Custom Search By Google

Custom Search

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552

วรรณคดีพระคัมภีร์

'www.thaisermons.com'

วรรณคดีพระคัมภีร์เดิม 2
ธวัช เย็นใจ

พระธรรมสดุดี Psalmos
(๑) เพลงนมัสการ
๑) การเขียน
- เขียนจากประสบการณ์ของคนที่รู้จักพระเจ้า และเพื่อให้มนุษย์ทุกคนได้รู้จักพระเจ้า
๒) พระธรรมสดุดี บทเพลงที่ร้องกันในพระวิหาร
- พระวิหารของกษัตริย์ซาโลมอน (กคศ. ๙๕๗-๕๘๗)
- พระวิหารหลังใหม่ (กคศ. ๕๓๗-๕๑๙)
- พระวิหารที่สร้างโดยกษัตริย์เฮโรด (กคศ. ๑๙- คศ. ๗๐)
๓) ชาวยิวร้องเพลงสดุดีตามธรรมศาลา ตามบ้าน โดยวิธีการท่องจำด้วยปาก
๔) พระเยซูชอบร้องเพลงสดุดี
- ข้ออ้างถึงพระมาซีฮาห์ (สดด. ๒.๗, อสย. ๔๒.๑ ดู มธ. ๓.๑๗, มก. ๙.๗, ลก. ๓.๒๒)
- พระเยซูกับสาวกร้องเพลงสดุดีในอาหารมื้อสุดท้าย (มก. ๑๔.๒๖)
- พระเยซูทรงอ้างสดุดี ๒๒.๑ (มธ. ๒๗.๔๖, มก. ๑๕.๓๔)
๕) เปาโลกับสิลาสร้องเพลงสดุดี
- เมื่อท่านทั้งสองประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ และต้องโทษในเรือนจำเมืองฟีลิปปี(กจ. ๑๖.๒๕)
๖) พระคัมภีร์บอกให้คริสเตียนร้องเพลงสดุดี
- อฟ. ๕.๑๙, คส. ๓.๑๖๗) คณะนิกายต่างๆร้องเพลงสดุดี
- คาทอลิก - โปรเตสแตนท์ - อามิช
- ออโธดอกซ์ - พิวริตัน - เมโนไนท์
๘) สดุดีเป็นวรรณกรรมของตะวันออกใกล้
- แต่มีความแตกต่างจากวรรณกรรมของชาวซูเมอร์ บาบิโลน คานาอัน และอียิปต์
- สดุดีบางบทมีความใกล้เคียงกันบทกลอนคานาอัน เช่น สดด. ๒๙, ๖๘, ๗๔, ๘๒ แตกต่างกันในหลักข้อเชื่อ “พระเจ้าองค์เดียว”
๙) เพลงสำหรับเทศกาล
- เพลงสำหรับร้องในวันสะบาโต
- เพลงสำหรับระลึกถึงการถวาย
- เพลงถวายขอบพระคุณพระเจ้า
- เพลงสำหรับการถวายพระวิหาร
- เพลงสำหรับการสอน
- เพลงสำหรับแห่ขึ้น (บทที่ ๑๒๐-๑๓๔)

(๒) วันเวลาและผู้เขียน
๑) เพลงสดุดีเขียนในช่วงเวลาที่ต่างกัน
- ในสมัยของกษัตริย์ดาวิด
- ก่อนอิสราเอลตกไปเป็นเชลยในบาบิโลน
- ระหว่างตกเป็นเชลย (กคศ. ๕๘๗-๕๓๘)
- หลังจากที่ยิวกลับมาจากเป็นเชลย (กคศ. ๕๓๘-๓๐๐)
- พระคัมภีร์ใหม่กล่าวถึงดาวิดเป็นผู้เขียน (มก. ๑๒.๓๖-๓๗, กจ. ๔.๒๕-๒๖, รม. ๔.๖-๘)
๒) การแบ่งหัวข้อของผู้เขียน
- หัวข้อแบ่งออกเป็น “ของโมเสส, ดาวิด, ซาโลมอน, อาสาฟ, บุตรโคราห์, เฮมาน, เอธาน
- ประเภทของเพลง เช่น เพลงสดุดี, เพลงแห่งความรัก, เพลงแห่งการสรรเสริญ, คำอธิษฐานมัสคิล, มิคทาม, และชิกาโยน
- คำว่า “เซลาห์” แปลว่า “ยกเสียงขึ้น”
- ทำนองเพลงของสดุดี อาลาโมธ, เชมินิท, กิทธีท, เยดูธูน, มูธลาเบน, กวางแห่งรุ่งอรุณ, ดอกพลับพลึง, นกพิราบจากแดนไกล, อย่าทำลาย, มาฮาธ ชาวรู้จักเพลงทำนองเหล่านี้ดี
๓) กษัตริย์ดาวิด
- ตามความเข้าใจ ดาวิดเป็นผู้ประพันธ์ (๑ ซมอ. ๑๖.๑๗-๒๓, ๒ ซมอ. ๑.๑๗, ๒๗, ๒๒.๑-๕๑, ๒๓.๑-๗)
๔) ชื่อดาวิดปรากฏในคำนำของบท
- ในฉบับภาษาฮีบรูพบคำว่าดาวิดในบทนำ ๗๒ บท แต่สังเกตคำว่า “ของ, เป็นของ, เพื่อ” บางบทเห็นชัดว่าดาวิดไม่ได้เขียน เช่น สดด. ๑๓๗
๕) ผู้เขียนสดุดี
๑.โมเสส เขียน ๑ บท (กคศ. ๑๔๐๐) คือบทที่ ๙๐
๒.ดาวิด เขียน ๗๓ บท (กคศ. ๑๐๐) คือบทที่ ๓-๔๑, ๕๑-๗๒, ๑๐๑-๑๐๒, ๑๓๘-๑๔๕
๓. พวกโคราห์เขียน ๑๒ บท (กคศ. ๑๐๐-๖๐๐) คือบทที่ ๔๒-๔๙, ๘๕, ๘๗-๘๘
๔.พวกอาสาฟเขียน ๑๒ บท (กคศ. ๑๐๐๐) คือบทที่ ๕๐, ๗๓-๘๓
๕. ซาโลมอนเขียน ๒ บท (กคศ. ๙๖๐) คือบทที่ ๗๒, ๑๒๗
๖.เฮมานเขียน ๑ บท (กคศ. ๑๐๐๐-๖๐๐) คือบทที่ ๘๙
๗.เยดูธุนเขียน ๑ บท (กคศ. ๑๐๐๐) คือบทที่ ๑๐๐๐

(๓) การแบ่งตอนของสดุดี แต่เดิมนั้นสดุดีแบ่งออกเป็น ๓ ตอน แต่ต่อมาได้แบ่งใหม่เหมือนกับพระธรรมโทราห์ (Torah)
๑) สดุดีแบ่งเป็นห้าตอน
- ตอนที่หนึ่ง สดุดีบทที่ ๑-๔๑ บทที่ ๑ คำเชิญชวนให้ดำเนินชีวิตตามโทราห์ (๕ เล่มแรก) บทที่ ๒ คำตักเตือนให้เชื่อฟังกษัตริย์ บทที่ ๓-๔๑ สดุดีของดาวิดที่ใช้พระนามพระยาเวห์ (ส่วนมากเป็นบทคร่ำครวญ)
- ตอนที่สอง สดุดีบทที่ ๔๒-๗๒ บทที่ ๔๒-๔๙ เป็นสดุดีของพวกโคราห์ ประกอบด้วยเพลงส่วนตัวและของประชาชน บทที่ ๕๐-๗๒ เป็นสะดุดีของดาวิดซึ่งมีพระนามของ “เอโลฮิม” บ่อยครั้ง
- ตอนที่สาม สดุดีบทที่ ๗๓-๘๙ บทที่ ๗๓-๘๓ เป็นสดุดีของพวกอาสาฟ ซึ่งประกอบด้วยเพลงส่วนตัวและของประชาชน บทที่ ๘๔-๘๘ เป็นเพลงสดดีของพวกโคราห์ บทที่ ๘๙ บทเพลงของพระราชาเอธาน
- ตอนที่สี่ สดุดีบทที่ ๙๐-๑๐๖บทที่ ๙๐-๑๐๐ เพลงสรรเสริญพระเจ้าผู้เป็นพระมหากษัตริย์ บทที่ ๑๐๑-๑๐๓ บทเพลงสดุดีของดาวิด (บทที่ ๑๐๒ คำสารภาพบาปของดาวิด) บทที่ ๑๐๔-๑๐๖ สดุดีแห่งฮาเลลูยาห์ คือจบลงด้วยคำว่า “ฮาเลลูยาห์”
- ตอนที่ห้า สดุดีบทที่ ๑๐๗-๑๕๐ บทที่ ๑๐๗ เพลงสรรรเสริญพระผู้ช่วยให้รอด บทที่ ๑๐๘-๑๑๐ สดุดีของดาวิด บทที่ ๑๑๑-๑๑๓, ๑๑๕-๑๑๗ สดุดีแห่งฮาเลลูยาห์ บทที่ ๑๑๔, ๑๑๘ บทเพลงสรรเสริญและขอบพระคุณ บทที่ ๑๑๙ สรรเสริญแห่งสง่าราศีแห่งพระวจนะ บทที่ ๑๒๐-๑๓๔ สดุดีสำหรับการแห่ขึ้น บทที่ ๑๓๕ สดุดีฮาเลลูยาห์ เริ่มและจบด้วยการสรรเสริญพระเจ้า บทที่ ๑๓๖-๑๔๕ สดุดีของดาวิด บทที่ ๑๔๖-๑๕๐ สดุดีฮาเลลูยาห์ คือเริ่มและจบด้วยฮาเลลูยาห์

สรุปคำอุปมาเรื่องแผ่นดินสวรรค์ (3)‏

จากคำอุปมาทั้ง 12 อย่างนั้น สามารถประมวลออกได้เป็น 6 ภาพ ได้แก่

มีการแอบแฝงปะปนของศัตรูขณะที่ตั้งบนแผ่นดินโลก (ข้าวละมาน) เราจะต้องพร้อมที่จะรับกับสถานการณ์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ เราจะต้องไม่ท้อใจ เพราะเป็นหน้าที่ของเราที่พระองค์มอบหมายให้แก่เรา ที่เราจะสร้างแผ่นดินของพระเจ้าให้ปรากฎในโลกนี้


ลักษณะการเกิดผลแห่งแผ่นดินสวรรค์ (ผู้หว่านพืช, เมล็ดพืช, เชื้อขนม, เงินตะลันต์) พระเจ้าทรงต้องการให้เราเกิดผลมาก เกิดผลที่ยิ่งใหญ่ เมื่อเราก้าวสู่การเติบโต เราจะต้องแสดงผลที่จะออกจากชีวิตของเรา พระเจ้าจึงพอพระทัย และจะประทานแผ่นดินสวรรค์ให้แก่เรา เพื่อที่พระองค์จะตั้งเราให้ครอบครองสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ดังเช่นทาสที่ได้ 5 ตะลันต์และ 2 ตะลันต์ ที่ได้เกิดผล และนำผลที่ถวายได้นั้นมาถวายแด่พระเจ้า


ผู้ที่จะช่วงชิงเอาแผ่นดินสวรรค์ได้ (ขุมทรัพย์, ไข่มุก) ตราบใดที่เรายังหวงแหนสิ่งที่มีอยู่ แล้วไม่เห็นคุณค่าของแผ่นดินสวรรค์ เราก็จะเป็นเหมือนเศรษฐีหนุ่ม

"16 ดูเถิด มีคนหนึ่งมาทูลพระองค์ว่า 'ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าจะต้องทำดีประการใด จึงจะได้ชีวิตนิรันดร์'
17 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า 'ท่านถามเราถึงสิ่งที่ดีทำไม ผู้ที่ดีมีแต่ผู้เดียว แต่ถ้าท่านปรารถนาจะเข้าในชีวิต ก็ให้ถือรักษาพระบัญญัติไว้'
18 คนนั้นทูลถามว่า 'คือพระบัญญัติข้อใดบ้าง' พระเยซูตรัสว่า 'คือข้อที่ว่า 'อย่าฆ่าคน อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา อย่าลักทรัพย์ อย่าเป็นพยานเท็จ
19 จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของตน และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง' '
20 คนหนุ่มนั้นทูลพระองค์ว่า 'ข้อเหล่านั้นข้าพเจ้าได้ถือรักษาไว้ทุกประการ ข้าพเจ้ายังขาดอะไรอีกบ้าง'
21 พระเยซูตรัสแก่เขาว่า 'ถ้าท่านปรารถนาเป็นผู้ที่ทำจนครบถ้วน จงไปขายบรรดาสิ่งของซึ่งท่านมีอยู่แจกจ่ายให้คนอนาถา แล้วท่านจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์
แล้วจงตามเรามาและเป็นสาวกของเรา'
22 เมื่อคนหนุ่มได้ยินถ้อยคำนั้นก็ออกไปเป็นทุกข์ เพราะเขามีทรัพย์สิ่งของเป็นอันมาก
23 พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า 'เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ก็ยาก
24 เราบอกท่านทั้งหลายอีกว่า ตัวอูฐจะลอดรูเข็มก็ง่ายกว่าคนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้า'' (มัทธิว 19:16-24)

การปฏิบัติที่ถูกต้องต่อแผ่นดินสวรรค์ (การคิดบัญชีกับทาสที่ไม่ให้อภัย, กษัตริย์จัดเลี้ยงสมรส, หญิงพรหมจารีย์) เราจะต้องมีความรักเสมอ ให้อภัยแก่ผู้อื่นเสมอ และจะต้องสวมเสื้อให้ถูกต้อง ให้เหมาะกับงาน ซึ่งจะต้องเป็นเสื้อที่ขาวสะอาด คือได้รับการชำระโดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์เป็นพื้นฐาน และจะต้องมีผลแห่งการปฏิบัติ การเกิดผล การรู้คุณค่า การอดทนรอคอย และการพร้อมจนนาทีสุดท้าย นี่คือเสื้อที่เราจะต้องสวม


สิทธิอำนาจของเจ้าของแผ่นดินสวรรค์ (เจ้าของสวน) พระเจ้าเป็นผู้จัดเตรียมสิ่งนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ามาก ที่คู่ควรกับคนพิเศษ ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าไปได้ พระองค์จะให้ผู้ใดเข้าได้ ก็เป็นสิทธิของพระองค์ และนี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้ว่า เราจำเป็นจะต้องอ่านพระวจนะคำของพระองค์ เพื่อเราจะรู้กฎเกณฑ์ของพระองค์ และเราจะได้กระทำตามพระทัยพระบิดาผู้ทรงสถิตในสวรรค์ กฎเกณฑ์เหล่านี้เป็นกฎเกณฑ์ที่พระเจ้าจะทรงใช้ในวันพิพากษา เราจะต้องรู้ และเกรงกลัวสิทธิอำนาจนี้ ขอที่เราจะสำรวจว่าสิ่งใดที่เรายังไม่มี สิ่งใดที่เรายังละเลย และขอที่เราจะกลับใจจากสิ่งเหล่านั้น


การคัดสรรที่จะเกิดในวันพิพากษา (ข้าวละมาน, อวน) พระเจ้าจะทรงคัดสรร และในการคัดสรรนั้น เป็นสิ่งที่เราจะต้องคิดถึงพระคัมภีร์เกี่ยวกับการพิพากษา อย่าดีใจที่เพียงแค่เราได้รับการเกี่ยว หรือได้ติดอวนแล้วมา เพราะสิ่งเหล่าไม่ได้บอกว่าเราจะผ่านการคัดสรรได้ เราจะประมาทไม่ได้

"17 ด้วยว่าถึงเวลาแล้ว ที่การพิพากษาจะต้องเริ่มต้นที่ครอบครัวของพระเจ้า และถ้าการพิพากษานั้นเริ่มต้นที่พวกเราก่อน ปลายทางของคนเหล่านั้น ที่ไม่เชื่อฟังข่าวประเสริฐของพระเจ้าจะเป็นอย่างไร
18 และ ถ้าคนชอบธรรมจะรอดพ้นไปได้อย่างยากเย็นแล้ว คนที่ไม่เคารพพระเจ้า และคนบาปจะไปอยู่ที่ไหน" (1เปโตร 4:17-18)

พร้อมหรือยังที่เราจะก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่ คิดอย่างผู้ใหญ่?

พวกเราต้องเอาจริงเอาจังกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ให้เราสำรวจตัวเองว่าเรามีพระวจนะมากน้อยเท่าไร ถ้าหากเราปิดพระคัมภีร์เราจะสามารถพูดพระคำของพระองค์ได้เพียงไร ขอพระเจ้าช่วยที่พระคำของพระองค์จะฝังในตัวเรา อยู่ในชีวิตของเรา เพื่อที่เราจะก้าวไป ไม่หยุดอยู่กับที่



อ.ประดิษฐ์ พรกีรติกุล

คำแบ่งปันกลุ่มเซลล์เพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 22/05/2009

เรื่อง ศึกษาพระกิตติคุณมัทธิว

สรุปคำอุปมาเรื่องแผ่นดินสวรรค์ (2)‏

พื้นฐานที่จะก้าวไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ หรือ หลักธรรมเบื้องต้นแห่งคริสตศาสนา เราได้ผ่านแล้วหรือยัง?

"1 เหตุฉะนั้นขอให้เราผ่านหลักธรรมเบื้องต้นแห่งคริสตศาสนา ไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ไม่วางรากฐานซ้ำอีก คือเรื่องการกลับใจจากการประพฤติที่นำไปสู่ความตาย เรื่องความเชื่อในพระเจ้า
2 และคำสอนว่าด้วยพิธีล้างชำระ และพิธีวางมือ และการเป็นขึ้นมาจากตาย และการพิพากษาลงโทษเป็นนิตย์นั้น" (ฮีบรู 6:1)

ถ้ายังไม่ผ่านหลักธรรมเบื้องต้นเหล่านี้ เราจะต้องรีบเร่งต่อสู้ เพราะความบาปได้โจมตีเราอย่างไม่หยุดยั้ง ถ้ายิ่งปล่อยนานเราจะยิ่งเอาชนะยาก แต่ถ้าเราเอาจริงเอาจัง สู้สุดกำลัง เอาชนะความบาป เราก็จะได้ชัยชนะ เพื่อที่ชีวิตของเราจะสามารถเกิดผลได้

ไม่ใช่เพียงแค่ผ่านหลักพื้นฐานเบื้องต้นเท่านั้น แต่คนที่เป็นผู้ใหญ่แล้วจะต้องดำเนินชีวิต แสดงออกถึงความเป็นผู้ใหญ่ให้สมบูรณ์อีก คือ การที่เขาจะปรารถนาที่จะเกิดผล การที่ยกโทษให้ผู้อื่น เรียนรู้คุณค่า เกียรติ และการสวมเสื้อที่เหมาะสมที่จะเข้าสู่แผ่นดินนั้น และภาพแห่งแผ่นดินสวรรค์ กำลังบอกแก่ผู้ที่จะก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่

"11 เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าพูดอย่างเด็ก คิดอย่างเด็ก ใคร่ครวญหาเหตุผลอย่างเด็ก แต่เมื่อข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่ ข้าพเจ้าก็เลิกอาการเด็กเสีย
12 เพราะว่าบัดนี้เราเห็นสลัวๆเหมือนดูในกระจก แต่เวลานั้นจะได้เห็นพระพักตร์ชัดเจน
เดี๋ยวนี้ความรู้ของข้าพเจ้าไม่สมบูรณ์ เวลานั้นข้าพเจ้าจะรู้แจ้งเหมือนพระองค์ทรงรู้จักข้าพเจ้า (1โครินธ์ 13)

เมื่อผ่านความเป็นเด็กแล้ว ความรับผิดชอบของการเป็นผู้ใหญ่จะต้องอยู่กับเราตลอด จนถึงวินาทีสุดท้าย

ดั้งนั้น แผ่นดินสวรรค์จึงไม่ใช่สิ่งที่เราจะได้มาอย่างง่ายดาย เพราะความเป็นจริงแล้ว แผ่นดินสวรรค์เป็นสิ่งที่ยากที่เราจะฉวยมาได้ แต่ถ้าหากเราเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ เราจะเห็นคุณค่า และพร้อมที่จะทุ่มเทเพื่อให้ได้สิ่งนี้มา เหมือนขุมทรัพย์และไข่มุก เพราะเราจะรู้ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าทีเดียว ซึ่งเด็กฝ่ายวิญญาณจะไม่คิดเช่นนี้ จะไม่คิดเมือนพ่อค้าในคำอุปมาที่รู้คุณค่าของไข่มุก จึงได้ขายทุกสิ่งที่เขามีเพียงเพื่อได้ไข่มุกเม็ดนี้เม็ดเดียว

ขอพระเจ้าช่วยเรา ที่เราจะกล้าที่จะเป็นผู้ใหญ่ ที่จะคิดอย่างที่ผู้ใหญ่คิด เพราะคนเช่นนี้มีน้อยนัก เป็นทางแคบที่คนไม่อยากจะเดิน

"17 ข้าพเจ้าอธิษฐานว่า ขอพระเจ้าแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา คือพระบิดาผู้ทรงพระสิริทรงโปรดประทานให้ท่านทั้งหลาย มีจิตใจอันประกอบด้วยสติปัญญา และความประจักษ์แจ้งในเรื่องความรู้ถึงพระองค์
18 และขอให้ตาใจของท่านสว่างขึ้น เพื่อท่านจะได้รู้ว่า ในการที่พระองค์ทรงเรียกท่านนั้น พระองค์ได้ประทานความหวังอะไรแก่ท่าน และรู้ว่า มรดกของพระองค์สำหรับธรรมิกชนมีสง่าราศีอันอุดมบริบูรณ์เพียงไร
19 และรู้ว่า ฤทธานุภาพอันใหญ่ของพระองค์มีมากยิ่งเพียงไร สำหรับเราทั้งหลายที่เชื่อ ตามอำนาจของพระกำลังและฤทธานุภาพอันใหญ่ยิ่งของพระองค์" (เอเฟซัส 1:17-19)

ทั้งสามสิ่งนี้ จะเป็นสิ่งที่เราขอ ดังเช่นที่อาจารย์เปาโลได้อธิษฐานเพื่อเรา ขอพระเจ้าเปิดตาใจของเรา ที่เราจะรู้ถึงความหวัง มรดก และฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระองค์

การที่เราจะได้มาซึ่งแผ่นดินสวรรค์ ไม่ใช่สิ่งที่เราจะมองอย่างเด็ก ๆ แต่เมื่อเราเรียนรู้แล้วเราจะเข้าใจ เมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้วจึงจะคิดได้

ศัตรูอยู่รอบข้างเราเสมอ เราจะต้องต่อสู้กับศัตรูที่อยู่รอบข้างเรา

"ท่านทั้งหลายจงสงบใจจงระวังระไวให้ดี ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้" (1เปโตร 5:8)

เราจะต้องสวมยุทธภัณฑ์ให้ครบ ตามเอเฟซัส 6 เพื่อที่เราจะสามารถยืนหยัดจนวิธีสุดท้าย



อ.ประดิษฐ์ พรกีรติกุล

คำแบ่งปันกลุ่มเซลล์เพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 22/05/2009

เรื่อง ศึกษาพระกิตติคุณมัทธิว

ความคาดหวังและการรอคอย

ความคาดหวังและการรอคอย
S_K 020609
คำนำ

• ในชีวิตเรา เราคาดหวังอะไรบ้าง
o รวย
o มีบ้าน มีรถ
o มีแฟน มีคู่ครอง
• สำเร็จหรือยัง
• ยังคาดหวังอยู่ไหม ยังรอคอยอยู่หรือเปล่า
• ความหวังใจ เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีกำลังใจในการดำเนินชีวิต หากแต่ถ้าคาดหวังอย่างไม่เข้าใจ คาดหวังผิดๆ รังแต่จะทำให้ทุกข์ใจ

• ความคาดหวังไม่ได้เริ่มขึ้นในตัวของมันเอง
• ความคาดหวัง เกิดจาก อารมณ์ความรู้สึกว่าต้องการบางสิ่ง รวมกับ ความคิดที่เป็นเหตุผลหรือโอกาสที่จะเป็นไปได้
• หากบ้านถูกไฟไหม้ เราไม่อยากเสียบ้านไป หากเราคิดให้เหตุการณ์ต่างๆย้อนคืนกลับมา บ้านไม่โดนไฟไหม้ คงเป็นไปไม่ได้ และ เราไม่คิดคาดหวังเรื่องนี้
• หาก เราคิดเหตุผล และความเป็นไปได้อื่นๆ เช่น มีคนซื้อให้ หรือ ค่อยๆเก็บเงินซื้อเอง กลับมีเหตุผลมากกว่า และมีความหวังใจที่สมจริงมากกว่า
• หากคิดหวังใจถูก จะเดินไปในทางหนึ่ง หากหวังใจผิดๆ จะหลงทางเสียเวลา ไม่ได้อะไรเลย และการรอคอยก็เปล่าประโยชน์
• คริสเตียนจึงควรมีความคิดและความหวังใจที่ถูกต้อง สมจริง เพื่อให้เรามีหวังใจแท้ และเป็นสุข แทนความหวังใจที่ไม่สามารถเป็นไปได้ และต้องพบกับความทุกข์ใจ

สภษ13: 12 ความหวังที่ถูกหน่วงไว้ทำให้ใจเจ็บช้ำแต่ความปรารถนาที่สำเร็จแล้วเป็นต้นไม้แห่งชีวิต

• เราจึงต้องหันกลับมาดูว่า พระคำของพระเจ้า พูดเกี่ยวกับ ความหวังใจ และ รอคอยอย่างไรบ้าง

สดด19:7-8 7 กฎหมายของพระเจ้ารอบคอบ และฟื้นฟูจิตวิญญาณ กฎเกณฑ์ของพระเจ้านั้นแน่นอน กระทำให้คนรู้น้อยมีปัญญา
8 ข้อบังคับของพระเจ้านั้นถูกต้อง กระทำให้จิตใจเปรมปรีดิ์ พระบัญญัติของพระเจ้านั้นบริสุทธิ์ กระทำให้ดวงตากระจ่างแจ้ง

1. ทำไมเราจึงคาดหวังและรอคอย

1.1 โลกนี้ไม่สมบูรณ์

• ความไม่สมบูรณ์ของโลก ทำให้เราขาดความครบถ้วน ทั้ง ความรู้ และความต้องการในทุกๆด้าน
• ชีวิตคนไม่สมบูรณ์จึงต้องแสวงหาบางสิ่งมาเติมเต็มอยู่เสมอ
• แต่ ไม่มีสิ่งใดเลยที่เราหามาเติมเต็มในชีวิตของเราได้ แม้คิดว่ามีแล้วจะดี มีแล้วจะพอ แต่ก็จะหาสิ่งอื่นเป็นสิ่งเติมเต็มต่อไปอีก
• เพราะมนุษย์ไม่สมบูรณ์ จึงยังต้องรอคอยความสมบูรณ์นั้นที่จะมาถึงในชีวิตนิรันดร์
• แต่ในโลกนี้ เราต้องเรียนรู้ที่จะคาดหวังและรอคอยอย่างถูกต้องก่อน มิเช่นนั้นจะตรอมตรมด้วยความไม่สมหวัง

• สิ่งใดบ้างที่เราความตั้งหลักคาดหวังให้ถูกต้อง

1.1.1 คาดหวังจากพระเจ้าก่อน

• พระเจ้าทรงเป็นเจ้าของทุกสรรพสิ่ง
• พระองค์เป็นผู้ทรงสร้างทุกอย่าง

มธ6:32-33 32 เพราะว่าพวกต่างชาติแสวงหาสิ่งของทั้งปวงนี้ แต่ว่าพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงทราบแล้วว่า ท่านต้องการสิ่งทั้งปวงเหล่านี้
33 แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้

มธ.7:9-11 9 ในพวกท่านมีใครบ้างที่จะเอาก้อนหินให้บุตร เมื่อเขาขอขนมปัง
10 หรือให้งูเมื่อบุตรขอปลา
11 เหตุฉะนั้น ถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาป ยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตนยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะประทานของดีแก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์

1.1.2 คาดหวังสันติสุขแท้

• ไม่มีสิ่งใดที่เติมเต็มชีวิตได้ นอกจากพระเจ้า
• การคาดหวังรอคอยสิ่งอื่น แม้ได้มาก็อาจทำให้สุขชั่วคราว แต่ไม่มีทางที่สิ่งนั้นจะเป็นความสุขถาวรนิรันดร์

ยน14:27 เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตก และอย่ากลัวเลย

1.1.3 คาดหวังกำลังที่มาจากพระองค์

• เราอาจหมดแรง ท้อใจ เพราะ ไม่ได้ในสิ่งที่เราคาดหวังเสียที
• แต่หากเรายังรอคอยพระเจ้า และคำตอบจากพระองค์ เราจะมีกำลังใหม่เสมอ เป็นกำลังที่มีมากขึ้นๆ เป็นความสดใหม่ และความยินดีในพระองค์

อสย40:31 แต่เขาทั้งหลายผู้รอคอยพระเจ้า จะเสริมเรี่ยวแรงใหม่ เขาจะบินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี เขาจะวิ่งและไม่เหน็ดเหนื่อย เขาจะเดินและไม่อ่อนเปลี้ย

1.2 การรอคอยถูกกำหนดด้วยเวลาเสมอ

1.2.1 ทุกอย่างในโลกมีวาระแห่งการรอคอยเสมอ

• แม้หวังใจอย่างถูกต้อง เหมาะสม แต่ยังคงต้องรอคอยเวลาให้วาระนั้นมาถึง
• วาระและเวลานั้นอาจเป็นสิ่งที่ไม่ได้ให้ประโยชน์ แก่เรา ดังที่เราคาดหวังก็ได้

ปญจ3:1-10 1 มีฤดูกาลสำหรับทุกสิ่ง และมีวาระสำหรับเรื่องราวทุกอย่างภายใต้ฟ้าสวรรค์
2 มีวาระเกิด และวาระตาย มีวาระปลูก และวาระถอนสิ่งที่ปลูกทิ้ง
3 มีวาระฆ่า และวาระรักษาให้หาย มีวาระรื้อทลายลง และวาระก่อสร้างขึ้น
4 มีวาระร้องไห้ และวาระหัวเราะ มีวาระไว้ทุกข์ และวาระเต้นรำ
5 มีวาระโยนหินทิ้ง และวาระเก็บรวบรวมหิน มีวาระสวมกอด และวาระงดเว้นการสวมกอด
6 มีวาระแสวงหา และวาระทำหาย วาระเก็บรักษาไว้ และวาระโยนทิ้งไป
7 มีวาระฉีกขาด และวาระเย็บ วาระนิ่งเงียบ และวาระพูด
8 มีวาระรัก และวาระเกลียด วาระสงคราม และวาระสันติ
9 คนงานได้กำไรอะไรจากการงานของเขา
10 ข้าพเจ้าเห็นธุรกิจ ซึ่งพระเจ้าประทานให้มนุษย์ทำ

1.2.2 พระเจ้ามีตารางเวลาของพระองค์

• ทุกๆอย่างอยู่ในเวลาของพระองค์เสมอ
• พระองค์ไม่เคยมาสายเกินเวลาของเรา
• อาจดูเหมือนเฉียดฉิว แต่ให้วางใจในพระองค์

ปญจ3:11 พระองค์ทรงกระทำให้สรรพสิ่งงดงามตามฤดูกาลของมัน พระองค์ทรงบรรจุนิรันดร์กาลไว้ในจิตใจของมนุษย์ แต่มนุษย์ยังมองไม่เห็นว่าพระเจ้าทรงกระทำอะไรไว้ตั้งแต่ปฐมกาลจนกาลสุดปลาย

อสย60:22 ผู้เล็กน้อยที่สุดจะเป็นตระกูล และผู้นิดที่สุดจะเป็นประชาชาติอันมีอานุภาพ เราคือพระเจ้า ถึงเวลาเราก็จะเร่ง

1.2.3 ธรรมชาติมีเวลาในตัวเอง

• หว่านพืชหนึ่งเมล็ดลงในดิน ยังต้องรอเวลาให้เมล็ดนั้นงอกเงยเป็นต้นกล้า เป็นต้นไม้ แล้วจึงให้ดอกให้ผล
• ไม่สามารถเร่งเอาตามใจชอบ จะอย่างไรก็ต้องผ่านกระบวนการของเวลาตามธรรมชาติ

มก4:26-28 26 พระองค์ตรัสว่า “แผ่นดินของพระเจ้าอุปมาเหมือนคนหนึ่งหว่านพืชลงในดิน
27 แล้วกลางคืนก็นอนหลับ และกลางวันก็ตื่นขึ้น ฝ่ายพืชนั้นจะงอกจำเริญขึ้นอย่างไรเขาก็ไม่รู้
28 เพราะแผ่นดินเองทำให้พืชงอกจำเริญขึ้นเป็นลำต้นก่อน ภายหลังก็ออกรวง แล้วก็มีเมล็ดข้าวเต็มรวง

2. ประโยชน์ในการรอคอย

2.1 เป็นการฝึกความอดทน

• คนที่เป็นเด็ก ไม่รู้จักกาลเทศะ และไม่รู้จักรอคอย
• อยากได้อะไรจะขอทันที
• หากไม่ได้จะร้อง เซ้าซี้เอาให้ได้
• คนที่รู้จักรอคอย ต้องอดทน และต้องเป็นผู้ใหญ่เพียงพอ
• ต้องฝึกความอดทน เพื่อจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ไม่เป็นเด็กอีกต่อไป

ยก1:12 คนที่อดทนต่อการทดลองใจก็เป็นสุข เพราะเมื่อปรากฏว่าผู้นั้นทนได้แล้ว เขาจะได้รับมงกุฎแห่งชีวิต ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้แก่คนทั้งหลายที่รักพระองค์

2.2 เป็นการพัฒนาชีวิตให้หนักแน่น

• ทำให้ชีวิตแข็งแกร่งขึ้น

ยก1:2-4 2 ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี
3 เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง
4 และจงให้ความมั่นคงนั้นบรรลุผลอันสมบูรณ์ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย

2.3 เป็นการพัฒนาความเข้าใจ

• เรายังไม่ได้ในสิ่งที่เรารอคอยเพราะอะไร

• อาจเป็นเพราะเรายังไม่พร้อม
• ยังไม่แกร่งพอที่จะรองรับสิ่งที่เรารอคอย

กท4:1-2 1 ข้าพเจ้าหมายความว่า ตราบใดที่ทายาทยังเป็นเด็กอยู่ เขาก็ไม่ต่างอะไรกับทาสเลย ถึงแม้เขาจะเป็นเจ้าของทรัพย์สมบัติทั้งปวง
2 แต่เขาก็อยู่ใต้บังคับของผู้ปกครองและผู้ดูแลทรัพย์ จนถึงเวลาที่บิดาได้กำหนดไว้

1คร13:11 เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าพูดอย่างเด็ก คิดอย่างเด็ก ใคร่ครวญหาเหตุผลอย่างเด็ก แต่เมื่อข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่ ข้าพเจ้าก็เลิกอาการเด็กเสีย

• อาจเป็นเพราะคาดหวังในสิ่งผิด สิ่งที่ไม่ใช่ สิ่งที่ไม่ถูกต้อง

อฟ5:15-17 15 เหตุฉะนั้นท่านจงระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้ดี อย่าให้เหมือนคนไร้ปัญญา แต่ให้เหมือนคนมีปัญญา
16 จงฉวยโอกาส เพราะว่าทุกวันนี้เป็นกาลที่ชั่ว
17เหตุฉะนั้นอย่าเป็นคนโง่เขลา แต่จงเข้าใจน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่าเป็นอย่างไร

ยก4:3 ท่านขอและไม่ได้รับเพราะท่านขอผิด หวังได้ไปเพื่อสนองกิเลสตัณหาของท่าน

2.4 เป็นการยอมรับน้ำพระทัยของพระเจ้า

• น้ำพระทัยของพระเจ้า อาจเป็นสิ่งที่เราคาดหวังหรือไม่ก็ได้ และอาจเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่เราคาดหวัง เพราะสิ่งนั้นอาจไม่เหมาะกับเรา พระเจ้าทรงสัพพัญญู และ ทรงรู้ทุกสิ่ง
• การเรียนรู้จักยอมรับน้ำพระทัยของพระเจ้า เป็นก้าวสู่การทรงนำของพระองค์ ในเรื่องต่างๆตามมา

1ธส5:16-18 16 จงชื่นบานอยู่เสมอ
17 จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ
18 จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย

2.5 เป็นการรอคอยเพื่อให้สิ่งดีที่แท้จริง

• หากไม่รู้จักรอคอย เราจะพลาดสิ่งที่ดีที่สุดที่พระองค์จัดเตรียมไว้ให้กับลูกที่รักของพระองค์
• หากเราไม่รอคอย เราอาจไม่เพียงได้สิ่งที่ดีน้อย แต่อาจเป็นสิ่งที่ทำร้ายและทำลายทั้งชีวิตของเราและคนอื่นอีกด้วย

รม12:1-2 1 พี่น้องทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่านทั้งหลาย
2 อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม
----------------------------------------------------------------------

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สรุปคำอุปมาเรื่องแผ่นดินสวรรค์ (1)‏

เรื่องราวเกี่ยวกับแผ่นดินสวรรค์ ในมัทธิว จะมีทั้งหมด 12 เรื่องด้วยกัน วันนี้จะมาทบทวนร่วมกัน เพื่อจะเข้าใจภาพของแผ่นดินสวรรค์ได้ชัดเจน

เรื่องเกี่ยวกับผู้หว่านพืช (มัทธิว 13:1-8) มีเมล็ดพืชอยู่ 4 กลุ่ม แต่มีเพียงเมล็ดพืชที่ตกในดินดีเท่านั้นที่จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ และการเกิดผลในการหว่านพืชจะมีได้มีหลายระดับ ได้แก่ 30, 60 และ 100 เท่า ผู้ที่จะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ได้นั้น จะต้องเป็นดินที่ดี และเมื่อพระวจนะได้รับการหว่านลงในดินนี้ ก็จะเกิดผล เพราะถ้าไม่เกิดผลจะไม่นับว่าเป็นดินดี ไม่สามารถเข้าในแผ่นดินสวรรค์ได้


ข้าวละมาน (มัทธิว 13:24-30) มีศัตรูแอบหว่านข้าวละมานในข้าวดีและเติบโตขึ้นมา ในที่สุดเมื่อเจ้าของทราบเรื่อง เจ้าของก็ให้ปล่อยเอาไว้ ให้ทั้งข้าวดีและข้าวละมานเติบโตด้วยกัน แล้วค่อยเก็บเกี่ยวทีเดียว คำอุปมาตอนนี้ เป็นเรื่องราวของแผ่นดินสวรรค์เช่นกัน เป็นแผ่นดินสวรรค์ในโลกนี้ ซึ่งยังเจือปนด้วยคนของมารร้ายซึ่ง ยังไม่ได้ถูกคัดสรร เราจำต้องอยู่ในโลกนี้จนถึงวันที่พระองค์จะทรงเสด็จกลับมาคัดสรร


เมล็ดพืช (มัทธิว 13:31-32) เมล็ดพืชเพียงเม็ดเล็ก ๆ เมื่อตกลงในดิน จะงอกขึ้นไป จนเป็นต้นไม้ใหญ่ จนนกมาพักพิงทำรังอาศัยอยู่ได้ เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก เพราะเป็นภาพให้เห็นว่าคนที่เป็นของแผ่นดินของพระเจ้า จะต้องเป็นเช่นนี้ สามารถมีประสิทธิภาพอย่างมาก สามารถเกิดผลได้อย่างมาก


เชื้อขนม (มัทธิว 13:33) เชื้อขนมเพียงเล็กน้อย เมื่อนำมาเจือในแป้งฟู 3 ถัง ก็สามารถทำให้แป้งทั้งหมดฟูขึ้นได้ มีความหมายเช่นเดียวกับเรื่องของเมล็ดพืช คือ คนของแผ่นดินสวรรค์ จะเกิดผลได้อย่างมาก


ขุมทรัพย์ (มัทธิว 13:44) เป็นเรื่องราวของผู้ที่พบขุมทรัพย์ซ่อนอยู่ในทุ่งนา เมื่อพบขุมทรัพย์แล้ว เขาก็ขายทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่เขามี เพื่อมาซื้อที่ดินที่ขุมทรัพย์นั้นซ่อนไว้ แผ่นดินสวรรค์ จำเป็นต้องแลกด้วยสิ่งที่มีทั้งหมด จะต้องทุ่มเทเพื่อจะได้แผ่นดินสวรรค์ และถ้ามีท่าทีเช่นนี้ แสดงว่าเราเห็นถึงคุณค่าของแผ่นดินสวรรค์


ไข่มุก (มัทธิว 13:45-46) พ่อค้าผู้หนึ่ง เมื่อเจอไข่มุกที่มีค่าอย่างมาก เขาก็ขายสมบัติของตนเองเพื่อจะได้ครอบครองไข่มุกนั้น เป็นภาพของคนที่เห็นคุณค่าของแผ่นดินสวรรค์ เขาเห็นว่าแผ่นดินสวรรค์มีค่ามากกว่าทุกสิ่งที่เขามีเสียอีก เขายอมที่จะสละทุกสิ่ง เพราะต้องการที่จะครอบครองแผ่นดินสวรรค์นั้น


อวน (มัทธิว 13:47) เมื่อมีการจับปลาด้วยอวนในทะเล ทั้งปลาที่ดีและไม่ดีจะถูกลากติดอวนมาทั้งหมด แต่จะมีเฉพาะปลาที่ดีเท่านั้นที่จะถูกคัดเลือกไว้ในตะกร้า การคัดสรรเช่นนี้จะต้องเกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นในวันพิพากษา (เช่นเดียวกับข้าวละมาน)


การคิดบัญชีกับทาสที่ไม่ให้อภัย (มัทธิว 18:23-35) เจ้าองค์หนึ่งได้ยกหนี้ให้กับทาสที่ติดหนี้อยู่หนึ่งหมื่นตะลันต์ แต่ทาสนี้กลับไม่ยอมยกหนี้ให้แก่ลูกหนี้ของเขา ซึ่งติดเขาเพียงเล็กน้อย คือเพียงหนึ่งร้อยเดนาริอัน ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับที่เจ้าองค์นั้นได้ยกให้แก่เขา เช่นเดียวกัน พระเจ้าทรงยกโทษให้แก่เราแล้ว เราจึงต้องยกโทษให้แก่ผู้อื่นด้วยเช่นกัน


เจ้าของสวน (มัทธิว 20:1-16) เป็นเรื่องราวที่มีคนมาทำงานตั้งแต่เช้า ตอนเที่ยง และตอนเย็น ทุกคนได้ค่าแรงเท่ากัน คำอุปมานี้ สอนให้เราเข้าใจว่าเจ้าของสวนมีสิทธิอำนาจ เช่นเดียวกัน เราต้องยอมรับว่าพระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจในการที่จะกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ พระองค์ทรงพอพระทัยผู้ใดและทรงไม่พอพระทัยผู้ใด ก็จะเป็นไปตามนั้น จะไม่มีผู้ใดที่จะสามารถแย้งได้เลย


กษัตริย์จัดเลี้ยงสมรส (มัทธิว 22:1-14) กษัตริย์ได้จัดงานสมรสใหญ่ขึ้นมา แต่ไม่มีผู้ที่มาร่วมงาน ท่านจึงได้เกณฑ์คนทั้งหลายให้มาร่วมงานงาน ปรากฎว่ามีผู้ที่ไม่ได้แต่งตัวสำหรับงานแต่งงานมา จึงถูกจับโยนทิ้งไป คนที่เหมาะกับแผ่นดินสวรรค์ จะต้องรู้คุณค่า ต้องให้เกียรติ และสวมใส่เสื้อให้ถูกต้อง


หญิงพรหมจารีย์ (มัทธิว 25:1-13) หญิง 10 คน รอคอยที่จะร่วมงานสมรส มี 5 คนที่มีน้ำมันเพียงพอ แต่อีก 5 คนมีน้ำมันไม่พอ ขณะที่ผู้ที่มีน้ำมันไม่พอไปซื้อน้ำมันอยู่เจ้าบ่าวก็เดินทางมาถึง หญิงที่มีน้ำมันไม่พอจึงไม่สามารถที่จะเข้าร่วมงานได้ การเข้าแผ่นดินสวรรค์ได้นั้น เราจำเป็นต้องพร้อมจนถึงวินาทีสุดท้าย


เงินตะลันต์ (มัทธิว 25:14-49) มีชายผู้หนึ่งซึ่งกำลังออกเดินทาง จึงได้มอบเงินตะลันต์ให้กับทาส 3 คน เป็นเงิน 5 ตะลันต์, 2 ตะลันต์ และ 1 ตะลันต์ ทาสที่ได้ 5 และ 2 ตะลันต์ก็ได้ใช้เงินนั้นและได้เงินเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว แต่คนที่ได้ 1 ตะลันต์กลับเอาไปฝังดิน เมื่อนายกลับมา ก็ชื่นชมคนที่ได้ 5 และ 2 ตะลันต์นั้น ว่าเป็นทาสผู้สัตย์ซื่อ จึงได้ดูแลทรัพย์สินของนาย แต่ส่วนคนที่ได้ 1 ตะลันต์ต้องถูกจับออกไปทิ้งในที่มืด ที่ที่มีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน สิ่งที่สอนเราคือ อย่าเกียจคร้านในการที่เราจะใช้สิ่งที่พระเจ้าให้แก่เรา ทำงานเพื่อพระองค์ ให้เราทำกำไรตามตะลันต์ที่มีให้เกิดผล

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าสำแดงเกี่ยวกับธรรมิกชนของพระเจ้า ผู้ที่ติดตามพระองค์ เชื่อในนามของพระองค์ แสดงว่า ผู้ที่บอกว่าเชื่อพระองค์ ไม่ใช่จะสามารถเข้าแผ่นดินสวรรค์ได้ทุกคน ดังเช่น หญิงพรหมจารีย์ 10 คนนั้น ทั้งหมดได้รับการคัดเลือก เขาบริสุทธิ์ มีชีวิตที่ดี (เพราะเป็นสาวพรหมจารย์ หมายถึงบริสุทธิ์) ซึ่งถ้าเป็นคริสเตียนก็หมายถึงคริสเตียนที่ปฏิบัติตัวได้ดีแล้ว เป็นคริสเตียนที่ต่อสู้กับบาป จึงมีสิทธิที่จะครอบครอบแผ่นดินของพระเจ้าได้ แต่จะเห็นได้ว่ามีถึง 5 คนที่ไม่ได้เข้าในงานสมรสนั้น ดังนั้น เราจะต้องใส่ใจว่าพระเจ้าต้องการเห็นคนที่จะเข้าในแผ่นดินของพระองค์เป็นอย่างไรบ้าง



อ.ประดิษฐ์ พรกีรติกุล

คำแบ่งปันกลุ่มเซลล์เพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 22/05/2009

เรื่อง ศึกษาพระกิตติคุณมัทธิว

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เคล็ดลับการหายจากโรคบาป

ธรรมชาติที่อยู่รอบตัวเรา เป็นสิ่งที่ยืนยันว่ามีพระเจ้า ซึ่งมนุษย์เองยังไม่สามารถที่จะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างถ่องแท้ อาจมีเพียงแค่สันนิษฐาน แต่ขอบคุณพระเจ้า ที่ในวันสุดท้าย เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงเสด็จกลับมา พระเจ้าจะทรงเปิดเผยถึงความล้ำลึกทุกสิ่งให้แก่เรา ในวันนั้น สภาพใหม่ของเราจะดีกว่านี้อย่างแน่นอน เราจะไม่ต้องมีร่างกายเช่นนี้ เราจะมีกายวิญญาณ ความคิดจิตใจของเราจะถูกเปลี่ยนไปหมด

ขอที่เราจะไม่กังวลใจในการประกาศกับผู้ที่ไม่เชื่อ ซึ่งถ้าเรากังวลใจมาก เราจะล้ำเส้นพระเจ้าในการรับใช้พระองค์ เราอาจพูดกับเขามาเป็นสิบปีแล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีท่าทีที่ตอบสนองต่อเรื่องราวของพระเจ้าเลย แต่อยากหนุนใจพี่น้องว่าอย่าท้อแท้ เพราะการกลับใจนั้น เกิดได้จากการงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์

มารดาของข้าพเจ้า รับเชื่อเมื่ออายุ 80 ปี และท่านได้เป็นพยานว่า ท่านเคยมาโบสถ์เมื่ออายุ 19 ปี โดยได้รับการเชิญชวนจากอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว 30 ปี ขอบคุณพระเจ้า พระวจนะคำของพระองค์ ถ้อยคำของพระองค์ยังฝังอยู่ในจิตใจของมารดาของข้าพเจ้า และเกิดผลในที่สุด แม้จะเป็นเวลานาน แต่ก็ไม่ได้หายไปไหน

ขอที่เราอย่าจำกัดพระเจ้า ว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ งานของเราคือให้เรานำถ้อยคำของพระองค์ไปถึงหูของคนที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า และผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกไว้แล้วก็จะรับเชื่อในที่สุด

เคล็ดลับอย่างหนึ่งที่จะทำให้เราได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า คือ ให้เราดูสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง

บ้าน เป็นสิ่งที่ดูเหมือนว่ามนุษย์เป็นผู้ที่สร้างขึ้นมา แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่มนุษย์สร้างเอง เป็นเพียงแค่การนำเอาวัสดุต่าง ๆ ที่พระเจ้าทรงสร้างไว้แล้วมาประยุกต์ใช้เท่านั้นเอง

ถ้าเราจะสร้างเก้าอี้สักตัว เราจะต้องมีสถานที่ที่กว้างกว่าเก้าอี้ เพื่อที่จะสร้างเก้าอี้นั้นได้ เราคงจะไม่สามารถสร้างเก้าอี้ที่มีขนาดใหญ่กว่าบ้านของเราได้ เช่นกัน ผู้ที่สร้างโลก จะต้องอยู่ในที่ที่กว้างกว่าโลก จะต้องยืนอยู่ในที่ที่ใหญ่กว่าโลก ผู้สร้างจะต้องยิ่งใหญ่

"พระเจ้าทรงสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมาโดยพระวาทะ ในบรรดาสิ่งที่เป็นมานั้น ไม่มีสักสิ่งเดียวที่ได้เป็นมานอกเหนือพระวาทะ" (ยอห์น 1:3)

นี่เป็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ที่เมื่อพระองค์ตรัสสิ่งใด สิ่งนั้นก็เกิดขึ้น

ถ้าเราจะดูหนังให้สนุก เราจะต้องไม่รู้ว่าตอนจบเป็นอย่างไร เพื่อที่เราจะได้ลุ้นทั้งเรื่อง แต่แปลกมากว่า พระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ เป็นผู้เดียวที่สามารถให้ความตื่นเต้นแก่เราตลอดเวลา แม้ว่าพระองค์จะทรงบอกตอนจบให้แก่เราเรียบร้อยแล้ว

ดาเนียลได้กล่าวไว้แล้วถึงวันสิ้นโลก และพระธรรมวิวรณ์ก็ได้บอกแก่เราอย่างชัดเจน แต่ทุกวันนี้เราก็ยังคงตื่นเต้นกับพระองค์ได้ตลอดเวลา เพราะพระเจ้าของเรานั้นเร้าใจอยู่เสมอ

อาจารย์ท่านหนึ่งได้แสดงให้เห็นภาพหนึ่ง เมื่อตอนเราเด็ก ๆ เราอาจมีประสบการณ์ที่คุณพ่อหรือคุณแม่เราขี่มอเตอร์ไซด์ แล้วเรานั่งอยู่ข้างหน้า เรารู้สึกเหมือนว่าเราได้ขี่มอเตอร์ไซด์ และบังคับพวงมาลัยไปด้วย แต่แท้จริงแล้วเป็นคุณพ่อหรือคุณแม่ที่เป็นผู้ที่บังคับพวงมาลัยนั้นเอง แต่เราก็ยังคงตื่นเต้นเมื่อเจอกับหลุม นี่แหละ พระเจ้าทรงต้องการให้เราเป็นเช่นนี้

ความบาป ทำให้เราไม่เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า มันจะปกคลุมความคิดของเรา มารชอบเพิ่มเหตุผลจอมปลอมต่าง ๆ มากมาย ให้เราระแวงพระเจ้า ดังเช่นที่อาดัมและเอวา ได้เห็นกับตา ได้สัมผัสกับพระเจ้า แต่เมื่อเขาได้รับความบาปเข้าในชีวิต เขาก็กลับระแวงในพระเจ้า ผู้ที่เขารักและแสนดีกับเขา จนพระเจ้าได้ทรงร้องเรียกหาเขา แม้ว่าพระองค์จะรู้ว่าเขาอยู่ไหน พระองค์ทรงทราบว่าเขาทั้งสองได้ทำบาปแล้ว

ธรรมชาติเดิมที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ คือ พระเจ้าสร้างไว้ดีนักหนา ไม่มีสิ่งใดที่ชั่วร้าย แต่ตั้งแต่ที่อาดัมและเอวาได้ทำบาป เขาก็ได้ธรรมชาติใหม่ และได้สืบทอดธรรมชาตินี้สืบทอดมายังเรา ขอบคุณพระเจ้า นี่เป็นพระคุณของพระเจ้า เพราะบาปทำให้พระคุณของพระเจ้าปรากฎ ยิ่งมีบาปมากเพียงไร พระคุณของพระเจ้าปรากฎชัด แต่อาจารย์เปาโลก็ได้กล่าวย้ำว่า อย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย อย่าให้เราทำบาปเพื่อให้พระคุณปรากฎ

"1 ถ้าเช่นนั้นแล้ว เราจะว่าอย่างไร ควรเราจะอยู่ในบาปต่อไป เพื่อให้พระคุณมีมากยิ่งขึ้นหรือ
2 อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย พวกเราที่ตายต่อบาปแล้ว จะมีชีวิตในบาปต่อไปอย่างไรได้" (โรม 6:1-2)

ไม่มีบาปไหนใหญ่กว่าพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ พระเจ้าทรงพร้อมจะยกโทษให้กับเราเสมอ

ถ้าเราไม่สบาย ไปหาหมอ หมอก็จะตรวจเบื้องต้น ให้การวินิจฉัย ให้คำแนะนำ เพื่อที่จะไม่กลับเป็นซ้ำอีก แล้วจึงสั่งยาเพื่อรักษา แต่เป็นเรื่องน่าแปลกว่า คนไข้ส่วนใหญ่ต้องการให้หมอรักษาโรคที่ปรากฎเท่านั้น เช่น ปวดหัว ก็ต้องการแค่ยาที่จะรักษาอาการเท่านั้น แต่ก็กลับไปเหมือนเดิมกระทำตัวเช่นเดิม ไม่ระมัดระวังตัว หลาย ๆ คนก็ต้องจบชีวิตอย่างน่าเสียดายเพราะโรคร้ายจากการไม่ระมัดระวังตัว

พระเจ้าทรงเมตตา เยี่ยมเยียนในชีวิตเราเสมอ ทรงเตือน ทรงสอน ทรงตี เพื่อให้เราหายจากโรคบาปฝ่ายวิญญาณ แต่หลายครั้งที่เรายอมให้พระองค์ทรงรักษาแค่สิ่งที่พระเจ้าทรงปรากฎเท่านั้น เรามักจะท่องพระคัมภีร์ข้อนี้ได้

"ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อ และเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น" (1ยอห์น 1:9)

พระคัมภีร์ข้อนี้ เรามักจะนึกถึงเมื่อเราทำบาป แต่พระเจ้าทรงต้องการที่จะให้เราหายจากโรคบาปแบบเด็ดขาด

ชีวิตฝ่ายร่างกายต้องเปลี่ยนยาไปเรื่อย ๆ ตามการตอบสนองต่อยา ถ้าเราทำบาป แล้วเราคิดว่าทำบาป แล้วค่อยสารภาพ นี่แหละจะทำให้เราดื้อต่อบาป ในที่สุดเราก็จะคุ้นเคย และไม่รู้สึกว่าผิด แม้ว่าความจริงแล้วเป็นสิ่งที่ผิดต่อพระเจ้า แต่เราก็จะมีเหตุผลจอมปลอมเสมอ ไม่รู้สึกว่าเป็นความบาปอีกต่อไป

คริสเตียนบางครั้งต้องยอมผิดกฎหมายโลก เพื่อที่จะไม่ผิดต่อพระเจ้า ดังตัวอย่างเช่น การซื้อหวย ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย แต่ผิดต่อพระเจ้า การประกาศข่าวประเสริฐในบางประเทศเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่เป็นสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้า

สำหรับตัวข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าไม่ต้องการให้พระเจ้าต้องลงไม้ลงมือลงโทษ แต่รีบกลับใจดีกว่า เพื่อที่จะไม่ต้องเจ็บตัว อ้อนวอนต่อพระเจ้า ก่อนที่พระพิโรธพระเจ้าจะมีมาถึงเรา

ถ้าเราไม่อยากได้รับการรักษาแต่เพียงอาการ แต่ต้องการรักษาจากสาเหตุ เราจะต้องรับการรักษา เราจะต้องยอมให้พระเจ้าของเราทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา

ขอที่เราอย่าเป็นเหมือนคริสเตียนหลายคน ที่แค่เชื่อเฉย ๆ ที่ไม่ได้รับประโยชน์จากความเชื่อเลย หรือเชื่อพระเจ้าแล้วหันหลังกลับ

"1 ดูก่อน พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอให้ท่านคำนึงถึงข่าวประเสริฐ ที่ข้าพเจ้าเคยประกาศแก่ท่านทั้งหลาย ซึ่งท่านได้ยอมรับไว้ อันเป็นฐานซึ่งท่านทั้งหลายตั้งมั่นอยู่
2 และซึ่งจะทำให้ท่านรอด ถ้าท่านยังยึดตามหลักคำสอนที่ข้าพเจ้าได้ประกาศนั้น เว้นเสียแต่ท่านได้เชื่อเฉยๆ" (1โครินธ์ 15:1-2)

ชีวิตแทนชีวิต เลือดต้องล้างด้วยเลือด ขอบคุณพระเจ้า เรามีพระผู้ช่วยให้รอด ผู้ที่ทรงรู้จักเรา รู้โครงสร้างของเรา รู้ว่าเราช่วยตัวเอง เอาตัวรอดไม่ได้

ถ้าหากแพทย์ได้สั่งยาดี ๆ ให้แก่เรา แต่เราไม่ทำตาม ไม่นำยาที่ได้รับมากิน เราก็ไม่ได้รับประโยชน์ นั่นก็เปรียบเหมือนการเชื่อเฉย ๆ คือเชื่อแบบไม่คิด

การจะมาระยอง เราจะต้องมาทางสุขุมวิท แต่ถ้าเราหันผิดทาง คือ วิ่งไปทางสุขุมวิทขาเข้า เราก็คงจะมาไม่ถึงระยอง หรือถ้าเราออกนอกทาง เราก็คงจะชนกับต้นไม้ข้างทาง

การเดินทางไปดวงจันทร์เช่นกัน หากว่าคำนวณผิดไปเพียงองศาเดียว ก็จะไปผิดที่ทันที จะต้องแม่นยำมาก จึงจะถึงดวงจันทร์ได้

เช่นเดียวกัน สวรรค์ เป็นสถานที่ที่เรามองไม่เห็น ถ้าเรามาถูกทาง แต่ไม่ถูกทิศ ไม่แม่นยำ เราก็จะไปไม่ถึงอย่างแน่นอน

ความเชื่อ แปลได้อีกอย่างว่า สัตย์ซื่อ ใช่แล้ว พระเจ้าทรงประสงค์ให้เราสัตย์ซื่อ เราเชื่อพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ แม้บางครั้งเราไม่สัตย์ซื่อ แต่เราเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ

"3 ถึงมีบางคนไม่สัตย์ซื่อ ความไม่สัตย์ซื่อของเขานั้น จะทำให้ความสัตย์ธรรมของพระเจ้าไร้ประโยชน์หรือ
4 หามิได้เลย ถึงแม้ทุกคนจะอสัตย์ ก็ขอให้พระเจ้าทรงสัจจะเถิด ตามที่พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า เพื่อพระองค์จะได้ปรากฏว่า ทรงเป็นผู้สัตย์ธรรมในพระดำรัสทั้งหลายของพระองค์ และทรงมีชัยเมื่อเขาวินิจฉัยพระองค์" (โรม 3:3-4)

พระเจ้าทรงรักษาพระสัญญาของพระองค์เสมอ พระองค์จะไม่สัตย์ซื่อไม่ได้ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงสัตย์ซื่อ

การหายขาดจากโรคบาป เราจะต้องรักษาที่ต้นเหตุ ถ้าต้องการหายโรคฝ่ายวิญญาณ เราจะต้องมาหาพระเจ้า เราสามารถพบพระเจ้าได้ไม่ยาก พระวาทะเป็นพระเจ้า เราสามารถพบพระองค์ได้ในพระคัมภีร์ ซึ่งเป็นพระคำของพระเจ้า

ถ้าเราอยากเป็นเหมือนพระเยซู เราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะอ่านหนังสือของพระเยซู ถ้าเราให้เวลากับสิ่งใดมาก เราจะเป็นเหมือนสิ่งนั้นมาก ถ้าเราให้เวลากับพระเจ้ามาก ให้เวลากับพระคัมภีร์มาก เราก็จะได้รับการล้างสมอง ล้างความคิด ล้างจิตใจ

ถ้าเอาตะกร้าตักน้ำ คงจะไม่ค่อยได้น้ำไว้ใช้ แต่ถ้าตะกร้าจุ่มน้ำทุกวัน ตะกร้านั้นก็จะสะอาด ชีวิตของเราเช่นกัน มีรอยรั่วเยอะ แต่ถ้าเราจุ่มทุกวัน อ่านพระคัมภีร์ทุก ๆ วัน แม้ว่าเราจะรู้สึกเหมือนว่าไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง จำไม่ได้ แต่ว่าชีวิตของเราก็จะได้รับการล้างให้สะอาด

พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะให้เราอ่านจดหมายให้จบ เพื่อจะรู้ว่าผู้เขียนนั้นรักเรามากเพียงไร แม้ว่าเราจะไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าเราขอพระเจ้าให้เราอ่านจนจบ แล้วเมื่อพระองค์ทรงให้เราอ่านจบ พระเจ้าจะทรงเพิ่มเติมความเข้าใจให้แก่เรา จนบางครั้งเราอยากจะลืมสิ่งนั้น แต่เมื่อพระเจ้าทรงประทานความเข้าใจแก่เรา เราจะพยายามลืมก็ไม่ลืม เช่น เรื่องการถวายทรัพย์ หลาย ๆ คนอาจจะอยากลืม ไม่อยากเข้าใจ แต่นี่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า เพื่อที่เราจะได้รับพรผ่านทางการถวาย

ถ้าเราอยากหายจากโรคบาปอย่างเด็ดขาด มีเคล็ดลับดังนี้



1. ระวังที่จะไม่ถูกโลกล้างสมอง (ดาเนียล 1:4-20)
เราจะทำอย่างไรให้คนรู้ว่าเป็นคริสเตียน สิ่งที่ง่ายที่สุด คือ ทุกวันอาทิตย์ไปนมัสการพระเจ้า นี่เป็นเอกลักษณ์ของคริสเตียน ที่ทุกวันอาทิตย์ทุกคนจะสามารถพบเจอเราได้เสมอที่คริสตจักร

คริสเตียนเราไม่มี uniform เพราะเราแต่งตัวปกติ แต่คริสเตียนดูง่ายมาก โดยดูที่การนมัสการวันอาทิตย์นี่เอง

เราจะต้องระวังที่จะไม่ถูกโลกล้างสมอง ดาเนียลและเพื่อน ๆ ของเขาไม่ยอมให้กระแสนิยมของชาวโลก ดึงเอาความเป็นยิวแท้ออกจากชีวิตของเขา

เราอาจจะเห็นถึงความสำเร็จ ถึงสิ่งที่เราจะได้รับ หากเราทำบางสิ่งในวันอาทิตย์ จนไม่ได้นมัสการพระเจ้าวันอาทิตย์ นี่แสดงว่าเราไม่เห็นถึงสิ่งยิ่งใหญ่ที่เราจะได้รับ สิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมแก่เรา

ความรู้ของคนเคลเดีย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องความรู้เรื่องรูปเคารพ ว่าจะทำสิ่งไดได้ดีจะต้องไหว้พระใด พวกเขาพยายามล้างสมอง แต่ขอบคุณพระเจ้า ที่ดาเนียลและเพื่อน ๆ นั้นไม่ยอมให้พวกนั้นล้างสมอง

ชีวิตคริสเตียนเราจะต้องเป็นปลาที่มีชีวิต ที่จะทวนกระแสของโลกปัจจุบันนี้ได้



2. ระวังที่จะถูกกระแสสังคมทำให้เราเป็นคนหัวสูง จนลืมที่จะถ่อมใจ (ดาเนียล 1:5)
กษัตริย์พยายามหว่านล้อมดาเนียลด้วยสิ่งดี ๆ เป็นเวลา 3 ปี แต่ดาเนียลและเพื่อนก็ไม่ยอมที่จะปล่อยตัวตามสิ่งนั้น

อาหารต่าง ๆ ของพวกชาวเคลเดีย มักจะผ่านการกราบไหว้รูปเคารพ เพราะพวกเขาเชื่อว่าเมื่อผ่านพิธีกรรมต่าง ๆ จะมีฤทธิ์

ขอบคุณพระเจ้าที่ดาเนียลและเพื่อนของเขาไม่ยอมที่จะถูกกระแสของโลกกลืนไป แม้เขามีโอกาสที่จะได้รับความก้าวหน้าอย่างมากหากเขากระทำตาม แต่ในจิตใจของเขา เขานึกถึงชนชาติของเขาที่ยังลำบากอยู่เสมอ

ถ้าเราคิดถึงเพื่อน ๆ ของเราที่ยังไม่รู้จักพระเจ้า รู้สึกเป็นห่วงเขา เราก็จะมีท่าทีเหมือนดาเนียล

ความบาปเยอะแยะในชีวิตของเรา เราไม่เคยรู้สึกว่ามันน่ารังเกียจเลย แต่ความบาปของคนอื่น เรารู้สึกรังเกียจ นี่คือลักษณะของการไม่ถ่อมใจ



3. มีความตั้งใจที่จะเชื่อฟังพระเจ้า (ดาเนียล 1:8)
ทุกอย่างที่เราทำ เราต้องตั้งใจ

พี่น้องท่านหนึ่งที่ล้มเหลวทางด้านความประพฤติ มาขอคำปรึกษากับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอพระเจ้าที่จะนำข้าพเจ้าในการให้คำปรึกษา ข้าพเจ้าถามเขาว่า สิ่งที่เขามี ที่เขาร่ำรวยนี่ มันเกินสิ่งที่เขาฝันในอดีตมากหรือไม่ เขาก็ได้บอกข้าพเจ้าว่า ในอดีตนั้นเขาอยากรวยมาก แต่สิ่งที่เขามีก็เกินจากสิ่งที่เขาฝันอีก

ทางของพระเจ้าก็เช่นกัน เราเคยอยากที่จะเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ เราอาจรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ขอที่เราจะอยากเท่านั้น แล้วเราจะได้รับการเปลี่ยนแปลง เพราะเป้าหมาย กำหนดหนทางของเรา ถ้าเป้าหมายของเราอยากเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ เราก็จะมีหนทางที่จะมุ่งไปสู่การเป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น ตั้งใจที่จะเป็นเหมือนพระองค์ เราทำสำเร็จด้วยตัวเองไม่ได้อย่างแน่นอน แต่พระเจ้าจะทรงช่วยเรา

ความอยาก ความปรารถนา เป็นความหวัง เมื่อเราจะทำธุรกิจใด เราก็หวังว่าจะได้กำไร จะประสบความสำเร็จ แต่เมื่อเราจะเริ่มทำเราก็ยังไม่เห็นในสิ่งนั้น

กับพระเจ้าก็เช่นกัน เพียงแค่เราอยากเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ แม้ว่าเราดูชีวิตของพระองค์แล้วเราจะรู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถทำเช่นพระองค์ได้ แต่นี่เป็นความหวังของเรา เป็นความปรารถนาของเรา สิ่งที่เราต้องทำ ก็คือ ให้เราเริ่มต้นเสียวันนี้

มีเสื้อตัวหนึง เขียนไว้ว่า "กินทีละคำ เดินทีละก้าว และทำทีละอย่าง"

ทางของพระเจ้า ขอที่เราจะเริ่มทำทีละอย่าง ให้เราเริ่มที่จะถวายโดยที่ไม่มีใครเห็น ถวายโดยไม่คิดเสียดาย พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงจิตใจของเราได้อย่างแน่นอน



4. จงทดสอบสมรรถภาพฝ่ายวิญญาณเสมอ (ดาเนียล 1:12)
เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะถูกทดสอบ

พระคัมภีร์บอกว่า อย่าให้เราเข้าในการทดลอง แต่พระคัมภีร์ไม่เคยห้ามที่เราจะทดสอบความเชื่อของตัวเอง ทดสอบฝ่ายวิญญาณอยู่เสมอ สิ่งที่ง่ายที่สุด คือ การให้ ถ้าผู้ที่ให้ด้วยใจกว้างขวาง จะเกิดความชื่นชมยินดี

ถ้าใจของเรา ปรารถนาที่จะให้ผู้อื่น คนเช่นนี้จะไม่โกง ไม่คอรัปชั่น แต่ตรงข้าม ถ้าใจของเราไม่เคยคิดจะให้แก่ผู้อื่นเลย คิดแต่ว่าจะได้รับสิ่งใดจากผู้อื่น คนเช่นนี้ก็จะโกงในที่สุด



5. สำแดงชีวิตที่แตกต่างด้วยพระคุณของพระเจ้า (ดาเนียล 1:17, 19)
แน่นอนว่า ถ้าหากเราเป็นลูกของพระเจ้า แต่ทำตัวเหมือนคนที่ไม่ได้เป็นลูกของพระเจ้า เราก็จะโดนกลืนไปเลย จะไม่มีใครรู้เลยว่าเราเป็นลูกของพระเจ้า เพราะเราไม่มีลักษณะเหมือนพระเยซูคริสต์เลย

ถ้าภายในเราถูกเปลี่ยน ชีวิตของเราถูกเปลี่ยนโดยอัตโนมัติ

ความโกรธเป็นสิ่งที่ไม่ผิด แต่ว่าสิ่งที่เราจะกระทำ การตอบสนองของเราเมื่อเราโกรธต่างหาก ที่จะทำให้เราผิดหรือไม่ผิด

เมื่อเราโกรธ เราสามารถไม่พอใจได้ แต่สิ่งที่เราควรจะทำ คือ ทูลต่อพระเจ้า อธิษฐานต่อพระเจ้า เราไม่จำเป็นต้องฝืนที่จะไม่โกรธ แต่ให้เรารีบเข้าเฝ้าพระเจ้า

ความเชื่อเกิดจากการระลึกถึงพระคุณของพระเยซูคริสต์ที่มีต่อเรา พระองค์ไม่เคยปฏิเสธเมื่อเราสำนึกผิดและเข้าเฝ้าพระองค์ พระองค์ทรงพร้อมที่จะให้อภัยเสมอ แม้ว่าพระองค์จะทรงรู้ว่าเราอาจกลับไปทำอีก

ถ้าเรารู้สึกว่าเราสมบูรณ์แบบแล้ว เราก็จะไม่สามารถที่จะระลึกถึงพระคุณของพระเจ้าได้เลย

คริสเตียนจะต้องเริ่มต้นด้วยความเชื่อ แม้ว่าจะไม่รู้ว่าสิ่งต่าง ๆ จะลงเอยเช่นไร

เหมือนเรื่องราวของบุตรน้อยหลงหาย เขาเริ่มเชื่อ เริ่มกลับใจ เมื่อเขาต้องกินอาหารของหมู และระลึกถึงพระคุณที่คุณพ่อของเขามีต่อเขา ระลึกว่าแม้แต่ทาสในบ้านยังได้กินอาหารดีกว่าเขาเสียอีก ไม่ต้องกินอาหารหมูเลย เขาจึงได้ตัดสินใจที่จะกลับมาหาบิดาของเขา

และการกลับมาหาบิดาของเขานั้น เสี่ยงอย่างมาก เขาจะต้องมีความเชื่อ เพราะว่าเขาได้ทำผิดอย่างร้ายแรงต่อบิดาของเขา เขาได้ขอมรดกจากบิดาของเขา แม้ว่าบิดาของเขายังไม่ตาย เป็นเหมือนการแช่งบิดาของตนเอง ซึ่งตามธรรมบัญญัติแล้วเขามีโทษถังตาย แต่เขาก็เชื่อในบิดาของเขา



ขอที่เราจะรักษาท่าที 5 ประการนี้

หลายครั้ง เราไม่จำเป็นต้องล้ม แต่เราหาเรื่องเอง ชอบเดินขอบเหวแม้ว่าจะมีทางเดินที่ห่างจากเหว จนพลัดตกลงไป

หลายครั้ง เราได้ขึ้นโนอาห์แล้ว ซึ่งเป็นเรือแห่งความรอด แต่เราชอบนั่งที่กาบเรือ เผลือหลับ ตกลงจากเรือ ขออย่าที่เราจะเป็นเช่นนั้น

สุดท้าย อยากจะขอฝากว่าอย่าให้เรารักษาโรคบาปตามอาการเท่านั้น แต่ที่เราจะระมัดระวังก่อนที่จะทำผิด เพื่อที่เราจะไม่เปิดช่องว่างให้สามารถทำผิดได้



ผป. วีระศักดิ์ เสรีกิตติกุล

สรุปคำแบ่งปัน ทริปเซลล์เพื่อคุณ

เมื่อวันที่ 30/05/2009

เรื่อง เคล็ดลับการหายจากโรคบาป

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552

จงเลือกชีวิต

"11 เพราะว่าพระบัญญัติซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้ สำหรับท่านไม่ยากเกินไป และไม่ห่างเหินเกินไปด้วย
12 มิใช่พระบัญญัตินั้นอยู่บนสวรรค์ แล้วท่านจะกล่าวว่า 'ใครจะแทนเราขึ้นไปบนสวรรค์และนำมาให้เรา และกระทำให้เราได้ฟังและประพฤติตาม'
13 มิใช่อยู่พ้นทะเล ซึ่งท่านจะกล่าวว่า 'ใครจะข้ามทะเลไปแทนเราและนำมาให้เรา และกระทำให้เราได้ฟังและประพฤติตาม'
14 แต่ถ้อยคำนั้นอยู่ใกล้ท่านทั้งหลายมาก อยู่ในปากของท่าน และอยู่ในใจของท่าน ฉะนั้นท่านจึงกระทำตามได้
15 จงดูเถิด ในวันนี้ข้าพเจ้าได้วางชีวิตและสิ่งดี ความตายและสิ่งร้ายไว้ต่อหน้าท่าน
16 คือในการที่ข้าพเจ้าได้บัญชาท่านในวันนี้ ให้รักพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ให้ดำเนินในพระมรรคาทั้งหลายของพระองค์และให้รักษาพระบัญญัติ และกฎเกณฑ์และกฎหมายของพระองค์ แล้วท่านจะมีชีวิตอยู่และทวีมากขึ้น และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะอำนวยพระพรแก่ท่านในแผ่นดินซึ่งท่านเข้าไปยึดครองนั้น
17 ถ้าใจของท่านหันเหไปและท่านมิได้เชื่อฟัง แต่ถูกลวงให้ไปนมัสการพระอื่นและปรนนิบัติพระนั้น
18 ข้าพเจ้าขอประกาศแก่ท่านทั้งหลายในวันนี้ว่า ท่านทั้งหลายจะพินาศเป็นแน่ ท่านจะไม่มีชีวิตอยู่นานในแผ่นดินซึ่งท่านกำลังจะยกข้ามแม่น้ำจอร์แดนเข้าไปยึดครองนั้น
19 ข้าพเจ้าขออัญเชิญสวรรค์และโลกให้เป็นพยานต่อท่านในวันนี้ว่า ข้าพเจ้าตั้งชีวิตและความตาย พระพรและคำสาปแช่งไว้ต่อหน้าท่าน เพราะฉะนั้นท่านจงเลือกเอาข้างชีวิตเพื่อท่านและลูกหลานของท่านจะได้มีชีวิตอยู่
20 ด้วยมีความรักต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ และติดพันอยู่กับพระองค์ กระทำเช่นนั้นจะได้ชีวิตและความยืนนาน เพื่อท่านจะได้อยู่ในแผ่นดินซึ่งพระเจ้าปฏิญาณแก่บรรพบุรุษของท่าน คือแก่อับราฮัม แก่อิสอัค และแก่ยาโคบ ว่าจะประทานแก่ท่านเหล่านั้น" (เฉลยธรรมบัญญัติ 30:11-20)


--------------------------------------------------------------------------------

พระเจ้าองค์เที่ยงแท้องค์นี้ ทรงเปิดเผยพระองค์เอง ทรงเปิดเผยแก่มนุษย์ผ่านทางธรรมชาติ ผ่านทางพระคัมภีร์ ทำให้เรารู้ถึงความรอด และชีวิตในองค์พระเยซูคริสต์เจ้า

วันนี้มีการมอบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้ที่เรียนจบชั้นรวีวารศึกษา ผู้เรียนควรภูมิใจ ที่เขาได้ใช้เวลาใส่ใจในชีวิตของเขา ตั้งแต่เด็กจนถึงมัธยม ได้ใส่ใจในพระวจนะคำของพระเจ้า เมื่อเวลาผ่านไป และย้อนคิดดู จะรู้ว่าสิ่งที่เขาได้รับนี้มีคุณค่ามากเพียงใด ส่วนครูรวีก็ได้ภูมิใจที่ได้ลงแรง ถวายแรงกาย ถวายแรงทรัพย์ เพื่อที่จะสอนเด็กเหล่านี้ให้เติบโตในทางของพระเจ้า

พระวจนะคำของพระเจ้า มิได้เพียงให้ความรู้เท่านั้น แต่ความรู้และข้อมูลเหล่านี้จะทำให้ผู้เรียนได้พบกับ 3 "ร" ได้แก่ รู้จักพระเจ้า รักพระเจ้า และรับใช้พระเจ้า ข้อมูลจากพระคัมภีร์จะนำชีวิตให้สามารถตัดสินใจเลือกสิ่งที่ถูกต้อง ตัดสินใจรักสิ่งที่ถูกต้อง ตัดสินใจตั้งใจที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง ดังนั้น การสอนคริสเตียนศึกษาจะต้องเชิญชวนให้ผู้เรียนถึงจุดที่ตัดสินใจด้วย คือ ตัดสินใจที่จะเลือกชีวิต ซึ่งได้แก่ การเลือกที่จะเชื่อฟังพระเจ้า

ในชีวิตของเรามีการเลือกตลอดเวลา บางสิ่งเลือกแล้วมีนัยสำคัญ แต่บางอย่างก็ไม่มี มีผลแตกต่างกันไปแล้วแต่กรณี เช่น การเลือกกินไอศกรีมรสใด คงจะไม่ส่งผลด้านจริยธรรมใด ๆ แต่บางเรื่องมีผลระยะยาว เช่น การเลือกเรียนสายวิทย์หรือสายศิลป์ บางครั้งเลือกไปแล้วยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่

การเลือกบางครั้งยังเปลี่ยนได้ เช่น บางคนเรียนหมอแต่ไม่ได้ทำอาชีพแพทย์ ซึ่งถ้าหากเป็นการเลือกผิดก็ยังแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ เรื่องคู่ครอง ตอนจีบกันก็ยังสามารถเปลี่ยนได้ แต่ถ้าแต่งงานแล้วจะเปลี่ยนไม่ได้ การเลือกมีความสำคัญต่อชีวิต

ในธุรกิจการค้าก็มีการตัดสินใจทั้งสิ้น ยิ่งบางครั้งการเลือกเกี่ยวกับศีลธรรม จะเลือกโกหก หรือเลือกที่จะพูดความจริง จะเลือกที่จะขโมยหรือจะซื่อสัตย์

ในชีวิตของเราจะต้องเผชิญการเลือกเสมอ และการเลือกบางครั้งเกี่ยวข้องกับชีวิตหรือความตาย มีผลต่อชีวิตนิรันดร์ และการเลือกผิดจะนำมาสู่ความเสียใจอย่างมาก

เราจะเลือกได้ดีก็ต่อเมื่อ เรามีข้อมูลที่จะใช้ในการตัดสินใจเลือก ประสบการณ์จะทำให้เราสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้น แต่จะพบว่าบางครั้งแม้ข้อมูลเพียงพอแล้วแต่ก็ยังไม่ตัดสินใจเลือก เพราะอคติ ไม่กล้า ดังนั้น การสอนพระวจนะคำของพระเจ้า จะต้องสอนให้คนเลือกสิ่งที่ถูก คือ ที่จะกระทำตามพระคำของพระเจ้า

อาดัมและเอวา พระเจ้าทรงประทานบัญญัติให้แก่เขาว่าห้ามรับประทานต้นไม้กลางสวน แต่ในที่สุดทั้งคู่ก็พ่ายแพ้ และละเมิด ไม่เชื่อฟังพระเจ้า การไม่เชื่อฟังของเขาได้ส่งผลกระทบอย่างมากมาย

เฉลยธรรมบัญญัติ เป็นพระธรรมที่เขียนโดยโมเสส ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิต พระเจ้าได้ทรงใช้โมเสสให้นำอิสราเอลออกจากอียิปต์ ต้องผ่านในถิ่นธุรกันดาร 40 ปี โมเสสได้เตือนย้ำให้อิสราเอลเชื่อฟังพระเจ้าเสมอ และในบทที่ 30 โมเสสได้พูดชัดเจนว่า

"ข้าพเจ้าขออัญเชิญสวรรค์และโลกให้เป็นพยานต่อท่านในวันนี้ว่า ข้าพเจ้าตั้งชีวิตและความตาย พระพรและคำสาปแช่งไว้ต่อหน้าท่าน เพราะฉะนั้นท่านจงเลือกเอาข้างชีวิตเพื่อท่านและลูกหลานของท่านจะได้มีชีวิตอยู่" (เฉลยธรรมบัญญัติ 30:19)

โมเสสเน้นชัดเจน ว่าให้อิสราเอลเลือกในข้างชีวิต การสอนรวีวารศึกษาก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการสอนระดับใดก็ตาม จะต้องหนุนใจให้ผู้เรียนเลือกที่จะเชื่อฟังพระเจ้า เลือกเอาข้างชีวิต



"11 เพราะว่าพระบัญญัติซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้ สำหรับท่านไม่ยากเกินไป และไม่ห่างเหินเกินไปด้วย
12 มิใช่พระบัญญัตินั้นอยู่บนสวรรค์ แล้วท่านจะกล่าวว่า 'ใครจะแทนเราขึ้นไปบนสวรรค์และนำมาให้เรา และกระทำให้เราได้ฟังและประพฤติตาม'
13 มิใช่อยู่พ้นทะเล ซึ่งท่านจะกล่าวว่า 'ใครจะข้ามทะเลไปแทนเราและนำมาให้เรา และกระทำให้เราได้ฟังและประพฤติตาม' " (เฉลยธรรมบัญญัติ 30:11-13)

พระบัญญัติของพระเจ้า ไม่ได้ยากจนเกินไป เราสามารถเข้าใจได้ แม้จะเข้าใจได้ยากในบางตอน แต่โดยรวมแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่ได้ยากเกินกว่าที่เราจะเข้าใจ ไม่ได้ห่างไกลเกินไป เราสามารถทำได้ การเชื่อฟังพระบัญญัติของพระเจ้าแล้ว แท้จริงไม่ใช่สิ่งที่ยากเลย

การเชื่อฟัง จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก

อาดัมตอนที่อยู่ในสวนเอเดน จะพบว่า เพียงแค่ห้ามกินผลไม้กลางสวนเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ยากเลย แต่เพราะเขาชอบลอง ชอบสิ่งใหม่ ๆ จึงได้พลาดพลั้ง

ครั้งหนึ่งพระเยซูทรงสอนในเรือของเปโตร เมื่อสอนเสร็จแล้วพระองค์ทรงบอกเปโตรให้หว่านแหลงในน้ำ เปโตรก็ทูลต่อพระองค์ว่าพวกเขาได้จับปลาทั้งคืนยังไม่ได้ปลาเลย และแท้จริงแล้วเปโตรก็เป็นชาวประมง เชี่ยวชาญอย่างดี ตามสามัญสำนึกของเปโตรก็คือ คงจะจับไม่ได้หรอก แต่เปโตรก็ได้กระทำตามคำสั่งของพระเยซูคริสต์ และในที่สุดก็ได้ปลามากมาย

การเชื่อฟังนั้นง่ายหรือยาก? ถ้าหากขัดแย้งกับสามัญสำนึกก็อาจทำให้รู้สึกว่ายาก แต่ถ้าสอดคล้องกับสามัญสำนึกก็คงจะคิดว่าง่าย แต่เราจะต้องสลัดเอาสามัญสำนึกของเราออกไป เพื่อที่เราจะเชื่อฟังพระเจ้า



"แต่ถ้อยคำนั้นอยู่ใกล้ท่านทั้งหลายมาก อยู่ในปากของท่าน และอยู่ในใจของท่าน ฉะนั้นท่านจึงกระทำตามได้" (เฉลยธรรมบัญญัติ 30:14)

ถ้อยคำอยู่ในปาก หมายถึงว่า ได้ท่องพระคำของพระเจ้า ดังนั้น เราจึงควรที่จะให้เด็ก ๆ ท่องจำพระคัมภีร์ แม้ในระยะแรกจะดูเหมือนเป็นการท่องแบบนกแก้วนกขุนทอง แต่แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้จะค่อย ๆ สะสมเข้าในใจของเขา สักวันหนึ่งเขาก็จะนำมาใช้ประโยชน์ได้

เมื่อเราใช้ปากพูดบ่อย ๆ ท่องบ่อย ๆ ก็จะเป็นการภาวนาพระวจนะคำของพระเจ้า และพระคำจะไม่ไกลจากปากของเราเลย

"แต่นี่จะเป็นพันธสัญญาซึ่งเราจะกระทำกับประชาอิสราเอลภายหลังสมัยนั้น พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ เราจะบรรจุพระธรรมไว้ในเขาทั้งหลาย และเราจะจารึกมันไว้บนดวงใจของเขาทั้งหลายและเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นประชากรของเรา" (เยเรมีย์ 31:33)

พระธรรมของพระเจ้า ไม่ใช่เป็นเพียงกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ ไม่ใช่คำสั่งหรือข้อห้าม แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้ว่าสิ่งใดควรทำและสิ่งใดไม่ควรทำ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงอยู่ในเราและจะชี้นำชีวิตของเรา

"ถ้าท่านทั้งหลายเข้าสนิทอยู่ในเรา และถ้อยคำของเราฝังอยู่ในท่านแล้ว ท่านจะขอสิ่งใด ซึ่งท่านปรารถนาก็จะได้สิ่งนั้น" (ยอห์น 15:7)

นี่เป็นหลักการของคริสเตียนศึกษา ที่จะให้พระคำของพระเจ้าฝังอยู่ในใจของผู้เรียน ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะทำให้ผู้เรียนสามารถกระทำตามได้

ดาวิดถูกกษัตริย์ซาอูลแกล้งบ่อย ๆ แต่ดาวิดก็เลือกที่จะเชื่อฟังพระเจ้า ซึ่งถ้าตามสามัญสำนึก เขาสามารถฆ่าซาอูลได้หลายครั้ง และก็เป็นการสมเหตุผลหากท่านจะทำเช่นนั้น แต่ดาวิดเลือกที่จะเชื่อฟังพระเจ้า เพราะเขาคิดว่า ซาอูลเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ และท่านก็รู้ว่าเวลาที่ท่านจะเป็นกษัตริย์ยังมาไม่ถึง นี่เป็นตัวอย่างของการที่พระคำของพระเจ้าอยู่ที่ปาก และเข้าในใจ จนสามารถทำตามได้



"15 จงดูเถิด ในวันนี้ข้าพเจ้าได้วางชีวิตและสิ่งดี ความตายและสิ่งร้ายไว้ต่อหน้าท่าน
16 คือในการที่ข้าพเจ้าได้บัญชาท่านในวันนี้ ให้รักพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ให้ดำเนินในพระมรรคาทั้งหลายของพระองค์และให้รักษาพระบัญญัติ และกฎเกณฑ์และกฎหมายของพระองค์ แล้วท่านจะมีชีวิตอยู่และทวีมากขึ้น และพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะอำนวยพระพรแก่ท่านในแผ่นดินซึ่งท่านเข้าไปยึดครองนั้น" (เฉลยธรรมบัญญัติ 30:15-16)

โมเสสไม่ได้ให้เราเลือกศาสนา แต่ให้เลือกความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้า ไม่ใช่เป็นพิธีกรรม ไม่ใช่เป็นเพียงการมาโบสถ์ แต่เป็นการมาเพื่ออยากฟังพระคำของพระเจ้า เราเลือกพระเจ้า เลือกชีวิต เลือกความสัมพันธ์

"นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาผู้นั้นและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา" (วิวรณ์ 3:20)

การเลือกที่จะมีชีวิต ก็คือ เลือกที่จะมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า



"17 ถ้าใจของท่านหันเหไปและท่านมิได้เชื่อฟัง แต่ถูกลวงให้ไปนมัสการพระอื่นและปรนนิบัติพระนั้น
18 ข้าพเจ้าขอประกาศแก่ท่านทั้งหลายในวันนี้ว่า ท่านทั้งหลายจะพินาศเป็นแน่ ท่านจะไม่มีชีวิตอยู่นานในแผ่นดินซึ่งท่านกำลังจะยกข้ามแม่น้ำจอร์แดนเข้าไปยึดครองนั้น" (เฉลยธรรมบัญญัติ 30:17-18)

โมเสสได้สอนชัดเจน ตรงประเด็นมาก เพราะเป็นการเลือกระหว่างชีวิตและความตาย พระพรและคำสาปแช่ง และข้อมูลของโมเสสที่มอบให้มีชัดเจน และสิ่งที่อิสราเอลต้องทำ คือ "เลือก"



"19 ข้าพเจ้าขออัญเชิญสวรรค์และโลกให้เป็นพยานต่อท่านในวันนี้ว่า ข้าพเจ้าตั้งชีวิตและความตาย พระพรและคำสาปแช่งไว้ต่อหน้าท่าน เพราะฉะนั้นท่านจงเลือกเอาข้างชีวิตเพื่อท่านและลูกหลานของท่านจะได้มีชีวิตอยู่
20 ด้วยมีความรักต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ และติดพันอยู่กับพระองค์ กระทำเช่นนั้นจะได้ชีวิตและความยืนนาน เพื่อท่านจะได้อยู่ในแผ่นดินซึ่งพระเจ้าปฏิญาณแก่บรรพบุรุษของท่าน คือแก่อับราฮัม แก่อิสอัค และแก่ยาโคบ ว่าจะประทานแก่ท่านเหล่านั้น" (เฉลยธรรมบัญญัติ 30:19-20)

การเลือกพระเจ้า คือ เชื่อฟังพระองค์ และติดพันกับพระองค์ แล้วผลที่จะได้ก็คือ ชีวิต

ชีวิตของเราต้องปรารถนาที่จะติดสนิทกับพระเจ้า เราผู้เป็นผู้ใหญ่จะต้องสอนลูกหลานของเราให้เลือกพระเจ้า

เด็ก ๆ อาจได้ผ่านการบัพติสมาตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อเขาโตขึ้นเขาจะต้องผ่านพิธีประกาศความเชื่อ เขาจะต้องเชื่อจริง ๆ

การเชื่อฟังอาจดูขัดแย้งกับสามัญสำนึกและเหตุผลของเรา

พี่น้องท่านหนึ่ง เขารักแฟนคนเดิมของเขามาก แต่เนื่องจากแฟนคนนั้นไม่เชื่อพระเจ้า หญิงคนนี้เลยมาปรึกษา ผู้ให้คำปรึกษาจะต้องให้ข้อมูลชัดเจน ว่าพระเจ้าทรงมีความปรารถนาเช่นไร หญิงคนนั้นก็พยายามต่อรอง ลองพยายามคบต่อไป แต่ผู้ให้ปรึกษาก็ได้บอกว่า หญิงคนนี้กำลังเล่นกับไฟ ถ้ายิ่งถลำลึกจะยิ่งเจ็บมาก สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะเชื่อฟังพระเจ้า คือเลิกคบกับแฟนคนนี้ และในที่สุดเขาก็ได้แฟนคนใหม่ซึ่งเป็นคริสเตียน หญิงคนนี้ได้ขอบคุณพระเจ้า ว่าเขาได้เลือกสิ่งที่ถูกต้อง

คริสตจักรแห่งหนึ่ง สมาชิกคนหนึ่งได้มาบอกกับศิษยาภิบาลว่า เขาลำบากใจที่จะเลิกทำงานวันอาทิตย์มาก เพราะเป็นวันที่ลูกค้าเยอะ ศิษยาภิบาลก็ได้ท้าทายเชิญชวน เขาก็เชื่อฟัง และในที่สุดเขาก็ปิดวันอาทิตย์ ในที่สุด เขาก็ได้พบว่า พระเจ้าทรงอวยพร ให้เขามีลูกค้าจำนวนเพิ่มขึ้นในวันอื่น ลูกค้าไม่ได้ลดลงเลย

และการสอนที่สำคัญที่สุด คือ แบบอย่างของชีวิต ผู้ใหญ่ทำอย่างไร เด็กจะเรียนรู้ทำตาม เลียนแบบเช่นนั้น ถ้าเราเชื่อฟัง ลูกหลานของเราก็จะเชื่อฟังพระเจ้า



ศจ.ดร. อภิชาติ พูลศักดิ์วรสาร

สรุปคำเทศนาโบสถ์จีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 24/05/2009

เรื่อง จงเลือกชีวิต

My Blog

  • วินัยของน้องหมา (ข้างถนน) - วันที่ 18/8/2011 เช้านี้ขณะที่รถติดไฟแดงอยู่บริเวณสี่แยกสามย่าน ซึ่งเบื้องหน้าเป็นจามจุรีสแควร์นั้น พลันก็เหลือบเห็นน้องหมาตัวหนึ่งเดินข้ามทางม้าลายด้วยอ...
    14 ปีที่ผ่านมา
  • บทความคริสเตียน - บทความคริสเตียน http://www.gracezone.org/index.php/christian-articles บทความทางด้านจิตวิญญาณ หลักข้อเชื่อ พระเจ้า พระคัมภีร์ พระเจ้า พระคัมภีร์ แนวทางในการ...
    17 ปีที่ผ่านมา
  • คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู - คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู วัน พุธ 08 ต.ค. 08@ 17:47:37 ICT หัวข้อ: สรุปคำเทศนาประจำอาทิตย์ ดร.ทะนุ วงค์ธนานุกุล วัน อาทิตย์ ที่ 21 กันยายน 2008 พระธร...
    17 ปีที่ผ่านมา
  • - แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้...
    17 ปีที่ผ่านมา

Christian Blog

บล็อกวาไรตี้

เทคโนโลยี

ดาวน์โหลดโปรแกรมมาใหม่ล่าสุด |

วาไรตี้

ข่าวประจำวัน

สารบัญเว็บไทย

กินลม ชมทะเล ที่มาร์คเฮ้าส์บังกะโล เกาะกูด จ.ตราด

Thailand Map