อง Mission Impossible แปลเป็นไทยว่า “พันธกิจที่เป็นไปไม่ได้” ซึ่งนำแสดงโดยดารารูปหล่อ ทอม ครุซ ผมชอบฉากแรกที่พระเอกกำลังปีนหน้าผาสูงชันและยากลำบากอย่างยิ่ง ต้องลุ้นด้วยใจเต้นระทึกว่าจะไปรอดไหมหนอ หวาดเสียว ตื่นเต้น ท้าทาย เสี่ยงชีวิต ทุลักทุเลและเกือบพลัดตกลงมาตั้งหลายครั้ง แต่ในที่สุดเขาก็สามารถก้าวขึ้นไปถึงจุดสุดยอด ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่บนภูเขาสูง
นั่นเป็นไตเติ้ลที่บอกว่า พันธกิจนั้นแม้จะยากเย็นแสนเข็ญ แต่ด้วยความเพียรพยายามและอดทน ในท้ายสุดก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม!
ทำให้คิดถึงชีวิตของคริสเตียน ก็อยู่ในทำนองเดียวกัน มีเรื่องที่ตื่นเต้นในฝ่ายจิตวิญญาณ น่าหวาดเสียว ท้าทาย เสี่ยงชีวิต ทุลักทุเล ปีนป่ายหน้าผาแห่งความเชื่อที่สูงชันอยู่ตลอดเวลา ผจญกับการโจมตีของผีมารซาตาน
และเนื้อหนังอยู่ทุกวี่ทุกวัน เปาโลเองแม้ว่าจะเป็นอัครทูตผู้ยิ่งใหญ่ แต่ท่านก็หนีไม่พ้นประสบการณ์ที่เลวร้ายในชีวิต วันหนึ่งท่านก็กล่าวว่า “ข้าพเจ้าคาดว่าข้าพเจ้าถึงตายแล้ว แต่ว่ายังมีชีวิตอยู่”
ในพระธรรมอพยพ ๑๔.๑-๓๑ โมเสสได้พาชนชาติอิสราเอลอพยพออกจากการเป็นทาสของอียิปต์ กำลังเดินทางไปยังคานาอันแผ่นดินของพระสัญญาของพระเจ้า ซึ่งอุดมด้วยน้ำผึ้งและน้ำนม(คงจะเหมือนแหลมทองของไทยที่ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว”) แต่เมื่อพวกเขามาถึงริมฝั่งทะเลแดงก็พบว่าเป็น “ทางตัน!” ตายกับตายเท่านั้น!
เมื่อมองไปข้างหน้าก็มีทะเลใหญ่ขวางกั้น มองไปข้างๆก็มีภูเขาสูงชันและทะเลทรายอันแห้งแล้ง เมื่อเหลียวกลับไปดูข้างหลังก็เห็นกองทัพมหึมาของกษัตริย์ฟาโรห์รุกไล่ติดตามมา พวกยิวนับล้านคนต่างขวัญหนีดีฝ่อ คิดได้อย่างเดียวเท่านั้นคือ วันสุดท้ายในชีวิตมาถึงแล้ว (ไม่แน่ใจว่า พวกเขารีบกล่าวคำอำลากันกันหรือเปล่า?)
แต่พวกเขาลืมไปอย่างหนึ่ง คือ แหงนมองขึ้นไปข้างบน เพื่อขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่
พวกเขาไม่ได้ตระหนักว่า พระเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่!
ในเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนี้ เราจะเห็นว่า ชนชาติอิสราเอลพากันมองดูสถานการณ์ แต่โมเสสมองดูที่พระเจ้า
บทเรียน ในชีวิตของพวกเราหลายครั้งก็เจอะเจอเข้ากับสถานการณ์แบบเดียวกันนี้ เมื่อเรามาถึง “ทางตัน” มองไปทางไหนก็มืดแปดด้าน วิ่งพล่าน อกสั่นขวัญผวา และหาทางออกไม่พบ ทางไหนที่พอมีความหวังอยู่บ้างก็ไขว่คว้าเอาไว้ก่อน ถือเสียว่า “กำขี้ดีกว่ากำตด” แต่ทว่ามันก็เหลวเป๋ว!
เมื่อไม่นานมานี้ หนังสือรายวันฉบับหนึ่งได้ลงข่าวว่า ชายคนหนึ่งเปิดร้านขายของชำในย่านปริมณฑล ตอนแรกก็เป็นไปด้วยดี แต่ต่อมาลูกค้าเริ่มเข้าร้านน้อยลง จึงประสบปัญหาการขาดทุน เขาพยายามหาสาเหตุว่ามันเป็นเพราะอะไร ด้วยการไปเชิญซินแสหรือหมอดู มาดูฮวงจุ้ย (ฮวงจุ้ยเป็นการดูเกี่ยวกับสถานที่ ทิศทางตามหลักของโหราศาสตร์แบบจีน)
“ร้านของลื้อมันทำมาค้าไม่ขึ้น เพราะมีธนาคารแห่งหนึ่งมาตั้งใหม่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม” ซินแสบอก
เจ้าของร้านจึงถามว่า “เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับร้านของผม?”
“ที่หน้าธนาคารนั้นมีการนำเอารูปพญาครุฑสีแดงตัวใหญ่มาติดไว้ พญาครุฑนี่แหละตัวดูดเงินของลื้อไปหมด”
“แล้วซินแสมีทางแก้ไขไหมครับ?”
“มีสิ” หมอดูตอบ “ลื้อไปจ้างคนวาดรูปนางกากีเท่าตัวจริง แล้วเอามาติดไว้ที่หน้าร้านของลื้อ”
“นี่ซินแสพูดเล่นหรือพูดจริง?” เจ้าของร้านถามด้วยความสงสัย
“อั๊วพูดจริง พญาครุฑนี่มันแพ้นางกากี” ซินแสตอบ “มันแก้ทางกันได้เด็ดขาดเลยล่ะ”“???!!”

กลับมาที่ริมทะเลแดงกันต่อนะครับ
ประการแรก “เหยื่อติดกับแล้ว” พระคัมภีร์บันทึกเรื่องของพวกยิวไว้อย่างน่าสนใจ กองทัพอียิปต์รุกไล่ใกล้เข้ามา ฟาโรห์กล่าวถึงชนชาติอิสราเอลว่า “พวกเขาติดอยู่บนบก ถิ่นทุรกันดารกั้นเขาไว้แล้ว” (อพย. ๑๔.๓) หลายครั้งทีเดียวที่ศัตรูของเราคือมารซาตานก็พูดในทำนองเดียวกัน “พวกคริสเตียนติดกับดักแล้ว คราวนี้มันเสร็จเราแน่”
เปโตรได้บอกแก่ผู้เชื่อว่า “ท่านทั้งหลายจงถ่อมใจลงภายใต้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า เพื่อว่าพระองค์จะทรงยกท่านขึ้นเมื่อถึงเวลาอันสมควร จงละความกระวนกระวายของไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงสงบใจ จงระวังระไวให้ดี ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมาร มันวนเวียนอยู่รอบๆดุจสิงห์คำราม เที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้ จงต่อสู้กับศัตรูด้วยใจมั่นคงในความเชื่อ...” (๑ ปต. ๕.๖-๙)
เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสไปประชุมที่จังหวัดชัยนาท พบลูกศิษย์คนหนึ่งซึ่งตอนนี้เปิดร้านขายเครื่องมือตกปลาอยู่ที่นครสวรรค์ เขาได้ให้คู่มือหนังสือตกปลาแก่ผมเล่มหนึ่ง หนังสือเล่มนั้นชื่อ “หมายเด็ด”
ในนั้นบอกถึงนิสัยใจคอของปลาแต่ละชนิด และวิธีทำเหยื่อ ๓๒ ชนิดที่ปลาชอบกิน โอโฮ...มันจะมากมายอะไรปานนั้น แต่ก็มาคิดได้ว่า มารซาตานมีวิธีเยอะกว่านี้ ที่จะทำให้มนุษย์ติดกับดักของมัน!
ประการที่สอง “ตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน” พระคัมภีร์บอกว่า “ชาวอียิปต์ไล่ตามไป มีทั้งม้าและรถรบของฟาโรห์กับทหารม้า กองทัพของท่านมาทันชนชาติอิสราเอลที่ตั้งค่ายอยู่ริมทะเล” (อพย. ๑๔.๙) ผู้อ่านคงจินตนาการถึงความรู้สึกของพวกยิวในขณะนั้นได้ดี พวกเราคริสเตียนก็เช่นเดียวกัน ตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ถูกศัตรูไล่ตามทัน บางคนถูกความยากจนไล่ทัน บางคนถูกดอกเบี้ยและค่างวดไล่ทัน ค่าเล่าเรียน ค่าเช่าบ้าน และความเจ็บไข้ได้ป่วยไล่ตามทัน
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ถูกความผิดบาปไล่ตามทัน เปาโลเตือนคริสเตียนว่า “อย่าให้โอกาสแก่มาร” (อฟ. ๔.๒๗) ในภาษาเดิมแปลได้อีกอย่างว่า “อย่าให้ที่อยู่แก่มาร” ในชีวิตของเรามีบัลลังก์อยู่ และมีพระเยซูประทับอยู่บนบัลลังก์นั้น แต่ชีวิตใดที่ไม่มีพระคริสต์ประทับอยู่ แน่นอน มารซาตานย่อมเข้าครอบครอง
ประการที่สาม “พาเรามาตายทำไม?” ขอให้ดูปฏิกิริยาของชนชาติอิสราเอล เมื่อพวกเขามองเห็นกองทัพของฟาโรห์ ก็เกิดความหวาดกลัวยิ่งนัก ร้องทูลพระเจ้าและบอกแก่โมเสสว่า “หลุมฝังศพในอียิปต์ไม่มีหรือ ท่านจึงพาเรามาตายในถิ่นทุรกันดาร” (อพย. ๑๔.๑๐-๑๑)
ในมุมมองของกษัตริย์ฟาโรห์เห็นว่า “นี่เป็นกับดัก” ในมุมมองของคนยิวเห็นว่า “ที่นี่เป็นหลุมฝังศพ” แต่ในมุมมองของโมเสสคือ “ที่นี่คือโอกาสที่จะได้เห็นฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า” มารซาตานจะตะโกนข่มขวัญคนที่ขาดความเชื่อว่า เห็นไหม เจ้าหนีไม่พ้นหรอก ไปไม่รอด จอดไม่ต้องแจว จมลงตรงนั้นแหละ เออ นี่คือที่ฝังศพของพวกเจ้าล่ะ!คุณจะเชื่อฟังพระเจ้าหรือจะฟังเสียงของจอมลวงโลก?
ประการที่สี่ “คำหนุนใจของโมเสส” จะเห็นว่ามีโมเสสเพียงคนเดียวเท่านั้นที่กล้าหาญ และแสดงความเชื่ออันมั่นคงออกมาในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน ท่านหนุนใจคนยิวว่า “อย่ากลัวเลย จงมั่นคงไว้” (ข้อ ๑๓) ชนชาติอิสราเอลมองดูกองทัพของฟาโรห์แล้วเกิดความหวาดกลัว แต่โมเสสมองดูพระเจ้าแล้วเกิดความฮึกเหิม!
เหมือนเมื่อซาอูลมองดูยักษ์โกลิอัทแล้วคิดว่า “ใหญ่เกินที่จะตี” (To big can’t hit) แต่ดาวิดคิดในทางตรงกันข้าม เมื่อเขาเห็นยักษ์ฟีลิสเตีย เขาเห็นว่า “ใหญ่เกินที่จะตีพลาด” (To big can’t miss) ยิ่งใหญ่ยิ่งดีสิ รับรองตีไม่พลาดแน่!
โมเสสหนุนใจชาวยิวว่า “จงคอยดูความรอดที่มาจากพระเจ้า” (ข้อ ๑๓) เราไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงแต่มีความเชื่อและไว้วางใจพระองค์เท่านั้น สงบใจอธิษฐาน นั่นเป็นการเพียงพอแล้ว “จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า อย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า แล้วพระองค์จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น” (สภษ. ๓.๕-๖)
คนที่วางใจในพระเจ้าจะได้รับพระพร (ยรม. ๑๗.๗)
ในพจนานุกรมของพระเจ้าจะไม่พบคำว่า “ล้มเหลว” หรือ “เป็นไปไม่ได้” พระองค์ตรัสแก่มารีย์ว่า “ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่พระเจ้าทรงกระทำไม่ได้” (ลก. ๑.๓๗) ข้อนี้อ่านแล้วค่อนข้างเข้าใจยากนะ แปลอย่างง่ายๆก็คือ“พระเจ้าทรงสามารถกระทำได้ทุกอย่าง
”พระเจ้าตรัสแก่โมเสสว่า “จงสั่งให้ชนชาติอิสราเอล ลุกเดินหน้าต่อไป” (ข้อ ๑๕) เมื่อโมเสสยื่นไม้เท้าออกไปเหนือทะเลแดง น้ำก็แหวกออก พวกยิวพากันเดินลงไปเหมือนเดินบนดินแห้ง แต่พอกองทัพของฟาโรห์ลงไปบ้าง น้ำทะเลก็กลับทะลักเข้ามาท่วมและพวกเขาจมน้ำตายหมดวันนั้น พระเจ้าทรงช่วยคนอิสราเอลให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของกองทัพอียิปต์ พวกเขาเหลียวไปดูเห็นศพทหารและรถรบลอยเกลื่อน ประชาชนก็ยำเกรงพระเจ้า และเชื่อถือในโมเสสผู้รับใช้ของพระองค์
วิลเลี่ยม แคร์รี่ย์ มิชชันนารีผู้บุกเบิกการประกาศข่าวประเสริฐในอินเดีย มีคำขวัญประจำใจว่า “จงคาดหวังสิ่งใหญ่จากพระเจ้า และจงกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อพระองค์”
คริสเตียนที่รัก เวลานี้มีอุปสรรคปัญหาอะไรในชีวิตของท่านบ้าง?
จงร้องทูลแล้วพระเยซูคริสต์ทรงพร้อมที่จะ “ผ่าทางตัน” ให้แก่ท่าน.

วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2552

คำอุปมา เรื่องการเลี้ยงเนื่องในพิธีอภิเษกมเหสี

คำอุปมา เรื่องการเลี้ยงเนื่องในพิธีอภิเษกมเหสี


"1 พระเยซูตรัสแก่เขาเป็นคำอุปมาอีกว่า


2 'แผ่นดินสวรรค์ อุปมาเหมือนกษัตริย์องค์หนึ่ง ได้จัดการเลี้ยงเนื่องในพิธีอภิเษกมเหสีให้ราชโอรสของท่าน


3 แล้วใช้ข้าราชการไปตามผู้ที่รับเชิญในการนี้ แต่เขาไม่ใคร่จะมา


4 ท่านยังใช้ข้าราชการอื่นไปอีก รับสั่งให้บอกผู้รับเชิญนั้นว่า 'ดูเถิด เราได้จัดการเลี้ยงไว้แล้ว ทั้งวัวและสัตว์ขุนแล้วของเราก็ฆ่าไว้เสร็จ สิ่งสารพัดก็เตรียมไว้พร้อม จงมาในการอภิเษกนี้เถิด'


5 แต่เขาก็เพิกเฉย และไปเสีย บางคนไปไร่นาของตน บางคนก็ไปทำการค้าขาย


6 ฝ่ายพวกนอกนั้น ก็จับข้าราชการทำการอัปยศต่างๆ แล้วฆ่าเสีย


7 กษัตริย์องค์นั้นก็ทรงพระพิโรธ จึงรับสั่งให้ยกกองทหารไปปราบปรามฆาตกรเหล่านั้น และให้เผาเมืองเขาเสีย


8 แล้วท่านจึงรับสั่งแก่ข้าราชการว่า 'งานสมรสก็พร้อมอยู่ แต่ผู้ถูกเชิญนั้นไม่สมกับงาน


9 เหตุฉะนั้น จงออกไปตามทางหลวงพบใครๆ ก็ให้เชิญมาในงานนี้'


10 พวกข้าราชการจึงออกไปเชิญคนทั้งปวงตามถนน แล้วแต่จะพบให้มาทั้งดีและชั่ว จนห้องโถงงานสมรสนั้นเต็มด้วยแขก


11 แต่เมื่อกษัตริย์องค์นั้นเสด็จทอดพระเนตรแขก ก็เห็นผู้หนึ่งมิได้สวมเสื้อสำหรับงาน


12 จึงรับสั่งถามว่า 'สหายเอ๋ย เหตุไฉนจึงมาที่นี่โดยไม่สวมเสื้อสำหรับงานแต่งงาน' ผู้นั้นก็นิ่งอั้นอยู่พูดไม่ออก


13 กษัตริย์จึงรับสั่งแก่พวกข้าราชการว่า 'จงมัดมือมัดเท้าคนนี้ เอาไปทิ้งเสียที่มืดภายนอก อันเป็นที่ที่มีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน


14 ด้วยผู้รับเชิญก็มาก แต่ผู้ทรงเลือกก็น้อย' " (มัทธิว 22:1-14)


--------------------------------------------------------------------------------

จากเรื่องราวในคำอุปมาตอนนี้ จะเห็นได้ว่า กษัตริย์ได้ส่งคนไปเชิญแขกซ้ำแล้วซ้ำอีก แม้ว่าจะทราบว่าคนเหล่านั้นไม่ยินดีมาร่วมงาน ท่านก็ยังตั้งใจที่จะจัดเตรียมงานไว้อย่างดี จากคำอุปมาเรื่องนี้ จึงสอนให้เราเห็นถึงพระทัยของพระเจ้า พระองค์ประสงค์ให้คนทั้งหลายมาร่วมงานเลี้ยงฉลองกับพระองค์

ในงานเลี้ยงท่ี่กษัตริย์จัดขึ้น ท่านมีความหวังใจที่จะให้คนที่ถูกเชิญมาร่วมงาน แต่ไม่ใช่เพียงแค่นั้น ท่านยังคาดหวัง อยากจะให้ผู้ที่มาร่วมงานนั้นเหมาะสมกับงานนั้นด้วย เช่นเดียวกัน พระเจ้าทรงมีพระทัยอยากจะเห็นคนมากมายถูกเชิญ และมาร่วมในงานนี้ เพราะอาณาจักรแห่งแผ่นดินสวรรค์เป็นดินแดนที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้สำหรับ คนที่รักพระองค์ เป็นแผ่นดินที่ดีเลิศประเสริฐ เป็นแผ่นดินที่มีค่า สำหรับทุก ๆ คนจะเข้ามามีความสุขร่วมกันในอาณาจักรแห่งนี้ แต่สิ่งที่พระองค์ไม่ปรารถนา คือ บุคคลที่่ไม่เหมาะสมกับแผ่นดินสวรรค์นี้

บุคคลประเภทไหนที่จะเรียกว่า เป็นผู้ที่ถูกเชิญ แต่ไม่เหมาะสมกับงาน ?


บุคคลที่ "เพิกเฉย" พวกเขาเหล่านี้ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ไม่คิดถึงความรู้สึกของผู้ที่จัดเตรียมงานเลี้ยงนี้


บุคคลที่ "ไม่ใส่ใจ" พวกเขาใส่ใจในไร่นา พวกเขาเห็นว่าทรัพย์สมบัติที่เขามีอยู่สำคัญกว่า อีกพวกหนึ่งก็สนใจในการค้าขาย มองว่าธุรกิจการงานสำคัญกว่า การไปงานเลี้ยงไม่สำคัญเท่ากับทรัพย์สินที่พวกเขาจะได้จากการไปทำการค้าขาย


พวกที่เลวร้ายที่สุด คือ ผู้ที่ตั้งตัวเป็น "ศัตรู" ผู้ที่นอกจากจะไม่ไปร่วม แต่ก็ได้ทำการอัปยศแก่ข้าราชการ ผู้ที่กษัตริย์ใช้ให้มาเชิญไปงานเลี้ยง



แผ่นดินของพระเจ้า พระเจ้าทรงจัดเตรียม โดยการที่พระองค์ทรงประทานพระเยซูคริสต์เจ้า พระบุตรของพระองค์ มาสิ้นพระชนม์ ไถ่บาปแทนมนุษย์ เพื่อที่ผู้ที่วางใจในพระองค์จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์

เวลานี้ พวกเรา ถูกนับว่าเป็นผู้ถูกเชิญแล้ว เพราะเรารู้จักกับผู้ที่เชิญ เราจึงเป็นผู้ที่ถูกเชิญ เมื่อเราได้มารู้จักกับพระเจ้า

ให้เราสำรวจชีวิตฝ่ายวิญญาณให้ดี เรารู้จักกับพระเจ้าแล้ว และพระเจ้าก็เชิญชวนให้เราเข้าในแผ่นดินสวรรค์ บัตรเชิญนี้ได้ถูกเตรียมไว้ล่วงหน้า และเราก็รู้แล้วว่างานเลี้ยงจะมีขึ้น ท่าทีของเราจึงควรที่จะใคร่ครวญ ว่าชีวิตเรา เหมาะสมที่จะเข้าในแผ่นดินที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้แก่เราแล้วหรือยัง ? เรายังเห็นว่าธุรกิจการงานของเราสำคัญกว่าแผ่นดินของพระเจ้าหรือไม่ ? เราเพิกเฉยต่อการที่จะเข้าในแผ่นดินสวรรค์นี้หรือไม่ ?

ดังนั้น เงื่อนไขที่พระเจ้าทรงพอพระทัย คือ ไม่เพิกเฉย แต่มีใจที่ปรารถนาที่จะร่วมงานเลี้ยงฉลองตามคำเชิญของพระองค์ ตระหนักเสมอว่า งานเลี้ยงนี้ เป็นงานเลี้ยงที่จัดเตรียมโดยกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ไม่พลั้งเผลอที่จะเห็นสิ่งใดสำคัญกว่า และจะไม่ห่วงไร่นา ห่วงธุรกิจค้าขายจนปฏิเสธไม่ยอมที่จะร่วมงานเลี้ยงฉลองนี้


"แต่ท่าน ทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้" (มัทธิว 11:28)


ขอที่เราจะคิดถึงแผ่นดินสวรรค์ทุกครั้งก่อนนอน และตื่นขึ้นมาก็จะยังคิดถึงอยู่ เพื่อที่เราจะแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าก่อนสิ่งอื่นใด ๆ เพื่อที่เราจะไม่ปรารถนาสิ่งอื่นใดมากไปกว่าแผ่นดินสวรรค์ เพื่อที่เราจะไม่รักสิ่งที่เรามีไปมากกว่าแผ่นดินสวรรค์

หลาย ๆ คนได้รับบัตรเชิญแต่งงาน บางทีก็ลืม และมาเห็นบัตรเชิญอีกทีก็เลยเสียแล้ว แต่ถ้าหากผู้ที่ได้รับบัตรเชิญใส่ใจ และตระหนักว่าผู้ที่เชิญตั้งใจที่จะเชิญเรา มีใจจดจ่อ เราก็จะไม่ลืม เราก็จะจดจำ ไม่เพิกเฉย นี่คือภาพที่อยากจะให้เรานำไปใช้สำหรับงานเลี้ยงที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้ คือแผ่นดินสวรรค์ แล้วเราก็จะไม่พลาดที่จะร่วมงานเลี้ยงนั้น

พวกอิสราเอล เป็นพวกที่รู้จักพระเจ้าอยู่แล้ว ได้รับเชิญเป็นกลุ่มแรก ข่าวประเสริฐเองพระเจ้าก็ทรงให้แก่พวกยิวก่อน แต่พวกยิวกลับเฉยเมย ไม่ใส่ใจ และบางคนก็เป็นศัตรูกับพระเจ้า จึงเป็นเหตุที่ชาวต่างชาติได้รับเชิญด้วย นี่คือโอกาส และเป็นแผนงานของพระเจ้า ที่ความรอดจะไปถึงมวลชนทั้งหลายที่ไม่ใช่กลุ่มคนที่พระเจ้าทรงเลือกไว้เป็น กลุ่มแรก

พระองค์ไม่จำเป็นที่จะต้องง้อให้คนทั้งหลายมาร่วมงานฉลองกับพระองค์ แต่พระองค์มีใจปรารถนาที่จะให้ทุกคนเต็มใจที่จะมาร่วมงาน แต่ถ้าในที่สุดแล้วยังไม่ยอมมาร่วมงาน หรือไม่พร้อมกับงาน พระองค์ก็จะไม่ให้โอกาสอีก

ความรักของพระเจ้า ให้ทุกคน ทั้งคนดีและคนชั่ว แต่ทว่าการที่จะได้รับความรักนั้น ก็มีเงื่อนไขเช่นกัน เงื่อนไขของพระเจ้าก็คือ เขาสวมเสื้อสำหรับงานหรือไม่ เล็งถึงการให้เกียรติเจ้าของงาน ว่าเขาให้เกียรติเจ้าภาพหรือไม่

"เสื้อสำหรับงานในแผ่นดินสวรรค์" มีลักษณะเช่นใด ? แผ่นดิน สวรรค์จะต้อนรับเฉพาะผู้ที่ใส่เสื้อสีขาวเท่านั้น เสื้อเราจะต้องขาวสะอาด โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ที่จะชำระล้าง เราจึงจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ได้


"ต่อจากนั้น มา ข้าพเจ้าก็มองดู และดูเถิด คนมากมายเหลือคณนามาจากทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชาติ ทุกภาษา คนเหล่านั้นสวมเสื้อสีขาว ถือใบตาลยืนอยู่หน้าพระที่นั่ง และต่อพระพักตร์พระเมษโปดก" (วิวรณ์ 7:9)



"13 แล้วคนหนึ่งในพวกผู้อาวุโสนั้น ถามข้าพเจ้าว่า 'คนที่สวมเสื้อสีขาวเหล่านี้ คือ ใครและมาจากไหน'
14 ข้าพเจ้าตอบท่านว่า 'ท่านเจ้าข้า ท่านก็ทราบอยู่แล้ว' ท่านจึงบอกข้าพเจ้าว่า 'คนเหล่านี้ คือ คนที่มาจากความทุกข์เวทนาครั้งใหญ่ พวกเขาได้ชำระล้างเสื้อผ้าของเขา ในพระโลหิตของพระเมษโปดก จนเสื้อผ้านั้นขาวสะอาด
15 เพราะเหตุนั้น เขาทั้งหลายจึงได้อยู่หน้าพระที่นั่งของพระเจ้า และปรนนิบัติพระองค์ในพระวิหารของพระองค์ ทั้งกลางวันและกลางคืน และพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งจะทรงสถิตด้วย และปกป้องคุ้มครองเขา
16 พวกเขาจะไม่หิวกระหายอีกเลย แสงแดด และความร้อนจะไม่ส่องต้องเขาอีกต่อไป
17 เพราะว่า พระเมษโปดกผู้ทรงอยู่กลางพระที่นั่งนั้น จะคุ้มครองดูแลเขา และจะทรงนำเขาไปให้ถึงน้ำพุแห่งชีวิต และพระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกหยด จากตาของเขาเหล่านั้น' " (วิวรณ์7:13-17)


เมื่อเราได้เข้ามาอยู่ในพระเยซูคริสต์แล้ว เราก็จะได้รับเสื้อสีขาวแล้ว และเราจะต้องดูแลรักษาเสื้อตัวนี้ ที่จะขาวอยู่เสมอ เราจะต้องรักษาชีวิตให้บริสุทธิ์ คนที่บริสุทธิ์เท่านั้นจึงจะอยู่ในแผ่นดินของพระเจ้าได้ เพราะว่าเจ้าของแผ่นแห่งนี้ทรงบริสุทธิ์

ในโลกนี้ มนุษย์เห็นพระเจ้าไม่ได้ เพราะว่าใจไม่บริสุทธิ์เพียงพอ พระเจ้าไม่อยากมาปรากฎให้เราเห็น เพราะผู้ที่ไม่บริสุทธิ์จะต้องพินาศ แต่ถ้าเสื้อของเราไม่ขาวสะอาดขณะที่่กำลังจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ เราก็จะถูกจับออกจากงานเลี้ยงแห่งนี้ และถูกทิ้งในที่ที่ทุกข์ทรมาน

เสื้อสีขาว เปรอะเปื้อนเลอะเทอะง่าย แม้แต่เสื้อที่เราใส่ในโลกนี้เรายังดูแลรักษา ดังนั้น พวกเราที่ได้รับเสื้อสีขาวที่ได้รับจากพระเยซูคริสต์ตัวนี้ เป็นเสื้อที่พระองค์ประทานให้แก่เราเพื่อที่เราจะได้ใส่เมื่อได้เข้าใน แผ่นดินสวรรค์ เราจะต้องระมัดระวังดูแลรักษาให้ดี ที่จะไม่สกปรกเลอะเทอะ เราจะต้องดูแลยิ่งกว่าเสื้อสีขาวที่เราใส่ในโลกนี้ เพราะเสื้อสีขาวที่พระเจ้ามอบแก่เรานั้น เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่เรา ตั้งใจที่จะให้แก่เรา แลกด้วยพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ เพื่อที่เราจะเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองกับพระองค์

เราไม่ได้อยู่ในโลกที่สะอาด แต่เป็นโลกที่สกปรกเลอะเทอะ ไม่ง่ายนักที่เราจะดูแลรักษาเสื้อสีขาวที่พระเยซูทรงประทานให้ เราจึงต้องระมัดระวังอย่างดี ตระหนักอยู่เสมอว่า พระเจ้าของเราเข้มงวดมาก อย่าให้เรายังอยู่ภายใต้อิทธิพลของบาปอยู่ ให้เราปฏิเสธความบาปอย่างสิ้นเชิงจริงจัง


"17 ด้วยว่า ถึงเวลาแล้ว ที่การพิพากษาจะต้องเริ่มต้นที่ครอบครัวของพระเจ้า และถ้าการพิพากษานั้นเริ่มต้นที่พวกเราก่อน ปลายทางของคนเหล่านั้น ที่ไม่เชื่อฟังข่าวประเสริฐของพระเจ้าจะเป็นอย่างไร
18 และถ้าคนชอบธรรมจะรอดพ้นไปได้อย่างยากเย็นแล้ว คนที่ไม่เคารพพระเจ้า และคนบาปจะไปอยู่ที่ไหน
19 เหตุฉะนั้น ขอให้คนทั้งหลายที่ทนทุกข์ทรมานตามพระประสงค์ของพระเจ้า จงประพฤติชอบ และฝากวิญญาณจิตของตน ไว้กับองค์พระผู้สร้าง ผู้เที่ยงธรรมนั้นเถิด" (1เปโตร 4:17-19)


การที่เราจะเข้างานเลี้ยงฉลองได้นั้น จะต้องถูกตรวจตราอย่างเข้มงวด การจะผ่านเข้าไปได้นั้นไม่ง่ายเลย จึงอยากหนุนใจแก่พวกเราว่า "อย่าประมาท" เพราะว่าการตรวจสอบนี้ ละเอียดรอบคอบ และการจะผ่านได้หรือไม่นั้น มีโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น


"ด้วยผู้รับเชิญก็มาก แต่ผู้ทรงเลือกก็น้อย" (มัทธิว 22:14)




อ.ประดิษฐ์ พรกีรติกุล

คำแบ่งปันกลุ่มเซลล์เพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 27/02/2009

เรื่อง ศึกษาพระกิตติคุณมัทธิว

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2552

จับจ้องที่ความสำเร็จ

จับจ้องที่ความสำเร็จ : พระธรรมผู้วินิจฉัย 8
(แปลจากบทเรียนเรื่อง “ Focus on Finishing” ของ ดร.เดวิด เยเรมีย์ ศิษยาภิบาลคริสตจักร Shadow Mountain สหรัฐอเมริกา แปล และเรียบเรียงโดย หญิง นงนุช)

 หากเราศึกษาผู้วินิจฉัยจะเห็นวงจรที่ง่ายต่อความเข้าใจคือ อิราเอลกบฎ > พระเจ้าลงโทษ > พวกเขากลับใจ ร้องขอพระเจ้าช่วย > พระเจ้าส่งคนมาช่วยคือผู้นิจฉัย > พวกเขาก็อยู่กับอิสราเอลจนสิ้นชีวิต แล้ว>> อิสราเอลก็ออกนอกลู่นอกทางอีก วนเวียนอย่างนี้อย่างน้อย 8-9 ครั้ง
 ผู้วินิจฉัย คือเรื่องของการที่พระเจ้าส่งบุคคลมาช่วยกู้คนของพระองค์ที่มักกบฎ และเราจะเรียนรู้เรื่องของ กิเดโอน
 เรื่องแบคทีเรีย

 การไม่ทำให้สำเร็จ อาจนำมาซึ่งความพินาศยอ่ยยับที่ยิ่งใหญ่ ทั้งต่อผู้ป่วย ต่อชีวิต ต่อสังคม หากเรากินยาปฏิชีวนะ จะพบว่า ข้างขวดยาจะมีคำกำชับว่า “กรุณาทานยานี้จดหมด” เพราะหากเราไม่กิน เราอาจจะกลับมาเป็นหนักกว่าเดิม!!
 การไม่ไปถึงความสำเร็จ อาจจะส่งผลร้ายต่อทุกแง่มุมของชีวิตเรา
 เราเคยไหมที่จะยังคงเกาะติดงานบางอย่าง แม้ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายลง
 ยังมีใจสู้เหมือนตอนเริ่มต้นเกมส์การแข่งขัน แม้ว่าจะถูกนำไปแล้ว 2-0
 ไม่เสียกำลังใจแม้ว่าโครงการที่ตั้งใจทำดูจะไม่เป็นรูปเป็นร่างสักที
 มีคนกล่าวว่า การเริ่มต้นนั้นยาก แต่การรักษาทิศทาง และทำให้สำเร็จนั้นยากกว่า
 หากเราเป็นนักประกาศ การนำคนมาเชื่อไม่ยากมาก แต่การจะเลี้ยงดูให้เติบโตนั้นนะ งานหนักกว่า
 ดูจากงานประกาศใหญ่ๆ มีคนยกมือรับเชื่อเยอะ แต่กี่คนที่เหลือรอดเป็นคริสเตียนที่เข้มแข็ง

 บทเรียนวันนี้จากพระธรรมผู้วินิจฉัยเป็นเรื่องของผู้นำคนหนึ่งผู้ที่ตระหนักว่า “การกระทำให้สำเร็จนั้นมีความสำคัญมากเพียงใด” คือ กิเดโอน
 หากเราเคยศึกษาจะรู้ว่า พระเจ้าทรงประทานชัยชนะท่วมท้น เหลือล้นให้แก่เขา คือคนเพียง 300 คนรบชนะคน 135,000 คน (กรุณาอ่านดูในพระธรรมตอนต้นว่าถึงชัยชนะนี้ ก่อนทำความเข้าใจต่อไป)
 คนมีเดียนที่เหลือรอดก็วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน ไปยังถิ่นที่อยู่ของตน คนของกิเดโอนก็ไล่ตามไป
 โมเม้นนี้ช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำเหลือเกิน กับความสำเร็จที่พระเจ้าประทานให้กิเดโอน
 แต่กิเดโอนรู้สิ่งที่เราเองก็ควรรู้ด้วยว่า “เวลาที่อันตรายที่สุดสำหรับผู้นำ คือช่วงเวลาหลังชัยชนะใหญ่”
 มีงานวิจัยของนักจิตวิทยาซึ่งทำกับทหารในสงครามโลกครั้งที่สอง พบว่า ความผิดพลาด หรืออุบัติเหตุทางอากาศมากกว่า 70% เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่นักบินบินกลับฐาน เมื่อปฏิบัติภาระกิจเสร็จ !!!
 ง่ายแค่ไหน เมื่อเรารู้สึกว่า ถึง mile stone หรือประเมินผลครึ่งปีแรกพบว่า เรามาไกลกว่าที่เราตั้งเป้าไว้ เรามักรู้สึก เอ้ย! สบายจัง เรามักถอดชุดเกราะ เอาการ์ดลง แล้วก็ปล่อยตัวตามสบาย
 หลายครั้งเราลืม ลืม focus ที่ความสำเร็จปลายทางที่รอเราอยู่
 แท้จริง กิเดโอนอาจจะให้คนของเขาพักก่อน หลังจากที่ตีข้าศึกแตก แล้วรุ่งเช้าค่อยไปตามฆ่าคนมีเดียนต่อ แต่เปล่าเลย พวกเขากลับไล่ตามคนมีเดียนต่อไป พวกเขา Focus ที่ผลสำเร็จ ข้อ 8:4 แม้เหนื่อยล้า แต่ยังคงติดตามไป

มาดูกันว่ากิเดโอนต้องเจออุปสรรคอะไรบ้างในการไล่ตามความสำเร็จที่พระเจ้ามอบหมายให้
1. สำเร็จแม้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ผวฉ.8:1-3
 ข้อ 1 : เอฟราอิมต่อว่ากิเดโอนอย่างรุนแรง
• เอฟราอิมเป็นเผ่าที่สำคัญ และยิ่งใหญ่
• ไม่รู้ใครบอกเขา แต่ตัวเขานะคิดว่า ตัวเองสำคัญ และใหญ่คับบ้านคับเมืองไปหมด
• ดูในโยชูวา 17:14 ตอนที่จับฉลากแบ่งดินแดนกัน เอฟราอิมก็บอกโยขูวาว่า เฮ้ย เราเป็นเผ่ายิ่งใหญ่นะ ต้องให้เรามากกว่านี้
• สิ่งที่เอฟราอิมต่อว่านั้น (ในบทที่ 8:1-3) ดูเหมือนไม่ถูกต้องด้วย ไม่จริงเลย เพราะถ้าย้อยกับไปดู กิเดโอนให้คนเป่าเขาสัตว์เรียกคนไปรบดังไปทั่วเมือง เอฟราอิมก็มีสิทธิมาร่วม
• มีคนกว่า 30,000 คนได้ยินและมาร่วมรบ แต่คนเอฟราอิมกลับไม่มา บางทีเขาอาจจะคิดในใจว่า “ฉันเป็นคนสำคัญนะ ต้องให้กิเดโอนออกจดหมายเชิญมาสิ ฉันถึงจะไป”
• แต่ว่า เมื่อสงครามจบแล้ว คนอื่นไปรบกันมาแล้ว ได้ชัยชนะแล้ว คนเอฟราอิมกลับมาต่อว่าว่า ทำไมไม่บอกเรา
• ในตอนท้ายบันทึกว่า “ต่อว่าอย่างรุนแรง”
• เอฟราอิม เย่อหยิ่ง อิจฉา เห็นแก่ตัว ไม่แม้แต่จะดีใจกับเพื่อนร่วมแอกของตน แต่กลับวิจารณ์ด่าว่า
• นี่ไม่ใช่เทคนิคโบราณที่เอฟราอิมใช้เท่านั้น ซาตานก็ใช้เทคนิคนี้แหละในทุกวันนี้
• เมื่อคนของพระเจ้ารักเป็นน้ำหนึ่งกัน เมื่องานของพระเจ้าเจริญเติบโต เมื่อกลุ่มหรือทีมงานไปด้วยกันได้ดี ไม่ช้าไม่นาน ซาตานก็มักใช้อุบายง่ายๆ นี้ทำให้เกิดความแตกแยก ความอิจฉา ความเห็นไม่ลงรอยกัน รสนิยมต่างกัน ความรู้คนละระดับกัน อายุต่างกัน ฐานะการเงิน นิสัยไม่เหมือนกัน อะไรก็ได้ที่ถูกใส่เขามาเพื่อให้รู้สึกว่า เราต่างกัน
• พระเจ้าเรียนกิเดโอน ไปทำภารกิจ กิเดโอนก็ไปทำด้วยความยากลำบาก รวบรวมไพร่พล ไล่ฆ่า เสี่ยงเป็นเสียงตาย แต่นี่อะไร นี่คือเพื่อนของพวกเขา พวกเดียวกัน ที่กลับวิจารณ์กันเอง พี่น้องพวกเขากลับห้ำหันกันเอง

 ข้อ 2: กิเดโอนรับมืออย่างไร สุดยอดเลย “กิเดโอนไม่ได้เห็นแก่ตัวเอง” ผวจ.8:2-3
• โลกปัจจุบันอาจจะบอกว่า คำตอบของกิเดโอนไม่จ๊าบเลย ไม่สมศักดิ์ศรีผู้นำเลย เอฟราอิมเขาแทบไม่ได้ทำอะไรเลย แค่เจอคน 2 คนแล้วก็ตัดหัวมา เทียบได้อย่างไรกับกิเดโอนที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันทั้งคืนที่ต่อสู้กับคนแสนกว่าคน
• เพราะกิเดโอนเข้าใจชีวิต และมีปัญหาจากพระเจ้าในสุภาษิต 15:1
• กิเดโอนสำแดงให้เราเห็นชัยชนะยิ่งใหญ่อีกครั้งคือการชนะตัวเอง เขาอาจจะตอบว่า “เอ้าแล้วพวกเจ้าไปอยู่ไหนมา เวลาเราไปรบก็หดหัวกันหมด?” หรือ “เพิ่งจะมาตอนจบเนี่ยนะพี่น้อง” กิเดโอนทำอย่างนั้นก็ได้ แต่เราไม่เห็นเพราะอะไร??
• เพราะกิเดโอน จดจ่ออยู่ที่ความสำเร็จ เป้าหมายของเขาคือการตามฆ่าคนมีเดียนให้หมด
• เขาอาจจะติดกับดักนี้ และมัวทะเลาะกับเอฟราอิม เพื่อเอาชนะคนที่มาด่าว่าเขา หรืออาจจะเสียเวลาพิสูจน์ ว่าสิ่งที่เอฟราอิมพูดนะไม่จริง หรืออาจจะเสียใจเลิกตามต่อ
• แต่เขาไม่ได้ทำ เพราะเขารู้ว่าการรบที่พระเจ้าใช้เขามานั้นยังไม่จบ มีสงครามต่อทำต่อไป
• เขา Focus สิ่งที่พระเจ้าเรียกเขาทำ แม้คำวิจารณ์ของเพื่อนก็ไม่อาจขวางกันเขาได้
 เราเคยทำสิ่งที่ถูก สิ่งที่เราแน่ใจว่าพระเจ้าเรียกหรือใช้ให้เราไปทำ แล้วถูกคนต่อว่าไหม?
• ในขณะที่เราตั้งใจทำ เหนื่อยล้ายากแค่ไหนก็ทำ พยายาม แทนที่ศัตรูจะมาโจมตี เปล่าหรอก เพื่อนร่วมบ้านเรา เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน เพื่อนรวมคริสตจักร นั่นแหละที่มาเหน็บว่า “คุณคิดว่าคุณทำอะไรอยู่” “ไม่เข้าท่าเลย” “เห็นหัวฉันบ้างไหม”
• กิเดโอนไม่ยอมแพ้ต่อคำวิจารณ์ นี่เป็นชัยชนะยิ่งใหญ่ที่สุดของกิเดโอน อาจมากกว่าการรบกับคนแสนคน คือการรบชนะใจตนเอง ชนะอารมณ์ของตนเอง
• พระธรรมสุภาษิต 16:32 สุภาษิตเป็นการสอนเชิงเปรียบเทียบ แต่ก็ตรง เพราะความโกรธของเราเอง เมื่อกำลังดำเนินไปตามทางของพระเจ้า พยายามทำแผนของพระเจ้าให้สำเร็จ แต่มีคนมาวิจารณ์ กระทบกระทั่ง แทนที่จะหันหัวรบไปข้างหน้า ก็หันมาเอาชนะคนข้างทางนี่ซะก่อน ท้ายสุด Focus เราก็เสียไป นี่เป็นวิธี basic และ classic มากที่ซาตานใช้มานาน และยังใช้ได้ในทุกวันนี้
• ขอบทเรียนของกิเดโอนจะสอนเรา ที่จะไม่เป็นแบบนี้

2. สำเร็จแม้หมดกำลัง อ่อนเปลี้ย ผวฉ.8:4
 ข้อ 4 : อ่อนเปลี้ย เป็นอย่างไง? หมดแรง หมดกำลัง กระหาย หิว ต้องการพัก ยกขาไม่ขึ้น หมดแล้ว
• หากไม่ใช่เพราะพระเจ้า กิเดโอนและพวก คง “อ่อนเปลี้ย และกลับบ้านนอน” แต่เปล่าเลยพวกเขา “ติดตามไป” ภาษาไทยไม่ชัด ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Pursuit” แปลว่า ไล่ไป แสวงหา “Chasing” ไล่ล่า
• โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยคน เหนื่อยล้า จริงไหม? เราเองเคยไหม ที่เลิกทำบางอย่าง เพราะความเหน็ดเหนื่อย?
• หากวันนี้เป็นวันที่เราเหลื่อยล้า หมดแรง ลองมาทุกวิธีแล้ว ก็ยังไม่ดี ไม่รู้จะทำไงแล้ว หมดหนทาง ไม่รู้จะจัดการงานที่พระเจ้ามอบไว้ในมืออย่างไรแล้ว มีคำตอบเดียว “ทำต่อไป ไล่ตามไป มุ่งหน้าไป แค่ทำต่อไป”
• เราต้องทำ เพราะนี้คืองานที่พระเจ้ามอบหมายไว้ในมือเรา อย่าให้เราเอาความต้องการ ความอยากสบายของเรามาขวางความสำเร็จไว้
• บางครั้งเรายังคงต้องทำ แม้เหนื่อยสายตัวแทบขาด แน่หล่ะความเป็นมนุษย์ไม่อยากจะอยู่ในสภาพนี้หรอก แต่ในฐานะผู้นำเรารู้ว่า หากเราหันหลังให้กับความท้าทายนี้ เราก็ได้หันหลังในกับโอกาสในการทำงานของพระเจ้าให้สำเร็จ “อ่อนเปลี้ย แต่ยังไล่ตามไป”
• เรามาดูกันว่า ทำไมกิเดโอนยังสามารไล่ตามไป ในช่วงเวลาแห่งความเหนื่อยล้านี้ กิเดโอนมีวิตามินดี 3 V:
o Voice of the Past : เพราะเขารู้ว่าพระเจ้าทรงเรียกใช้เขาทำงานนี้ บทที่ 6:14 กิเดโอนได้ยินเสียงพระเจ้าเรียกชัดเจน ผู้เชื่อไม่ล้มลงในเวลาที่เจอปัญหาเพราะเขารู้ว่าพระเจ้าเรียกเขา หากเราเขาสู่พันธกิจ หรือภารกิจบางอย่าง ขอให้เราแน่ใจว่า พระเจ้าเรียกเราให้ทำ เพราะหากไม่ เมื่อมีปัญหา อุปสรรคที่ยาก เราจะเลือกเดินจากไป
o Victory of Present : พวกเขาจดจำค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าทรงช่วยเขารบชนะคนมีเดียนได้ พระเจ้าช่วยกู้ 300 ชนะ 130,000 หลายครั้งเมื่อเราทำงานของพระเจ้า เราพบสถานการณ์ที่แย่ มีคนวิพากษ์ อ่อนแรง จำเป็นเหลือกเกินที่เราจะต้องเรียก Memory ที่พระเจ้าช่วยกู้เรามาดูอีกครั้ง
o Vision of the Future เชื่อว่ากิเดโอนรู้ว่า หากเขาไม่จัดการกับมีเดียนที่เหลืออยู่ ให้ราบคาบ พวกเขาอาจจะกลับมาสร้างความยุ่งยากให้ภายหลัง “ทานยานี้จดหมด” มีตัวอย่างมากมายในโลกปัจจุบันที่เราเห็นว่า การเก็บกวาดที่ไม่เรียบร้อย ราบคาบ สร้างความยุ่งยากในภายหลัง ในการเมือง ในสงคราม มากมาย ซึ่งกิเดโอนเดาถูกเพราะคนที่เหลือนั้นคือพวกที่แข็งแกร่งที่สุดจึงเหลือรอดได้

3. สำเร็จแม้ไม่มีใครแยแส ผวฉ.8:5-9
 ข้อ 5-9 Uncaring Heart สถาพของกิเดโอนคือรบมาทั้งคืน เหนื่อยล้ามาก พอเข้ามาในหมู่บ้าน จึงขอขนมปัง และน้ำเพื่อเพิ่มแรงหน่อย แต่
• แต่ชาวบ้านกลับถามว่า จับตัวเอ้ ได้หรือยัง? ไปจับมาให้ได้ก่อนเถอะ ถ้าจับไม่ได้พวกมีเดียนรวมตัวกันได้ พวกเราเนี่ยด่านแรกที่จะโดนโจมตีเลยนะ
• เหมือนสถาพปัจจุบันไหมคะ “เรื่องของเธอ ไม่ใช่เรื่องของฉัน / ไปจัดการให้เรียบร้อยก่อนเถอะ แล้วค่อยมาว่ากัน ไม่อยากยุ่งอะ เดี๋ยวงานจะมาเข้าเราเอง
• น่าหดหู่มากเลย นี่พวกเดียวกันนะ เพื่อนบ้านกันนะ
• โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยคนอ่อนเปลี้ย หมดแรง จริงไหม?
• ที่แย่กว่าก็คือ ไม่ใช่หมู่บ้านเดียวนะ เป็นเหมือนกันหมด ไปอีกหมู่บ้าน ก็ไม่ให้

 ข้อ 15-16 Unbeliving heart พวก... ไม่เพียงแต่ไม่แคร์เท่านั้น ในใจลึกๆ นะเขาไม่เชื่อด้วยว่ากิเดโอนจะทำได้ จะไปตามจับมาได้จริงเหรอ และสุดท้าย กิเดโอนก็กลับมาให้บทเรียนกับคนเหล่านี้
• ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเขา ไม่มีคนช่วยเหรอ ... ไม่เป็นไรกิเดโอนทำหน้าที่ที่ต้องทำต่อไป
• ไม่มีปล่อยให้คน การกระทำของคนรอบข้าง มามีอิทธิพลสักนิดต่อ หน้าที่ที่เขาต้องทำเพื่อพระเจ้า
• เขาไม่ปล่อยให้คำตำหนิ มีอิทธิพลเหนือเขา เขาไม่ปล่อยให้ความเหนื่อยอ่อนมีอิทธิพลเหนือเขา เขาไม่ปล่อยให้คนรอบข้างมีอิทธิพลเหนือเขา
 นี่คือบทเรียนสำหรับทุกคนที่ทำงานของพระเจ้าโดยแท้
• หลายครั้งเราตั้งใจเริ่ม แต่ไม่นานเราก็เลิก
• เมื่อเราทำแบบนั้น เราได้เปิดประตูให้ศัตรูของเราเข้ามา พร้อมกับความท้อแท้ และความพ่ายแพ้ ยังไม่หมดนะ ยังมีความท้าทายสุดท้ายสำหรับกิเดโอน บุรุษผู้จดจ่อที่ความสำเร็จ

4. สำเร็จแม้ถูกทดลอง ผวฉ.8:22-23
 ข้อ 22 :การทดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตกิเดโอน
• คนอิสราเอลเห็นสิ่งที่พระเจ้าทำในชีวิตของกิเดโอน เห็นว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วยอย่างมาก เห็นพระหัตถ์ของพระเจ้าช่วยกิเดโอนรบชนะ
• คนอิราเอลเลยว่า “ o.k. ใช่เลย กิเดโอนขอท่านมาเป็นกษัตริย์ของเราเถิด มาปกครองเรา รับทั้งตระกูล พงษ์พันธุ์”
• ว้าว ! ถ้าจะพูดก็เป็น Golden moment มีเกียรติสำหรับผู้นำ คือการได้ก้าวไปสู่สุดสูงสุดของการเป็นผู้นำ แต่ช่างเป็นนาทีแห่งการลองใจที่ใหญ่ยิ่งสำหรับกิเดโอน
• เราอาจจะถามว่า อ้าวก็ดีนี่ มันผิดตรงไหน? กิเดโอนสมควรได้รับแล้ว ทั้งเก่ง พระเจ้าก็อยู่ด้วย มีอะไรผิดหล่ะ
• ที่ผิดก็คือ เพราะพระเจ้าไม่เคยบอกว่า ให้กิเดโอนเป็นกษัตริย์ มันไม่ใช่หน้าที่ที่พระเจ้ามอบหมายให้กับเขา ไม่ใช่ที่ที่พระเจ้าเรียกให้ทำ แม้จะดูดีแค่ไหน จะช่วยให้คนรอบข้างสบายใจแค่ไหน จะทำให้ครอบครัวได้ดีแค่ไหนก็ผิด
• ย้อยกลับไปดูตอนแรกของการเรียกกิเดโอน พระเจ้าบอกว่าให้เอาคนไปน้อยคน เพื่อว่าเมื่อมีชัยชนะพวกเจ้าจะได้ไม่ทะนงตนและคิดว่าเขาทำสำเร็จ และความสำเร็จมาจากพระเจ้า
• หากกิเดโอน ไม่เอาชนะความเย้ยยวน ของเกียรติ และชื่อเสียง โดยยอมเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล ก็เท่ากับเขาได้ทำลายทุกสิ่งที่เขาทำมาในตอนจบ
• แท้จริงกิเดโอนไม่ได้เหมาะจะเป็นกษัตริย์ด้วยตัวเขาเอง เขาไม่ได้ทำอะไร เพียงแต่ เชื่อฟังพระเจ้า ไม่มากกว่านั้น ไม่น้อยกว่านั้น ความสำเร็จมาจากพระเจ้า
 ข้อ 23 เรามาดูคำตอบของกิเดโอนกัน
• สั้น ชัด และมีพลัง “เราจะไม่ปกครอง ลูกเราจะไม่ปกครอง แต่พระเจ้าจะปกครองท่าน”
• เมื่ออ่านถึงตอนนี้ลองคิดเล่นๆ นะ ทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดนะว่า ถ้าเปรียบกับโลกปัจจุบันจะเป็นไง มีชัยชนะใหญ่ คงต้อง “จัดงานแถลงข่าว ถ่ายรูป พาดหัวหน้าหนึ่งทุกเล่ม
• แต่ดูสิ่งที่กิเดโอนทำ ...... เขารู้โดยแท้ ไม่มียึกยัก ไม่กัก เรารู้ว่า กำลัง ความสามารถ ทั้งสิ้นของเรา อยู่ในพระเจ้า เขาจึงสำเร็จ สรุป : ถามตัวเราในวันนี้ ว่าเราสำเร็จหรือยัง?
 เราถูกหยุด รั้ง ไม่ให้ไปถึงเส้นชัยที่พระเจ้ามอบให้ เพราะ
• คำวิพากษ์ วิจารณ์
• หรือเพราะเราเหน็ดเหนื่อย
• หรือเพราะ มองไปทางไหน ไม่เห็นมีใครแยแส
• หรือเพราะเราพ่ายแพ้ต่อการทดลอง
 เราอาจจะถามตัวเองว่า “เราทำสำเร็จแผนการของพระเจ้าสำเร็จได้ไหม?”
• ในหกวันพระเจ้า ทรงสร้างโลก และการทรงสร้าง สำเร็จ วันที่เจ็ดพระองค์ทรงพัก
• พระเยซูคริสต์ทรงถูกตรึงที่ไม้กางเขน แบกบาปของคนทั้งโลก บนกางเขนก่อนสิ้นพระชนม์พระองค์ร้องว่า ยอห์น 19:30 “สำเร็จแล้ว” พันธกิจแห่งการไถ่บาป สำเร็จ
• อ.เปาโลเขียนจดหมายถึงทิโมธี 2ทม.2:7 “ข้าพเจ้าได้สู้สุดกำลัง แข็งขันจนถึงที่สุด อ.เปาโลทำภารกิจสำเร็จ
• เมื่อพระองค์มอบหมายภารกิจ พระองค์คาดหวังให้มันสำเร็จเสมอ พระเจ้าคาดหวังเราทุกคนให้ไปถึง “ความสำเร็จที่พระองค์มอบหมายเสมอ”
• แน่นอนคนเรามีนิสัยบางอย่าง โลกสอนให้เราเอาง่ายๆ เข้ามา สะดวก รวดเร็ว Instant สิ่งเหล่านี้ขวางกั้นเราไม่ใช้ไปถึงเส้นชัย • บางคน เริ่มต้นเรียน ลงทะเบียน แต่ไปไม่ถึงไหน
• บางคนเริ่มชีวิตครอบครัวอย่างมีพระเจ้า แต่เมื่อพบปัญหา ก็อยากจะจบด้วยวิธีของตนเอง
 คำถามที่เราต้องคิดคือ อะไรบ้างที่เป็นภารกิจที่พระเจ้าใส่ไว้ในตัวเรา แล้วเรายังทำไม่สำเร็จ? แล้วเราจะทำอย่างไรกับสิ่งนั้น?
• คนอื่น ไม่อาจรู้ได้ว่า มันมีอะไรบ้าง? เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างานไม่อาจรู้ได้
• บางคนชีวิตคู่อาจจะกำลังอยู่ในหุบเขาเงามัจจุราช คนรอบข้างบอกให้เลิกเถอะ แต่ลึกๆ ในใจเรารู้ว่าเราต้องทำอะไร?
• เดือนที่ผ่านมา ต้องช่วยผู้หญิงคนหนึ่งที่ชีวิตคู่พัง สามีทิ้ง และเขาอยากตาย เกือบทุก 3 ชั่วโมง ต้องบอกเขาว่า สู้ต่อไป บางครั้งชีวิตคู่มันไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ มันยากกว่าที่นึก วุ่นวายกว่าอยู่คนเดียว เอ้า เลิกกันมันง่ายกว่า เจ็บน้อยกว่า เรามักมีปัญหาปุ๊บ เราก็เลือกวิธีที่ง่าย เลิกกันเถอะ แยกกันไปเถอะ ไม่เป็นไร เผื่อ จะมีโอกาสที่เจอคนใหม่ที่ดีกว่า แต่พระเจ้าสอนว่าอย่างไร ความสัมพันธ์ของชีวิตคู่คือนิรันดร์ จนกว่าพระคริสต์กลับมา หรือจนกว่าความตายมาแยกเราจากกัน เราอาจอ่อนล้า หมดแรง แต่ยังต้องเดินหน้าต่อไป
• หรือพระเจ้าอาจจะนำเราไปยัง งานที่ยาก เรารู้ว่าพระเจ้าเรียกเราแน่นอน แต่มันยากเหลือเกินพระองค์ ไม่ใช่ตัวเราเลยพระองค์ “ข้าพระองค์เป็นคนเล็กน้อย ในหมู่คนเล็กน้อยที่สุด” ไม่เอาแล้ว อยากจะหันหลังกลับแล้ว เพราะมันลำบากเกินไป ฟื้นระลึกถึงการเรียกของพระองค์ และมีสิ่งเดียวที่เราควรทำคือ ทำให้สำเร็จ ตามที่พระเจ้าเรียก
• หรือเราอาจจะเหมือนกิเดโอน คุณอาจจะเพิ่งเสร็จงานใหญ่ งานสำคัญ สงครามที่รบร่วมกับพระเจ้ามา เหนื่อย แต่ยังมีงานสำคัญรออยู่ข้างหน้า แม้เหน็ดเหนื่อย แต่ยังต้องไล่ตามไป เราต้องทำให้สำเร็จ

 เรื่องน่าเศร้าของความสำเร็จก็คือ บ่อยครั้ง ที่ชัยชนะทีเราโหยมามันอยู่อีกแค่ปลายนิ้ว อีกนิดเดียว แต่เรากลับเลิกซะก่อน มีเรื่องเราของหญิงสาวนักว่ายน้ำ ที่อยากจะทำสถิติว่ายน้ำข้ามระหว่างรัฐ ไม่เคยมีใครทำมาก่อน แน่นอนมีอันตรายมาก เพราะคลื่นลมแรง แย่ยิ่งกว่านั้น ในวันแข่ง มีฝนตกหนัก ขณะที่ว่ายไป ก็จะมีคณะคอยติดตามไปดูความปลอดภัยด้วย เธอว่ายไปยาวนาน เหนื่อยมาก และมองไม่เห็นทางข้างหน้าเลย มีคลืนลมแรง จะเห็นแค่ระยะ 1-2 เมตรข้างหน้าเท่านั้นเพราะคลื่นใหญ่มาก ด้วยท่าทางเธอจะหมดแรง ทีมงานก็เลยบอกว่า ให้ยอมแพ้เถอะ กลับขึ้นเรือ ไปไม่ถึงฝั่งหรอก เพราะยังอีกไกล ครั้งแรกเธอไม่ยอมหยุด พอเห็นเธอเหนื่อยหอบ ทีมงานก็บอกว่า หยุดเถอะ หยุดเถอ ทำไม่ได้หรอก พูดอยู่จนในที่สุด เธอยอมแพ้ และขึ้นเรือที่ตามมา น่าเศร้าเมื่อเธอพบความจริงว่า อีกแค่ ครึ่งไมล์เธอก็จะถึงฝั่งแล้ว เธอเลิกเร็วเกินไป หากเธอมีความหวัง Focus ที่ความสำเร็จ เธอคงว่ายต่อไป แต่มันคือความจริงในชีวิต บ่อยครั้งพระเจ้ามอบหมาย ให้ความหวัง และบอกให้เราจับจ้องที่พระองค์ แต่ซาตานมันมักค่อยกระซิบข้างๆ หูว่า เลิกเถอะ ไม่ได้หรอก ไม่สำเร็จหรอก เหนื่อยแล้ว พอเถอะ บ่อยครั้งที่เราถอนตัว อีกแค่นิดเดียว
 พระเจ้ามีแผนการที่ยิ่งใหญ่ สำหรับชีวิตเราแต่ละคน อย่าท้อถอย จนกว่าเราจะสำเร็จ!! “อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเก็บเกี่ยวผลในเวลาอันสมควร”

ตามพระดำรัสของพระเจ้า

ตามพระดำรัสของพระเจ้า
กันดารวิถี ๙.๑๕-๒๓
คำนำ
ผู้เชื่อในพระเจ้า/คริสเตียนมักจะถามศิษยาภิบาลหรือผู้รับใช้ของพระเจ้าอยู่เสมอว่า “เราจะรู้น้ำพระทัยของพระเจ้าได้อย่างไร?” จะรู้ได้อย่างไรว่าเราควรจะเรียนอะไร? ทำงานอย่างไหน? แต่งงานกับใคร? ควรจะมีลูกกี่คน? จะถวายตัวรับใช้พระเจ้าแบบเต็มเวลา(ฟูลไทม์)หรือบางเวลา(พาร์ทไทม์)?เรารู้จักกับ ดร. ดิ๊ค ไอแวน ตอนแรกท่านเป็นหมอศัลยกรรมกระดูกที่เมืองเซนต์พอล รัฐมินเนโซต้า ต่อมาพระเจ้าเรียกให้รับใช้พระเจ้าเต็มเวลา อีกคนหนึ่งคือ ดร. จอห์น ซี แมคแวลส์ ตอนแรกพระเจ้าเรียกท่านเป็นศิษยาภิบาล ต่อมาได้เปิดงานธุรกิจ และเกิดผลอย่างมากมายต้องพึ่งการทรงนำ

๑) เป้าหมายคือคานาอันคนอิสราเอลเป็นกองทัพที่เร่ร่อนพเนจรอยู่กลางทะเลทราย(๔๐ปี) เป้าหมายของพวกเขาคือคานาอันแผ่นดินแห่งพันธสัญญา(ตั้งแต่สมัยอับราฮาม) พวกเขาต้องพึ่งพาอาศัยการทรงนำของพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา เพื่อพวกเขาจะรู้ว่า จะออกเดินทางเมื่อไหร่? จะต้องไปทางทิศไหน? และจะหยุดพักเมื่อไหร่?
๒) เสาเมฆและเสาเพลิง “ในวันที่เจ็ดตั้งพลับพลานั้น มีเมฆมาปกคลุมพลับพลาไว้ คือเต็นท์พระโอวาท เวลาเย็นเมฆมาอยู่เหนือพลับพลา ปรากฏเหมือนเพลิงจนถึงรุ่งเช้า เป็นอย่างนั้นเสมอมา มีเมฆคลุม กลางคืนปรากฏเหมือนเพลิง เมื่อไรเมฆลอยขึ้นจากเต็นท์ ภายหลังนั้นพวกอิสราเอลก็ยกเดินไป ครั้นเมฆนั้นลอยหยุดอยู่ที่ใด คนอิสราเอลก็ตั้งค่ายที่นั่น” (กดว. ๙.๑๕-๑๗)เสาเมฆและเสาเพลิงปรากฏครั้งแรกเมื่ออิสราเอล อพยพออกจากเป็นทาสในอียิปต์ (อพย. ๑๓.๒๑-๒๒) และคงอยู่กับพวกเขาตลอดการเดินทางสี่สิบปีในถิ่นทุรกันดาร (นหม. ๙.๑๙) เสาเมฆและเสาเพลิงเป็นเครื่องหมายบอกว่า “พระเจ้าทรงสถิตอยู่ท่ามกลางคนของพระองค์”อะไรคือเครื่องหมายแสดงว่า พระเจ้าทรงอยู่ท่ามกลางพวกเราที่นั่น? เมฆคือความร่มเย็นเป็นสุข และไฟคือความสว่าง เพื่อนของเราคนหนึ่งได้บอกถึงลักษณะของคนที่ได้รับการทรงเรียกดังนี้

“ชีวิตที่บังเกิดใหม่ ใจรักพระเจ้า เพียรเฝ้าอธิษฐาน นำวิญญาณมารับเชื่อ ไม่เบื่อศึกษาพระธรรม ยำเกรงพระเจ้าสุดตัว ไม่มั่วโลกียะ มีชัยชนะต่อมาร มีแผนการและนิมิต ทุ่มชีวิตเพื่อรับใช้ เคลื่อนไหวโดยฤทธิ์เดช เทศนาข่าวประเสริฐ บังเกิดความหวัง รับพลังจากเบื้องบน นำทุกคนสู่ความเจริญ”ความสว่างและความมืด

เสามหัศจรรย์นี้ได้นำความสว่างมาสู่คนอิสราเอล แต่กลับนำความมืดมาสู่พวกศัตรูคือชาวอียิปต์ (อพย. ๑๔.๑๙-๒๐) บทเรียนอันล้ำค่าสำหรับคนในยุคปัจจุบัน ๓ ประการ คือ
๑) พระเยซูทรงเป็นความสว่างของโลก (ยน. ๘.๑๒)
๒) พระเจ้าทรงนำเราทุกคนออกมาจากความมืด เข้าสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์ (๑ ปต. ๒.๙คส. ๑.๑๓) และพระองค์ตรัสแก่คริสเตียนว่า “ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก” (มธ. ๕.๑๔)
๓) พระเจ้าตรัสว่า ให้พวกเราดำเนินชีวิตอยู่ในความสว่าง (๑ ยน. ๑.๔-๑๐) ตามพระดำรัสของพระเจ้า“คนอิสราเอลออกเดินตามพระดำรัสของพระเจ้า และเขาตั้งค่ายตามพระดำรัสของพระเจ้า ตราบใดที่เมฆพักอยู่เหนือพลับพลา เขาก็ยังตั้งค่ายอยู่” (กดว. ๙.๑๘)

๑) ไม่นำทางตนเองการรู้จักน้ำพระทัยของพระเจ้าและกระทำตามเป็นสิ่งสำคัญมาก ทำให้ชีวิตคริสเตียนเกิดผลและมีความสุข “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ทราบแล้ว ทางของมนุษย์ไม่อยู่ที่ตัวเขา คือไม่อยู่ที่มนุษย์ผู้ซึ่งดำเนินไปที่จะนำฝีก้าวของตนเอง” (ยรม. ๑๐.๒๓) ยากอบสอนเราให้พูดว่า “ถ้าพระเจ้าทรงโปรด เราจะมีชีวิตอยู่ กระทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น (ยก.๔.๑๓-๑๖)
๒) การเตรียมพร้อมในพระคัมภีร์ตอนนี้ เราจะพบกับคำว่า “ตามพระดำรัสของพระเจ้า” ถึง ๗ ครั้ง (ข้อ ๑๘, ๒๐, ๒๓) เป็นข้อความที่สำคัญมาก เพื่อคนของพระเจ้าจะทำให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ตามน้ำพระทัยของพระองค์ เสาเมฆและเสาเพลิงอาจจะอยู่เพียงวันเดียวหรือคืนเดียว สองสามวัน สัปดาห์หนึ่ง หรือหนึ่งปี “พวกเขาต้องพร้อมเสมอ”สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับพวกเราคือ ออกจากสถานที่เคยชิน ออกความสะดวกสบาย “บ้านที่เคยอยู่ อู่ที่เคยนอน หมอนที่เคยหนุน คุณที่เคยพึ่ง” อับราฮัมผ่านประสบการณ์แบบนี้ พระเจ้าตรัสบอกให้ออกจากบ้าน จากบิดาและญาติพี่น้อง “แล้วอับรามก็ไปตามพระดำรัสของพระเจ้า” (ปฐก. ๑๒.๑-๔) ท่านมองเห็นลูกหลานเต็มท้องฟ้าขณะที่มีอิสอัคเพียงคนเดียว ท่านมองเห็นแผ่นดินคานาอันอันกว้างใหญ่ไพศาล ขณะที่ตายได้ที่ฝังศพเพียงกว้างศอกยาววาเพลงคริสเตียนบท ๖๙ “แล้วแต่พระองค์เจ้า แล้วแต่พระทัย...”

สรุป
คริสเตียนต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ ขอให้ตระหนักว่า การมีชีวิตอยู่เพื่อพระคริสต์ ก็ยากกว่าการตายเพื่อพระองค์.

ขอพระเจ้าทรงเสริมกำลังพี่น้องทุกท่านในวันนี้และพรุ่งนี้และตลอดไป

ทีมงานไทยเซอร์มอน

วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2552

เติบโตในพระวิญญาณ

บุคลิกของผู้ที่เติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ
Posted by admin

บุคลิกของผู้ที่เติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ (สรุปคำแบ่งปัน NHIC)

ความไม่เติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ นำปัญหามากมายมาสู่ชีวิตครอบครัว การงาน และการรับใช้พระเจ้าหลายคนเข้าใจผิดว่า การเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณหมายถึง อายุความเชื่อที่มาก บุคลิกภายนอกที่ดูดีและเป็นผู้ใหญ่ มีความรู้พระคัมภีร์มาก การมีศึกษาสูงหรือการประสบความสำเร็จในชีวิต (ฮีบรู 6:1)
แต่การเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณที่แท้จริงตามพระคัมภีร์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับทัศนคติและบุคลิก
ผู้ที่เติบโตฝ่ายจิตวิญญาณอย่างแท้จริงต้องมีบุคลิกดังนี้

1. มีความคิดในแง่บวกหรือมองโลกในแง่ดีเมื่ออยู่ภายใต้ภาวะกดดัน
เราตอบสนองอย่างไรเมื่ออยู่ภายใต้ความกดดัน วิตกกังวล หดหู่ ฉุนเฉียว
ยากอบ1:2-4 ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่าการทดลองความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง และจงให้ความมั่นคงนั้นบรรลุผลอันสมบูรณ์เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย
เราควรขอบคุณพระเจ้าและหนักแน่นเสมอ เมื่อเผชิญการทดลองเพราะความยากลำบากเหล่านั้นจะช่วยเปลี่ยนแปลงบุคลิกของเราให้เหมือนพระเยซูมากขึ้น
ยากอบ1:12 คนที่อดทนต่อการทดลองใจก็เป็นสุข เพราะเมื่อปรากฏว่าผู้นั้นทนได้แล้ว เขาจะได้รับมงกุฎแห่งชีวิต ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้แก่คนทั้งหลายที่รักพระองค์

2. ไวต่อความรู้สึกของผู้อื่น
ยากอบ2:8 ถ้าท่านทั้งหลายบำเพ็ญตนตามพระบัญญัติโดยแท้จริงตามพระคัมภีร์ที่ว่า จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเองแล้ว ท่านทั้งหลายก็ประพฤติดีอยู่
คนที่เติบโตฝ่ายจิตวิญญาณจะไม่เพียงแต่มองความรู้สึกหรือความต้องการของตนเท่านั้นและรวมถึงการไม่ลำเอียงด้วย
ยากอบ2:1-6…จงอย่าลำเอียงเพราะว่าถ้ามีคนหนึ่งสวมแหวนทองคำและแต่งตัวดีเข้ามาในที่ประชุมของท่าน และมีคนจนคนหนึ่งแต่งตัวซอมซ่อเข้ามาด้วย และท่านสนใจคนที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าอย่างดี และกล่าวโอภาปราศรัยกับเขาว่า“เชิญท่านนั่งที่นี่เถิด” ในขณะเดียวกันท่านก็พูดกับคนจนนั้นว่า“แกจงยืนอยู่ที่นั่น”หรือ“จงนั่งแทบเท้าของเราเถิด” ท่านมิแบ่งชั้นวรรณะและวินิจฉัยด้วยใจชั่วหรือ พี่น้องที่รักของข้าพเจ้าจงฟังเถิดพระเจ้าได้ทรงเลือกคนยากจนในโลกนี้ให้เป็นคนมั่งมีในความเชื่อและให้เป็นผู้รับมรดกแผ่นดินซึ่งพระองค์ทรงสัญญาไว้แก่ผู้ที่รักพระองค์มิใช่หรือ..
เอเฟซัส4:29 อย่าให้คำหยาบคายออกมาจากปากท่านเลย แต่จงกล่าวคำที่ดีและเป็นประโยชน์ให้เหมาะสมกับความต้องการ เพื่อจะได้เป็นคุณแก่คนที่ได้ยินได้ฟัง
1 โครินธิ์ 13:1-3..แม้ข้าพเจ้าจะเผยพระวจนะได้ และเข้าใจในความล้ำลึกทั้งปวงและมีความรู้ทั้งสิ้น และมีความเชื่อมากยิ่งที่สุดพอจะยกภูเขาไปได้ แต่ไม่มีความรักข้าพเจ้าก็ไม่มีค่าอะไรเลย แม้ข้าพเจ้าจะสละของสารพัดหรือยอมให้เอาตัวข้าพเจ้าไปเผาไฟเสีย แต่ไม่มีความรักจะหาเป็นประโยชน์แก่ข้าพเจ้าไม่
มัทธิว25:31-40..พระมหากษัตริย์จะตรัสแก่บรรดาผู้ที่อยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ว่า ‘ท่านทั้งหลายที่ได้รับพระพรจากพระบิดาของเรา จงมารับเอาราชอาณาจักรซึ่งได้ตระเตรียมไว้สำหรับท่านทั้งหลายตั้งแต่แรกสร้างโลก เพราะว่าเมื่อเราหิวท่านทั้งหลายก็ได้จัดหาให้เรากิน เรากระหายน้ำท่านก็ให้เราดื่ม เราเป็นแขกแปลกหน้า ท่านก็ได้ต้อนรับเราไว้ เราเปลือยกายท่านก็ได้ให้เสื้อผ้าเรานุ่งห่ม เมื่อเราเจ็บป่วยท่านก็ได้มาเยี่ยมเอาใจใส่เรา เมื่อเราต้องจำอยู่ในพันธนาคารท่านก็ได้มาเยี่ยมเรา’ เวลานั้นบรรดาผู้ชอบธรรมจะกราบทูลว่า ‘พระองค์เจ้าข้าที่ข้าพระองค์เห็นพระองค์ทรงหิวหรือทรงกระหายน้ำและได้จัดมาถวายแด่พระองค์แต่เมื่อไร ที่ข้าพระองค์ได้เห็นพระองค์ทรงเป็นแขกแปลกหน้า และได้ต้อนรับไว้ หรือเปลือยพระกายและได้สวมฉลองพระองค์ให้แต่เมื่อไร ที่ข้าพระองค์เห็นพระองค์ประชวรหรือต้องจำอยู่ในพันธนาคารและได้มาเฝ้าพระองค์นั้นแต่เมื่อไร’แล้วพระมหากษัตริย์จะตรัสกับเขาว่า’เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงไร ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย’ พระเจ้าจะตัดสินเราจากสิ่งที่เราปฎิบัติต่อผู้อื่น ไม่ใช่จากความมากหรือน้อยในการไปคริสตจักรหรือการจดจำพระคำของพระเจ้า

3. สามารถควบคุมปากและลิ้นของตนเองได้

ยากอบ 3:2 เพราะเราทุกคนทำผิดพลาดไปหลายๆอย่าง ถ้าผู้ใดมิได้ทำผิดทางวาจา ผู้นั้นก็เป็นคนดีรอบคอบแล้ว และสามารถบังคับทั้งตัวไว้ได้ด้วย
ยากอบ 1: 26 ถ้าผู้ใดเข้าใจว่าตัวเป็นคนมีธัมมะและมิได้สงบปากคำ แต่หลอกลวงตัวเอง ธัมมะของผู้นั้นก็ไม่มีประโยชน์
การควบคุมตนเองได้ เริ่มต้นจากการควบคุมลิ้น ลิ้นถูกเปรียบเหมือนหางเสือเรือที่สามารถกำหนดทิศทางชีวิตได้
เราควรพูดด้วยคำพูดที่หนุนจิตชูใจ และด้วยความรัก หมายความว่า
พูดด้วยทัศนคติและแรงจูงใจที่ถูกต้อง เวลาและสถานที่ที่เหมาะสม

4. เป็นผู้สร้างสันติสุข

ยากอบ 4:1 อะไรเป็นสาเหตุของสงคราม และอะไรเป็นสาเหตุของการทะเลาะวิวาทกันในพวกท่าน มิใช่กิเลสตัณหาของท่านหรือ ที่ทำให้ท่านต่อสู้กัน
ผู้ที่เติบโตฝ่ายจิตวิญญาณมักไม่มีปัญหาความขัดแย้งกับผู้อื่น อ.เปาโลพูดกับคริสตจักร โครินธ์ถึงเรื่องการไม่เติบโตฝ่ายวิญญาณ เพราะพวกเขามีปัญหาความขัดแย้งมากมาย

สาเหตุของปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างสามีภรรยา เพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมรับใช้
1.ความเห็นแก่ตัว รากปัญหาของความเห็นแก่ตัวมาจากความเย่อยิ่ง ไม่มีใครยอมรับว่าเป็นฝ่ายผิด
ยากอบ 4:3 ท่านขอและไม่ได้รับ เพราะท่านขอผิด หวังได้ไปเพื่อสนองกิเลสตัณหาของท่าน
คำอธิษฐานสามารถเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความเห็นแก่ตัวเพราะมักจะขอเพื่อตนเองเท่านั้น
สุภาษิต 13:10 เพราะความทะลึ่งผู้ประมาทจึงก่อวิวาท แต่ปัญญาอยู่กับบรรดาผู้ที่รับคำแนะนำ
2. การตัดสินกันและกัน
ยากอบ 4:11-12 พี่น้องทั้งหลายอย่าใส่ร้ายซึ่งกันและกัน ผู้ใดที่พูดใส่ร้ายพี่น้องหรือตัดสินพี่น้องของตน ผู้นั้นก็กล่าวร้ายต่อธรรมบัญญัติ และตัดสินธรรมบัญญัติ แต่ถ้าท่านตัดสินธรรมบัญญัติ ท่านก็ไม่ใช่ผู้ที่ประพฤติตามธรรมบัญญัติ แต่เป็นผู้ตัดสิน มีผู้ทรงตั้งธรรมบัญญัติและผู้ทรงพิพากษาตัดสินแต่เพียงองค์เดียว คือพระองค์ผู้ทรงสามารถช่วยเราให้รอดได้ และทรงสามารถทำลายเราได้ แต่ท่านเป็นผู้ใดเล่า ท่านจึงตัดสินเพื่อนบ้านของท่าน
สาเหตุที่เราไม่ควรตัดสินกันเพราะ
- เราไม่ใช่พระเจ้า พระเจ้าเท่านั้นที่มีข้อมูลครบถ้วนของผู้ที่เราตัดสิน
- เราไม่รู้แรงจูงใจที่แท้จริงของการกระทำของผู้ที่เราตัดสิน

5. เป็นคนที่อดทนและเป็นนักอธิษฐาน

ยากอบ 5:7 เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลาย จงอดทนจนกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมา จงดูชาวนารอคอยผลอันล้ำค่าที่จะได้จากแผ่นดิน เพียรคอยจนกระทั่งมีฝนต้นฤดูและฝนชุกปลายฤดู
ยากอบ 5:11 จงดู เราถือว่าผู้ที่อดทนก็เป็นสุข ท่านได้รู้เรื่องความอดทนของโยบ และได้เห็นแล้วว่าในที่สุดปลายนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตากรุณาสักเท่าใด
ยากอบ 5:16 เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงสารภาพบาปต่อกันและกัน และจงอธิษฐานเพื่อกันและกัน เพื่อท่านทั้งหลายจะพ้นโรคภัย คำอธิษฐานของผู้ชอบธรรมนั้นมีพลังทำให้เกิดผล

พระคัมภีร์ใช้ชาวนาเป็นตัวอย่างของความอดทน เพราะพวกเขาต้องรอคอยผลผลิตอย่างอดทน ปลูกและหว่าน รอคอยด้วยความหวังและการอธิษฐาน
ความหมายของคำว่า “ยังไม่ถึงเวลา” ไม่ได้มีความหมายว่า “ไม่ได้” หากแต่ต้องใช้เวลาในการรอคอยอย่างอดทน เมื่อพระเจ้าตรัสว่ายังไม่ถึงเวลา พระองค์ไม่ได้หมายความว่า ไม่ได้ แต่พระองค์ต้องการให้รอคอย

การต่อสู้กับการทดลอง

การต่อสู้กับการทดลอง


วิธีเผชิญกับการทดลอง

คำนำ
การทดลองที่เกิดขึ้นกับผู้เชื่อนั้น ไม่ได้ทำให้เกิดความบาป แต่การแพ้ต่อการทดลองทำให้เกิดบาป เราไม่รู้ว่าจะจัดการหรือเผชิญกับการทดลองอย่างไรให้ประสบชัยชนะ ดังนั้นในบทนี้ให้เราเรียนรู้วิธีบางประการที่จะเอาชนะกับการทดลองที่เกิดขึ้น เพื่อชีวิตเรา จะได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้า และพัฒนาขึ้นสู่ความเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ

I. แหล่งที่มาของการทดลอง
ในพระคัมภีร์สอนเราไว้ แหล่งที่มาของการทดลองมีอยู่ 3 แหล่งที่สำคัญคือ
1.1. มาจากซาตาน (ปฐก.3:1-5, 1ปต.5:8), วว.20:1-3)
ซาตานเป็นแหล่งกำเนิดของการทดลองที่พยายามยั่วยุให้มนุษย์ทำบาป หรือทำความชั่ว มักพยายามล่อลวงมนุษย์เสมอทุกโอกาส
1.2. มาจากเนื้อหนัง (โรม.5:5-13, กท.5:16-26)
แม้ว่าเราเป็นคริสเตียนแล้วก็ตาม ในชีวิตของเรา ยังมีธรรมชาติเก่า(ตัวเก่า) กำลังต่อสู้กับ
ธรรมชาติใหม่ในชีวิตของเรา และเป็นตัวที่พยายามดึงคริสเตียนให้กลับไปในชีวิตแบบเก่า ๆ ที่ทำบาป เสมอ ๆ
1.3. มาจากโลก (1ยน.2:15-16, โรม12:2, 1ทธ.6:10)
การทดลองมาจากโลกมีมากมาย แต่มีรากแห่งการทดลองมาจาก 3 สิ่ง (1ยน.2:16)
ก. ตัณหาของเนื้อหนัง (อยากทำ) เป็นความปรารถนาใฝ่ต่ำในสิ่งที่ชั่วต่าง ๆ ฝ่ายร่างกาย ดัง ปรากฎใน (กท.5:19-21)
ข. ตัณหาของตา (อยากมี อยากได้) เป็นค่านิยมหรือทัศนคติที่ผิด ๆ คือเห็นคนอื่นเป็นก็อยากเป็น เหมือนเขา เห็นคนอื่นมีก็อยากมีด้วย เช่น ความโลภในทรัพย์สินเงินทอง อยากเด่น อยากดัง อยากมี ชื่อเสียง
ค. ความทะนงในลาภยศ (อยากโอ้อวด) เป็นความเย่อหยิ่งยะโสในเกียรติยศเงินทองของตน ต้องการอวดให้ผู้อื่นรู้ว่าตนเองร่ำรวย มีตระกูล มียศถาบรรดาศักดิ์ใหญ่โตในโลกนี้
II. วิธีเผชิญกับการทดลองให้ได้รับชัยชนะ
2.1 ดำเนินชีวิตด้วยความระมัดระวัง (1ปต.5:8) (1คร.16:13)
หลายครั้งเราพบว่าชีวิตคริสเตียนแพ้ต่อการทดลองเพราะขาดความระมัดระวัง เราอาจ
ประมาทว่าเราเข้มแข็งฝ่ายวิญญาณ ไม่มีทางแพ้แน่ นี่เป็นท่าทีที่อันตรายมาก พระวจนะของพระเจ้าเตือน เราไว้ว่า"เหตุฉะนั้นคนที่คิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้ว ก็จงระวังให้ดีกลัวว่าจะล้มลง" (1คร.10:12) อย่าลืม ว่าความประมาทคือความพินาศ
2.2 มีชีวิตที่เต็มล้นไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (กจ.1:8, อฟ.5:18,ฟป.4:13)
อย่าลืมคริสเตียนไม่สามารถชนะต่อการทดลองด้วยกำลังฝ่ายเนื้อหนัง แต่ต้องเอา ชนะการทดลองด้วยสุดกำลังฤทธิ์เดช ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ให้เราเรียนรู้ที่จะพึ่งพระเจ้าเสมอโดยไม่ ไว้ใจเนื้อหนังของตน เพราะเนื้อหนังมักอ่อนแอได้บ่อย ๆ จนไม่มีกำลังต่อสู้
2.3 มีชีวิตที่เต็มล้นด้วยพระวจนะของพระเจ้า (สดด. 119:11)
คริสเตียนทุกคนต้องหมั่นอ่านและศึกษาพระวจนะของพระเจ้าเสมอ ๆ และต้องมีความ
เข้าใจอย่างถ่องแท้ ซึ่งจะช่วยเราให้สามารถต่อสู้กับการทดลองทุกอย่างได้ ในพระธรรม มธ.4:1-11 ได้กล่าวถึงพระเยซู พระองค์ก็ทรงถูกทดลองจากมาร ในเรื่องต่าง ๆ คือความอยากฝ่ายร่างกาย (อาหาร), ความอยากฝ่ายโลก (มารแสดงให้พระองค์เห็นอาณาจักรในโลก) และความทนงตน (มาร พยายามให้พระองค์อวดฐานะของการเป็นบุตรพระเจ้า) ทั้งสามสิ่งที่มารทดลองพระเยซูนี้ พระองค์ทรง ชนะมาร และการทดลองด้วยการใช้พระวจนะในการต่อสู้ทั่งสิ้น
2.4 มีชีวิตแห่งการอธิษฐาน (มธ.26:41, มก.14:38, ลก.22:40)
การอธิษฐานเป็นส่วนสำคัญมากในการดำเนินชีวิตคริสเตียน และในการต่อสู้เพื่อเอา
ชนะการทดลองต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และเพื่อเราจะพ้นจากการทดลองได้
2.5 จงพยายามหลีกเลี่ยง (1คร.10:13)
พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า "...พระองค์ทรงโปรดให้ท่านมีทางจะหลีกเลี่ยงได้
ด้วย" นั่นหมายความว่า อย่าให้โอกาสแก่มาร (อฟ.4:27) หลายครั้งเราแพ้การทดลองเพราะเราให้โอกาสแก่มาร คิดว่าไม่เป็นไร เราสามารถต่อสู้ได้ แต่ทางที่ดีที่สุดคือ หลีกเลี่ยงดีกว่า นั่นคือ เราชนะ การทดลองแล้ว โดยไม่ยอมเปิดโอกาสให้แก่มาร
2.6 จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า (อฟ.6:11-18)
มารซาตานมีกลอุบายนานาประการและมีกำลังมาก เราต้องยอมรับความช่วยเหลือ
จากพระเจ้า คือรับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า มาใส่ไว้ในชิวิตเรา โดยยึดมั่นในความจริง,ความชอบ ธรรม,ข่าวประเสริฐ,ความเชื่อที่มั่นคง,พระวจนะ เป็นต้น การกระทำเช่นนี้ เป็นการดำเนินชีวิตที่รอบ คอบ เหมือนพระบิดาที่ทรงเป็นผู้ดีรอบคอบ (มธ.5:48) นอกจากนี้การสวมยุทธภัณฑ์ของพระเจ้า ยังช่วย ให้ชีวิตของเราได้รับการป้องกัน จากการถูกมารโจมตีอีกด้วย





โดย: เอเมน [29 ต.ค. 49] ( IP A:203.170.228.172 X: )

ต่อสู้กับบาป

30 เมษายน 2007
ฉันยอมแพ้แล้ว
I GIVE UP
เขียนโดย แมรี่ ซุทเธอร์แลนด์ www.marysoutherland.com
แปลโดย ศิริพร จงสถิตย์วัฒนา sp@dortmuendshoe.com

ข้อวจนะวันนี้
2เพราะว่ากฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตในพระเยซูคริสต์ ได้ทำให้ข้าพเจ้าพ้นจากกฎแห่งบาปและความตาย (โรม 8:2)

จากเพื่อนถึงเพื่อน
ฉันไม่มีวันลืม วันที่ฉันค้นพบว่าลูกชายของฉันเป็นคนนอกศาสนา, เป็นคนบาป!
เมื่อตอน “แจเร็ด” อายุได้ 6เดือน และกำลังคลานไปทั่วทั้งบ้าน, ฉันเองก็พึ่งกลับจากความวุ่นวายที่ต้องไปโน้นไปนี้ และก็ฺยุ่งอยู่กับการเก็บเอาอาหารเข้าครัว ซึ่งมีทางเข้าเปิดโล่ง ทำให้ฉันสามารถจับตาดูแจเรดได้ิขณะที่ฉันทำงานอยู่, เขาดูมีความสุขกับการเล่นอยู่กับของเล่นต่างๆ ของเขา, และเขาก็หยุดเล่นเป็นครั้งคราวเพื่อไปแกล้งแมว 2ตัวของเรา

เมื่อตอนแจเรดเริ่มคลานได้ใหม่, เราย้ายข้าวของทุกอย่างที่อาจทำให้เขาบาดเจ็บได้
ส่วนใหญ่ก็เป็นของที่แตกได้ง่าย หรือเป็นของที่มีคุณค่าทางจิตใจ. อย่างไรก็ตาม เราได้เหลือเปลือกหอยสังข์ที่สวยงามมากชิ้นหนึ่งไว้บนโต๊ะกาแฟในห้องนั่งเล่น เพื่อที่ใช้มันในการเริ่มต้นงานที่ยากลำบากและจำเป็นอย่างมากที่จะให้แจเรดรู้จักความหมายของคำว่า “ไม่”

เราชี้ไปที่เปลือกหอย จับมันขึ้นมา และพูดว่า “ไม่นะ อย่านะ” ทำอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก. แน่นอนเขาเป็นเด็กที่ฉลาดแต่ฉันก็ไม่แน่ใจว่า เขาจะเข้าใจเรื่องนี้จริงๆไหม จนกระทั่งถึงวันสำคัญวันนั้น.

ขณะที่หยิบเอาอาหารชิ้นสุดท้ายขึ้นเก็บ ฉันเอาถุงมันฝรั่งใส่ลงในอ่างล้างจานและเริ่มปอกเปลือกสำหรับเป็นอาหารมื้อเย็น. ฉันเหลือบตาไปเห็น แจเรด กำลังจ้องดูที่เปลือกหอย, รอยยิงฟันยิ้มอย่างมาดหมายปรากฎขึ้นบนใบหน้าเขา. ในทันใดนั้น เขาคลานอย่างรวดเร็วตรงไปยังเปลือกหอยต้องห้าม, ฉันสะดุ้งโหยงเมื่อคิดถึงว่า เขากำลังจะทำอะไรกับเปลือกหอยนั้น และเปลือกหอยนั้นจะทำอะไรกับมือเล็กๆของแก.

ฉันตะโกนออกมาด้วยเสียงดังจริงอย่างจังว่า “แจเรด ไม่นะ อย่าจับเปลือกหอยนั้น” ทันทีทันใดนั้น, ขณะที่คลานอยู่ เขาหยุด หันหลังกลับมา และมองกลับมายังฉัน พร้อมกับทำท่าพิจารณาถึงทางเลือกของเขาและชั่งน้ำหนักถึงผลที่จะตามมา. ในขณะที่ฉันกำลังเตือนเขาซ้ำอยู่นั้น, เขาได้ปรบมืออย่างร่าเริง ส่งรอยยิ้มที่น่าหลงไหลนั้นให้กับฉันอย่างน่ารักที่สุด. โอ้ เขาช่างเป็นเด็กที่แสนจะวิเศษเสียนี่กระไร! เขาเข้าใจมันแล้ว ฉันเดินอ้อมมุมห้องไปกอดเขาและชมเชยเขาสำหรับการเชื่อฟัง.

แต่ทันใดนั้นเอง เขาก็ทะลึ่งตัวออกอย่างรวดเร็วคลานเร็วที่สุดเท่าที่มือและหัวเข่าอันจ้ำม่ำจะพาเขาไปได้. เมื่อถึงโต๊ะกาแฟ แจเรด คว้าเปลือกหอยขึ้นมา แล้ววางขึ้นลงบนตักของเขา ราวกับเป็นถ้วยรางวัลที่ได้มาด้วยความยากเย็น. ฉันอ้าปากค้างด้วยความไม่เชื่อสายตาของตนเอง เมื่อเห็นใบหน้าของเขาแสดงถึงชัยชนะที่ยิ่งใหญ่้ของเขา! เด็กชายที่น่ารักสมบูรณ์แบบตัวเล็กๆ ของฉันได้กลายเป็นคนนอกศาสนาผู้ทรยศเหมือนเช่นแม่ของเขา.

พวกเราเองแต่ละคนและทุกๆคน ล้วนแล้วเกิดมาพร้อมกับธรรมชาติที่รักการขบถ และเฝ้าบำรุงเลี้ยงดูธรรมชาติฝ่ายบาป ที่ชักนำเราเข้าหาความเห็นแก่ตัว, การเลือกเดินในทางที่ผิด อย่างไรก็ตาม, เมื่อเราได้กลับใจ ต้อนรับพระเยซูคริสต์แล้ว เราก็ได้รับธรรมชาติอันใหม่ที่ปราถนาอยากจะเชื่อฟังพระเจ้า ผลลัพธ์ก็คือ, เกิดสงครามกลางเมืองภายในจิตใจของเรา. อัครสาวกเปาโลได้ต่อสู้กับบาปเช่นเดียวกับเราในทุกวันนี้, ในจดหมายที่เขียนไปถึงคริสตจักรในโรม อาจารย์เปาโลได้บรรยายถึงความสมเพชและสิ้นหวังในบาปของตัวเอง “ข้าพเจ้าไม่เข้าใจการกระทำของข้าพเจ้าเอง เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ทำสิ่งที่ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะทำ แต่กลับทำสิ่งที่ข้าพเจ้าเกลียดชังนั้น” (โรม7: 15)
ฟังดูคุ้นๆใช่มั้ย?.

ฉันไม่มีวันลืม ถึงครั้งแรกที่ฉันได้อ่านถ้อยคำที่ร้อนรนเหล่านี้, ถ้อยคำซึ่งเขียนขึ้นโดยคนของพระเจ้าคนนี้ ฉันรู้สึกผ่อนคลาย! ฉันมักจะรู้สึกว่าเสมอว่า ตัวฉันเองนั้นคงเป็นผู้เชื่อเพียงคนเดียวกระมัง ที่ยังคงต่อสู้ดิ้นรนกับความบาป. ฉันรู้สึกตื่นเต้นและได้รับแรงหนุนใจที่ได้รู้ว่าฉันไม่ได้ตกอยู่ในสภาวะการต่อสู้แบบนี้แต่เพียงลำพัง ความเป็นจริงก็คือตราบนานเท่าที่เราอยู่ในโลกที่แบ่งแยกและล้มเหลวนี้ ธรรมชาติบาปของเราและธรรมชาติของพระเจ้าในตัวเรานั้น จะยังคงดำเนินการต่อสู้กันต่อไป.

แล้วเราจะชนะสงครามนี้ได้อย่างไร? วิธีการนั้นง่ายมาก แต่ก็แพงมากเช่นกัน. ความเป็นจริงก็คือ คุณต้องจ่ายทุกอย่าง เริ่มด้วยการควบคุมชีวิตของคุณทั้งหมด. การจะเอาชนะสงครามระหว่างธรรมชาติเก่าและใหม่นั้น เราต้องยอมจำนนต่อพระเจ้าอย่างหมดสิ้น ยินยอมให้พระองค์นำพาเราและให้พระองค์นำเราให้ดำเนินชีวิตอยู่เพื่อพระองค์.

ฉันชอบวิธีของคนคนหนึ่ง ที่อธิบายถึงสงครามของเขาเองที่เขาต่อสู้กับบาปในตัวเขา
“มันเหมือนกับว่ามีสุนัข 2ตัวต่อสู้อยู่ภายในตัวของฉัน หมาตัวเก่ากับหมาตัวใหม่ ตัวที่จะชนะนั้ิน มักเป็นตัวที่ฉันคอยปรนเปรอให้กับมันมากที่สุดนั้นเอง”

ธรรมชาติเก่า นิสัยเก่า ถูกบำรุงบำเรอด้วยทางโลก และถูกเย้ายวนให้สนุกสนานกับความบาปที่หยิบยื่นมาให้อย่างเสรี. แต่พระเจ้าได้เตือนเราด้วยความรัก ให้เรามีพละกำลังในธรรมชาติใหม่ที่พระองค์ได้มองให้โดยการอ่านและศึกษาพระคัมภีร์ โดยการอธิษฐาน และใช้เวลาร่วมกับผู้เชื่อคนอื่นๆ และด้วยการรับใช้พระองค์. ชัยชนะที่แน่นอนจะเป็นของเราเมื่อเรายืนยันที่จะเลือกต่อต้านนิสัยเก่า ยอมจำนนต่อฤทธานุภาพของพระวิญญาณบริสุทธิ์
มาร่วมมือกับฉันในการยอมพ่ายแพ้เถอะ! ชัยชนะกำลังจะมาถึง!

ให้เราอธิษฐานด้วยกัน
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ปรารถนาที่จะให้พระองค์พึงพอใจและเชื่อฟังพระองค์.
ในหลายๆครั้ง ข้าพระองค์ ได้เลือกทางที่ผิดและพ่ายแพ้ต่อความบาปที่คอยล่อลวงข้าพระองค์อยู่เสมอ. วันนี้ ข้าพระองค์ ขอเลือกที่จะต่อต้านกับความบาปนั้น และมอบตัวข้าพระองค์เองแด่พระองค์.
ขอบพระคุณ สำหรับพระวจนะอันทรงพลังของพระองค์และสำหรับคำอธิษฐานที่เป็นพระพรล้ำค่า ซึ่งข้าพระองค์ได้พบความเข้มแข็งในการที่จะยืนหยัดได้อย่างมั่นคง.
อธิษฐานในนามพระเยซูคริสต์ อาเมน

ถึงคราวของคุณบ้าง
อธิษฐานและร้องขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้เปิดเผยถึงบาปในชีวิตของคุณ ซึ่งคุณเคยปฏิเสธที่จะยอมรับ. เขียนความบาปนั้นออกมา สารภาพบาป และร้องขอพระเจ้าให้อภัยแก่คุณ. เอาล่ะ ทำลายกระดาษที่คุณเขียนความบาปอันนั้นซะ และขอบพระคุณพระองค์สำหรับการให้อภัยของพระองค์

ข้อใตร่ตรอง
อะไรคือบาปที่มีอำนาจมากที่สุดในชีวิตของฉัน ? ทำไม?
บาปอันนี้มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของฉันอย่างไรบ้าง?
บาปอันนี้ เป็นอุปสรรคต่อความสัมพันธ์ ของฉันกับพระเจ้าหรือไม่? ในทางใดบ้าง?
อะไรคือขั้นตอนแรก ที่จะทำให้ฉันหลุดพ้นจากบาปนี้?
ฉันต้องทำอะไรเป็นพิเศษบ้าง ที่จะเสริมกำลังให้ฉันทำในสิ่งที่ฉันตั้งใจให้หลุดพ้นจากบาปนี้ได้สำเร็จ?


April 30, 2007
I Give Up!
Mary Southerland
Today’s truth
Therefore, there is now no condemnation for those who are in Christ Jesus, because through Christ Jesus the law of the Spirit of life set me free from the law of sin and death. (NIV)
Friend to friend
I will never forget the day I discovered that my son was a pagan, a sinner! Jered was about six months old and crawling everywhere. I had just come back from running errands and was busy putting groceries away in the kitchen, which had a pass-through opening that enabled me to keep an eye on Jered while I worked. He seemed contented as he played with his toys, occasionally taking a break to terrorize our two cats.
When Jered first began to crawl, we had moved anything that could hurt him, most of our breakables and everything of sentimental value. We had, however, left a beautiful conch seashell on the living room coffee table and used it to begin the arduous but vital task of teaching Jered the meaning of “no”. Repeatedly we would point to the shell, touch it and say, “No, no!” Of course, he was a brilliant child, but I was not sure if he had really grasped the whole concept – until that momentous day.
With the last of the groceries put away, I dumped a bag of potatoes into the kitchen sink and began peeling them for dinner. Glancing up I saw Jered staring at the shell, a grin of anticipation on his face. All of a sudden, he broke out in a fast crawl straight toward the forbidden shell. I winced as the thought of what he could do to that shell and what that shell could do to his small hands. I called out in a firm, confident voice, “Jered, no. Do not touch that shell!” Immediately, in mid-crawl, he stopped, sat up and looked back at me while seeming to consider his options and weigh the consequences. As I repeated the warning, he joyfully clapped his hands, flashing me the most adorable smile. What a great kid! He’s got it! I started around the corner to give him a hug and praise him for his obedience when he took off like a shot, crawling as fast as his chubby little hands and knees would carry him. Reaching the coffee table, Jered grabbed the shell and plopped it in his lap like a hard-earned trophy. I gasped in disbelief as his face reflected total triumph! He knew exactly what he was doing and he was not one bit sorry! My perfect little boy was a rebellious pagan, just like his mother.
Each and every one of us was born with a nature that loves to rebel and feeds a natural “bent” toward selfish, wrong choices. However, when we come to Christ we receive a new nature that naturally desires to obey God. The result is internal civil war. The Apostle Paul struggled with sin just like we do today. In his letter to the church at Rome Paul describes his frustration with his own sin: “I don’t understand myself at all, for I really want to do what is right, but I don’t do it. Instead, I do the very thing I hate.” (NLT) Sound familiar? I will never forget the first time I read those fervent words written by this man of God. I was so relieved! It often seemed to me that I was the only believer who still engaged in major battles with sin. I was thrilled and encouraged to know that I was not in this battle alone. The reality is that as long as we live in this broken and fallen world our sinful nature and our God nature will constantly be at war.
How do we win that war? The solution is very simple, but very expensive. In fact, it will cost you everything, beginning with the total control of your life. To win this war between the old and new nature we must constantly surrender to God, allowing Him to guide, direct and empower us to live for Him. I love how one man described his own war against sin. “It is like there are two dogs fighting within me, an old dog and a new dog. The one who will win is the one I feed the most.”
The old nature is fed by the world and encouraged to enjoy the sin it so freely offers. But God lovingly urges us to strengthen the new nature He has given us by reading and studying the Bible, by praying and spending time with other believers and by serving Him. Certain victory is ours when we constantly choose against the old nature while surrendering to the power of the Holy Spirit. Join me in giving up! Victory is on the way!
Let’s pray
Lord, I want to please you and obey you. So many times, I make the wrong choice and give in to the sin that constantly draws me. Today, I choose against that sin and give myself to you. Thank you for the power of your word and for the precious gift of prayer, through which I find the strength to stand firm. In Jesus’ name. Amen.
Now it’s your turn
Pray and ask the Holy Spirit to reveal the sin in your life that you have refused to face. Write that sin down, confess it and ask Him to forgive you. Now destroy the paper on which you wrote the sin and thank God for His forgiving power.
Reflection points:
What is the most powerful sin in my life? Why?
How does this sin influence my everyday life?
Does this sin affect my relationship with God? In what way?
What is the first step I need to take in order to free my life from this sin?
What specific actions can I take to strengthen the choice I have made to turn from this sin?

Girlfriends in God
P.O. Box 725
Matthews, NC 28106
www.girlfriendsingod.com
Click here to learn more about hosting a Girlfriends in God conference in your area.

My Blog

  • วินัยของน้องหมา (ข้างถนน) - วันที่ 18/8/2011 เช้านี้ขณะที่รถติดไฟแดงอยู่บริเวณสี่แยกสามย่าน ซึ่งเบื้องหน้าเป็นจามจุรีสแควร์นั้น พลันก็เหลือบเห็นน้องหมาตัวหนึ่งเดินข้ามทางม้าลายด้วยอ...
    15 ปีที่ผ่านมา
  • บทความคริสเตียน - บทความคริสเตียน http://www.gracezone.org/index.php/christian-articles บทความทางด้านจิตวิญญาณ หลักข้อเชื่อ พระเจ้า พระคัมภีร์ พระเจ้า พระคัมภีร์ แนวทางในการ...
    17 ปีที่ผ่านมา
  • คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู - คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู วัน พุธ 08 ต.ค. 08@ 17:47:37 ICT หัวข้อ: สรุปคำเทศนาประจำอาทิตย์ ดร.ทะนุ วงค์ธนานุกุล วัน อาทิตย์ ที่ 21 กันยายน 2008 พระธร...
    18 ปีที่ผ่านมา
  • - แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้...
    18 ปีที่ผ่านมา

Christian Blog

บล็อกวาไรตี้

เทคโนโลยี

ดาวน์โหลดโปรแกรมมาใหม่ล่าสุด |

วาไรตี้

ข่าวประจำวัน

สารบัญเว็บไทย

กินลม ชมทะเล ที่มาร์คเฮ้าส์บังกะโล เกาะกูด จ.ตราด

Thailand Map