Custom Search By Google

Custom Search

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2552

เครื่องบูชาที่มีชีวิต

เครื่องบูชาที่มีชีวิต

"พี่น้อง ทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์ และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่านทั้งหลาย" (โรม 12:1)

พระวจนะของพระเจ้าตอนนี้ ได้พูดถึง 3 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ ร่างกาย การถวาย และเครื่องบูชาที่มีชีวิต ทั้ง 3 เรื่องเป็นเรื่องที่เราสมควรมาศึกษาร่วมกัน โดยจะขอเรียงจากเรื่องสุดท้ายก่อน


เครื่องบูชาที่มีชีวิต
เครื่องบูชาที่มีชีวิต หมายความว่า ให้เราถวายร่างกายของเราให้แก่พระเจ้า เพื่อที่เราจะดำเนินชีวิตเพื่อพระเจ้า สำแดงพระเจ้า เป็นพยาน กระทำพันธกิจของพระเจ้า นี่เป็นเงื่อนไขที่พระเจ้าได้เรียกร้อง เป็นพื้นฐานของคริสตชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกินกำลังของเรา

ตัวอย่างที่ดีสำหรับเครื่องบูชาที่มีชีวิต จะเห็นได้จากพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม โดยเฉพาะพวกนาศีร์ ซึ่งเป็นชนชาติอิสราเอล ที่เขารวมกลุ่มกัน เพื่อจะถวายชีวิตตนเองเพื่อพระเจ้า

นาศีร์ หมายความว่า ถวายแด่พระเจ้าทั้งหมด พวกเขาจะถวายแด่พระเจ้าทั้งชีวิต ดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าอย่างเข้มงวด ตัวอย่างของนาศีร์ ได้แก่ แซมสัน และซามูเอล จนมาถึงในพระคัมภีร์ใหม่ ก็คือ ยอห์นผู้ให้บัพติสมา พวกนาศีร์จะมีชีวิตที่เป็นพยานที่ดี จะสำแดงชีวิตให้คนทัั้งหลายได้เห็นว่าเขาเป็นคนของพระเจ้า


แซมสัน เป็นพวกนาศีร์ เขาควรที่จะดำเนินชีวิตตามธรรมบัญญัติของพระเจ้า แต่น่าเสียดายที่เขาทำไม่ได้ เขาได้ล้มเหลว พ่ายแพ้การทดลอง แต่ขอบคุณพระเจ้า ในตอนสุดท้ายของชีวิตท่าน ท่านได้กลับใจใหม่ ท่านตระหนักดีว่าท่านไม่สามารถดำเนินชีวิตตามแบบของนาศีร์ได้ ท่านก็ยินดีที่จะถวายชีวิต ยอมตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ยอมตายเพื่อกำจัดศัตรูของชนชาติของพระองค์

ซามูเอล เป็นผู้เผยพระวจนะที่พระเจ้าทรงใช้ ชีวิตท่านเป็นพรแก่ชนชาติอิสราเอลหลาย ๆ ด้าน

ยอห์นผู้ให้บัพติสมา ก็เช่นกัน ท่านเป็นผู้ที่เบิกทางให้พระเยซูคริสต์เจ้า


ชีวิตของนาศีร์ เป็นตัวอย่างที่ดีของเครื่องบูชาที่มีชีวิตอยู่ ที่ใช้ชีวิตเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า เราคริสเตียนทุกคน ก็ควรจะมีสถานะแบบพวกนาศีร์ ดำเนินชีวิตตามพระดำรัสสั่งของพระเจ้าในชีวิตประจำวัน ทำพันธกิจของพระเจ้าดังที่พระองค์ได้ทรงมอบหมายแก่เรา เพื่อที่ชีวิตเราที่ดำเนินอยู่ในโลกนี้ จะสำแดงองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราให้คนทั้งหลายได้เห็น


การถวาย
การถวายในพระคัมภีร์เดิม คือ การนำสิ่งที่จะถวายนั้น วางไว้บนแท่นบูชา เราทั้งหลายซึ่งเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิต เราก็ควรที่จะนำชีวิตของเราวางไว้บนแท่นบูชาด้วย

แท่นบูชาอยู่ในวิหารของพระเจ้า เป็นสถานที่บริสุทธิ์ เป็นพลับพลาของพระเจ้าบนโลกนี้ เป็นสิ่งที่มนุษย์ทั้งหลายสามารถมองเห็นได้ อยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้าที่หน้าแท่นบูชา สิ่ง เหล่านี้บอกว่า ชีวิตของเรา ซึ่งเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิต ก็เป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ และเราก็อยู่ต่อหน้าพระพักตร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า ดังนั้น ในชีวิตประจำวัน เราจะต้องตระหนักเสมอว่า ชีวิตเราจะต้องดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่าง เพราะว่ามนุษย์ได้มองเห็น และขณะเดียวกัน พระเจ้าก็ทรงทอดพระเนตรดูชีวิตของเราด้วย

แต่ขณะเดียวกัน ซาตานก็พยายามที่จะขัดขวาง ทำร้ายเรา ทดลองเรา เพราะมันก็เห็นชีิวิตของเราเหมือนกัน มันเห็นข้อบกพร่องของเรา ดังนั้นเราจะต้องระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี

การถวายทรัพย์สินเงินทองนั้น เมื่อถวายไปแล้ว ดูเหมือนเราจะขาด เราจะสูญเสีย ถ้าเราไม่เข้าใจสัจธรรมที่แท้จริงแล้ว เราก็จะเข้าใจไม่ถูกต้อง แต่ขอที่เราจะทำความเข้าใจว่า แท้จริงแล้ว คน ที่ถวายชีวิตให้แก่พระเจ้า แท้ที่จริงจะได้รับอิสรภาพที่แท้จริง เขาจะปลอดภัยในพระเจ้า ได้รับการปกป้องจากพระเจ้า และได้รับการอวยพรจากพระเจ้าอย่างมากมาย เช่นเดียวกับการที่ถวายสิบลด แท้จริงเราก็ไม่ได้ขาดในสิ่งใดเลย เพราะว่าเรายังเหลืออีก 9 ส่วน แล้วแถมเราจะได้รับพระพรอีกมากมายที่มาจากพระเจ้า ซึ่งเมื่อเปรียบกับทั้ง 10 ส่วนที่เรามี พรของพระเจ้ามากมายมหาศาลกว่านั้นมากนัก

นี่เป็นสิ่งที่ไพบูลย์ที่ พระเจ้าทรงมอบให้แก่เรา ดังที่พระธรรมมาลาคีได้บอกแก่เรา การถวายมิได้ทำให้เราถูกจำกัดหรือถูกผูกมัด แต่แท้ที่จริงกลับทำให้เราได้รับอิสรภาพ


ร่างกาย
เราเป็นมนุษย์ที่มีร่างกาย มีชีวิตอยู่

ในพระธรรมตอนนี้ ไม่ได้เรียกร้องให้เราถวายสิ่งของ แต่ให้เราถวายร่างกาย ให้เราถวายชีวิต ซึ่งก็หมายความว่าเราจะต้องถวายทุกสิ่งที่เรามี ทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเราด้วย ด้วยเหตุนี้ พระ คัมภีร์จึงให้เราถวายร่างกายของเราแด่พระเจ้า ซึ่งก็คือ ให้เราถวายสิ่งที่สำคัญที่สุดของเรา นั่นคือตัวเรานั่นเอง ให้แด่พระองค์ รวมถึงร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ ทั้งสามสิ่งรวมกัน ร่างกายจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะถ้าร่างกายของเราไม่มีชีวิต เราก็จะทำอะไรไม่ได้

ขอบคุณพระเจ้า ที่พระเจ้ายังให้ร่างกายของเรา ให้เรายังมีชีวิตอยู่ เราจึงควรที่จะกล่าวกับพระเจ้าว่า "ข้าพระองค์พร้อมที่จะถวายร่างกายทั้งสิ้น เป็นเครื่องบูชาแด่พระองค์ ขอพระเจ้าทรงใช้" ช่วงเวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่เราจะฉวยโอกาส ที่จะกระทำสิ่งเหล่านี้ ที่จะถวายร่างกายแด่พระเจ้า




ศจ. จำนง พิริยะพงษ์รัตน์

สรุปคำเทศนาโบสถ์จีน คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 01/03/2009


เรื่อง เครื่องบูชาที่มีชีวิต

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2552

การรักษาบาดแผลฝ่ายวิญญาณ‏

<พระธรรมประจำวัน> การรักษาบาดแผลฝ่ายวิญญาณ‏

พวกเราส่วนใหญ่ คงจะเคยเรียนรู้เกี่ยวกับฤทธิ์เดชการรักษาโรคฝ่ายกายของพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่วันนี้จะมาเรียนรู้ด้วยกันถึงโรคทางฝ่ายวิญญาณ


"พระองค์ตรัส ว่า 'ถ้าเจ้าทั้งหลายฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าของเจ้า และกระทำสิ่งที่ชอบในสายพระเนตรของพระองค์ เงี่ยหูฟังพระบัญญัติของพระองค์ และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของพระองค์ทุกประการ แล้วโรคต่างๆ ซึ่งเราบันดาลให้เกิดแก่ชาวอียิปต์นั้น เราจะไม่ให้บังเกิดแก่พวกเจ้าเลย เพราะเราคือพระเจ้า แพทย์ของเจ้า' " (อพยพ 15:26)



"And said, If thou wilt diligently hearken to the voice of the LORD thy God, and wilt do that which is right in his sight, and wilt give ear to his commandments, and keep all his statutes, I will put none of these diseases upon thee, which I have brought upon the Egyptians: for I am the LORD that healeth thee." (Exodus 15:26 KJV)


พระเจ้าเป็นแพทย์ผู้ประเสริฐ พระเจ้าต้องการรักษาเรา ไม่เพียงแค่โรคทางฝ่ายกาย แต่พระองค์ทรงมีพระประสงค์ที่จะรักษาโรคของเราทั้งฝ่ายกาย ฝ่ายจิตใจ และฝ่ายวิญญาณ


"4 แน่ทีเดียว ท่านได้แบกความเจ็บไข้ของเราทั้งหลาย และหอบความเจ็บปวดของเราไป กระนั้นเราทั้งหลายก็ยังถือว่าท่านถูกตี คือ พระเจ้าทรงโบยตี และข่มใจ
5 แต่ท่านถูกบาดเจ็บ เพราะความทรยศของเราทั้งหลาย ท่านฟกช้ำ เพราะความบาปผิดของเรา การตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายสมบูรณ์นั้น ตกแก่ท่าน ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี" (อิสยาห์ 53:4-5)



"4 Surely he hath borne our griefs, and carried our sorrows: yet we did esteem him stricken, smitten of God, and afflicted.
5 But he was wounded for our transgressions, he was bruised for our iniquities: the chastisement of our peace was upon him; and with his stripes we are healed." (Isaiah 53:4-5 KJV)


จากพระคัมภีร์ตอนนี้ ในภาษาอังกฤษ จะใช้คำต่าง ๆ ดังนี้


"ความเจ็บไข้" ใช้คำว่า "Infirmities" แปลว่า "ไม่สมบูรณ์ ไม่มั่นคง ความอ่อนแอ ทุพพลภาพ"

"ความเจ็บปวด" ใช้คำว่า "Sorrows" แปลว่า "ความโศกเศร้า เป็นทุกข์ เสียใจ"

"ความผิดบาป" ใช้คำว่า "Iniquities" แปลว่า "ไร้ศีลธรรม การกระทำที่ชั่วร้าย ไม่ยุติธรรม"

"ให้เราทั้งหลายสมบูรณ์" ใช้คำว่า "Brought us peace" แปลว่า "นำมาซึ่งสันติสุข สันติภาพ"

และคำว่า "ให้เราหายดี" ใช้คำว่า "Healed"



เวลาเราเป็นโรคฝ่ายกาย เราปกป้องตัวเอง เช่น เป็นแผลที่เท้า เราก็จะเดินอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ใครมาเหยียบ ซึ่งนี่เป็นกลไกการป้องกันตัวเอง เช่นเดียวกัน ตามธรรมชาติของเรา เมื่อเรามีบาดแผลฝ่ายวิญญาณ เราก็จะปกป้องตัวเอง

การรักษาเป็นส่วนหนึ่งของการงานที่กางเขน


"พระองค์เอง ได้ทรงรับแบกบาปของเราไว้ในพระกายของพระองค์ ที่ต้นไม้นั้น เพื่อว่าเราทั้งหลายจะได้ตายจากบาปได้ และดำเนินชีวิตตามคลองธรรม ด้วยบาดแผลของพระองค์ ท่านทั้งหลายจึงได้รับการรักษาให้หาย" (1เปโตร 2:24)


โรคทางกายบางอย่าง ที่คริสเตียนยังมีอยู่ เป็นสิ่งที่พระเจ้าต้องการเตือน ว่าเรายังคงมีความผิดปกติอะไรอยู่ ที่เรายังไม่ยอมที่จะรับการแก้ไข ยังมีบาดแผลที่ซ่อนอยู่ จึงปรากฎออกมาเป็นโรคทางกาย พระองค์ทรงต้องการที่จะให้เรายอมให้พระองค์ทรงรักษา และถ้าเราไม่เข้าใจ โรคของเราก็จะคงอยู่


"ความบาปและความ เจ็บป่วยเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิดตลอดทั่วทั้งพระคัมภีร์ เราได้รับการไถ่จากความบาปและความป่วยไข้โดยผ่านพระโลหิตที่หลั่งออกมาและ ผ่านบาดแผลที่แบกรับโดยพระเยซู" (Healing the Sick, by T.L. Osborn, 2006)




"2 จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และอย่าลืมพระราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์
3 ผู้ทรงอภัยความบาปผิดทั้งสิ้นของท่าน ผู้ทรงรักษาโรคทั้งสิ้นของท่าน" (สดุดี 103:2-3)


พระเจ้าทรงยกโทษบาปเมื่อเราสารภาพ แต่ไม่ใช่เพียงความบาปเท่านั้นที่เกิดขึ้น ความบาปเหล่านั้นทำให้เกิดบาดแผลขึ้นด้วย ขอบคุณพระเจ้า โดยฤทธิ์เดชของกางเขน (Power of the Cross) พระเยซูคริสต์เจ้าได้ทรงยกโทษบาป และทรงรักษาบาดแผลด้วย




บาดแผลในจิตวิญญาณ
เป็นความเจ็บป่วยที่มีผลกระทบต่อชีวิตมาก ผู้ป่วยเป็นมะเร็งน้อยรายมากที่จะคิดฆ่าตัวตาย แต่คนที่อกหัก กลับฆ่าตัวตายเป็นอันมาก นี่เป็นเพราะบาดแผลฝ่ายวิญญาณมีผลกระทบต่อชีิวิตอย่างมาก


"จิตใจของคนจะทนต่อความเจ็บป่วยได้ แต่จิตใจที่ชอกช้ำใครจะทนได้เล่า" (สุภาษิต 18:14)


ต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้าในการรักษา เพราะมนุษย์ไม่สามารถรักษาได้ มีเพียงพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่จะสามารถรักษาได้


"12 เพราะพระเจ้าตรัสดังนี้ว่า 'ที่เจ็บของเจ้าก็ร้าย และบาดแผลของเจ้าก็ฉกรรจ์
13 ไม่มีผู้ใดที่จะช่วยคดีของเจ้า ไม่มียารักษาบาดแผลของเจ้า ไม่มีการรักษาให้เจ้า' " (เยเรมีย์ 30:12-13)



"เพราะเราจะ เรียกเนื้อขึ้นมาให้แก่เจ้า และเราจะรักษาบาดแผลของเจ้าให้หาย พระเจ้าตรัส เพราะเขาทั้งหลายเรียกเจ้าว่าพวกนอกคอก 'คือ ศิโยนซึ่งไม่มีใครต้องการ' " (เยเรมีย์ 30:17)





ที่มาของบาดแผล
สาเหตุของบาดแผล คือ ท่าที ถ้อยคำและการกระทำหรือพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ ที่ทำให้รู้สึกว่า ถูกปฏิเสธ ไม่ยุติธรรม ถูกล่วงละเมิด

ผู้ที่ทำให้เกิดแผล มีบางคนจะเรียกคนกลุ่มนี้อย่างรุนแรงว่า "ผู้เผยพระวจนะเท็จ" เนื่องจากส่วนใหญ่ คำพูดที่ทำให้เกิดแผล มักจะเกิดจากความเท็จ อาจจะเป็นคนใกล้ตัว ญาติพี่น้อง ครู เพื่อนฝูง หรือเพื่อนบ้าน สื่อต่าง ๆ ถ้าเรารับสิ่งเหล่านี้เข้ามา ก็จะเกิดบาดแผล

คนส่วนใหญ่ที่มีแผล จะเกิดจากพ่อแม่ พ่อแม่เป็นผู้ที่จะทำให้ลูกเกิดแผลมากที่สุด เพราะพ่อแม่ส่วนใหญ่ จะไม่สนใจความต้องการพื้นฐานของลูก เช่น พ่อแม่มักจะไม่แสดงความรักแก่ลูก ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูก ๆ ต้องการมาก มักจะด่าต่อหน้า แต่กลับไปชมลับหลัง

ความต้องการพื้นฐานทางด้านอารมณ์ของลูก ได้แก่


ได้รับความรักที่แสดงออกอย่างไม่มีเงื่อนไข
รู้สึกอบอุ่นและมั่นคงปลอดภัย
ได้รับการชมเชย การยอมรับ และให้กำลังใจ
มีเป้าหมายชีวิต




บาดแผลที่เกิดจากพ่อแม่
บาดแผลที่เกิดจากพ่อ


พ่อที่ดี ทำให้เกิดแผลได้ เพราะว่าอาจจะดีเกินไป จนทำให้ลูกหาชายที่ดีเหมือนพ่อไม่ได้ จึงทำให้ลูกสาวอาจไม่ได้แต่งงาน และรู้สึกว่าติดพ่อ


พ่อที่ผลักดันให้ลูกมีผลงาน คาดหวังให้ลูกเรียนได้คะแนนดี ๆ


พ่อที่เฉีื่อยชา ซึ่งผิดจากบทบาทที่ควรจะเป็น แม่จะเป็นผู้ที่ให้ความรักความอบอุ่น แต่พ่อควรจะเป็นผู้ที่เป็นแบบอย่าง เป็นผู้นำ เป็นฮีโร่


พ่อที่ไม่อยู่ด้วย เป็นปัญหาเช่นกัน อาจทำให้ลูกชายกลายเป็นเกย์ได้


พ่อที่เคร่งวินัย ลูกจะอยู่ด้วยความเครียด กดดันมานาน


พ่อที่ละเมิด เช่นพ่อที่ละเมิดลูกทางเพศ หรืออาจจะทางกาย



ภาพของพ่อ อาจทำให้ภาพที่เรามองพระเจ้าบิดเบือนไปได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ เช่น ถ้าหากพ่อเราเคร่งวินัย เราก็จะมองว่าพระเจ้าคงจะเป็นเช่นกัน

บาดแผลที่เกิดจากแม่ ที่สำคัญ คือ การไม่ได้รับความรักจากแม่ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ซึ่งสามารถทิ้งบาดแผลไว้ในใจของเด็กชั่วชีวิต (แจ๊ค ฟรอสท์, 2006)

ตัวอย่างบาดแผลที่ทำให้เกิดบาดแผล เช่น พ่อแม่ไม่ตั้งใจให้เกิด ไม่แสดงความรักความอบอุ่น ถุูกยกให้เป็นบุตรบุญธรรม ให้คนอื่นเลี้ยง เลี้ยงลูกอย่างลำเอียง ถูกทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระหรือไม่เป็นที่ต้องการ ผลงานไม่ได้รับการยอมรับ คู่ครองขอหย่า แฟนบอกเลิก เจ้านายให้ออกจากงาน เพื่อนไม่ยอมรับเข้ากลุ่ม ถูกเข้าใจผิด ถูกลงโทษอย่างไม่ยุติธรรม ขัดแย้งกับคนอื่น เป็นต้น




รู้ได้อย่างไรว่ามีแผลในจิตวิญญาณ ?
บุคลิกภาพที่เป็นปัญหา อาจทำให้เรารู้ว่ามีแผลได้ แม้ว่าเราจะไม่เห็นบาดแผลเขาโดยตรง เหมือนเช่น คนที่ขาหัก เราอาจไม่เห็นขาที่หักของเขา แต่เรารู้ได้ว่าเขาขาหักก็โดยการที่เขาเดินผิดปกติ ใส่เฝือก ใช้ไม่เท้า ฯลฯ [ในพระคัมภีร์ คำว่า ใจ (heart) มาจากภาษาฮีบรูว่า "leb" และ "lebab" และภาษากรีกว่า "kardia" คำเหล่านี้ได้ถูกใช้หลายครั้งด้วยกัน โดย 204 ครั้งหมายถึง "จิตใจ" (mind), 195 ครั้งหมายถึง "ความตั้งใจ" (will), 166 ครั้งหมายถึง "อารมณ์" (emotion), และ 257 ครั้ง ซึ่งมากที่สุด จะหมายถึง "บุคลิกภาพ (personality)]

พฤติกรรม ความรู้สึก (อารมณ์) หรือทัศนคติที่เป็นปัญหา เช่น


พวกยอมตาม กลัว เศร้า สงสาร กล่าวโทษหรือเกลียดตัวเอง ซึมเศร้าจนถึงมีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตาย
พวกก้าวร้าว โกรธ เกลียด หึงหวง อิจฉา พิพากษ์วิจารณ์ หรือกล่าวโทษคนอื่น มีพฤติกรรมรุนแรงต่อคนใกล้ชิด

ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา เช่น เก็บตัว เข้าสังคมหรือเข้ากับบางคนไม่ได้ มักทะเลาะกับบางคนเสมอ เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่

ความเจ็บป่วยทางกาย หลายครั้งพระเจ้าไม่ได้รักษาโรคฝ่ายวิญญาณ เพื่อต้องการให้เรารู้ตัวว่าเรามีบาดแผลฝ่ายวิญญาณอยู่ เพราะโรคทางกายบางอย่างมีความสัมพันธ์กับความผิดปกติฝ่ายวิญญาณ ดังนั้น เมื่อเราเป็นโรคอะไรขึ้นมา ขอที่เราจะมีโอกาสที่จะอธิษฐานทูลถามต่อพระเจ้าโดยตรงเลย ว่าเรายังความผิดปกติอะไรอยู่ ที่ทำให้เราเกิดโรคขึ้นมา


"ใจที่ยินดีกระทำให้ใบหน้าร่าเริง แต่โดยความเสียใจดวงจิตก็สลายลง" (สุภาษิต 15:13)



"ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี แต่จิตใจที่หมดมานะทำให้กระดูกแห้ง" (สุภาษิต 17:22)


ความทรงจำที่เป็นปัญหา

ความฝันซ้ำ ๆ




ทำไมที่ผ่านมา บาดแผลนี้จึงไม่เคยได้รับการรักษา ?
คำตอบก็คือ เพราะเราจัดการกับมันด้วยวิธีการที่ผิด เช่น


ปฏิเสธมัน เช่น บอกว่า "ฉันไม่มีปัญหา"
โยนมันให้กับคนอื่น เช่น บอกว่า "เพราะว่า ... ฉันถึงเป็นอย่างนี้"
ฝังไว้ในความพึงพอใจ เป็นพวกที่ชอบเก็บแผลไว้คลึงหรือเกาเล่น

การที่เราเรียนรู้เรื่อง บาดแผลฝ่ายวิญญาณ ก็เพื่อที่จะให้เรายอมร่วมมือกับพระเจ้าในการรักษาบาดแผลเหล่านั้นให้หาย โดยพระเจ้าทรงมีเวลาให้แก่เราเสมอ และสำหรับแต่ละบาดแผล พระเจ้าจะทรงมีเวลาที่เหมาะสมที่จะรักษาเรา




ขั้นตอนการรักษาแผล
ขั้นตอนการรักษาแผล เป็นกระบวนการที่เรียนรู้ได้โดยการศึกษาจากการรักษาบาดแผลทางกาย

1. เปิดแผล คือ การรับรู้ว่ามีแผล และเชื่อว่าพระเจ้าทรงรักษาได้ หลายครั้งเราเชื่อว่าพระเจ้ายกโทษบาปได้ แต่ไม่เชื่อว่าพระเจ้าสามารถรักษาเราได้ ซึ่งนี้เป็นความเข้าใจผิด ในขั้นตอนนี้ เราควรที่จะสารภาพ (confessing) โดยสารภาพบาป และสารภาพด้วยว่าเรามีแผล


"9 คือว่าถ้าท่านจะรับด้วยปากของท่านว่า พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในจิตใจว่า พระเจ้าได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด
10 ด้วยว่า ความเชื่อด้วยใจก็นำไปสู่ความชอบธรรม และการยอมรับสัจจะของพระเจ้าด้วยปากก็นำไปสู่ความรอด" (โรม 10:9-10)



การปฏิบัติ คือ ให้เราใช้เวลากับพระเจ้า ทูลขอให้พระองค์เปิดเผยบาดแผลหรือเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดบาดแผล และเชื่อวางใจพระเจ้าในการรักษาบาดแผล และเราต้องตระหนักว่า การรักษานั้น เป็นมาจากพระเจ้าเท่านั้น ไม่ใช่มาจากเทคนิคของมนุษย์


"Healing is the work and function of the Holy Spirit, so it's important to be led by Him and not just by someone's technique" (Wall of my Heart, by Dr.Bruce Thompson)



2. การล้างแผล เป็นการที่เราปรารถนาที่จะรับการรักษาให้หาย ซึ่งได้แก่ การกลับใจใหม่ (repentance)


"บุคคลผู้ใดหิวกระหายความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าพระเจ้าจะทรงให้อิ่มบริบูรณ์" (มัทธิว 5:6)



การปฏิบัติ ให้เราบอกพระเจ้าว่าเราต้องการจะหายจริง ๆ เรารู้ว่าแผลนี้ขัดขวางเราไม่ให้เติบโต ไม่ให้เป็นเหมือนพระคริสต์ และเราอยากเปลี่ยนแปลง


"22 ท่านจงทิ้งตัวเก่าของท่าน ซึ่งคู่กับวิถีชีวิตเดิมนั้นเสีย อันจะเสื่อมเสียไปสู่ความตายตามตัณหา อันเป็นที่หลอกลวง
23 และจงให้วิญญาณจิตของท่านเปลี่ยนใหม่
24 และขอให้ท่านสวมสภาพใหม่ ซึ่งทรงสร้างขึ้นใหม่ตามแบบอย่างของพระเจ้า ในความชอบธรรม และความบริสุทธิ์ที่แท้จริง" (เอเฟซัส 4:22-24)




3. การกำจัดสิ่งแปลกปลอม ซึ่งได้แก่ รากขมขื่น การไม่ให้อภัย สิ่งเหล่านี้เราต้องกำจัดออก ด้วยการให้อภัย (forgiving) ซึ่งเคล็ดลับของการให้อภัย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเรื่องที่เกิด ไม่ได้เกิดขึ้นกับความเลวร้ายที่เราได้ประสบ แต่อยู่ที่การตัดสินใจของเรา


พระคัมภีร์ มัทธิว 18:23-35 เรื่อง ทาสที่ไม่ยอมให้อภัย เป็นคำอุปมาที่กล่าวถึงเจ้าองค์หนึ่ง ซึ่งยกหนี้ให้แก่ทาสที่ติดหนี้อยู่ แต่ลูกหนี้คนนี้กลับไม่ยอมยกหนี้แก่ผู้ที่ติดหนี้เขาอยู่ ทั้ง ๆ ที่ติดหนี้เพียงเล็กน้อยกว่าที่เขาติดหนี้เจ้าองค์นั้นมาก เมื่อเจ้าองค์นั้นทราบเรื่อง จึงโกรธอย่างมาก และจับทาสคนนั้นมาลงโทษ

จากพระคัมภีร์ตอนนี้เอง ชี้ให้ว่า การที่เจ้าองค์นี้ให้อภัยนั้น เกิดจากที่ท่าน "มีพระทัยเมตตา" (เป็นการตัดสินใจ และกระทำบางสิ่งบางอย่าง) "โปรดยกหนี้" และ "ปล่อยตัว"

นอกจากนี้ พระคัมภีร์ตอนนี้ยังชี้ให้เห็นว่า การ ให้อภัย เป็นไปตามหลักการของการหว่านและเก็บเกี่ยว คือถ้าเราให้อภัย พระเจ้าก็ทรงให้อภัยเราด้วย แต่ถ้าเราไม่ให้อภัย เราก็จะผิดต่อพระเจ้า ดังนั้น การให้อภัย ไม่ใช่เรื่องระหว่างเรากับคู่กรณี แต่เกี่ยวข้องกับเรากับพระเจ้า ถ้าเราไม่ให้อภัยกับคู่กรณี เขาก็ไม่เดือดร้อน แต่ผู้ที่เดือดร้อน คือเราเอง


"และท่านจง เมตตาต่อกัน มีใจเอ็นดูต่อกัน และอภัยโทษให้กัน เหมือนดังที่พระเจ้าได้ทรงโปรดอภัยโทษให้แก่ท่านในพระคริสต์นั้น" (เอเฟซัส 4:32)



"26 จะโกรธก็โกรธได้ แต่อย่าทำบาป อย่าให้ถึงตะวันตกท่านยังโกรธอยู่
27 และอย่าให้โอกาสแก่มาร" (เอเฟซัส 4:26-27)


พระคัมภีร์บอกว่า อย่าให้โอกาสแก่มาร ซึ่งโอกาสในที่นี้ใช้คำว่า "Foothold" (ที่มั่น) นั่นหมายความว่า ถ้า เรายังมีจิตใจที่ไม่ให้อภัย ยังมีความบาปบางอย่างที่เรายังทำเรื่อย ๆ นั่นก็จะเป็นที่มั่นให้แก่มาร เป็นจุดที่มารจะโจมตีเราได้ เราจึงควรทำลายที่มั่นนี้เสีย

วิธีปฏิบัติ คือ อธิษฐานออกเสียง ยกโทษให้คนที่ทำให้เราเจ็บ มีแผล



4. ใส่ยาฆ่าเชื้อ ซึ่งได้แก่ พึ่งพากางเขนของพระเยซู


"เขาเหล่า นั้นชนะพญามารด้วยพระโลหิตของพระเมษโปดก และเพราะคำพยานของพวกเขาเอง เพราะเขาไม่ได้เสียดายที่จะพลีชีพของตน" (วิวรณ์ 12:11)



"กิตติศัพท์ ของพระองค์ก็เลื่องลือไปทั่วประเทศซีเรีย เขาจึงพาคนป่วยเป็นโรคต่างๆ คนที่ทนทุกข์เวทนา คนผีเข้า คนเป็นลมบ้าหมู และคนเป็นอัมพาตมาหาพระองค์ พระองค์ก็ทรงรักษาเขาให้หาย" (มัทธิว 4:24)



การปฏิบัติ คือ พึ่งพระโลหิตพระเยซู และใช้พระวจนะของพระเจ้าในการปกป้องตัวเอง และต่อสู้กับมาร



5. เย็บแผล ได้แก่ การใช้ความเชื่อ (Faith) ข้อควรระวังคือ เราจะต้องระวังที่จะไม่ข้ามขั้นตอน เพราะบางครั้งเราอาจจะปกปิดบาดแผลด้วยความคิด โดยที่จริง ๆ แล้วบาดแผลยังไม่หาย


"พระองค์เอง ได้ทรงรับแบกบาปของเราไว้ในพระกายของพระองค์ ที่ต้นไม้นั้น เพื่อว่าเราทั้งหลายจะได้ตายจากบาปได้ และดำเนินชีวิตตามคลองธรรม ด้วยบาดแผลของพระองค์ ท่านทั้งหลายจึงได้รับการรักษาให้หาย" (1เปโตร 2:24)


6. แต่งหรือปิดแผล เป็นขั้นตอนที่เราจะใช้ความอดทน (Patience) รอคอย รอเวลา โดยที่เราจะวางไว้กับพระเจ้าที่ไม้กางเขนนั้น ไม่ต้องไปพูดถึงมันอีก ไม่ต้องไปคิดถึงมันอีก




ผลของการรักษา
แผลก็จะกลายเป็นแผลเป็น ซึ่งแผลเป็นต่างจากแผลสด ก็คือ แผลเป้นจะไม่เจ็บอีกต่อไป สามารถพูดถึงได้โดยไม่รู้สึกเจ็บในจิตใจ


รำคาญคนอื่นน้อยลง เราจะสามารถรักพี่น้องได้โดยไม่ต้องฝืนใจ จะสามารถเข้าใจคนอื่นได้อย่างดี


มองสิ่งต่าง ๆ ในมุมมองที่แตกต่างไปจากเดิม


มีอิสระในการเข้าไปใกล้คนอื่น ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ


สามารถรักคนอื่นถึงขีดที่เราไม่เคยกล้าที่จะกระทำมาก่อน


ไวต่อความต้องการและบาดแผลของคนอื่น


มีการเปลี่ยนแปลง เช่น ความฝัน สุขภาพร่างกาย นิสัยบางอย่าง (ที่ฝังรากลึก) ซึี่งนิสัยบางอย่างเหล่านั้นอาจเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง


ความกลัวบางประการไม่มีอำนาจบังคับอีกต่อไป


มีความเข้มแข็งใหม่ ๆ เราจะเป็นคริสเตียนที่กล้าที่จะเชื่อฟังพระเจ้า กล้าที่จะสำแดงความรักมากยิ่งขึ้น






อ. จารุมาศ รัศมี (นามแฝง)

คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 01/03/2009

เรื่อง บาดแผลฝ่ายวิญญาณ

เป็นพระพรต่อชีวิตคนอื่น

จงใช้ความทุกข์ลำบากของท่านให้เกิดประโยชน์
http://www.holyofholies.net/sermon07/08_aug_19.htm

วันนี้ถ้อยคำพระเจ้าจะใช้ชื่อว่า “จงใช้ความทุกข์ลำบากของท่านให้เกิดประโยชน์” นะครับ เราต้องใช้ความทุกข์ยากลำบากที่พระเจ้าอนุญาตให้เกิดขึ้นกับชีวิตของเราให้เกิดประโยชน์ จากที่ได้บรรยายไปแล้วเรื่อง “พระเจ้าอยู่ไหน ในยามที่เราทุกข์ยากลำบาก” ไปทั้งหมด 5 ตอนแล้ว เราก็ได้เรียนรู้เรื่องราวของความทุกข์ยากลำบากแล้วอย่างละเอียด ตั้งแต่เรื่องที่มาของความทุกข์ยากลำบาก วัตถุประสงค์ของความทุกข์ยากลำบาก ที่พระเจ้าอนุญาตให้เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา เราควรจะคิดอย่างไร และเผชิญต่อความทุกข์ยากลำบากอย่างไรที่จะทำให้เจริญเติบโตขึ้น เป็นผู้ใหญ่ทางฝ่ายวิญญาณ สำหรับขณะนี้แล้ว เราก็คิดว่าทุกคนคงเข้าใจในเรื่องความทุกข์ยากลำบาก และเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ทางฝ่ายวิญญาณแล้วทุกคน คงไม่มีคนไหนที่ผ่านการเรียนรู้ในเรื่องนี้ 5 ตอนแล้ว จะมาถามพระเจ้าอีกว่า “ทำไม” เวลามีความทุกข์ยากลำบากเกิดขึ้นในชีวิตของเรา เพราะเรารู้ว่าขณะนั้นพระเจ้าก็สถิตอยู่กับเรา

และขั้นตอนต่อไป คือ แล้วเราจะใช้ความทุกข์ยากลำบาก ซึ่งเป็นประสบการณ์ในชีวิตของเรานั้น มาใช้เป็นประโยชน์สำหรับหนุนจิตชูใจผู้คนได้อย่างไร


มีพระประสงค์ของพระเจ้าอยู่ในเหตุการณ์นั้นเสมอ

เราจะพูดย้ำอยู่เสมอว่าบนโลกใบนี้ เราต้องเจอความทุกข์ยากลำบากอย่างแน่นอน ไม่มีใครหนีพ้นเลยสักคน พระคัมภีร์บอกว่าเบื้องหลังความทุกข์ยากลำบากนั้น ไม่ว่าจะใหญ่โตหรือจะเล็กขนาดไหนก็ตาม มีพระประสงค์ของพระเจ้าอยู่ในเหตุการณ์นั้นเสมอ ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นกับเรา โดยปราศจากวัตถุประสงค์ของพระเจ้า


เพราะฉะนั้น หลายครั้งที่พระเจ้าทรงให้เกิดความยากลำบากขึ้นกับเรา เพื่อให้เราเรียนรู้ที่จะเผชิญ และสามารถใช้ประสบการณ์นั้น ให้เป็นการรับใช้พระเจ้า ให้ผู้คนรับรู้ถึงพระคุณ ความเมตตาหรือฤทธิ์เดชอำนาจของพระองค์ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญยิ่งในการเผชิญความทุกข์ยากลำบากบนโลกใบนี้


เราจะเห็นว่าพระเจ้าใช้พวกเขา ผ่านทางความทุกข์ยากลำบากอย่างมากมาย

ถ้าเรามองผ่านชีวิตการรับใช้พระเจ้า ในผู้รับใช้หลายๆ คนในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระคัมภีร์ เราจะเห็นว่าพระเจ้าใช้พวกเขา ผ่านทางความทุกข์ยากลำบากอย่างมากมาย และใช้ประสบการณ์จากความทุกข์ยากลำบากนั้น ให้เห็นว่าเขาได้รับพระคุณและความเมตตาจากพระเจ้า และผ่านพ้นมาได้ เกิดเป็นพระพรต่อชีวิตผู้คนมากมาย เป็นคำพยานของบุคคลเหล่านั้น ซึ่งได้นำมาซึ่งความรอดและความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ทำให้ผู้คนเห็นถึงความเป็นจริง หรือการทรงสถิตอยู่ของพระคริสต์


สมมติเราไม่มีความทุกข์ยากลำบากอะไรเลย ไม่ได้เจอปัญหาอะไรเลย แล้วเราจะเป็นพยานบอกว่าเรารักพระเจ้า พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่อย่างแน่นอนเลย อวยพรเรา จนกระทั่งเรามีสุภาพที่ดี แข็งแรงอย่างนี้ ยอดเยี่ยมอย่างนี้ มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเราบอกว่าแม้เราจะประสบความทุกข์ยากลำบาก แต่เรายังอยู่ได้ เรายังยิ้มได้ เรายังขอบคุณพระเจ้าได้ และมีชีวิตอยู่เต็มไปด้วยสันติสุข เพราะเรามีความหวังใจในพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ อย่างนี้สิมันแปลกประหลาด อย่างนี้สิ มันแตกต่าง


พอเริ่มอายุมากขึ้นๆ หมดแรงแล้ว เริ่มฟังแล้ว

เพราะฉะนั้น คำพยานของบุคคลเหล่านี้ ที่ได้ผ่านความทุกข์ยากลำบากในพระคัมภีร์ ซึ่งมีอยู่มากมาย ได้นำพาผู้คนจำนวนมากมายมารู้จักพระเจ้า ได้รับความรอดในองค์พระเยซูคริสต์ แล้วยังมีเรื่องราวอีกเยอะแยะ ที่เผชิญกับปัญหาและความทุกข์ยากลำบาก ที่ได้ทำให้ชีวิตของคนอีกหลายๆ คนเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างอัศจรรย์ และเป็นตัวอย่างให้คนอื่น อย่างเช่น เปลี่ยนแปลงจากที่ไม่เคยสนใจเรื่องสุขภาพเลย พอป่วยเป็นโรคก็เริ่มหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น เริ่มรู้จักระมัดระวังเรื่องอาหาร เริ่มออกกำลัง เริ่มรู้จักพักผ่อนมากขึ้น อันนี้เห็นชัดๆ เลย หรือที่เขาบอกว่า “ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา” อะไรอย่างนั้น ตอนหนุ่มๆ ตอนที่ยังวัยรุ่นอยู่ พ่อแม่เตือน ใครๆ เตือนก็ไม่ฟัง พอเริ่มอายุมากขึ้นๆ หมดแรงแล้ว เริ่มฟังแล้ว เริ่มรู้แล้วว่าสุขภาพของเรา ต้องระมัดระวังด้วย ไม่ใช่พอมีพระเจ้าแล้ว “ฉันมีพระเจ้าอยู่ ฉันตะลุยลูกเดียวเลย” ไม่หลับไม่นอน ไม่พัก ไม่ผ่อน อาหารก็อดเยอะแยะ อย่างนั้นก็เป็นประสบการณ์อันหนึ่ง ที่ทำให้รู้ว่าการที่จะทำงานอะไรต่างๆ ก็ต้องดูแลสุภาพตัวเอง ให้เป็นไปตามกฎของร่างกายด้วยเช่นเดียวกัน


จากที่ไม่เคยสนใจครอบครัว พอเริ่มมีปัญหาชีวิตคู่ หรือมีปัญหาเรื่องลูก ก็เริ่มคิดได้ หันมาดูแลห่วงใยมากขึ้น รักและเข้าใจลูก ภรรยามากขึ้น อย่างนี้เป็นต้น จากที่ไม่เคยเห็นใจใคร พอต้องเจอความทุกข์ยากลำบาก ก็เริ่มเรียนรู้ที่จะเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น เริ่มจะเข้าใจคนอื่นมากขึ้นว่าเจ็บแล้วเป็นอย่างไร


ในหนังสือลูกา 15:11-32 ที่พระเยซูตรัสเกี่ยวกับคำอุปมาเรื่องบุตรน้อยหลงหาย ก็เป็นตัวอย่างการเผชิญความทุกข์ยากลำบาก ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สรุปเรื่องตอนต้นๆ ก็คือ.-


…. มีชายคนหนึ่ง มีลูก 2 คน อยู่มาวันหนึ่งลูกคนเล็กก็ขอแบ่งสมบัติจากบิดา แล้วก็ออกจากบ้านไปใช้ชีวิตเสเพล ผลาญทรัพย์สมบัติ ผลาญเงินจนหมดสิ้น จนกระทั่งเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก คืออดอยาก ต้องไปรับเลี้ยงหมูให้กับคนอื่นเขา แล้วไม่มีอาหารจะกิน ก็เลยคิดถึงบ้าน คิดถึงพ่อ ก็คิดในใจว่าไปเป็นคนรับใช้ที่บ้านพ่อ ยังมีอาหารได้กินดีกว่านี้ ก็เลยคิดที่จะกลับมาที่บ้าน แล้วก็จะบอกกับพ่อว่าขอกลับมาอยู่กับพ่อในฐานะลูกจ้างก็พอแล้ว แต่พ่อก็เมตตาและให้อภัยและจัดเลี้ยงต้อนรับอย่างดี จนกระทั่งพี่ชายรู้สึกเคืองที่พ่อทำดีกับน้องชาย ทั้งๆ ที่น้องเคยทำตัวเสเพลมาก่อน …

และในข้อ 31-32 พ่อตอบอย่างนี้ว่า.-


ลูกา 15:31-32

“บิดาจึงตอบเขาว่า 'ลูกเอ๋ย เจ้าอยู่กับเราเสมอ และสิ่งของทั้งหมดของเราก็เป็นของเจ้า แต่สมควรที่เราจะได้รื่นเริงและยินดี เพราะน้องของเจ้าคนนี้ตายแล้ว แต่กลับเป็นขึ้นอีก หายไปแล้ว แต่ได้พบกันอีก'"


“ตายแล้ว แต่กลับเป็นขึ้นอีก หายไปแล้ว แต่ได้พบกันอีก” ถ้าบุตรน้อยหลงหายคนนี้ขอทรัพย์สมบัติจากพ่อ ออกจากบ้านไปแล้ว ไม่ได้ประสบกับความทุกข์ยากลำบาก สบายดี ป่านนี้ก็ไม่มีโอกาสได้กลับมาบ้านอีก แล้วไม่มีโอกาสได้รับความรอด




จนในที่สุดเราก็มาพบกับพระเจ้าผู้เที่ยงแท้แต่เพียงพระองค์เดียว

ตรงนี้ทำให้เราเห็นชัดๆ 100% เลยว่าทุกคนที่มาเชื่อในพระเจ้า มารู้จักพระเจ้า ก็เพราะความทุกข์ยากลำบากที่เกิดขึ้นในชีวิต ไม่ว่าความทุกข์ยากลำบากขนาดไหนก็ตาม ก็ทำให้เกิดผลดี ทำให้หันกลับมาแสวงหา คือองค์พระเยซูคริสต์เจ้า พระผู้ช่วยให้รอดของเรา แล้วเราก็ต้อนรับพระองค์ และรับเชื่อในพระองค์ และได้รับความรอดในพระองค์


เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ควรที่จะปล่อยให้สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเราไร้ประโยชน์

เราสามารถที่จะแบ่งปันประสบการณ์ ความทุกข์ยากลำบากของเรา ที่พระเจ้าได้ทรงอนุญาตให้เกิดขึ้น และพระองค์ทรงนำพาผ่านมานั้น ให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่นได้ เป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้า เป็นการรับใช้ทางหนึ่งด้วย ซึ่งเราเรียกว่าการเป็นพยานนั่นเอง ประสบการณ์ของบางคนก็อาจเป็นพยานให้ผู้คนได้รับรู้ ถึงพระลักษณะของพระเจ้า ได้เห็นถึงพระคุณและความเมตตาของพระเจ้า หรือบางประสบการณ์ก็อาจเป็นพยานในความสัตย์ซื่อของพระเจ้า ในพระสัญญาของพระเจ้า บางประสบการณ์ ก็ให้เห็นถึงการอัศจรรย์ของพระเจ้า แล้วแต่ประสบการณ์ของแต่ละคนจะเป็นอย่างไร


เราจะใช้ประสบการณ์ของเรา ที่ได้ผ่านความทุกข์ยากลำบากมา ให้เป็นพระพรต่อชีวิตคนอื่น เป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างไรบ้าง

ทุกคนมีอยู่แล้ว เราสามารถรับใช้พระเจ้า โดยการเป็นพยานทางฝ่ายพระองค์ เริ่มจากตัวเราที่จะแบ่งปันประสบการณ์ให้กับผู้อื่น เราควรจะมีท่าทีอย่างไร หรือคิดอย่างไร ถึงจะทำให้การแบ่งปันหรือคำพยานนั้น เป็นประโยชน์สูงสุด และเป็นไปตามคำสอน



อันดับแรกเลย ก็คือ จะต้องเปิดใจก่อน

เราจะต้องเป็นพยานด้วยการเปิดใจ พูดถึงประสบการณ์ความทุกข์ยากลำบากของเรา ที่เราเผชิญมา

ตัวอย่างเช่น อาจารย์เปาโลที่ได้บรรยายความในใจของท่าน เกี่ยวกับความทุกข์ยากลำบากในการเป็นผู้รับใช้พระเจ้าอย่างแท้จริง


2 โครินธ์ 6:4-10

“แต่เราผู้เป็นคนรับใช้ของพระเจ้า ได้กระทำตัวให้เป็นที่ชอบในการทั้งปวง โดยความเพียรอดทนเป็นอันมาก ในความทุกข์ยาก ในความขัดสน ในเหตุวิบัติ ในการถูกเฆี่ยน ในการที่ถูกจำคุก ในการวุ่นวายในการงานต่างๆ ในการอดหลับอดนอน ในการอดอาหาร โดยความบริสุทธิ์ โดยความรู้ โดยการไม่โกรธเร็ว โดยใจกรุณา โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยความรักแท้ โดยถ้อยคำสัตย์จริง โดยฤทธิ์เดชของพระเจ้า ใช้เครื่องอาวุธแห่งความชอบธรรมด้วยมือขวาและมือซ้าย ทั้งเวลามียศและเวลาอัปยศ ทั้งเวลาลือกันว่าชั่ว และเวลาลือกันว่าดี ถูกเขาหาว่าเป็นคนที่ล่อลวงเขาให้หลง แต่ยังเป็นคนสัตย์ซื่อ ถูกเขาหาว่าเป็นคนไม่มีใครรู้จัก แต่ยังเป็นคนที่เขาทั้งหลายรู้จักดี เป็นคนตาย แต่ดูเถิดเรายังเป็นอยู่ เป็นคนถูกเฆี่ยนแต่ยังไม่ตาย เป็นคนที่มีความทุกข์ แต่ยังมีความยินดีอยู่เสมอ เป็นคนยากจน แต่ยังทำให้คนเป็นอันมากมั่งมี เป็นคนไม่มีอะไรเลย แต่ยังมีสิ่งสารพัดบริบูรณ์”


เปาโลได้เล่าถึงประสบการณ์ความทุกข์ลำบากที่ผ่านมา เยอะแยะมากมาย ทั้งถูกทารุณ ถูกเฆี่ยนตี ถูกดูถูกดูหมิ่น ถูกประนามใส่ร้าย ถูกกล่าวหาอย่างร้ายแรงว่าหลอกลวงคนอื่น ถ้าเป็นคนทั่วไป ก็ต้องบอกว่าทั้งชีวิตเจอแต่ความทุกข์ยากลำบาก แต่ท่านบอกว่า “เป็นคนที่มีความทุกข์ แต่ยังมีความยินดีอยู่เสมอ เป็นคนยากจนทางวัตถุ ไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรเลย แต่ก็ได้นำพาผู้คนมากมายให้เกิดความมั่งมี เกิดความร่ำรวยทางจิตวิญญาณ”

ตัวอย่างในข้อนี้ให้เห็นถึงลักษณะการเปิดใจของเปาโล ในการแบ่งปันประสบการณ์ความทุกข์ลำบากของตัวเอง ที่ได้เผชิญมาอย่างไม่ปิดบัง


2 โครินธ์ 16:11-13

“ดูก่อนท่านชาวโครินธ์ เราพูดกับท่านอย่างไม่ปิดบังเลย และใจของเราก็เปิดรับท่าน ใจของท่านทั้งหลายมิได้ปิดเพราะเรา แต่ปิดเพราะความรู้สึกของตนเอง ในการตอบสนอง ข้าพเจ้าขอพูดกับท่านเหมือนพูดกับบุตร คือจงเปิดจิตใจของท่านเถิด”


แต่เสร็จแล้วเราก็ผ่านชีวิตช่วงนั้นไปได้โดยพระเจ้า

ถ้าเราจะเป็นพยาน ไม่ต้องอายว่าสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้น ไม่ต้องอายว่าเราเป็นหนี้สิน ไม่ต้องอายที่เรามีสุขภาพที่แย่ แล้วก็ทุกข์ทรมานด้วยสุขภาพที่แย่นั้น หลายครั้งที่เราต้องเรียกร้องต่อพระเจ้า แล้วก็ทนไม่ไหว แต่เสร็จแล้วเราก็ผ่านชีวิตช่วงนั้นไปได้โดยพระเจ้า ไม่ต้องอาย ต้องเปิดใจ บอกให้หมดเลยว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตของเราบ้างที่ลำบาก ที่แย่ๆ อีกมากมายในชีวิตส่วนตัวของแต่ละคน พระเจ้าจะใช้ตรงนั้นให้เป็นประโยชน์ในชีวิตของเรา เพื่อผู้อื่นที่เขาทุกข์ลำบากเหมือนกัน จะได้รับการหนุนจิตชูใจ



อันดับที่สอง คือ ต้องถ่อมใจ



ยอมรับความผิดพลาดที่ผ่านมาว่ามันผิดพลาดอย่างไร

เรามาดูตัวอย่างในหนังสือ 1 ทิโมธี 1:15-16 “คำนี้เป็นคำจริงและสมควรที่คนทั้งปวงจะรับไว้ คือว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาในโลก เพื่อจะได้ทรงช่วยคนบาปให้รอด และในพวกคนบาปนั้นข้าพเจ้าเป็นตัวเอก แต่ว่าเพราะเหตุนี้เองข้าพเจ้าจึงได้รับพระกรุณา คือว่าเพื่อพระเยซูคริสต์จะได้ทรงสำแดงความอดกลั้นพระทัยทุกอย่าง ให้เห็นในตัวข้าพเจ้าซึ่งเป็นตัวเอกนั้น ให้เป็นแบบอย่างแก่คนทั้งปวงที่จะเชื่อในพระองค์ แล้วรับชีวิตนิรันดร์”


มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป แต่ในบรรดาคนบาปทั้งหมด เปาโลยอมรับด้วยความถ่อมใจว่าเปาโลเป็นคนบาปที่หนักที่สุด เลวอันดับต้นๆ

ยอมรับเลยว่าเป็นตัวเอกในเรื่องของความไม่ดี ความชั่ว เปาโลยอมรับว่าในอดีตที่ผ่านมาเคยทำความผิดบาปมากมาย แต่แม้จะบาปมากขนาดไหน ก็ยังได้รับการอภัยโดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์


ในพระคัมภีร์ได้กล่าวถึงสิ่งที่อาจารย์เปาโลเคยทำไว้ในอดีต ก่อนมารับใช้พระเจ้า อย่างเช่น ได้ร่วมกันฆ่าสเทเฟน ร่วมกันข่มเหงคริสตจักร



กิจการ 8:1-3

“การที่เขาฆ่าสเทเฟนเสียนั้น เซาโลก็เห็นชอบด้วย คราวนั้นเกิดการข่มเหงคริสตจักรครั้งใหญ่ในกรุงเยรูซาเล็ม และศิษย์ทั้งปวงนอกจากพวกอัครทูต ได้กระจัดกระจายไปทั่วแว่นแคว้นยูเดียกับสะมาเรีย ผู้ที่เกรงกลัวพระเจ้าก็ฝังศพสเทเฟนไว้ แล้วคร่ำครวญอาลัยถึงท่านอย่างยิ่ง ฝ่ายเซาโลพยายามทำลายคริสตจักร โดยเข้าไปฉุดลากชายหญิงจากทุกบ้านทุกเรือน เอาไปจำไว้ในคุก”



ทุกคนก็เป็นคนบาปหมด ดังนั้นเราต้องถ่อมใจ ถ้าเป็นพยานทางฝ่ายพระเจ้าแล้ว ต้องยอมรับว่าเราเป็นคนบาป เราทำชั่วอะไรไว้บ้าง ทำอะไรที่ไม่ดีไว้บ้าง แล้วพระเจ้าช่วยเรา อภัยให้เรา ให้เราได้รับชีวิตใหม่ ให้เราเลิกจากความบาปเหล่านั้น อย่างนี้ก็เป็นคำพยานต่อผู้คนมากมาย ให้เกิดความเชื่อ เพราะว่าไม่มีใครดีพร้อม สมบูรณ์ทุกประการ ทุกคนเคยทำบาปมาทั้งสิ้น แต่เมื่อทำบาปแล้ว รู้สึกสำนึก กลับใจใหม่ พระเจ้าก็ทรงอภัยให้ และเราก็ใช้ประสบการณ์ความผิดพลาดของเรา ในการประกาศให้ผู้คนได้เห็นถึงพระคุณที่ได้รับจากพระเจ้า อย่างนี้ เป็นการใช้ความผิดบาปในอดีตให้เกิดประโยชน์ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราเก็บความผิดบาปนั้นไว้ในใจ แล้วก็ไม่ยอมสารภาพบาปนั้น ก็กลายเป็นที่เขาเรียกกันว่าตราบาปที่อยู่ในใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจลำบาก เหมือนติดคุกในใจ

ถ้าเราสารภาพ แล้วเราตั้งใจจริง แล้วเรากล้าบอกกับคนอื่น

เราจะหลุดและเป็นอิสระ



การยอมรับความผิดพลาดในอดีต คือ การยอมรับในสัจธรรมว่าภายใต้เนื้อหนังมนุษย์ เราไม่สามารถควบคุมความคิดและการกระทำของเราได้ 100% ไม่มีทางเลย แม้แต่อัครทูตอย่างเปาโล ก็ยังยอมรับว่าทั้งเนื้อหนังและการกระทำของเขา และจิตวิญญาณต่อสู้กันตลอดเวลา ดังในหนังสือโรม 7:16-23 บันทึกไว้อย่างนี้ว่า

โรม 7:16-23

“เหตุฉะนั้น ถ้าข้าพเจ้าทำสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาที่จะทำ และข้าพเจ้ายอมรับว่าธรรมบัญญัตินั้นดี ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมิใช่ผู้กระทำ แต่ว่าบาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้ทำ ด้วยว่าในตัวข้าพเจ้า คือในตัวของข้าพเจ้าไม่มีความดีประการใดอยู่เลย เพราะว่าเจตนาดีข้าพเจ้าก็มีอยู่ แต่ซึ่งจะกระทำการดีนั้นข้าพเจ้าหาได้กระทำไม่ ด้วยว่าการดีนั้นซึ่งข้าพเจ้าปรารถนาทำ ข้าพเจ้าไม่ได้กระทำ แต่การชั่วซึ่งข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาทำ ข้าพเจ้ายังทำอยู่ ถ้าแม้ข้าพเจ้ายังทำสิ่งซึ่งข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะทำ ก็ไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำ แต่บาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้กระทำ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเห็นว่าเป็นกฎธรรมดาอย่างหนึ่ง คือเมื่อใดที่ข้าพเจ้าตั้งใจจะกระทำความดี ความชั่วก็พร้อมที่จะผุดขึ้น เพราะว่าส่วนลึกในใจของข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าชื่นชมในธรรมบัญญัติของพระเจ้า แต่ข้าพเจ้าเห็นมีกฎอีกอย่างหนึ่งอยู่ในกายของข้าพเจ้า ซึ่งต่อสู้กับกฎแห่งจิตใจของข้าพเจ้า และชักนำให้ข้าพเจ้าอยู่ใต้บังคับกฎแห่งบาป ซึ่งอยู่ในกายของข้าพเจ้า”




พระคำตรงนี้ ทำให้เราเห็นว่าตราบใดที่เรายังอยู่ในร่างกายนี้ เราต้องต่อสู้กับความบาปตลอดเวลา เป็นกฎพื้นฐานที่เราต้องยอมรับ

ว่าการต่อสู้ ก็มีแพ้บ้าง มีชนะบ้าง บางครั้งสิ่งที่เรารู้ว่าดี อยากจะทำ แต่ก็ไม่ได้ทำ บางครั้งรู้ว่าไม่ดี ไม่อยากทำ แต่ก็ทำ ซึ่งการยอมรับกฎของความจริง พื้นฐานตรงนี้ จะช่วยให้เราสามารถที่จะถ่อมใจ ยอมรับความผิดพลาดของเราได้ง่ายขึ้น คุ้นๆ ไหมครับว่าในจิตใจของเราเป็นอย่างนี้ หลายสิ่งหลายอย่างที่เรารู้ว่าเป็นสิ่งที่ดี ในพระคัมภีร์ก็บอกว่าเป็นสิ่งที่ดี เราอยากทำ แต่เราทำไม่ได้ หลายสิ่งหลายอย่างที่ในหนังสือบอกว่าอย่าทำเลย ไม่ดี ไม่ถูกต้อง แต่เราก็อดไม่ได้ที่จะทำ อย่างเช่น ความอิจฉาริษยา ความโกรธ ความเกลียด อดไม่ได้ที่จะโกรธเขา อดไม่ได้ที่จะอิจฉาเขา อดไม่ได้ที่จะเกลียดเขา ในนี้ก็บอกแล้วว่าไม่ดี ทุกครั้งที่เราทำไป เราผิดพลาดไป เรารู้ตัวแล้วต้องทำอย่างไร เราก็ต้องมาสารภาพต่อพระเจ้า “พระบิดาช่วยลูกด้วย ลูกไม่อยากจะโกรธเขาเลย แต่ลูกเผลอไป ขอพระองค์ทรงอภัยให้ด้วย ขอบคุณพระเจ้า ในนามพระเยซูคริสต์เจ้า เอเมน” เราแพ้บ้าง ชนะบ้าง แต่พอนานๆ เข้าเราก็คุ้นเคยขึ้นเรื่อยๆ ชนะขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตเราก็จะเปลี่ยนไป ก่อนเป็นคริสเตียนเป็นคนที่หุนหันพลันแล่น เป็นคนที่ชอบโกรธชาวบ้านเขา โดยเฉพาะอยู่ในบ้าน ก็กลายเป็นคนที่สงบลง เงียบลง สุขุม เต็มไปด้วยความรักและไม่โกรธ เราก็สามารถเป็นพยานให้กับผู้คนได้ว่ามาเป็นคริสเตียน มารู้จักพระเจ้าแล้ว เดี่ยวนี้จิตใจสงบขึ้น อย่างนี้เป็นต้น


และเมื่อเรามีท่าทีที่สามารถเปิดใจและถ่อมใจ ยอมรับความทุกข์ยากลำบาก และความผิดในอดีตได้แล้ว มาดูว่าพระเจ้าสามารถใช้ประสบการณ์ความทุกข์ยากลำบากของเรา ให้เป็นประโยชน์อย่างไรบ้าง ต่อบรรดาการงานของพระองค์


ใช้ประสบการณ์ของเราเป็นแบบอย่าง นำพาคนอื่น หนุนจิตชูใจผู้คนที่ต้องประสบปัญหาความทุกข์ลำบาก ในลักษณะเดียวกันกับเรา ใน 2 โครินธ์ 1:4-7

2 โครินธ์ 1:4-7

“พระองค์ผู้ทรงชูใจเราในการทุกข์ยากทั้งสิ้นของเรา เพื่อเราจะสามารถชูใจคนเหล่านั้น ที่มีความทุกข์ยากอย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยความชูใจ ซึ่งตัวเราเองได้รับจากพระเจ้า เพราะว่าเรามีส่วนทนทุกข์กับพระคริสต์มากฉันใด ความชูใจของเราเนื่องจากพระคริสต์ก็มากฉันนั้น ที่เราทนความทุกข์ยากนั้น ก็เพื่อให้ท่านได้ความชูใจและความรอด และที่เราได้รับความชูใจ ก็เพื่อให้ท่านได้รับความชูใจด้วย ซึ่งท่านจะได้รับเมื่อเพียรสู้ทนความทุกข์เหมือนอย่างเราได้ทนนั้น เราจึงมีความหวังแน่นอนในท่านทั้งหลาย เพราะเรารู้ว่า ท่านทั้งหลายได้มีส่วนในความทุกข์ยากของเราฉันใด ท่านทั้งหลายจะได้มีส่วนในความชูใจของเราฉันนั้น”




เพื่อเราจะได้ใช้ประสบการณ์ที่เราได้รับจากพระเจ้า เป็นพระพรให้กับคนอื่น

พระเจ้าอาจให้ความทุกข์ยากลำบากเกิดขึ้นกับเรา เพื่อให้เราได้รับการเล้าโลมใจ ชูใจจากพระองค์ ได้รับการเสริมกำลังจากพระองค์ เพื่อเราจะได้ใช้ประสบการณ์ที่เราได้รับจากพระเจ้า เป็นพระพรให้กับคนอื่น เป็นแบบอย่างนำพาคนอื่นๆ อีกมากมาย ใครจะสามารถเป็นพยาน หนุนใจบรรดาคนที่ตกทุกข์ได้ยากได้ ดีเท่าๆ กับคนที่เคยประสบความทุกข์ยากลำบากมาแล้ว และใครจะสามารถเป็นพยานในความทุกข์ยากลำบาก หนุนจิตชูใจบรรดาคนที่ทุกข์ยากลำบาก ได้มากเท่ากับคนนั้นที่ประสบเรื่องเดียวกันเลย เหมือนกันเลย


ยกตัวอย่างเช่น มีปัญหาครอบครัวเหมือนกันเลย มีปัญหาสุขภาพเหมือนกันเลย มีปัญหาการเงินเหมือนกันเลย แต่เราได้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์เหล่านั้นมาแล้ว โดยพระคุณของพระเจ้า ด้วยความทุกข์ยากลำบากที่เกิดขึ้น พระเมตตากรุณาของพระองค์ทรงช่วย และช่วยด้วยวิธีใด ก็เล่าให้เขาฟัง แค่นั้นเอง แล้วสิ่งนั้นก็ได้เป็นประโยชน์ในการหนุนจิตชูใจ บรรดาผู้คนของพระองค์ที่ทุกข์ยากลำบากเหล่านั้น จะได้ผ่านพ้นวิกฤตตรงนั้นไปได้


อย่างเช่นเรื่องที่จะเล่าให้ฟังเรื่องนี้ … ภรรยาของศิษยาภิบาลคนหนึ่งเพิ่งคลอดลูก 6 เดือน เด็กก็มีสภาพอ่อนแอ อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังอุ้มลูกอยู่นั้น ลูกของเธอก็สิ้นลม คือตายคาอ้อมกอดของเธอเลย ภรรยาศิษยาภิบาลคนนี้ก็กอดลูกไว้ ไม่ยอมปล่อยเลย ศิษยาภิบาลซึ่งเป็นพ่อของเด็ก ก็พยายามขอร่างของเด็กทารกน้อยนี้ เพื่อไปประกอบพิธี แต่ไม่ว่าจะพูดคุยอย่างไร เธอก็ไม่ยอมปล่อยทารกในอ้อมกอด

ปรากฏว่ามีสมาชิกที่โบสถ์คนหนึ่ง เพิ่งสูญเสียลูกชายวัยขวบเศษเมื่อปีที่แล้ว พอเธอได้ยินข่าว ก็รีบไปบ้านศิษยาภิบาล เข้าไปคุยกับภรรยาศิษยาภิบาล เธอไม่ได้ขอร่างทารกน้อยเลย เพียงแต่นั่งคุยให้ฟังถึงประสบการณ์ของเธอ ตอนที่ต้องเสียลูกชายในวัยกำลังน่ารัก และบอกว่าตอนนี้ลูกชายของเธออยู่บนสวรรค์กับพระเยซู และอาจจะกำลังรอเล่นกับเด็กน้อยคนนี้อยู่ก็ได้ และอีกไม่นานเธอก็จะได้ตามไปอยู่กับลูกด้วย



พอได้ฟังเรื่องราวของผู้หญิงคนนี้ โดยที่ไม่มีการเอ่ยปากขอร่างของทารกน้อยเลย ภรรยาของศิษยาภิบาลก็ส่งลูกของเธอให้ และนำไปให้ศิษยาภิบาล เพื่อเตรียมทำพิธี แล้วผู้หญิงทั้งสองคนที่ได้ผ่านความทุกข์ยากลำบากเหมือนกัน เรื่องเดียวกัน ก็คุกเข่าลงอธิษฐานด้วยกัน …



เห็นไหมครับ! หลายครั้งเป็นแบบนี้แหละ เราไม่รู้หรอก เราก็ปล่อยให้พระเจ้านำพาเราไป ใช้ชีวิตของเราไป และพระเจ้าจะใช้สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา ให้เป็นประโยชน์กับคนอีกมากมาย ยิ่งประสบปัญหาความทุกข์ยากลำบากมากเท่าไหร่ พระเจ้าก็จะใช้สิ่งนั้นให้เกิดประโยชน์กับผู้คนมากเท่านั้น



มีอีกเรื่องหนึ่ง … เมื่อหลายปีก่อนหนังสือพิมพ์ของเมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา

ได้ตีพิมพ์ลงข่าวความสำเร็จ ในการผ่าตัดตกแต่งกะโหลกศีรษะให้กับทารก ที่เกิดมาแล้วมีกะโหลกศีรษะที่ผิดปกติ มีรูปร่างผิดปกติ ซึ่งจะไปกดทับเส้นประสาทสมอง และจะส่งผลให้คนไข้มีอาการปวดศีรษะตลอดเวลา และพิการทางสมอง ผลงานความสำเร็จนี้เป็นของนายแพทย์รันมอนโล แห่งมหาวิทยาลัยโตรอนโต



ก็มีคนถามว่าอะไรคือแรงบันดาลใจให้หมอพยายามคิดค้น และทำการทดลองด้วยความอุตสาหะและพยายามอย่างมาก คำตอบคือว่าเพราะลูกชายของหมอเอง เป็นโรคนี้ และก่อนลูกชายจะเสียชีวิต เป็นเวลาหลายปีที่หมอต้องทนเฝ้าดูอาการ ความทุกข์ทรมานของลูกชาย โดยที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้ …

เห็นไหมครับ! เพราะความทุกข์ยากลำบากที่เกิดกับหมอ หมอจึงเข้าใจ ถึงความทุกข์ยากลำบากที่จะเกิดขึ้นกับบรรดาเด็กๆ อีกมากมาย และพ่อแม่ของเด็กๆ อีกมากมาย ไม่อยากให้เขาได้เจออย่างนี้ พระเจ้าก็ใช้ และทนอุตสาหะ บากบั่น ศึกษา ค้นคว้า จนกระทั่งได้วิธีการรักษาขึ้นมา อย่างนี้เป็นต้น


อย่าให้เขาหลุดจากทางของพระองค์ไป

อีกอันหนึ่งที่เห็นชัดๆ เลย เราอธิษฐานให้ลูกของเรา มากเท่าไหร่ที่เราห่วงเขา ห่วงมากที่สุดก็คือกลัวเขาหลงทางจากพระเจ้า ไม่เดินอยู่ในทางพระเยซูคริสต์ ถามว่าเรากลัวเพราะอะไร เพราะเราผ่านมาแล้ว เรารู้ว่าทุกคนต้องมีพระเจ้าอยู่ในชีวิต เรามีประสบการณ์แล้ว เราจึงห่วงลูก จึงอธิษฐานทุกวันทุกคืน “ขอพระเจ้าเมตตา ขอพระองค์ทรงดูแลชีวิตของพวกเขา ให้อยู่ในทางของพระองค์ อย่าให้เขาหลุดจากทางของพระองค์ไป อย่าให้เขาทิ้งพระองค์ ให้เขาติดสนิทกับพระองค์ ให้เขาเจริญเติบโตทางฝ่ายจิตวิญญาณ ให้เขารักพระองค์ ให้เขาสนิทสนมกับพระองค์ ปกป้องคุ้มครองดูแลรักษาชีวิตของเขา ดูแลเขาจากการกระทำผิดบาปทั้งปวงด้วย”


ชีวิตมนุษย์ไม่ได้สิ้นสุดตรงความตายบนโลกใบนี้

พ่อแม่จะอธิษฐานให้ลูกมากที่สุด เพราะรู้ว่าถ้าไม่มีพระเจ้าลำบากแน่ๆ แล้วลำบากอย่างที่สุด ไปจนถึงนิรันดร์กาลเลย ความหวังนั้นอยู่ในพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอด อยู่ในสวรรค์สถาน ในความรอดนิรันดร์กาลที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้ นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ ชีวิตมนุษย์ไม่ได้สิ้นสุดตรงความตายบนโลกใบนี้ แต่ยังมีชีวิตหลังความตายอีก ที่จำเป็นจะต้องให้ความสำคัญ และเอาจริงเอาจัง เรารู้แล้ว แต่ลูกเรายังวัยรุ่นอยู่ หรือยังเด็กอยู่ ยังไม่รู้ เราก็เลยอธิษฐานอย่างสุดขีด เพื่อให้ลูกเราอยู่ในทางของพระเจ้าให้ได้ อย่าให้เขาทิ้งพระเจ้า เห็นไหมครับ เพราะประสบการณ์นี่แหละที่พระเจ้าทรงใช้



และยังมีอีกหลายอย่างที่พระเจ้าทรงสามารถใช้ อย่างเช่น เราไม่ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองในทุกสิ่ง แต่เราใช้ประสบการณ์ของผู้อื่นมาเป็นคนสอนเรา อย่างเช่นการรับประทานอะไรได้หรือไม่ได้ ที่เป็นโทษ เราไม่ต้องไปลองเอง ยกตัวอย่างเช่นปลาปักเป้า ถ้าทำไม่ถูกต้องกิน แล้วจะเป็นพิษถึงตาย



จนกระทั่งมาถึงจุดที่พระเจ้าเท่านั้นคือสิ่งเดียวที่เราเหลืออยู่

พระคัมภีร์ก็มีตัวอย่างเป็นบทเรียน ที่พระเจ้าต้องการสอนเราผ่านทางความทุกข์ลำบาก และเป็นพยานว่า “ฉันได้พบกับความทุกข์ยากลำบากอย่างนี้อย่างนั้นมา และฉันได้วางใจในพระเจ้าอย่างไร และพระเจ้าได้ช่วยฉันหลุดรอดพ้นมาได้อย่างไร” มีคนกล่าวว่าเราจะไม่มีทางรู้เลยว่าในทุกๆ สถานการณ์ พระเจ้าคือสิ่งเดียวเท่านั้นที่เราต้องการ จนกระทั่งมาถึงจุดที่พระเจ้าเท่านั้นคือสิ่งเดียวที่เราเหลืออยู่ และเคยมีผู้ประสพภัยพิบัติธรรมชาติ สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ได้พูดว่า “ถึงแม้เราจะสูญเสียทุกอย่าง แต่เราก็ยังมีพระเจ้า”



จากจุดนี้แหละ ที่พระเจ้าจะได้เริ่มทำงานในชีวิตของเรา

เมื่อหมดทุกสิ่งทุกอย่าง เราก็จะรู้ว่าสิ่งเดียวที่เราเหลืออยู่ และอยู่เคียงข้างเราตลอด คือพระเจ้า และจากจุดนี้แหละ ที่พระเจ้าจะได้เริ่มทำงานในชีวิตของเรา เริ่มให้เราได้เรียนรู้ว่าเมื่อเรามีพระเจ้า ก็เท่ากับมีทุกสิ่ง ให้เราสามารถวางใจในพระเจ้า และให้พระองค์นำเราผ่านในทุกๆ สถานการณ์แห่งความทุกข์ยากลำบากได้ ในหนังสือ 2 โครินธ์ 1:8-10


2 โครินธ์ 1:8-10

“พี่น้องทั้งหลาย เราอยากให้ท่านทราบถึงความทุกข์ยากที่เกิดแก่เราในแคว้นเอเชีย ซึ่งทำให้เราหนักใจเหลือกำลัง จนเราเกือบหมดหวังที่จะเอาชีวิตรอดมาได้ ที่จริงเราคาดว่าเราถึงที่ตายแล้ว แต่ที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อมิให้เราไว้ใจในตนเอง แต่ให้ไว้ใจในพระเจ้า ผู้ทรงโปรดให้คนทั้งปวงฟื้นจากความตาย พระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากมรณภัย และพระองค์จะทรงช่วยเราอีก เราไว้ใจพระองค์ว่า พระองค์จะทรงช่วยเราต่อไปอีก”




แต่พระเจ้าบอกว่าพระคัมภีร์เล่มเดียว ได้รวบรวมวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาในชีวิตของเรา ครบทุกเรื่อง

นอกเหนือจากที่พระเจ้าใช้ประสบการณ์ของพวกเรา ให้เป็นพยานเกี่ยวกับเรื่องการไว้วางใจในพระเจ้า และผ่านพ้นชีวิตแห่งความทุกข์ลำบากแล้ว พระองค์ยังทรงให้เราเป็นพยานว่าถ้าเชื่อถ้อยคำพระเจ้าแล้ว การดำเนินชีวิตจะเป็นพระพร หลายคนเมื่อมีปัญหา ก็พยายามแก้ปัญหาด้วยความคิดตัวเอง ตามแบบอย่างที่โลกเขาทำกัน มีหนังสือวางขายในท้องตลาดกันเยอะแยะ อย่างเช่น “20 วิธีในการแก้ปัญหาชีวิต” “12 วิธีในการทำให้รวย” “7 วิธีในการใช้ชีวิตคู่” “6 วิธีในการประสบความสำเร็จ” “ในความร่ำรวย” อะไรต่างๆ แต่พระเจ้าบอกว่าพระคัมภีร์เล่มเดียว ได้รวบรวมวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาในชีวิตของเรา ครบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องครอบครัว เรื่องการเงิน เรื่องการดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้อย่างไร และรวมไปถึงชีวิตภายภาคหน้าด้วย บางครั้งพระเจ้าก็ปล่อยให้เราดิ้นรน คิดแก้ปัญหาไปเองก่อน แล้วก็พลาดซ้ำๆ จนกระทั่งกลับมาหาพระเจ้า พักพิง พึ่งพิงในถ้อยคำพระเจ้า ให้พระวจนะของพระเจ้านำพาเราผ่านไปได้ เพื่อเราจะได้เรียนรู้ตรงนี้ และจะได้ประกาศออกไป เป็นพยานให้กับคนอื่นได้รับรู้ และนำพาผู้คนมาสู่ถ้อยคำของพระเจ้า


เห็นไหมครับ พอเราได้เรียนรู้ ได้หลุดพ้นจากปัญหาเหล่านี้ เพราะพระคัมภีร์ได้สอนไว้อย่างนี้ๆ ผู้คนก็มาศึกษาถ้อยคำพระเจ้า และได้เรียนรู้จักถ้อยคำพระเจ้า เพราะเป็นถ้อยคำที่มีฤทธิ์อำนาจ สามารถช่วยเราให้พ้นจากปัญหาทุกๆ อย่างในชีวิตของเราได้



สดุดี 119:71-72

“ดีแล้วที่ข้าพระองค์ทุกข์ยาก เพื่อข้าพระองค์จะเรียนรู้ถึงกฎเกณฑ์ของพระองค์ สำหรับข้าพระองค์ พระธรรมแห่งพระโอษฐ์ของพระองค์ ก็ดีกว่าทองคำและเงินพันๆ แท่ง”


จากประสบการณ์ของความทุกข์ยากลำบาก ซึ่งทำให้เกิดความไว้วางใจในพระเจ้า ทำให้เกิดการเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับถ้อยคำพระเจ้า ทำให้เกิดการเรียนรู้เรื่องการพักพิงซึ่งกันและกัน พระคัมภีร์บอกว่า พระเจ้าไม่ได้สร้างมนุษย์ให้อยู่โดดเดี่ยว แต่ให้เราพึ่งพิงซึ่งกันและกัน


1 โครินธ์ 11:11

“ถึงกระนั้นก็ดีในองค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ชายก็ต้องพึ่งผู้หญิง และผู้หญิงก็ต้องพึ่งผู้ชาย”


ในประเด็นตรงนี้ไม่ได้หมายถึงการใช้ชีวิตคู่หญิงชาย แต่เป็นมุมมองให้เห็นว่าพระเจ้าได้สร้างมนุษย์ โดยใส่คุณสมบัติบางอย่างเอาไว้ในผู้หญิง ซึ่งผู้ชายไม่มี และคุณสมบัติบางอย่างเอาไว้ในผู้ชาย ซึ่งผู้หญิงไม่มี และให้ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้ที่จะพึ่งพาซึ่งกันและกัน



ปัญญาจารย์ 4:9-10

“สองคนดีกว่าคนเดียว เพราะว่าเขาทั้งสองได้รับผลของงานดี ด้วยว่าถ้าคนหนึ่งล้มลง อีกคนหนึ่งจะได้พยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น แต่วิบัติแก่คนนั้นที่อยู่คนเดียวเมื่อเขาล้มลง และไม่มีผู้อื่นพยุงยกเขาให้ลุกขึ้น”


ชีวิตเราถ้าไม่เคยต้องการพึ่งพิงใคร เราก็จะไม่รู้จักการให้ผู้อื่นพึ่งพิงด้วยเช่นเดียวกัน คือถ้าเราคิดในใจว่าเราจะไม่พึ่งพาใคร ในขณะเดียวกันเราก็จะไม่ให้ใครพึ่งพาเราด้วย มันเป็นธรรมดา การยอมรับการช่วยเหลือจากคนอื่น ไม่ได้เป็นการเสียศักดิ์ศรี หรือเป็นการแสดงถึงความอ่อนแออย่างที่หลายๆ คนคิด บางครั้งเมื่อเราต้องเผชิญปัญหา หรือความทุกข์ยากลำบาก พระเจ้าก็อาจจะประทานความช่วยเหลือแก่เรา ผ่านทางผู้อื่น ให้เราได้มีประสบการณ์ที่ต้องพึ่งพิงผู้อื่น และเรียนรู้จักที่จะ เป็นที่พึ่งพิงสำหรับคนอื่นต่อไป


เป็นเรื่องธรรมดา บางครั้งเย่อหยิ่ง นึกว่าอะไรต้องมาจากพระเจ้าอย่างเดียว

“มาจากคนไม่เอา ฉันจะรอพระเจ้า” เหมือนกับที่เขาเล่าให้ฟังบ่อยๆ ว่าน้ำท่วมเมืองจนถึงหลังคา มีชายคนหนึ่งหนีขึ้นไปอยู่บนหลังคา แล้วก็อธิษฐานกับพระเจ้า ขอพระเจ้ามาช่วยด้วย สักครู่หนึ่งก็มีเรือมารับ ชายคนนี้ก็บอกว่า “ไม่ไป ฉันอธิษฐานกับพระเจ้า พระเจ้าต้องมารับฉัน พระเจ้าต้องมาช่วยฉัน เพราะฉะนั้นฉันไม่พึ่งพามนุษย์ ฉันไม่พึ่งพาเรือ” เรือก็ผ่านไป อีกสักครู่หนึ่งน้ำก็เข้ามาอีก ขึ้นมาจะถึงสุดแล้ว ไม่มีที่ยืนอยู่แล้ว คราวนี้ส่งเฮลิคอปเตอร์มา เฮลิคอปเตอร์ก็บอกว่า “เอ้า! เร็วขึ้นมาเลย” เขาบอก “ไม่เอา ฉันรอพระเจ้าอยู่ พระเจ้าจะต้องมาช่วยฉัน เพราะฉันอธิษฐานกับพระเจ้าแล้ว” เสร็จแล้วเฮลิคอปเตอร์ก็ผ่านไป จนกระทั่งน้ำขึ้นมาท่วมหลังคา ชายคนนี้เลยตายไป พอขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ เขาถามพระเจ้าว่า “อธิษฐานขอพระเจ้ามาช่วยตั้งนาน พระเจ้าไม่เห็นมาสักทีเลย ไหนบอกว่าอธิษฐานแล้วพระเจ้าจะช่วยไง พระองค์จะทรงช่วยกู้” พระเจ้าก็บอกว่า “เอ้า! ก็ส่งเรือมาตั้งแต่ลำแรกแล้ว ทำไมไม่ไป” เป็นอย่างนี้


ขึ้นอยู่กับพระเจ้าเองต่างหาก

ฉะนั้นคริสเตียนหลายคนก็เคยปิดประตู ไม่ยอมรับการช่วยเหลือจากผู้อื่น โดยคิดว่าเมื่อมีพระเจ้าก็พอเพียงแล้ว เช่นเมื่อเจ็บป่วยก็ไม่ไปหาหมอ เรียกร้องให้พระเจ้ารักษาอย่างเดียว ไม่คิดว่าจริงๆ แล้วหมอและยาก็มาจากพระเจ้าในการประทานการรักษาให้ อันนี้คุ้นๆ ไหมครับ บางคนเป็นอย่างนั้นจริงๆ ผมเองในอดีตก็เคยเป็นอย่างนั้นแหละ อดีตเชื่อพระเจ้ามากๆ จนเว่อร์ไป หมอไม่ได้อยู่ในสายตาเลย “ทำไมต้องมีหมอด้วย ในเมื่อเราวางมืออธิษฐานรักษาคนหายโรคได้” ลืมไปว่าการรักษาคนหายโรคนั้น มันขึ้นอยู่กับพระเจ้า ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมือของเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเชื่อของเราด้วยซ้ำ ขึ้นอยู่กับพระเจ้าเองต่างหาก ก็เลยคิดว่าขนาดเราวางมือรักษาโรคคนอื่นหาย แล้วเราไม่สบาย ทำไมเราต้องไปหาหมอ ใช้ความอดทนเอา มีอยู่ครั้งหนึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่ ปวดหัวมาก ไม่ยอมกินพาราฯ ใช้อธิษฐานเอา ปวดแบบมากๆ ซึ่งมันก็คงทำลายชีวิตของเรา ทำลายสุขภาพของเราไปมาก ปวดหัวจนหลายวัน ไข้ขึ้นสูงก็ใช้เช็ดตัวเอา แล้วก็อธิษฐานๆ แต่แย่นะครับ ที่พูดมันหายไปแล้ว แต่มันทรมานมากเลย ทำไมต้องทรมานถึงขนาดนั้น เพราะในใจคิดอย่างนี้แหละ มีพระเจ้าก็พอแล้ว ไม่ต้องพึ่งหมอหรอก เป็นการคิดที่ผิดมาก แล้วก็เกิดเป็นความเสียหาย สำหรับสุขภาพร่างกายในอนาคตต่อมา ซึ่งเลยไป 3 – 4 วัน ก็ไม่ได้ ในที่สุดก็ต้องกินยาพาราฯ ปรากฏว่าหลังจากที่กินยาพาราฯ 3 – 4 วันยังไม่หายเลย ไข้ยังไม่ยอมลด ซึ่งจริงๆ แล้วควรจะไปหาหมอ เพราะเป็นไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมันไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย พระเจ้ารักษาได้ผ่านทางหมอ


ขึ้นอยู่กับพระเจ้าที่พระองค์ทรงตัดสินพระทัย

นี่คือตัวอย่างอันหนึ่งในชีวิตของผมที่ผ่านมา แล้วเกิดเป็นความเข้าใจมากขึ้น เริ่มรู้สึกมากขึ้นว่าสิ่งที่เขาพูดกันไว้ ที่เขาสอนไว้ว่าพระเจ้าก็ทรงใช้หมอและยามารักษาลูกๆ ของพระองค์ให้หายจากความทุกข์ทรมานเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นป่านนี้ผมคงจะเป็นอะไรแล้วก็ไม่รู้ และอีกหลายๆ เรื่อง ของหลายๆ คนที่เป็นพยาน ที่เราได้ยินได้ฟังเป็นอย่างนี้เหมือนกัน แล้วก็เกิดความทุกข์ลำบาก และไม่ได้เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า เพราะว่าจะพึ่งพระเจ้าอย่างเดียวเลย ไม่คิดเลยว่าหมอและยาก็พระเจ้าเป็นผู้ประทานให้ พระเจ้าก็ทรงประทานสติปัญญาให้กับคนได้เรียนแพทย์ เป็นหมอ ประทานสติปัญญาให้กับนักวิทยาศาสตร์ที่จะค้นคิดหายารักษาโรคขึ้นมา การวางมืออธิษฐานนั้น เป็นน้ำพระทัยพระเจ้า ที่พระองค์จะทรงให้หรือไม่ให้ หายหรือไม่หาย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเชื่อของเราเลย ขึ้นอยู่กับพระเจ้าที่พระองค์ทรงตัดสินพระทัยของพระองค์เอง ว่าจะรักษาคนนี้ด้วยวิธีการอัศจรรย์ไหม



เมื่อก่อนทุกครั้งที่เราวางมือรักษาโรคให้เขาหายนั้น เรารู้สึกว่าความเชื่อของเรา ทำให้เขาหาย และความเชื่อของเขาทำให้เขาหายด้วยเช่นเดียวกัน แต่หลังจากนั้นมาพระเจ้าก็สอนให้เราสังเกตเห็นมากขึ้น ว่าคนนี้หาย ทั้งๆ ที่เราก็ไม่ได้เชื่อนะ เข้าใจไหม เราวางมือไปเฉยๆ เรายังไม่ได้เตรียมพร้อมอะไรเหมือนแต่ก่อนนี้เลย แล้วเราก็ไม่รู้สึกว่าเขาจะหายด้วย เราวางมือไปตามหน้าที่ของเราเท่านั้นเอง ปรากฏว่าเขาก็หายด้วย ง่ายๆ ง่ายกว่าแต่ก่อน แต่ก่อนนี้จะวางมืออธิษฐานที ต้องเตรียมตัวเป็น 4 – 5 ชั่วโมง บางครั้งต้องเตรียมตัวเป็น 2 วัน 3 วัน ต้องอดอาหารด้วย ต้องอธิษฐานหลายๆ ชั่วโมง เพื่อจะสร้าง ที่เราเรียกว่าความเชื่อขึ้นมา แล้วถึงไปวางมือเขา ซึ่งหลายคนอดอาหารไปอย่างนั้น และอธิษฐานมากขนาดนั้น ไปวางมือให้กับเขา ปรากฏว่าเขาก็ตาย



นี่คือประสบการณ์จริงๆ ทำให้เราคิดขึ้นมาว่าตายได้อย่างไร ร้องห่มร้องไห้ต่อหน้าศพเขาเลย เพราะเสียใจ เพราะเราคิดอีกแบบหนึ่ง แต่พระเจ้าทรงเมตตาเรา สอนเรา สอนผม ไม่อย่างนั้นก็แย่กว่านี้ เพราะเราคิดว่าการตายนั้นเป็นสุดๆ แล้ว ปัญหาอยู่ที่ตายหรือไม่ตาย ไม่ใช่ หลังจากความตายแล้ว ยังมีชีวิตนิรันดร์อยู่ พระองค์เป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างไว้ ชีวิตไม่ได้มีแค่บนโลกใบนี้เท่านั้น แต่มนุษย์บนโลกใบนี้เหมือนแค่เตรียมตัว เหมือนโรงเรียนอนุบาล หรือเหมือนกับไข่เท่านั้นเอง ที่กำลังฟักตัว


เมื่อสิ้นสุดชีวิตบนโลกใบนี้แล้ว เหมือนไข่ใบนี้ฟักตัวออกมา แล้วจะเป็นไก่ที่น่ารักดีๆ หรือจะเป็นไก่พิการ

หรือจะเป็นไก่ตาย ดังนั้นชีวิตบนโลกใบนี้ เป็นแค่ไข่เท่านั้นเอง ชีวิตจริงๆ คือหลังความตาย หลังจากทิ้งร่างบนโลกใบนี้แล้ว ซึ่งจะต้องอยู่นิรันดร์ ว่าจะอยู่กับพระเจ้านิรันดร์กาลในสวรรค์สถาน หรือยู่ในนรกนิรันดร์กาล ซึ่งตัดขาดจากพระเจ้า ทุกข์ทรมานมากในบึงไฟนรก ตรงนี้สำคัญกว่า เราลืมคิดถึงสิ่งที่ยาวเหยียด แล้วยังอีกมากมายในน้ำพระทัยพระเจ้าที่เราไม่รู้ ซึ่งเราได้เรียนรู้กันมาแล้ว 5 ตอนว่าน้ำพระทัยพระเจ้าที่เรายังไม่รู้ ยังมีอีกเยอะแยะมากมาย พระองค์ทรงเป็นผู้กำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง ควบคุมทุกสถานการณ์ในชีวิตของเรา


เพราะฉะนั้น ตรงนี้จึงสอนเราว่าถ้าเราพึ่งพิงในพระเจ้า และยอมให้พระเจ้าทำให้เราถ่อมใจลง

สามารถที่จะมีความทุกข์ลำบากเกิดขึ้นกับเรา และสามารถที่จะยอมรับการช่วยเหลือ การพึ่งพิงจากผู้อื่น อย่างเช่น ไม่สบายก็ไปให้หมอดูแล ไปโรงพยาบาลอะไรต่างๆ เหล่านี้ เราก็จะรู้สึกถ่อมใจและยอมที่จะให้พระเจ้าใช้เรา ในการที่เราจะเป็นที่พึ่งพิงให้กับคนอื่นได้เช่นกัน


ที่ยกมา 3 ประเด็นนี้ เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ให้เราได้เห็นว่าทุกๆ ปัญหา ทุกๆ ความทุกข์ยากลำบากที่เกิดขึ้น จะต้องมีอะไรบางอย่างที่พระเจ้าต้องการให้เราได้เรียนรู้ และเพื่อเป็นพยานให้กับคนอื่น คือ.-

1. เรียนรู้ในการที่จะวางใจในพระเจ้า
2. เรียนรู้ที่จะเชื่อฟังถ้อยคำพระเจ้า
3. เรียนรู้ในการพึ่งพิงซึ่งกันและกัน



“พระเจ้า พระองค์ต้องการสอนอะไรลูก”

ใช้ประสบการณ์ของเรา ที่พระเจ้าจะใช้ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้เมื่อเกิดปัญหา เกิดความทุกข์ขึ้น แทนที่จะมัวมานั่งถามว่า “ทำไม” “ทำไมต้องเกิดขึ้นกับเรา” “ทำไมต้องเป็นเรา” ลองเปลี่ยนคำถามว่า “อะไร” “พระเจ้า พระองค์ต้องการสอนอะไรลูก” พระองค์ต้องการให้ลูกเรียนรู้อะไรในการเผชิญกับสถานการณ์นี้” “พระองค์ต้องการให้ลูกเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตของลูก” เพื่อเราจะได้เรียนรู้ และก็แบ่งปันประสบการณ์นี้ให้กับผู้อื่น เป็นพระพร เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นต่อไป



อันดับที่สาม หลายคนมีประสบการณ์ที่ต้องเผชิญกับปัญหาความทุกข์ยากลำบาก แล้วก็ได้รับสิ่งที่ดีๆ ในภายหลัง




โรม 8:28 ที่เราคุ้นเคยกันดี

“เรารู้ว่าพระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียก ตามพระประสงค์ของพระองค์”


เรื่องราวของโยเซฟ ในหนังสือปฐมกาลก็เป็นตัวอย่างที่ดีอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งโยเซฟถูกพี่ชายขายให้กับคนอิชมาเอล ตั้งแต่อายุ 17 ปี แล้วถูกนำไปที่ประเทศอียิปต์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนต้น ถือว่าเป็นความทุกข์ยากลำบากของโยเซฟแน่นอน แต่ตอนหลังโยเซฟก็ได้ดี ได้ทำงานเป็นที่โปรดปรานของกษัตริย์ฟาโรห์ มีตำแหน่งใหญ่โตในอียิปต์ แล้วในที่สุดพวกพี่ชายที่เคยทำให้โยเซฟต้องทนทุกข์ทรมานนั้น ต้องมาขอความช่วยเหลือจากน้องชาย ซึ่งโยเซฟก็ไม่ได้ถือโกรธ แต่กลับบอกว่า “เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ที่ต้องการให้ผ่านความทุกข์ลำบากในครั้งนั้น เพื่อให้เกิดสิ่งดีๆ ในวันนี้นั่นเอง



อันดับที่สี่ สุดท้าย เป็นพยานว่าพระเยซูทรงเป็นความหวังในชีวิตของเรา แม้อยู่ท่ามกลางความทุกข์ยากลำบาก

เราก็สามารถประกาศให้ผู้คนได้เห็นว่า เรายังคงมีสันติสุขและมีความหวังอยู่เสมอ เพราะเราหวังในพระเยซูคริสต์
1 เปโตร 3:14-15 “แต่ถึงแม้ว่าท่านทั้งหลายต้องทนทุกข์ เพราะเหตุประพฤติการชอบธรรม ท่านก็เป็นสุข อย่ากลัวเขา และอย่าคิดวิตกไปเลย แต่ในใจของท่าน จงเคารพนับถือพระคริสต์ว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า จงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อท่านจะสามารถตอบทุกคนที่ถามท่านว่า ท่านมีความหวังใจเช่นนี้ด้วยเหตุผลประการใด แต่จงตอบด้วยใจสุภาพและด้วยความนับถือ”


ความหวังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตของทุกๆ คน

โดยเฉพาะคนที่กำลังเผชิญความทุกข์ลำบาก ยิ่งต้องการมากเป็นพิเศษ ใครที่เจอปัญหาแล้วไม่มีความหวัง ยิ่งทำให้ความทุกข์หนักขึ้นไปอีก ความหวังจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากในชีวิตของเรา แต่ถ้าเราเห็นตัวอย่างจากคนอื่นที่เขากำลังประสบปัญหา เช่น อาจกำลังป่วยอยู่ หรือกำลังขัดสนเงินทองอยู่ แต่ท่าทีเขาไม่ได้รู้สึกกังวลหรือเป็นทุกข์เลย ยังมีสันติสุขอยู่ ยังมีความหวังอยู่ตลอดเวลา เราก็คงอยากได้เป็นแบบนั้นบ้าง คงอยากเดินเข้าไปถามว่า เขามีเคล็ดลับอะไรในการดำเนินชีวิตและเขาก็จะได้ประกาศว่า “เพราะเขามีพระเยซูคริสต์ และมีความหวังในชีวิตนิรันดร์” ตรงนี้แหละที่พระเจ้าอยากให้เกิดขึ้นในชีวิตของเรา เมื่อความทุกข์ยากลำบากเกิดขึ้นกับเรา


“คุณอยู่ได้อย่างไร”

นี่เป็นพยานแทนพี่น้องเราคนหนึ่ง ที่มีปัญหาเรื่องการเงินในธุรกิจที่ทำอยู่ก็ลำบากลำบน มีหนี้สินก็หมุนกันแทบไม่ทัน” ก็คือทัน ใช่ไหม ก็อยู่มาได้ตลอด ยังหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส หนำซ้ำยังเกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมาอีก ขับรถไม่ได้ ตาจะบอดเอาด้วยซ้ำไป ยังนั่งยิ้มอยู่ ให้คนอื่นเขาขับให้ สบาย “ตาจะบอดไม่กลัวหรือ!” “กลัวทำไม ขอบคุณพระเจ้า ดีด้วยซ้ำไปไม่ต้องขับรถเอง ให้คนอื่นขับให้” เพื่อนๆ ก็เกิดความแปลกใจว่าชีวิตอย่างนี้มีด้วยหรือ! ก็มีสิ เขาก็จะเล่าต่อไปว่าที่เขามีความคิดอย่างนี้ได้ มีความเชื่ออย่างนี้ได้ มีความหวังใจอย่างนี้ได้ ก็เพราะว่าเขามีความหวังใจ ในองค์พระเยซูคริสต์เจ้าในชีวิตนิรันดร์ พระเจ้าสถิตอยู่กับเขาเสมอ อยู่กับเขาตลอดเวลา สิ่งนี้เป็นสิ่งดีที่เกิดขึ้นกับเขา พระเจ้ากำลังสอนอะไรบางอย่าง พระเจ้ากำลังดูแลชีวิตของเขา ให้เจริญเติบโตทางฝ่ายจิตวิญญาณ นี่ก็คือคำพยานชีวิต


ดังนั้นสรุปแล้วความทุกข์ที่เกิดขึ้น เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า

เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้ไร้ประโยชน์ การที่เราจะใช้ความทุกข์ความลำบากที่เกิดขึ้นกับเรา ให้เป็นประโยชน์นั้น เราต้องเปิดใจในการเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาของเรา ด้วยความถ่อมใจ และยอมรับความบาปผิดในอดีต และรับการอภัยจากพระเยซูคริสต์


สิ่งที่พระเจ้าใช้ประโยชน์จากเราได้ จากประสบการณ์เผชิญความทุกข์ยากลำบากที่ผ่านมา ก็คือ.-

(1) นำไปหนุนจิตชูใจคนอื่น ที่ต้องประสบความทุกข์ยากลำบากในลักษณะเดียวกันกับเรา
(2) เรียนรู้และแบ่งปันบทเรียนที่ได้เรียน เช่น การวางใจในพระเจ้า การเชื่อฟังถ้อยคำพระเจ้า และการพึ่งพิงซึ่งกันและกัน
(3) เป็นพยานว่าพระเจ้าทำให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่งได้
(4) เป็นพยานว่าพระเยซูคริสต์เป็นความหวังสูงสุดในชีวิต


และนี่คือความหมายของทั้งหมด ที่พระเจ้าจะสามารถใช้ความทุกข์ยากลำบากที่เกิดขึ้นกับเรา ให้เป็นประโยชน์ต่อการงานของพระองค์ ในการรับใช้ผู้อื่นต่อไป ขอพระเจ้าอวยพรครับ


นคร เวชสุภาพร

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2552

เงินตะลันต์

เงินตะลันต์
http://www.thaisermons.com/index.php?option=com_content&task=view&id=192&Itemid=55

มธ. ๒๕.๑๔-๓๐
คำนำ
มัทธิวได้บันทึกในพระคัมภีร์ตอนนี้เป็นเรื่อง “เงินตะลันต์” หรือการใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณเพื่อการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า ได้กล่าวถึงชายสี่คน คนแรกเป็นนาย และอีกสามคนเป็นทาส(คนรับใช้) และได้กล่าวถึงความรับผิดชอบของแต่ละคนว่าคนไหนที่ฉลาดและใช้ความสามารถมากน้อย ก็ดูได้จากระทำของเขา!
เรื่องตัวอย่าง มีหญิงชราคนหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ได้เก็บเงินของตนเองและซ่อนไว้ในฟูกราวสี่หมื่นบาท และนอนทับอยู่เป็นเวลานานถึง ๔๐ ปีโดยไม่มีผู้ใดทราบเลย วันหนึ่งนางเสียชีวิตลง และลูกชายได้ขนฟูกออกไปทิ้ง ก็สังเกตเห็นว่าในที่นอนนี้มีลักษณะเป็นกระดาษจึงฉีกดูก็พบเงินจำนวนดังกล่าว อนิจจา นางเสียชีวิตไปโดยไม่มีโอกาสใช้เงินนั้นเลย

ผู้เป็นนาย (ข้อ ๑๔-๑๕)

พระคัมภีร์กล่าวถึงนายคนนี้เป็นคนใจดี ไว้วางใจทาส แทนที่เขาจะเก็บเงินเอาไว้เอง แต่กลับแจกจ่ายให้ทาสเอาไปลงทุน

คนแรกได้รับเงิน ๕ ตะลันต์ คนที่สองได้รับสองตะลันต์ และคนที่สามได้รับหนึ่งตะลันต์ เงินหนึ่งตะลันต์มีน้ำหนัก ๔๐ กิโลกรัม และมีการเทียบค่าของเงินหนึ่งตะลันต์มีค่าเท่ากับสี่หมื่นบาทของไทยเรา มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมทาสแต่ละคนได้รับเงินไม่เท่ากัน นี่แสดงว่าผู้เป็นนายเลือกที่รักมักที่ชังหรือเปล่า?

คำตอบก็คือ นายให้เงินแต่ทาสแต่ละคนตามความสามารถ เขารู้ว่าใครมีความรับผิดชอบมากน้อยแค่ไหน มอบให้ตามความพอดีและจะไม่มอบให้มากเกินไปหรือน้อยเกินไป

บทเรียน : พระเจ้าทรงให้ความสามารถแก่คริสเตียนแต่ละคน ซึ่งเราเรียกว่า “ของประทานฝ่ายวิญญาณ" (Gift of Holy Spirit) หรือความสามารถพิเศษ ซึ่งบางคนมีมากและบางคนมีน้อย เพื่อให้ใช้ในการปรนนิบัติพระองค์ตามความเหมาะสม

ในของประทานฝ่ายวิญญาณอย่างน้อย ๑๗ อย่าง บางคนบอกว่าจริงๆแล้วเมื่อศึกษาพระคัมภีร์อย่างถี่ถ้วนจะพบว่าของประทานฝ่ายวิญญาณมีมากถึง ๒๕ อย่าง (รม. ๑๒.๔-๘, อฟ. ๔.๑๒, ๑ ปต. ๔.๑๐-๑๑, ๑ คร. ๑๒.๘-๑๐,๒๘)
บทเรียน : ประการแรก ทันทีที่คนใดคนหนึ่งกลับใจใหม่และเป็นคริสเตียน เขาจะได้รับของประทานฝ่ายวิญญาณจากพระเจ้า ประการที่สอง จงอ่านพระคัมภีร์เหล่านี้และค้นหาของประทานฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าทรงประทานแก่ท่าน
หน้าที่ความรับผิดชอบ (ข้อ ๑๖-๒๕)
พระคัมภีร์บันทึกว่า ทาสคนแรกได้รับเงินจากนายเป็นจำนวน ๕ ตะลันต์ จึงเอาไปค้าขายทันทีและได้กำไรมาเท่าตัว (ข้อ ๑๖) คนที่สองก็เช่นเดียวกัน เมื่อรับเงินมา ๒ ตะลันต์แล้วก็เอาไปลงทุนและได้กำไรมาอีกเท่าตัว (ข้อ ๑๗)
ส่วนทาสคนที่สามทำแปลกกว่าเพื่อน เมื่อได้เงินมาหนึ่งตะลันต์ ก็ไปขุดดินและซ่อนเงินตะลันต์นั้นไว้(นี่เป็นธรรมเนียมของคนยิว ซึ่งมักจะซ่อนเงินทองของตนเองไว้ในดินหรือตามโพรงและฝาผนังของบ้าน) ชายคนนี้ไม่ได้ทำเสีย แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ทำดี (แบบ “ความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ”) ต่อมาภายหลังเขาชี้แจงต่อผู้เป็นนายว่า “เพราะนายใจแข็ง และชอบเกี่ยวผลที่มิได้หว่าน เก็บส่ำสมสิ่งที่มิได้โปรย วิธีที่ปลอดภัยที่สุดก็คือซ่อนเงินเอาไว้” (ข้อ ๒๔-๒๕) หรืออีกนัยหนึ่งเขากำลังต่อว่านายเป็นคนเห็นแก่ตัว
คำตอบของนาย (ข้อ ๒๖-๓๐)
ขอให้สังเกตการบริภาษของนายต่อทาสที่มิได้ได้รับผิดชอบสิ่งที่มอบหมายให้เท่าที่ควรจะเป็น
๑) ไอ้ข้าชาติชั่ว
เป็นคำด่าที่เจ็บแสบมาก แสดงถึงว่าทาสคนนี้ไม่มีความดีประการใดอยู่เลย แม้ว่าเงินมิได้สูญไป แต่เขาก็ไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา
๒) ไอ้คนเกียจคร้าน
พระคัมภีร์ได้ให้ภาพของสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่มีอาการเฉื่อยชาชอบนอนขดตัวอยู่บนต้นไม้ตลอดทั้งวัน เอาแต่กินกับนอนเท่านั้น คนไทยรู้จักคำว่า “ขี้เกียจจนตัวขึ้นขน” หรือพวกสันหลังยาว (เอาแต่นอนตลอดเวลา)
สิ่งที่นายทำลงไปคือ “ยึดเงินตะลันต์จากทาสคนที่สามนี้ไปให้แก่คนที่หนึ่ง” (ข้อ ๒๘) เพราะเห็นว่าขืนให้เก็บเอาไว้ก็ไม่เกิดดอกออกผลแต่อย่างใด

สรุป
ในพระคัมภีร์ตอนนี้ พระเยซูคริสต์กำลังสอนเรื่องความรับผิดชอบของคริสเตียนทุกคน
ตัวอย่าง มีเรื่องเล่าวว่า เมื่อครั้งที่มอทท์คิดค้นการส่งโทรเลขได้เป็นครั้งแรก เขาส่งข้อความว่า “มีอะไรบ้างที่พระเจ้ามิได้ประทานแก่ท่าน?”
มีอะไรบ้างที่พระเจ้ามิได้ประทานแก่คริสเตียน พระองค์ทรงให้ชีวิต กำลังกาย สติปัญญา ความสามารถ
ข้าวของเงินทอง เครื่องใช้ไม้สอย คำพูด เสรีภาพ ฯลฯ แต่เราได้ใช้สิ่งเหล่านี้ให้เกิดผลในพระราชกิจของพระองค์อย่างไรบ้าง
ในวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จกลับมา เราจะได้รับคำชมเชยหรือคำแช่งสาป?

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2552

การสอนให้ทำความดีด้วยชีวิตจริง

เผยพระวจนะพระธรรม มาระโก 3:1-6


หัวข้อ : “การสอนให้ทำความดีด้วยชีวิตจริง”


สันติ แดงเรือน อาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน 2006


คำนำ


พี่น้องจำภาพทั้งสองที่กำลังฉายได้หรือไม่ ภาพแรกเป็นรูปต้นบอนไซที่ปลูกในกระถาง แม้จะสวยเพียงใดก็ไม่โต ส่วนภาพที่สองเป็นรูปต้นมัสตาร์ดที่เจริญเติบโตสามารถให้นกมาทำรังอาศัยได้ 1 ปีผ่านไปชีวิตของพี่น้องและผมเป็นเหมือนต้นบอนไซหรือต้นมัสตาร์ด?





เนื้อหาสาระ


เมื่อพระกิตติคุณเข้ามาประเทศไทยประมาณปี ค.ศ.1830 คริสเตียนไทยยังไม่มีบุคลากรในการจัดทำหลักสูตรคริสเตียนศึกษา แต่ได้แปลบทเรียนต่างๆให้เข้ากับคนไทยและต่อมาสภาคริสตจักรฯ ได้จัดตั้งกองคริสเตียนศึกษาเพื่อจัดหลักสูตรไว้บริการคริสตจักรต่างๆ ด้วยหลักสูตรระดับต่างๆ ปัจจุบันคริสตจักรทั้งหลายต่างมีพันธกิจคริสเตียนศึกษาเป็นของตนเองมีเจ้าหน้าที่หรือผู้รับใช้ดูแลอย่างชัดเจน


การศึกษาพระวจนะของพระเจ้าในชีวิตประจำวันของคริสเตียนดูเหมือนขาดการให้ความสำคัญไปพอสมควร เนื่องจากเรามักอุทิศเวลาให้กับสิ่งอื่นมากกว่า แท้ที่จริง คริสเตียนศึกษาเป็นกระบวนการการเรียนรู้(ศึกษา) ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้เชื่อโดยมีจุดศูนย์กลางที่พระเยซูคริสต์ เน้นความเติบโตขึ้นในด้านความเชื่อและการดำเนินชีวิตที่เรามักบอกว่า “บรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์” ตลอดจนถึงการนำคนมาถึงพระเยซูคริสต์


พันธกิจคริสเตียนศึกษาไม่ใช่งานรวีวารศึกษาเท่านั้น ซึ่งคริสเตียนจำกัดความเข้าใจว่ารวีวารศึกษาเป็นเรื่องของเด็กไม่เกี่ยวกับผู้ใหญ่ ถ้าผู้ใหญ่ก็ต้องคริสเตียนศึกษาหรือการศึกษาพระวจนะ นี่เป็นความเข้าใจที่ผิดถนัด แท้จริงแล้ว คริสเตียนศึกษาเกี่ยวข้องกับทุกพันธกิจของคริสตจักร เนื่องจากกระบวนการนี้ก่อให้เกิด การนมัสการด้วยความเข้าใจ การรับใช้งานต่างๆ อย่างเหมาะสมกับของประทานที่มีอยู่ การสามัคคีธรรมด้วยพื้นฐานความเชื่อที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การมีชีวิตที่เหมือนพระคริสต์ก็ผ่านกระบวนการนี้ ดังที่ชีวิตคริสเตียนได้พัฒนา 5 ด้าน คือ


1.พัฒนาความรู้ถึงพระวจนะของพระเจ้า คริสเตียนต้องได้รับพระวจนะของพระเจ้าเพื่อเราจะได้ปรับปรุงแก้ไขตนให้ดีและพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง เพื่อพระคริสต์จะทรงสถิตในใจของท่านทางความเชื่อ


2.พัฒนามุมมอง หมายถึงการมองชีวิตในมุมมองของพระเจ้า ด้วยความเข้าใจ สติปัญญาและความหยั่งรู้


3.พัฒนาความมุ่งมั่น หมายถึงการอุทิศชีวิต ค่านิยมและแรงจูงใจ รวมถึงการที่เรายอมตายเพื่อสิ่งที่เรามุ่งมั่น


4.พัฒนาทักษะ หมายถึงความสามารถในการทำบางสิ่งได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง โดยการกระทำและประสบการณ์


5.พัฒนาลักษณะนิสัย เป้าหมายสูงสุดของคริสเตียนศึกษาคือการเปลี่ยนแปลงให้มีอุปนิสัยเหมือนพระเยซูคริสต์ในชีวิตของเรา นั่นคือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน


ดร.เฮนดริคส์ เป็นอาจารย์สอนด้านคริสเตียนศึกษาที่มีชื่อเสียง ครั้งหนึ่งท่านได้พบเด็กชายคนหนึ่งในร้านตัดผมและพูดคุยกัน เมื่อคุยกันได้สักพักท่านถามเด็กคนนั้ว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” เขาตอบด้วยความซื่อว่า “คุณครับ ผมยังไม่เจอใครสักคนที่อยากเลียนแบบ” กรณีนี้ไม่ได้มีอะไรพิเศษมาก เด็กหลายคนไม่ได้แสวงหาครูที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นครูหรือผู้ที่สอนอย่างสัตย์ซื่อต่อสิ่งที่สอนและในห้องหัวใจของเด็กหลายคนเขายังว่างเปล่าสำหรับบุคคลที่เขาสามารถยกย่องได้ หรือหนึ่งในนั้นอาจจะเป็นบุตรหลานของเรา เด็ก ผู้เชื่อใหม่และผู้คนกำลังแสวงหาชายหญิงสักคนที่เข้าถึงพระวจนะของพระเจ้าซึ่งเป็นสิ่งที่มีชีวิต เป็นผู้ที่ศึกษาพระวจนะของพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ ยอมให้พระวจนะของพระเจ้าครอบครองชีวิตจนเขาเกลียดในสิ่งที่พระเจ้าเกลียด และรักในสิ่งที่พระเจ้ารัก เมื่อบุคคลเหล่านั้นรับเอาความจริงของพระเจ้าเข้ามาเป็นส่วนของชีวิต พวกเขาก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงและมีอิทธิพลต่อชีวิตผู้อื่น


ในพระคัมภีร์มัทธิว 5.16 พระเยซูคริสตเจ้าตรัสว่า


“ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์”


พระธรรมมาระโกที่เราได้อ่านด้วยกันนั้น พระเยซูประสงค์สอนสาวกของพระองค์ และผู้ที่จ้องจับผิดพระองค์ด้วยกรอบธรรมบัญญัติ ให้ทำความดี ให้รู้ว่าพระองค์ก็เป็นเจ้าเหนือวันสะบาโต พระองค์สอนและทำให้ดู พระองค์จึงตรัสแก่คนทั้งหลายว่า “ในวันสะบาโตควรจะทำการดี หรือควรจะทำร้าย จะช่วยชีวิตดีหรือจะผลาญชีวิตเสียดี” ซึ่งก็ไม่มีใครกล้าตอบอะไร


การทำดีของฟาริสีเป็นไปอย่างมีเงื่อนไข รวมทั้งเพิ่มเติมข้อปลีกย่อยลงในพระบัญญัติวันสะบาโตเป็นวันเสาร์หรือวันที่เจ็ดของสัปดาห์ตามปฏิทินของชาวยิว เป็นวันบริสุทธิ์ที่ตั้งขึ้นตามพระบัญญัติ เป็นวันหยุดพัก (อพย.20:8-11) หลังจากกลับมาจากการเป็นเชลยที่บาบิโลน ชาวยิวก็ถือเป็นวันนมัสการพระเจ้าด้วย ต่อมาในสมัยของพระเยซู พวกฟาริสีได้เพิ่มกฎบัญญัติมากมาย ได้แต่งเติมกฎบัญญัติหยุมหยิม อันเป็นข้อบังคับและข้อห้ามเกี่ยวกับวันสะบาโต แล้วตู่ว่าเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้า เช่น อย่าเด็ดรวงข้าวในวันสะบาโต ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีมักจะมีแนวโน้มชอบทำให้การรักษาวันสะบาโต กลายเป็นเรื่องยุ่งยากเกินกว่าที่จะปฏิบัติได้ ทำให้ดูเหมือนว่าทุกคนตกเป็นทาสของวันสะบาโต ซึ่งขัดกับน้ำพระทัยของพระเจ้าที่ “ทรงตั้งวันสะบาโตนั้นไว้เพื่อมนุษย์ มิใช่ทรงสร้างมนุษย์ไว้สำหรับวันสะบาโต และพระองค์ก็เป็นเจ้าเป็นนายเหนือวันสะบาโตด้วย” (มก.2.27-28)


การซึ่งต้องห้ามในวันสะบาโตนั้น ธรรมบัญญัติห้ามชาวยิวทำงานในวันสะบาโต แต่พวกฟาริสีได้เพิ่มรายละเอียดกฎบัญญัติว่า การรักษาคนมือลีบเป็นสิ่งที่สามารถรอทำในวันถัดไปได้ ไม่ใช่สิ่งเร่งด่วนที่ต้องทำในวันสะบาโต เขาจึงจับผิดพระเยซู ด้วยความอิจฉาที่พระองค์ไม่ทำตามคำสอนของพวกเขาและประชาชนก็ตามพระองค์เพิ่มมากขึ้นๆ


พระเยซูทรงถามว่าวันสะบาโตควรทำการดีหรือควรจะทำร้าย เพื่อเน้นเตือนถึงความหมายที่แท้จริงของวันสะบาโตว่า เป็นวันแห่งพระพรสำหรับมนุษย์ทั้งฝ่ายร่างกายและจิตวิญญาณ แต่พระเยซูทรงชี้ให้พวกเขาเห็นชัดเจนว่าวันสะบาโตของพระเจ้ามีไว้เพื่อช่วยชีวิต ไม่ใช่เพื่อทำลายชีวิต ทรงตั้งวันสะบาโตไว้เพื่อให้ร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณของมนุษย์ฟื้นชื่นขึ้น จึงเป็นเหตุให้พระเยซูทั้งเป็นทุกข์ใจเพราะความเขลาของพวกเขา และโกรธที่พวกเขาไม่ยอมทำความดี เมื่อพระองค์ตรัสแก่คนมือลีบนั้นว่า “จงเหยียดมือออกเถิด” เขาก็เหยียดออก และมือของเขาก็หายเป็นปกติ


หลายครั้งเมื่อเราพบเหตุการณ์เช่นนี้ทำให้เราไม่อยากทำความดี เพราะมันช่างยากเสียเหลือเกิน เดี๋ยวก็ถูกจับผิด เดี๋ยวก็ถูกอิจฉา หากมีความคิดแบบนี้ขอให้คิดเสียใหม่เพราะนั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะอาจจะเป็นการทำความดีเพื่ออวดคนอื่นหรือเพื่อหาเกียรติ ชื่อเสียงให้แก่ตนเอง พี่น้องที่รักอย่ากลัวการถูกกล่าวร้ายเพราะทำความดี ถ้าหากเราไม่ทำความดีเราก็มีความบาปแล้ว ยากอบ 4.17 กล่าวว่า “เหตุฉะนั้นผู้ใดรู้ว่าอะไรเป็นความดีและไม่ได้กระทำ คนนั้นจึงมีบาป” ยิ่งกว่านั้นถ้าผู้ที่กล่าวร้ายการทำความดีจะไม่มีบาปหนาเชียวหรือ!


สุภาษิต 17.13 “ถ้าคนหนึ่งคนใดทำชั่วตอบแทนความดี


ความชั่วจะไม่พรากจากเรือนของคนนั้น”


1 ปต.3.13 ได้หนุนใจพี่น้องและผมว่า


“ถ้าท่านทั้งหลายใฝ่ใจประพฤติความดี ผู้ใดจะ


ทำร้ายท่าน 14แต่ถึงแม้ว่าท่านทั้งหลายต้องทนทุกข์ เพราะเหตุประพฤติการชอบธรรม ท่านก็เป็นสุข อย่ากลัวเขา และอย่าคิดวิตกไปเลย”


ในพระธรรม มัทธิว 12:11 พระเยซูได้ใช้ลูกแกะซึ่เป็นสัตว์ที่พวกเขารักเข้ามาเปรียบ -เทียบถึงหัวใจแห่งความรักเมตตาของพระเจ้าที่ทรงประสงค์ให้ทำความดี การช่วยเหลือแกะตัวเดียวที่ตกบ่อในวันสะบาโต พระเยซูต้องการสอนพวกฟาริสีว่า แม้แต่พวกเขาที่เป็นคนรักษากฎอย่างเคร่งครัดยังยอมช่วยเหลือสัตว์ในวันสะบาโต ดังนั้นพวกเขาจึงควรยินดีที่จะช่วยเหลือชายมือลีบคนนี้ด้วย บางทีการทำความดีอาจจะมีกรอบ มีกฎเกณฑ์ แต่พระเยซูไม่ได้สอนเราให้ทำตามตัวอักษรแบบไม้บรรทัดวัด แต่ให้ทำด้วยความเข้าใจ


ดังโจทย์ที่เราได้ยินกันบ่อย คือให้ลากเส้นผ่านจุด 9 จุด โดยใช้เส้นตรงเพียง 4 เส้น และไม่ยกปากกา






Ÿ Ÿ Ÿ Ÿ Ÿ Ÿ


Ÿ Ÿ Ÿ Ÿ Ÿ Ÿ


Ÿ Ÿ Ÿ Ÿ Ÿ Ÿ





ในฐานะที่เราเป็นบุตรของพระเจ้าเราควรสอนบุตรหลานให้ทำความดวามดีบนพื้นฐานแห่งพระวจนะของพระเจ้าด้วยการกระทำให้เป็นตัวอย่าง อย่าใช้แต่คำพูดเท่านั้นจะฝึกสอนคนใช้ไม่ได้ เพราะถึงแม้เขาจะเข้าใจ แต่เขาก็ไม่ฟัง (สภษ.29.19) บางทีกรอบการสอนของเราอาจจะเป็นการพูด เราทะลุกรอบออกไป ทำให้เขาได้เห็น สอนบุตรหลานของเราให้ทำความดีอย่างไม่มีเงื่อนไข ให้นำเขาทำด้วยความเข้าใจ สอนเขาทุกโอกาสที่ยังสอนได้


ในฐานะที่ผมและพี่น้องเป็นพ่อ-แม่,ปู่-ย่า,ตา-ยาย เราควรมีท่าทีในการสอนบุตรหลานของเราในชีวิตประจำวันอย่างไร โมเสสสั่งคนอิสราเอลว่า “จงให้ถ้อยคำที่ข้าพเจ้า บัญชาพวกท่านในวันนี้อยู่ในใจของท่าน 7และพวกท่านจงอุตส่าห์ สอนถ้อยคำเหล่านั้นแก่บุตรหลานของท่าน เมื่อท่านนั่งอยู่ในเรือน เดินอยู่ตามทาง และนอนลงหรือลุกขึ้น จงพูดถึงถ้อยคำนั้น 8จงเอาถ้อยคำเหล่านี้พันไว้ที่มือของท่านเป็นหมายสำคัญ และจงจารึกไว้ที่หว่างคิ้วของท่าน 9และเขียนไว้ที่เสาประตูเรือนและที่ประตูของท่าน” (เฉลยธรรมบัญญัติ6.6-9)


เราเลี่ยงไม่สามารถเลี่ยงการนำเขาอ่านและท่องจำพระคัมภีร์ ได้ เราไม่สามารถเลี่ยงการอธิษฐาน เราไม่สามารถเลี่ยงการเฝ้าเดี่ยว เราไม่สามารถเลี่ยงการทำความดีได้






สรุป


เราจึงพบว่าคริสเตียนศึกษาเป็นกระบวนการเรียนการสอนที่เรียกร้องให้เราดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า เป็นกระบวนการที่เปิดช่องให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานในชีวิตของเราได้ ไม่ใช่การถ่ายทอดเนื้อหาสาระพระคัมภีร์เท่านั้น แต่เป็นการนำพระคัมภีร์มาใช้ในชีวิตจริงดังเช่นที่พระเยซูให้เหล่าสาวกเรียนจากชีวิตจริงของพระองค์ ดังนั้นการสอนคนให้ทำความดีในชีวิตจริง...


1.ให้ทำความดีอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่เพิ่ม ไม่ลดความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า


2.เราต้องปฏิบัติให้เป็นจริงและสอดคล้องกับสิ่งที่สอน


3.สอนให้ทำความดีด้วยหัวใจแห่งความรักเมตตาของพระเจ้า


ครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่แดน คลาร์ก(Dan Clark)เป็นวัยรุ่น เขากับพ่อไปยืนต่อแถวซื้อตั๋วชมละครสัตว์ ในที่สุดเหลืออีก 1 ครอบครัวเท่านั้นเขาก็จะได้ซื้อ ครอบครัวที่อยู่ข้างหน้านั้นสะดุดใจเขามาก เขามีลูกถึง 8 คน ทุกคนอายุต่ำกว่า 12 ขวบทั้งนั้น คุณเดาได้เลยว่าพวกเขาคงมีเงินไม่มาก เสื้อผ้าของพวกเขาราคาไม่แพง แต่สะอาดเอี่ยม เด็กๆ นิสัยเรียบร้อย ทุกคนยืนเข้าแถวจับคู่กันอยู่หลังพ่อแม่ มือคอยจับกันไว้ ทุกคนคุยกันเจี๊ยวจ๊าวเรื่องตัวตลก ช้างและการแสดงอื่นๆ ที่พวกเขาจะได้ดูกันในคืนนั้นด้วยความตื่นแต้น ใครๆ ก็สัมผัสได้ว่าพวกเขาไม่เคยดูละครสัตว์มาก่อน นี่คงจะเป็นช่วงเวลาสุดยอดในชีวิตวัยเด็กของพวกเขาแน่นอน


พ่อกับแม่ยืนอยู่หัวแถวอย่างภาคภูมิใจ แม่เกาะแขนสามี เงยหน้ามองเขาราวกับจะพูดว่า “คุณเป็นอัศวินในชุดเกราะวาววับของฉัน” เขายิ้มและเริงร่าอย่างภาคภูมิ มองหน้าภรรยาราวกับจะตอบว่า “คุณพูดถูกแล้วละ”


หญิงขายตั๋วถามผู้เป็นพ่อว่าต้องการซื้อตั๋วกี่ใบ เขาตอบอย่างภูมิใจว่า “ผมขอซื้อตั๋วเด็ก 8 ใบ และตั๋วผู้ใหญ่ 2 ใบครับ จะได้ดูกันทั้งครอบครัว” หญิงขายตั๋วบอกราคา


ภรรยาของเขาปล่อยมือที่เกาะไว้ ศีรษะตก ริมฝีปากของชายคนนั้นเริ่มสั่น เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อยแล้วถาม “คุณว่าเท่าไหร่นะครับ”


หญิงขายตั๋วบอกราคาอีกครั้ง


ชายคนนั้นมีเงินไม่พอ เขาจะหันมาบอกลูกๆ ทั้ง 8 คนว่าเขามีเงินไม่พอที่จะพาพวกลูกๆ ไปดูละครสัตว์ได้อย่างไรกัน


พ่อของแดนซึ่งยืนดูเหตุการณ์อยู่นั้น จึงดึงแบงค์ 20 เหรียญออกจากกระเป๋าสตางค์ แล้วทำหล่นบนพื้น (เราไม่ร่ำรวยอะไรหรอกครับ!) พ่อของผมก้มลงหยิบแบงค์นั้นขึ้นมา แตะไหล่ชายคนนั้น แล้วพูดว่า “โทษครับ เงินนี่หล่นจากกระเป๋าคุณ”


ชายคนนั้นรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาไม่ได้ขอให้ใครบริจาคทาน แต่เขาซาบซึ้งในความช่วยเหลือที่มากู้สถานการณ์อันสิ้นหวัง สั่นคลอนหัวใจ และน่าอับอายตอนนี้ได้ เขามองตาพ่อผมนิ่ง กุมมือของพ่อด้วยมือทั้ง 2 ข้างของเขา กำแบงค์ 20 เหรียญนั้นแน่น ริมฝีปากของเขาสั่น น้ำตาเอ่อท้นลงอาบแก้มของเขา เขาตอบว่า “ขอบคุณครับ ขอบคุณ เงินนี้มีความหมายต่อผมและครอบครัวมาก”


พ่อของผมกลับไปที่รถแล้วขับกลับบ้าน คืนนั้นเราไม่ได้ดูละครสัตว์แต่เราก็ไม่ได้ไปเสียเที่ยว

คนงานที่ดีของพระเยซู

http://www.cedthai.org/webboard.php?method=webboard&postnew=1&id=140&gid=4

เรื่อง “ทำไมต้องเป็นฉัน ?”
เทศนา

จุดประสงค์= เพื่อให้คริสเตียนมีใจออกประกาศ

ข้อพระคัมภีร์= มธ. 28:18-20;ลก.10:2;อสย.6:6-8

ชื่อเรื่อง= “ทำไมต้องเป็นฉัน ?”

กลุ่มคน= คริสเตียน

คำนำ

ขอบคุณพระเจ้าสำหรับเสียงเพลงอันไพเราะ แต่สิ่งที่บทเพลงกำลังบรรยายถึงนั้น เป็นเรื่องที่น่าเศร้าสำหรับคนที่พบความทุกข์ ทำให้ค่ำคืนนี้ ผมไม่อาจพูดเรื่องราวที่สนุกสนาน ทำให้พี่น้องหัวเราะได้ เป็นเรื่องที่น่าเศร้าสำหรับคนที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์นั้น ๆ ยิ่งถ้าพูดถึงสถานการณ์ทุกวันนี้ บางคนไม่สามารถนอนหลับอย่างมีความสุขได้ บางคนเผชิญความทุกข์ บางคนต้องเผชิญภัยธรรมชาติ บางคนเผชิญภัยความขัดแย้งจากคนด้วยกัน เช่นการก่อการร้าย มีความไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน เยาวชนถูกมอมเมาด้วยยาเสพติด หลายครอบครัวต้องหย่าร้างกัน หลายคนไม่มีทางออกต้องจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย บางชีวิตจบลงตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ด้วยการทำแท้ง เด็กบางคนคลอดออกมาก็ยังถูกทิ้ง เป็นเรื่องที่น่าเศร้าสลดใจ จริยธรรมในสังคมเสื่อมทราม กฎหมายหรือประเพณีของบ้านเมือง ไม่สามารถช่วยให้สังคมหรือคนเรามีชีวิตที่ดีขึ้น

เนื้อหา

พระคัมภีร์ที่จะหาทางออกให้สังคมค่ำคืนนี้ปรากฏ ลูกา 10:2 (อ่านด้วยกัน)“2พระองค์ตรัสกับเขาว่า “ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมากแต่คนงานยังน้อยอยู่ เหตุฉะนั้น พวกท่านจงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของนา ให้ส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวพืชผลของพระองค์”

ชีวิตผมเกิดมาเป็นลูกชาวนา ผมเคยทำนา จึงรู้วิธีการทำนาพอสมควร การทำนานี้ มีอยู่สองช่วงเวลาใหญ่ๆที่สำคัญ ชาวนานั้นต้องรีบเร่ง 1. ช่วงเวลาของการปักดำ ถ้าปักดำไม่ทันฤดู ข้าวจะให้ผลผลิตที่ไม่ดี 2. เวลาที่สอง เวลาของการเก็บเกี่ยว ถ้าเก็บเกี่ยวไม่ทันความเสียหายจะเกิดขึ้นกับผลิตผลที่ได้ ทั้งสองเวลานั้นมีความเสียหายที่แตกต่างกัน ชาวนาบางคน

ต้นฤดูไม่รีบเพราะคิดว่า ถ้าไม่ทัน ก็จ้างคนงานเพิ่ม แต่น่าสงสารเพราะถึงเวลาที่เร่งรีบ แม้มีเงินมากมายจ้าง มีอาหารที่ดี ๆ ให้คนงาน ก็ไม่สามารถหาคนงานดังที่อยากจะได้ ต่างคนต่างเร่งรีบ

เรื่องที่กำลังพูดเกี่ยวข้องอะไรกับคนที่กำลังเจอความทุกข์อยู่ ถ้าเราย้อนดูพระคัมภีร์ ตอนเดียวกันใน มัธทิว 9:36 “36และเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นประชาชนก็ทรงสงสารเขา ด้วยเขาถูกรังควานและไร้ที่พึ่งดุจฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง ”

คนที่ถูกรังควานและไร้ที่พึ่งดุจฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง คงไม่มีใครบอกเขากำลังมีความสุข สถานการณ์ในเวลานั้นคงไม่ต่างอะไรจากสังคมทุกวันนี้ ทำไมสังคมเป็นอย่างนี้? คำตอบง่าย ๆ คนตกจากมาตรฐานที่พระเจ้าทรงสร้างมา

มีหนทางเดียว ที่จะทำให้คนกลับสู่สภาพที่ดีได้คือ ต้องรู้จักและเชื่อในพระเยซูคริสต์ การจะรู้จักและเชื่อนั้นแน่นอนว่า มีหลายหนทางหรือวิธีการ แต่หนทางหรือวิธีการหนึ่งที่จะพูดถึงคืนนี้คือ คนเราต้องได้ยินหรือรับรู้เรื่องราวของพระเยซูคริสต์

ใครจะเป็นคนที่ไปบอกให้ได้ยิน? ตัวเรานั้นแหละที่จะไปบอก คนที่เชื่อบางคนจึงมีคำถามในใจว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน?”

มีเหตุผลอย่างน้อยสามเหตุผล

*เหตุผลแรกว่า ทำไม่ต้องเป็นฉัน คือ

1. เป็นคำสั่งของพระเยซูคริสต์ มธ.28:18-20

- ผู้ที่มีความเชื่อในพระเยซูคริสต์รู้ดีว่า นี้คือพระมหาบัญชาที่ทุกคนต้องกระทำ เราปฏิเสธไม่ได้ว่า

ข้อพระคัมภีร์นี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรา


* เหตุผลประการที่สอง ทำไมต้องเป็นฉันคือ

2. คนที่จะประกาศยังขาดอยู่ ลก.10:2

*เราอ่านแล้วสิ่งแรกที่เราจะตอบสนองคืออะไร ?

- คริสเตียนหลายคนก้มหน้าอ่านพระคัมภีร์ข้อนี้ พอเงยหน้าขึ้นมองซ้ายมองขวามองข้างหน้ามองข้างหลังรีบอธิษฐาน พระองค์เจ้าข้าขอใช้เขา ขอให้เขามีภาระใจมากขึ้นทุกวัน

ตัวอย่าง ให้มองตัวเอง (อ่านแล้วไม่เงยหน้า) เห็นอะไร ? ยืนขึ้นยังก้มหน้าเห็นอะไร ? (อ่าน อสย.52:7)

* เหตุผลประการที่สาม ทำไม่ต้องเป็นฉัน

3. เราทั้งหลายเป็นผู้ที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงจากพระเยซูคริสต์แล้ว อสย.6:6-8

เบื้องหลังอิสยาห์ ก่อนที่อิสยาห์จะตอบรับพระเจ้าว่า เขาเองจะไป เขารู้สึกว่า ตัวเขาเอง มีริมฝีปากที่ไม่สะอาด แต่ทูตของพระเจ้าได้คีบถ่านเพลิงแล้วมาแตะที่ริมฝีปากของเขา และในที่สุดเขาบอกว่า “ข้าพระองค์อยู่ที่นี้ ขอทรงใช้เถิด”

-สำหรับเราพระองค์ชำระหมดทั้งชีวิตของเรา เราสมควรเป็นคนหนึ่งที่จะพูดถึงความดีของพระองค์

ประยุกต์ใช้

- บางคนอาจจะพูดว่า ไม่จำเป็นที่เขาจะประกาศด้วยตัวเอง เขาจะทำงาน แล้วถวายเงินของเขาให้มากที่สุดเพื่อการประกาศ แต่นั่นไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับพันธกิจของพระเจ้า

ตัวอย่าง ผมทำพันธกิจประกาศผ่านกีฬา กับเยาวชน 4-5 ปี มาแล้ว ผมไม่เคยถามหางบประมาณ มีงบสนับสนุนอุปกรณ์กีฬา 100 % มีคนสนับสนุนชุดกีฬาเต็มที่ แต่สิ่งที่พันธกิจต้องการมากที่สุดคือ คนที่มีปากที่จะพูดเรื่องราวของพระเยซูคริสต์

บางคนบอกว่า ไม่มีความรู้พระคัมภีร์ดีพอ การประกาศไม่ใช่เรื่องของความรู้พระคัมภีร์มากน้อย แต่เป็นการที่ผมและคุณ ไปบอกกับคนที่ยังไม่รู้จักและเชื่อในพระเยซูคริสต์ว่า พระเยซูคริสต์มีดีอะไร ทำไม่ผมและคุณถึงเชื่อ บางคนสามารถพูดได้ว่า พระเยซูคริสต์เปลี่ยนตัวเขาเป็นคนละคน พระเยซูคริสต์เปลี่ยนตัวเขาจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะพระเยซูคริสต์สามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้ เราจึงมีความจำเป็นต้องบอกกับคนที่ยังไม่รู้จัก บอกในสิ่งที่พระเยซูคริสต์เปลี่ยนแปลงเรา

ค่ำคืนนี้ หลายท่านเป็นนักศึกษา ท่านอาจจะคิดในใจเมื่อฉันจบแล้วจะประกาศอย่างเต็มที่ หลายท่านเป็นผู้รับใช้ใน คจ. ท่านอาจจะมีความคิดว่า ต้องสอนระวีฯ ต้องเทศนา ไม่เป็นไรจะสร้างสมาชิกให้ออกประกาศ

ถ้าเรามองดูสังคม นับวันความสูญเสียจะรุนแรงมากขึ้น ภัยธรรมชาติ ภัยจากสังคม จริยธรรมตกต่ำ สิ่งเดียวที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้คือ คนต้อง เชื่อในพระเยซูคริสต์

สรุป “ทำไมต้องเป็นฉัน?” ไม่ใช่คำถามที่เราต้องหาคำตอบ เพราะ

- เป็นพระมหาบัญชาของพระเยซูคริสต์ของสำหรับคนที่เชื่อ

-การประกาศยังต้องการคนงาน ที่จะบอกเรื่องราวของพระเยซูคริสต์

-เราทั้งหลายถูกเปลี่ยนแปลงแล้วโดยพระเยซูคริสต์

ถ้าหากความเศร้าสลดเสียใจ ความสูญเสีย เกิดกับคนที่เรารู้จัก เกิดกับญาติพี่น้อง เกิดกับคนที่เรารัก เราจะไม่รีบลุกขึ้นเพื่อให้กำลังใจหรือบอกเรื่องของพระเยซูคริสต์โดยไม่คิดให้เสียเวลาใช่หรือเปล่า อย่ารอจนเขาจากไป อย่างไม่มีวันได้พบได้เจอกันอีกเลย

เราจะตอบสนองต่อพระคำของพระเจ้า ด้วยการร้องเพลงบทนี้ด้วยกัน(ใครจะไปบอก เพลงที่226 หน้า 101 เล่ม 2)

คำอธิษฐาน

“ผ่าทางตัน” (Breakthrough)

Breakthrough
By Tawat Yenjai

ผมตั้งชื่อเรื่องนี้ให้มันดูเท่ๆว่า “ผ่าทางตัน” (Breakthrough)
มีคำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการประสบความล้มเหลวในชีวิต คือท่านจะต้องท่องจำคำเหล่านี้อยู่เสมอทุกๆวัน วันละสามครั้งหลังอาหาร คือคำว่า...
“ไม่มีทาง”
“ทำไม่ได้”
“เป็นไปได้ยาก”
“เมินเสียเถอะ”
“อย่าพยายามเสียให้ยากเลย”
จงคิดและพูดถ้อยคำแห่งการล้มละลายทางด้านความเชื่อเหล่านี้ “ไม่มีใครรักฉัน” “ไม่มีใครช่วยเหลือฉัน” หรือ “ฉันอ่อนแอเกินไป” “ยากจนเกินไป” “ต่ำต้อยและมีความรู้น้อย” “ไม่มีใครยอมให้โอกาสฉันเลย” “ทุกคนวิ่งไปข้างหน้าและละทิ้งฉันไว้เพียงคนเดียว” วันหนึ่ง สมาชิกในคริสตจักรของเราได้นำวีดิโอเรื่อง Mission Impossible แปลเป็นไทยว่า “พันธกิจที่เป็นไปไม่ได้” ซึ่งนำแสดงโดยดารารูปหล่อ ทอม ครุซ ผมชอบฉากแรกที่พระเอกกำลังปีนหน้าผาสูงชันและยากลำบากอย่างยิ่ง ต้องลุ้นด้วยใจเต้นระทึกว่าจะไปรอดไหมหนอ หวาดเสียว ตื่นเต้น ท้าทาย เสี่ยงชีวิต ทุลักทุเลและเกือบพลัดตกลงมาตั้งหลายครั้ง แต่ในที่สุดเขาก็สามารถก้าวขึ้นไปถึงจุดสุดยอด ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่บนภูเขาสูง
นั่นเป็นไตเติ้ลที่บอกว่า พันธกิจนั้นแม้จะยากเย็นแสนเข็ญ แต่ด้วยความเพียรพยายามและอดทน ในท้ายสุดก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม!
ทำให้คิดถึงชีวิตของคริสเตียน ก็อยู่ในทำนองเดียวกัน มีเรื่องที่ตื่นเต้นในฝ่ายจิตวิญญาณ น่าหวาดเสียว ท้าทาย เสี่ยงชีวิต ทุลักทุเล ปีนป่ายหน้าผาแห่งความเชื่อที่สูงชันอยู่ตลอดเวลา ผจญกับการโจมตีของผีมารซาตาน
และเนื้อหนังอยู่ทุกวี่ทุกวัน เปาโลเองแม้ว่าจะเป็นอัครทูตผู้ยิ่งใหญ่ แต่ท่านก็หนีไม่พ้นประสบการณ์ที่เลวร้ายในชีวิต วันหนึ่งท่านก็กล่าวว่า “ข้าพเจ้าคาดว่าข้าพเจ้าถึงตายแล้ว แต่ว่ายังมีชีวิตอยู่”
ในพระธรรมอพยพ ๑๔.๑-๓๑ โมเสสได้พาชนชาติอิสราเอลอพยพออกจากการเป็นทาสของอียิปต์ กำลังเดินทางไปยังคานาอันแผ่นดินของพระสัญญาของพระเจ้า ซึ่งอุดมด้วยน้ำผึ้งและน้ำนม(คงจะเหมือนแหลมทองของไทยที่ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว”) แต่เมื่อพวกเขามาถึงริมฝั่งทะเลแดงก็พบว่าเป็น “ทางตัน!” ตายกับตายเท่านั้น!
เมื่อมองไปข้างหน้าก็มีทะเลใหญ่ขวางกั้น มองไปข้างๆก็มีภูเขาสูงชันและทะเลทรายอันแห้งแล้ง เมื่อเหลียวกลับไปดูข้างหลังก็เห็นกองทัพมหึมาของกษัตริย์ฟาโรห์รุกไล่ติดตามมา พวกยิวนับล้านคนต่างขวัญหนีดีฝ่อ คิดได้อย่างเดียวเท่านั้นคือ วันสุดท้ายในชีวิตมาถึงแล้ว (ไม่แน่ใจว่า พวกเขารีบกล่าวคำอำลากันกันหรือเปล่า?)
แต่พวกเขาลืมไปอย่างหนึ่ง คือ แหงนมองขึ้นไปข้างบน เพื่อขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่
พวกเขาไม่ได้ตระหนักว่า พระเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่!
ในเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนี้ เราจะเห็นว่า ชนชาติอิสราเอลพากันมองดูสถานการณ์ แต่โมเสสมองดูที่พระเจ้า
บทเรียน ในชีวิตของพวกเราหลายครั้งก็เจอะเจอเข้ากับสถานการณ์แบบเดียวกันนี้ เมื่อเรามาถึง “ทางตัน” มองไปทางไหนก็มืดแปดด้าน วิ่งพล่าน อกสั่นขวัญผวา และหาทางออกไม่พบ ทางไหนที่พอมีความหวังอยู่บ้างก็ไขว่คว้าเอาไว้ก่อน ถือเสียว่า “กำขี้ดีกว่ากำตด” แต่ทว่ามันก็เหลวเป๋ว!
เมื่อไม่นานมานี้ หนังสือรายวันฉบับหนึ่งได้ลงข่าวว่า ชายคนหนึ่งเปิดร้านขายของชำในย่านปริมณฑล ตอนแรกก็เป็นไปด้วยดี แต่ต่อมาลูกค้าเริ่มเข้าร้านน้อยลง จึงประสบปัญหาการขาดทุน เขาพยายามหาสาเหตุว่ามันเป็นเพราะอะไร ด้วยการไปเชิญซินแสหรือหมอดู มาดูฮวงจุ้ย (ฮวงจุ้ยเป็นการดูเกี่ยวกับสถานที่ ทิศทางตามหลักของโหราศาสตร์แบบจีน)
“ร้านของลื้อมันทำมาค้าไม่ขึ้น เพราะมีธนาคารแห่งหนึ่งมาตั้งใหม่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม” ซินแสบอก
เจ้าของร้านจึงถามว่า “เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับร้านของผม?”
“ที่หน้าธนาคารนั้นมีการนำเอารูปพญาครุฑสีแดงตัวใหญ่มาติดไว้ พญาครุฑนี่แหละตัวดูดเงินของลื้อไปหมด”
“แล้วซินแสมีทางแก้ไขไหมครับ?”
“มีสิ” หมอดูตอบ “ลื้อไปจ้างคนวาดรูปนางกากีเท่าตัวจริง แล้วเอามาติดไว้ที่หน้าร้านของลื้อ”
“นี่ซินแสพูดเล่นหรือพูดจริง?” เจ้าของร้านถามด้วยความสงสัย
“อั๊วพูดจริง พญาครุฑนี่มันแพ้นางกากี” ซินแสตอบ “มันแก้ทางกันได้เด็ดขาดเลยล่ะ”“???!!”

กลับมาที่ริมทะเลแดงกันต่อนะครับ
ประการแรก “เหยื่อติดกับแล้ว” พระคัมภีร์บันทึกเรื่องของพวกยิวไว้อย่างน่าสนใจ กองทัพอียิปต์รุกไล่ใกล้เข้ามา ฟาโรห์กล่าวถึงชนชาติอิสราเอลว่า “พวกเขาติดอยู่บนบก ถิ่นทุรกันดารกั้นเขาไว้แล้ว” (อพย. ๑๔.๓) หลายครั้งทีเดียวที่ศัตรูของเราคือมารซาตานก็พูดในทำนองเดียวกัน “พวกคริสเตียนติดกับดักแล้ว คราวนี้มันเสร็จเราแน่”
เปโตรได้บอกแก่ผู้เชื่อว่า “ท่านทั้งหลายจงถ่อมใจลงภายใต้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า เพื่อว่าพระองค์จะทรงยกท่านขึ้นเมื่อถึงเวลาอันสมควร จงละความกระวนกระวายของไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงสงบใจ จงระวังระไวให้ดี ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมาร มันวนเวียนอยู่รอบๆดุจสิงห์คำราม เที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้ จงต่อสู้กับศัตรูด้วยใจมั่นคงในความเชื่อ...” (๑ ปต. ๕.๖-๙)
เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสไปประชุมที่จังหวัดชัยนาท พบลูกศิษย์คนหนึ่งซึ่งตอนนี้เปิดร้านขายเครื่องมือตกปลาอยู่ที่นครสวรรค์ เขาได้ให้คู่มือหนังสือตกปลาแก่ผมเล่มหนึ่ง หนังสือเล่มนั้นชื่อ “หมายเด็ด”
ในนั้นบอกถึงนิสัยใจคอของปลาแต่ละชนิด และวิธีทำเหยื่อ ๓๒ ชนิดที่ปลาชอบกิน โอโฮ...มันจะมากมายอะไรปานนั้น แต่ก็มาคิดได้ว่า มารซาตานมีวิธีเยอะกว่านี้ ที่จะทำให้มนุษย์ติดกับดักของมัน!
ประการที่สอง “ตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน” พระคัมภีร์บอกว่า “ชาวอียิปต์ไล่ตามไป มีทั้งม้าและรถรบของฟาโรห์กับทหารม้า กองทัพของท่านมาทันชนชาติอิสราเอลที่ตั้งค่ายอยู่ริมทะเล” (อพย. ๑๔.๙) ผู้อ่านคงจินตนาการถึงความรู้สึกของพวกยิวในขณะนั้นได้ดี พวกเราคริสเตียนก็เช่นเดียวกัน ตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ถูกศัตรูไล่ตามทัน บางคนถูกความยากจนไล่ทัน บางคนถูกดอกเบี้ยและค่างวดไล่ทัน ค่าเล่าเรียน ค่าเช่าบ้าน และความเจ็บไข้ได้ป่วยไล่ตามทัน
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ถูกความผิดบาปไล่ตามทัน เปาโลเตือนคริสเตียนว่า “อย่าให้โอกาสแก่มาร” (อฟ. ๔.๒๗) ในภาษาเดิมแปลได้อีกอย่างว่า “อย่าให้ที่อยู่แก่มาร” ในชีวิตของเรามีบัลลังก์อยู่ และมีพระเยซูประทับอยู่บนบัลลังก์นั้น แต่ชีวิตใดที่ไม่มีพระคริสต์ประทับอยู่ แน่นอน มารซาตานย่อมเข้าครอบครอง
ประการที่สาม “พาเรามาตายทำไม?” ขอให้ดูปฏิกิริยาของชนชาติอิสราเอล เมื่อพวกเขามองเห็นกองทัพของฟาโรห์ ก็เกิดความหวาดกลัวยิ่งนัก ร้องทูลพระเจ้าและบอกแก่โมเสสว่า “หลุมฝังศพในอียิปต์ไม่มีหรือ ท่านจึงพาเรามาตายในถิ่นทุรกันดาร” (อพย. ๑๔.๑๐-๑๑)
ในมุมมองของกษัตริย์ฟาโรห์เห็นว่า “นี่เป็นกับดัก” ในมุมมองของคนยิวเห็นว่า “ที่นี่เป็นหลุมฝังศพ” แต่ในมุมมองของโมเสสคือ “ที่นี่คือโอกาสที่จะได้เห็นฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า” มารซาตานจะตะโกนข่มขวัญคนที่ขาดความเชื่อว่า เห็นไหม เจ้าหนีไม่พ้นหรอก ไปไม่รอด จอดไม่ต้องแจว จมลงตรงนั้นแหละ เออ นี่คือที่ฝังศพของพวกเจ้าล่ะ!คุณจะเชื่อฟังพระเจ้าหรือจะฟังเสียงของจอมลวงโลก?
ประการที่สี่ “คำหนุนใจของโมเสส” จะเห็นว่ามีโมเสสเพียงคนเดียวเท่านั้นที่กล้าหาญ และแสดงความเชื่ออันมั่นคงออกมาในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน ท่านหนุนใจคนยิวว่า “อย่ากลัวเลย จงมั่นคงไว้” (ข้อ ๑๓) ชนชาติอิสราเอลมองดูกองทัพของฟาโรห์แล้วเกิดความหวาดกลัว แต่โมเสสมองดูพระเจ้าแล้วเกิดความฮึกเหิม!
เหมือนเมื่อซาอูลมองดูยักษ์โกลิอัทแล้วคิดว่า “ใหญ่เกินที่จะตี” (To big can’t hit) แต่ดาวิดคิดในทางตรงกันข้าม เมื่อเขาเห็นยักษ์ฟีลิสเตีย เขาเห็นว่า “ใหญ่เกินที่จะตีพลาด” (To big can’t miss) ยิ่งใหญ่ยิ่งดีสิ รับรองตีไม่พลาดแน่!
โมเสสหนุนใจชาวยิวว่า “จงคอยดูความรอดที่มาจากพระเจ้า” (ข้อ ๑๓) เราไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงแต่มีความเชื่อและไว้วางใจพระองค์เท่านั้น สงบใจอธิษฐาน นั่นเป็นการเพียงพอแล้ว “จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า อย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า แล้วพระองค์จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น” (สภษ. ๓.๕-๖)
คนที่วางใจในพระเจ้าจะได้รับพระพร (ยรม. ๑๗.๗)
ในพจนานุกรมของพระเจ้าจะไม่พบคำว่า “ล้มเหลว” หรือ “เป็นไปไม่ได้” พระองค์ตรัสแก่มารีย์ว่า “ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่พระเจ้าทรงกระทำไม่ได้” (ลก. ๑.๓๗) ข้อนี้อ่านแล้วค่อนข้างเข้าใจยากนะ แปลอย่างง่ายๆก็คือ“พระเจ้าทรงสามารถกระทำได้ทุกอย่าง
”พระเจ้าตรัสแก่โมเสสว่า “จงสั่งให้ชนชาติอิสราเอล ลุกเดินหน้าต่อไป” (ข้อ ๑๕) เมื่อโมเสสยื่นไม้เท้าออกไปเหนือทะเลแดง น้ำก็แหวกออก พวกยิวพากันเดินลงไปเหมือนเดินบนดินแห้ง แต่พอกองทัพของฟาโรห์ลงไปบ้าง น้ำทะเลก็กลับทะลักเข้ามาท่วมและพวกเขาจมน้ำตายหมดวันนั้น พระเจ้าทรงช่วยคนอิสราเอลให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของกองทัพอียิปต์ พวกเขาเหลียวไปดูเห็นศพทหารและรถรบลอยเกลื่อน ประชาชนก็ยำเกรงพระเจ้า และเชื่อถือในโมเสสผู้รับใช้ของพระองค์
วิลเลี่ยม แคร์รี่ย์ มิชชันนารีผู้บุกเบิกการประกาศข่าวประเสริฐในอินเดีย มีคำขวัญประจำใจว่า “จงคาดหวังสิ่งใหญ่จากพระเจ้า และจงกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อพระองค์”
คริสเตียนที่รัก เวลานี้มีอุปสรรคปัญหาอะไรในชีวิตของท่านบ้าง?
จงร้องทูลแล้วพระเยซูคริสต์ทรงพร้อมที่จะ “ผ่าทางตัน” ให้แก่ท่าน.

เทคโนโลยี

ดาวน์โหลดโปรแกรมมาใหม่ล่าสุด |

วาไรตี้

ข่าวประจำวัน

สารบัญเว็บไทย

กินลม ชมทะเล ที่มาร์คเฮ้าส์บังกะโล เกาะกูด จ.ตราด

Thailand Map