Custom Search By Google

Custom Search

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2552

เงินตะลันต์

เงินตะลันต์
http://www.thaisermons.com/index.php?option=com_content&task=view&id=192&Itemid=55

มธ. ๒๕.๑๔-๓๐
คำนำ
มัทธิวได้บันทึกในพระคัมภีร์ตอนนี้เป็นเรื่อง “เงินตะลันต์” หรือการใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณเพื่อการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า ได้กล่าวถึงชายสี่คน คนแรกเป็นนาย และอีกสามคนเป็นทาส(คนรับใช้) และได้กล่าวถึงความรับผิดชอบของแต่ละคนว่าคนไหนที่ฉลาดและใช้ความสามารถมากน้อย ก็ดูได้จากระทำของเขา!
เรื่องตัวอย่าง มีหญิงชราคนหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ได้เก็บเงินของตนเองและซ่อนไว้ในฟูกราวสี่หมื่นบาท และนอนทับอยู่เป็นเวลานานถึง ๔๐ ปีโดยไม่มีผู้ใดทราบเลย วันหนึ่งนางเสียชีวิตลง และลูกชายได้ขนฟูกออกไปทิ้ง ก็สังเกตเห็นว่าในที่นอนนี้มีลักษณะเป็นกระดาษจึงฉีกดูก็พบเงินจำนวนดังกล่าว อนิจจา นางเสียชีวิตไปโดยไม่มีโอกาสใช้เงินนั้นเลย

ผู้เป็นนาย (ข้อ ๑๔-๑๕)

พระคัมภีร์กล่าวถึงนายคนนี้เป็นคนใจดี ไว้วางใจทาส แทนที่เขาจะเก็บเงินเอาไว้เอง แต่กลับแจกจ่ายให้ทาสเอาไปลงทุน

คนแรกได้รับเงิน ๕ ตะลันต์ คนที่สองได้รับสองตะลันต์ และคนที่สามได้รับหนึ่งตะลันต์ เงินหนึ่งตะลันต์มีน้ำหนัก ๔๐ กิโลกรัม และมีการเทียบค่าของเงินหนึ่งตะลันต์มีค่าเท่ากับสี่หมื่นบาทของไทยเรา มีคนตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมทาสแต่ละคนได้รับเงินไม่เท่ากัน นี่แสดงว่าผู้เป็นนายเลือกที่รักมักที่ชังหรือเปล่า?

คำตอบก็คือ นายให้เงินแต่ทาสแต่ละคนตามความสามารถ เขารู้ว่าใครมีความรับผิดชอบมากน้อยแค่ไหน มอบให้ตามความพอดีและจะไม่มอบให้มากเกินไปหรือน้อยเกินไป

บทเรียน : พระเจ้าทรงให้ความสามารถแก่คริสเตียนแต่ละคน ซึ่งเราเรียกว่า “ของประทานฝ่ายวิญญาณ" (Gift of Holy Spirit) หรือความสามารถพิเศษ ซึ่งบางคนมีมากและบางคนมีน้อย เพื่อให้ใช้ในการปรนนิบัติพระองค์ตามความเหมาะสม

ในของประทานฝ่ายวิญญาณอย่างน้อย ๑๗ อย่าง บางคนบอกว่าจริงๆแล้วเมื่อศึกษาพระคัมภีร์อย่างถี่ถ้วนจะพบว่าของประทานฝ่ายวิญญาณมีมากถึง ๒๕ อย่าง (รม. ๑๒.๔-๘, อฟ. ๔.๑๒, ๑ ปต. ๔.๑๐-๑๑, ๑ คร. ๑๒.๘-๑๐,๒๘)
บทเรียน : ประการแรก ทันทีที่คนใดคนหนึ่งกลับใจใหม่และเป็นคริสเตียน เขาจะได้รับของประทานฝ่ายวิญญาณจากพระเจ้า ประการที่สอง จงอ่านพระคัมภีร์เหล่านี้และค้นหาของประทานฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าทรงประทานแก่ท่าน
หน้าที่ความรับผิดชอบ (ข้อ ๑๖-๒๕)
พระคัมภีร์บันทึกว่า ทาสคนแรกได้รับเงินจากนายเป็นจำนวน ๕ ตะลันต์ จึงเอาไปค้าขายทันทีและได้กำไรมาเท่าตัว (ข้อ ๑๖) คนที่สองก็เช่นเดียวกัน เมื่อรับเงินมา ๒ ตะลันต์แล้วก็เอาไปลงทุนและได้กำไรมาอีกเท่าตัว (ข้อ ๑๗)
ส่วนทาสคนที่สามทำแปลกกว่าเพื่อน เมื่อได้เงินมาหนึ่งตะลันต์ ก็ไปขุดดินและซ่อนเงินตะลันต์นั้นไว้(นี่เป็นธรรมเนียมของคนยิว ซึ่งมักจะซ่อนเงินทองของตนเองไว้ในดินหรือตามโพรงและฝาผนังของบ้าน) ชายคนนี้ไม่ได้ทำเสีย แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ทำดี (แบบ “ความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ”) ต่อมาภายหลังเขาชี้แจงต่อผู้เป็นนายว่า “เพราะนายใจแข็ง และชอบเกี่ยวผลที่มิได้หว่าน เก็บส่ำสมสิ่งที่มิได้โปรย วิธีที่ปลอดภัยที่สุดก็คือซ่อนเงินเอาไว้” (ข้อ ๒๔-๒๕) หรืออีกนัยหนึ่งเขากำลังต่อว่านายเป็นคนเห็นแก่ตัว
คำตอบของนาย (ข้อ ๒๖-๓๐)
ขอให้สังเกตการบริภาษของนายต่อทาสที่มิได้ได้รับผิดชอบสิ่งที่มอบหมายให้เท่าที่ควรจะเป็น
๑) ไอ้ข้าชาติชั่ว
เป็นคำด่าที่เจ็บแสบมาก แสดงถึงว่าทาสคนนี้ไม่มีความดีประการใดอยู่เลย แม้ว่าเงินมิได้สูญไป แต่เขาก็ไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา
๒) ไอ้คนเกียจคร้าน
พระคัมภีร์ได้ให้ภาพของสัตว์ชนิดหนึ่ง ที่มีอาการเฉื่อยชาชอบนอนขดตัวอยู่บนต้นไม้ตลอดทั้งวัน เอาแต่กินกับนอนเท่านั้น คนไทยรู้จักคำว่า “ขี้เกียจจนตัวขึ้นขน” หรือพวกสันหลังยาว (เอาแต่นอนตลอดเวลา)
สิ่งที่นายทำลงไปคือ “ยึดเงินตะลันต์จากทาสคนที่สามนี้ไปให้แก่คนที่หนึ่ง” (ข้อ ๒๘) เพราะเห็นว่าขืนให้เก็บเอาไว้ก็ไม่เกิดดอกออกผลแต่อย่างใด

สรุป
ในพระคัมภีร์ตอนนี้ พระเยซูคริสต์กำลังสอนเรื่องความรับผิดชอบของคริสเตียนทุกคน
ตัวอย่าง มีเรื่องเล่าวว่า เมื่อครั้งที่มอทท์คิดค้นการส่งโทรเลขได้เป็นครั้งแรก เขาส่งข้อความว่า “มีอะไรบ้างที่พระเจ้ามิได้ประทานแก่ท่าน?”
มีอะไรบ้างที่พระเจ้ามิได้ประทานแก่คริสเตียน พระองค์ทรงให้ชีวิต กำลังกาย สติปัญญา ความสามารถ
ข้าวของเงินทอง เครื่องใช้ไม้สอย คำพูด เสรีภาพ ฯลฯ แต่เราได้ใช้สิ่งเหล่านี้ให้เกิดผลในพระราชกิจของพระองค์อย่างไรบ้าง
ในวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จกลับมา เราจะได้รับคำชมเชยหรือคำแช่งสาป?

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2552

การสอนให้ทำความดีด้วยชีวิตจริง

เผยพระวจนะพระธรรม มาระโก 3:1-6


หัวข้อ : “การสอนให้ทำความดีด้วยชีวิตจริง”


สันติ แดงเรือน อาทิตย์ที่ 18 มิถุนายน 2006


คำนำ


พี่น้องจำภาพทั้งสองที่กำลังฉายได้หรือไม่ ภาพแรกเป็นรูปต้นบอนไซที่ปลูกในกระถาง แม้จะสวยเพียงใดก็ไม่โต ส่วนภาพที่สองเป็นรูปต้นมัสตาร์ดที่เจริญเติบโตสามารถให้นกมาทำรังอาศัยได้ 1 ปีผ่านไปชีวิตของพี่น้องและผมเป็นเหมือนต้นบอนไซหรือต้นมัสตาร์ด?





เนื้อหาสาระ


เมื่อพระกิตติคุณเข้ามาประเทศไทยประมาณปี ค.ศ.1830 คริสเตียนไทยยังไม่มีบุคลากรในการจัดทำหลักสูตรคริสเตียนศึกษา แต่ได้แปลบทเรียนต่างๆให้เข้ากับคนไทยและต่อมาสภาคริสตจักรฯ ได้จัดตั้งกองคริสเตียนศึกษาเพื่อจัดหลักสูตรไว้บริการคริสตจักรต่างๆ ด้วยหลักสูตรระดับต่างๆ ปัจจุบันคริสตจักรทั้งหลายต่างมีพันธกิจคริสเตียนศึกษาเป็นของตนเองมีเจ้าหน้าที่หรือผู้รับใช้ดูแลอย่างชัดเจน


การศึกษาพระวจนะของพระเจ้าในชีวิตประจำวันของคริสเตียนดูเหมือนขาดการให้ความสำคัญไปพอสมควร เนื่องจากเรามักอุทิศเวลาให้กับสิ่งอื่นมากกว่า แท้ที่จริง คริสเตียนศึกษาเป็นกระบวนการการเรียนรู้(ศึกษา) ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้เชื่อโดยมีจุดศูนย์กลางที่พระเยซูคริสต์ เน้นความเติบโตขึ้นในด้านความเชื่อและการดำเนินชีวิตที่เรามักบอกว่า “บรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์” ตลอดจนถึงการนำคนมาถึงพระเยซูคริสต์


พันธกิจคริสเตียนศึกษาไม่ใช่งานรวีวารศึกษาเท่านั้น ซึ่งคริสเตียนจำกัดความเข้าใจว่ารวีวารศึกษาเป็นเรื่องของเด็กไม่เกี่ยวกับผู้ใหญ่ ถ้าผู้ใหญ่ก็ต้องคริสเตียนศึกษาหรือการศึกษาพระวจนะ นี่เป็นความเข้าใจที่ผิดถนัด แท้จริงแล้ว คริสเตียนศึกษาเกี่ยวข้องกับทุกพันธกิจของคริสตจักร เนื่องจากกระบวนการนี้ก่อให้เกิด การนมัสการด้วยความเข้าใจ การรับใช้งานต่างๆ อย่างเหมาะสมกับของประทานที่มีอยู่ การสามัคคีธรรมด้วยพื้นฐานความเชื่อที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การมีชีวิตที่เหมือนพระคริสต์ก็ผ่านกระบวนการนี้ ดังที่ชีวิตคริสเตียนได้พัฒนา 5 ด้าน คือ


1.พัฒนาความรู้ถึงพระวจนะของพระเจ้า คริสเตียนต้องได้รับพระวจนะของพระเจ้าเพื่อเราจะได้ปรับปรุงแก้ไขตนให้ดีและพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง เพื่อพระคริสต์จะทรงสถิตในใจของท่านทางความเชื่อ


2.พัฒนามุมมอง หมายถึงการมองชีวิตในมุมมองของพระเจ้า ด้วยความเข้าใจ สติปัญญาและความหยั่งรู้


3.พัฒนาความมุ่งมั่น หมายถึงการอุทิศชีวิต ค่านิยมและแรงจูงใจ รวมถึงการที่เรายอมตายเพื่อสิ่งที่เรามุ่งมั่น


4.พัฒนาทักษะ หมายถึงความสามารถในการทำบางสิ่งได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง โดยการกระทำและประสบการณ์


5.พัฒนาลักษณะนิสัย เป้าหมายสูงสุดของคริสเตียนศึกษาคือการเปลี่ยนแปลงให้มีอุปนิสัยเหมือนพระเยซูคริสต์ในชีวิตของเรา นั่นคือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน


ดร.เฮนดริคส์ เป็นอาจารย์สอนด้านคริสเตียนศึกษาที่มีชื่อเสียง ครั้งหนึ่งท่านได้พบเด็กชายคนหนึ่งในร้านตัดผมและพูดคุยกัน เมื่อคุยกันได้สักพักท่านถามเด็กคนนั้ว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” เขาตอบด้วยความซื่อว่า “คุณครับ ผมยังไม่เจอใครสักคนที่อยากเลียนแบบ” กรณีนี้ไม่ได้มีอะไรพิเศษมาก เด็กหลายคนไม่ได้แสวงหาครูที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นครูหรือผู้ที่สอนอย่างสัตย์ซื่อต่อสิ่งที่สอนและในห้องหัวใจของเด็กหลายคนเขายังว่างเปล่าสำหรับบุคคลที่เขาสามารถยกย่องได้ หรือหนึ่งในนั้นอาจจะเป็นบุตรหลานของเรา เด็ก ผู้เชื่อใหม่และผู้คนกำลังแสวงหาชายหญิงสักคนที่เข้าถึงพระวจนะของพระเจ้าซึ่งเป็นสิ่งที่มีชีวิต เป็นผู้ที่ศึกษาพระวจนะของพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ ยอมให้พระวจนะของพระเจ้าครอบครองชีวิตจนเขาเกลียดในสิ่งที่พระเจ้าเกลียด และรักในสิ่งที่พระเจ้ารัก เมื่อบุคคลเหล่านั้นรับเอาความจริงของพระเจ้าเข้ามาเป็นส่วนของชีวิต พวกเขาก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงและมีอิทธิพลต่อชีวิตผู้อื่น


ในพระคัมภีร์มัทธิว 5.16 พระเยซูคริสตเจ้าตรัสว่า


“ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์”


พระธรรมมาระโกที่เราได้อ่านด้วยกันนั้น พระเยซูประสงค์สอนสาวกของพระองค์ และผู้ที่จ้องจับผิดพระองค์ด้วยกรอบธรรมบัญญัติ ให้ทำความดี ให้รู้ว่าพระองค์ก็เป็นเจ้าเหนือวันสะบาโต พระองค์สอนและทำให้ดู พระองค์จึงตรัสแก่คนทั้งหลายว่า “ในวันสะบาโตควรจะทำการดี หรือควรจะทำร้าย จะช่วยชีวิตดีหรือจะผลาญชีวิตเสียดี” ซึ่งก็ไม่มีใครกล้าตอบอะไร


การทำดีของฟาริสีเป็นไปอย่างมีเงื่อนไข รวมทั้งเพิ่มเติมข้อปลีกย่อยลงในพระบัญญัติวันสะบาโตเป็นวันเสาร์หรือวันที่เจ็ดของสัปดาห์ตามปฏิทินของชาวยิว เป็นวันบริสุทธิ์ที่ตั้งขึ้นตามพระบัญญัติ เป็นวันหยุดพัก (อพย.20:8-11) หลังจากกลับมาจากการเป็นเชลยที่บาบิโลน ชาวยิวก็ถือเป็นวันนมัสการพระเจ้าด้วย ต่อมาในสมัยของพระเยซู พวกฟาริสีได้เพิ่มกฎบัญญัติมากมาย ได้แต่งเติมกฎบัญญัติหยุมหยิม อันเป็นข้อบังคับและข้อห้ามเกี่ยวกับวันสะบาโต แล้วตู่ว่าเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้า เช่น อย่าเด็ดรวงข้าวในวันสะบาโต ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีมักจะมีแนวโน้มชอบทำให้การรักษาวันสะบาโต กลายเป็นเรื่องยุ่งยากเกินกว่าที่จะปฏิบัติได้ ทำให้ดูเหมือนว่าทุกคนตกเป็นทาสของวันสะบาโต ซึ่งขัดกับน้ำพระทัยของพระเจ้าที่ “ทรงตั้งวันสะบาโตนั้นไว้เพื่อมนุษย์ มิใช่ทรงสร้างมนุษย์ไว้สำหรับวันสะบาโต และพระองค์ก็เป็นเจ้าเป็นนายเหนือวันสะบาโตด้วย” (มก.2.27-28)


การซึ่งต้องห้ามในวันสะบาโตนั้น ธรรมบัญญัติห้ามชาวยิวทำงานในวันสะบาโต แต่พวกฟาริสีได้เพิ่มรายละเอียดกฎบัญญัติว่า การรักษาคนมือลีบเป็นสิ่งที่สามารถรอทำในวันถัดไปได้ ไม่ใช่สิ่งเร่งด่วนที่ต้องทำในวันสะบาโต เขาจึงจับผิดพระเยซู ด้วยความอิจฉาที่พระองค์ไม่ทำตามคำสอนของพวกเขาและประชาชนก็ตามพระองค์เพิ่มมากขึ้นๆ


พระเยซูทรงถามว่าวันสะบาโตควรทำการดีหรือควรจะทำร้าย เพื่อเน้นเตือนถึงความหมายที่แท้จริงของวันสะบาโตว่า เป็นวันแห่งพระพรสำหรับมนุษย์ทั้งฝ่ายร่างกายและจิตวิญญาณ แต่พระเยซูทรงชี้ให้พวกเขาเห็นชัดเจนว่าวันสะบาโตของพระเจ้ามีไว้เพื่อช่วยชีวิต ไม่ใช่เพื่อทำลายชีวิต ทรงตั้งวันสะบาโตไว้เพื่อให้ร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณของมนุษย์ฟื้นชื่นขึ้น จึงเป็นเหตุให้พระเยซูทั้งเป็นทุกข์ใจเพราะความเขลาของพวกเขา และโกรธที่พวกเขาไม่ยอมทำความดี เมื่อพระองค์ตรัสแก่คนมือลีบนั้นว่า “จงเหยียดมือออกเถิด” เขาก็เหยียดออก และมือของเขาก็หายเป็นปกติ


หลายครั้งเมื่อเราพบเหตุการณ์เช่นนี้ทำให้เราไม่อยากทำความดี เพราะมันช่างยากเสียเหลือเกิน เดี๋ยวก็ถูกจับผิด เดี๋ยวก็ถูกอิจฉา หากมีความคิดแบบนี้ขอให้คิดเสียใหม่เพราะนั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะอาจจะเป็นการทำความดีเพื่ออวดคนอื่นหรือเพื่อหาเกียรติ ชื่อเสียงให้แก่ตนเอง พี่น้องที่รักอย่ากลัวการถูกกล่าวร้ายเพราะทำความดี ถ้าหากเราไม่ทำความดีเราก็มีความบาปแล้ว ยากอบ 4.17 กล่าวว่า “เหตุฉะนั้นผู้ใดรู้ว่าอะไรเป็นความดีและไม่ได้กระทำ คนนั้นจึงมีบาป” ยิ่งกว่านั้นถ้าผู้ที่กล่าวร้ายการทำความดีจะไม่มีบาปหนาเชียวหรือ!


สุภาษิต 17.13 “ถ้าคนหนึ่งคนใดทำชั่วตอบแทนความดี


ความชั่วจะไม่พรากจากเรือนของคนนั้น”


1 ปต.3.13 ได้หนุนใจพี่น้องและผมว่า


“ถ้าท่านทั้งหลายใฝ่ใจประพฤติความดี ผู้ใดจะ


ทำร้ายท่าน 14แต่ถึงแม้ว่าท่านทั้งหลายต้องทนทุกข์ เพราะเหตุประพฤติการชอบธรรม ท่านก็เป็นสุข อย่ากลัวเขา และอย่าคิดวิตกไปเลย”


ในพระธรรม มัทธิว 12:11 พระเยซูได้ใช้ลูกแกะซึ่เป็นสัตว์ที่พวกเขารักเข้ามาเปรียบ -เทียบถึงหัวใจแห่งความรักเมตตาของพระเจ้าที่ทรงประสงค์ให้ทำความดี การช่วยเหลือแกะตัวเดียวที่ตกบ่อในวันสะบาโต พระเยซูต้องการสอนพวกฟาริสีว่า แม้แต่พวกเขาที่เป็นคนรักษากฎอย่างเคร่งครัดยังยอมช่วยเหลือสัตว์ในวันสะบาโต ดังนั้นพวกเขาจึงควรยินดีที่จะช่วยเหลือชายมือลีบคนนี้ด้วย บางทีการทำความดีอาจจะมีกรอบ มีกฎเกณฑ์ แต่พระเยซูไม่ได้สอนเราให้ทำตามตัวอักษรแบบไม้บรรทัดวัด แต่ให้ทำด้วยความเข้าใจ


ดังโจทย์ที่เราได้ยินกันบ่อย คือให้ลากเส้นผ่านจุด 9 จุด โดยใช้เส้นตรงเพียง 4 เส้น และไม่ยกปากกา






Ÿ Ÿ Ÿ Ÿ Ÿ Ÿ


Ÿ Ÿ Ÿ Ÿ Ÿ Ÿ


Ÿ Ÿ Ÿ Ÿ Ÿ Ÿ





ในฐานะที่เราเป็นบุตรของพระเจ้าเราควรสอนบุตรหลานให้ทำความดวามดีบนพื้นฐานแห่งพระวจนะของพระเจ้าด้วยการกระทำให้เป็นตัวอย่าง อย่าใช้แต่คำพูดเท่านั้นจะฝึกสอนคนใช้ไม่ได้ เพราะถึงแม้เขาจะเข้าใจ แต่เขาก็ไม่ฟัง (สภษ.29.19) บางทีกรอบการสอนของเราอาจจะเป็นการพูด เราทะลุกรอบออกไป ทำให้เขาได้เห็น สอนบุตรหลานของเราให้ทำความดีอย่างไม่มีเงื่อนไข ให้นำเขาทำด้วยความเข้าใจ สอนเขาทุกโอกาสที่ยังสอนได้


ในฐานะที่ผมและพี่น้องเป็นพ่อ-แม่,ปู่-ย่า,ตา-ยาย เราควรมีท่าทีในการสอนบุตรหลานของเราในชีวิตประจำวันอย่างไร โมเสสสั่งคนอิสราเอลว่า “จงให้ถ้อยคำที่ข้าพเจ้า บัญชาพวกท่านในวันนี้อยู่ในใจของท่าน 7และพวกท่านจงอุตส่าห์ สอนถ้อยคำเหล่านั้นแก่บุตรหลานของท่าน เมื่อท่านนั่งอยู่ในเรือน เดินอยู่ตามทาง และนอนลงหรือลุกขึ้น จงพูดถึงถ้อยคำนั้น 8จงเอาถ้อยคำเหล่านี้พันไว้ที่มือของท่านเป็นหมายสำคัญ และจงจารึกไว้ที่หว่างคิ้วของท่าน 9และเขียนไว้ที่เสาประตูเรือนและที่ประตูของท่าน” (เฉลยธรรมบัญญัติ6.6-9)


เราเลี่ยงไม่สามารถเลี่ยงการนำเขาอ่านและท่องจำพระคัมภีร์ ได้ เราไม่สามารถเลี่ยงการอธิษฐาน เราไม่สามารถเลี่ยงการเฝ้าเดี่ยว เราไม่สามารถเลี่ยงการทำความดีได้






สรุป


เราจึงพบว่าคริสเตียนศึกษาเป็นกระบวนการเรียนการสอนที่เรียกร้องให้เราดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้า เป็นกระบวนการที่เปิดช่องให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานในชีวิตของเราได้ ไม่ใช่การถ่ายทอดเนื้อหาสาระพระคัมภีร์เท่านั้น แต่เป็นการนำพระคัมภีร์มาใช้ในชีวิตจริงดังเช่นที่พระเยซูให้เหล่าสาวกเรียนจากชีวิตจริงของพระองค์ ดังนั้นการสอนคนให้ทำความดีในชีวิตจริง...


1.ให้ทำความดีอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่เพิ่ม ไม่ลดความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า


2.เราต้องปฏิบัติให้เป็นจริงและสอดคล้องกับสิ่งที่สอน


3.สอนให้ทำความดีด้วยหัวใจแห่งความรักเมตตาของพระเจ้า


ครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่แดน คลาร์ก(Dan Clark)เป็นวัยรุ่น เขากับพ่อไปยืนต่อแถวซื้อตั๋วชมละครสัตว์ ในที่สุดเหลืออีก 1 ครอบครัวเท่านั้นเขาก็จะได้ซื้อ ครอบครัวที่อยู่ข้างหน้านั้นสะดุดใจเขามาก เขามีลูกถึง 8 คน ทุกคนอายุต่ำกว่า 12 ขวบทั้งนั้น คุณเดาได้เลยว่าพวกเขาคงมีเงินไม่มาก เสื้อผ้าของพวกเขาราคาไม่แพง แต่สะอาดเอี่ยม เด็กๆ นิสัยเรียบร้อย ทุกคนยืนเข้าแถวจับคู่กันอยู่หลังพ่อแม่ มือคอยจับกันไว้ ทุกคนคุยกันเจี๊ยวจ๊าวเรื่องตัวตลก ช้างและการแสดงอื่นๆ ที่พวกเขาจะได้ดูกันในคืนนั้นด้วยความตื่นแต้น ใครๆ ก็สัมผัสได้ว่าพวกเขาไม่เคยดูละครสัตว์มาก่อน นี่คงจะเป็นช่วงเวลาสุดยอดในชีวิตวัยเด็กของพวกเขาแน่นอน


พ่อกับแม่ยืนอยู่หัวแถวอย่างภาคภูมิใจ แม่เกาะแขนสามี เงยหน้ามองเขาราวกับจะพูดว่า “คุณเป็นอัศวินในชุดเกราะวาววับของฉัน” เขายิ้มและเริงร่าอย่างภาคภูมิ มองหน้าภรรยาราวกับจะตอบว่า “คุณพูดถูกแล้วละ”


หญิงขายตั๋วถามผู้เป็นพ่อว่าต้องการซื้อตั๋วกี่ใบ เขาตอบอย่างภูมิใจว่า “ผมขอซื้อตั๋วเด็ก 8 ใบ และตั๋วผู้ใหญ่ 2 ใบครับ จะได้ดูกันทั้งครอบครัว” หญิงขายตั๋วบอกราคา


ภรรยาของเขาปล่อยมือที่เกาะไว้ ศีรษะตก ริมฝีปากของชายคนนั้นเริ่มสั่น เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้อีกเล็กน้อยแล้วถาม “คุณว่าเท่าไหร่นะครับ”


หญิงขายตั๋วบอกราคาอีกครั้ง


ชายคนนั้นมีเงินไม่พอ เขาจะหันมาบอกลูกๆ ทั้ง 8 คนว่าเขามีเงินไม่พอที่จะพาพวกลูกๆ ไปดูละครสัตว์ได้อย่างไรกัน


พ่อของแดนซึ่งยืนดูเหตุการณ์อยู่นั้น จึงดึงแบงค์ 20 เหรียญออกจากกระเป๋าสตางค์ แล้วทำหล่นบนพื้น (เราไม่ร่ำรวยอะไรหรอกครับ!) พ่อของผมก้มลงหยิบแบงค์นั้นขึ้นมา แตะไหล่ชายคนนั้น แล้วพูดว่า “โทษครับ เงินนี่หล่นจากกระเป๋าคุณ”


ชายคนนั้นรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาไม่ได้ขอให้ใครบริจาคทาน แต่เขาซาบซึ้งในความช่วยเหลือที่มากู้สถานการณ์อันสิ้นหวัง สั่นคลอนหัวใจ และน่าอับอายตอนนี้ได้ เขามองตาพ่อผมนิ่ง กุมมือของพ่อด้วยมือทั้ง 2 ข้างของเขา กำแบงค์ 20 เหรียญนั้นแน่น ริมฝีปากของเขาสั่น น้ำตาเอ่อท้นลงอาบแก้มของเขา เขาตอบว่า “ขอบคุณครับ ขอบคุณ เงินนี้มีความหมายต่อผมและครอบครัวมาก”


พ่อของผมกลับไปที่รถแล้วขับกลับบ้าน คืนนั้นเราไม่ได้ดูละครสัตว์แต่เราก็ไม่ได้ไปเสียเที่ยว

คนงานที่ดีของพระเยซู

http://www.cedthai.org/webboard.php?method=webboard&postnew=1&id=140&gid=4

เรื่อง “ทำไมต้องเป็นฉัน ?”
เทศนา

จุดประสงค์= เพื่อให้คริสเตียนมีใจออกประกาศ

ข้อพระคัมภีร์= มธ. 28:18-20;ลก.10:2;อสย.6:6-8

ชื่อเรื่อง= “ทำไมต้องเป็นฉัน ?”

กลุ่มคน= คริสเตียน

คำนำ

ขอบคุณพระเจ้าสำหรับเสียงเพลงอันไพเราะ แต่สิ่งที่บทเพลงกำลังบรรยายถึงนั้น เป็นเรื่องที่น่าเศร้าสำหรับคนที่พบความทุกข์ ทำให้ค่ำคืนนี้ ผมไม่อาจพูดเรื่องราวที่สนุกสนาน ทำให้พี่น้องหัวเราะได้ เป็นเรื่องที่น่าเศร้าสำหรับคนที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์นั้น ๆ ยิ่งถ้าพูดถึงสถานการณ์ทุกวันนี้ บางคนไม่สามารถนอนหลับอย่างมีความสุขได้ บางคนเผชิญความทุกข์ บางคนต้องเผชิญภัยธรรมชาติ บางคนเผชิญภัยความขัดแย้งจากคนด้วยกัน เช่นการก่อการร้าย มีความไม่ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน เยาวชนถูกมอมเมาด้วยยาเสพติด หลายครอบครัวต้องหย่าร้างกัน หลายคนไม่มีทางออกต้องจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย บางชีวิตจบลงตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ด้วยการทำแท้ง เด็กบางคนคลอดออกมาก็ยังถูกทิ้ง เป็นเรื่องที่น่าเศร้าสลดใจ จริยธรรมในสังคมเสื่อมทราม กฎหมายหรือประเพณีของบ้านเมือง ไม่สามารถช่วยให้สังคมหรือคนเรามีชีวิตที่ดีขึ้น

เนื้อหา

พระคัมภีร์ที่จะหาทางออกให้สังคมค่ำคืนนี้ปรากฏ ลูกา 10:2 (อ่านด้วยกัน)“2พระองค์ตรัสกับเขาว่า “ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมากแต่คนงานยังน้อยอยู่ เหตุฉะนั้น พวกท่านจงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของนา ให้ส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวพืชผลของพระองค์”

ชีวิตผมเกิดมาเป็นลูกชาวนา ผมเคยทำนา จึงรู้วิธีการทำนาพอสมควร การทำนานี้ มีอยู่สองช่วงเวลาใหญ่ๆที่สำคัญ ชาวนานั้นต้องรีบเร่ง 1. ช่วงเวลาของการปักดำ ถ้าปักดำไม่ทันฤดู ข้าวจะให้ผลผลิตที่ไม่ดี 2. เวลาที่สอง เวลาของการเก็บเกี่ยว ถ้าเก็บเกี่ยวไม่ทันความเสียหายจะเกิดขึ้นกับผลิตผลที่ได้ ทั้งสองเวลานั้นมีความเสียหายที่แตกต่างกัน ชาวนาบางคน

ต้นฤดูไม่รีบเพราะคิดว่า ถ้าไม่ทัน ก็จ้างคนงานเพิ่ม แต่น่าสงสารเพราะถึงเวลาที่เร่งรีบ แม้มีเงินมากมายจ้าง มีอาหารที่ดี ๆ ให้คนงาน ก็ไม่สามารถหาคนงานดังที่อยากจะได้ ต่างคนต่างเร่งรีบ

เรื่องที่กำลังพูดเกี่ยวข้องอะไรกับคนที่กำลังเจอความทุกข์อยู่ ถ้าเราย้อนดูพระคัมภีร์ ตอนเดียวกันใน มัธทิว 9:36 “36และเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นประชาชนก็ทรงสงสารเขา ด้วยเขาถูกรังควานและไร้ที่พึ่งดุจฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง ”

คนที่ถูกรังควานและไร้ที่พึ่งดุจฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง คงไม่มีใครบอกเขากำลังมีความสุข สถานการณ์ในเวลานั้นคงไม่ต่างอะไรจากสังคมทุกวันนี้ ทำไมสังคมเป็นอย่างนี้? คำตอบง่าย ๆ คนตกจากมาตรฐานที่พระเจ้าทรงสร้างมา

มีหนทางเดียว ที่จะทำให้คนกลับสู่สภาพที่ดีได้คือ ต้องรู้จักและเชื่อในพระเยซูคริสต์ การจะรู้จักและเชื่อนั้นแน่นอนว่า มีหลายหนทางหรือวิธีการ แต่หนทางหรือวิธีการหนึ่งที่จะพูดถึงคืนนี้คือ คนเราต้องได้ยินหรือรับรู้เรื่องราวของพระเยซูคริสต์

ใครจะเป็นคนที่ไปบอกให้ได้ยิน? ตัวเรานั้นแหละที่จะไปบอก คนที่เชื่อบางคนจึงมีคำถามในใจว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน?”

มีเหตุผลอย่างน้อยสามเหตุผล

*เหตุผลแรกว่า ทำไม่ต้องเป็นฉัน คือ

1. เป็นคำสั่งของพระเยซูคริสต์ มธ.28:18-20

- ผู้ที่มีความเชื่อในพระเยซูคริสต์รู้ดีว่า นี้คือพระมหาบัญชาที่ทุกคนต้องกระทำ เราปฏิเสธไม่ได้ว่า

ข้อพระคัมภีร์นี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรา


* เหตุผลประการที่สอง ทำไมต้องเป็นฉันคือ

2. คนที่จะประกาศยังขาดอยู่ ลก.10:2

*เราอ่านแล้วสิ่งแรกที่เราจะตอบสนองคืออะไร ?

- คริสเตียนหลายคนก้มหน้าอ่านพระคัมภีร์ข้อนี้ พอเงยหน้าขึ้นมองซ้ายมองขวามองข้างหน้ามองข้างหลังรีบอธิษฐาน พระองค์เจ้าข้าขอใช้เขา ขอให้เขามีภาระใจมากขึ้นทุกวัน

ตัวอย่าง ให้มองตัวเอง (อ่านแล้วไม่เงยหน้า) เห็นอะไร ? ยืนขึ้นยังก้มหน้าเห็นอะไร ? (อ่าน อสย.52:7)

* เหตุผลประการที่สาม ทำไม่ต้องเป็นฉัน

3. เราทั้งหลายเป็นผู้ที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงจากพระเยซูคริสต์แล้ว อสย.6:6-8

เบื้องหลังอิสยาห์ ก่อนที่อิสยาห์จะตอบรับพระเจ้าว่า เขาเองจะไป เขารู้สึกว่า ตัวเขาเอง มีริมฝีปากที่ไม่สะอาด แต่ทูตของพระเจ้าได้คีบถ่านเพลิงแล้วมาแตะที่ริมฝีปากของเขา และในที่สุดเขาบอกว่า “ข้าพระองค์อยู่ที่นี้ ขอทรงใช้เถิด”

-สำหรับเราพระองค์ชำระหมดทั้งชีวิตของเรา เราสมควรเป็นคนหนึ่งที่จะพูดถึงความดีของพระองค์

ประยุกต์ใช้

- บางคนอาจจะพูดว่า ไม่จำเป็นที่เขาจะประกาศด้วยตัวเอง เขาจะทำงาน แล้วถวายเงินของเขาให้มากที่สุดเพื่อการประกาศ แต่นั่นไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับพันธกิจของพระเจ้า

ตัวอย่าง ผมทำพันธกิจประกาศผ่านกีฬา กับเยาวชน 4-5 ปี มาแล้ว ผมไม่เคยถามหางบประมาณ มีงบสนับสนุนอุปกรณ์กีฬา 100 % มีคนสนับสนุนชุดกีฬาเต็มที่ แต่สิ่งที่พันธกิจต้องการมากที่สุดคือ คนที่มีปากที่จะพูดเรื่องราวของพระเยซูคริสต์

บางคนบอกว่า ไม่มีความรู้พระคัมภีร์ดีพอ การประกาศไม่ใช่เรื่องของความรู้พระคัมภีร์มากน้อย แต่เป็นการที่ผมและคุณ ไปบอกกับคนที่ยังไม่รู้จักและเชื่อในพระเยซูคริสต์ว่า พระเยซูคริสต์มีดีอะไร ทำไม่ผมและคุณถึงเชื่อ บางคนสามารถพูดได้ว่า พระเยซูคริสต์เปลี่ยนตัวเขาเป็นคนละคน พระเยซูคริสต์เปลี่ยนตัวเขาจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะพระเยซูคริสต์สามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้ เราจึงมีความจำเป็นต้องบอกกับคนที่ยังไม่รู้จัก บอกในสิ่งที่พระเยซูคริสต์เปลี่ยนแปลงเรา

ค่ำคืนนี้ หลายท่านเป็นนักศึกษา ท่านอาจจะคิดในใจเมื่อฉันจบแล้วจะประกาศอย่างเต็มที่ หลายท่านเป็นผู้รับใช้ใน คจ. ท่านอาจจะมีความคิดว่า ต้องสอนระวีฯ ต้องเทศนา ไม่เป็นไรจะสร้างสมาชิกให้ออกประกาศ

ถ้าเรามองดูสังคม นับวันความสูญเสียจะรุนแรงมากขึ้น ภัยธรรมชาติ ภัยจากสังคม จริยธรรมตกต่ำ สิ่งเดียวที่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้คือ คนต้อง เชื่อในพระเยซูคริสต์

สรุป “ทำไมต้องเป็นฉัน?” ไม่ใช่คำถามที่เราต้องหาคำตอบ เพราะ

- เป็นพระมหาบัญชาของพระเยซูคริสต์ของสำหรับคนที่เชื่อ

-การประกาศยังต้องการคนงาน ที่จะบอกเรื่องราวของพระเยซูคริสต์

-เราทั้งหลายถูกเปลี่ยนแปลงแล้วโดยพระเยซูคริสต์

ถ้าหากความเศร้าสลดเสียใจ ความสูญเสีย เกิดกับคนที่เรารู้จัก เกิดกับญาติพี่น้อง เกิดกับคนที่เรารัก เราจะไม่รีบลุกขึ้นเพื่อให้กำลังใจหรือบอกเรื่องของพระเยซูคริสต์โดยไม่คิดให้เสียเวลาใช่หรือเปล่า อย่ารอจนเขาจากไป อย่างไม่มีวันได้พบได้เจอกันอีกเลย

เราจะตอบสนองต่อพระคำของพระเจ้า ด้วยการร้องเพลงบทนี้ด้วยกัน(ใครจะไปบอก เพลงที่226 หน้า 101 เล่ม 2)

คำอธิษฐาน

“ผ่าทางตัน” (Breakthrough)

Breakthrough
By Tawat Yenjai

ผมตั้งชื่อเรื่องนี้ให้มันดูเท่ๆว่า “ผ่าทางตัน” (Breakthrough)
มีคำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการประสบความล้มเหลวในชีวิต คือท่านจะต้องท่องจำคำเหล่านี้อยู่เสมอทุกๆวัน วันละสามครั้งหลังอาหาร คือคำว่า...
“ไม่มีทาง”
“ทำไม่ได้”
“เป็นไปได้ยาก”
“เมินเสียเถอะ”
“อย่าพยายามเสียให้ยากเลย”
จงคิดและพูดถ้อยคำแห่งการล้มละลายทางด้านความเชื่อเหล่านี้ “ไม่มีใครรักฉัน” “ไม่มีใครช่วยเหลือฉัน” หรือ “ฉันอ่อนแอเกินไป” “ยากจนเกินไป” “ต่ำต้อยและมีความรู้น้อย” “ไม่มีใครยอมให้โอกาสฉันเลย” “ทุกคนวิ่งไปข้างหน้าและละทิ้งฉันไว้เพียงคนเดียว” วันหนึ่ง สมาชิกในคริสตจักรของเราได้นำวีดิโอเรื่อง Mission Impossible แปลเป็นไทยว่า “พันธกิจที่เป็นไปไม่ได้” ซึ่งนำแสดงโดยดารารูปหล่อ ทอม ครุซ ผมชอบฉากแรกที่พระเอกกำลังปีนหน้าผาสูงชันและยากลำบากอย่างยิ่ง ต้องลุ้นด้วยใจเต้นระทึกว่าจะไปรอดไหมหนอ หวาดเสียว ตื่นเต้น ท้าทาย เสี่ยงชีวิต ทุลักทุเลและเกือบพลัดตกลงมาตั้งหลายครั้ง แต่ในที่สุดเขาก็สามารถก้าวขึ้นไปถึงจุดสุดยอด ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่บนภูเขาสูง
นั่นเป็นไตเติ้ลที่บอกว่า พันธกิจนั้นแม้จะยากเย็นแสนเข็ญ แต่ด้วยความเพียรพยายามและอดทน ในท้ายสุดก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม!
ทำให้คิดถึงชีวิตของคริสเตียน ก็อยู่ในทำนองเดียวกัน มีเรื่องที่ตื่นเต้นในฝ่ายจิตวิญญาณ น่าหวาดเสียว ท้าทาย เสี่ยงชีวิต ทุลักทุเล ปีนป่ายหน้าผาแห่งความเชื่อที่สูงชันอยู่ตลอดเวลา ผจญกับการโจมตีของผีมารซาตาน
และเนื้อหนังอยู่ทุกวี่ทุกวัน เปาโลเองแม้ว่าจะเป็นอัครทูตผู้ยิ่งใหญ่ แต่ท่านก็หนีไม่พ้นประสบการณ์ที่เลวร้ายในชีวิต วันหนึ่งท่านก็กล่าวว่า “ข้าพเจ้าคาดว่าข้าพเจ้าถึงตายแล้ว แต่ว่ายังมีชีวิตอยู่”
ในพระธรรมอพยพ ๑๔.๑-๓๑ โมเสสได้พาชนชาติอิสราเอลอพยพออกจากการเป็นทาสของอียิปต์ กำลังเดินทางไปยังคานาอันแผ่นดินของพระสัญญาของพระเจ้า ซึ่งอุดมด้วยน้ำผึ้งและน้ำนม(คงจะเหมือนแหลมทองของไทยที่ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว”) แต่เมื่อพวกเขามาถึงริมฝั่งทะเลแดงก็พบว่าเป็น “ทางตัน!” ตายกับตายเท่านั้น!
เมื่อมองไปข้างหน้าก็มีทะเลใหญ่ขวางกั้น มองไปข้างๆก็มีภูเขาสูงชันและทะเลทรายอันแห้งแล้ง เมื่อเหลียวกลับไปดูข้างหลังก็เห็นกองทัพมหึมาของกษัตริย์ฟาโรห์รุกไล่ติดตามมา พวกยิวนับล้านคนต่างขวัญหนีดีฝ่อ คิดได้อย่างเดียวเท่านั้นคือ วันสุดท้ายในชีวิตมาถึงแล้ว (ไม่แน่ใจว่า พวกเขารีบกล่าวคำอำลากันกันหรือเปล่า?)
แต่พวกเขาลืมไปอย่างหนึ่ง คือ แหงนมองขึ้นไปข้างบน เพื่อขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่
พวกเขาไม่ได้ตระหนักว่า พระเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่!
ในเหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนี้ เราจะเห็นว่า ชนชาติอิสราเอลพากันมองดูสถานการณ์ แต่โมเสสมองดูที่พระเจ้า
บทเรียน ในชีวิตของพวกเราหลายครั้งก็เจอะเจอเข้ากับสถานการณ์แบบเดียวกันนี้ เมื่อเรามาถึง “ทางตัน” มองไปทางไหนก็มืดแปดด้าน วิ่งพล่าน อกสั่นขวัญผวา และหาทางออกไม่พบ ทางไหนที่พอมีความหวังอยู่บ้างก็ไขว่คว้าเอาไว้ก่อน ถือเสียว่า “กำขี้ดีกว่ากำตด” แต่ทว่ามันก็เหลวเป๋ว!
เมื่อไม่นานมานี้ หนังสือรายวันฉบับหนึ่งได้ลงข่าวว่า ชายคนหนึ่งเปิดร้านขายของชำในย่านปริมณฑล ตอนแรกก็เป็นไปด้วยดี แต่ต่อมาลูกค้าเริ่มเข้าร้านน้อยลง จึงประสบปัญหาการขาดทุน เขาพยายามหาสาเหตุว่ามันเป็นเพราะอะไร ด้วยการไปเชิญซินแสหรือหมอดู มาดูฮวงจุ้ย (ฮวงจุ้ยเป็นการดูเกี่ยวกับสถานที่ ทิศทางตามหลักของโหราศาสตร์แบบจีน)
“ร้านของลื้อมันทำมาค้าไม่ขึ้น เพราะมีธนาคารแห่งหนึ่งมาตั้งใหม่อยู่ฝั่งตรงกันข้าม” ซินแสบอก
เจ้าของร้านจึงถามว่า “เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับร้านของผม?”
“ที่หน้าธนาคารนั้นมีการนำเอารูปพญาครุฑสีแดงตัวใหญ่มาติดไว้ พญาครุฑนี่แหละตัวดูดเงินของลื้อไปหมด”
“แล้วซินแสมีทางแก้ไขไหมครับ?”
“มีสิ” หมอดูตอบ “ลื้อไปจ้างคนวาดรูปนางกากีเท่าตัวจริง แล้วเอามาติดไว้ที่หน้าร้านของลื้อ”
“นี่ซินแสพูดเล่นหรือพูดจริง?” เจ้าของร้านถามด้วยความสงสัย
“อั๊วพูดจริง พญาครุฑนี่มันแพ้นางกากี” ซินแสตอบ “มันแก้ทางกันได้เด็ดขาดเลยล่ะ”“???!!”

กลับมาที่ริมทะเลแดงกันต่อนะครับ
ประการแรก “เหยื่อติดกับแล้ว” พระคัมภีร์บันทึกเรื่องของพวกยิวไว้อย่างน่าสนใจ กองทัพอียิปต์รุกไล่ใกล้เข้ามา ฟาโรห์กล่าวถึงชนชาติอิสราเอลว่า “พวกเขาติดอยู่บนบก ถิ่นทุรกันดารกั้นเขาไว้แล้ว” (อพย. ๑๔.๓) หลายครั้งทีเดียวที่ศัตรูของเราคือมารซาตานก็พูดในทำนองเดียวกัน “พวกคริสเตียนติดกับดักแล้ว คราวนี้มันเสร็จเราแน่”
เปโตรได้บอกแก่ผู้เชื่อว่า “ท่านทั้งหลายจงถ่อมใจลงภายใต้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า เพื่อว่าพระองค์จะทรงยกท่านขึ้นเมื่อถึงเวลาอันสมควร จงละความกระวนกระวายของไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงสงบใจ จงระวังระไวให้ดี ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมาร มันวนเวียนอยู่รอบๆดุจสิงห์คำราม เที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้ จงต่อสู้กับศัตรูด้วยใจมั่นคงในความเชื่อ...” (๑ ปต. ๕.๖-๙)
เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาสไปประชุมที่จังหวัดชัยนาท พบลูกศิษย์คนหนึ่งซึ่งตอนนี้เปิดร้านขายเครื่องมือตกปลาอยู่ที่นครสวรรค์ เขาได้ให้คู่มือหนังสือตกปลาแก่ผมเล่มหนึ่ง หนังสือเล่มนั้นชื่อ “หมายเด็ด”
ในนั้นบอกถึงนิสัยใจคอของปลาแต่ละชนิด และวิธีทำเหยื่อ ๓๒ ชนิดที่ปลาชอบกิน โอโฮ...มันจะมากมายอะไรปานนั้น แต่ก็มาคิดได้ว่า มารซาตานมีวิธีเยอะกว่านี้ ที่จะทำให้มนุษย์ติดกับดักของมัน!
ประการที่สอง “ตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน” พระคัมภีร์บอกว่า “ชาวอียิปต์ไล่ตามไป มีทั้งม้าและรถรบของฟาโรห์กับทหารม้า กองทัพของท่านมาทันชนชาติอิสราเอลที่ตั้งค่ายอยู่ริมทะเล” (อพย. ๑๔.๙) ผู้อ่านคงจินตนาการถึงความรู้สึกของพวกยิวในขณะนั้นได้ดี พวกเราคริสเตียนก็เช่นเดียวกัน ตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ถูกศัตรูไล่ตามทัน บางคนถูกความยากจนไล่ทัน บางคนถูกดอกเบี้ยและค่างวดไล่ทัน ค่าเล่าเรียน ค่าเช่าบ้าน และความเจ็บไข้ได้ป่วยไล่ตามทัน
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ถูกความผิดบาปไล่ตามทัน เปาโลเตือนคริสเตียนว่า “อย่าให้โอกาสแก่มาร” (อฟ. ๔.๒๗) ในภาษาเดิมแปลได้อีกอย่างว่า “อย่าให้ที่อยู่แก่มาร” ในชีวิตของเรามีบัลลังก์อยู่ และมีพระเยซูประทับอยู่บนบัลลังก์นั้น แต่ชีวิตใดที่ไม่มีพระคริสต์ประทับอยู่ แน่นอน มารซาตานย่อมเข้าครอบครอง
ประการที่สาม “พาเรามาตายทำไม?” ขอให้ดูปฏิกิริยาของชนชาติอิสราเอล เมื่อพวกเขามองเห็นกองทัพของฟาโรห์ ก็เกิดความหวาดกลัวยิ่งนัก ร้องทูลพระเจ้าและบอกแก่โมเสสว่า “หลุมฝังศพในอียิปต์ไม่มีหรือ ท่านจึงพาเรามาตายในถิ่นทุรกันดาร” (อพย. ๑๔.๑๐-๑๑)
ในมุมมองของกษัตริย์ฟาโรห์เห็นว่า “นี่เป็นกับดัก” ในมุมมองของคนยิวเห็นว่า “ที่นี่เป็นหลุมฝังศพ” แต่ในมุมมองของโมเสสคือ “ที่นี่คือโอกาสที่จะได้เห็นฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า” มารซาตานจะตะโกนข่มขวัญคนที่ขาดความเชื่อว่า เห็นไหม เจ้าหนีไม่พ้นหรอก ไปไม่รอด จอดไม่ต้องแจว จมลงตรงนั้นแหละ เออ นี่คือที่ฝังศพของพวกเจ้าล่ะ!คุณจะเชื่อฟังพระเจ้าหรือจะฟังเสียงของจอมลวงโลก?
ประการที่สี่ “คำหนุนใจของโมเสส” จะเห็นว่ามีโมเสสเพียงคนเดียวเท่านั้นที่กล้าหาญ และแสดงความเชื่ออันมั่นคงออกมาในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน ท่านหนุนใจคนยิวว่า “อย่ากลัวเลย จงมั่นคงไว้” (ข้อ ๑๓) ชนชาติอิสราเอลมองดูกองทัพของฟาโรห์แล้วเกิดความหวาดกลัว แต่โมเสสมองดูพระเจ้าแล้วเกิดความฮึกเหิม!
เหมือนเมื่อซาอูลมองดูยักษ์โกลิอัทแล้วคิดว่า “ใหญ่เกินที่จะตี” (To big can’t hit) แต่ดาวิดคิดในทางตรงกันข้าม เมื่อเขาเห็นยักษ์ฟีลิสเตีย เขาเห็นว่า “ใหญ่เกินที่จะตีพลาด” (To big can’t miss) ยิ่งใหญ่ยิ่งดีสิ รับรองตีไม่พลาดแน่!
โมเสสหนุนใจชาวยิวว่า “จงคอยดูความรอดที่มาจากพระเจ้า” (ข้อ ๑๓) เราไม่ต้องทำอะไรมาก เพียงแต่มีความเชื่อและไว้วางใจพระองค์เท่านั้น สงบใจอธิษฐาน นั่นเป็นการเพียงพอแล้ว “จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า อย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า แล้วพระองค์จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น” (สภษ. ๓.๕-๖)
คนที่วางใจในพระเจ้าจะได้รับพระพร (ยรม. ๑๗.๗)
ในพจนานุกรมของพระเจ้าจะไม่พบคำว่า “ล้มเหลว” หรือ “เป็นไปไม่ได้” พระองค์ตรัสแก่มารีย์ว่า “ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่พระเจ้าทรงกระทำไม่ได้” (ลก. ๑.๓๗) ข้อนี้อ่านแล้วค่อนข้างเข้าใจยากนะ แปลอย่างง่ายๆก็คือ“พระเจ้าทรงสามารถกระทำได้ทุกอย่าง
”พระเจ้าตรัสแก่โมเสสว่า “จงสั่งให้ชนชาติอิสราเอล ลุกเดินหน้าต่อไป” (ข้อ ๑๕) เมื่อโมเสสยื่นไม้เท้าออกไปเหนือทะเลแดง น้ำก็แหวกออก พวกยิวพากันเดินลงไปเหมือนเดินบนดินแห้ง แต่พอกองทัพของฟาโรห์ลงไปบ้าง น้ำทะเลก็กลับทะลักเข้ามาท่วมและพวกเขาจมน้ำตายหมดวันนั้น พระเจ้าทรงช่วยคนอิสราเอลให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของกองทัพอียิปต์ พวกเขาเหลียวไปดูเห็นศพทหารและรถรบลอยเกลื่อน ประชาชนก็ยำเกรงพระเจ้า และเชื่อถือในโมเสสผู้รับใช้ของพระองค์
วิลเลี่ยม แคร์รี่ย์ มิชชันนารีผู้บุกเบิกการประกาศข่าวประเสริฐในอินเดีย มีคำขวัญประจำใจว่า “จงคาดหวังสิ่งใหญ่จากพระเจ้า และจงกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อพระองค์”
คริสเตียนที่รัก เวลานี้มีอุปสรรคปัญหาอะไรในชีวิตของท่านบ้าง?
จงร้องทูลแล้วพระเยซูคริสต์ทรงพร้อมที่จะ “ผ่าทางตัน” ให้แก่ท่าน.

วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2552

คำอุปมา เรื่องการเลี้ยงเนื่องในพิธีอภิเษกมเหสี

คำอุปมา เรื่องการเลี้ยงเนื่องในพิธีอภิเษกมเหสี


"1 พระเยซูตรัสแก่เขาเป็นคำอุปมาอีกว่า


2 'แผ่นดินสวรรค์ อุปมาเหมือนกษัตริย์องค์หนึ่ง ได้จัดการเลี้ยงเนื่องในพิธีอภิเษกมเหสีให้ราชโอรสของท่าน


3 แล้วใช้ข้าราชการไปตามผู้ที่รับเชิญในการนี้ แต่เขาไม่ใคร่จะมา


4 ท่านยังใช้ข้าราชการอื่นไปอีก รับสั่งให้บอกผู้รับเชิญนั้นว่า 'ดูเถิด เราได้จัดการเลี้ยงไว้แล้ว ทั้งวัวและสัตว์ขุนแล้วของเราก็ฆ่าไว้เสร็จ สิ่งสารพัดก็เตรียมไว้พร้อม จงมาในการอภิเษกนี้เถิด'


5 แต่เขาก็เพิกเฉย และไปเสีย บางคนไปไร่นาของตน บางคนก็ไปทำการค้าขาย


6 ฝ่ายพวกนอกนั้น ก็จับข้าราชการทำการอัปยศต่างๆ แล้วฆ่าเสีย


7 กษัตริย์องค์นั้นก็ทรงพระพิโรธ จึงรับสั่งให้ยกกองทหารไปปราบปรามฆาตกรเหล่านั้น และให้เผาเมืองเขาเสีย


8 แล้วท่านจึงรับสั่งแก่ข้าราชการว่า 'งานสมรสก็พร้อมอยู่ แต่ผู้ถูกเชิญนั้นไม่สมกับงาน


9 เหตุฉะนั้น จงออกไปตามทางหลวงพบใครๆ ก็ให้เชิญมาในงานนี้'


10 พวกข้าราชการจึงออกไปเชิญคนทั้งปวงตามถนน แล้วแต่จะพบให้มาทั้งดีและชั่ว จนห้องโถงงานสมรสนั้นเต็มด้วยแขก


11 แต่เมื่อกษัตริย์องค์นั้นเสด็จทอดพระเนตรแขก ก็เห็นผู้หนึ่งมิได้สวมเสื้อสำหรับงาน


12 จึงรับสั่งถามว่า 'สหายเอ๋ย เหตุไฉนจึงมาที่นี่โดยไม่สวมเสื้อสำหรับงานแต่งงาน' ผู้นั้นก็นิ่งอั้นอยู่พูดไม่ออก


13 กษัตริย์จึงรับสั่งแก่พวกข้าราชการว่า 'จงมัดมือมัดเท้าคนนี้ เอาไปทิ้งเสียที่มืดภายนอก อันเป็นที่ที่มีการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน


14 ด้วยผู้รับเชิญก็มาก แต่ผู้ทรงเลือกก็น้อย' " (มัทธิว 22:1-14)


--------------------------------------------------------------------------------

จากเรื่องราวในคำอุปมาตอนนี้ จะเห็นได้ว่า กษัตริย์ได้ส่งคนไปเชิญแขกซ้ำแล้วซ้ำอีก แม้ว่าจะทราบว่าคนเหล่านั้นไม่ยินดีมาร่วมงาน ท่านก็ยังตั้งใจที่จะจัดเตรียมงานไว้อย่างดี จากคำอุปมาเรื่องนี้ จึงสอนให้เราเห็นถึงพระทัยของพระเจ้า พระองค์ประสงค์ให้คนทั้งหลายมาร่วมงานเลี้ยงฉลองกับพระองค์

ในงานเลี้ยงท่ี่กษัตริย์จัดขึ้น ท่านมีความหวังใจที่จะให้คนที่ถูกเชิญมาร่วมงาน แต่ไม่ใช่เพียงแค่นั้น ท่านยังคาดหวัง อยากจะให้ผู้ที่มาร่วมงานนั้นเหมาะสมกับงานนั้นด้วย เช่นเดียวกัน พระเจ้าทรงมีพระทัยอยากจะเห็นคนมากมายถูกเชิญ และมาร่วมในงานนี้ เพราะอาณาจักรแห่งแผ่นดินสวรรค์เป็นดินแดนที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้สำหรับ คนที่รักพระองค์ เป็นแผ่นดินที่ดีเลิศประเสริฐ เป็นแผ่นดินที่มีค่า สำหรับทุก ๆ คนจะเข้ามามีความสุขร่วมกันในอาณาจักรแห่งนี้ แต่สิ่งที่พระองค์ไม่ปรารถนา คือ บุคคลที่่ไม่เหมาะสมกับแผ่นดินสวรรค์นี้

บุคคลประเภทไหนที่จะเรียกว่า เป็นผู้ที่ถูกเชิญ แต่ไม่เหมาะสมกับงาน ?


บุคคลที่ "เพิกเฉย" พวกเขาเหล่านี้ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ไม่คิดถึงความรู้สึกของผู้ที่จัดเตรียมงานเลี้ยงนี้


บุคคลที่ "ไม่ใส่ใจ" พวกเขาใส่ใจในไร่นา พวกเขาเห็นว่าทรัพย์สมบัติที่เขามีอยู่สำคัญกว่า อีกพวกหนึ่งก็สนใจในการค้าขาย มองว่าธุรกิจการงานสำคัญกว่า การไปงานเลี้ยงไม่สำคัญเท่ากับทรัพย์สินที่พวกเขาจะได้จากการไปทำการค้าขาย


พวกที่เลวร้ายที่สุด คือ ผู้ที่ตั้งตัวเป็น "ศัตรู" ผู้ที่นอกจากจะไม่ไปร่วม แต่ก็ได้ทำการอัปยศแก่ข้าราชการ ผู้ที่กษัตริย์ใช้ให้มาเชิญไปงานเลี้ยง



แผ่นดินของพระเจ้า พระเจ้าทรงจัดเตรียม โดยการที่พระองค์ทรงประทานพระเยซูคริสต์เจ้า พระบุตรของพระองค์ มาสิ้นพระชนม์ ไถ่บาปแทนมนุษย์ เพื่อที่ผู้ที่วางใจในพระองค์จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์

เวลานี้ พวกเรา ถูกนับว่าเป็นผู้ถูกเชิญแล้ว เพราะเรารู้จักกับผู้ที่เชิญ เราจึงเป็นผู้ที่ถูกเชิญ เมื่อเราได้มารู้จักกับพระเจ้า

ให้เราสำรวจชีวิตฝ่ายวิญญาณให้ดี เรารู้จักกับพระเจ้าแล้ว และพระเจ้าก็เชิญชวนให้เราเข้าในแผ่นดินสวรรค์ บัตรเชิญนี้ได้ถูกเตรียมไว้ล่วงหน้า และเราก็รู้แล้วว่างานเลี้ยงจะมีขึ้น ท่าทีของเราจึงควรที่จะใคร่ครวญ ว่าชีวิตเรา เหมาะสมที่จะเข้าในแผ่นดินที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้แก่เราแล้วหรือยัง ? เรายังเห็นว่าธุรกิจการงานของเราสำคัญกว่าแผ่นดินของพระเจ้าหรือไม่ ? เราเพิกเฉยต่อการที่จะเข้าในแผ่นดินสวรรค์นี้หรือไม่ ?

ดังนั้น เงื่อนไขที่พระเจ้าทรงพอพระทัย คือ ไม่เพิกเฉย แต่มีใจที่ปรารถนาที่จะร่วมงานเลี้ยงฉลองตามคำเชิญของพระองค์ ตระหนักเสมอว่า งานเลี้ยงนี้ เป็นงานเลี้ยงที่จัดเตรียมโดยกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ไม่พลั้งเผลอที่จะเห็นสิ่งใดสำคัญกว่า และจะไม่ห่วงไร่นา ห่วงธุรกิจค้าขายจนปฏิเสธไม่ยอมที่จะร่วมงานเลี้ยงฉลองนี้


"แต่ท่าน ทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้" (มัทธิว 11:28)


ขอที่เราจะคิดถึงแผ่นดินสวรรค์ทุกครั้งก่อนนอน และตื่นขึ้นมาก็จะยังคิดถึงอยู่ เพื่อที่เราจะแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าก่อนสิ่งอื่นใด ๆ เพื่อที่เราจะไม่ปรารถนาสิ่งอื่นใดมากไปกว่าแผ่นดินสวรรค์ เพื่อที่เราจะไม่รักสิ่งที่เรามีไปมากกว่าแผ่นดินสวรรค์

หลาย ๆ คนได้รับบัตรเชิญแต่งงาน บางทีก็ลืม และมาเห็นบัตรเชิญอีกทีก็เลยเสียแล้ว แต่ถ้าหากผู้ที่ได้รับบัตรเชิญใส่ใจ และตระหนักว่าผู้ที่เชิญตั้งใจที่จะเชิญเรา มีใจจดจ่อ เราก็จะไม่ลืม เราก็จะจดจำ ไม่เพิกเฉย นี่คือภาพที่อยากจะให้เรานำไปใช้สำหรับงานเลี้ยงที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ให้ คือแผ่นดินสวรรค์ แล้วเราก็จะไม่พลาดที่จะร่วมงานเลี้ยงนั้น

พวกอิสราเอล เป็นพวกที่รู้จักพระเจ้าอยู่แล้ว ได้รับเชิญเป็นกลุ่มแรก ข่าวประเสริฐเองพระเจ้าก็ทรงให้แก่พวกยิวก่อน แต่พวกยิวกลับเฉยเมย ไม่ใส่ใจ และบางคนก็เป็นศัตรูกับพระเจ้า จึงเป็นเหตุที่ชาวต่างชาติได้รับเชิญด้วย นี่คือโอกาส และเป็นแผนงานของพระเจ้า ที่ความรอดจะไปถึงมวลชนทั้งหลายที่ไม่ใช่กลุ่มคนที่พระเจ้าทรงเลือกไว้เป็น กลุ่มแรก

พระองค์ไม่จำเป็นที่จะต้องง้อให้คนทั้งหลายมาร่วมงานฉลองกับพระองค์ แต่พระองค์มีใจปรารถนาที่จะให้ทุกคนเต็มใจที่จะมาร่วมงาน แต่ถ้าในที่สุดแล้วยังไม่ยอมมาร่วมงาน หรือไม่พร้อมกับงาน พระองค์ก็จะไม่ให้โอกาสอีก

ความรักของพระเจ้า ให้ทุกคน ทั้งคนดีและคนชั่ว แต่ทว่าการที่จะได้รับความรักนั้น ก็มีเงื่อนไขเช่นกัน เงื่อนไขของพระเจ้าก็คือ เขาสวมเสื้อสำหรับงานหรือไม่ เล็งถึงการให้เกียรติเจ้าของงาน ว่าเขาให้เกียรติเจ้าภาพหรือไม่

"เสื้อสำหรับงานในแผ่นดินสวรรค์" มีลักษณะเช่นใด ? แผ่นดิน สวรรค์จะต้อนรับเฉพาะผู้ที่ใส่เสื้อสีขาวเท่านั้น เสื้อเราจะต้องขาวสะอาด โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ที่จะชำระล้าง เราจึงจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ได้


"ต่อจากนั้น มา ข้าพเจ้าก็มองดู และดูเถิด คนมากมายเหลือคณนามาจากทุกเผ่าพันธุ์ ทุกชาติ ทุกภาษา คนเหล่านั้นสวมเสื้อสีขาว ถือใบตาลยืนอยู่หน้าพระที่นั่ง และต่อพระพักตร์พระเมษโปดก" (วิวรณ์ 7:9)



"13 แล้วคนหนึ่งในพวกผู้อาวุโสนั้น ถามข้าพเจ้าว่า 'คนที่สวมเสื้อสีขาวเหล่านี้ คือ ใครและมาจากไหน'
14 ข้าพเจ้าตอบท่านว่า 'ท่านเจ้าข้า ท่านก็ทราบอยู่แล้ว' ท่านจึงบอกข้าพเจ้าว่า 'คนเหล่านี้ คือ คนที่มาจากความทุกข์เวทนาครั้งใหญ่ พวกเขาได้ชำระล้างเสื้อผ้าของเขา ในพระโลหิตของพระเมษโปดก จนเสื้อผ้านั้นขาวสะอาด
15 เพราะเหตุนั้น เขาทั้งหลายจึงได้อยู่หน้าพระที่นั่งของพระเจ้า และปรนนิบัติพระองค์ในพระวิหารของพระองค์ ทั้งกลางวันและกลางคืน และพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งจะทรงสถิตด้วย และปกป้องคุ้มครองเขา
16 พวกเขาจะไม่หิวกระหายอีกเลย แสงแดด และความร้อนจะไม่ส่องต้องเขาอีกต่อไป
17 เพราะว่า พระเมษโปดกผู้ทรงอยู่กลางพระที่นั่งนั้น จะคุ้มครองดูแลเขา และจะทรงนำเขาไปให้ถึงน้ำพุแห่งชีวิต และพระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกหยด จากตาของเขาเหล่านั้น' " (วิวรณ์7:13-17)


เมื่อเราได้เข้ามาอยู่ในพระเยซูคริสต์แล้ว เราก็จะได้รับเสื้อสีขาวแล้ว และเราจะต้องดูแลรักษาเสื้อตัวนี้ ที่จะขาวอยู่เสมอ เราจะต้องรักษาชีวิตให้บริสุทธิ์ คนที่บริสุทธิ์เท่านั้นจึงจะอยู่ในแผ่นดินของพระเจ้าได้ เพราะว่าเจ้าของแผ่นแห่งนี้ทรงบริสุทธิ์

ในโลกนี้ มนุษย์เห็นพระเจ้าไม่ได้ เพราะว่าใจไม่บริสุทธิ์เพียงพอ พระเจ้าไม่อยากมาปรากฎให้เราเห็น เพราะผู้ที่ไม่บริสุทธิ์จะต้องพินาศ แต่ถ้าเสื้อของเราไม่ขาวสะอาดขณะที่่กำลังจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ เราก็จะถูกจับออกจากงานเลี้ยงแห่งนี้ และถูกทิ้งในที่ที่ทุกข์ทรมาน

เสื้อสีขาว เปรอะเปื้อนเลอะเทอะง่าย แม้แต่เสื้อที่เราใส่ในโลกนี้เรายังดูแลรักษา ดังนั้น พวกเราที่ได้รับเสื้อสีขาวที่ได้รับจากพระเยซูคริสต์ตัวนี้ เป็นเสื้อที่พระองค์ประทานให้แก่เราเพื่อที่เราจะได้ใส่เมื่อได้เข้าใน แผ่นดินสวรรค์ เราจะต้องระมัดระวังดูแลรักษาให้ดี ที่จะไม่สกปรกเลอะเทอะ เราจะต้องดูแลยิ่งกว่าเสื้อสีขาวที่เราใส่ในโลกนี้ เพราะเสื้อสีขาวที่พระเจ้ามอบแก่เรานั้น เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่เรา ตั้งใจที่จะให้แก่เรา แลกด้วยพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ เพื่อที่เราจะเข้าร่วมงานเลี้ยงฉลองกับพระองค์

เราไม่ได้อยู่ในโลกที่สะอาด แต่เป็นโลกที่สกปรกเลอะเทอะ ไม่ง่ายนักที่เราจะดูแลรักษาเสื้อสีขาวที่พระเยซูทรงประทานให้ เราจึงต้องระมัดระวังอย่างดี ตระหนักอยู่เสมอว่า พระเจ้าของเราเข้มงวดมาก อย่าให้เรายังอยู่ภายใต้อิทธิพลของบาปอยู่ ให้เราปฏิเสธความบาปอย่างสิ้นเชิงจริงจัง


"17 ด้วยว่า ถึงเวลาแล้ว ที่การพิพากษาจะต้องเริ่มต้นที่ครอบครัวของพระเจ้า และถ้าการพิพากษานั้นเริ่มต้นที่พวกเราก่อน ปลายทางของคนเหล่านั้น ที่ไม่เชื่อฟังข่าวประเสริฐของพระเจ้าจะเป็นอย่างไร
18 และถ้าคนชอบธรรมจะรอดพ้นไปได้อย่างยากเย็นแล้ว คนที่ไม่เคารพพระเจ้า และคนบาปจะไปอยู่ที่ไหน
19 เหตุฉะนั้น ขอให้คนทั้งหลายที่ทนทุกข์ทรมานตามพระประสงค์ของพระเจ้า จงประพฤติชอบ และฝากวิญญาณจิตของตน ไว้กับองค์พระผู้สร้าง ผู้เที่ยงธรรมนั้นเถิด" (1เปโตร 4:17-19)


การที่เราจะเข้างานเลี้ยงฉลองได้นั้น จะต้องถูกตรวจตราอย่างเข้มงวด การจะผ่านเข้าไปได้นั้นไม่ง่ายเลย จึงอยากหนุนใจแก่พวกเราว่า "อย่าประมาท" เพราะว่าการตรวจสอบนี้ ละเอียดรอบคอบ และการจะผ่านได้หรือไม่นั้น มีโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น


"ด้วยผู้รับเชิญก็มาก แต่ผู้ทรงเลือกก็น้อย" (มัทธิว 22:14)




อ.ประดิษฐ์ พรกีรติกุล

คำแบ่งปันกลุ่มเซลล์เพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 27/02/2009

เรื่อง ศึกษาพระกิตติคุณมัทธิว

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2552

จับจ้องที่ความสำเร็จ

จับจ้องที่ความสำเร็จ : พระธรรมผู้วินิจฉัย 8
(แปลจากบทเรียนเรื่อง “ Focus on Finishing” ของ ดร.เดวิด เยเรมีย์ ศิษยาภิบาลคริสตจักร Shadow Mountain สหรัฐอเมริกา แปล และเรียบเรียงโดย หญิง นงนุช)

 หากเราศึกษาผู้วินิจฉัยจะเห็นวงจรที่ง่ายต่อความเข้าใจคือ อิราเอลกบฎ > พระเจ้าลงโทษ > พวกเขากลับใจ ร้องขอพระเจ้าช่วย > พระเจ้าส่งคนมาช่วยคือผู้นิจฉัย > พวกเขาก็อยู่กับอิสราเอลจนสิ้นชีวิต แล้ว>> อิสราเอลก็ออกนอกลู่นอกทางอีก วนเวียนอย่างนี้อย่างน้อย 8-9 ครั้ง
 ผู้วินิจฉัย คือเรื่องของการที่พระเจ้าส่งบุคคลมาช่วยกู้คนของพระองค์ที่มักกบฎ และเราจะเรียนรู้เรื่องของ กิเดโอน
 เรื่องแบคทีเรีย

 การไม่ทำให้สำเร็จ อาจนำมาซึ่งความพินาศยอ่ยยับที่ยิ่งใหญ่ ทั้งต่อผู้ป่วย ต่อชีวิต ต่อสังคม หากเรากินยาปฏิชีวนะ จะพบว่า ข้างขวดยาจะมีคำกำชับว่า “กรุณาทานยานี้จดหมด” เพราะหากเราไม่กิน เราอาจจะกลับมาเป็นหนักกว่าเดิม!!
 การไม่ไปถึงความสำเร็จ อาจจะส่งผลร้ายต่อทุกแง่มุมของชีวิตเรา
 เราเคยไหมที่จะยังคงเกาะติดงานบางอย่าง แม้ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายลง
 ยังมีใจสู้เหมือนตอนเริ่มต้นเกมส์การแข่งขัน แม้ว่าจะถูกนำไปแล้ว 2-0
 ไม่เสียกำลังใจแม้ว่าโครงการที่ตั้งใจทำดูจะไม่เป็นรูปเป็นร่างสักที
 มีคนกล่าวว่า การเริ่มต้นนั้นยาก แต่การรักษาทิศทาง และทำให้สำเร็จนั้นยากกว่า
 หากเราเป็นนักประกาศ การนำคนมาเชื่อไม่ยากมาก แต่การจะเลี้ยงดูให้เติบโตนั้นนะ งานหนักกว่า
 ดูจากงานประกาศใหญ่ๆ มีคนยกมือรับเชื่อเยอะ แต่กี่คนที่เหลือรอดเป็นคริสเตียนที่เข้มแข็ง

 บทเรียนวันนี้จากพระธรรมผู้วินิจฉัยเป็นเรื่องของผู้นำคนหนึ่งผู้ที่ตระหนักว่า “การกระทำให้สำเร็จนั้นมีความสำคัญมากเพียงใด” คือ กิเดโอน
 หากเราเคยศึกษาจะรู้ว่า พระเจ้าทรงประทานชัยชนะท่วมท้น เหลือล้นให้แก่เขา คือคนเพียง 300 คนรบชนะคน 135,000 คน (กรุณาอ่านดูในพระธรรมตอนต้นว่าถึงชัยชนะนี้ ก่อนทำความเข้าใจต่อไป)
 คนมีเดียนที่เหลือรอดก็วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน ไปยังถิ่นที่อยู่ของตน คนของกิเดโอนก็ไล่ตามไป
 โมเม้นนี้ช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำเหลือเกิน กับความสำเร็จที่พระเจ้าประทานให้กิเดโอน
 แต่กิเดโอนรู้สิ่งที่เราเองก็ควรรู้ด้วยว่า “เวลาที่อันตรายที่สุดสำหรับผู้นำ คือช่วงเวลาหลังชัยชนะใหญ่”
 มีงานวิจัยของนักจิตวิทยาซึ่งทำกับทหารในสงครามโลกครั้งที่สอง พบว่า ความผิดพลาด หรืออุบัติเหตุทางอากาศมากกว่า 70% เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่นักบินบินกลับฐาน เมื่อปฏิบัติภาระกิจเสร็จ !!!
 ง่ายแค่ไหน เมื่อเรารู้สึกว่า ถึง mile stone หรือประเมินผลครึ่งปีแรกพบว่า เรามาไกลกว่าที่เราตั้งเป้าไว้ เรามักรู้สึก เอ้ย! สบายจัง เรามักถอดชุดเกราะ เอาการ์ดลง แล้วก็ปล่อยตัวตามสบาย
 หลายครั้งเราลืม ลืม focus ที่ความสำเร็จปลายทางที่รอเราอยู่
 แท้จริง กิเดโอนอาจจะให้คนของเขาพักก่อน หลังจากที่ตีข้าศึกแตก แล้วรุ่งเช้าค่อยไปตามฆ่าคนมีเดียนต่อ แต่เปล่าเลย พวกเขากลับไล่ตามคนมีเดียนต่อไป พวกเขา Focus ที่ผลสำเร็จ ข้อ 8:4 แม้เหนื่อยล้า แต่ยังคงติดตามไป

มาดูกันว่ากิเดโอนต้องเจออุปสรรคอะไรบ้างในการไล่ตามความสำเร็จที่พระเจ้ามอบหมายให้
1. สำเร็จแม้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ผวฉ.8:1-3
 ข้อ 1 : เอฟราอิมต่อว่ากิเดโอนอย่างรุนแรง
• เอฟราอิมเป็นเผ่าที่สำคัญ และยิ่งใหญ่
• ไม่รู้ใครบอกเขา แต่ตัวเขานะคิดว่า ตัวเองสำคัญ และใหญ่คับบ้านคับเมืองไปหมด
• ดูในโยชูวา 17:14 ตอนที่จับฉลากแบ่งดินแดนกัน เอฟราอิมก็บอกโยขูวาว่า เฮ้ย เราเป็นเผ่ายิ่งใหญ่นะ ต้องให้เรามากกว่านี้
• สิ่งที่เอฟราอิมต่อว่านั้น (ในบทที่ 8:1-3) ดูเหมือนไม่ถูกต้องด้วย ไม่จริงเลย เพราะถ้าย้อยกับไปดู กิเดโอนให้คนเป่าเขาสัตว์เรียกคนไปรบดังไปทั่วเมือง เอฟราอิมก็มีสิทธิมาร่วม
• มีคนกว่า 30,000 คนได้ยินและมาร่วมรบ แต่คนเอฟราอิมกลับไม่มา บางทีเขาอาจจะคิดในใจว่า “ฉันเป็นคนสำคัญนะ ต้องให้กิเดโอนออกจดหมายเชิญมาสิ ฉันถึงจะไป”
• แต่ว่า เมื่อสงครามจบแล้ว คนอื่นไปรบกันมาแล้ว ได้ชัยชนะแล้ว คนเอฟราอิมกลับมาต่อว่าว่า ทำไมไม่บอกเรา
• ในตอนท้ายบันทึกว่า “ต่อว่าอย่างรุนแรง”
• เอฟราอิม เย่อหยิ่ง อิจฉา เห็นแก่ตัว ไม่แม้แต่จะดีใจกับเพื่อนร่วมแอกของตน แต่กลับวิจารณ์ด่าว่า
• นี่ไม่ใช่เทคนิคโบราณที่เอฟราอิมใช้เท่านั้น ซาตานก็ใช้เทคนิคนี้แหละในทุกวันนี้
• เมื่อคนของพระเจ้ารักเป็นน้ำหนึ่งกัน เมื่องานของพระเจ้าเจริญเติบโต เมื่อกลุ่มหรือทีมงานไปด้วยกันได้ดี ไม่ช้าไม่นาน ซาตานก็มักใช้อุบายง่ายๆ นี้ทำให้เกิดความแตกแยก ความอิจฉา ความเห็นไม่ลงรอยกัน รสนิยมต่างกัน ความรู้คนละระดับกัน อายุต่างกัน ฐานะการเงิน นิสัยไม่เหมือนกัน อะไรก็ได้ที่ถูกใส่เขามาเพื่อให้รู้สึกว่า เราต่างกัน
• พระเจ้าเรียนกิเดโอน ไปทำภารกิจ กิเดโอนก็ไปทำด้วยความยากลำบาก รวบรวมไพร่พล ไล่ฆ่า เสี่ยงเป็นเสียงตาย แต่นี่อะไร นี่คือเพื่อนของพวกเขา พวกเดียวกัน ที่กลับวิจารณ์กันเอง พี่น้องพวกเขากลับห้ำหันกันเอง

 ข้อ 2: กิเดโอนรับมืออย่างไร สุดยอดเลย “กิเดโอนไม่ได้เห็นแก่ตัวเอง” ผวจ.8:2-3
• โลกปัจจุบันอาจจะบอกว่า คำตอบของกิเดโอนไม่จ๊าบเลย ไม่สมศักดิ์ศรีผู้นำเลย เอฟราอิมเขาแทบไม่ได้ทำอะไรเลย แค่เจอคน 2 คนแล้วก็ตัดหัวมา เทียบได้อย่างไรกับกิเดโอนที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันทั้งคืนที่ต่อสู้กับคนแสนกว่าคน
• เพราะกิเดโอนเข้าใจชีวิต และมีปัญหาจากพระเจ้าในสุภาษิต 15:1
• กิเดโอนสำแดงให้เราเห็นชัยชนะยิ่งใหญ่อีกครั้งคือการชนะตัวเอง เขาอาจจะตอบว่า “เอ้าแล้วพวกเจ้าไปอยู่ไหนมา เวลาเราไปรบก็หดหัวกันหมด?” หรือ “เพิ่งจะมาตอนจบเนี่ยนะพี่น้อง” กิเดโอนทำอย่างนั้นก็ได้ แต่เราไม่เห็นเพราะอะไร??
• เพราะกิเดโอน จดจ่ออยู่ที่ความสำเร็จ เป้าหมายของเขาคือการตามฆ่าคนมีเดียนให้หมด
• เขาอาจจะติดกับดักนี้ และมัวทะเลาะกับเอฟราอิม เพื่อเอาชนะคนที่มาด่าว่าเขา หรืออาจจะเสียเวลาพิสูจน์ ว่าสิ่งที่เอฟราอิมพูดนะไม่จริง หรืออาจจะเสียใจเลิกตามต่อ
• แต่เขาไม่ได้ทำ เพราะเขารู้ว่าการรบที่พระเจ้าใช้เขามานั้นยังไม่จบ มีสงครามต่อทำต่อไป
• เขา Focus สิ่งที่พระเจ้าเรียกเขาทำ แม้คำวิจารณ์ของเพื่อนก็ไม่อาจขวางกันเขาได้
 เราเคยทำสิ่งที่ถูก สิ่งที่เราแน่ใจว่าพระเจ้าเรียกหรือใช้ให้เราไปทำ แล้วถูกคนต่อว่าไหม?
• ในขณะที่เราตั้งใจทำ เหนื่อยล้ายากแค่ไหนก็ทำ พยายาม แทนที่ศัตรูจะมาโจมตี เปล่าหรอก เพื่อนร่วมบ้านเรา เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน เพื่อนรวมคริสตจักร นั่นแหละที่มาเหน็บว่า “คุณคิดว่าคุณทำอะไรอยู่” “ไม่เข้าท่าเลย” “เห็นหัวฉันบ้างไหม”
• กิเดโอนไม่ยอมแพ้ต่อคำวิจารณ์ นี่เป็นชัยชนะยิ่งใหญ่ที่สุดของกิเดโอน อาจมากกว่าการรบกับคนแสนคน คือการรบชนะใจตนเอง ชนะอารมณ์ของตนเอง
• พระธรรมสุภาษิต 16:32 สุภาษิตเป็นการสอนเชิงเปรียบเทียบ แต่ก็ตรง เพราะความโกรธของเราเอง เมื่อกำลังดำเนินไปตามทางของพระเจ้า พยายามทำแผนของพระเจ้าให้สำเร็จ แต่มีคนมาวิจารณ์ กระทบกระทั่ง แทนที่จะหันหัวรบไปข้างหน้า ก็หันมาเอาชนะคนข้างทางนี่ซะก่อน ท้ายสุด Focus เราก็เสียไป นี่เป็นวิธี basic และ classic มากที่ซาตานใช้มานาน และยังใช้ได้ในทุกวันนี้
• ขอบทเรียนของกิเดโอนจะสอนเรา ที่จะไม่เป็นแบบนี้

2. สำเร็จแม้หมดกำลัง อ่อนเปลี้ย ผวฉ.8:4
 ข้อ 4 : อ่อนเปลี้ย เป็นอย่างไง? หมดแรง หมดกำลัง กระหาย หิว ต้องการพัก ยกขาไม่ขึ้น หมดแล้ว
• หากไม่ใช่เพราะพระเจ้า กิเดโอนและพวก คง “อ่อนเปลี้ย และกลับบ้านนอน” แต่เปล่าเลยพวกเขา “ติดตามไป” ภาษาไทยไม่ชัด ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Pursuit” แปลว่า ไล่ไป แสวงหา “Chasing” ไล่ล่า
• โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยคน เหนื่อยล้า จริงไหม? เราเองเคยไหม ที่เลิกทำบางอย่าง เพราะความเหน็ดเหนื่อย?
• หากวันนี้เป็นวันที่เราเหลื่อยล้า หมดแรง ลองมาทุกวิธีแล้ว ก็ยังไม่ดี ไม่รู้จะทำไงแล้ว หมดหนทาง ไม่รู้จะจัดการงานที่พระเจ้ามอบไว้ในมืออย่างไรแล้ว มีคำตอบเดียว “ทำต่อไป ไล่ตามไป มุ่งหน้าไป แค่ทำต่อไป”
• เราต้องทำ เพราะนี้คืองานที่พระเจ้ามอบหมายไว้ในมือเรา อย่าให้เราเอาความต้องการ ความอยากสบายของเรามาขวางความสำเร็จไว้
• บางครั้งเรายังคงต้องทำ แม้เหนื่อยสายตัวแทบขาด แน่หล่ะความเป็นมนุษย์ไม่อยากจะอยู่ในสภาพนี้หรอก แต่ในฐานะผู้นำเรารู้ว่า หากเราหันหลังให้กับความท้าทายนี้ เราก็ได้หันหลังในกับโอกาสในการทำงานของพระเจ้าให้สำเร็จ “อ่อนเปลี้ย แต่ยังไล่ตามไป”
• เรามาดูกันว่า ทำไมกิเดโอนยังสามารไล่ตามไป ในช่วงเวลาแห่งความเหนื่อยล้านี้ กิเดโอนมีวิตามินดี 3 V:
o Voice of the Past : เพราะเขารู้ว่าพระเจ้าทรงเรียกใช้เขาทำงานนี้ บทที่ 6:14 กิเดโอนได้ยินเสียงพระเจ้าเรียกชัดเจน ผู้เชื่อไม่ล้มลงในเวลาที่เจอปัญหาเพราะเขารู้ว่าพระเจ้าเรียกเขา หากเราเขาสู่พันธกิจ หรือภารกิจบางอย่าง ขอให้เราแน่ใจว่า พระเจ้าเรียกเราให้ทำ เพราะหากไม่ เมื่อมีปัญหา อุปสรรคที่ยาก เราจะเลือกเดินจากไป
o Victory of Present : พวกเขาจดจำค่ำคืนที่ยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าทรงช่วยเขารบชนะคนมีเดียนได้ พระเจ้าช่วยกู้ 300 ชนะ 130,000 หลายครั้งเมื่อเราทำงานของพระเจ้า เราพบสถานการณ์ที่แย่ มีคนวิพากษ์ อ่อนแรง จำเป็นเหลือกเกินที่เราจะต้องเรียก Memory ที่พระเจ้าช่วยกู้เรามาดูอีกครั้ง
o Vision of the Future เชื่อว่ากิเดโอนรู้ว่า หากเขาไม่จัดการกับมีเดียนที่เหลืออยู่ ให้ราบคาบ พวกเขาอาจจะกลับมาสร้างความยุ่งยากให้ภายหลัง “ทานยานี้จดหมด” มีตัวอย่างมากมายในโลกปัจจุบันที่เราเห็นว่า การเก็บกวาดที่ไม่เรียบร้อย ราบคาบ สร้างความยุ่งยากในภายหลัง ในการเมือง ในสงคราม มากมาย ซึ่งกิเดโอนเดาถูกเพราะคนที่เหลือนั้นคือพวกที่แข็งแกร่งที่สุดจึงเหลือรอดได้

3. สำเร็จแม้ไม่มีใครแยแส ผวฉ.8:5-9
 ข้อ 5-9 Uncaring Heart สถาพของกิเดโอนคือรบมาทั้งคืน เหนื่อยล้ามาก พอเข้ามาในหมู่บ้าน จึงขอขนมปัง และน้ำเพื่อเพิ่มแรงหน่อย แต่
• แต่ชาวบ้านกลับถามว่า จับตัวเอ้ ได้หรือยัง? ไปจับมาให้ได้ก่อนเถอะ ถ้าจับไม่ได้พวกมีเดียนรวมตัวกันได้ พวกเราเนี่ยด่านแรกที่จะโดนโจมตีเลยนะ
• เหมือนสถาพปัจจุบันไหมคะ “เรื่องของเธอ ไม่ใช่เรื่องของฉัน / ไปจัดการให้เรียบร้อยก่อนเถอะ แล้วค่อยมาว่ากัน ไม่อยากยุ่งอะ เดี๋ยวงานจะมาเข้าเราเอง
• น่าหดหู่มากเลย นี่พวกเดียวกันนะ เพื่อนบ้านกันนะ
• โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยคนอ่อนเปลี้ย หมดแรง จริงไหม?
• ที่แย่กว่าก็คือ ไม่ใช่หมู่บ้านเดียวนะ เป็นเหมือนกันหมด ไปอีกหมู่บ้าน ก็ไม่ให้

 ข้อ 15-16 Unbeliving heart พวก... ไม่เพียงแต่ไม่แคร์เท่านั้น ในใจลึกๆ นะเขาไม่เชื่อด้วยว่ากิเดโอนจะทำได้ จะไปตามจับมาได้จริงเหรอ และสุดท้าย กิเดโอนก็กลับมาให้บทเรียนกับคนเหล่านี้
• ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเขา ไม่มีคนช่วยเหรอ ... ไม่เป็นไรกิเดโอนทำหน้าที่ที่ต้องทำต่อไป
• ไม่มีปล่อยให้คน การกระทำของคนรอบข้าง มามีอิทธิพลสักนิดต่อ หน้าที่ที่เขาต้องทำเพื่อพระเจ้า
• เขาไม่ปล่อยให้คำตำหนิ มีอิทธิพลเหนือเขา เขาไม่ปล่อยให้ความเหนื่อยอ่อนมีอิทธิพลเหนือเขา เขาไม่ปล่อยให้คนรอบข้างมีอิทธิพลเหนือเขา
 นี่คือบทเรียนสำหรับทุกคนที่ทำงานของพระเจ้าโดยแท้
• หลายครั้งเราตั้งใจเริ่ม แต่ไม่นานเราก็เลิก
• เมื่อเราทำแบบนั้น เราได้เปิดประตูให้ศัตรูของเราเข้ามา พร้อมกับความท้อแท้ และความพ่ายแพ้ ยังไม่หมดนะ ยังมีความท้าทายสุดท้ายสำหรับกิเดโอน บุรุษผู้จดจ่อที่ความสำเร็จ

4. สำเร็จแม้ถูกทดลอง ผวฉ.8:22-23
 ข้อ 22 :การทดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตกิเดโอน
• คนอิสราเอลเห็นสิ่งที่พระเจ้าทำในชีวิตของกิเดโอน เห็นว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วยอย่างมาก เห็นพระหัตถ์ของพระเจ้าช่วยกิเดโอนรบชนะ
• คนอิราเอลเลยว่า “ o.k. ใช่เลย กิเดโอนขอท่านมาเป็นกษัตริย์ของเราเถิด มาปกครองเรา รับทั้งตระกูล พงษ์พันธุ์”
• ว้าว ! ถ้าจะพูดก็เป็น Golden moment มีเกียรติสำหรับผู้นำ คือการได้ก้าวไปสู่สุดสูงสุดของการเป็นผู้นำ แต่ช่างเป็นนาทีแห่งการลองใจที่ใหญ่ยิ่งสำหรับกิเดโอน
• เราอาจจะถามว่า อ้าวก็ดีนี่ มันผิดตรงไหน? กิเดโอนสมควรได้รับแล้ว ทั้งเก่ง พระเจ้าก็อยู่ด้วย มีอะไรผิดหล่ะ
• ที่ผิดก็คือ เพราะพระเจ้าไม่เคยบอกว่า ให้กิเดโอนเป็นกษัตริย์ มันไม่ใช่หน้าที่ที่พระเจ้ามอบหมายให้กับเขา ไม่ใช่ที่ที่พระเจ้าเรียกให้ทำ แม้จะดูดีแค่ไหน จะช่วยให้คนรอบข้างสบายใจแค่ไหน จะทำให้ครอบครัวได้ดีแค่ไหนก็ผิด
• ย้อยกลับไปดูตอนแรกของการเรียกกิเดโอน พระเจ้าบอกว่าให้เอาคนไปน้อยคน เพื่อว่าเมื่อมีชัยชนะพวกเจ้าจะได้ไม่ทะนงตนและคิดว่าเขาทำสำเร็จ และความสำเร็จมาจากพระเจ้า
• หากกิเดโอน ไม่เอาชนะความเย้ยยวน ของเกียรติ และชื่อเสียง โดยยอมเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล ก็เท่ากับเขาได้ทำลายทุกสิ่งที่เขาทำมาในตอนจบ
• แท้จริงกิเดโอนไม่ได้เหมาะจะเป็นกษัตริย์ด้วยตัวเขาเอง เขาไม่ได้ทำอะไร เพียงแต่ เชื่อฟังพระเจ้า ไม่มากกว่านั้น ไม่น้อยกว่านั้น ความสำเร็จมาจากพระเจ้า
 ข้อ 23 เรามาดูคำตอบของกิเดโอนกัน
• สั้น ชัด และมีพลัง “เราจะไม่ปกครอง ลูกเราจะไม่ปกครอง แต่พระเจ้าจะปกครองท่าน”
• เมื่ออ่านถึงตอนนี้ลองคิดเล่นๆ นะ ทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดนะว่า ถ้าเปรียบกับโลกปัจจุบันจะเป็นไง มีชัยชนะใหญ่ คงต้อง “จัดงานแถลงข่าว ถ่ายรูป พาดหัวหน้าหนึ่งทุกเล่ม
• แต่ดูสิ่งที่กิเดโอนทำ ...... เขารู้โดยแท้ ไม่มียึกยัก ไม่กัก เรารู้ว่า กำลัง ความสามารถ ทั้งสิ้นของเรา อยู่ในพระเจ้า เขาจึงสำเร็จ สรุป : ถามตัวเราในวันนี้ ว่าเราสำเร็จหรือยัง?
 เราถูกหยุด รั้ง ไม่ให้ไปถึงเส้นชัยที่พระเจ้ามอบให้ เพราะ
• คำวิพากษ์ วิจารณ์
• หรือเพราะเราเหน็ดเหนื่อย
• หรือเพราะ มองไปทางไหน ไม่เห็นมีใครแยแส
• หรือเพราะเราพ่ายแพ้ต่อการทดลอง
 เราอาจจะถามตัวเองว่า “เราทำสำเร็จแผนการของพระเจ้าสำเร็จได้ไหม?”
• ในหกวันพระเจ้า ทรงสร้างโลก และการทรงสร้าง สำเร็จ วันที่เจ็ดพระองค์ทรงพัก
• พระเยซูคริสต์ทรงถูกตรึงที่ไม้กางเขน แบกบาปของคนทั้งโลก บนกางเขนก่อนสิ้นพระชนม์พระองค์ร้องว่า ยอห์น 19:30 “สำเร็จแล้ว” พันธกิจแห่งการไถ่บาป สำเร็จ
• อ.เปาโลเขียนจดหมายถึงทิโมธี 2ทม.2:7 “ข้าพเจ้าได้สู้สุดกำลัง แข็งขันจนถึงที่สุด อ.เปาโลทำภารกิจสำเร็จ
• เมื่อพระองค์มอบหมายภารกิจ พระองค์คาดหวังให้มันสำเร็จเสมอ พระเจ้าคาดหวังเราทุกคนให้ไปถึง “ความสำเร็จที่พระองค์มอบหมายเสมอ”
• แน่นอนคนเรามีนิสัยบางอย่าง โลกสอนให้เราเอาง่ายๆ เข้ามา สะดวก รวดเร็ว Instant สิ่งเหล่านี้ขวางกั้นเราไม่ใช้ไปถึงเส้นชัย • บางคน เริ่มต้นเรียน ลงทะเบียน แต่ไปไม่ถึงไหน
• บางคนเริ่มชีวิตครอบครัวอย่างมีพระเจ้า แต่เมื่อพบปัญหา ก็อยากจะจบด้วยวิธีของตนเอง
 คำถามที่เราต้องคิดคือ อะไรบ้างที่เป็นภารกิจที่พระเจ้าใส่ไว้ในตัวเรา แล้วเรายังทำไม่สำเร็จ? แล้วเราจะทำอย่างไรกับสิ่งนั้น?
• คนอื่น ไม่อาจรู้ได้ว่า มันมีอะไรบ้าง? เพื่อนร่วมงาน หัวหน้างานไม่อาจรู้ได้
• บางคนชีวิตคู่อาจจะกำลังอยู่ในหุบเขาเงามัจจุราช คนรอบข้างบอกให้เลิกเถอะ แต่ลึกๆ ในใจเรารู้ว่าเราต้องทำอะไร?
• เดือนที่ผ่านมา ต้องช่วยผู้หญิงคนหนึ่งที่ชีวิตคู่พัง สามีทิ้ง และเขาอยากตาย เกือบทุก 3 ชั่วโมง ต้องบอกเขาว่า สู้ต่อไป บางครั้งชีวิตคู่มันไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ มันยากกว่าที่นึก วุ่นวายกว่าอยู่คนเดียว เอ้า เลิกกันมันง่ายกว่า เจ็บน้อยกว่า เรามักมีปัญหาปุ๊บ เราก็เลือกวิธีที่ง่าย เลิกกันเถอะ แยกกันไปเถอะ ไม่เป็นไร เผื่อ จะมีโอกาสที่เจอคนใหม่ที่ดีกว่า แต่พระเจ้าสอนว่าอย่างไร ความสัมพันธ์ของชีวิตคู่คือนิรันดร์ จนกว่าพระคริสต์กลับมา หรือจนกว่าความตายมาแยกเราจากกัน เราอาจอ่อนล้า หมดแรง แต่ยังต้องเดินหน้าต่อไป
• หรือพระเจ้าอาจจะนำเราไปยัง งานที่ยาก เรารู้ว่าพระเจ้าเรียกเราแน่นอน แต่มันยากเหลือเกินพระองค์ ไม่ใช่ตัวเราเลยพระองค์ “ข้าพระองค์เป็นคนเล็กน้อย ในหมู่คนเล็กน้อยที่สุด” ไม่เอาแล้ว อยากจะหันหลังกลับแล้ว เพราะมันลำบากเกินไป ฟื้นระลึกถึงการเรียกของพระองค์ และมีสิ่งเดียวที่เราควรทำคือ ทำให้สำเร็จ ตามที่พระเจ้าเรียก
• หรือเราอาจจะเหมือนกิเดโอน คุณอาจจะเพิ่งเสร็จงานใหญ่ งานสำคัญ สงครามที่รบร่วมกับพระเจ้ามา เหนื่อย แต่ยังมีงานสำคัญรออยู่ข้างหน้า แม้เหน็ดเหนื่อย แต่ยังต้องไล่ตามไป เราต้องทำให้สำเร็จ

 เรื่องน่าเศร้าของความสำเร็จก็คือ บ่อยครั้ง ที่ชัยชนะทีเราโหยมามันอยู่อีกแค่ปลายนิ้ว อีกนิดเดียว แต่เรากลับเลิกซะก่อน มีเรื่องเราของหญิงสาวนักว่ายน้ำ ที่อยากจะทำสถิติว่ายน้ำข้ามระหว่างรัฐ ไม่เคยมีใครทำมาก่อน แน่นอนมีอันตรายมาก เพราะคลื่นลมแรง แย่ยิ่งกว่านั้น ในวันแข่ง มีฝนตกหนัก ขณะที่ว่ายไป ก็จะมีคณะคอยติดตามไปดูความปลอดภัยด้วย เธอว่ายไปยาวนาน เหนื่อยมาก และมองไม่เห็นทางข้างหน้าเลย มีคลืนลมแรง จะเห็นแค่ระยะ 1-2 เมตรข้างหน้าเท่านั้นเพราะคลื่นใหญ่มาก ด้วยท่าทางเธอจะหมดแรง ทีมงานก็เลยบอกว่า ให้ยอมแพ้เถอะ กลับขึ้นเรือ ไปไม่ถึงฝั่งหรอก เพราะยังอีกไกล ครั้งแรกเธอไม่ยอมหยุด พอเห็นเธอเหนื่อยหอบ ทีมงานก็บอกว่า หยุดเถอะ หยุดเถอ ทำไม่ได้หรอก พูดอยู่จนในที่สุด เธอยอมแพ้ และขึ้นเรือที่ตามมา น่าเศร้าเมื่อเธอพบความจริงว่า อีกแค่ ครึ่งไมล์เธอก็จะถึงฝั่งแล้ว เธอเลิกเร็วเกินไป หากเธอมีความหวัง Focus ที่ความสำเร็จ เธอคงว่ายต่อไป แต่มันคือความจริงในชีวิต บ่อยครั้งพระเจ้ามอบหมาย ให้ความหวัง และบอกให้เราจับจ้องที่พระองค์ แต่ซาตานมันมักค่อยกระซิบข้างๆ หูว่า เลิกเถอะ ไม่ได้หรอก ไม่สำเร็จหรอก เหนื่อยแล้ว พอเถอะ บ่อยครั้งที่เราถอนตัว อีกแค่นิดเดียว
 พระเจ้ามีแผนการที่ยิ่งใหญ่ สำหรับชีวิตเราแต่ละคน อย่าท้อถอย จนกว่าเราจะสำเร็จ!! “อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเก็บเกี่ยวผลในเวลาอันสมควร”

ตามพระดำรัสของพระเจ้า

ตามพระดำรัสของพระเจ้า
กันดารวิถี ๙.๑๕-๒๓
คำนำ
ผู้เชื่อในพระเจ้า/คริสเตียนมักจะถามศิษยาภิบาลหรือผู้รับใช้ของพระเจ้าอยู่เสมอว่า “เราจะรู้น้ำพระทัยของพระเจ้าได้อย่างไร?” จะรู้ได้อย่างไรว่าเราควรจะเรียนอะไร? ทำงานอย่างไหน? แต่งงานกับใคร? ควรจะมีลูกกี่คน? จะถวายตัวรับใช้พระเจ้าแบบเต็มเวลา(ฟูลไทม์)หรือบางเวลา(พาร์ทไทม์)?เรารู้จักกับ ดร. ดิ๊ค ไอแวน ตอนแรกท่านเป็นหมอศัลยกรรมกระดูกที่เมืองเซนต์พอล รัฐมินเนโซต้า ต่อมาพระเจ้าเรียกให้รับใช้พระเจ้าเต็มเวลา อีกคนหนึ่งคือ ดร. จอห์น ซี แมคแวลส์ ตอนแรกพระเจ้าเรียกท่านเป็นศิษยาภิบาล ต่อมาได้เปิดงานธุรกิจ และเกิดผลอย่างมากมายต้องพึ่งการทรงนำ

๑) เป้าหมายคือคานาอันคนอิสราเอลเป็นกองทัพที่เร่ร่อนพเนจรอยู่กลางทะเลทราย(๔๐ปี) เป้าหมายของพวกเขาคือคานาอันแผ่นดินแห่งพันธสัญญา(ตั้งแต่สมัยอับราฮาม) พวกเขาต้องพึ่งพาอาศัยการทรงนำของพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา เพื่อพวกเขาจะรู้ว่า จะออกเดินทางเมื่อไหร่? จะต้องไปทางทิศไหน? และจะหยุดพักเมื่อไหร่?
๒) เสาเมฆและเสาเพลิง “ในวันที่เจ็ดตั้งพลับพลานั้น มีเมฆมาปกคลุมพลับพลาไว้ คือเต็นท์พระโอวาท เวลาเย็นเมฆมาอยู่เหนือพลับพลา ปรากฏเหมือนเพลิงจนถึงรุ่งเช้า เป็นอย่างนั้นเสมอมา มีเมฆคลุม กลางคืนปรากฏเหมือนเพลิง เมื่อไรเมฆลอยขึ้นจากเต็นท์ ภายหลังนั้นพวกอิสราเอลก็ยกเดินไป ครั้นเมฆนั้นลอยหยุดอยู่ที่ใด คนอิสราเอลก็ตั้งค่ายที่นั่น” (กดว. ๙.๑๕-๑๗)เสาเมฆและเสาเพลิงปรากฏครั้งแรกเมื่ออิสราเอล อพยพออกจากเป็นทาสในอียิปต์ (อพย. ๑๓.๒๑-๒๒) และคงอยู่กับพวกเขาตลอดการเดินทางสี่สิบปีในถิ่นทุรกันดาร (นหม. ๙.๑๙) เสาเมฆและเสาเพลิงเป็นเครื่องหมายบอกว่า “พระเจ้าทรงสถิตอยู่ท่ามกลางคนของพระองค์”อะไรคือเครื่องหมายแสดงว่า พระเจ้าทรงอยู่ท่ามกลางพวกเราที่นั่น? เมฆคือความร่มเย็นเป็นสุข และไฟคือความสว่าง เพื่อนของเราคนหนึ่งได้บอกถึงลักษณะของคนที่ได้รับการทรงเรียกดังนี้

“ชีวิตที่บังเกิดใหม่ ใจรักพระเจ้า เพียรเฝ้าอธิษฐาน นำวิญญาณมารับเชื่อ ไม่เบื่อศึกษาพระธรรม ยำเกรงพระเจ้าสุดตัว ไม่มั่วโลกียะ มีชัยชนะต่อมาร มีแผนการและนิมิต ทุ่มชีวิตเพื่อรับใช้ เคลื่อนไหวโดยฤทธิ์เดช เทศนาข่าวประเสริฐ บังเกิดความหวัง รับพลังจากเบื้องบน นำทุกคนสู่ความเจริญ”ความสว่างและความมืด

เสามหัศจรรย์นี้ได้นำความสว่างมาสู่คนอิสราเอล แต่กลับนำความมืดมาสู่พวกศัตรูคือชาวอียิปต์ (อพย. ๑๔.๑๙-๒๐) บทเรียนอันล้ำค่าสำหรับคนในยุคปัจจุบัน ๓ ประการ คือ
๑) พระเยซูทรงเป็นความสว่างของโลก (ยน. ๘.๑๒)
๒) พระเจ้าทรงนำเราทุกคนออกมาจากความมืด เข้าสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์ (๑ ปต. ๒.๙คส. ๑.๑๓) และพระองค์ตรัสแก่คริสเตียนว่า “ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก” (มธ. ๕.๑๔)
๓) พระเจ้าตรัสว่า ให้พวกเราดำเนินชีวิตอยู่ในความสว่าง (๑ ยน. ๑.๔-๑๐) ตามพระดำรัสของพระเจ้า“คนอิสราเอลออกเดินตามพระดำรัสของพระเจ้า และเขาตั้งค่ายตามพระดำรัสของพระเจ้า ตราบใดที่เมฆพักอยู่เหนือพลับพลา เขาก็ยังตั้งค่ายอยู่” (กดว. ๙.๑๘)

๑) ไม่นำทางตนเองการรู้จักน้ำพระทัยของพระเจ้าและกระทำตามเป็นสิ่งสำคัญมาก ทำให้ชีวิตคริสเตียนเกิดผลและมีความสุข “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ทราบแล้ว ทางของมนุษย์ไม่อยู่ที่ตัวเขา คือไม่อยู่ที่มนุษย์ผู้ซึ่งดำเนินไปที่จะนำฝีก้าวของตนเอง” (ยรม. ๑๐.๒๓) ยากอบสอนเราให้พูดว่า “ถ้าพระเจ้าทรงโปรด เราจะมีชีวิตอยู่ กระทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้น (ยก.๔.๑๓-๑๖)
๒) การเตรียมพร้อมในพระคัมภีร์ตอนนี้ เราจะพบกับคำว่า “ตามพระดำรัสของพระเจ้า” ถึง ๗ ครั้ง (ข้อ ๑๘, ๒๐, ๒๓) เป็นข้อความที่สำคัญมาก เพื่อคนของพระเจ้าจะทำให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ตามน้ำพระทัยของพระองค์ เสาเมฆและเสาเพลิงอาจจะอยู่เพียงวันเดียวหรือคืนเดียว สองสามวัน สัปดาห์หนึ่ง หรือหนึ่งปี “พวกเขาต้องพร้อมเสมอ”สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับพวกเราคือ ออกจากสถานที่เคยชิน ออกความสะดวกสบาย “บ้านที่เคยอยู่ อู่ที่เคยนอน หมอนที่เคยหนุน คุณที่เคยพึ่ง” อับราฮัมผ่านประสบการณ์แบบนี้ พระเจ้าตรัสบอกให้ออกจากบ้าน จากบิดาและญาติพี่น้อง “แล้วอับรามก็ไปตามพระดำรัสของพระเจ้า” (ปฐก. ๑๒.๑-๔) ท่านมองเห็นลูกหลานเต็มท้องฟ้าขณะที่มีอิสอัคเพียงคนเดียว ท่านมองเห็นแผ่นดินคานาอันอันกว้างใหญ่ไพศาล ขณะที่ตายได้ที่ฝังศพเพียงกว้างศอกยาววาเพลงคริสเตียนบท ๖๙ “แล้วแต่พระองค์เจ้า แล้วแต่พระทัย...”

สรุป
คริสเตียนต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ ขอให้ตระหนักว่า การมีชีวิตอยู่เพื่อพระคริสต์ ก็ยากกว่าการตายเพื่อพระองค์.

ขอพระเจ้าทรงเสริมกำลังพี่น้องทุกท่านในวันนี้และพรุ่งนี้และตลอดไป

ทีมงานไทยเซอร์มอน

My Blog

  • วินัยของน้องหมา (ข้างถนน) - วันที่ 18/8/2011 เช้านี้ขณะที่รถติดไฟแดงอยู่บริเวณสี่แยกสามย่าน ซึ่งเบื้องหน้าเป็นจามจุรีสแควร์นั้น พลันก็เหลือบเห็นน้องหมาตัวหนึ่งเดินข้ามทางม้าลายด้วยอ...
    14 ปีที่ผ่านมา
  • บทความคริสเตียน - บทความคริสเตียน http://www.gracezone.org/index.php/christian-articles บทความทางด้านจิตวิญญาณ หลักข้อเชื่อ พระเจ้า พระคัมภีร์ พระเจ้า พระคัมภีร์ แนวทางในการ...
    17 ปีที่ผ่านมา
  • คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู - คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู วัน พุธ 08 ต.ค. 08@ 17:47:37 ICT หัวข้อ: สรุปคำเทศนาประจำอาทิตย์ ดร.ทะนุ วงค์ธนานุกุล วัน อาทิตย์ ที่ 21 กันยายน 2008 พระธร...
    17 ปีที่ผ่านมา
  • - แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้...
    17 ปีที่ผ่านมา

Christian Blog

บล็อกวาไรตี้

เทคโนโลยี

ดาวน์โหลดโปรแกรมมาใหม่ล่าสุด |

วาไรตี้

ข่าวประจำวัน

สารบัญเว็บไทย

กินลม ชมทะเล ที่มาร์คเฮ้าส์บังกะโล เกาะกูด จ.ตราด

Thailand Map