Custom Search By Google

Custom Search

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2552

คริสตจักรของพระคริสต์

www.thaisermons.com'
คริสตจักรของพระคริสต์
มัทธิว ๑๖.๑๓-๒๐

พระเยซูตรัสว่า “ฝ่ายเราบอกท่านว่า ท่านคือเปโตร และบนศิลานี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้ และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรนั้นก็หามิได้ เราจะมอบกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ให้ไว้แก่ท่าน ท่านจะกล่าวห้ามสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นจะถูกกล่าวห้ามในสวรรค์ และเมื่อท่านกล่าวอนุญาตสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นจะถูกกล่าวห้ามในสวรรค์ด้วย”มธ. ๑๖.๑๘-๑๙

คริสตจักรเป็นจุดเริ่มต้นและจุดสุดท้ายของมนุษย์!เราผู้เชื่อกำลังอธิษฐานและทำตามคำสอนของพระเยซูให้สำเร็จคือ “ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่” ในโลกนี้ ตามสถิติของจังหวัดเชียงใหม่มีคริสตจักรตั้งอยู่ครบทุกอำเภอแล้ว (๒๔ อำเภอ) เมื่อปี ๑๙๘๘ มีคริสเตียนอยู่ ๗ % ต่อมาในปี ๑๙๙๑ มีเพิ่มขึ้นเป็น ๑๐ % และในปี ๒๐๐๒ มีผู้เชื่อเพิ่มขึ้นเป็น ๑๒ % ล่วงเลยมาถึงปี คศ.นี้คงจะมีตัวเลขของผู้เชื่อขยับเพิ่มขึ้นอีก
ตัวเลขนี้ทำให้เราขอบพระคุณพระเจ้า แต่อย่างเพิ่งดีใจ เพราะมีคนบาปอีกถึง ๘๐ กว่าเปอร์เซนต์ ที่ยังไม่ได้รับความรอดและมีชีวิตใหม่ พวกเขาพากันเดินลงไปสู่ความพินาศฝ่ายจิตวิญญาณทุกๆวัน หลายปีมาแล้วผมเคยเขียนไว้ในหนังสือเล่มหนึ่ง (ซึ่งทำให้บางคนไม่พอใจ)ว่า “เมื่อครั้งที่เลดี้ ไดอาน่าเจ้าหญิงแห่งเวลส์ ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตที่ประเทศฝรั่งเศส ภายในเวลาเพียงสองวันคนเกือบทุกมุมโลกได้รับทราบข่าว และพากันโศกเศร้าและไว้อาลัย แต่พระเยซูคริสต์ได้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนมากกว่าสองพันปีแล้ว มีคนเพียงหนึ่งในสามของโลกเท่านั้นที่รับทราบและยอมรับเอาพระองค์
พระเยซูตายเพื่อไถ่ความผิดบาปของมนุษย์!
พระคริสต์เป็นใคร?
ในพระคัมภีร์ตอนนี้ พระเยซูตรัสถามบรรดาสาวกว่า คนทั้งหลายต่างคิดว่าพระองค์(บุตรมนุษย์ )เป็นผู้ใด? นี่เป็นคำถามสำหรับพวกเราทั้งหลายในปัจจุบันด้วยเช่นกัน คือ “คนไทยเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าและพระเยซูคริสต์อย่างไร?”
มีคริสเตียนไทยบางคนได้ประกาศข่าวประเสริฐ โดยพยายามจะเอาเรื่องราวพระศรีอาริยเมตตรัย มาประยุกต์เข้ากับเรื่องนี้ และตีความว่าพระเยซูคือผู้ที่ตำนานโบราณกล่าวถึงนั้นยอห์นผู้ให้บัพติสมา ชาวยิวพวกแรกเข้าใจว่า พระเยซูเป็นยอห์นที่กลับมาใหม่ (ข้อ ๑๔) เขาเป็นผู้ซึ่งนำหน้าพระองค์เพื่อปูทางแห่งข่าวประเสริฐในถิ่นทุรกันดาร โดยประกาศให้ประชาชนกลับใจเสียใหม่และรับบัพติสมาในแม่น้ำจอร์แดน (มธ. ๓) ยอห์นเป็นนักเทศน์ปากกล้า ประณามคนผิดบาปอย่างไม่ไว้หน้า ท่านได้ต่อว่ากษัตริย์เฮโรดอย่างตรงไปตรงมาที่เอาน้องสะใภ้มาเป็นภรรยาของตนเอง และยอห์นจึงถูกประหารชีวิตตามคำสั่งของเฮโรด (มธ. ๑๔)
เอลียาห์ คนอีกกลุ่มหนึ่งเข้าใจว่าพระเยซูทรงเป็นเอลียาห์ ในสมัยพระคัมภีร์เดิม ท่านเป็นผู้เผยพระวจนะที่ดีเด่น รักพระเจ้า กล้าหาญ ไฟแรง ซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา มีประวัติการต่อสู้กับพวกพระบาละบนภูเขาคารเมล โดยเรียกไฟลงมาจากสวรรค์ และฆ่าผู้สอนเทียมเท็จสี่ร้อยคน และท่านมีชัยชนะอย่างงดงาม (ข้อ ๑ พกษ. ๑๗-๑๘) พระเจ้าทรงรับเอลียาห์ขึ้นสู่สวรรค์โดยรถม้าไฟ และมาลาคีได้กล่าวว่าในวาระสุดท้ายเอลียาห์ผู้นี้จะกลับมาอีก (มลค. ๓.๕)
เยเรมีย์และผู้เผยพระวจนะอื่นๆ (ข้อ ๑๔) จากความเข้าใจของประชาชนอิสราเอล ทำให้เราเห็นว่าพระเยซูทรงมีลักษณะของผู้เผยพระวจนะอย่างชัดเจน ดังนั้น พวกเขาจึงคาดเดาว่าพระองค์ต้องเป็นคนหนึ่งคนใดในกลุ่มคนของพระเจ้าที่มีชีวิตอยู่ในอดีต
คนไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมีความคิดและเข้าใจเกี่ยวกับพระเยซูว่า เป็นผู้สอนธรรมะ เป็นศาสดาที่น่าเลื่อมใสศรัทธา เป็นคนดีของสังคม แต่หลายคนก็คิดว่าเป็นศาสนาของฝรั่ง!
สำหรับคริสเตียน : พระเยซูตรัสถามว่า “แล้วพวกท่านเล่า คิดว่าเราเป็นใคร?” (ข้อ ๑๕)
พระคริสต์
“ซีโมนเปโตรทูลตอบว่า ‘พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่’ พระเยซูตรัสกับเขาว่า ‘ ซีโมนบุตรโยนาห์เอ๋ย ท่านก็เป็นสุขเพราะว่ามนุษย์มิได้แจ้งความนี้แก่ท่าน แต่พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงแจ้งให้ทราบ” (ข้อ ๑๗)
พระคัมภีร์ข้อนี้เป็นหลักศาสนศาสตร์ที่สำคัญ ๓ ประการ คือ
หนึ่ง พระคริสต์ ในภาษากรีก Christos (คริสตอส) หมายถึงผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมตั้งไว้เป็นกษัตริย์ ให้มีอำนาจในการครอบครองทั้งในโลกนี้และในสวรรค์ (เรียกชื่อในภาษาฮีบรูว่า “พระมาซีฮาห์”) พระคริสต์เป็นผู้ที่จะครอบครองอาณาจักรแห่งจิตใจและจิตวิญญาณของมวลมนุษย์ผู้คนในปัจจุบันแสวงหาสิ่งที่จะช่วยให้ชีวิตของเขามีความเจริญรุ่งเรือง สิ่งที่นิยมมากคือการดูฮวงจุ้ย (ภาษาจีนกลางว่า “เฟิงฉุ่ย”) เขาบอกว่า ชีวิตของมนุษย์ขึ้นอยู่กับลมและน้ำ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ทำงาน และหลุมฝังศพ ฮวงจุ้ยดีคือด้านหน้าและทิศใต้ต้องมีทิวทัศน์และแหล่งน้ำ ส่วนทางด้านเหนือหรือด้านหลังจะมีภูเขา วิธีที่จะแก้ไขให้ดีก็คือต้องมีการทุบ ย้าย อุด ฯลฯ เขาเล่าว่าบรูซ ลี ดาราภาพยนตร์ชื่อดังของฮ่องกง เคยไปดูฮวงจุ้ยและซินแสบอกว่าเขามีเคราะห์ จะต้องแก้ด้วยการเอากระจกแปดเหลี่ยมติดไว้ที่ต้นไม้ในสวน เพื่อสะท้อนความชั่วร้ายให้ออกไป แต่ต่อมาลมพัดทำให้กระจกบานนั้นหล่นลงมาแตก และบรูซ ลีไม่ยอมไปหาซินแสเพื่อซื้ออันใหม่มาใส่ ดังนั้นเขาจึงต้องเสียชีวิตในเวลาไม่นานนัก
ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน ที่วิถีของหลายคนขึ้นอยู่กับธรรมชาติ และชีวิตของบางคนแขวนไว้กับกระจกแปดเหลี่ยมเล็กๆเพียงบานเดียว!!
สอง พระบุตรของพระเจ้า คำยอมรับของเปโตรในเรื่องนี้ ทำให้พระเยซูทรงพอพระทัยอย่างมาก พระองค์ตรัสภายหลังจากการสนทนากับนิโคเดมัสว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร” (ยน. ๓.๑๖)ใครก็ตามที่สามารถยอมเสียสละลูกชายของตนเพื่อคนอื่นได้นั้น ไม่ใช่ธรรมดาเลย หลายคนยังจำภาพเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศอิหร่านเมื่อเดือนธันวาคม ปี ๒๐๐๓ ได้ มีผู้คนเสียชีวิต ๔ หมื่นคนและไร้ที่อยู่อาศัยอีกราว ๗ หมื่นคน บ้านเรือนเสียหายอย่างหนัก ขณะที่หน่วยกู้ภัยกำลังรื้อซากปรักหังพังอยู่ ก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ที่ใต้อาคารแห่งหนึ่ง เมื่อรื้อสิ่งกีดขวางออกก็พบหญิงคนหนึ่งฟุบหน้าเสียชีวิตมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ที่ในวงแขนของเธอมีทารกน้อยที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้พบเห็นรู้สึกตื้นตันและซาบซึ้งในความรักของแม่ที่ยอมเสียสละชีวิตเพื่อลูกของตน
ลองคิดดูเถิดว่า มนุษย์ผู้เป็นคนบาปยังรักและยอมตายเพื่อลูกของตนเอง ยิ่งกว่านั้นพระเจ้าผู้บริสุทธิ์และเป็นผู้ทรงสร้างโลกและมนุษย์ก็ทรงรักพวกเราซึ่งลูกของพระองค์ โดยส่งพระบุตรคือพระเยซูให้ลงมาตายที่บนไม้กางเขน เพื่อช่วยเราให้รอด
สาม ผู้ทรงพระชนม์อยู่ เวลานั้นเปโตรยังไม่ทราบว่า พระเยซูจะต้องถูกจับและถูกตรึงตายที่บนไม้กางเขน นี่เป็นการกล่าวคำพยากรณ์ว่า พระองค์จะทรงเป็นขึ้นมาจากความตายและทรงพระชนม์อยู่ ตลอดพระธรรมกิจการได้กล่าวถึงเรื่องนี้ คือ “พระเยซูคริสต์ทรงฟื้นคืนพระชนม์ และมีชีวิตอยู่ตลอดไป” ภาษากรีก zao (ซาโอ) คำนี้ปรากฏในพระคัมภีร์ ๑๔๐ ครั้ง หมายถึงคนเป็น, มีชีวิตอยู่, ฟื้นขึ้นมาใหม่, ธำรงชีวิต, ได้รับการเลี้ยงชีพ, ดำเนินชีวิต, และมีชีวิตจำเริญขึ้น
แน่นอน พระหรือเจ้าที่แท้จริงนั้น จะต้องมีชีวิตอยู่ หากว่าพระหรือเจ้า(ศาสดา)องค์ใดที่เสียชีวิต นั่นไม่ใช้พระเจ้าที่แท้จริง ท่านผู้อ่านที่รัก ความจริงก็คือว่า ผู้ที่มีชีวิตอยู่เท่านั้นที่จะช่วยมนุษย์ได้ คนตายไปแล้วย่อมช่วยเหลืออะไรมนุษย์ไม่ได้!บนศิลา
พระเยซูตรัสกับเขาว่า ‘ซีโมนบุตรโยนาห์เอ๋ย ท่านเป็นสุขเพราะว่ามนุษย์มิได้แจ้งความนี้แก่ท่าน แต่พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงแจ้งให้ท่านทราบ ฝ่ายเราบอกแก่ท่านว่า ท่านคือเปโตรและบนศิลานี้เราจะตั้งคริสตจักรของเราไว้ และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรนั้นก็หามิได้’” (ข้อ ๑๗-๑๘)
เกี่ยวกับเรื่องศิลา นี้ว่านักศาสนศาสตร์มีความคิดเห็นแตกต่างกัน คือ
๑.สร้างคริสตจักรบนเปโตร คำแรกที่พระเยซูตรัสว่า “ท่านคือเปโตร” petro หรือ petros (เพตรอส) ในภาษากรีกแสดงถึงเพศชาย หมายถึงความแข็งแกร่งเหมือนหิน ทางฝ่ายนิกายคาทอลิกได้ตีความว่า พระเยซูทรงตั้งคริสตจักรของพระองค์ไว้บนเปโตร และทรงมอบอำนาจสิทธิ์ขาดให้ด้วย ดังนั้น เปโตรจึงเป็นประมุขคนแรกของคริสตจักรที่เรียกว่าโป๊ป หรือสันตะปาปา เป็นผู้เริ่มต้นของอาณาจักรวาติกัน กลายเป็นนักบุญที่ยิ่งใหญ่เหนืออัครสาวกคนอื่นๆ แต่ตามข้อมูลของพระคัมภีร์ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเปโตรเคยไปกรุงโรม
๒.สร้างคริสตจักรบนพระเยซูคริสต์เอง โดยพระองค์ตรัสคำที่สองว่า “บนศิลานี้” ใช้คำว่า petra เป็นศัพท์ที่แสดงถึงเพศหญิง นักศาสนศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่าหมายถึง พระเยซูทรงสร้างคริสตจักรไว้บนพระองค์เอง และอัครทูตอื่นๆก็เป็นเหมือนศิลาพื้นฐานของคริสตจักรเช่นกัน (อฟ. ๒.๒๐, วว. ๒๑.๑๔) มีเหตุผลดังนี้ เปโตรเป็นเพียงสาวกรุ่นแรกที่วางหลักความเชื่อลงในชีวิตของผู้คน แต่ท่านไม่ใช่ผู้อำนาจเด็ดขาด คริสตจักรที่แท้จริงจะตั้งอยู่บนมนุษย์คนหนึ่งคนใดไม่ได้ เปโตรเป็นชาวประมง มีอารมณ์ร้อน เคยปฏิเสธว่าไม่รู้จักพระเยซูถึงสามครั้ง และเมื่อท่านเห็นพระเยซูสิ้นพระชนม์แล้ว ก็หนีกลับไปจับปลาที่ทะเลสาบกาลิลี แม้กระทั่งตอนที่อยู่ต่อหน้าพี่น้องคริสเตียนต่างชาติ ท่านก็ทำตัวสนิทสนมกลมกลืนกับผู้เชื่อชาวต่างชาติ แต่เมื่อพบกับพวกคริสเตียนยิว เขาก็กลับไปร่วมเสวนากับผู้เชื่อชาวยิว และทำท่าดูหมิ่นดูแคลนรังเกียจเดียดฉันท์พี่น้องคริสเตียน
ต่างชาติเหล่านั้น เรื่องนี้ทำให้เปาโลต้องว่าต่อหน้าตรงๆ (กท. ๒.๑๑-๑๔)เปโตรเองก็ไม่ยอมรับว่าตนเองเป็นประมุขของคริสตจักร ท่านได้เขียนจดหมายไปถึงคริสเตียนที่รับการข่มเหงว่า “จงมาหาพระองค์ คือพระศิลาที่ทรงชีวิต ซึ่งมนุษย์ได้ปฏิเสธไม่ยอมรับแล้ว แต่ว่าตามพระดำริของพระเจ้านั้น เป็นศิลาที่ทรงเลือกไว้ และทรงค่าอันประเสริฐ” (๑ ปต. ๒.๔)
คริสตจักร
คริสตจักร(Church) แปลว่า “อาณาจักรของพระคริสต์” ในภาษากรีก ekklesia (เอ็กเคลเซีย) หมายถึงชุมชน(กจ. ๗.๓๘) ที่ประชุม (กจ. ๑๙.๓๒,๓๙) และผู้ที่ถูกเรียกออกมาเพื่อกิจการพิเศษโดยเฉพาะ คนเหล่านี้ได้กลับบังเกิดใหม่ ต้อนรับเอาพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว คำว่าคริสตจักร(เอ็กเคลเซีย)ปรากฏในพระคัมภีร์ใหม่ ๑๑๔ ครั้ง ดังนั้น คริสตจักรจึงไม่ใช่ตัวอาคารหรือโบสถ์ แต่หมายถึงคริสเตียนทุกคนอำนาจแห่งความตายจะมีชัยชนะเหนือคริสตจักรไม่ได้ คำแรก pule (พูเล) ส่วนมากคำนี้จะแปลว่า “ประตู” คำต่อมา hades (ฮาเดส) หมายถึงแดนคนตายหรือแดนมรณา เป็นสถานที่กักขังดวงวิญญาณของคนบาปที่มีแต่ความร้อน การขบเขี้ยวเคี้ยวฟันและความทุกข์ทรมานยิ่งนัก (ลก.๑๖.๒๓) ดังนั้น จึงแปลพระคัมภีร์ข้อนี้อย่างตรงตัวว่า “ประตูของบึงไฟนรกจะไม่สามารถมีชัยชนะต่อคริสตจักร”
กุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ พระเยซูตรัสแก่เปโตรว่า “เรามอบลูกกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ให้ไว้แก่ท่าน ท่านจะกล่าวห้ามสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นจะถูกกล่าวห้ามในสวรรค์ เมื่อท่านจะกล่าวอนุญาตสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นจะกล่าวอนุญาตในสวรรค์ด้วย” (ข้อ ๑๙)
ลูกกุญแจแห่งแผ่นดินสวรรค์ เป็นสัญลักษณ์ของสิทธิ์อำนาจ คนที่ผู้เป็นนายไว้วางใจเท่านั้น ที่จะได้รับมอบให้ถือรักษาลูกกุญแจนี้ไว้ ในพระคัมภีร์กล่าวถึงลูกกุญแจแห่งความตาย (วว.๑.๑๘) และลูกกุญแจของดาวิด (วว. ๓.๗) ในวันเพนเตคอส พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เสด็จลงมาประทับอยู่กับเหล่าสาวก (กจ. ๒) ฤทธิ์เดชจากเบื้องบนได้สวมทับพวกเขา แล้วเปโตรก็ได้รับอำนาจนี้จากพระเยซู โดยเป็นหัวหอกคนสำคัญ ในการประกาศข่าวประเสริฐของพระคริสต์ และก่อตั้งคริสตจักรของพระองค์ขึ้น (กจ. ๑๐-๑๑, ๑๕.๑๙-๒๐) และพระเยซูทรงมอบสิทธิอำนาจให้แก่สาวกทุกคนด้วย (ยน. ๒๐.๒๒-๒๓)
คริสเตียนที่รัก ขณะนี้ลูกกุญแจสวรรค์อยู่ในมือของท่านแล้ว จงไขมันเถิด เพื่อให้มนุษย์ทุกคนได้เข้ามารับความรอด มีสันติสุขและรับชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์.

ข้อคิด

ประการแรกเราต้องระมัดระวังที่จะไม่เพิ่มเติมพระวจนะของพระเจ้า ในขณะเดียวกันก็ไม่ตัดทิ้ง และไม่ดึงเรื่องมาแบบจับแพะชนแกะ (๒ ปต. ๑.๒๐-๒๑, วว. ๒๒.๑๘-๑๙)
ประการที่สอง อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจไขว้เขวในหมู่ชาวพุทธว่า พวกคริสเตียนพยายามที่จะทึกทักโมเมเอา และมีแผนกลืนศาสนาหรือเปล่า? ภาษาสมัยใหม่เรียกว่า “ดูด” ซึ่งเกรงไปว่า จะทำให้เกิดแรงต้านมากกว่าแรงส่ง
ประการที่สาม พระวจนะของพระเจ้าเป็นคำตอบสุดท้าย โดยไม่ต้องการ “ตัวช่วย” ใดๆ พระคัมภีร์เพียงพอแล้วสำหรับการประกาศข่าวประเสริฐ การเป็นพยาน และนำคนมาถึงความรอดและชีวิตนิรันดร์ในพระคริสต์ ขอให้เราตระหนักว่า “พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ตาย และทรงพลานุภาพอยู่เสมอ” (ฮร. ๔.๑๒)

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2552

นับวันของตนเอง

'www.thaisermons.com'
นับวันของตนเอง
สดด. ๙๐.๑-๑๗
คำนำวารสาร TBS News ฉบับมีนาคม ๒๐๐๙ กล่าวถึง “ชีวิตที่ล้มละลาย” โดยตั้งคำถามว่า “ถ้าคุณมีรายได้ ๑,๔๔๐ บาทต่อวัน หรือ ๔๓,๒๐๐ บาทต่อเดือน คุณจะใช้เงินนั้นอย่างไร?” ทำนองเดียวกัน พระเจ้าทรงประทานเวลาให้แก่เราทุกคนเท่าเทียมกันหมด คนละ ๑,๔๔๐ นาทีต่อวัน และ ๔๓,๒๐๐ นาทีต่อเดือน (ปีละ ๕๑๘,๔๐๐ นาทีต่อปี) คุณใช้เวลาเหล่านี้อย่างไร?
มีเรื่องเล่าว่า พระราชาอินเดียถามชายคนหนึ่งเมื่อหาเงินมาได้ทำอย่างไร? “ข้าพระองค์ก็แบ่งเงินออกเป็น ๔ส่วน ส่วนแรกเก็บเอาไว้ใช้เอง ส่วนที่สองเอาไปทิ้งแม่น้ำ ส่วนที่สามเอาไปฝังดิน ส่วนที่สี่เอาไปใช้หนี้” ความหมายของชายคนนี้คือ เอาเงินไปทิ้งแม่น้ำคือเล่นการพนัน ส่วนเอาไปฝังดินคือการทำบุญทำทาน ส่วนเงินที่เอาไปใช้หนี้คือให้แก่พ่อแม่ – ชาวโลกส่วนใหญ่ก็มีพฤติกรรมแบบนี้ แต่คริสเตียนจะต้องแตกต่างจากชาวโลกที่ไม่เชื่อพระเจ้า!
พระเจ้ากับมนุษย์ (ข้อ ๑-๓) พระคัมภีร์ตอนนี้เป็นคำอธิษฐานของโมเสส “คนของพระเจ้า” หัวข้อคือ “สภาวะนิรันดร์ของพระเจ้า และความอนิจจังของมนุษย์” ซึ่งมีความแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
๑.พระเจ้าทรงเป็นอาศัย – ส่วนมนุษย์เป็นผู้อาศัย (ข้อ ๑)
๒.พระเจ้าทรงเป็นผู้ทรงสร้าง – แต่มนุษย์เป็นผู้ที่ถูกสร้าง “มนุษย์เป็นเพียงผงคลีดิน” (ข้อ ๓)
๓.พระเจ้าทรงเป็นอมตะ(ดำรงอยู่ตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาล ข้อ ๒) – ส่วนมนุษย์เป็นอนิจจัง! วันเวลาก็ต่างกัน “พันปีเท่ากับวันเดียว” (ข้อ ๔) มีเรื่องเล่าว่า ชายคนหนึ่งฝันว่าได้ไปสวรรค์และพบกับพระเจ้า เขาทูลถามพระเจ้าว่า “พระองค์เจ้าข้า พันบาทมีค่าเท่าไหร่?” พระเจ้าตอบ “บาทเดียว” “งั้นข้าพระองค์ขอเงินหนึ่งแสนล้านบาท” พระเจ้าตอบว่า “ได้เลย แต่ขอรอสักหนึ่งวัน” “???!!”
ภาพของชีวิต
ผู้เขียนสดุดีบอกถึงวันเวลาและเปรียบเทียบชีวิตของมนุษย์ ๔ อย่าง
๑.ชีวิตเป็นเหมือนยามเดียว (ข้อ ๔) “ชั่วโมงที่สั้นในเวลากลางคืน” (GNMV)
๒.ชีวิตเป็นเหมือนความฝัน (ข้อ ๕) ความฝันนั้นยาวนานเท่าไหร่?
๓.ชีวิตเป็นเหมือนดอกหญ้า ในทะเลทราย “งอกขึ้นในเวลาเช้า บานและใหญ่ขึ้น พอเย็นก็ร่วงโรยและเหี่ยวไป (ข้อ ๕-๖)
๔.ชีวิตวัดกันที่ปลายจมูก “ กำหนดปีของข้าพระองค์สิ้นสุดลงอย่างเสียงถอนหายใจ” (ข้อ ๙) พระคัมภีร์ข้อต่อมาบอกว่า “กำหนดปีคือเจ็ดสิบ หรือสุดแต่กำลังก็ถึงแปดสิบ” (ข้อ ๑๐) คิดเป็นวันก็เฉลี่ย ๒๕,๕๕๐ วันหรือ๒๙,๒๐๐ วัน
อสย. ๔๐.๖-๘ ชีวิตเป็นเหมือนต้นหญ้า คนไทยเรียกวัยต่างๆดังนี้ “๑๐ ขวบวัยอาบน้ำไม่หนาว ๒๐ ปีเกี้ยวสาวไม่เบื่อ ๓๐ ปีสู้เสือทุกท่า ๔๐ ปีรามือก่อนไก่ ๕๐ ปีไปนากลับมาทอดหุ่ย ๖๐ ปีเป่าขลุ่ยไม่ดัง ๗๐ ปีเดินหลังไม่ตรง ๘๐ ปีลงดินไม่ได้ ๙๐ ปีขี้ไหลไม่รู้ตัว ๑๐๐ ปีหัวเราะเหมือนร้องไห้ ๑๑๐ ปีไข้ก็ตายไม่ไข้ก็ตาย” นับวันของตนเองอดีตเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ปัจจุบันเท่านั้นที่เป็นจริง!
พระคัมภีร์ตอนนี้ (ข้อ ๑๒-๑๖) แนะนำการดำเนินชีวิตคริสเตียนอย่างคุ้มค่า
๑.นับวันของตนเอง “ขอพระองค์ทรงสอนให้นับวันของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะได้มีจิตใจที่มีปัญญา” (ข้อ ๑๒) เปาโลบอกแก่คริสเตียนเอเฟซัสว่า “จงฉวยโอกาส เพราะว่าทุกวันนี้เป็นกาลที่ชั่ว” (อฟ. ๕.๑๗)และเปาโลบอกแก่อารคิปปัสว่า “งานรับใช้ที่ท่านรับทำให้องค์พระผู้เป็นเจ้านั้น ขอเตือนว่าจงทำให้สำเร็จ” (คส. ๔.๑๗)สิ่งที่ยากที่สุดคือ “ลำดับความสำคัญก่อนหลัง” มาร์ติน ลูเธอร์นักปฏิรูปศาสนาจากคาทอลิกมาเป็นโปรเตสแตนท์กล่าวว่า “ข้าพเจ้าดำเนินชีวิตประหนึ่งว่า พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เมื่อวานนี้ เป็นขึ้นมาจากความตายวันนี้ และจะเสด็จกลับมาในวันพรุ่งนี้”
๒. อิ่มด้วยความรัก “ขอทรงให้ข้าพระองค์ทั้งหลายอิ่มในเวลาเช้าด้วยความรักมั่นคงของพระเจ้า” (ข้อ ๑๔) คริสเตียนอิ่มฝ่ายจิตวิญญาณทุกเช้าด้วยการอ่านพระคัมภีร์ อธิษฐาน และนมัสการพระเจ้า (แต่มีบางคนอิ่มด้วยเกมส์ออนไลน์ อิ่มด้วยการนอนหลับ อิ่มด้วยความสนุกสนานด้วยเรื่องไร้สาระ)
๓.ยินดีให้มากวัน “เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะได้เปรมปรีดิ์และยินดีตลอดวันเวลาของข้าพระองค์” (ข้อ ๑๔) “ขอให้ข้าพระองค์ทั้งหลายยินดีให้มากวัน เท่ากับที่พระองค์ได้ทรงให้ข้าพระองค์ทุกข์ยากนั้นและให้มากปีเท่าที่ข้าพระองค์ได้ประสบการร้าย” (ข้อ ๑๕)“จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นทุกเวลา ข้าพเจ้าขอย้ำว่า จงชื่นชมยินดีเถิด” (ฟป. ๔.๔)
๔.ขอเห็นสง่าราศีของพระเจ้า “ขอให้พระราชกิจของพระองค์ปรากฏแก่ผู้รับใช้ของพระองค์ และให้ความรุ่งโรจน์ของพระองค์ปรากฏแก่ลูกหลานของเขา” (ข้อ ๑๖)
๕.ขอความโปรดปราน “ขอให้ความโปรดปรานของพระเจ้าอยู่เหนือข้าพระองค์ทั้งหลาย” (ข้อ ๑๗)
๖.ขอพระพร “ขอทรงสถาปนาหัตถกิจของข้าพระองค์เหนือข้าพระองค์”
๗.ขอความสำเร็จ “ขอให้ข้าพระองค์ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ข้าพระองค์กระทำ” (GNMV)
สรุป
เราทุกคนมาจากการทรงสร้างของพระเจ้า ให้เราใช้วันเวลาอันเต็มที่ “คุ้มค่า” สมกับที่ได้เกิดมาเพียงครั้งเดียวหากมีชีวิตอยู่เราก็อยู่เพื่อพระเจ้า และหากจากไปก็จะรับบำเหน็จรางวัล

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2552

ชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า

"31 เหตุฉะนั้น เมื่อท่านจะรับประทานจะดื่ม หรือจะทำอะไรก็ตาม จงกระทำเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า
32 อย่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้พวกยิว หรือพวกกรีก หรือคริสตจักรของพระเจ้าหลงผิดไป
33 ข้าพเจ้าเองได้พยายามกระทำทุกสิ่ง เพื่อให้เป็นที่พอใจของคนทั้งปวง มิได้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว แต่เห็นแก่ประโยชน์ของคนทั้งหลาย เพื่อให้เขารอดได้
1 ท่านทั้งหลายก็จงปฏิบัติตามอย่างข้าพเจ้า เหมือนอย่างที่ข้าพเจ้าปฏิบัติตามอย่างพระคริสต์ " (1โครินธ์ 10:31-11:1)



คำถามที่คนทั่วไปมักจะถามกัน ก็คือ "ชีวิตเราอยู่เพื่ออะไร ?" แน่นอนว่า ถ้าหากชีวิตของเราได้รู้จักกับพระเจ้า เราก็จะพบกับคำตอบนี้

จากพระธรรมตอนนี้ (1โครินธ์ 10:31-33) อาจารย์เปาโลได้เขียนถึงคริสเตียนในเมืองโครินธ์ ซึ่งจดหมายของท่านก็ได้สอนแก่เราเช่นกัน โดยท่านได้สอนเรา 2 ด้านด้วยกัน ได้แก่ ด้านที่ท่านกล่าวเตือนว่าอย่าทำ และด้านที่ท่านแนะนำให้เราทำ




สิ่งที่อาจารย์เปาโลกล่าวเตือนว่าอย่าทำ


1. อย่าให้เราทำให้ผู้ใดหลงผิดไป

"อย่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้พวกยิว หรือพวกกรีก หรือคริสตจักรของพระเจ้าหลงผิดไป" (1โครินธ์ 10:32)
การที่อาจารย์เปาโลเน้นย้ำว่า "พวกยิว หรือพวกกรีก หรือคริสตจักรของพระเจ้า" ก็หมายความว่า ไม่ ว่ากับพี่น้องที่เป็นคริสเตียน หรือพี่น้องที่ยังไม่ได้เป็นคริสเตียน เราจะต้องระมัดระวังที่จะไม่ทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดสะดุดล้มลงไป มิฉะนั้น การกระทำของเราก็จะไม่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า

"6 แต่ผู้ใดจะทำผู้เล็กน้อยเหล่านี้คนหนึ่ง ที่วางใจในเราให้หลงผิด ถ้าเอาหินโม่ก้อนใหญ่ผูกคอผู้นั้นถ่วงเสียที่ทะเลลึกก็ดีกว่า
7 วิบัติแก่โลกนี้ด้วยเหตุให้หลงผิด ถึงจำเป็นต้องมีเหตุให้หลงผิด แต่วิบัติแก่ผู้ที่ก่อเหตุให้หลงผิดนั้น" (มัทธิว 18:6-7)

2. อย่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน

"ข้าพเจ้าเอง ได้พยายามกระทำทุกสิ่ง เพื่อให้เป็นที่พอใจของคนทั้งปวง มิได้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว แต่เห็นแก่ประโยชน์ของคนทั้งหลาย เพื่อให้เขารอดได้" (1โครินธ์ 10:33)
ถ้าเราเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง เราก็จะไม่สนใจใคร เราก็จะทำอะไรตามใจตัวเอง เพื่อประโยชน์ของตัวเอง

ปัญหาต่าง ๆ ในสังคม สาเหตุใหญ่สาเหตุหนึ่ง ก็คือ การเห็นแก่ตัว และถ้าเราคริสเตียนเป็นคนที่เห็นแก่ตัว เราก็อาจจะทำให้พี่น้องสะดุดได้

"3 อย่าทำสิ่งใดในทางชิงดีกัน หรือถือดี แต่จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว
4 อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆ ด้วย" (ฟิลิปปี 2:3-4)



สิ่งที่อาจารย์เปาโลแนะนำให้เราทำ


1. ชีวิตเราจะต้องกระทำทุกสิ่งถวายเกียรติแด่พระเจ้า ด้วยชีวิตประจำวันของเรา

"เหตุฉะนั้น เมื่อท่านจะรับประทานจะดื่ม หรือจะทำอะไรก็ตาม จงกระทำเพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า" (1โครินธ์ 10:31)
คำว่า "จะรับประทานจะดื่ม" ก็หมายถึง การดำเนินชีวิตประจำวันของเรา ส่วนคำว่า "หรือจะทำอะไรก็ตาม" หมายความว่า "ไม่ว่าจะวาจา ท่าที การกระทำทั้งที่ลับและที่่แจ้ง ทุกอย่างจะต้องเป็นที่ถวายเกีรยติแด่พระเจ้า"

ตัวอย่างที่ดี ก็คือ ท่าน "โยเซฟ" ในชีวิตของท่าน ไม่ว่าท่านอยู่ในตำแหน่งใด ท่านก็มีชีวิตที่ดีงาม เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า โดยเฉพาะที่เห็นได้ชัด ได้แก่ตอนช่วงเวลาที่ท่านโดนภรรยาของนาย (ภรรยาของโปทิฟาร์) ล่อลวงที่จะมีเพศสัมพันธ์ด้วย แต่ท่านก็ปฏิเสธ แม้จะไม่มีใครเห็น โดยท่านกล่าวตอบแก่นายหญิงว่า

"8 แต่โยเซฟไม่ยอม จึงตอบแก่ภรรยาของนายว่า 'คิดดูเถิด เมื่อมีข้าพเจ้า นายก็มิได้ห่วงสิ่งใดซึ่งอยู่ในบ้านเรือน ได้มอบของทุกอย่างที่มีอยู่ไว้ในมือข้าพเจ้า
9 ในบ้านนี้ นายก็ไม่ใหญ่กว่าข้าพเจ้า นายมิได้หวงสิ่งใดจากข้าพเจ้า ยกเสียแต่ตัวท่านเพราะเป็นภรรยาของนาย ข้าพเจ้าจะทำความผิดใหญ่หลวงนี้อันเป็นบาปต่อพระเจ้าอย่างไรได้' " (ปฐมกาล 39:8-9)

2. ชีวิตเราจะต้องกระทำทุกสิ่งถวายเกียรติแด่พระเจ้า ด้วยการมีน้ำใจที่ดีงามต่อผู้อื่น

"ข้าพเจ้าเอง ได้พยายามกระทำทุกสิ่ง เพื่อให้เป็นที่พอใจของคนทั้งปวง มิได้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว แต่เห็นแก่ประโยชน์ของคนทั้งหลาย เพื่อให้เขารอดได้" (1โครินธ์ 10:33)
ไม่เพียงแต่เราจะไม่เห็นแก่ตัว เราจะต้องไม่เอาประโยชน์แห่งตนเป็นที่ตั้ง เราจะต้องมีนำ้ใจที่ดีงาม ทำความดีงามแก่พี่น้อง ให้พี่น้องชื่นชมยินดี ให้พี่น้องได้รับพระพร

"23 เราทำสิ่งสารพัดได้ แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่จะทำได้นั้นเป็นประโยชน์ เราทำสิ่งสารพัดได้ แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่จะทำให้เจริญขึ้น
24 อย่าให้ผู้ใดเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่น" (1โครินธ์ 10:23-24)
อาจารย์เปาโล ไม่เพียงแค่สอน แต่ท่านก็เป็นแบบอย่างที่ดี เพราะท่านพยายามทำทุกสิ่งเพื่อเป็นประโยชน์แก่คนทั้งหลาย


3. ชีวิตเราจะต้องกระทำทุกสิ่งถวายเกียรติแด่พระเจ้า ด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้พี่น้องได้รับความรอด

"ข้าพเจ้าเอง ได้พยายามกระทำทุกสิ่ง เพื่อให้เป็นที่พอใจของคนทั้งปวง มิได้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว แต่เห็นแก่ประโยชน์ของคนทั้งหลาย เพื่อให้เขารอดได้" (1โครินธ์ 10:33)
ความมุ่งมั่นของอาจารย์เปาโล คือ เพื่อให้ทุกคนได้รับความรอด เพราะนี่เป็นพระมหาบัญชาของพระเยซูที่ทรงสั่งไว้ แน่นอน ถ้าเรารักพระเจ้า เราจะต้องเชื่อฟังพระองค์ เราจะต้องกระทำตามพระมหาบัญชาของพระองค์ นั่นคือ "นำคนถึงความรอด"

"เพราะว่า สิ่งสารพัดนั้นเป็นไป เพื่อประโยชน์ของท่านทั้งหลาย เพื่อว่าเมื่อพระคุณมาถึงคนเป็นจำนวนมากขึ้น ก็จะมีการขอบพระคุณมากยิ่งขึ้น เป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า" (2 โครินธ์ 4:15)
เป็นหน้าที่ของเราทั้งหลาย ผู้ซึ่งเป็นผู้รับใช้พระเจ้า เป็นคริสตชน ที่จะทำให้พระมหาบัญชาของพระเจ้าสำเร็จ


4. ชีวิตเราจะต้องกระทำทุกสิ่งถวายเกียรติแด่พระเจ้า ด้วยแบบอย่างชีวิตที่ดีงาม

"ท่านทั้งหลายก็จงปฏิบัติตามอย่างข้าพเจ้า เหมือนอย่างที่ข้าพเจ้าปฏิบัติตามอย่างพระคริสต์" (1โครินธ์ 11:1)
อาจารย์เปาโลกล้าที่จะขอพี่น้องที่โครินธ์และเรา ทั้งหลาย ที่จะให้เลียนแบบอย่างท่าน เพราะว่าท่านได้กระทำตามอย่างพระเยซูคริสต์เจ้าแล้ว

หลังจากที่ท่านเรียกร้องให้เราดำเนินชีวิตเพื่อเป็นที่ ถวายเกียรติแด่พระเจ้า ท่านก็ได้สรุปด้วยการที่ให้เรากระทำตามอย่างที่ท่านได้กระทำ

ชีวิตคริสเตียน สามารถมีชีวิตที่เป็นแบบอย่างให้แก่ผู้อื่นได้ ด้วยการที่เรากระทำตามอย่างพระคริสต์ และชีวิตเราก็จะเป็นพรแก่ผู้อื่นได้

"1 แต่จงเข้าใจข้อนี้ คือว่า ในสมัยจะสิ้นยุคนั้น จะเกิดเหตุการณ์กลียุค
2 เพราะมนุษย์จะเห็นแก่ตัว เห็นแก่เงิน เย่อหยิ่ง ยโส ชอบด่าว่า ไม่เชื่อฟังคำบิดามารดา อกตัญญู ไร้ศีลธรรม
3 ไร้มนุษยธรรม ไม่ให้อภัยกัน ใส่ร้ายกัน ไม่ยับยั้งชั่งใจ ดุร้าย เกลียดชังความดี
4 ทรยศ มุทะลุ หัวสูง รักความสนุกยิ่งกว่ารักพระเจ้า
5 ถือศาสนาแต่เปลือกนอก ส่วนแก่นแท้ของศาสนาเขาไม่ยอมรับ คนเช่นนั้นท่านอย่าคบ" (2ทิโมธี 3:1-5)
สังคมทุกวันนี้ ที่เลวร้าย ส่วนหนึ่งเกิดจากว่า สังคมขาดแบบอย่างที่ดี

เราทั้งหลายซึ่งเป็นคริสเตียน จะต้องมีชีวิตที่ถวายเกีรยติแด่พระเจ้า เพื่อที่เราจะมีชีวิตที่เป็นแบบอย่างในสังคมได้ และชีวิตของเราจะเป็นคำตอบที่ดีให้แก่คนที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า ให้เขาเห็นพระเจ้าในชีวิตของเรา

"19 ท่านไม่รู้หรือว่า ร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งสถิตอยู่ในท่าน ซึ่งท่านได้รับจากพระเจ้า ท่านไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง
20 พระเจ้าได้ทรงซื้อท่านไว้แล้ว ด้วยราคาสูง เหตุฉะนั้น ท่านจงถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วยร่างกายของท่านเถิด" (1โครินธ์ 6:19-20)


ศจ. วิรัช เศรษฐ์โสภณกุล

สรุปคำเทศนาโบสถ์ไทย คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 15/03/2009

เรื่อง ชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า

สงครามนี้ของใคร?

www.thaisermons.com / คำเทศนา ต่างประเทศ เรื่อง สงครามนี้ของใคร‏

สรุปจากบทความ “Whose battle is these? จาก Ministry Tool Box ของ Pastor Rick Warren แปล;หญิง นงนุช)

1. คุณรู้หรือไม่ว่า ข้อพระคัมภีร์ที่อยู่กึ่งกลางของพระคัมภีร์เดิมคือข้อใด? คำตอบคือ 2 พงศวดาร 20:17 ความสำคัญไม่เพียงเพราะว่ามันอยู่ตรงกลาง แต่มันสำคัญเพราะพระเจ้าปรารถนาจะพูดกับเราทุกคนที่กำลังอยู่ในสงคราม
2. ดูในบริบท พระเจ้าทรงสนทนากับใคร? พระเจ้าทรงพูดกับ กษัตริย์เยโฮชาฟัท และชนชาติของพระองค์ ซึ่งกำลังถูก
2.1 โจมตีโดยศัตรู 3 พวก โมอับ อัมโมน และเมอูนี (ข้อ 1)
2.2 เยโฮชาฟัท จะรู้สึกไง? กลัว กังวล
2.3 แต่ว่า พระเจ้ารู้ความคิดของเขา พระองค์จึงบอกเขาว่า “ไม่จำเป็นที่ท่านต้องสู้รบในสงครามครั้งนี้”
3. สิ่งที่พระเจ้าบอกกับกษัตริย์เยโฮชาฟัทในตอนนี้ ย้ำเตือนเราอีกครั้งว่า “สงครามนี้ไม่ใช่ของเรา แต่เป็นของพระเจ้า” เราไม่จำเป็นต้องสู้ ให้พระองค์สู้ นี่เป็นปัญหาของพระองค์ ให้พระองค์แก้ปัญหานี้
4. ความจริงคือ หากเราเป็นลูกของพระองค์ ปัญหาของเรา คือปัญหาของพระองค์ พระองค์ชำนาญสงครามมากกว่าเรา และพระองค์รู้วิธีแก้ปัญหาของเราดีกว่าที่เราทำได้ หน้าที่ของเราคือ เราเพียงแต่ต้องวางใจในพระองค์ และยอมให้พระองค์จัดการ
5. เหตุผลที่เรารู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน ล้าเหลือทน และเรากลายเป็นคนงานที่ท้อแท้ เต็มไปด้วยความรู้สึกว่า “ฉันแบกทั้งโลกไว้บนบ่าของตัวเอง และรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง นั้นขึ้นอยู่กับฉันทั้งหมด” แต่วันที่เราลาออกจากการเป็นสาระพัดเบ๊ เรามักค้นพบว่า โลกมันไม่ได้ระเบิด หรือหยุดหมุนสักหน่อย เราสามารถ relax อยู่บทความเชื่อ และวางใจว่าพระเจ้าจะสามารถทำทุกสิ่งได้ แม้เราจะไม่ได้ช่วยอะไรพระองค์เลยก็ตาม
6. 2 ครั้งในพระธรรมตอนนี้ที่พระองค์บอกว่า “อย่ากลัวเลย” และ “อย่าท้อถอย” เมื่อเราเผชิญกับสถานการณ์ที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ ความพยายามที่จะสมานรอยร้าวในครอบครัว ปัญหาที่ไม่มีทางออกจนปัญญาจะแก้ไข งานรับใช้ที่เต็มไปด้วยปัญหามืดแปดด้าน หรือการยืนหยัดเดียวดายในความเชื่อ “อย่ากลัวเลย” และ “อย่าท้อถอย” เคยหรือที่พระเจ้าพ่ายแพ้สงคราม? ไม่เคยเลย และเพราะพระองค์ไม่เคยพ่ายแพ้ เราจึงไม่ต้องกลัวอะไร
7. พระองค์คือผู้ชนะตลอดกาล และข่าวดีคือ พระองค์เล่นอยู่ข้างเดียวกับเรา แม้เราจะพบปัญหามากมาย ความยุ่งยากต่างๆ นานา หรือ อุปสรรคนานับประการ หรือสถานการณ์ที่ยาก ถูกปฏิเสธ ความล่าช้า ท้ายที่สุดแล้ว เรายังอยู่ฝ่ายชนะอยู่ ขอเพียงแต่เราอย่ากลัว อย่าท้อถอย
8. มีข้อความสำคัญในข้อ 17 พระเจ้าบอกเยฮาชาฟัทว่า “ จงเข้าประจำที่ ยืนนิ่งอยู่” หมายความว่าอย่างไร? ให้ยืนนิ่งอยู่ หมายถึงท่าทีในใจที่ตั้งมั่นที่จะทำหน้าที่นั้น เผชิญหน้ากับมัน พระเจ้าไม่มีพระประสงค์ที่จะให้เราหันหลังให้กับสถานการณ์ที่ยากลำบาก เราต่างค้นพบว่า เมื่อไรก็ตามที่เราพบสถานการณ์ที่ยาก และเราเลือกที่จะหนี ไม่ช้าไม่เร็ว พระเจ้าจะนำสถานการณ์คล้ายๆ กันกลับเข้ามาในชีวิตของเราอีกเพื่อให้โอกาสเราอีกครั้ง เราไม่อาจหลีกหนีไปได้ พระองค์ให้โอกาสเราอีกครั้งที่จะ “เข้าประจำที่ ยืนนิ่งอยู่” พระองค์ปรารถนาที่จะสอนเราให้เรามีประสบการณ์ และเรียนรู้ว่า “พระองค์สามารถ ที่จะนำเราผ่านสถานการณ์นั้น อย่ากลัวเลย เพราะความกลัวยืนอยู่ตรงข้ามความวางใจพระองค์
9. แล้วเราต้อง ยืนมั่นคงอยู่อย่างไรในขณะที่รอให้พระเจ้าสู้สงครามแทนเรา? เมื่อเรามองหาการอัศจรรย์ในชีวิตสมรส ปัญหาการเงิน งานใหม่ที่ยากเย็นเหลือเกิน เราจะยืนมั่นคงอยู่บนอะไร? เรายืนอยู่บนสองสิ่ง
9.1 พระลักษณะของพระเจ้า พระเจ้านั้นสัตยซื่อ พระองค์ไม่ได้นำเรามาไกลขนาดนี้เพื่อให้เราล้มเหลว พระองค์ไม่ได้นำเราอยู่ที่หน้าผา เพื่อจะผลักเราให้ตกลงไปเล่นๆ ดังนั้นเราวางใจในธรรมชาติ และพระลักษณะของพระองค์ได้ (goodness and mercy)9.2 ความจริงแห่งพระวจนะของพระองค์ พระคำของพระองค์เป็นความจริง ดังนั้นเราสามารถเชื่อวางใจในพระสัญญาของพระองค์ที่พบอยู่ในพระคัมภีร์ได้ ตั้งมั่นคงอยู่ และให้เราจำเสมอว่า “สงครามนี้ไม่ได้เป็นของเรา แต่เป็นของพระเจ้า” ให้เราเข้าประจำที่ ยืนนิ่ง และรอดูชัยชนะของพระเจ้าเพื่อเราร่วมกัน

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2552

เติมชีิวิต เพิ่มพระเกียรติ

"พระเยซูตรัสกับเธอว่า 'เราบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือว่า ถ้าเจ้าเชื่อเจ้าก็จะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า' " (ยอห์น 11:40)

เมื่อเราจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราจำเป็นต้องรู้ว่าสิ่งที่เราทำนั้น เราทำเพื่ออะไร เช่น เรารับประทานอาหารเพื่ออะไร เราก็คงจะรู้ว่าเราจะรับประทานอาหารเพื่ออะไร แล้วการที่เรามาโบสถ์ล่ะ เรามาเพื่ออะไร ? เรามาโบสถ์ ก็เพื่อที่จะเติมชีวิต เพื่อรับชีวิตจากองค์พระผู้เป็นเจ้า

เราไม่ใช่ชาวดิน แต่เราเป็นชาวฟ้า เป็นชาวสวรรค์ เราจึงต้องมาโบสถ์เพื่อได้รับการเปลี่ยนชีวิต เพราะตลอด 6 วันในแต่ละสัปดาห์ เราได้สัมผัสกับชีวิตชาวโลก ได้รับฟังการนินทาต่าง ๆ โลกและความบาปได้เปลี่ยนชีวิตของเราจากขาวกลายเป็นดำ ในวันอาทิตย์ เราจึงต้องมาโบสถ์ เพื่อให้พระเยซูคริสต์เปลี่ยนชีวิตของเราจากดำกลายเป็นขาว เพื่อจะรับสิ่งใหม่ที่พระเจ้าทรงเพิ่มเติมในสิ่งที่เราเสียไป เพราะเราเป็นชาวสวรรค์ ไม่ใช่ชาวดิน ขอพระเจ้าช่วยที่ชีวิตชาวดินของเราจะหมดไป แต่ขอที่ชีวิตชาวฟ้า ชีวิตชาวสวรรค์จะเข้ามาในชีวิตเรา

พี่น้องที่รัก เราจำเป็นต้องรู้ความจริง เพราะถ้าเราไม่รู้ความจริง เราก็จะถูกชักจูงให้หลงไป และเมื่อเราเข้าใจความจริง ความจริงจะทำให้เราเป็นอิสระ เป็นไท

ถ้าเราได้มีความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ เราก็จะรักษาสุขภาพอย่างดี และเราก็จะไม่ต้องกลัวที่จะเป็นโรคภัยอะไร พระเจ้าทรงสร้างร่างกายของมนุษย์ที่จะป้องกันจากสิ่งอันตรายต่าง ๆ แต่ถ้าหากเราไม่ดูแลรักษาให้ดี ร่างกายของเราปรับตัวไม่ไหว และจะส่งผลเสียต่อร่างกายในที่สุด นำมาซึ่งความทุกข์โศก ถ้าเราเข้าใจความจริง เราก็จะดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง

เช่นเดียวกันกับชีวิตของเรา เราต้องเข้าใจชีวิตของเรา ร่างกายของเรามีแต่จะทรุดโทรมลง แก่ลง เจ็บป่วย และตายในที่สุด แต่พระเจ้ามิได้สร้างเราแค่นี้ ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจในจุดนี้ เราก็จะไม่ทุ่มเททั้งชีวิตไปกับร่างกายนี้ คำถามที่เราควรถามเสมอ คือ ถ้าหากเวลานี้เราต้องจากโลกนี้ไป เราจะคว้าอะไรไปได้ ? อะไรที่จะติดตัวเราไปได้ ? เราคงจะเอาเครดิตการ์ด ทรัพย์สินเงินทองไปไม่ได้ สิ่งเดียวที่เราเอาไปได้ คือ "ความเชื่อ" ดังนั้น เราต้องคิดว่า "ความเชื่อ" ที่จะไปกับเรานี้ เรามีมากเพียงไร ?

"ความเชื่อ" เป็นการที่เราเข้าใจในความจริงของพระเจ้า ตามความเป็นจริงของพระองค์ ไม่ใช่เชื่อตามความคิดหรือตามอารมณ์ ขอพระเจ้าเป็นพระเจ้าตามที่พระองค์ทรงเป็น ความเชื่อที่ถูกต้องจึงจะมีอำนาจที่จะช่วยให้เราหลุดพ้นจากความบาป ช่วยให้เราหลุดพ้นจากความสงสัยต่าง ๆ และความจริงเหล่านี้จะปลดปล่อยให้เราเป็นไท จากการผูกมัดของโลกียวิสัย

ถ้าหากเราเชื่อพระเจ้าตามความคิดของเรา ตามความพอใจของเรา ชีวิตของเราคงจะไม่สามารถที่จะได้รับการเปลี่ยนแปลงได้ เราก็จะไม่ได้รับพระพร ไม่ได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

แต่ถ้าเราเข้าใจในความจริงพระเจ้าตามความจริงของพระองค์ พระเจ้าทรงเป็นความรัก และทรงบริสุทธิ์ ความเชื่อที่แท้จริงเหล่านี้ จะทำให้เรามีความรู้สึก "เกลียดบาป" ไม่ใช่เพียงแค่รู้ดีรู้ชั่วเท่านั้น แต่เราจะเกลียดชังความบาปด้วย

พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้า เราจะเชื่อหรือไม่เชื่อพระเจ้า พระองค์ก็ทรงเป็นพระเจ้าดังที่พระองค์ทรงเป็น พระองค์คงจะไม่เปลี่ยนไปเพราะเราคิดว่าพระองค์เป็นเช่นไร แต่ทรงเป็นอย่างที่ทรงเป็นอยู่ ดังนั้น ท่าทีของเราควรจะยำเกรงพระเจ้า


"เพราะพระเจ้าประเสริฐ ความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์ และความสัตย์สุจริตของพระองค์ดำรงอยู่ทุกชั่วชาติพันธุ์" (สดุดี 100:5)


ความเชื่อในความจริงของพระเจ้า จะทำให้ชีวิตของเรายกระดับ เพราะถ้าหากไม่มีความเชื่อที่ถูกต้อง เราจะเห็นชีวิตของเราเป็นใหญ่ และจะเห็นพระเจ้าเล็กลง เราจะมีชีวิตที่ซอมซ่อ ซ้ำซาก เหมือนหมูทุบ ที่จะต้องโดนทุบด้วยค้อนที่มีตะปุ่มตะป่ำอย่างซ้ำซาก แต่ถ้าเราเข้าใจพระเจ้าตามความเป็นจริง ว่าพระเจ้าทรงประเสริฐ ความรักมั่นคงดำรงเป็นนิตย์ พระองค์ทรงมีพระสัญญาว่าจะอยู่กับเราทั้งหลายจนกว่าจะสิ้นยุค เมื่อ เราให้พระเจ้าเป็นใหญ่ในชีวิตของเรา เราก็จะมองตัวเราเล็กลง เราก็จะไม่มีความสงสัยและไม่มีความกลัว และเราก็จะได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ


"1 ดูก่อน พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอให้ท่านคำนึงถึงข่าวประเสริฐ ที่ข้าพเจ้าเคยประกาศแก่ท่านทั้งหลาย ซึ่งท่านได้ยอมรับไว้ อันเป็นฐานซึ่งท่านทั้งหลายตั้งมั่นอยู่
2 และซึ่งจะทำให้ท่านรอด ถ้าท่านยังยึดตามหลักคำสอนที่ข้าพเจ้าได้ประกาศนั้น เว้นเสียแต่ท่านได้เชื่อเฉย ๆ" (1โครินธ์ 15:1-2)


ปัญหาของเราหลายคนอยู่ที่นี่ คือ "เชื่อเฉย ๆ" ความเชื่อเช่นนี้แหละเป็นความเชื่อที่ก่อให้เกิดความสงสัยต่าง ๆ มากมาย เพราะไม่ได้เชื่อพระเจ้าตามที่พระองค์ทรงเป็น จะไม่ได้รับฤทธิ์เดชของพระเจ้า และพระเจ้าก็จะมิได้ทรงเคลื่อนไหวในชีวิตของเรา เราก็จะไม่สามารถเป็นพยานได้

แต่ถ้าความเชื่อที่แท้จริง จะเป็นความเชื่อที่ไม่มีความสงสัย ดังที่โมเสสเชื่อพระเจ้าอย่างไม่สงสัย ท่านจึงได้นำอิสราเอลข้ามทะเลแดงไปได้ ท่านจึงสามารถที่จะทำลายกำแพงเมืองเยรีโคได้ ความเชื่อเช่นนี้แหละ ที่จะทำให้เราได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เพราะพระเจ้าจะสามารถทำการใหญ่ในชีวิตของเราได้ เป็นความเชื่อที่ทำให้เราได้เห็นการเคลื่อนไหวของพระเจ้า และเมื่อเราได้เป็นพยาน คนที่เราเป็นพยานด้วยอาจจะไม่เชื่อ แต่เขาจะสนใจที่จะศึกษา มาร่วมนมัสการที่คริสตจักร


"7 อย่างไรก็ตาม เราจะบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลาย คือ การที่เราจากไปนั้นก็เพื่อประโยชน์ของท่าน เพราะถ้าเราไม่ไป องค์พระผู้ช่วยก็จะไม่เสด็จมาหาท่าน แต่ถ้าเราไปแล้ว เราก็จะใช้พระองค์มาหาท่าน
8 เมื่อพระองค์นั้นเสด็จมาแล้ว พระองค์จะทรงกระทำให้โลกรู้แจ้งในเรื่องความผิด ความชอบธรรม และการพิพากษา" (ยอห์น 16:7-8)


ขอพระเจ้าช่วยที่เราจะบังเกิด ใหม่ฝ่ายวิญญาณ ที่เราจะรู้แจ้ง รู้อย่างชัดเจน ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าดังที่พระองค์ทรงเป็น เราจึงจะสามารถที่จะให้พระองค์ทรงสำแดงฤทธิ์เดชผ่านชีวิตของเรา




ศจ. ประเสริฐ พรกีรติกุล

สรุปคำเทศนาโบสถ์ไทย คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 08/03/2009

เรื่อง เติมชีิวิต เพิ่มพระเกียรติ

เปลี่ยนชีวิตให้อธิษฐานอย่างมีฤทธิ์เดชใน 30 วัน

คำแปลบทความเรื่องการอธิษฐาน

ในพระกายเดียวกัน
นพ.สุทิตต์ กุลสรรค์ศุภกิจ

เปลี่ยนชีวิตให้อธิษฐานอย่างมีฤทธิ์เดชใน 30 วัน

Whitney Hopler : editor note..The practical applications of Peter Lundell's new book, Prayer Power: 30 Days to a Stronger Connection with God, (Revell, 2009).

เวลาอธิษฐาน รับรู้ว่าพระเจ้าจะทรงฟัง และทรงตอบไหม หรือเป็นเพียงคำอธิษฐานในอากาศ

ลองสังเกตว่าเวลาใดท่านจึงอธิษฐาน ต้องมีอะไรกดดันท่านให้อธิษฐาน จึงจะอธิษฐานหรือ

พูดถึงเรื่องชีวิตอธิษฐานทีไร ถอดใจทุกทีหรือเปล่า

ถ้าการอธิษฐานของท่านขาดประสิทธิภาพ ท่านทราบหรือไม่ว่าจริงๆแล้วสามารถทำได้

การอธิษฐานทำได้ง่ายมากถ้าเราติดสนิทกับพระเจ้า และขอกำลังจากพระองค์สร้างชีวิตอธิษฐาน

1. พัฒนาความหิวกระหายในพระเจ้า

เราต้องขอพระเจ้าช่วยเหลือให้มีความต้องการพระองค์มากกว่าที่เคยมีมา ต้องการพระองค์มากกว่าสิ่งในหรือใครๆทั้งหมดในชีวิตของท่าน

ถ้าท่านมีความหิวกระหายพระเจ้า จะแสวงหาพระองค์อย่างเป็นธรรมชาติ และร้องทูลเป็นคำอธิษฐานถึงพระองค์

2. ปรารถนาเข้าใกล้ชิดกับระองค์

ความปรารถนาที่จะอยู่ใกล้พระเจ้าเป็นความปรารถนาสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในชีวิต

เปลี่ยนอะไรก็ตามในชีวิตของเราเพื่อให้ชีวิตของเราสามารถเข้าใกล้พระเจ้า อธิษฐานกับพระองค์

สารภาพบาปเสมอ กลับใจจากบาปเสมอ จะทำให้ปรารถนาเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น และสร้างชีวิตด้านอื่นๆให้สัมพันธ์กับพระเจ้ามากขึ้นตามไปด้วย

3. แสวง และ ติดตามพระจ้าด้วยใจรัก

เอาชนะการรักตัวเอง เอาชนะสิ่งเร้าที่มาแบ่งแยกความตั้งใจในการพูดคุยกับพระองค์

ทำชีวิตให้ง่ายขึ้น เพื่อเอาเวลามาอธิษฐานมากขึ้น

เวลาเจอกับปัญหาและความท้าทายใจ ให้ใช้เป็นโอกาสในการอธิษฐานกับพระองค์ และค้นหาน้ำพระทัยของพระเจ้าในเหตุการณ์นั้นๆ

ขอพระเจ้าทรงโปรดประทานความรัก ความปรารถนาดีในใจของท่าน เช่นเดียวกับที่พระเจ้าทรงโปรดกับคนหรือเหตุการณ์เหล่านั้น

ขอพระเจ้าทรงโปรดให้เราเข้าใจน้ำพระทัยของพระองค์ และ เรียนรู้เปลี่ยนชีวิต ความคิดของเราให้คิดและปรารถนาเหมือนกับพระองค์มากขึ้นๆในเรื่องนั้นๆ

4. ติดเครื่องยนต์ฝ่ายวิญญาณที่ดับไป

เราอาจไม่ได้ต้องการอธิษฐานในบางเวลา โดยเฉพาะในเวลาที่เราตั้งไว้

การผลักดัน ต่อสู้กับตัวเองให้อธิษฐาน เป็นการสร้างนิสัยเอาชนะตัวเอง และให้การอธิษฐานมีชัยชนะในชีวิต ในเวลาอื่นๆเราก็จะมีชัยชนะในการอธิษฐานได้ด้วยเช่นกัน

เมื่อเริ่มต้นอธิษฐาน ธรรมชาติชีวิตแห่งการอธิษฐานจะลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติ

ไม่ว่าจะมีความสับสน วุ่นวาย ท้อแท้ใจเท่าใด กดทับชีวิตของเราจนอธิษฐานไม่ออก ให้เริ่มด้วยการอ่าน อ่านคำอธิษฐานของพระเยซู อ่านในเวลาที่ไม่รู้จะเริ่มอธิษฐานอย่างไร

ฟังเพลง สรรเสริญ นมัสการ

ใช้หัวข้อคำอธิษฐานที่เขียนไว้ก่อนหน้า เป็นสิ่งที่ช่วยนำการอธิษฐานของท่าน ให้มีทิศทางและมีเป้าหมาย กำลังในการอธิษฐานจะรื้อฟื้นกำลังขึ้นเป็นลำดับ

5. เพิ่มขีดความเชื่อขึ้น

เมื่อมีความท้อแท้ใจจากปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ อย่าให้ปัญหาหยุดการอธิษฐานของท่าน

เมื่อมีความไม่เข้าใจว่าอะไร ทำไม เกิดอะไรขึ้น จงวางใจในพระเจ้า

ร้องทูลต่อพระองค์ ขอความเชื่อเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยให้ก้าวผ่านความท้าทายไปให้ได้

6. ชำระชีวิตให้บริสุทธิ์

บาปที่ซ้อนเร้นในชีวิตจะเป็นอุปสรรคต่อการตอบคำอธิษฐาน ซึ่งพระเจ้าปรารถนาจะอวยพรให้ท่าน

บาปที่ซ้อนเร้นยังนำไปสู่ความวิปริตฝ่ายวิญญาณ อารมณ์ที่แปรปรวน และ ความเจ็บป่วยของร่างกาย

ชำระชีวิตจิตวิญญาณอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้มีบาปตกค้างอยู่ในชีวิต ยิ่งล้างบ่อยๆจะล้างออกง่ายกว่า

สารภาพบาปในทุกๆเรื่องที่ท่านรู้ และขอพระเจ้าทรงเปิดเผยบาปที่ซ่อนอยู่เพื่อท่านจะสามารถแก้ไขบาปเหล่านั้นด้วย

ยกโทษให้อภัยผู้อื่นอยู่เสมอ ขอพระเจ้าทรงให้เรามีความสัมพันธ์ที่ถูกต้องและดีกับพระองค์และผู้อื่นอยู่เสมอ

7. ทูลเชิญพระเจ้าเข้ามาสร้างชีวิตภายในของท่าน

การเผชิญความยากลำบาปทำให้ท่านมีโอกาสอันดีที่จะเติบโตขึ้น หากท่านพัฒนาความไว้เชื่อวางใจว่าทุกสิ่งอยู่ในกระบวนการของพระเจ้า

อธิษฐานกับพระองค์ให้อุปสรรคปัญหาต่างๆเปลี่ยนชีวิตของท่านให้เป็นคนที่ดีพร้อม และมีลักษณะอย่างพระองค์มากขึ้น

อธิษฐานขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเยียวยา แก้ไข และเปลี่ยนชีวิตของท่านจากภายใน

8. สรรเสริญพระเจ้า

ตัดสินใจสรรเสริญพระเจ้าสำหรับสิ่งที่พระองค์ทรงเป็น แม้ว่าในยามที่เราท้อแท้ทุกข์ยาก

ให้คำสรรเสริญเพิ่มความเชื่อของท่านขึ้น แทนการรับรู้แต่ความรู้สึกที่ทุกข์ยาก

เลือกที่จะสรรเสริญพระองค์ทุกๆวัน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะพระองค์ทรงอยู่เหนือปัญหาทั้งมวล

เมื่อคุณสรรเสริญพระเจ้า พระองค์จะตอบสนองต่อคำสรรเสริญของคุณ และ แปลเปลี่ยนชีวิตของคุณให้เป็นเหมือนสิ่งที่คุณสรรเสริญพระองค์

พระผู้ช่วยทรงเป็นผู้ที่จัดเตรียมทุกสิ่งเพื่อคุณ

9. ให้พระวิญญาณทรงนำ

เปิดใจของท่านต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ในขณะที่ท่านอธิษฐาน และตอบสนองต่อพระองค์ในทันที ให้พระวิญญาณทรงนำท่านในคำอธิษฐาน ให้ฤทธิ์เดชในการอธิษฐาน เชื่อมโยงจิตวิญญาณของท่านเข้ากับพระวิญญาณของพระองค์ในขณะที่ท่านอธิษฐาน

10. ดำเนินชีวิตอยู่ต่อหน้าพระพักตร์

ดำเนินชีวิตเหมือนมีพระเจ้าอยู่กับท่านตลอดเวลาในตลอดทั้งวัน

แม้ว่าในเวลาที่อยู่กับกิจกรรมตามธรรมดาโลก เช่น ทำความสะอาดบ้าน หรือ ในเวลาทำงาน

อธิษฐานในระหว่างกิจกรรมต่างๆได้ตลอดเวลา ทำทุกสิ่งให้เป็นที่ถวายเกียรติ์แต่พระเจ้า และของพระคุณพระองค์ที่พระองค์ทรงอยู่ด้วยกับท่าน

อธิษฐานสั้นๆในความปรารถนาที่ต้องการระหว่างวัน

หากท่านยุ่งกับงานมากเกินกว่าที่จะสนใจสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำรอบตัวท่าน ให้ ลดความเร่งรีบในกิจกรรมนั้นๆลง แล้วลองอธิษฐานสักครู่หนึ่ง จะทำตอบสนองต่อสิ่งต่างๆได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เราต้องคิดอย่างที่พระเจ้าคิดในแต่ละช่วงเวลาของวัน อธิษฐานในระหว่างกิจกรรมต่างๆ เช่น ขณะรอรถ ขณะรอคน ขณะเดินทาง ฯลฯ

11. ฟังพระสุรเสียง

สงบใจนิ่งอยู่ต่อหน้าพระพักตร์เพื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์

ขอพระเจ้าทรงช่วยท่านให้มีความเต็มใจ อดทนรอคอย รับรู้ เรียนรู้จักฟังพระสุรเสียงของพระองค์ ที่มาเหนือความคิดจิตใจของตัวเองหรือของผู้อื่นหรือของมาร

ความเชื่อและวางใจในพระเจ้าจะนำการตอบสนองของคุณต่อพระองค์

เสียงที่ได้ยินในส่วนลึกของจิตใจของท่าน หรือสิ่งพระองค์ทรงสื่อสารกับท่านในทางหนึ่งทางใด ให้ตั้งใจฟังอย่างอย่างดี

12. อธิษฐานเปล่งเสียง

อธิษฐานจากสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของท่าน

เปล่งเสียงร้องทูลต่อพระเจ้า พระองค์ทรงพอพระทัยคำอธิษฐานที่มีมาถึงพระองค์เสมอ

13. อธิษฐานอย่างเจาะจง

ร้องทูลต่อพระองค์อย่างเจาะจงว่าท่านปรารถนาสิ่งใด หวังใจสิ่งใด ต้องการคำตอบเจาะจงในเรื่องใด

วางความปรารถนาของท่านไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และเชื่อว่าพระองค์จะทรงให้ในสิ่งที่ดีที่สุด คาดหวังว่าพระองค์จะทรงตอบอย่างเจาะจง

14. อธิษฐานโดยพระคำ

หาข้อพระคัมภีร์ที่ตรงกับเหตุการณ์ สถานการณ์ของท่านในเวลานั้น และนำมาเป็นคำอธิษฐาน

การอธิษฐานโดยวิธีนี้ไม่เพียงเป็นการอธิษฐานโดยความต้องการของท่าน แต่เป็นการอธิษฐานตามพระสัญญาของพระองค์ด้วย

ท่านสามารถอธิษฐานโดยอ่านพระคำและยืนยันสิ่งที่อ่านว่าเป็นจริงตามนั้น

เสมือนหนึ่งว่าพระคำตอนนั้นเขียนมาถึงท่านโดยเฉพาะ

วางใจในพระเจ้าว่าพระองค์จะทรงกระทำตามพระสัญญาของพระองค์

15. อดอาหารอธิษฐาน

อธิษฐานแสดงออกในฝ่ายกายภาพอย่างจริงจัง เป็นการแสดงออกต่อพระเจ้าว่าท่านจริงจัง ท่านถ่อมใจต่อพระองค์ และ ยินดีแตกหักกับเนื้อหนังเพื่ออธิษฐานต่อพระองค์

16. อธิษฐานในสถานที่ที่เจาะจง

หาสถานที่ที่เหมาะกับการอธิษฐานได้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อสามารถเพ่งความสนใจไปที่พระเจ้าได้จริงๆ ไม่ว่าเวลาใดก็ตามหากท่านมาที่นี่ท่านจะพร้อมที่จะอธิษฐานต่อพระองค์แน่นอน ให้สถานที่นั้นเป็นที่นัดพบของท่านกับพระองค์ หากต้องเดินทางไปที่อื่นๆ ให้มองหาสถานที่ที่จะอธิษฐานใช้เวลาพระองค์เสมอ เป็นที่ของท่านกับพระองค์

17. อธิษฐานในเวลาที่เจาะจง

ตั้งเวลาอธิษฐาน เป็นสิ่งแรกที่ทำในเวลาเช้า เป็น ideal หากเป็นไปได้ หรือในเวลาพักเที่ยง หรือ ก่อนนอน

กำหนดเวลาขั้นต่ำในการอธิษฐานแต่ละวัน วันละ........นาที ชั่วโมง

กันเวลาส่วนนี้ไว้เพื่อสามัคคีธรรมกับพระองค์จริงๆ เช่นเดียวกับกฎเกณฑ์ชีวิตของท่านในเรื่องอื่นๆ

หลีกเลี่ยงกิจกรรมอื่นๆในเวลานั้นๆ เพื่อไม่พลาดการอธิษฐานกับพระองค์

18. อธิษฐานด้วยท่าทางที่สนับสนุน

การแสดงออกของร่างกายที่แสดงถึงความตั้งใจ จริงจัง จริงใจในการอธิษฐาน เช่น ยกมือ คุกเข่า มองไปยังสวรรค์ แสดงความรู้สึกที่ยำเกรงพระเจ้าผู้ที่เราอธิษฐานถึง

19. ใช้คู่มือช่วยอธิษฐาน

ช่วยให้อธิษฐานได้ต่อเนื่อง เป็นระบบระเบียบ ครอบคลุม

ในบางวันคุณอาจอธิษฐานโดยอัตโนมัติ และบางวันอาจใช้คู่มือที่มีหัวข้อคำอธิษฐานเผื่อสำหรับคนมากมาย หรือ เหตุการณ์ต่างๆ และเป็นการช่วยให้ท่านระลึกได้ว่าพระเจ้าตอบอะไรไปแล้วในอดีต

20. หยุดความสนใจจากสิ่งเร้าภายนอก

เพ่งความสนใจทั้งหมดไปที่พระเจ้าในขณะที่อธิษฐาน หากใจลอย ขอพระเจ้าให้ท่านจรดจ่อที่พระองค์ได้

เขียนความคิดที่แทรกขึ้นมาในระหว่างที่ท่านอธิษฐาน เพื่อคุณจะจัดการกับสิ่งเหล่านั้นทีหลัง ไม่คิดสิ่งนั้นๆในตอนที่อธิษฐาน

อธิษฐานเผื่อคนที่ระลึกถึงที่เกิดขึ้นในใจ

หากความคิดชั่วร้ายเกิดขึ้นในขณะอธิษฐาน และดึงความสนใจของท่านออกไป ให้ใช้ช่วงเวลานั้นสารภาพบาป เป็นส่วนหนึ่งในเวลาอธิษฐาน

21. หาเหตุผลของคำอธิษฐานที่ไม่ได้รับคำตอบ

หากพระเจ้าไม่ตอบคำอธิษฐานที่ท่านร้องทูล อาจมีบางสิ่งที่กีดขวางคำตอบการอธิษฐาน เช่น

ท่านมีความเชื่อจริงๆไหมว่าพระเจ้าจะตอบ

ท่านสารภาพบาปแล้วหรือยัง

ท่านให้อภัยผู้อื่นแล้วหรือยัง

ท่านมีบาปแผลในใจที่ต้องเอาชนะหรือไม่

ท่านสงสารตัวเองหรือเปล่า

ท่านดำเนินชีวิตสอดคล้องกับสิ่งที่ท่านอธิษฐานหรือเปล่า เช่นขอให้หายป่วย แต่ยังไม่ดูแลสุขภาพตัวเอง อธิษฐานให้มีเพียงพอ แต่ยังก่อหนี้อยู่เรื่อยๆ และไม่เคยช่วยเหลือคนอื่น

ท่านอธิษฐานขอการอวยพรเพื่อตัวเอง หรือเพื่อสามารถแบ่งปันผู้อื่นให้ได้รับพระพรจากท่านด้วย

ท่านเปิดช่องว่างให้มารซาตานเข้ามาแทรกซึมในชีวิตของท่านหรือไม่

จงระลึกเสมอว่าพระเจ้าปรารถนาที่จะตอบคำอธิษฐานของลูกของพระองค์เสมอ เพียงแต่รอเวลาที่เหมาะสม ที่จะช่วยเหลือท่าน และเป็นประโยชน์แก่ท่านจริงๆ

พระองค์อาจกำลังตีสอนท่านสำหรับบางสิ่งอยู่ อาจกำลังสอนให้ท่านเข้าใจบางเรื่อง อาจกำลังทดสอบความเชื่อของท่านให้ท่านมีความเชื่อมากขึ้น หรือกำลังรอให้การแก้ไขที่เป็นไปได้ตามปกติวิสัยเกิดขึ้นตามธรรมชาติ

ให้เราทูลถามพระองค์ถึงพระประสงค์ของพระองค์ที่ยังตอบคำขอของเรา

แม้ว่าเราจะไม่เข้าใจว่าทำไม ให้เรายอมจำนนต่อน้ำพระทัยพระองค์และเรียนรู้จักวางใจพระองค์ ให้คำอธิษฐานที่ไมได้รับคำตอบนั้นเป็นพระพรให้ท่านแสวงหาพระองค์มากขึ้น

22. อธิษฐานแบบปล้ำสู้

เมื่อพบกับปัญหา ความยุ่งยาก และยังไม่ได้รับการตอบคำอธิษฐานจากพระองค์ ให้พยายามต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งในการอธิษฐานปล้ำสู้ เหมือนยาโคบที่ไม่ปล่อยให้พระองค์จากไปโดยยังไม่อวยพรเขา

ในระหว่างเวลานั้น พระเจ้าอาจช่วยท่านให้เปลี่ยนใจให้ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าแทนการทำตามใจตัวเองก็ได้

23. อธิษฐานเหมือนเป็นทั้งนักวิ่งร้อยเมตรและนักวิ่งมาราธอน

การวิ่งบนถนนสายความเชื่อ บางครั้งต้องวิ่งอย่างรวดเร็ว อธิษฐานทันที ให้ทันเวลาและโอกาสในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน

บางครั้งอาจต้องอธิษฐานยาวนานอย่างนักวิ่งมาราธอน แม้เหนื่อยสายตัวแทบขาดยังอธิษฐานต่อพระองค์ในเวลาที่ยังไม่มีคำตอบกลับมา เหมือนดาเนียลที่อธิษฐานอยู่นานถึง 21 วันกว่ามีคาเอลจะนำคำตอบมาให้ เพราะถูกเทพแห่งอาณาจักรเปอร์เซียขัดขวางเอาไว้

24. ขอต่อพระเจ้าอย่างต่อเนื่องกล้าหาญ

อธิษฐานกับพระอย่างสม่ำเสมอ กล้าร้องขอจากพระองค์ แม้ในสิ่งที่ดูเหมือนไม่เป็นเรื่อง แต่สำคัญสำหรับท่าน แทนที่จะคิดเอาเองว่าคงไม่ใช่น้ำพระทัย พระเจ้าคงไม่ตอบคำอธิษฐานแน่ๆ จงเคาะประตูสวรรค์เรื่อยๆ ดังๆ แรงๆ จนกว่าพระองค์จะตอบท่านในทางใดทางหนึ่ง ด้วยความรักมั่นคงอันเป็นพระลักษณะของพระองค์

25. เข้าสู่ส่งครามฝ่ายวิญญาณ

สงครามฝ่ายวิญญาณนั้นจำเป็นต้องต่อสู้ด้วยชีวิตฝ่ายวิญญาณ พระองค์ปรารถนาให้ท่านใช้สิทธิอำนาจฝ่ายวิญญาณในการต่อสู้กับมารร้าย

จงอธิษฐานกับพระเจ้าขอการปกป้องตัวท่านและให้กำลังแก่ท่านในการต่อสู้และเอาชนะในสงครามฝ่ายวิญญาณ

26. เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการอธิษฐาน

การอธิษฐานกับผู้เชื่อท่านอื่น เพียงอีกท่านเดียว และให้พระเจ้าทรงนำท่านในการอธิษฐานร่วมกัน คำอธิษฐานนั้นจะมีฤทธิ์เดชมากกว่าที่ท่านคาดคิด การอธิษฐานในน้ำพระทัยพระเจ้า เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับคนที่ท่านอธิษฐานอยู่ด้วย จงตั้งความคาดหวังในเวลาที่มีโอกาสอธิษฐานกันหลายๆคน พระเจ้าจะทรงตอบคำอธิษฐาน

27. รับใช้ผู้ที่ท่านอธิษฐานเผื่อ

พระเจ้าจะทรงแสดงให้ท่านเห็นถึงวิธีที่ชัดเจนที่ท่านจะรับใช้คนที่ท่านอธิษฐานเผื่อเขา

ท่านจะมีประสบการณ์ในความรักของพระเจ้าที่ทำการผ่านตัวท่าน

ยิ่งท่านรับใช้คนที่อธิษฐานเผื่อมากเท่าใด ท่านจะมียิ่งมีแรงจูงใจในการอธิษฐานเผื่อเขามากขึ้น

28. เขียนคำอธิษฐานที่ได้รับคำตอบ

การเขียนคำอธิษฐานที่ได้รับคำตอบ จะเป็นการตอกย้ำในจิตใจถึงฤทธิ์เดชของพระวิญญาณ คำเผยวจนะ และสิ่งอื่นๆที่ทำให้ท่านอธิษฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลองเขียนขึ้นเป็นวิทยานิพนธ์ส่วนตัวของท่านเอง

29. ตั้งกลุ่มอธิษฐาน

รวบรวมเพื่อนๆของท่านให้อธิษฐานด้วยกันอย่างสม่ำเสมอ หรือตั้งกลุ่มอธิษฐานอย่างเจาะจงสำหรับเรื่องเจาะจงบางเรื่อง

30. ขยายหลักหมุดเต็นท์การอธิษฐาน

ท่านสามารถพัฒนาชีวิตการอธิษฐานเพิ่มมากขึ้น หากท่านตั้งใจจะเป็นคริสเตียนผู้ติดตามพระคริสต์อย่างแท้จริง เข้ากลุ่มอธิษฐาน อธิษฐานกับเพื่อนบางคน ค้นหารูปแบบของตัวเองในการอธิษฐานที่จะพบกับพระเจ้าได้ง่ายๆ เพื่อท่านจะมีประสบการณ์ต่างๆในพระเจ้า ที่พระองค์จัดเตรียมไว้สำหรับท่าน

บัญญัติ2ข้อใหญ่

บัญญัติ2ข้อใหญ่
มธ. ๒๒.๓๔-๔๐
โดย อ.ธวัช เย็นใจ

คำนำ
พระคัมภีร์ตอนนี้เราเรียกว่า “พระบัญญัติสองข้อใหญ่” (มก. ๑๒.๒๘-๒๔) คริสเตียนทุกคนสามารถท่องจำได้อยู่แล้ว แต่จะทำตามได้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
มีเรื่องเล่าว่าบริษัทแห่งหนึ่งมีกฎใหญ่อยู่ ๒ ข้อ ข้อที่หนึ่ง เจ้านายเป็นฝ่ายถูกในทุกรณี ข้อที่สอง เมื่อมีปัญหาใดๆเกิดขึ้นให้กลับไปดูใน

ข้อที่หนึ่งสะดูสีกับพระเยซู (๒๒.๒๓-๓๓)
เมื่อพระเยซูทรงเทศนาสั่งสอน มีศัตรูที่ปรากฏตัวอย่างชัดเจน ซึ่งไม่ใช่ฆาตกรที่ชั่วร้ายที่ไหน แต่เป็นพวกนักศาสนาที่คิดว่าตนเองดีและบริสุทธิ์กว่าผู้อื่น คือฟาริสี สะดูสี ธรรมาจารย์ (หรือรับบี แปลว่าอาจารย์) พวกนี้ขี้อิจฉาตาร้อน ทำตัวเป็นไอ้เข้ขวางคลอง เป็นไม้เบื่อไม้เมา (ขมิ้นกับปูน)กับพระเยซู มีการปะทะคารมกันตลอดเวลา ( เหมือนกับการเมืองไทยขณะนี้แบ่งเป็นสองขั้ว จนผมต้องใส่เสื้อดำไว้ทุกข์ทุกวัน!)
นักศาสนาได้แยกแยะพระพระบัญญัติ(โทราห์)ออกเป็นหมวดหมู่มี ๖๐๐ ข้อ สำคัญมากและสำคัญน้อย
และพวกสาดูสี(ไม่เชื่อชีวิตหลังความตาย) ได้นำมาทดสอบพระเยซู เป็นการลองภูมิ เกี่ยวกับเรื่องเพศในสวรรค์ โดยเล่าเรื่องหญิงที่มีสามีเจ็ดคน(ทีละคน) และเมื่ออยู่ในสวรรค์เธอจะเป็นภรรยาของใคร? พระเยซูทรงตอบว่า “ชีวิตหลังความตายจะเป็นเหมือนทูตสวรรค์-คือไม่มีเพศ”
บทเรียน พระเยซูตรัส “พวกท่านผิดแล้ว, พวกท่านไม่รู้พระคัมภีร์, พวกท่านไม่รู้จักฤทธิ์ของพระเจ้า”
คริสเตียนทำอย่างไรที่จะไม่ผิด? คือต้องเรียนพระคัมภีร์แบบลึกซึ้ง(มิใช่แบบนกแก้วนกขุนทอง หรือเรียนเพื่อประความรู้)และต้องมีความเชื่อและไว้วางใจในพระเจ้าอย่างเต็มที่
*สะดูสีเป็นพวกที่นับถือพระเจ้าแต่จิตใจปราศจากความรัก!

ฟาริสีกับพระเยซู (ข้อ ๓๔-๔๐)
ฟาริสี(เชื่อในเรื่องชีวิตหลังความตาย)รู้สึกดีใจที่สะดูสีแพ้พระเยซู จึงรวมหัวกัน (ข้อ ๓๔)
ส่งอาจารย์ที่เก่ง “รอบรู้พระบัญญัติ” (เจ๋งที่สุด)มาทดสอบพระเยซู ในมัทธิวบทต่อมา(๒๓.๑-๓๖) พระองค์บอกถึงความประพฤติและนิสัยใจคอคนเหล่านี้
-ดีแต่สอน ตนเองไม่ทำ (๒๓.๑-๓)
-ชอบโอ้อวด แต่งตัวดูน่าเลื่อมใส ใส่เสื้อคลุม ประดับประดา ชอบนั่งในที่มีเกียรติ ชอบให้คนคำนับ กราบไหว้ พินอบพิเทา ชอบให้คนอื่นเรียกตนว่าอาจารย์, ศาสนาจารย์-รับบี (ข้อ ๗)
พระเยซูตรัสว่า “วิบัติ” (ข้อ ๑๓) ใช้คำนี้ ๗ ครั้งหมายถึง “ความหายนะ, ล่มจม, ไม่มีดี ภาษาชาวบ้านฉิบหายวายวอด เขาเป็นคนหน้าซื่อใจคด, เจ้าชาติงูร้าย, ชอบล้วงความลับของคนอื่น, ชอบหลอกถาม, ภาพของฟาริสีคืออุโมงค์ฝังศพที่ฉาบปูนขาว (ข้อ ๒๗)
*ฟาริสีเป็นพวกที่นับถือพระเจ้า แต่จิตใจไม่มีความรักและเมตตา!
มีเรื่องเล่าว่า เศรษฐีคนหนึ่งขับรถยนต์ยี่ห้อโรลสรอยด์ผ่านไปเห็นคนชายคนหนึ่งกำลังเด็ดหญ้า จึงบอกให้คนขับหยุดรถถามชายคนนั้นว่า “จะเอาหญ้าไปทำอะไร?”
ชายคนนั้นตอบว่า “จะเอาไปกินครับ”
เศรษฐีสงสารมากจึงบอกให้เขาขึ้นรถ เพื่อจะพาไปอยู่ด้วยที่คฤหาสน์
แต่เขาบอกว่า “ท่านครับ ผมยังมีภรรยาอีกคนหนึ่ง เธอกินหญ้าอยู่ด้านโน้น”
“ไปเรียกเธอมาขึ้นรถ” เศรษฐีบอก
แต่ชายยาจกก็พูดขึ้นอีกว่า “ท่านครับ ผมยังมีลูกอีกสามคน”
“ไปเรียกตัวมา” เศรษฐีว่า เมื่อทุกคนมาขึ้นรถแล้ว ขณะที่คนขับกำลังเคลื่อนรถออก ชายยาจนจึงยกมือไหว้และกล่าวขอบพระคุณที่มีคนใจบุญเอาครอบครัวของตนไปชุบเลี้ยง
เศรษฐีหันกลับมาพูดว่า “ไม่เป็นไร เพราะหญ้าที่บ้านเขียวและดีกว่ากว่านี้เยอะเลย หวังว่าพวกเธอจะชอบกินมากๆ”“???!!”

พระบัญญัติข้อใหญ่พระเยซูทรงสรุปจากพระบัญญัติสิบประการ และข้อปลีกย่อยของฟาริสี ๖๐๐ ข้อ ให้เหลือเพียง ๒ ข้อเท่านั้นคือหนึ่งรักพระเจ้า(agape) สองรักเพื่อนบ้าน เหมือนรักตนเอง คริสเตียนเราต้องระวังที่จะไม่ทำกลับกัน คือรักตนเองก่อน แล้วค่อยรักคนอื่น จากนั้นถึงจะรักพระเจ้า!

รักพระเจ้า พระคัมภีร์ให้ภาพของคนที่รักพระเจ้าคือ โยบ “เป็นคนดีรอบคอบและเที่ยงธรรม เป็นผู้ที่เกรงกลังพระเจ้าและหันเสียจากความชั่วร้าย” (โยบ ๑.๑) เขานมัสการ สารภาพบาป เอาใจใส่พระเจ้าและครอบครัวตนเอง แต่ถูกซาตานทำลายด้วยการส่งคนเสบามาปล้น ฆ่าคนรับใช้ ทำให้ไฟไหม้บ้านและทรัพย์สมบัติ พายุพัดจนลูกสาวลูกชายตายหมด และให้โยบเป็นโรคร้าย(ฝีขึ้นทั้งตัว) อ่านโยบ ๑.๒๐-๒๒ แต่โยบยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น และนมัสการพระเจ้า

รักเพือนบ้าน พระคัมภีร์ให้ภาพของคนที่รักเพื่อนบ้านคือ ชาวสะมาเรียใจดี (ลก. ๑๐.๒๕-๓๗) ชาวยิว(ถือว่าตนบริสุทธิ์)จะดูถูกและไม่คบหาสมาคมกับชาวสะมาเรีย(ถือว่าเป็นคนบาป) มีคนถูกปล้นนอนที่กลางถนน ปุโรหิตมาพบเดินเลี่ยงไปเสีย เลวีก็เช่นกันเดียว แต่ชาวสะมาเรียกลับมี “ใจเมตตา” (passion) เข้ามาพันแผล ใส่น้ำมัน(ยา)และเหล้าองุ่น แล้วให้ขี้ลาของตน ไปพักที่โรงแรม และจ่ายค่ายาและที่พักด้วย เขากำชับอีกว่า “ถ้าไม่พอขากลับมาจะจ่ายให้อีก”

มาระโก ๑๒.๓๐ ความรัก - สิ้นสุดใจ คือออกมาจากอารมณ์และความรู้สึก
- สิ้นสุดจิต คือ ออกมาจากจิตวิญญาณ
- สิ้นสุดความคิด คือออกมาจากสมองและสติปัญญา
- สิ้นสุดกำลัง คือ ออกมาจากกาย ลงมือกระทำ
๑ คร. ๑๓.๔-๗ บทเพลงแห่งความรัก
L – Long (suffering long) ความรักนั้นก็อดทนนาน
O – OK ไม่มีปัญหา
V – Victory มีชัยชนะ
E – Excellence ยอดเยี่ยมที่สุด

สรุป
ความรักไม่มีข้อแม้และไม่มีเงื่อนไข Martin D. Han กล่าวถึงคนที่ไม่น่ารัก และจะรักคนเหล่านี้ได้อย่างไร?
- คนชอบบงการ เจ้ากี้เจ้าการ ยุ่งในทุกเรื่อง
- คนชอบดูถูกคนอื่น
- คนชอบปรับเปลี่ยน อะไรก็ไม่ถูกใจ
- คนชอบพูดในแง่ลบ
- คนชอบก่อกวน สร้างปัญหาในทุกเรื่อง
- คนชอบตำหนิติเตียน
- คนขี้น้อยใจ ฉุนเฉียว ขี้โมโห
- คนอะลุ่มอล่วย ไม่เป็นไร
- คนลังเล ไม่กล้าตัดสินใจ
- คนขี้โอ่ โอ้อวด ฉันดีกว่า
- คนขี้เกียจ เฉื่อยแฉะ ชอบอยู่เฉยๆ
- คนแกล้งถ่อมใจ (คนเย่อหยิ่ง)
- คนชอบล้อเลียน เยาะเย้ย ชอบแซว
- คนที่ไม่น่ารัก

ในหนังสือเฝ้าเดี่ยวมานาประจำวันเล่าเร่องตำรวจไล่จับรถคันหนึ่งในอเมริกา ผู้หญิงขับรถไล่จี้ก้นคันอื่นและบีบแตรเสียงดังสนั่น แสดงถึงอารมณ์ฉุนเฉียวที่ตกค้างมาจากบ้าน ตำรวจได้หยุดรถของเธอและขอดูใบอนุญาตและทะเบียน เมื่อเห็นว่าเรียบร้อยดี แล้วตำรวจก็กล่าวคำขอโทษเธอว่า “ผมเข้าใจผิด เพราะที่กระจกหลังรถของคุณเขียนว่า What wood Jesus do? (พระเยซูจะทำอะไร?) ถัดลงมาเขียนว่า Come to Sunday school (มาเรียนรวีวารศึกษา) ผมคิดว่าเป็นรถที่ขโมยเขามา”

ขอพระเจ้าอวยพร

ขอบคุณครับ
ทีมงานไทยเซอร์มอน

My Blog

  • วินัยของน้องหมา (ข้างถนน) - วันที่ 18/8/2011 เช้านี้ขณะที่รถติดไฟแดงอยู่บริเวณสี่แยกสามย่าน ซึ่งเบื้องหน้าเป็นจามจุรีสแควร์นั้น พลันก็เหลือบเห็นน้องหมาตัวหนึ่งเดินข้ามทางม้าลายด้วยอ...
    15 ปีที่ผ่านมา
  • บทความคริสเตียน - บทความคริสเตียน http://www.gracezone.org/index.php/christian-articles บทความทางด้านจิตวิญญาณ หลักข้อเชื่อ พระเจ้า พระคัมภีร์ พระเจ้า พระคัมภีร์ แนวทางในการ...
    17 ปีที่ผ่านมา
  • คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู - คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู วัน พุธ 08 ต.ค. 08@ 17:47:37 ICT หัวข้อ: สรุปคำเทศนาประจำอาทิตย์ ดร.ทะนุ วงค์ธนานุกุล วัน อาทิตย์ ที่ 21 กันยายน 2008 พระธร...
    18 ปีที่ผ่านมา
  • - แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้...
    18 ปีที่ผ่านมา

Christian Blog

บล็อกวาไรตี้

เทคโนโลยี

ดาวน์โหลดโปรแกรมมาใหม่ล่าสุด |

วาไรตี้

ข่าวประจำวัน

สารบัญเว็บไทย

กินลม ชมทะเล ที่มาร์คเฮ้าส์บังกะโล เกาะกูด จ.ตราด

Thailand Map