Custom Search By Google

Custom Search

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ของประทานฝ่ายพระวิญญาณ

ในพระธรรม 1คร.12:1 (ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านเข้าใจเรื่องของประทานฝ่ายพระวิญญาณนั้น) เน้นให้เราเห็นว่า บรรดาผู้ที่เป็นคริสเตียนทั้งหลาย (ผู้อยู่ในพระวิญญาณ) จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ในเรื่องของประทานฝ่ายพระวิญญาณ “ดูก่อนท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านเข้าใจเรื่องของประทานฝ่ายพระวิญญาณนั้น เพราะของประทานฝ่ายพระวิญญาณ มีความสำคัญมากต่อพระกายของพระเยซูคริสต์ เป็นเรื่องน่าสนใจที่ควรมีโอกาสศึกษาของประทานต่างๆ ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ให้บุตรของพระองค์ทุกคน ถ้าพระเจ้ามิได้ประทานของประทานต่างๆ ให้แก่บุตรของพระองค์แล้ว คริสตจักรของพระองค์ก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้ หรือไม่ก้าวหน้าและโดยฐานะที่เราเป็นคริสเตียน เราต้องเรียนที่จะรู้จักของประทานทุกชนิด เมื่อเรามีความรู้มากขึ้น เราก็จะมีโอกาสใช้ของประทานในชีวิตและการรับใช้พระเจ้ามากขึ้น ชีวิตของเราจะเป็นพระพรยิ่งขึ้นต่อพี่น้องคริสเตียนและทำงานเกิดผลมากขึ้นในการประกาศข่าวประเสริฐ ในการค้นคว้าและแสวงหา เราจะพบว่าพระคัมภีร์เน้นให้เราแลเห็นของประทานฝ่ายพระวิญญาณแบ่งเป็น

ของประทานในการรับใช้
ของประทานในการรับใช้อื่นๆ
ของประทานของพระวิญญาณบริสุทธิ์


กลุ่มแรก

ของประทานในการรับใช้คือ ของประทานต่างๆที่พระเจ้าประทานให้แก่บางคน เพื่อทำหน้าที่ในการนำคริสตจักร

กลุ่มสอง

ของประทานในการรับใช้อื่นๆ เราจะศึกษาของประทานต่างๆ ที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้สำหรับคริสเตียนทุกคน

กลุ่มสาม

ของประทานของพระวิญญาณบริสุทธิ์มี 9 อย่าง พระวิญญาณฯ ประทานให้ผู้เชื่อตามพระประสงค์ของพระองค์


พระเจ้าทรงประทานของประทานฝ่ายพระวิญญาณให้เฉพาะสมาชิกในพระกายของพระองค์เท่านั้น

เพราะฉะนั้นเราต้องศึกษาให้ดีถึงพระกายของพระองค์และศึกษาอวยวะต่างๆทำงานอย่างไร เมื่อใครก็ตามได้ต้อนรับเอาพระเยซูคริสต์เข้ามาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเขา เขาก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของพระกายของพระองค์ ในพระกายนี้ ผู้เชื่อทุกคนเป็นสมาชิกที่สำคัญมากและพระเจ้าทรงประทานของประทานแก่เขาทุกคน และแต่ละคนจะได้รับไม่เหมือนกัน เมื่อตัวเราแต่ละคนคลอดออกจากครรภ์ของมารดาก็ถูกนับว่าเป็นสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัว หรือของสังคมแล้ว ในทำนองเดียวกัน เมื่อเรารับเชื่อในพระเยซูคริสต์ เราก็ถูกนับเข้าในครอบครัวหรือในสังคมที่มีความสำคัญมากกว่าเดิมอีก นั่นคือ คุณเป็นสมาชิกของพระกายพระคริสต์ ในข้อความต่อไปนี้ จะช่วยให้เราเข้าใจมากขึ้นว่า เรามีค่าเพียงไร สำหรับพระเจ้าและสำหรับพี่น้องในพระกายคนอื่นๆ เราจะพบด้วยว่า พระองค์ทรงมีของประทานพิเศษสำหรับเราและทรงต้องการเรา เราทุกคนคือพระกายของพระคริสต์ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นศรีษะ ผู้เชื่อทุกคนเป็นสมาชิก สมาชิกแต่ละคนมีความสำคัญมาก สมาชิกทุกคนคืออวัยวะต่างๆ ในพระกายนี้ สมาชิกทุกคนมีหน้าที่เฉพาะของตนเอง เราต้องไม่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น การเปรียบเทียบทำให้คนอื่นท้อใจ เราต้องซื่อสัตย์ที่จะให้ของประทานที่ได้รับจากพระเจ้า เราต้องรู้จักของประทานต่างๆ ดี เราต้องใช้ของประทานนั้นๆ ที่พระเจ้าประทานให้ เราทุกคนคือพระกายของพระคริสต์ พระกายของพระคริสต์ประกอบด้วย พระเยซูทรงเป็นศรีษะ นี่คือตัวอย่างถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระคริสต์กับผู้เชื่อทุกคน อัครสาวกเปาโลใช้ร่างกายมนุษย์มาเป็นตัวอย่างแสดงความสัมพันธ์นี้ โดยชี้ให้เห็นว่า พระเยซูทรงเป็นศรีษะของร่างกาย เราทุกคนรู้ดีว่า ศรีษะของเราแต่ละคนมีความสำคัญมากเพียงไร ถ้าเราไม่มีศรีษะ เราจะเป็นอย่างไร

ประการแรก เราจะต้องตาย เพราะเราอยู่ไม่ได้โดยไม่มีศรีษะ

ประการที่สอง เราจะเคลื่อนไหวร่างกายส่วนอื่นไม่ได้เลยและร่างกายจะกลายเป็นเหมือนท่อนไม้ที่ไม่มีประโยช์ ศรีษะเปรียบเหมือนกองบัญชาการ สั่งการให้ร่างกายทำกิจกรรมต่างๆ ในทำนองเดียวกัน พระคริสต์ซึ่งเป็นศรีษะของพระกายก็ต้องการบัญชาให้พระกายของพระองค์กระทำทุกสิ่งตามพระประสงค์ พระกายนั้นคือ “คริสตจักร”

พระองค์ทรงเป็นพระฉายของพระเจ้า ผู้ซึ่งไม่ประจักษ์แก่ตา ทรงเป็นบุตรหัวปีเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง. เพราะว่าในพระองค์สรรพสิ่งได้ถูกสร้างขึ้น ทั้งในท้องฟ้าและที่แผ่นดินโลก สิ่งซึ่งประจักษ์แก่ตาและซึ่งไม่ประจักษ์แก่ตา ไม่ว่าจะเป็นเทวบัลลังก์ หรือเป็นเทพอาณาจักร หรือเป็นเทพผู้ครองหรือศักดิเทพ สรรพสิ่งทั้งสิ้นถูกสร้างขึ้น โดยพระองค์และเพื่อพระองค์, พระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนสรรพสิ่งทั้งปวง และสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นระเบียบอยู่โดยพระองค์, พระองค์ทรงเป็นศีรษะของกาย คือคริสตจักร พระองค์ทรงเป็นปฐม เป็นผู้แรกที่ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย เพื่อพระองค์จะได้ทรงเป็นเอกในสรรพสิ่งทั้งปวง…., เพราะว่าในพระองค์นั้น สภาพของพระเจ้าดำรงอยู่อย่างบริบูรณ์…….คส.1:15-18 ; 2:19;

พระเจ้าได้ทรงปราบสิ่งสารพัดลงไว้ใต้พระบาทของพระคริสต์ และได้ทรงตั้งพระองค์ไว้เป็นประมุขเหนือสิ่งสารพัดแห่งคริสตจักร ซึ่งเป็นพระกายของพระองค์ คือซึ่งเต็มบริบูรณ์ด้วยพระองค์ ผู้ทรงอยู่เต็มทุกอย่างทุกแห่งหน….., แต่ให้เรายึดความจริงด้วยใจรัก เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะ คือพระคริสต์, คือเนื่องจากพระองค์นั้น ร่างกายทั้งสิ้นที่ติดต่อสนิทและประสานกันโดยทุกๆข้อต่อที่ทรงประทาน ได้จำเริญเติบโตขึ้นด้วยความรัก เมื่ออวัยวะทุกอย่างทำงานตามความเหมาะสมแล้ว.., เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยา เหมือนพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร ซึ่งเป็นพระกายของพระองค์ และพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคริสตจักร……….อฟ.1:22-23; 4:15-16; 5:23

ผู้เชื่อทุกคนคือพระกายของพระองค์ ร่างกายที่ไม่มีศรีษะ ไม่มีประโยชน์ฉันใด ศรีษะที่ไม่มีกายก็ไร้ประโยชน์ฉันนั้น ศรีษะมีความสำคัญพอๆกับร่างกาย, พระกายของพระคริสต์ประกอบขึ้นด้วยผู้เชื่อในนามของพระองค์ทุกคน ในฐานะที่เราแต่ละคนเป็นผู้เชื่อคนหนึ่ง เราแต่ละคนก็เป็นส่วนพระกายของพระองค์ด้วย นี่คือความจริงดังที่อ.เปาโลเขียนใน โรม12:5 ว่า “พวกเราผู้เป็นหลายคนยังเป็นกายอันเดียวในพระคริสต” ถึงกายนั้นเป็นกายเดียว ก็ยังมีอวัยวะหลายส่วน และอวัยวะเหล่านั้นแม้จะมีหลายส่วนก็ยังเป็นกายเดียวกันฉันใด พระคริสต์ก็ทรงเป็นฉันนั้น, เพราะว่าถึงเราจะเป็นพวกยิว หรือพวกกรีก เป็นทาสหรือมิใช่ทาสก็ตาม เราทั้งหลายได้รับบัพติสมาโดยพระวิญญาณองค์เดียวเข้าเป็นกายเดียวกัน และพระวิญญาณองค์เดียวนั้นซาบซ่านอยู่……1คร.12:12-13;

มีกายเดียวและมีพระวิญญาณองค์เดียว เหมือนมีความหวังใจอันเดียวที่เนื่องในการที่ทรงเรียกท่าน…, เพราะว่าไม่มีผู้ใดเกลียดชังเนื้อหนังของตนเอง มีแต่เลี้ยงดูและทนุถนอม เหมือนพระคริสต์ทรงกระทำแก่คริสตจักร, เพราะว่าเราเป็นอวัยวะแห่งพระกายของพระองค์……อฟ.4:4, 5:29-30;

บัดนี้ข้าพเจ้าปลื้มปีติในการที่ได้รับความทุกข์ยากเพื่อท่าน ส่วนการทนทุกข์ของพระคริสต์ที่ยังขาดอยู่นั้น ข้าพเจ้าก็รับทนจนสำเร็จในเนื้อหนังของข้าพเจ้า เพราะเห็นแก่พระกายของพระองค์ คือคริสตจักร……. คส.1:24

ผู้เชื่อแต่ละคนเป็นสมาชิก พระกายของพระเยซูคริสต์ประกอบด้วย 2 ส่วน ใหญ่ๆ คือ 1 ศรีษะ 2, สมาชิกทุกคน สังเกตุดูร่างกายของเราเอง จะเห็นว่าประกอบด้วยอวัยวะหลายอย่าง ไม่ใช่มีเพียงอย่างเดียวและแต่ละอย่างมีความแตกต่างกัน เช่น เรามีแขน, ขา, นิ้ว หัวใจและอื่นๆ พระกายของพระคริสต์ก็มีลักษณะเช่นนี้ด้วย ทุกคนที่มีความเชื่อย่างแท้จริงแล้ว ก็มาเข้าส่วนในพระกายของพระองค์ ไม่ว่าเขาจะเป็นคริสเตียนที่อาศัยอยู่ในมุมใดของโลกก็ตาม

ดังใน 1คร.12:14 กล่าวว่า “เพราะว่าร่างกายไม่ได้ประกอบไปด้วยอวัยวะเดียว แต่ด้วยหลายอวัยวะ”

หมายความว่า พระกายของพระคริสต์ประกอบด้วยคนจากทุกเชื้อชาติทุกเผ่าพันธุ์ทั่วโลกที่มาเชื่อในพระองค์

สมาชิกแต่ละคนมีความสำคัญ สมาชิกทุกคนคืออวัยวะต่างๆ ในพระกายนี้

ลองคิดดูซิว่า ถ้านิ้วหัวแม่เท้าของเราขาดจากเท้าของเรา มันจะเป็นอย่างไร มันจะอยู่ต่อไปไม่ได้ แต่จะเน่าและกลายเป็นดินในที่สุด ร่างกายของเราจำเป็นต้องมีนิ้วหัวแม่เท้าด้วย ถ้าไม่มีถือว่าร่างกายเราไม่สมประกอบครบถ้วน ร่างกายที่มีอวัยวะไม่ครบก็ทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์ และถูกจำกัดที่จะทำกิจกรรมบางอย่าง ตัวอย่างเช่น คนที่มีขาเพียงข้างเดียวไม่สามารถเป็นนักวิ่งได้ คนตาบอดก็อ่านบทความนี้ไม่ได้ และคนที่แขนด้วนขึ้นต้นไม้ไม่ได้ สมาชิกทุกคนในพระกายของพระคริสต์มีความสำคัญมากในสายพระเนตรของพระองค์

ใน 1คร. 12:27 กล่าวว่า ท่านทั้งหลายเป็นกายของพระคริสต์ และต่างก็เป็นอวัยวะของกายนั้น คำว่า “อวัยวะ” ในภาษากรีกมีความหมายว่า “หุ้นหนึ่ง” “ชิ้นหนึ่ง” นั่นคือสมาชิกทุกคนในพระกายของพระคริสต์คือ หุ้นส่วนหรือชิ้นหนึ่งในร่างกายนั้น แต่ละคนคือส่วนประกอบชิ้นต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้น เช่นเดียวกับนิ้วหัวแม่เท้าเป็นหุ้นหรือชิ้น หรือส่วนหนึ่งของร่างกายคุณ ถ้าเท้าจะพูดว่า "เพราะข้าพเจ้ามิได้เป็นมือ ข้าพเจ้าจึงไม่ได้เป็นอวัยวะของร่างกายนั้น" เท้าจะไม่เป็นอวัยวะของร่างกายเพราะเหตุนั้นก็หามิได้, ถ้าหูจะพูดว่า "เพราะข้าพเจ้ามิได้เป็นตา ข้าพเจ้าจึงมิได้เป็นอวัยวะของร่างกายนั้น" การพูดเช่นนั้นจะทำให้หูไม่เป็นอวัยวะของร่างกายก็หามิได้, ถ้าอวัยวะทั้งหมดในร่างกายเป็นตา การได้ยินจะอยู่ที่ไหน ถ้าทั้งร่างกายเป็นหู การดมกลิ่นจะอยู่ที่ไหน, แต่พระเจ้าได้ทรงตั้งอวัยวะไว้ในร่างกายตามชอบพระทัยของพระองค์, ถ้าอวัยวะทั้งหมดเป็นอวัยวะเดียว ร่างกายจะมีที่ไหน, ความจริงมีอวัยวะหลายอย่าง แต่ก็ยังเป็นร่างกายเดียวกัน, และตาจะว่าแก่มือว่า "ข้าพเจ้าไม่ต้องการเจ้า" ก็ไม่ได้ หรือศีรษะจะว่าแก่เท้าว่า "ข้าพเจ้าไม่ต้องการเจ้า" ก็ไม่ได้, ที่จริงอวัยวะที่เราเห็นว่าอ่อนแอ เราก็ขาดเสียไม่ได้, และอวัยวะที่เราถือว่ามีเกียรติน้อย เราก็ยังทำให้มีเกียรติยิ่งขึ้นและอวัยวะที่ไม่น่าดูนั้น เราก็ทำให้น่าดูยิ่งขึ้น, เพราะว่าอวัยวะที่น่าดูแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องตกแต่งอีก แต่พระเจ้าได้ทรงให้อวัยวะของร่างกายเสมอภาคกัน ทรงให้อวัยวะที่ต่ำต้อยเป็นที่นับถือมากขึ้น, เพื่อไม่ให้มีการแก่งแย่งกันในร่างกาย แต่ให้อวัยวะทุกส่วนพะวงซึ่งกันและกัน, ถ้าอวัยวะอันหนึ่งเจ็บ อวัยวะทั้งหมดก็พลอยเจ็บด้วย ถ้าอวัยวะอันหนึ่งได้รับเกียรติอวัยวะทั้งหมดก็พลอยชื่นชมยินดีด้วย…1คร.12:15-26

สมาชิกทุกคนมีหน้าที่เฉพาะเป็นของตนเอง ตัวอย่างเช่น นิ้วเท้าไม่ได้ทำหน้าที่ของหู หรือตาไม่ได้ทำหน้าที่ของเท้า เช่นเดียวกันอวัยวะต่างๆ ในพระกายของพระคริสต์ทำหน้าที่แตกต่างกัน คำว่าหน้าที่หมายถึง งานหรือหน้าที่เฉพาะ เช่นหน้าที่ของตาก็คือการมอง ให้ย้อนคิดถึงหัวแม่เท้าของเราอีกครั้ง โดยทั่วๆ ไปแล้วมันจะถูกปกปิดอยู่ภายในรองเท้า เราอาจจะลืมนึกถึงมันไปบ้าง แต่มันก็ยังคงทำหน้าที่เฉพาะของมันอยู่ในเวลานั้น นิ้วหัวแม่เท้ายังเป็นนิ้วที่มีความสำคัญต่อนิ้วเท้า นิ้วอื่นๆ คือทำให้เท้ามีอวัยวะครบถ้วน สามารถรับน้ำหนักของร่างกายอย่างสมดุลย์ ถ้าวันใดคุณต้องสูญเสียมันไป วันนั้นคุณจะเห็นคุณค่าของมันอย่างมหาศาลทีเดียว เพราะมันคอยอำนวยประโยชน์ให้อวัยวะทุกชิ้นในร่างกาย คุณลองคิดดูก็ได้ ถ้านิ้วหัวแม่เท้าไม่มี คุณจะหกล้มได้ง่ายแล้วก็จะวิ่งไม่ถนัด เราอาจได้ชื่อว่าเป็นคนขาพิการไปแล้ว สมาชิกในพระกายของพระคริสต์ มีลักษณะคล้ายอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของคุณเช่นกัน สมาชิกแต่ละคนมีหน้าที่เป็นของตนเองและมีความสำคัญต่อทั้งศรีษะและสมาชิกอื่นๆ ในร่างกายนี้ และเราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา คือถ้าเป็นการเผยพระวจนะ ก็จงเผยตามกำลังของความเชื่อ, ถ้าเป็นการปรนนิบัติก็จงปรนนิบัติ ถ้าเป็นการสั่งสอนก็จงสั่งสอน, ถ้าเป็นการเตือนสติก็จงเตือนสติ ถ้าเป็นการบริจาค ก็จงให้ด้วยใจกว้างขวาง ผู้ที่ครอบครอง ก็จงครอบครองด้วยเอาใจใส่ ผู้ที่แสดงความเมตตา ก็จงแสดงด้วยใจยินดี…..รม.12:6-8;

แต่พระเจ้าได้ทรงตั้งอวัยวะไว้ในร่างกายตามชอบพระทัยของพระองค์, ถ้าอวัยวะทั้งหมดเป็นอวัยวะเดียว ร่างกายจะมีที่ไหน, ความจริงมีอวัยวะหลายอย่าง แต่ก็ยังเป็นร่างกายเดียวกัน, และตาจะว่าแก่มือว่า "ข้าพเจ้าไม่ต้องการเจ้า" ก็ไม่ได้ หรือศีรษะจะว่าแก่เท้าว่า "ข้าพเจ้าไม่ต้องการเจ้า" ก็ไม่ได้, ที่จริงอวัยวะที่เราเห็นว่าอ่อนแอ เราก็ขาดเสียไม่ได้, และอวัยวะที่เราถือว่ามีเกียรติน้อย เราก็ยังทำให้มีเกียรติยิ่งขึ้น และอวัยวะที่ไม่น่าดูนั้น เราก็ทำให้น่าดูยิ่งขึ้น, เพราะว่าอวัยวะที่น่าดูแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องตกแต่งอีก แต่พระเจ้าได้ทรงให้อวัยวะของร่างกายเสมอภาคกัน ทรงให้อวัยวะที่ต่ำต้อยเป็นที่นับถือมากขึ้น, เพื่อไม่ให้มีการแก่งแย่งกันในร่างกาย แต่ให้อวัยวะทุกส่วนพะวงซึ่งกันและกัน……1คร.12:18-25

เราต้องไม่นำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

การเปรียบเทียบทำให้พระเจ้าไม่พอพระทัย พระเจ้าทรงสร้างเราแต่ละคนให้มีลักษณะเฉพาะ ที่แตกต่างจากคนอื่น เช่นเดียวกันทรงสร้างให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายเราแตกต่างกัน ถ้าเราบ่นว่าทำไมนิ้วหัวแม่เท้าไม่ทำหน้าที่ของจมูก เราคิดว่าพระเจ้าพอพระทัยไหม พระองค์ไม่ทรงพอพระทัยแน่ พระเจ้าทรงสร้างอวัยวะแต่ละอย่างของเรา และทรงตั้งไว้อย่างสมควรแล้วในร่างกาย เพื่ออวัยวะแต่ละชิ้นจะทำหน้าที่ของมันตามที่ทรงตั้งพระทัยไว้

เมื่อเรานำตัวเปรียบเทียบกับสมาชิกคนอื่นในพระกายของพระคริสต์และบ่นต่อว่าคนเหล่านั้น เพราะเราไม่ชอบให้เขาเป็นอย่างนั้น เรากำลังทำให้พระเจ้าไม่พอพระทัย เราแต่ละคนต้องเรียนรู้ว่าพระเจ้าทรงสร้างเราอย่างที่เราเป็นอยู่นี้ และทรงวางเราอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมแล้ว ที่จะทำหน้าที่ให้อวัยวะของพระกายทั้งหมดทำหน้าที่ได้อย่างดี เพื่อพระเจ้าจะได้รับเกียรติสูงสุด

เราแต่ละคนต่างมีของประทานส่วนตัว บางคนมีหนึ่งอย่างและบางคนมีมากกว่านั้น ถ้าเราอิจฉาคนอื่นเพราะเราไม่มีของประทานเหมือนเขา เรากำลังตัดสินพระเจ้าว่า พระองค์เจ้าข้า ทำไมไม่ทรงประทานของประทานอย่างนั้นให้ข้าพระองค์บ้าง?

ถ้าเท้าจะพูดว่า "เพราะข้าพเจ้ามิได้เป็นมือ ข้าพเจ้าจึงไม่ได้เป็นอวัยวะของร่างกายนั้น" เท้าจะไม่เป็นอวัยวะของร่างกายเพราะเหตุนั้นก็หามิได้, ถ้าหูจะพูดว่า "เพราะข้าพเจ้ามิได้เป็นตา ข้าพเจ้าจึงมิได้เป็นอวัยวะของร่างกายนั้น" การพูดเช่นนั้นจะทำให้หูไม่เป็นอวัยวะของร่างกายก็หามิได้, ถ้าอวัยวะทั้งหมดในร่างกายเป็นตา การได้ยินจะอยู่ที่ไหน ถ้าทั้งร่างกายเป็นหู การดมกลิ่นจะอยู่ที่ไหน, แต่พระเจ้าได้ทรงตั้งอวัยวะไว้ในร่างกายตามชอบพระทัยของพระองค์…1คร.12:15-18 พระธรรมตอนนี้สอนเราว่า เราไม่ควรเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่น การเปรียบเทียบทำให้คนอื่นท้อใจ คนบางคนยกตัวเองขึ้นสูง ถือว่าสำคัญกว่าคนอื่น ไม่มีใครกล้าเปรียบเทียบกับเท้าได้ เขาเป็นคนขาดความเข้าใจ เพราะเขาสร้างมาตรฐานของเขาขึ้น เพื่อใช้วัดกันและกัน และตัดสินพวกเขาเองด้วยมาตรฐานอันนั้น

เราไม่ต้องการที่จะเปรียบเทียบตัวเราเองกับคนบางคนที่ยกย่องตัวเอง แต่เมื่อเขาเอาตัวของเขาเป็นเครื่องวัดกันและกัน และเอาตัวเปรียบเทียบกันและกันแล้ว เขาก็เป็นคนขาดความเข้าใจ…. 2คร.10:12

เมื่อเรานำเอาของประทานของเราออกเปรียบเทียบกับคนอื่น จะมีสองสิ่งเกิดขึ้น สิ่งแรกคือ เราอาจรู้สึกท้อถอยเพราะของประทานของเราไม่เหมือนของคนอื่นและอาจคิดว่า ของประทานของเราด้อยความสำคัญกว่า อีกสิ่งหนึ่งเราอาจคิดหยิ่ง (สำคัญตัวผิด) เพราะคิดว่า ของประทานของเราดีกว่าคนอื่น ซึ่งเราอาจทำให้คนอื่นท้อใจ จะเป็นสิ่งดี ถ้าเราเรียนรู้ว่า พระเจ้าทรงประทานของประทานให้เราแต่ละคนเหมาะสมแล้ว ตัวอย่างของรองเท้า เพื่อให้เราเข้าใจมากขึ้นคือ เมื่อเราพยายามใส่รองเท้าของคนอื่น ถ้าขนาดต่างกัน เราจะรู้สึกลำบากมาก ถ้าเท้าของเราใหญ่กว่าของผู้นั้น และคนอื่นนั้นก็ไม่อาจใส่รองเท้าของเราได้เช่นกัน รองเท้าใครก็เหมาะกับคนนั้น เช่นเดียวกันของประทานของพระเจ้าที่ประทานให้เรา ก็ย่อมเหมาะสมกับเราเท่านั้น ส่วนของคนอื่นก็มีเหมาะสมสำหรับเขาด้วย ถ้าเป็นเช่นนั้น เรานำของประทานของเราออกมาเปรียบเทียบกันเพื่ออะไรกัน มีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากที่เปาโลกล่าวถึงในโรมว่า พวกเราผู้เป็นหลายคนยังเป็นกายอันเดียวในพระคริสต์ และเป็นอวัยวะแก่กันและกันฉันนั้น….. รม.12:5) จึงไม่เป็นการสมควรเลยที่เราจะเปรียบเทียบของประทานของกันและกัน เพราะเราเป็นกายเดียวกัน และแต่ละคนก็ได้รับประโยชน์จากกันและกัน ทำไมเราจึงต้องเอาเท้าของเรามาเปรียบเทียบกับปากล่ะ มันไม่เหมือนกันเลย และมันก็ทำหน้าที่ต่างกันด้วย แต่ทั้งสองก็มีความจำเป็นและทำประโยชน์เพื่อกายเดียวกันนี้ นั่นคือเท้าของเราจะนำเราไปหาอาหาร และปากจะกินอาหารนั้น ผลก็คือร่างกายทั้งหมดได้รับประโยชน์ สมาชิกในพระกายของพระคริสต์ก็เป็นเช่นนี้ด้วย และตาจะว่าแก่มือว่า "ข้าพเจ้าไม่ต้องการเจ้า" ก็ไม่ได้ หรือศีรษะจะว่าแก่เท้าว่า "ข้าพเจ้าไม่ต้องการเจ้า" ก็ไม่ได้, ที่จริงอวัยวะที่เราเห็นว่าอ่อนแอ เราก็ขาดเสียไม่ได้, และอวัยวะที่เราถือว่ามีเกียรติน้อย เราก็ยังทำให้มีเกียรติยิ่งขึ้น และอวัยวะที่ไม่น่าดูนั้น เราก็ทำให้น่าดูยิ่งขึ้น, เพราะว่าอวัยวะที่น่าดูแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องตกแต่งอีก แต่พระเจ้าได้ทรงให้อวัยวะของร่างกายเสมอภาคกัน ทรงให้อวัยวะที่ต่ำต้อยเป็นที่นับถือมากขึ้น, เพื่อไม่ให้มีการแก่งแย่งกันในร่างกาย แต่ให้อวัยวะทุกส่วนพะวงซึ่งกันและกัน, ถ้าอวัยวะอันหนึ่งเจ็บ อวัยวะทั้งหมดก็พลอยเจ็บด้วย ถ้าอวัยวะอันหนึ่งได้รับเกียรติอวัยวะทั้งหมดก็พลอยชื่นชมยินดีด้วย, ฝ่ายท่านทั้งหลายเป็นกายของพระคริสต์ และต่างก็เป็นอวัยวะของพระกายนั้น….1คร.12:21-27

เราต้องสัตย์ซื่อในการใช้ของประทานที่ได้รับจากพระเจ้า และนั่นคือ เราต้องรู้จักของประทานต่างๆดี เพื่อรู้ที่มาของของประทานฝ่ายวิญญาณและรู้วิธีการใช้ว่า ควรใช้ของประทานของพระเจ้าอย่างไร ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของพระกายของพระคริสต์ คุณได้รับมอบพันธกิจแห่งการรับใช้ให้กระทำ พระเจ้าทรงประทานอุปกรณ์ให้เราในการรับใช้ โดยทรงมอบของประทานให้เรา 1 อย่างหรืออาจมากกว่านั้น สมาชิกทุกคนได้รับอย่างน้อย 1 อย่าง ของประทานต่างๆ ที่คุณอ่านพบในพระคัมภีร์เกือบทั้งหมดนั้น พระเจ้ามีพระประสงค์ที่จะมอบให้สมาชิกทุกคนในพระกายของพระองค์ ของประทานเหล่านี้ พ่อแม่หรือครูบาอาจารย์ให้เราไม่ได้ ไม่มีมนุษย์คนใดมีอำนาจพอที่จะให้กับเราได้ และของประทานก็ไม่ใช่พรสวรรค์ที่เราได้รับมาแต่กำเนิด

พรสวรรค์คือ ความสามารถพิเศษที่ได้รับมาแต่กำเนิด แต่ละคนจะมีความสามารถพิเศษแตกต่างกัน บางคนเรียกพรสวรรค์นี้ว่า เป็นของประทาน นั้นคือความเข้าใจผิด เพราะไม่เหมือนกับของประทานฝ่ายวิญญาณ เราจะเห็นว่าคนไม่เชื่อมากมายก็มีพรสวรรค์เช่น บางคนมีพรสวรรค์ด้านการเล่นดนตรีหรือพูดในที่สาธารณะเก่ง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ของประทานฝ่ายพระวิญญาณ เพราะว่าของประทานฝ่ายวิญญาณนั้น เราได้รับจากพระเจ้าเท่านั้น

…ของประทานอันดีทุกอย่าง และของประทานอันเลิศทุกอย่างย่อมมาจากเบื้องบน และส่งลงมาจากพระบิดาแห่งบรรดาดวงสว่าง ในพระบิดาไม่มีการแปรปรวน หรือไม่มีเงาอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลง…..ยก.1:17

เราต้องใช้ของประทานนั้นๆ วิธีใช้ของประทาน พระคัมภีร์ให้หลักง่ายๆ ในการใช้ของประทานทุกชนิดของพระเจ้า กล่าวไว้ใน

มัทธิว 10:8 ว่า “ท่านทั้งหลายได้รับเปล่าๆ จงให้เปล่าๆ” ข้อความนี้เมื่อนำมาใช้ในเรื่องของของประทานฝ่ายพระวิญญาณ ก็มีความหมายว่า สมาชิกผู้ใดในพระกายได้รับของประทานอันใด เขาต้องใช้ของประทานนั้นตามหลักนี้ ถ้าเมื่อใดคริสเตียนไม่ยอมใช้ของประทานของเขาหรือใช้อย่างเห็นแก่ตัว ขาดความรัก เขาก็ไม่ได้ทำตามจุดมุ่งหมายของพระเจ้าในการใช้ของประทาน ดังนั้นหน้าที่ของคริสเตียนที่ต้องทำก็คือ

ใช้ของประทานตามจุดประสงค์ที่พระเจ้าต้องการ
ใช้ของประทานด้วยความรัก ดังใน 1ปต.4:10 กล่าวว่า “ตามซึ่งทุกคนได้รับของประทานที่ทรงประทานให้แล้ว ก็ให้ใช้ของประทานนั้นเพื่อประโยชน์แก่กันและกัน เป็นผู้รับมอบฉันทะที่ดีที่แจกและสำแดงพระคุณนานาประการของพระเจ้า พระคัมภีร์ใช้คำว่า “ผู้รับมอบฉันทะ” เมื่อกล่าวถึงหน้าที่รับผิดชอบของเรา การรับมอบฉันทะหมายความถึงการดูแลและเอาใจใส่ทรัพย์สิ่งของของคนอื่น ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียน เราเป็นผู้ดูแลเอาใจใส่ของประทานฝ่ายพระวิญญาณที่พระเจ้าประทานให้และใช้เพื่อขยายอาณาจักรของพระเจ้าออกไป มีกฎสำหรับผู้รับมอบฉันทะต้องรู้ด้วยใน 1คร.4:2 “ฝ่ายผู้อารักขาเหล่านั้น ต้องเป็นคนที่ไว้วางใจได้ทุกคน ผู้อารักขาที่ ไว้วางใจได้” นี้จะทำให้พระองค์ผู้ประทานของประทานได้รับเกียรติและนำพระพรมากมายมาสู่พระกายนั้น
ความรักเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้การใช้ของประทานต่างๆ เกิดผลดี ถ้าไม่มีความรักแล้ว การใช้ของประทานต่างๆ ก็ไม้ได้พาเราเข้าสู่เป้าหมายเลย กะลาเทีย 5:6 กล่าวว่า “ความเชื่อซึ่งเราแสดงออกเป็นกิจที่ทำด้วยความรักนั้นก็สำคัญ พระเจ้าต้องการให้คุณรู้จักของประทานทุกอย่าง จำเป็นที่คริสเตียนทุกคนจะต้องได้เรียนที่จะรู้จักของประทานฝ่ายพระวิญญาณที่พระเจ้าประทานให้แก่เรา และเมื่อเราได้ทราบแล้ว เราก็จะได้เริ่มพัฒนาของประทานนั้นๆ ให้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น

ต้องมีความรู้ก่อน

ความรู้ทำให้เกิดความเชื่อ
ความรู้ทำให้ความเชื่อมั่นคง
ความรู้เป็นเครื่องกำหนดประสบการณ์
กลุ่มของประทาน
ของประทานในการรับใช้ โดยตำแหน่งซึ่งมาจากการทรงเจิมเป็นพิเศษ ให้กับบางคนทำหน้าที่
ของประทานในการรับใช้อื่นๆ
ของประทานของพระวิญญาณบริสุทธิ์
และโดยจุดประสงค์ทั้งหมดนี้จะบรรลุเป้าหมายนั้นคือ ทำให้เรารู้และเข้าใจถึงความสำคัญของความรู้ที่เกี่ยวข้องกับของประทานฝ่ายพระวิญญาณ

จัดประเภทของประทานฝ่ายพระวิญญาณได้
ความรู้ทำให้เกิดความเชื่อ
ความเชื่อเป็นแกนหลักสำคัญของของประทานฝ่ายพระวิญญาณทุกอย่าง และในการนำของประทานนั้นมาใช้ เพราะความจริงก็คือว่า ของประทานเหล่านี้เป็นสิ่งจับต้องไม่ได้ เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ จึงจำเป็นต้องมีความเชื่อ เรามาเป็นคริสเตียนได้ด้วยความเชื่อและด้วยความเชื่อที่เราได้รับของประทานต่างๆ ซึ่งทำให้เรากลายเป็นคนที่ใช้การได้





ความรู้ในพระคัมภีร์ ความเชื่อ ของประทานฝ่ายพระวิญญาณบริสุทธิ์


ความเชื่อเกิดได้อย่างไร? ความเชื่อของเราเกิดจากความรู้ในพระคัมภีร์ ฉะนั้นเราจึงต้องมีความรู้ในของประทานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อเราจะใช้ของประทานเหล่านั้นด้วยความเชื่อ เปาโลเขียนชัดเจนถึงเรื่องนี้

ในโรม 10:14 ว่า “แต่ผู้ที่ยังไม่เชื่อในพระองค์จะทูลขอต่อพระองค์ได้อย่างไร?” ความรู้ในข่าวประเสริฐเกิดจากการได้ยินและความรู้นี้ย่อมทำให้คนมีความเชื่อได้

ให้เราคิดถึงสาวกที่เมืองเอเฟซัส เมื่อเปาโลพบพวกเขาครั้งแรกนั้น ท่านถามเขาว่า “เมื่อท่านทั้งหลายเชื่อนั้น ท่านได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือเปล่า กจ.19:2 เขาตอบว่า “เปล่า เรื่องพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้น เรายังไม่เคยได้ยินเลย” เพราะเขาไม่เคยได้ยิน เขาจึงไม่รู้ และเพราะเขาไม่รู้ เขาก็เชื่อไม่ได้ ดังนั้นเปาโลจึงเริ่มสอนพวกเขา การสอนทำให้พวกเขาได้รับความรู้ และความรู้ทำให้ความเชื่อผุดขึ้นในจิตใจของเขา ความรู้ในเรื่องของของประทานฝ่ายพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงเป็นขั้นแรกที่จะทำให้เกิดความเชื่อจนพร้อมที่จะรับและรู้จักของประทานนั้นๆ พร้อมทั้งใช้ของประทานนั้นอย่างเกิดผล เราไม่อาจใช้ของประทานใดได้อย่างเหมาะสม จนกว่าเราจะได้เรียนรู้จักของประทานนั้นๆ ดังที่พระเจ้าต้องการให้เรารู้ …ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านเข้าใจเรื่องของประทานฝ่ายพระวิญญาณนั้น, พระวจนะของพระเจ้าเกิดมาจากพวกท่านหรือ ได้ประทานมาถึงท่านแต่พวกเดียวหรือ .. 1คร.12:1, 14:36; ขณะที่อปอลโลยังอยู่ในเมืองโครินธ์ เปาโลได้ไปตามที่ดอน แล้วมายังเมืองเอเฟซัส ท่านพบสาวกบางคนที่นั่น, จึงถามเขาว่า "เมื่อท่านทั้งหลายเชื่อนั้น ท่านได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือเปล่า" เขาตอบว่า "เปล่า เรื่องพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นเราก็ยังไม่เคยได้ยินเลย" เปาโลจึงถามเขาว่า "ถ้าอย่างนั้นท่านได้รับบัพติศมาอันใดเล่า" เขาตอบว่า "บัพติศมาของยอห์น" เปาโลจึงว่า "ยอห์นให้รับบัพติศมาสำแดงถึงการกลับใจใหม่ แล้วบอกคนทั้งปวงให้เชื่อในพระองค์ผู้จะเสด็จมาภายหลังคือพระเยซู" เมื่อเขาได้ยินอย่างนั้น เขาจึงรับบัพติศมาในพระนามของพระเยซูเจ้า, เมื่อเปาโลได้วางมือบนเขาแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เสด็จลงมาบนเขา เขาจึงพูดภาษาแปลกๆและได้ทำนายด้วย, คนเหล่านั้นมีประมาณสิบสองคน…กจ.19:1-7; และเราทุกคนมีของประทานที่ต่างกัน ตามพระคุณที่ได้ประทานให้แก่เรา คือถ้าเป็นการเผยพระวจนะ ก็จงเผยตามกำลังของความเชื่อ….รม.12:6

ความรู้ทำให้ความเชื่อมั่นคง
ความรู้ไม่เพียงทำให้เกิดความเชื่อเท่านั้น แต่ยังทำให้ความเชื่อมั่นคง ความเชื่อมั่นคงเพราะมีความรู้เป็นเครื่องกำหนดทิศทางและขอบเขตให้เชื่อ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ความรู้ของเรานั้นจะต้องสมบูรณ์และเป็นความจริง เพราะถ้าความรู้ของเราไม่สมบูรณ์และเป็นเท็จแล้ว ความเชื่อของเราจะวางอยู่บนรากฐานที่ผิดเพี้ยน เรารู้แล้วว่ารากฐานคือส่วนที่ทำให้สิ่งที่วางอยู่บนนั้นตั้งอยู่ได้ ถ้าความเชื่อตั้งอยู่บนรากฐานของความรู้ที่ผิดๆ ก็เหมือนบ้านที่ตั้งอยู่บนรากฐานเพียงครึ่งเดียว ยกตัวอย่างเช่น มีหลายคนได้รับการสอนว่า ของประทานในการพูดภาษาแปลกๆ เป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ต้องมีอีก เมื่อพวกเขาได้รับคำสอนที่ผิดพลาดเช่นนี้ ทำให้เขาขาดความเชื่อในการรับของประทานนี้ คนจะเชื่อได้เฉพาะสิ่งที่เขารู้เท่านั้น แม้ว่าความเชื่อจะไม่ก้าวล้ำเส้นออกไปนอกขอบเขตของความรู้ที่เขารู้ ถ้าคริสเตียนเหล่านี้ไม่มีฐานของความรู้ที่ถูกต้องแล้ว ตลอดชีวิตเขาก็จะเชื่อว่า ของประทานในการพูดภาษาแปลกๆนั้น ไม่ใช่สำหรับยุคของเขา เพราะฉะนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่เราจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับของประทานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ครบถ้วนและเป็นความจริง (เมื่อพระเยซูตรัสดังนี้ ก็มีคนเป็นอันมากวางใจในพระองค์, พระเยซูจึงตรัสกับพวกยิวที่ศรัทธาในพระองค์แล้วว่า "ถ้าท่านทั้งหลายดำรงอยู่ในคำของเรา ท่านก็เป็นสาวกของเราอย่างแท้จริง…ยน. 8:30-31)


ความรู้เป็นเครื่องกำหนดประสบการณ์

เนื่องจากความรู้ทำให้เกิดความเชื่อและทำให้ความเชื่อมั่นคง ความรู้ยังควรจะเป็นสิ่งกำหนดประสบการณ์ของเราด้วย ขั้นตอนก่อนหลังที่เราน่าจะจำได้คือ

ความรู้
ความรู้ในเรื่องของประทานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ต้องมีก่อนที่เราจะมีความเชื่อ
และความเชื่อจะทำให้เรามีประสบการณ์ในการใช้ของประทานนั้นๆ ตามที่พระเจ้าตั้งพระทัยไว้






ความรู้ ความเชื่อ ประสบการณ์


ขอให้เราทบทวนดูประสบการณ์ของเปาโลที่เมืองเอเฟซัส ในกิจการบทที่ 19 เราสังเกตุเห็นว่า ที่ชาวเอเฟซัสไม่มีความเชื่อในพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็เพราะเขาไม่เคยรู้จักพระองค์ เราจึงสรุปได้ว่า เพราะเขาไม่รู้เขาจึงไม่มีความเชื่อ ทำให้ขาดประสบการณ์ตามที่พระเจ้ามีน้ำพระทัยจะประทานให้ เมื่อเห็นว่า คนเหล่านั้นไม่รู้จักพระวิญญาณบริสุทธิ์ เขาจึงตั้งต้นสั่งสอนพวกเขา เปาโลให้ความรู้ใหม่แก่เขา ทำให้เขามีความรู้เพิ่มขึ้นในสิ่งที่เขาไม่เคยเชื่อมาก่อนและเมื่อเขาแสดงความเชื่อออกมาตามความรู้ใหม่ที่ได้รับ เขาก็ก้าวสู่ประสบการณ์ใหม่ ซึ่งประสบการณ์นี้วางอยู่บนรากฐานของความรู้ที่เขาได้รับคำสอนของเปาโล

จากตัวอย่างนี้ทำให้เราเห็นว่า ความรู้ในเรื่องของประทานฝ่ายพระวิญญาณมีความสำคัญเพียงไรและประสบการณ์ของเรายังมีจำกัด ถ้าขาดความรู้ให้เราคิดถึงเรื่องนี้เพิ่มเติมอีกเล็กน้อย คือเมื่อเปาโลเขียนจดหมายถึงชาวเมืองโครินธ์ ท่านกล่าวว่าพวกเขามีของประทานของพระวิญญาณฯ พร้อมแล้ว “เพราะท่านทั้งหลายพรั่งพร้อมด้วยทุกสิ่งทุกอย่างในพระองค์ คือพร้อมด้วยวาจาและความรู้ทุกอย่าง ด้วยว่าพยายามเรื่องพระคริสต์นั้นเป็นที่รับรองแน่นอนในพวกท่านแล้ว ท่านทั้งหลายมิได้ขาดของประทานเลย” 1คร.1:5-7 เห็นได้ว่า ชาวคริสเตียนเมืองโครินธ์มีความรู้ในเรื่องของประทานฝ่ายพระวิญญาณและพวกเขามีของประทานเหล่านั้น

พระธรรม 1คร.1:5-7 มิได้กล่าวว่า แต่ละคนมีของประทานครบหมดในตนเอง แต่ในที่นี้ชี้ให้เห็น เมื่อชุมนุมชนหรือกลุ่มคน (ทั้งหลาย) มีความรู้ในเรื่องพระคำของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ ท่ามกลางเขาเหล่านั้นจะไม่ขาดของประทานเลย นั่นคือของประทานในสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นในท่ามกลางเขาทั้งหลาย คือพระเจ้า จะให้มีบางคนเป็นอัครทูต, ผู้พยากรณ์, ผู้ประกาศฯ, ศิษยาภิบาลและครูบาอาจารย์ และทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์ของทุกคนในสังคมนั้นๆ ซึ่งเป็นเหมือนสมบัติล้ำค่าที่พระเจ้าประทานมาให้เขาทั้งหลาย มีสิทธิเป็นเจ้าของดูแลและใช้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นสมบัติส่วนรวมของประทานในตำแหน่งเหล่านี้จึงเป็นเหมือนภาชนะสำหรับคนทั้งหลายใช้ตักตวงพระพรของพระเจ้า ของประทานเหล่านี้จะทำให้คนทั้งหลายจำเริญขึ้น มีของประทานเท่านั้น ยังไม่เป็นการเพียงพอ พวกเขาต้องรู้ว่าจะใช้ของประทานนั้นๆ อย่างไร เปาโลได้กล่าวไว้ใน 1คร.12:1 ว่า “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากให้ท่านเข้าใจเรื่องของประทานฝ่ายพระวิญญาณ การรู้ความจริงในเรื่องของประทานต่างๆ ทำให้เราสามารถใช้ของประทานได้อย่างเกิดผลยิ่งขึ้น นี่เป็นเหตุที่ว่าทำไม เราจึงจำเป็นต้องศึกษาหาความรู้ทุกอย่างในเรื่องนี้สุดความสามารถ เพราะฉะนั้น ขั้นตอนที่ถูกต้องในการรับของประทานฝ่ายพระวิญญาณฯต่างๆ คือมีความรู้และมีความเชื่อ ความเชื่อเกิดขึ้นและถูกทำให้มั่นคงโดยความรู้ การรู้ความจริงในเรื่องของประทานฝ่ายพระวิญญาณต่างๆ

ทำให้เราเกิดผลมากขึ้นในด้านจิตวิญญาณ


ของประทานในการรับใช้โดยตำแหน่ง ซึ่งมาจากการทรงเจิมเป็นพิเศษสำหรับ….

พระคัมภีร์ไม่ได้แบ่งแยกของประทานต่างๆ ออกเป็นกลุ่มๆ ที่ชัดเจน ในบางครั้งเป็นการกล่าวถึงแบบรวมกันทั้งหมดด้วย แสดงให้เห็นว่าของประทานฝ่ายพระวิญญาณทุกชนิดมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม การแบ่งของประทานออกเป็นกลุ่มๆ จะช่วยเราได้มากที่จะเข้าใจบทความนี้ ของประทานแต่ละอย่างจะมีกลุ่มของตัวเอง ซึ่งบางอย่างอาจจะคล้ายกับของประทานในกลุ่มอื่นด้วย แต่คงไม่เป็นปัญหามากนักในเรื่องนี้ เพราะของประทานทุกชนิดประทานมาจากพระเจ้า ด้วยจุดประสงค์เดียวกันก็คือ เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระองค์ ซึ่งประกอบด้วยผู้เชื่อทุกคน และเพื่อพระองค์จะรับสง่าราศี

รายชื่อของของประทานกลุ่มแรก ประกอบด้วยของประทานที่ต้องรับผิดชอบสูงสุดต่อพระกายของพระคริสต์ เปาโลพูดถึงของประทานเหล่านี้ ต่อชาวเอเฟซัสใน อฟ.4:7-8,11 ดังนี้ แต่ว่าพระคุณทั้งหลายทรงโปรดประทานแก่เราทุกๆ คน ตามขนาดที่พระคริสต์ประทานให้ เหตุฉะนั้นจึงมีพระวจนะว่า ครั้นพระองค์เสด็จขึ้นไปสู่ที่สูง พระองค์ทรงนำพวกเชลยไป และประทานของประทานแก่มนุษย์ ของประทานของพระองค์ก็คือ ให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์ เพราะ นี้จึงเป็นรายชื่อที่ควรถูกกำหนดไว้ในกลุ่มของประทานในการรับใช้ นั่นคือ

อัครทูต
ผู้เผยพระวจนะ
ผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ
ศิษยาภิบาล
ครูบาอาจารย์
ในเรื่องการใช้ของประทานแต่ละอย่างในข้อความที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น จะเป็นกว้างๆ ถึงจุดประสงค์ทั่วๆ ไปของของประทานในการรับใช้ทุกอย่างซึ่งเปาโลสอนคริสเตียนชาวเมืองเอเฟซัสใน อฟ.4:12 ว่า ของประทานเหล่านี้ เพื่อเตรียมธรรมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้เพื่อเสริมสร้างพระกายพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น

ของประทานในการรับใช้อื่นๆ
รายชื่อของประทานในการรับใช้อื่นๆ มีบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ ตอนคือ โรม และ คร. เราอาจสังเกตเห็นของประทานเหล่านี้ไม่ชัดเท่าของประทานในการรับใช้หรือของประทานของพระวิญญาณบริสุทธิ์บางอย่าง แค่นี้ไม่ได้หมายความว่า ของประทานกลุ่มนี้ไม่มีความสำคัญ เพราะทุกอย่างมีความสำคัญและจำเป็นเฉพาะอย่างต่อพระกายให้เราลองคิดถึงหัวใจของเรา มันมีขนาดค่อนข้างเล็ก ไม่มีใครเห็นและพูดไม่ได้ มันไม่มีความสำคัญใช่ไหม? ไม่ใช่แน่นอน ถ้าไม่มีหัวใจ มือของเรา เท้าศรีษะและทุกส่วนในร่างกายของเราจะปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ เห็นแล้วว่ามีอวัยวะที่เล็กๆ ในร่างกายหลายอย่าง แต่ทำหน้าที่สำคัญมาก อวัยวะเหล่านี้ให้ความช่วยเหลือร่างกายทุกส่วน เราอาจจะมองเห็นหรือมองไม่เห็นก็ได้ แต่สิ่งนี้ไม่สำคัญอะไร ความสำคัญของอวัยวะต่างๆ อยู่ที่ว่า มันได้ทำหน้าที่ครบถ้วนตามจุดมุ่งหมายในร่างกายนั้นหรือยัง ถ้าร่างกายขาดอวัยวะนั้นๆ ร่างกายจะไม่สมบูรณ์และทำงานได้ไม่ดีหรือไม่ได้เลย นี่เป็นความจริง เช่นเดียวกับ ในเรื่องของของประทานในการรับใช้อื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์กับอวัยวะอื่นๆ ในพระกายของพระคริสต์ ของประทานกลุ่มนี้ประกอบด้วย

- การเตือนสติ

การให้ด้วยใจกว้างขวาง
การครอบครอง (ปกครอง)
แสดงความเมตตา
ความรัก
ความช่วยเหลือ
เมื่อได้แบ่งกลุ่มออกมาแล้ว โดยของประทานในการรับใช้ต่างๆ ที่เราจัดให้อยู่ในกลุ่มของประทานในการรับใช้อื่นๆ มีความสำคัญที่ว่า

ทำให้ง่ายต่อการเข้าใจ
ทำหน้าที่ตามจุดประสงค์ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น
ทำให้จำง่ายในฐานะที่เป็นของประทานในการรับใช้ที่มีความสำคัญ
ของประทานของพระวิญญาณบริสุทธิ์
ของประทานฝ่ายพระวิญญาณทุกอย่าง ประทานมาจากพระเจ้า มีกลุ่มหนึ่งที่เราเรียกว่าของประทานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ของประทานเหล่านี้มีความพิเศษที่เหนือธรรมชาติ คำว่า เหนือธรรมชาติ มีความหมายว่า สิ่งที่อยู่เหนือความเป็นจริงที่เป็นปกติธรรมดาในโลก ฉะนั้น เมื่อเรากล่าวว่า ของประทานของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ เราหมายความว่าของประทานเหล่านี้อยู่เหนือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติของโลก ตัวอย่างเช่น ของประทานในการพูดภาษาแปลกๆ ตามกฎธรรมชาติแล้ว คนจะพูดได้แค่ภาษาที่เราได้รับการสอนมาเท่านั้น ไม่มีใครคิดว่าจะพูดภาษาที่เขาได้รับการสอนมาเท่านั้น ไม่มีใครคิดว่าจะพูดภาษาที่ยังไม่เคยเรียนรู้มาก่อนได้ แต่เมื่อคนนั้นได้รับของประทานในการพูดภาษาแปลกๆ เขาสามารถพูดภาษาที่เขาไม่เคยเรียนรู้มาเลยได้ เราเรียกของประทานนี้ว่าเป็นสิ่งที่เหนือธรรมชาติ คือเขามีความสามารถทำในสิ่งที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ธรรมชาติในชีวิตของเขา คือพูดภาษาอื่นได้ทั้งๆ ที่ไม่เคยเรียนมาเลย และภาษาแปลกๆ นั้นมีทั้งภาษามนุษย์ และภาษาทูตสวรรค์หรือเรียกว่าภาษาพระวิญญาณ แต่ตามตัวอย่างข้างต้นเป็นภาษาแปลกในรูปแบบภาษามนุษย์ ซึ่งมนุษย์สามารถเข้าใจได้โดยเจ้าของภาษาเองและถ้าไม่ใช่เจ้าของภาษาก็สามารถค้นคว้าแปลออกมาได้ แต่ภาษาทูตสวรรค์ ไม่มีมนุษย์คนใดเข้าใจได้เลย นอกจากผู้นั้นจะมีของประทานในการแปลภาษาแปลกๆ ได้ (คร.) ของประทานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่มีใครทำให้ของประทานนี้เกิดขึ้นได้ โดยความเป็นจริงแล้ว ความสามารถของมนุษย์ประทานมาจากพระเจ้า ไม่มีสักสิ่งเดียวที่ใครจะบอกได้ว่ามาจากความสามารถพิเศษของมนุษย์ แต่ของประทานฝ่ายพระวิญญาณเป็นของประทานพิเศษ ที่อยู่เหนือความสามารถพิเศษทั่วๆ ไปที่มนุษย์มีของประทานเหล่านี้คือ

- ถ้อยคำที่ประกอบด้วยสติปัญญา

- ถ้อยคำที่ประกอบด้วยความรู้

- ความเชื่อ

- ความสามารถรักษาคนป่วยได้

- ทำอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ได้

- พูดภาษาแปลกๆ

- แปลภาษาแปลกๆ


ทำความเข้าใจ ของประทานในการรับใช้โดยตำแหน่งซึ่งมาจากการทรงเจิมตั้งเป็นพิเศษให้บางคนทำหน้าที่เหล่านี้

อัครทูตและผู้เผยพระวจนะ
ที่ได้กล่าวมาข้างต้นเป็นการปูพื้นฐานที่จะเข้าใจในเรื่องของประทานฝ่ายวิญญาณ เราเห็นถึงความสำคัญของความรู้และความเชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับเรื่องของประทาน ทั้งยังได้รู้ว่าความรู้และความเชื่อของเราเป็นเครื่องกำหนดขอบเขตประสบการณ์ของเรา จากความเข้าใจข้างต้นรวมถึงการพอที่จะรู้จักกลุ่มของของประทานชนิดต่างๆ แล้ว คราวนี้เราก็พร้อมที่จะเริ่มศึกษาถึงของประทานในกลุ่มแรกคือ ของประทานในการรับใช้โดยตำแหน่งฯ เราจะเน้นให้เห็นถึงหน้าที่ของของประทานแต่ละอย่างและจะดูว่าของประทานเหล่านั้นทำหน้าที่อย่างไรในพระกายของพระคริสต์ จากการศึกษาจะทำให้เราเริ่มรู้จักของประทานในการรับใช้ชนิดต่างๆ ได้ ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อความรู้ของเราเพิ่มพูนขึ้น เราอาจจะรู้สึกว่าพระเจ้าทรงพอพระทัยจะใช้คุณในของประทานเหล่านี้ด้วยได้

พิจารณาหัวข้อเหล่านี้ เพื่อเป็นแนวทางการศึกษา

พระเจ้าตั้งบางคนให้เป็นอัครทูต

ใครคือผู้ให้ของประทาน
ใครคือผู้รับ
การงานของเขาแสดงความเป็นอัครทูต
ชีวิตของเขามีการพัฒนาขึ้น
พระเจ้าทรงตั้งบางคนให้เป็นผู้เผยพระวจนะ

ใครคือผู้ให้ของประทาน
ใครคือผู้รับ
การงานของเราแสดงความเป็นผู้เผยพระวจนะ
ชีวิตของเขามีการพัฒนาขึ้น
ถ้าเราได้ศึกษาจบในหัวข้อนี้แล้ว

เราจะสามารถที่จะอธิษฐานของประทานในการรับใช้โดยตำแหน่งนี้ได้
เข้าใจของประทานในการรับใช้โดยตำแหน่งแต่ละอย่างได้
เราจะสามารถเห็นจริงว่า ของประทานในการรับใช้อาจได้รับการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปได้


พระคัมภีร์เกี่ยวข้อง

(เหตุฉะนั้นข้าพเจ้า ผู้ถูกจำจองเพราะเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอวิงวอนท่านให้ดำเนินชีวิตสมกับพันธกิจอันเนื่องจากการทรงเรียกท่านนั้น, คือจงมีใจถ่อมลงทุกอย่าง และใจอ่อนสุภาพอดทนนาน และอดกลั้นต่อกันและกันด้วยความรัก, จงเพียรพยายามให้คงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งพระวิญญาณทรงประทานนั้นด้วยสันติภาพเป็นพันธนะ, มีกายเดียวและมีพระวิญญาณองค์เดียว เหมือนมีความหวังใจอันเดียวที่เนื่องในการที่ทรงเรียกท่าน, มีองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ความเชื่อเดียว บัพติศมาเดียว, พระเจ้าองค์เดียวผู้เป็นพระบิดาของคนทั้งปวง ผู้ทรงอยู่เหนือคนทั้งปวง และทั่วคนทั้งปวง และในคนทั้งปวง, แต่ว่าพระคุณนั้นทรงโปรดประทานแก่เราทุกๆคน ตามขนาดที่พระคริสต์ประทานให้, เหตุฉะนั้นจึงมีพระวจนะว่า ครั้นพระองค์เสด็จขึ้นไปสู่ที่สูง พระองค์ก็ทรงนำพวกเชลยไป และประทานของประทานแก่มนุษย์, (ที่กล่าวว่าพระองค์เสด็จขึ้นไปนั้น จะหมายความอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากว่าพระองค์ได้เสด็จลงไปสู่เบื้องต่ำของแผ่นดินโลกแล้วด้วย, องค์ผู้เสด็จลงไปนั้นก็คือพระองค์ผู้ที่เสด็จขึ้นไปสู่ที่สูงเหนือฟ้าสวรรค์ทั้งปวงนั่นเอง เพื่อจะได้สถิตอยู่ทั่วในสิ่งสารพัด), ของประทานของพระองค์ ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์, เพื่อเตรียมธรรมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้ เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น, จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์, เพื่อเราจะไม่เป็นเด็กอีกต่อไป ถูกซัดไปซัดมาและหันไปเหมาด้วยลมปากแห่งคำสั่งสอนทุกอย่าง และด้วยเล่ห์กลของมนุษย์ตามอุบายฉลาดอันเป็นการล่อลวง, แต่ให้เรายึดความจริงด้วยใจรัก เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะ คือพระคริสต์, คือเนื่องจากพระองค์นั้น ร่างกายทั้งสิ้นที่ติดต่อสนิทและประสานกันโดยทุกๆข้อต่อที่ทรงประทาน ได้จำเริญเติบโตขึ้นด้วยความรัก เมื่ออวัยวะทุกอย่างทำงานตามความเหมาะสมแล้ว….อฟ.4:1-16 และพิจารณา…ของประทานของพระองค์ ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์……อฟ.4:11


ใครคือผู้รับของประทาน





ผู้ให้ของประทาน ของประทาน ผู้รับ

การให้ของประทานเป็นความเกี่ยวพันระหว่าง 2 ฝ่ายคือ ผู้ให้และผู้รับ ความสำคัญของของประทานขึ้นอยู่กับว่า ใครเป็นผู้ให้และให้อะไร เมื่อครั้งพระราชินีแห่งอังกฤษเสด็จเยี่ยมสหรัญอเมริกาในสมัยที่ดไวท์ดี ไอเซนฮาวร์ เป็นประธานาธิบดี ท่านประธานาธิบดีได้ถวายแจกันแก้วเจียรไนที่สวยงามมากให้พระราชินีเป็นที่ระลึก ท่านซื้อมาด้วยราคาสูงลิบลิ่ว เพื่อนำมาเป็นของขวัญนี้ เราจึงไม่แปลกใจเลยที่พระราชินีถือว่า แจกันนี้เป็นสมบัติอันล้ำค่าของพระองค์ชิ้นหนึ่งในบรรดาราชสมบัติทั้งสิ้น ทั้งนี้ด้วยเหตุผล 2 ประการคือ

บุคคลสำคัญเป็นผู้ให้ของขวัญนี้และ
เป็นของขวัญที่สวยงามและมีค่ามาก
ของประทานในการเป็นอัครทูตมีความสำคัญด้วยเหตุผลที่คล้ายกันดังนี้ ประการแรกก็คือ ผู้ที่มอบให้เป็นบุคคลสำคัญและประการที่สอง สิ่งที่ให้มีความสำคัญ เราพิจารณาถึงความสำคัญของสิ่งที่ภายหลัง ตอนนี้เราต้องการเรียนรู้ว่า ใครเป็นผู้ “เลือกบางคนให้เป็นอัครทูต”

ใน อฟ.4:11 เขียนแทนชื่อ “ผู้ให้” ว่าคือ “เขา” เราจะต้องดูว่า เขาคือใคร ในข้อ 8 ในบทเดียวกันนี้เป็นคำพูดที่ยกมาจาก สดุดี 68:18 คำกล่าวในข้อ 7 ทำให้เราเข้าใจชัดเจนขึ้นที่กล่าวว่า “แต่ว่าพระคุณนั้นทรงโปรดประทานแก่เราทุกคน ตามขนาดที่พระคริสต์ประทานให้ เพราะฉะนั้นเราจึงสรุปได้ว่า พระคริสต์เป็นผู้ประทาน ของประทานในการรับใช้ให้เรา ที่จะรักษาถึงพระองค์ในฐานะผู้ประทานของประทานมากขึ้นในบทนี้ ให้เราสังเกตคำว่าพระคุณนั้นทรงโปรดประทานแก่เราทุกคน (คือมีของขวัญที่สวยงามอยู่ท่ามกลางเราทุกคน)

ใครคือผู้รับ

เราได้เรียนรู้มาแล้วในตอนต้นว่า ของประทานทุกอย่างมีความเกี่ยวข้องกับบุคคล 2 ฝ่ายคือ ผู้ให้และผู้รับ เราทราบด้วยแล้วว่า พระคริสต์ทรงเป็นผู้ประทานของประทานในการรับใช้ในส่วนนี้ ให้เราศึกษาดูว่า ใครคือผู้รับของประทาน คำตอบมี 2 ลักษณะ ให้เราดูใน อฟ.4:8…(ที่กล่าวว่าพระองค์เสด็จขึ้นไปนั้น จะหมายความอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากว่าพระองค์ได้เสด็จลงไปสู่เบื้องต่ำของแผ่นดินโลกแล้วด้วย) เราจะเห็นว่าของประทานในการรับใช้นั้นพระคริสต์มอบให้กับมนุษย์ เพราะพระคัมภีร์กล่าวว่า “ครั้นพระองค์เสด็จขึ้นไปสู่ที่สูง พระองค์ก็ทรงนำพวกเชลยไปและประทานของประทานแก่มนุษย์” (มนุษย์เท่านั้นที่ได้รับในของประทานนี้) อย่างไรก็ตาม เราต้องค้นหาความจริงในพระคัมภีร์ตอนอื่นๆ ด้วย และนี่เป็นหลักการที่ดีที่ควรจดจำไว้เพื่อจะศึกษาคำสอนพระคัมภีร์ให้เข้าใจ คือว่า พระคัมภีร์ข้อเดียวอาจบอกความจริงกับเราได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เราควรอ่านทั้งตอนของบทนี้ ใน อฟ.4:1-16 เราจะเห็นว่า เปาโลต้องการกล่าวถึงคริสตจักรทั้งคริสตจักร พระกายทั้งพระกาย ดังที่เราเห็นในข้อที่ 4 กล่าวว่า “มีกายเดียว” และข้อ 12 กล่าวถึง “พระกายทั้งสิ้นของพระคริสต์” สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เรามีความเข้าใจว่า ของประทานในการรับใช้นั้น พระองค์ประทานให้แก่ บางคนในพระกายของพระคริสต์และทั้งพระกาย ในเวลาพร้อมกัน แต่แท้จริงแล้วเป็นขั้นตอน ให้เรามาดู






พระคริสต์ ของประทานในการรับใช้ บางคนในพระกายของพระคริสต์



ทั้งพระกาย


ถ้าท่านพิจารณาข้อความนี้ที่เปาโลพูด ถ้าเราไม่เข้าใจ เราก็จะบอกว่าทุกคนเป็นอัครทูตเหมือนกันหมด ไม่ใช่ เพราะพระคัมภีร์กล่าวว่าให้บางคนเท่านี้ แค่นี้คือขั้นตอนที่เราได้แลเห็นว่า ทั้งพระกายได้รับเวลาเดียวกับที่มีอัครทูตเกิดขึ้นโดยพระเจ้าเลือกบางคนได้รับ

ขบวนการนี้ก็คือ ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับของขวัญชิ้นพิเศษมีค่ามากที่พระเจ้าประทานให้ทั้งคริสตจักร (ทุกคน) ในเวลานั้นของขวัญชิ้นนี้เป็นของทุกคนในคริสตจักร หลายคนยังคงผิดพลาดในความเข้าใจอยู่ ทำให้ความรู้ผิดไป เมื่อความรู้ไม่สมบูรณ์แล้วมนุษย์จะเข้าถึงเรื่องราวในของประทานในฝ่ายวิญญาณไม่ได้เลย

ของประทานที่มอบให้บางคนในพระกายเป็นอัครทูตนั้น โดยการทรงเรียกและให้มีความสามารถพิเศษในการเป็นอัครทูต ส่วนของประทานที่มอบให้แก่ทั้งพระกายนั้นคือ ทรงประทานอัครทูตให้ เพื่อทำหน้าที่ของเขาในพระกายของพระคริสต์อย่างสมบูรณ์ ดูใน อฟ.2:10 และ 3:5-6 เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระคริสต์ เพื่อให้ประกอบการดี ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เรากระทำ ซึ่งในสมัยก่อนพระองค์ไม่ได้ทรงโปรดสำแดงแก่มนุษย์ เหมือนอย่างบัดนี้ ซึ่งทรงโปรด เผยแก่พวกอัครทูตผู้บริสุทธิ์

การงานของเขาแสดงให้เห็นความเป็นอัครทูต

ตำแหน่งการเป็นอัครทูตในพระกายของพระคริสต์ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก ตำแหน่งหนึ่งคำว่า “ตำแหน่ง” เราหมายความถึงงานในความรับผิดชอบหรือหน้าที่ของประทานนี้ได้รับการกล่าวถึงเป็นชื่อแรก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะหน้าที่ของของประทานนี้คือ การก่อตั้งและการปกครองดูแล เราเข้าใจว่ามีอัครทูต 2 จำพวก พวกแรกคือสาวก 12 คน ของพระคริสต์ แม้ว่ายูดาสได้อายัดองค์พระผู้เป็นเจ้าของเขาและสูญเสียตำแหน่งไปแล้ว อีกคนหนึ่งก็ได้รับเลือกให้ทำหน้าที่แทน ปรากฏในกิจการ 1:26 ว่า “เขาทั้งหลายจึงจับสลากกัน และสลากนั้นได้แก่ มัทธีอัส จึงจับเข้ากับอัครทูตสิบเอ็ดคนนั้น” คุณสมบัติของอัครทูตพวกแรกนี้ต้องมี สิ่งที่ลูกาบันทึกไว้ในกิจการ 1:21-22 กล่าวว่า “ในบรรดาคนที่เป็นพวกเดียวกับเราเสมอตลอดเวลาที่พระคริสต์เสด็จเข้าออกกับเรา คือตั้งแต่บัพติสมาของยอห์นจนถึงวันที่พระเจ้าทรงรับพระองค์ขึ้นไปจากเรา” อย่างไรก็ตามเราไม่ทราบแน่ชัดว่า นี่คือความประสงค์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าหรือไม่ อาจเป็นเพียงการตกลงกันของอัครทูต 11 คนก็ได้ เรากำลังมาถึงคำถามหนึ่งที่ยาก ว่า เปาโลเป็นอัครทูตเช่นเดียวกับสาวก 12 คนนั้นหรือเปล่า? มีหลายคำถามที่เราตอบได้ยาก ฉะนั้น เราจำเป็นต้องเรียนรู้ว่า มีหลายคำถามที่ตอบไม่ได้จนกว่าเราจะได้คำตอบในสวรรค์ แต่เราจะไม่ยกสิ่งที่เป็นข้ออ้างที่ทำให้เราไม่พยายามค้นคำตอบ การค้นคว้าทำให้เราได้ฝึกความคิดของเราและทำให้เราเป็นผู้รับใช้ที่ใช้งานได้ดีขึ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้า ให้เราย้อนคิดถึง อ.เปาโลอีกครั้ง เรารู้จากคำพยานของท่าน ท่านเป็นอัครทูตเช่นเดียวกับสาวกคนอื่นๆ ต่อไปนี้คือคำพยานของท่านที่ท่านกล่าวไว้อย่างชัดเจนในตำแหน่งอัครทูตของท่าน ในท่ามกลางอัครทูตอื่นๆ

1คร.4:9 “เพราะข้าพเจ้าเห็นว่า พระเจ้าได้ทรงตั้งเราผู้เป็นอัครทูตไว้ในที่สุด” เปาโลใช้คำว่า “เรา” เหมือนกับว่าท่านนำตัวท่านเข้าเป็นคนหนึ่งในท่ามกลางอัครทูตอื่น
1คร.9:5 “เราไม่มีสิทธิ์ที่จะพาพี่น้องซึ่งเป็นภรรยาไปไหนๆ ด้วยกันเหมือนอัครทูตอื่นๆ หรือในที่นี้ใช้คำว่า “พวกอัครทูตอื่นๆ” ชี้ให้เห็นว่าท่านเป็นคนหนึ่งในกลุ่มนั้น
1คร.15:9 “เพราะว่าข้าพเจ้าเป็นผู้น้อยที่สุดในพวกอัครทูต และไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็นอัครทูต” เปาโลใช้คำหนึ่งที่สำคัญแทนตัวเองว่า “เป็นผู้น้อยที่สุด” ในท่ามกลางอัครทูตอื่น ท่านจะเป็นผู้น้อยที่สุดในท่ามกลางอัครทูตอื่นไม่ได้ นอกจากท่านจะเป็นคนหนึ่งในพวกเขาด้วยนั้น
มีบางคนเข้าใจว่า การประชุมกันในห้องชั้นบนของพวกสาวก แล้วแต่งตั้งมัทธีอัสให้รับตำแหน่งอัครทูตนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องก็ได้ เราจะตัดสินเรื่องนี้ไม่ได้ แม้ว่าชื่อของมัทธีอัสจะไม่ได้รับการกล่าวถึงอีกเลยในพระคัมภีร์ มีแต่เปาโลที่ได้ทำหน้าที่สำคัญนี้ หลายคนอาจคิดไปถึงว่า ชื่อของใครจะปรากฏบนฐานศิลา ฐานที่สิบสองในนครเยรูซาเล็มใหม่ จะเป็นชื่อของมัทธีอัสหรือเปาโล “กำแพงนครนั้นมีฐานศิลาสิบสองฐานและที่ฐานศิลานั้น จารึกชื่ออัครทูตสิบสองคนของพระเมษโปดก” (วว.21:14) เราจะเห็นความจริงเมื่อเราไปถึงที่นั่น

อัครทูต 12 คนทำหน้าที่ที่จะไม่มีใครทำอีกในพระกายของพระคริสต์คือ การมีส่วนร่วมในการก่อตั้งคริสตจักรขึ้นในโลกนี้ และมีหลายท่านที่เขียนพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ที่เราใช้กันอยู่

ในขณะที่อัครทูต 12 คน ได้ทำหน้าที่ที่สำคัญมากในตำแหน่งของอัครทูตแล้ว เราก็ยังมีของประทานในการเป็นอัครทูตอีก ซึ่งมีความแตกต่างจากงานของอัครทูต 12 คน แต่มีส่วนคล้ายกับงานของอัครทูต 12 คน เป็นงานที่พิเศษมากในพระกายของพระคริสต์และไม่ต้องมีการทำซ้ำอีก แค่ของประทานในการเป็น “อัครทูต” นี้คือของประทานที่จะต้องใช้ตลอดระยะเวลาของการก่อตั้งคริสตจักรหรือพระกาย พระเจ้าทรงตั้งให้อัครทูตทำงานหน้าที่พิเศษ ในพระกายของพระคริสต์ ไม่มีใครตัดสินใจเลือกทำหน้าที่นี้ได้ เหมือนดินเหนียว ไม่มีสิทธิ์เลือกว่าอยากจะเปรียบเป็นหม้อสักใบหนึ่ง บางที่คนที่ทำหน้าที่อัครทูตอย่างเต็มที่แล้ว อาจไม่รู้ตัวเองด้วยซ้ำ เพราะเขาไม่เคยคิดถึงตัวเองเช่นนั้น แต่สิ่งที่เขาทำ ทำให้คนอื่นรู้จักว่าเขาเป็นอัครทูต มีหลายคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นอัครทูตหรือได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัครทูต อาจไม่ใช่อัครทูตที่แท้จริงก็ได้

“เจ้าได้ลองใจคนเหล่านั้นที่อวดว่า เป็นอัครทูตแต่หาได้เป็นไม่และเจ้าก็เห็นว่าเขาเป็นคนปลอม” …วว.2:2 ;

เพราะคนอย่างนั้นเป็นอัครทูตเทียม เป็นคนงานที่หลอกลวงปลอมตัวเป็นอัครทูตของพระคริสต์…2คร.11:13

ความหมายของคำว่า “อัครทูต” จะทำให้เราเข้าใจว่า ใครคืออัครทูตและหน้าที่ที่เขาทำด้วย คำนี้แปลว่า “ส่งออกไป” หรือ “ส่งออกมา” ในพระธรรมมัทธิว และมาระโกใช้คำนี้เพียงฉบับละครั้งเดียว (อัครทูตสิบสองคนนั้นมีชื่อดังนี้ คนแรกชื่อซีโมนที่เรียกว่าเปโตร กับอันดรูว์น้องของเขา ยากอบบุตรเศเบดี กับยอห์นน้องของเขา….มธ.10:2 และ.; ฝ่ายอัครทูตพากันมาหาพระเยซู และได้ทูลถึงบรรดาการซึ่งเขาได้กระทำ และได้สั่งสอน…มก.6:30) ในแต่ละกรณี ชี้ให้เห็นถึงหน้าที่พิเศษคือ หน้าที่ในการออกไปประกาศข่าวประเสริฐ ในส่วนของความหมายนี้เองที่ทำให้หน้าที่ของอัครทูต 12 คนแรก มีส่วนคล้ายกับหน้าที่ของผู้มีของประทานในการเป็นอัครทูตในยุคหลัง เพราะฉะนั้น การเป็นอัครทูตคือ บุคคลที่องค์พระผู้เป็นเจ้า สั่งให้ออกไปประกาศข่าวประเสริฐในดินแดนใหม่ๆ งานของพวกเขาก็คือ การวางรากฐานให้กับพระกายของพระคริสต์ในสถานที่ใหม่อื่นๆ งานของพวกเขายังกินความถึงการก่อสร้างพระกายส่วนนั้น และเป็นผู้ปกครองดูแลพระกายนั้น (สร้างคริสตจักร ปกครองดูแลด้วย) การงานของเขาก็เพื่อ เตรียมธรรมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้ เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น (อฟ.4:12)

เพราะฉะนั้นงานของอัครทูต เป็นผู้ก่อตั้งคริสตจักร ทำหน้าที่เลี้ยงดูผู้เชื่อใหม่ให้เจริญเติบโตและเป็นผู้ใหญ่เขายังทำหน้าที่ติดตามดูแลการงานของพระเจ้า ที่นั่นดุจเป็นบิดาและคนทั้งหลายจะรู้จัก ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นอัครทูตหรือมีของประทานอัครทูต ด้วยการงานที่เขาทำและเกิดผลตามเป้าหมายและรู้ว่าเขาคืออัครทูตที่แท้จริง ไม่ใช่มาจากมนุษย์ แต่มาจากพระเจ้า มนุษย์ไม่มีความสามารถทำได้ในหน้าที่เหล่านี้


ชีวิตของเขาได้รับการพัฒนาขึ้น

การเป็นอัครทูตไม่ใช่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด ทุกคนต้องเริ่มต้นเหมือนกันด้วยการกลับใจใหม่มาเชื่อพระเจ้า เขาอาจได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าในช่วงใดของชีวิต ที่เขาติดตามพระเจ้าอยู่ แต่โดยทั่วๆ ไปแล้ว ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจของตัวเองว่าจะทำหน้าที่อัครทูตของพระคริสต์ในคริสตจักร เมื่อพระเจ้าเรียกบุคคลใดให้ทำหน้าที่ของอัครทูต พระองค์ประทานเวลาให้เขาเจริญเติบโตเพียงพอที่จะรับงานนั้น เปาโลไม่ได้เข้ารับตำแหน่งของการเป็นอัครทูตทันทีที่เขารับเชื่อ แต่อย่างไรก็ตามพระเจ้าทรงประทานจิตใจที่มีความกระตือรือร้นที่จะทำหน้าที่พิเศษนี้ ดังอานาเนียได้กล่าวไว้ในกิจการ 22:14-15 ว่า “พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเราได้ทรงเลือกท่านไว้ ประสงค์ให้ท่านรู้จักน้ำพระทัยของพระองค์ ให้ท่านเห็นพระองค์ผู้ชอบธรรมและให้ได้ยินพระสุรเสียงจากพระโอษฐของพระองค์ เพราะว่าท่านจะเป็นพยานฝ่ายพระองค์ ให้คนทั้งปวงทราบถึงเหตุการณ์ซึ่งท่านเห็นและได้ยินนั้น เป็นความจริงที่ว่า เปาโลเป็นอัครทูตที่ไม่เหมือนคนอื่น แต่ขั้นตอนของการเตรียมท่านเป็นอัครทูตนั้นมีความคล้ายคลึงกับขั้นตอนที่พระเจ้าทรงเตรียมคริสเตียนในการเป็นอัครทูตในปัจจุบันด้วย

ขั้นตอนในการเตรียม

การทนทุกข์ คริสเตียนหลายคนไม่สามารถเป็นอัครทูตได้ เพราะเขาไม่เต็มใจที่จะรับการทนทุกข์ ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งในการจัดเตรียมการเป็นอัครทูต พระเจ้าได้ตรัสกับอานาเนียก่อนที่เปาโลจะเป็นอัครทูตว่า “เพราะว่าเราจะสำแดงให้เขาเห็นว่า เขาจะต้องทนทุกข์ลำบากมากเท่าใด เพราะนามของเรา” กจ.9:16) การทนทุกข์เป็นหนทางพิเศษที่ช่วยเตรียมคนของพระเจ้า ให้เป็นผู้นำในพระกายของพระคริสต์ คนที่ไม่เคยทนทุกข์เลยไม่สามารถรับใช้ผู้อื่นที่ได้รับความทุกข์ยาก และคนที่ไม่เต็มใจรับการทนทุกข์ ก็ไม่พร้อมที่จะนำข่าวประเสริฐไปยังดินแดนใหม่ๆ ที่เขาต้องประสบกับความทุกข์ลำบากมากมาย การทนทุกข์ทำให้คนพร้อมที่จะรับความทุกข์ลำบากมากขึ้น
การเพิ่มพูนขึ้น พระเยซูเองในขณะที่อยู่ในระหว่างเวลาแห่งการเตรียมนั้น พระราชกิจของพระองค์เพิ่มพูนขึ้น “พระเยซูก็ได้จำเริญขึ้นในด้านสติปัญญาในด้านร่างกายและเป็นที่ชอบจำเพาะพระเจ้า และต่อหน้าคนทั้งปวง” ลก.2:52) เมื่อเรากล่าวพระราชกิจเพิ่มพูนขึ้น เราหมายความว่า งานได้เจริญขึ้นหรือมีมากขึ้น พระเยซูทรงจำเริญขึ้นในด้านร่างกายและสติปัญญา พระองค์ทรงเอาใจใส่ต่อการเจริญเติบโตของทั้ง 2 ด้าน ถ้านี่เป็นความจำเป็นของพระองค์แล้ว จะยิ่งจำเป็นมากขึ้นเพียงไรสำหรับการเตรียมอัครทูต เปาโลได้รับขั้นตอนของการเตรียมโดยการเจริญขึ้นเช่นกัน ดังเช่นใน กจ.9:22 “แต่เซาโล (อีกชื่อหนึ่งของเปาโล) ยิ่งมีกำลังทวีขึ้น” คำว่า “กำลัง” ในที่นี้มีความหมายว่า “กำลังฝ่ายวิญญาณ” เปาโลต้องเรียนรู้ถึงพลังอันมหาศาลของพระเจ้าด้วยการเผชิญเหตุการณ์จริงๆ เช่นเดียวกัน ถ้าเปาโลผู้เป็นอัครทูตที่ยิ่งใหญ่ ยังจำเป็นต้องรับการเตรียมเช่นนี้ เราแน่ใจได้เลยว่า อัครทูตทุกคนต้องจำเป็นด้วย
การเรียนรู้ การเรียนรู้มีความจำเป็นต่อคริสเตียนทุกคน และยิ่งจำเป็นมากสำหรับอัครทูต เพราะเขาต้องเป็นผู้ที่เตรียมพระกายของพระคริสต์ ดูตัวอย่างของเปาโล เขาเป็นแบบอย่างที่ดี ก่อนที่เขาจะเป็นอัครทูต เขาใช้เวลา 3 ปี ในถิ่นทุรกันดาร ศึกษาหาความรู้ (ดูใน กท.1:16-17…ที่จะทรงสำแดงพระบุตรของพระองค์แก่ข้าพเจ้า เพื่อให้ข้าพเจ้าประกาศพระบุตรแก่ชนต่างชาตินั้น ข้าพเจ้าก็มิได้ปรึกษากับมนุษย์คนใดเลย และข้าพเจ้าก็ไม่ได้ขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อพบกับผู้ที่เป็นอัครทูตก่อนข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าได้ออกไปยังประเทศอาระเบียทันที แล้วก็กลับมายังกรุงดามัสกัสอีก) หลังจากปีนั้น ท่านทำงานอย่างใกล้ชิดกับเปโตรช่วงเวลาหนึ่ง แม้ไม่นานนัก ท่านกล่าวใน กท.1:18 ว่า “ข้าพเจ้าขึ้นไปหาเคฟาสที่กรุงเยรูซาเล็ม และพักอยู่กับท่าน 15 วัน” เพราะฉะนั้น เราสามารถสังเกตได้ว่า เราได้ดำรงชีวิตอยู่ในลักษณะดังที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนั้นหรือเปล่า พระเจ้าได้เตรียมเราลักษณะนี้หรือไม่ เพื่อเราจะบรรลุถึงการทรงเรียกของพระองค์ ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง พร้อมด้วยความรู้ที่สมบูรณ์ ไม่มีผู้ใดจะยกข้อโต้แย้งใดๆ ได้ว่า ของประทานอัครทูต ซึ่งสำคัญต่องานรับใช้พระเจ้า ไม่มีอีกแล้วหรือว่า มีอยู่ในทุกคน เพราะพระเจ้าให้บางคนไม่ใช่ทุกคน มีไว้เพื่อทุกคน


พระเจ้าตั้งบางคนให้เป็นผู้เผยพระวจนะ

ใครคือผู้ให้ ของประทาน

พระคริสต์เป็นผู้ประทานของประทานในการรับใช้ทุกชนิด ด้วยเหตุนี้ของประทานทุกอย่างจึงมีความสำคัญ สิ่งใดที่เป็นความจริงในเรื่องของของประทานในการเป็นอัครทูต ก็เป็นความจริงด้วยสำหรับของประทานในการเผยพระวจนะ และของประทานในการรับใช้ทุกอย่าง พระเยซูทรงเป็นผู้ประทานของประทาน แต่ละอย่างให้แก่พระกายของพระองค์ พระเยซูทรงเป็นผู้เรียกและประทานตามความสามารถในของประทานเหล่านี้ให้กับสมาชิกแต่ละคนในพระกายของพระองค์ เรากล่าวได้ว่า พระองค์ทรงแต่งตั้งผู้รับใช้ไว้ทำงานในพระกายของพระองค์ทุกๆ คน ไม่ได้ทำหน้าที่ของอัครทูตหรือเผยพระวจนะ พระคัมภีร์กล่าวว่า พระเจ้าทรงตั้งบางคนให้เป็นอัครทูตและบางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ คำว่า “บางคน” ทำให้เห็นชัดว่าไม่ใช่ทุกคนเป็นอัครทูตและผู้เผยพระวจนะ พระเจ้าทรงเลือกบางคนให้ทำหน้าที่นั้น สิ่งนี้ทำให้เราคิดถึงคำถามที่เปาโลถามว่า “ถ้าอวัยวะทั้งหมดในร่างกายเป็นตา การได้ยินจะอยู่ที่ไหน ถ้าทั้งร่างกายเป็นหู การดมกลิ่นจะอยู่ที่ไหน (1คร.12:7)

ในด้านของผู้ให้ของประทานนั้นให้เราดูใน 1คร.12:28 ที่กล่าวว่า “และพระเจ้าได้ทรงโปรดแต่งตั้งบางคนไว้ในคริสตจักร คือหนึ่ง อัครทูต สองผู้เผยพระวจนะ” ในพระธรรม เอเฟซัส กล่าวว่าผู้ให้ของประทานนั้นคือพระเจ้าและในตอนต่อมากล่าวว่าผู้ให้ของประทานคือพระคริสต์ เราจะทำความเข้าใจในเรื่องนี้ได้อย่างไร? แท้จริงแล้วไม่เป็นปัญหาเลย พระคริสต์คือพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระภาคหนึ่งในตรีเอกานุภาพ ตรีเอกานุภาพแปลว่า ทั้งสามรวมกันเป็นหนึ่งเดียว คือพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ของประทานทุกอย่างนั้นพระเจ้าเป็นผู้ประทานให้โดยทางพระคริสต์ (..ผู้นั้นจงอย่าคิดว่าจะได้รับสิ่งใดจากพระเจ้าเลย..ยก.1:7 ; เหตุฉะนั้นข้าพเจ้า ผู้ถูกจำจองเพราะเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอวิงวอนท่านให้ดำเนินชีวิตสมกับพันธกิจอันเนื่องจากการทรงเรียกท่านนั้น คือจงมีใจถ่อมลงทุกอย่าง และใจอ่อนสุภาพอดทนนาน และอดกลั้นต่อกันและกันด้วยความรัก จงเพียรพยายามให้คงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ซึ่งพระวิญญาณทรงประทานนั้นด้วยสันติภาพเป็นพันธนะ มีกายเดียวและมีพระวิญญาณองค์เดียว เหมือนมีความหวังใจอันเดียวที่เนื่องในการที่ทรงเรียกท่าน มีองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ความเชื่อเดียว บัพติศมาเดียว พระเจ้าองค์เดียวผู้เป็นพระบิดาของคนทั้งปวง ผู้ทรงอยู่เหนือคนทั้งปวง และทั่วคนทั้งปวง และในคนทั้งปวง แต่ว่าพระคุณนั้นทรงโปรดประทานแก่เราทุกๆคน ตามขนาดที่พระคริสต์ประทานให้ เหตุฉะนั้นจึงมีพระวจนะว่า ครั้นพระองค์เสด็จขึ้นไปสู่ที่สูง พระองค์ก็ทรงนำพวกเชลยไป และประทานของประทานแก่มนุษย์ (ที่กล่าวว่าพระองค์เสด็จขึ้นไปนั้น จะหมายความอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากว่าพระองค์ได้เสด็จลงไปสู่เบื้องต่ำของแผ่นดินโลกแล้วด้วย องค์ผู้เสด็จลงไปนั้นก็คือพระองค์ผู้ที่เสด็จขึ้นไปสู่ที่สูงเหนือฟ้าสวรรค์ทั้งปวงนั่นเอง เพื่อจะได้สถิตอยู่ทั่วในสิ่งสารพัด) ของประทานของพระองค์ ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์…อฟ.4:1-11)


ใครคือผู้รับ

เราสามารถกล่าวได้ว่าผู้ที่รับของประทานนี้คือ ทั้งพระกายของพระคริสต์ เพราะบางคนที่มีของประทานนี้ ผู้เผยพระวจนะได้รับทั้งการทรงเรียกและการจัดเตรียมให้ทำหน้าที่นี้ในพระกายพระคริสต์ พระเจ้าตั้งผู้เผยพระวจนะไว้สำหรับคริสตจักร เราต้องใช้ความพยายามของเราเองหรือเปล่าที่จะเป็นผู้เผยพระวจนะ? พระเจ้าทรงแต่งตั้งใครให้มีตำแหน่งสูงอย่างเลื่อนลอยหรือ พระเจ้าทรงมีสิทธิที่จะทำสิ่งเหล่านี้ “สิ่งที่ถูกนั้นจะกล่าวแก่ผู้นั้นได้หรือว่า ทำไมท่านจึงปั้นข้าพเจ้าอย่างนี้” รม.9:20 แต่คริสเตียนมีความแตกต่างจากหม้อดินคือ เรามีจิตใจ มีความต้องการ เราเลือกได้ อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นกับคริสเตียน สิ่งหนึ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยก็คือ การตัดสินใจเลือกของเราเอง ท่าทีในใจของเราต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับพระประสงค์ของพระเจ้า หม้อดินไม่มีสิ่งเหล่านี้ แต่มนุษย์ “ท่าที” หมายถึง “แนวความคิดการกระทำหรือความรู้สึก” พระเจ้าทรงทราบถึงความตั้งใจของเรา พระองค์ทรงรู้จักแนวความคิด การกระทำและความรู้สึกของเราดี พระองค์ทรงตรวจสอบดูสิ่งเหล่านี้ เมื่อพระองค์ทรงเลือกผู้เผยพระวจนะ

ดาวิดเป็นกษัตริย์ในสมัยพระคัมภีร์เดิม พระองค์ทรงเป็นผู้เผยพระวจนะด้วย ผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิมมีความแตกต่างจากในพระคัมภีร์อยู่บ้าง แต่เรายังได้รับบทเรียนมาจากที่พระเจ้าทรงเลือกดาวิดให้มีของประทานพิเศษ เพื่อประชากรของพระองค์ พระคัมภีร์บันทึกว่า ดาวิดไม่ได้รับการเลือก เพราะอายุของเขาพอดี หรือเพราะประสบการณ์ของเขา หรือเพราะรูปลักษณ์ภายนอก ตามประเพณีในสมัยนั้นแล้ว น่าจะเลือกเอลียาห์ พี่ชายของดาวิดให้ดำรงตำแหน่งผู้นำมากกว่าที่จะเลือกน้อง แต่แม้ว่าดาวิดจะมีอายุน้อยที่สุด พระเจ้าทรงเลือกให้เขารับตำแหน่งสูงในการเป็นผู้นำ เพราะอะไรล่ะ แท้จริงแล้ว เขาก็มีหน้าตาที่น่าดูน่าชม แต่พระเจ้าไม่ทรงเลือกด้วยเหตุผลนี้ เขาเป็นหนุ่มด้วย แต่ก็มิใช่ด้วยเหตุผลนี้ด้วยเช่นกัน คำตอบอยู่ในกิจการ 13:22 ที่ว่า “เราได้พบดาวิดบุตรของเจสซี เป็นคนที่เราชอบใจ เป็นผู้ที่จะทำให้ความประสงค์ของเราสำเร็จทุกประการ” ดาวิดได้รับเลือกให้เป็นกษัตริย์และผู้เผยพระวจนะ เพราะพระเจ้าทรงทอดพระเนตรเห็นความตั้งใจและแนวความคิดของเขา

พระเจ้าทรงจัดเตรียมของประทานในการเป็นผู้เผยพระวจนะ และของประทานในการรับใช้อื่นเพื่อสนองให้แก่เรา ซึ่งเป็นพระกาย ผู้ซึ่งพระองค์ได้ทอดพระเนตรดูคุณสมบัติภายในของเราแล้ว อ่าน 1ซมอ.16:1-3 …จงเชิญเจสซีมาที่การถวายสัตวบูชานั้น แล้วเราจะสำแดงให้เจ้ารู้ว่าเจ้าควรจะกระทำประการใด เจ้าจงเจิมให้เราผู้ซึ่งเราจะบอกชื่อแก่เจ้า"….การงานของเขาแสดงให้เห็นความเป็นผู้เผยพระวจนะ (บุคคลที่อยู่ตำแหน่งนี้)


ผู้มีของประทานในการเป็นผู้เผยพระวจนะนี้มีหน้าที่หลัก 2 ประการคือ

“กล่าวคำพยากรณ์” หมายความว่า “บอกเหตุการณ์หนึ่งๆ ล่วงหน้าก่อนเหตุการณ์นั้นเกิดจริง รู้ถึงอดีตและ
ปัจจุบันด้วย คือมีถ้อยคำแห่งสติปัญญาและความรู้อยู่ในการพยากรณ์

“ประกาศ” หมายความว่า พูดต่อหน้าคนอื่นให้รู้ ผู้เผยพระวจนะกล่าวสิ่งต่างๆ ออกไปโดยรับการดลใจจากพระเจ้า ในการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เขาทำหน้าที่อธิบาย พระคำของพระเจ้าแก่ประชากร คำว่า “อธิบาย” แปลว่า “บอกความหมาย” เราจะรู้ว่าใครคือผู้เผยพระวจนะ ก็ต่อเมื่อเขาสามารถอธิบายความหมายของพระคำ พระเจ้า โดยการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์
ผู้เผยพระวจนะทำหน้าที่ในการทำนายด้วย คำว่า “ทำนาย” มีความหมายเช่นเดียวกับ “พยากรณ์” ในพระคัมภีร์เดิมผู้เผยพระวจนะจะกล่าวพยากรณ์ถึงเหตุการณ์ก่อนที่จะเกิดขึ้น และเขาจะอธิบายความหมายของคำตรัสของพะเจ้าให้ประชาชนได้ทราบ หน้าที่ของผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์ใหม่ มีความหมายคล้ายคลึงกับในพระคัมภีร์เดิม กล่าวคือเป็นผู้พยากรณ์ในสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้บอกประชาชนและเขาจจะบอกความหมายของคำพยากรณ์นั้น แต่มีข้อแตกต่างกันบ้างที่ว่า ในพระคัมภีร์เดิมผู้เผยพระวจนะรับคำตรัสมาจากพระเจ้าโดยตรง ผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์ใหม่ส่วนใหญ่กล่าวคำพยากรณ์ในสิ่งที่พระเจ้าตรัสแล้วในพระคัมภีร์ เขากล่าวถึงสิ่งเหล่านี้และอธิบายความหมายโดยการทรงนำของพระวิญญาณฯ พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้นำเขาเองว่า จะกล่าวพระคำตอนใดๆ ให้กับประชาชนในช่วงเวลานั้นๆ อย่างไรก็ตาม มีบางครั้งที่ผู้เผยรับถ้อยคำโดยตรงจากพระเจ้าในสมัยพระคัมภีร์ใหม่ ในพระธรรมกิจการกล่าวถึงชายคนหนึ่งชื่ออากาปัส เขาเป็นผู้เผยพระวจนะ ดังปรากฏใน กจ.21:10…“ครั้นเราอยู่ที่นั่นหลายวันแล้ว มีชายผู้ทำนายคนหนึ่งลงมาจากแคว้นยูเดีย ชื่อ อากาปัส” เขากล่าวคำพยากรณ์ถึงเหตุการณ์ล่วงหน้าถึง 2 ครั้ง…ใน กจ.11:28…“อากาปัสได้ลุกขึ้นแสดงโดยพระวิญญาณฯว่า จะบังเกิดการกันดารอาหารมากยิ่งขึ้นทั่วแผ่นดินโลก (การกันดารนั้นได้บังเกิดขึ้นในรัชสมัยจักรพรรดิคลาวดิอัส) และอีกครั้งหนึ่งปรากฏใน กจ.21:11…เปโตรเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์ใหม่ ท่านเป็นอัครทูตคนหนึ่งในกลุ่มอัครทูต 12 คน ท่านเป็นผู้เผยพระวจนะด้วย บางครั้งคนหนึ่งได้รับของประทานมากกว่า 1 อย่าง ใน กิจ.2:1-12…หลังจากที่พระวิญญาณฯเสด็จมา ฝูงชนพากันมาดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วร้องถามกันว่า “มีอะไรกัน” ในเวลานั้นเปโตรลุกขึ้นทำหน้าที่ของผู้เผยพระวจนะ เขากล่าวถ้อยคำของพระเจ้า โดยการทรงนำของพระวิญญาณฯ พระองค์ทรงทำให้เขาระลึกถึงคำพยากรณ์ที่มีในพระคัมภีร์เดิม เปโตรไม่มีเวลาเตรียมในสิ่งที่ท่านจะพูด ท่านพูดออกมาเลย พระวิญญาณฯประทานความสามารถให้กับท่าน ในการแปลความหมายของถ้อยคำเหล่านั้นด้วย

หน้าที่สำคัญที่สุดของผู้เผยพะวจนะมีกล่าวถึงใน อฟซ.4:12 ว่า ”เพื่อเตรียมธรรมมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้ เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น” บุคคลที่กล่าวถ้อยคำของพระเจ้าโดยการทรงนำของพระวิญญาณฯ จะทำหน้าที่ดังกล่าวได้อย่างดีคือ เขาจะเป็นคนเตรียมธรรมมิกชนของพระเจ้า ให้พร้อมที่จะเป็นคนรับใช้ เพราะเมื่อคนได้สัมผัสถึงการทำงานของพระวิญญาณฯในตัวผู้สอน เขาจะเรียนได้รวดเร็ว คนจะเรียนจากสิ่งที่ผู้สอนและเรียนจากพระวิญญาณฯที่ประทานคำสอนให้นั้นในเวลาเดียวกัน ชีวิตของเขามีการพัฒนาขึ้น (บุคคลที่อยู่ในตำแหน่ง) โดยทั่วๆไปแล้ว ของประทานของพระเจ้าจะใช้งานได้ดีที่สุดในบุคคลที่ได้รับการเตรียมมาอย่างดี คือเต็มด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ให้เราคิดถึงถ้อยคำเปโตรอีกครั้ง ท่านได้รับการเตรียมอย่างดี ท่านมีความรู้ความเข้าใจในพระคำของพระเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมากในการพัฒนาจิตวิญญาณของท่าน


ขั้นตอน 3 ประการในการพัฒนาผู้เผยพระวจนะ

อธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ ผู้เผยพระวจนะที่ไม่อธิษฐานจะทำหน้าที่นี้ได้ไม่นาน การอธิษฐานเปิดทางให้ผู้
อธิษฐานเต็มไปด้วยพระวิญญาณฯ ถ้าบุคคลใดไม่เต็มไปด้วยพระวิญญาณฯ เขาจะเป็นผู้เผยพระวจนะไม่ได้

การอธิษฐานทำให้เขาไวต่อการนำของพระวิญญาณฯ

รู้จักพระคำของพระเจ้า ผู้เผยพระวจนะจะทำได้มากขึ้น เมื่อเขาเพิ่มพูนความรู้ของเขาในพระคำของพระเจ้ามากขึ้น ใน 2 ทธ. 2:15 กล่าวว่า “จงอุตส่าห์สำแดงตนว่าได้ทรงพิสูจน์แล้วว่าเป็นคนงานที่ไม่ต้องอาย ใช้พระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง” ผู้เผยพระวจนะทำหน้าที่ของครูสอน เมื่อเขากล่าวพระคำของพระเจ้า
ใช้ของประทาน กล้ามเนื้อที่แขนและขาของเราจะแข็งแรงขึ้น เพราะเราใช้ฉันใด ของประทานที่เราได้รับจากพระเยซูคริสต์จะได้รับการพัฒนาขึ้น เมื่อเราใช้งานในหน้าที่นั้นๆ เช่นกัน เมื่อผู้เผยพระวจนะเริ่มต้นกล่าวคำพยากรณ์ เขาอาจตกอยู่ในความกลัวนั้นมิได้หมายความว่า เขาพูดโดยไม่ได้รับการทรงนำจากพระวิญญาณ เพียงแต่เขาจำเป็นต้องเรียนรู้มากขึ้น ในการยอมให้พระวิญญาณนำเขาอย่างอิสระมากขึ้น เมื่อของประทานได้รับการนำมาใช้ นั่นคือหนทางที่ของประทานนั้นจะได้รับการพัฒนาขึ้น
ผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ, ศิษยาภิบาลและอาจารย์

เราได้ทำความเข้าใจถึงของประทานในการรับใช้ 2 อย่างคือ อัครทูตและผู้เผยพระวจนะ เราเรียนรู้ว่ามีอัครทูต 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ อัครทูต 12 คน ซึ่งทำงานร่วมกับพระเยซูคริสต์ในการวางรากฐานคจ.ขึ้นและมีบางคนที่เขียนพระคัมภีร์ใหม่

กลุ่มที่สองคือ กลุ่มที่กล่าวถึงใน อฟซ.4:11 พวกเขาทำหน้าที่บุกเบิกเข้าไปในดินแดนใหม่ๆ เพื่อขยายและพัฒนาพระกายของพระคริสต์ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ในกลุ่มนี้ไม่มีใครเป็นผู้เขียนพระคัมภีร์ใหม่ ทั้งนี้เพราะงานชิ้นนี้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว นอกจากนี้เรายังเรียนถึงงานของผู้เผยพระวจนะด้วยว่ามี 2 ด้านคือ การกล่าวคำพยากรณ์และประกาศให้คนทราบ, ต่อไปเราจะทำความเข้าใจกับของประทานที่เหลืออีก 3 อย่างในกลุ่มนี้

ในที่นี้เราจะรวมของประทานในการเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์เข้าเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า ของประทานทั้ง 2 ใช้ประโยชน์ร่วมกันในการรับใช้ พระเจ้าทรงใช้คริสเตียนมากมายในของประทานเหล่านี้ นั่นหมายความว่าพระองค์อาจจะต้องการใช้คุณหรือใครๆ เช่นเดียวกันในของประทาน อันหนึ่งอันใด ที่เราได้กล่าวถึงแล้ว ใครคือผู้ที่ให้ของประทาน เราทราบเรื่องของประทานในการรับใช้ เราทราบว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้ประทานของประทานทุกอย่าง ใน อฟซ.4:11..ของประทานของพระองค์ ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์; 1คร.12:28 .. และพระเจ้าได้ทรงโปรดตั้งบางคนไว้ในคริสตจักร คือหนึ่งอัครทูต สองผู้เผยพระวจนะ สามครูบาอาจารย์ แล้วต่อจากนั้นก็มีผู้กระทำการอันเป็นอิทธิฤทธิ์ ผู้รักษาโรค ผู้อุปการะ ผู้ครอบครองและผู้รู้ภาษาแปลกๆ) พระธรรมทั้งสองบทให้การสนับสนุนในเรื่องนี้ เรามีความเข้าใจด้วยว่าพระเยซูคริสต์และพระบิดาทรงเป็นพระเจ้า เพราะพระเจ้าทรงเป็นตรีเอกานุภาพ คือมีพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นพระเจ้าเดียวกับพระเยซูฯ ทรงเป็นพระภาคหนึ่งในสามและเป็นพระเจ้า

ต่อไปเราจะศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องผู้ให้ของประทานใน อฟซ.4:15 กล่าวว่า “แต่ให้เรายึดความจริงด้วยใจรัก เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่พระองค์ ผู้เป็นศีรษะ คือพระคริสต์” คำว่า “พระองค์” คือ ”พระคริสต์” ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นศีรษะ เรารู้ว่าศีรษะเป็นผู้ออกคำสั่งให้อวัยวะในร่างกายทุกชิ้นทำงานได้ นี่ร่วมถึงการใช้ของประทานในการรับใช้และบำรุงเลี้ยงร่างกายด้วย ใน คส.2:19 กล่าว “ศีรษะนั้นเป็นเหตุให้กายทั้งหมดได้รับการบำรุงเลี้ยงและติดต่อกันด้วยข้อและเอ็นต่างๆ จึงได้เจริญขึ้นตามที่พระเจ้าทรงโปรดให้เจริญขึ้นนั้น”


โดยธรรมชาติศีรษะของมนุษย์ทำหน้าที่ทั่วไป 3 อย่างคือ

1 รับรู้

สอดส่องดูความต้องการของร่างกายและตอบสนอง
ทำหน้าที่ควบคุม พระเยซูทรงทำหน้าที่นี้ในเรื่องการใช้ของประทานในการรับใช้เช่นกัน
ศีรษะรู้ถึงความต้องการของร่างกาย

เท้าของเราไม่มีทางรู้ถึงความต้องการของร่างกายในส่วนอื่นๆ หรืออวัยวะอื่นๆ ก็รู้ไม่ได้ แ ต่เราเห็นว่าบางครั้งในพระกายของพระคริสต์สมาชิกในคริสตจักรถือสิทธิเลือกบางคนเป็นอัครทูต ผู้เผยพระวจนะ ผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐหรือศิษยาภิบาลและอาจารย์ ซึ่งก็คล้ายๆ กับว่า เท้ากำลังบอกมือว่าควรจะทำหน้าที่อะไร แท้จริงแล้วพระเยซูคริสต์เท่านั้นทรงเป็นศีรษะเป็นผู้ที่รู้ถึงความต้องการของทั้งพระกาย พระองค์ทรงสามารถตัดสินใจได้ว่า จะให้ผู้ใดทำหน้าที่ใดที่เป็นความจำเป็นของพระกาย สมาชิกในพระกายจะมีส่วนในกันและกันได้ โดยการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่ไม่อาจทำหน้าที่ให้ของประทานฝ่ายวิญญาณได้ มีแต่พระเยซูคริสต์เท่านั้นผู้เป็นศีรษะ เป็นผู้ประทานของประทาน

ศรีษะสอดส่องดูความต้องการของร่างกายและตอบสนอง

ถ้ากระดูกของเราหักง่าย ศรีษะจะรับรู้ว่าร่างกายของเราต้องการน้ำนมเพิ่มขึ้น ดังนั้นศรีษะจะคอยสอดส่องดูว่าร่างกายได้น้ำนมเท่าที่ควรหรือยัง ทำนองเดียวกันพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นศรีษะจะคอยสอดส่องดูความต้องการของพระกายและตอบสนองความต้องการนั้น

ศรีษะควบคุมการทำงานของร่างกาย

ศรีษะของเราควบคุมการทำงานของร่างกาย เมื่อศรีษะเห็นถึงความต้องการของร่างกายแล้ว ศีรษะก็จะสั่งการให้อวัยวะแต่ละอย่างทำงานที่แข็งแรงของเรา ตัดสินใจเองไม่ได้ว่า อะไรคือสิ่งที่ดีสำหรับร่างกาย แต่เราต้องรับคำสั่งจากศีรษะให้เดินไปในที่ที่ร่างกายต้องการ เช่นเดียวกับพระคริสต์ เมื่อพระองค์ทรงมอบของประทานต่างๆ ให้แก่พระกายแล้ว พระองค์ยังทรงให้แนวทางในการใช้ของประทานนั้นๆ ด้วย ใครคือผู้รับของประทาน ของประทานทุกอย่างต้องมีผู้รับ เราเคยได้กล่าวถึงผู้รับของประทานแล้วว่า เป็นได้ทั้งส่วนบุคคลและส่วนรวมของทั้งพระกาย กล่าวคือเมื่อสมาชิก แต่ละคนได้รับของประทานในการเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ คนเหล่านั้นก็ได้รับมอบหมายให้ทำงานกันทั้งพระกาย เราจะศึกษากันต่อไปว่า ใครได้รับเลือกให้รับของประทานในการเผยแพร่ข่าวประเสริฐ ในแง่หนึ่งผู้รับเชื่อทุกคนต้องทำหน้าที่ในการประกาศข่าวประเสริฐอยู่แล้ว ตามพระมหาบัญชาของพระเยซูใน มก..16:15-16 ที่ว่า “เจ้าทั้งหลายจงออกไปทั่วโลก ประกาศข่าวฯแก่มนุษย์ทุกคน ผู้ใดเชื่อและรับบัพติสมาแล้วผู้นั้นจะรอด แต่ผู้ใดไม่เชื่อจะต้องปรับโทษ” แต่บางคนพูดว่า “คำสั่งนี้ไม่ใช่เพื่อฉัน เป็นคำสั่งที่พระเยซูสั่งสาวก 11 คนต่างหาก เพราะพวกเขาเป็นอัครทูต” ให้เรามาดูพระคัมภีร์ตอนอื่นที่พระเยซูทรงตรัสกับสาวก 11 คน คือใน มธ.28:26 สอนเขา (ผู้เชื่อใหม่) ให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้” เป็นความจริงที่อัครทูต 11 คน รับคำสั่งให้ “ออกไปทั่วโลกและประกาศข่าวประเสริฐ” แต่หลังจากนั้น เขาต้องสั่งสอนผู้เชื่อใหม่ทุกคน ให้ถือรักษาสิ่งสารพัดคือ คำสั่งทุกอย่างซึ่งรวมถึงคำสั่งให้ออกไปทั่วโลกและประกาศข่าวประเสริฐด้วย ดังนั้นทุกคนจึงเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ อย่างไรก็ตามผู้ที่ได้รับของประทานในการเผยแพร่ข่าวประเสริฐ จะมีข้อแตกต่างบางประการจากที่กล่าวมาแล้ว พระเจ้าทรงทราบว่าใครคือผู้ที่พระองค์จะใช้ได้ดีที่สุดในงานนี้ งานเริ่มแรกของเขาอาจไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเผยแพร่ข่าวประเสริฐ

ในพระธรรม กจ.เราได้เห็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ 2 คนแรกที่ไม่ได้เป็นอัครทูตคือ ฟิลิปและสเทเฟน ซึ่ง 2 คนเริ่มงานรับใช้ของเขาในหน้าที่เกี่ยวกับการเงิน เราพบได้ใน กจ. 6:2-35, ว่าดังนี้ อัครทูต 12 กล่าวว่า ซึ่งเราจะละเลยพระวจนะของพระเจ้า มัวไปแจกอาหารอยู่ก็หาควรไม่ เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายจงเลือก 7 คน ในพวกท่านที่มีชื่อเสียงดี ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และสติปัญญา เราจะตั้งเขาให้ดูแลการงานนี้ …คนทั้งหลายเห็นชอบกับคำนี้ จึงเลือกสเทเฟนผู้ประกอบด้วยพระวิญญาณฯ กับฟิลิป” คนอื่นๆ ก็ได้รับการเลือกให้ทำหน้าที่ดังกล่าวด้วย แต่มีเพียงสเทเฟนและฟิลิปได้มาเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ ต่อมาสเทเฟนถูกฆ่า อาจจะหลังจากการประกาศหนเดียวของเขาเท่านั้น และฟิลิปได้รับการขนานนามว่า “ผู้ประกาศข่าวประเสริฐ” ใน กจ. 21:6 ซึ่งเขียนว่า “เราก็เข้าไปในบ้านของฟิลิปผู้ประกาศข่าวประเสริฐ ฟิลิปเป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐตั้งแต่ ประมาณ คศ.33 เขาทำหน้าที่นี้จนถึง คศ.60 สิ่งนี้เป็นเครื่องชี้ว่า งานส่วนใหญ่ในชีวิตของเขาคือ การประกาศข่าวประเสริฐ เหตุผลหนึ่งที่สทเฟนและฟิลิปได้รับการเลือกให้หน้าที่ ที่มีความรับผิดชอบสูงนี้ น่าจะเป็นเพราะเขามีความสัตย์ซื่อต่อภารกิจขององค์พระผู้เป็นเจ้า …เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินเหตุการณ์นั้น พระองค์ได้ตรัสคำอุปมาเรื่องหนึ่งให้เขาฟังต่อไป เพราะพระองค์เสด็จมาใกล้กรุงเยรูซาเล็มแล้ว และเพราะเขาทั้งหลายคิดว่าแผ่นดินของพระเจ้าจะปรากฏโดยพลัน เหตุฉะนั้นพระองค์จึงตรัสว่า "มีเจ้านายองค์หนึ่งไปเมืองไกล เพื่อจะรับอำนาจมาครองแผ่นดิน แล้วจะกลับมา ท่านจึงเรียกทาสของท่านสิบคนมามอบเงินไว้แก่เขาสิบมินา สั่งว่า 'จงเอาไปค้าขายจนเราจะกลับมา' แต่ชาวเมืองชังท่านผู้นั้น จึงใช้คณะทูตตามไปทูลว่า 'เราไม่ต้องการให้ผู้นี้ครอบครองเรา' เมื่อท่านได้รับอำนาจครองแผ่นดินกลับมาแล้ว ท่านจึงเรียกทาสทั้งหลายที่ท่านได้ให้เงินไว้นั้นมา เพื่อจะได้รู้ว่าเขาทุกคนค้าได้กำไรกี่มากน้อย ฝ่ายคนแรกมาทูลว่า 'พระเจ้าข้า เงินมินาหนึ่งของพระองค์ ได้กำไรสิบมินา' พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า 'ดีแล้วเจ้าเป็นทาสที่ดี เพราะเจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อยเจ้าจงมีอำนาจครอบครองสิบเมืองเถิด' คนที่สองมาทูลว่า 'พระเจ้าข้า เงินมินาหนึ่งของพระองค์ได้กำไรห้ามินา' พระองค์จึงตรัสกับเขาเหมือนกันว่า 'เจ้าจงครอบครองห้าเมืองเถิด'…ลก..19:11-19 ศึกษาดูว่า พระเจ้าทรงมอบบำเหน็จแก่ผู้ที่สัตย์ซื่อต่อหน้าที่ความรับผิดชอบของเขาอย่างไร เหตุผลอื่นๆ ที่ทำให้พระเจ้าทรงเลือกคนทั้งสองให้ทำหน้าที่ผู้ประกาศข่าวประเสริฐอีกก็คือ เขาประกอบ (เต็ม) ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และสติปัญญาใน กจ.6:8 กล่าวว่า ..“สเทเฟนประกอบด้วยพระคุณและฤทธิ์เดช พระเจ้าทรงเลือกคนให้ทำหน้าที่ประกาศข่าวประเสริฐด้วยคุณลักษณะหลายประการในบรรดาคุณลักษณะเหล่านี้ ยังรวมถึงความสัตย์ซื่อ, ประกอบ(เต็ม)ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์, ประกอบด้วยสติปัญญา, ประกอบด้วยความเชื่อและฤทธิ์เดช พระองค์อาจมองดูคุณสมบัติอื่นๆด้วย ให้เราจำไว้ด้วยว่า พระเจ้าทรงทราบว่า ใครคือผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม ซึ่งบางทีเราอาจจะยังมองไม่เห็นในคนๆ นั้นก็ได้ ตัวอย่างเช่น พระองค์จะทรงเรียกอนุชนคนหนึ่งให้ทำหน้าที่เป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐ ในขณะที่คนนั้นหรือคนอื่นๆ ยังคิดไม่ถึงว่าเขาจะทำได้ใน 1ซมอ.3 พระเจ้าทรงเรียกซามูเอลให้ทำหน้าที่เป็นผู้เผยพระวจนะในอิสราเอล ตั้งแต่เขายังเป็นเด็กมาก ดังนั้นผู้รับของประทานนี้คือ ผู้เชื่อที่พระเจ้าทรงทราบว่า เขามีคุณลักษณะเหมาะสมกับการนี้ หน้าที่ของเขา ชื่อที่เราเรียกเขาได้รวมเอาความหมายของหน้าที่หลักของเขาเอาไว้แล้ว คำว่า “ผู้ประกาศข่าวประเสริฐ” หมายถึง “ผู้ที่โฆษณาข่าวดี” เราเห็นว่านี้ ข่าวดีหลายอย่างในโลกนี้ แต่ข่าวดีผู้ประกาศข่าวฯพูดถึงนี้ เกี่ยวข้องกับข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ ใน 1คร.15:1-4 เปาโลสรุปความหมายของข่าวฯ ไว้อย่างย่อๆ ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหาสำคัญ 3 อย่างคือ

พระเยซูคริสต์ได้ทรงวายพระชนม์เพราะบาปของเราทั้งหลายตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์
พระองค์ถูกฝังไว้และ
พระองค์ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่ในวันที่สาม ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ นอกจากผู้ประกาศฯ จะทำหน้าที่หลักในการประกาศ เรื่องพระเยซูคริสต์แก่คนที่ไม่เชื่อแล้ว เขายังต้องทำหน้าที่อื่นด้วย เปาโลกล่าวถึงใน อฟซ.4:12 ว่าผู้ประกาศข่าวประเสริฐต้องมีส่วนรับผิดชอบในการเตรียม ธรรมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้ เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น” หน้าที่นี้จะสำเร็จลงได้ก็โดยการเป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่น โดยเราเองดำเนินตามแบบอย่างที่ดีในพระคัมภีร์ก่อน
เราจะเข้าใจหน้าที่ของผู้ประกาศฯดีขึ้น ถ้าเราจะพิจารณาดูจากชีวิตและงานของ “ผู้ประกาศฯ” ที่พระคัมภีร์ คือฟิลิปให้ศึกษารายละเอียดต่างๆ ของฟิลิปต่อไปนี้อย่างถี่ถ้วน

เขาเดินทางไปยังแคว้นสะมาเรียและประกาศเรื่องพระคริสต์ให้ชาวเมืองนั้นฟัง (กจ.8:5)
เขาพูดกับประชาชนและได้ทำการอัศจรรย์หลายอย่าง (กจ.8:6)
เขาทำให้เมืองนั้นมีความปลื้มปีติ (กจ.8:8)
เขาให้บัพติสมาแก่ผู้ที่เชื่อ (กจ.8:12)
เขายอมให้พระเจ้านำว่า ควรจะไปประกาศที่ไหน (กจ.8:26-27)
เขายอมรับคำสั่งแบบเฉพาะเจาะจงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ กจ.8:29
เขาเป็นพยานส่วนตัวกับรายบุคคล กจ.8:30-35
เขาประกาศข่าวประเสริฐในหลายเมือง กจ.8:40
เขาประกาศกับครอบครัวของเขาด้วย กจ.21:9
นอกจากนี้เรายังเรียนรู้ที่จะรู้จักผู้ประกาศข่าวฯ และงานของเขาได้จากชีวิตและการรับใช้ของสเทเฟนด้วย แม้ว่าพระคัมภีร์ไม่ได้ขนานนามเขาว่า ผู้ประกาศข่าวประเสริฐ ให้เราศึกษารายละเอียดต่อไปนี้

1 เขาทำการอัศจรรย์และทำการเป็นนิมิตใหญ่ท่ามกลางประชาชน กจ.6:8

2 เขากล่าวถ้อยคำที่ประกอบด้วยสติปัญญาและด้วยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณฯ กจ.6:10

3 เขามีท่าทีที่ดีเมื่อถูกข่มเหง กจ.6:15

เขาสั่งสอนด้วยพระคำของพระเจ้าอย่างชัดเจนและด้วยฤทธิ์เดช กจ.7:2-53
เขาพูดความจริงของพระเจ้าด้วยใจกล้าหาญ แม้เขาต้องตายเพราะคำพูดนั้น กจ.7:51-53
เขาให้อภัยแก่ผู้ที่ฆ่าเขา กจ.7:60
เขาเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ คริสตจักรที่ถูกฆ่าตาย เพราะความเชื่อ
ผู้ประกาศข่าวประเสริฐทุกคน ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์เช่นเดียวกับฟิลิปและสเทเฟน แต่เราสามารถเรียนรู้หน้าที่พื้นฐานของของประทานนั้นจากคนทั้งสอง

พระธรรมตอนอื่นใน 2ทม.4:5 ที่กล่าว “จงทำหน้าที่ของผู้ประกาศข่าวประเสริฐ” ในตอนนี้ชี้ให้เราเห็นว่า บางครั้งของประทานในการประกาศฯ ใช้ควบคู่กับของประทานอื่นๆ ข้อความข้างต้นนี้กล่าวถึง ทม.ซึ่งเป็นศิษยาภิบาล เราจะศึกษาหน้าที่หลักของศิษยาภิบาลในบทต่อไป แต่ให้เราจำไว้ก่อนว่าศิษยาภิบาลอาจต้องทำหน้าที่ของผู้ประกาศฯ ด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ชีวิตของเราได้รับการพัฒนาขึ้น

ของประทานในการรับใช้ทุกอย่างที่พระเยซูคริสต์ประทานให้ จำเป็นต้องรับการพัฒนาขึ้น เมื่อคิดถึงเด็กแรกเกิด แม้ว่าเขามีอวัยวะทุกอย่างสมบูรณ์ของคนคนหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่า เขาไม่ต้องการการเจริญเติบโตขึ้น ต้องใช้เวลาหลายปีที่เขาจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เป็นต้น ของประทานในการประกาศข่าวฯ เป็นสิ่งที่ดี และสมบูรณ์ครบถ้วนที่พระเจ้าได้ทรงประทานให้แก่พระกาย แต่อย่างไรก็ตามของประทานนี้จำเป็นต้องรับการพัฒนาขึ้น เพื่อจะใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ให้เรามาพิจารณาการพัฒนาของประทาน 4 ขั้นตอน

ขะมักเขม้นในการอธิษฐาน ให้สังเกตดูการอธิษฐานของอัครทูต 12 คนที่เป็นนักประกาศด้วยใน กจ.6:4 “ฝ่ายพวกเขาเราจะขะมักเขม้นอธิษฐานและรับใช้พระเจ้าในพันธกิจแห่งพระวจนะเสมอไป” และยังกล่าวอีก

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

พระเจ้าผู้ทรงเลี้ยงดูเรา



นคร เวชสุภาพร
http://www.holyofholies.net/sermon07/09_sep_9.htm

เราจะฟังถ้อยคำพระเจ้าในเช้าวันนี้ด้วยกัน ชื่อเรื่องคือ “ความพอเพียงในทางพระเจ้า” ตอนที่ 1 “เคล็ดลับในการรู้จักพอ” ในช่วงเหตุการณ์บ้านเมืองตอนนี้ สถานการณ์อย่างนี้ ใครๆ ก็พูดมาหลายปีแล้ว และพูดกันมากยิ่งขึ้น คือเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง ในทางพระเจ้าก็มีเศรษฐกิจพอเพียงเช่นเดียวกัน มีหนังสือ มีการอภิปรายมากมาย พูดถึงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง หรือความพอเพียง หรือมีชีวิตอยู่อย่างพอเพียง ฟังแล้วบางคนก็เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ลึกซึ้งบ้าง ไม่ลึกซึ้งบ้าง แต่ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดแบบไหน ทฤษฎีไหนก็ตาม ความพอเพียงเกิดขึ้นได้ขึ้นอยู่กับความคิดของคนในสังคม ในสถาบันนั้นๆ ว่ารู้จักพอหรือเปล่า ไม่ว่าจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ


สรุปแล้วคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ก็คือคนนั้นรู้จักพอไหม ถ้าเป็นครอบครัวก็ต้องดูว่าจิตใจ และความคิดของสมาชิกในครอบครัวนั้น รู้จักพอหรือเปล่า ในทำนองเดียวกัน ระดับสังคมก็ต้องขึ้นอยู่กับคนในสังคมหรือในประเทศนั้น รู้จักคำว่าพอหรือไม่ ถ้ารู้จักคำว่าพอ ประเทศก็จะเกิดความพอเพียง


คำว่า “พอ” หรือ “รู้จักพอ”

ฟังดูเหมือนง่าย แต่ในทางปฏิบัติเกิดขึ้นได้ยากมาก และเป็นคำที่หาคำจำกัดความได้ยากมาก คำว่า “พอ” คือไม่โลภ ทุกศาสนาก็สอนให้คนเราไม่โลภ พูดง่าย แต่ทำยากมาก แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าถ้อยคำพระเจ้าจะสอนเราและบอกเรา


ยกตัวอย่างเช่น เรานึกถึงภาพการไปทานอาหารบุฟเฟ่ต์ เราทานเท่าไหร่ก็ได้ ไม่อั้น ปกติเราทานประมาณนี้อิ่มแล้ว แต่พอไปทานบุฟเฟ่ต์ปุ๊บ ทานจานหนึ่งไปแล้ว อิ่มแล้ว มีคนถามว่า “อิ่มหรือยัง” เราก็ตอบว่า “อิ่มแล้ว” แต่ถามว่า “พอหรือยัง” ก็เริ่มคิด “นี่บุฟเฟ่ต์ เดี๋ยวกินไม่คุ้มเงินที่จ่ายไป” เพราะฉะนั้นทุกคนก็จะตอบว่า “ยังไม่พอ” ทั้งๆ ที่อิ่มแล้ว แต่ต้องขออีกหน่อยหนึ่ง กับอีกคนหนึ่งไปทานบุฟเฟ่ต์เหมือนกัน แต่คิดคนละอย่างกัน คิดว่า “กินอิ่มพอดีแล้ว ถ้ากินมากเกินไปเดี๋ยวท้องอืด เป็นภัยกับตัวเองอีก เดี๋ยวไขมันเพิ่ม น้ำหนักเพิ่ม เป็นโทษกับสุขภาพร่างกาย เพราะฉะนั้นพอดีกว่า” เขาก็กินอิ่มเหมือนกัน


เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจพอเพียง จึงขึ้นอยู่กับความคิดว่าคนนั้นพอไหม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับส่วนที่มีหรือส่วนที่เป็น บางคนมีเท่าๆ กัน หรือบางคนมีมากกว่าด้วยซ้ำไป กลับไม่พอ แต่คนที่มีน้อยกว่าอาจจะพอ ขึ้นอยู่กับความคิด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้สึก หรือวัตถุที่มีอยู่


หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง คนทำงานสองคนเช่าบ้านพักอยู่ด้วยกัน มีค่าใช้จ่ายพอกัน คนหนึ่งมีเงินเดือนน้อยกว่า แต่ละเดือนก็มีเก็บเล็กน้อยสะสมไว้ คนที่มีเงินเดือนมากกว่าก็เก็บสะสมได้มากกว่า คนที่มีเงินเดือนน้อยกว่าก็เก็บเงินได้น้อยกว่า แต่เขาคิดว่าแค่นี้ก็สบายแล้ว ไม่เดือดร้อน มีบ้านอยู่ มีเงินพอค่าใช้จ่ายทุกเดือน ไม่ต้องติดหนี้ใคร มีเงินเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินด้วยเล็กน้อย ในขณะที่อีกคนหนึ่งที่ได้เงินเดือนมากกว่า กลับคิดว่าอยากได้บ้านที่ใหญ่ขึ้น อยากมีรถขับ อยากมีเงินเก็บเยอะๆ เอาไว้ใช้ตอนแก่ ไปเที่ยว

ถ้าถามสองคนนี้ด้วยคำถามเดียวกันว่า “พอใจไหมกับสิ่งที่มีอยู่” คนที่เงินเดือนน้อยกว่า ตอบว่า “พอใจแล้ว” ในขณะที่คนที่ได้เงินเดือนเยอะ มีเงินเก็บเยอะ กลับตอบว่า “ยังไม่พอ”

นี่คือตัวอย่างของคำว่า “พอ” กับ “ไม่พอ” เห็นไหมครับ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินที่มีอยู่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งของที่มีอยู่ แต่ขึ้นอยู่กับความคิดของคนๆ นั้น ดังนั้นคำพูดที่ว่า “ยิ่งมีเยอะ ยิ่งอยากได้เยอะ” “ยิ่งมั่งคั่ง ยิ่งไม่รู้จักพอ” เป็นจริงอยู่ในทุกยุคทุกสมัย


อย่างกษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราช เป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่สมัยกรีกโบราณ ที่บุกยึดเอาแผ่นดินต่างๆ มาอยู่ใต้การปกครองจนแทบจะไม่มีแผ่นดินในสมัยนั้นให้ยึดแล้ว แต่ก็ไม่เคยพอ ตลอดทั้งชีวิตของอเล็กซานเดอร์คิดแต่เรื่องทำสงคราม เพื่อจะแผ่ขยายอาณาจักรออกไป ไม่พอสักที นั่นคือตัวอย่างของความไม่พอ

ที่เห็นทุกวันนี้ พวกเศรษฐีกว้านซื้อที่ดินก็เหมือนกัน มีเป็นร้อยๆ พันๆ ไร่ แต่ปรากฏว่ามีที่ดินเล็กๆ อยู่ผืนหนึ่ง อาจจะ 50 วา 60 วา มีบ้านเล็กๆ อยู่หลังหนึ่ง ตั้งขวางอยู่ อยากจะได้บ้านหลังนั้น ไปขอซื้อ เขาไม่ให้ ก็ต้องใช้กลอุบาย ถ้าไม่ได้ ก็ใช้ข่มขู่ พยายามที่จะซื้อผืนดินนั้นให้ได้ เพราะความโลภ ไม่รู้จักพอนั่นเอง


มีตัวอย่างในพระคัมภีร์เกี่ยวกับความโลภชนิดนี้ ใน 1 พงศ์กษัตริย์ 21:1-4 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชาแห่งอิสราเอลที่ชื่อ อาหับ เรื่องเป็นอย่างนี้


1 พงศ์กษัตริย์ 21:1-4

“และอยู่มาภายหลังสิ่งเหล่านี้ นาโบทชาวยิสเรเอลมีสวนองุ่นอยู่ในยิสเรเอล ข้างพระราชวังของอาหับพระราชาแห่งสะมาเรีย อาหับตรัสกับนาโบทว่า "จงให้สวนองุ่นของเจ้าแก่เราเถิด เพื่อเราจะได้ทำสวนผัก เพราะอยู่ใกล้วังของเรา เราจะให้สวนองุ่นที่ดีกว่าเพื่อแลกสวนนี้ หรือถ้าเจ้าเห็นชอบ เราจะให้เงินสมกับราคาสวนนั้น" แต่นาโบททูลอาหับว่า "ขอพระเจ้าทรงห้ามข้าพระบาท ในการที่จะยกมรดกของบรรพบุรุษให้แก่ฝ่าพระบาท" อาหับก็เสด็จเข้าในวังด้วยอารมณ์ขุ่นมัว และกลัดกลุ้มยิ่งนักด้วยเรื่องที่นาโบท ชาวยิสเรเอลทูลตอบพระองค์ เพราะเขาได้กล่าวว่า "ข้าพระบาทจะไม่ให้มรดกแห่งบรรพบุรุษ ของข้าพระบาทแก่ฝ่าพระบาท" และพระองค์ก็เอนพระกายลงบนพระแท่น ทรงเบือนพระพักตร์ไม่เสวยพระกระยาหาร”




เห็นไหมครับ กษัตริย์อาหับมีทรัพย์สมบัติมหาศาล แต่มีความอยากได้ผืนแผ่นดินเล็กๆ อันหนึ่งของชาวบ้าน เพราะความโลภ เพียงเพื่อต้องการเอาไปปลูกผัก แล้วเหตุการณ์ต่อไปก็คือเยเซเบล ซึ่งเป็นมเหสีของอาหับ ก็เริ่มวางแผนใส่ร้ายนาโบท แล้วให้ผู้คนเอาหินขว้างนาโบทจนตาย แล้วก็ให้กษัตริย์อาหับยึดที่ดินนั้น มาเป็นของตน


เรื่องมันมีมาตั้งแต่อดีตแล้ว ความโลภ กิเลส ตัณหา มันทำให้คนไม่พอ ยิ่งคิดเยอะ ยิ่งอยากได้มาก ยิ่งกล้าทำบาปมากขึ้น หนักขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าเราจะมีฐานะอย่างไร อยู่ในสภาพใดก็ตาม มีความไม่พอเกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือความรู้สึกอยากได้ และต่อด้วยการกระทำ และความพยายามที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่เราอยากได้ หรือโลภนั่นเอง ถ้าความพยายามนั้นเป็นการทำงานอย่างหนักมาก หามรุ่งหามค่ำ มันก็อาจจะเกิดผลเป็นร่างกายอ่อนเพลีย สุขภาพแย่ หรือครอบครัวมีปัญหา เพราะว่าไม่มีเวลาให้ครอบครัว คิดแต่เรื่องเงิน เรื่องวัตถุสิ่งของอย่างเดียว หรือถ้าความพยายามนั้นเป็นการไปลงทุนทำมาหากิน ทำอะไรเกินกำลัง กู้หนี้ยืมสินเขามา เยอะแยะมากมาย ก็อาจเกิดปัญหาใหญ่โตในภายหลัง คือเป็นหนี้เป็นสินเขา และหนักที่สุดคือกรณีที่มีกิเลสตัณหา ความอยากได้มากๆ จนกระทั่งควบคุมไม่อยู่ ก็อาจจะไปขโมย ไปโกงเขา ไปเล่นการพนัน หรือไปทำผิดกฎหมายต่างๆ เพราะอยากได้ในสิ่งที่เกินพอดีไป ซึ่งเราเห็นในหน้าหนังสือพิมพ์เยอะแยะมากมายไปหมด แบบนี้คือความไม่พอนั่นแหละทำให้เกิดผลร้ายในชีวิต


ในเรื่อง “พอ” หรือ “ไม่พอ” นี้ไม่มีใครตอบได้ว่ามีเท่าไหร่ควรจะพอ บางคนมีหนึ่งหมื่น บอกว่าพอแล้ว ในขณะที่อีกคนมีสิบล้านก็บอกว่าไม่พอ เห็นไหมครับ มันอยู่ที่ความคิด อยู่ที่การเรียนรู้มากกว่าอยู่ที่ทรัพย์สินและเงินทอง บางคนมีเท่าไหร่ก็ไม่พอ เพราะว่าในจิตใจไม่เคยเรียนรู้ในเรื่องการเพียงพอ มีแต่โลภอย่างเดียว ต่อให้มีมากเท่าไหร่ มีมหาศาลเท่าไหร่ มีเป็นร้อยๆ พันๆ หมื่นๆ แสนๆ ล้านๆ ก็ไม่พอ เพราะความคิดของเขาไม่พอ


ระบบของโลกทุกวันนี้ มักจะวัดกันที่ใครรวยกว่ากัน วัดกันที่ทรัพย์สินเงินทอง ใครมีมากกว่าก็รวยกว่า เรื่องคุณภาพชีวิตเป็นอย่างไร ไม่สนใจ ความรวยทางทรัพย์สิน ไม่ได้ทำให้ชีวิตเรามีความสุขเสมอไป อันนี้เป็นความจริง เป็นสัจจะธรรม ทั้งๆ ที่รู้ แต่ก็อดไม่ได้
ยกตัวอย่าง มีเรื่องเล่าให้ฟัง


… ชายยากจนคนหนึ่ง มีอาชีพกวาดถนนในสวนสาธารณะ เขาเป็นคนอารมณ์ดี ดูมีความสุขอยู่ตลอดเวลา กวาดไป ผิวปากไป ร้องเพลงไป สบายใจ อยู่มาวันหนึ่งมีเศรษฐีเข้ามาเดินเล่นในสวน แล้วก็ทำกระเป๋าสตางค์ตกหาย ชายกวาดถนนคนนี้มาพบเข้า ก็ติดต่อส่งมอบคืนเจ้าของ แล้วเศรษฐีก็มอบเงินรางวัลให้หนึ่งหมื่นบาท ชายคนนี้ก็ดีใจมาก ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีเงินจำนวนมากขนาดนี้ติดตัวมาเลย


พอกลับบ้านก็มองหามุมที่จะเก็บเงินและเปลี่ยนที่เก็บ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จะเดินออกจากบ้านไปที่ไหนก็กังวลว่าเงินจะหาย กลางคืนนอนก็ต้องเอามาเก็บไว้ใต้หมอน แล้วก็ต้องคอยตื่นมาเช็คดูว่าเงินยังอยู่ครบหรือเปล่า จากที่เคยนอนหลับทุกคืน ก็กลายมาเป็นต้องนอนหลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืน ตอนเช้าออกไปทำงาน ก็ต้องเอาเงินทั้งหมดติดตัวไปด้วย เพราะกลัวหาย …


คุ้นๆ ไหม คนไหนที่ซื้อรถใหม่ ไม่ได้นอนทั้งคืนเลย ไปทำงานที่ไหน ไปจอดที่ไหน คอยดูว่ารถเป็นอย่างไรบ้าง บางคนใส่เซฟตี้ หมายถึงกันขโมยไว้สิบชั้น เพราะกลัวรถหาย


… ฉะนั้นชายคนนี้ จากที่เคยมีความสุขตลอดเวลา ไปทำงาน ร้องเพลง ผิวปาก ก็กลายเป็นไปทำงานพร้อมกับความกังวลไปด้วย กลัวเงินจะตก กลัวเงินจะถูกขโมย แล้วยังร่างกายอ่อนเพลีย เพราะว่ากลางคืนหลับไม่สนิท พักผ่อนไม่เพียงพอ …
พระเยซูบอกใช่ไหม ทรัพย์ท่านอยู่ที่ไหน ใจท่านก็อยู่ที่นั่น ไม่เป็นอันกินอันนอน ไม่มีความสุขเหมือนแต่ก่อนนี้เลย คิดดูสภาพเขา กำลังกวาดถนนอยู่ มีความสุข แต่ตอนนี้คิดแต่เรื่องเงินอย่างเดียวเลย


… เขาเป็นอย่างนี้อยู่ประมาณ 1 สัปดาห์ ชายกวาดถนนคนนี้เริ่มทนไม่ไหว กลับไปหาเศรษฐีคนนั้น ขอคืนเงินที่ได้มาทั้งหมด เพื่อแลกความสุขของตัวเองกลับคืนมา “เอาเงินคืนไปดีกว่า เอาความสุขของฉันคืนมา ไม่มีประโยชน์เลย” …


เห็นไหม เราฟังอย่างนี้ น่าขำนะ มาดูชีวิตของเราเอง เราก็ขำไม่ออกเหมือนกัน เราพยายามทำงานเยอะแยะมากมาย ชีวิตที่เคยมีความสุข ไม่สุขอีกแล้ว แล้วเงินที่ได้มา เป็นแค่ตัวเลขอยู่ในธนาคาร คอยกังวลอยู่นั่นแหละ ดอกเบี้ยขึ้นหรือดอกเบี้ยลง นานไปค่าเงินราคาจะตกไหม!


ไม่ว่าเราจะมีฐานะอย่างไร อยู่ในสภาพใด เมื่อไหร่ก็ตาม ที่มีความรู้สึกไม่พอ รู้สึกอยากได้ แล้วก็ต่อด้วยความพยายามจะกระทำให้ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านั้น ความทุกข์ถามหาทันที คนกวาดถนนคนนี้ แทนที่จะกวาดถนนไป มีความสุขไป พอมีเงิน ความสุขเขาหายไปทันที เขาจึงตัดสินใจถูก เอาความพอใจของเขาดีกว่าเอาเงิน ไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร เพราะชีวิตเขาก็อยู่อย่างสุขสบายอยู่แล้ว มีเงินเดือนพอใช้อยู่แล้ว


มีคำกล่าวว่าถ้าต้องการจะมองหาคนที่มีแต่ความทุกข์ ให้ไปมองหาในหมู่คนรวย รับรองได้ เจอเยอะ กำลังทำเงินได้เยอะมาก มีความทุกข์ตลอดทั้งวันทั้งคืน เอามือก่ายหน้าผากตลอดเลย คนที่มีเงินทองมากมาย มักจะมีทุกข์ เพราะว่ายิ่งมีเยอะ ยิ่งอยากได้เยอะ เกิดความอยากได้ไม่สิ้นสุด ไม่รู้จักพอ และเมื่อไม่พอ แทนที่จะรวย ก็เลยกลายเป็นจน กลายเป็นทุกข์ใจ



เต้าส่วนกับข้าวเหนียวเปียกดำ

… มีเรื่องเล่าให้ฟัง เรื่องนี้คุณแม่ผมเล่าให้ฟังตั้งแต่สมัยเด็กๆ เคยเห็นไหม สมัยก่อนเขาขาย พวกเต้าส่วนกับข้าวเหนียวดำ ราดกะทิ ต้องขายคู่กัน มี 2 อันเท่านั้นเอง แล้วก็ใส่ในภาชนะที่เป็นทองเหลือง ทุกวันก็ทำเต้าส่วนกับข้าวเหนียวเปียกดำ ทุกเช้าก็หาบออกมา เดินขายตามริมถนนไปเรื่อยๆ ด้วยความสุข พอตกเย็น ล้างภาชนะเสร็จ ก็กลับเข้าบ้าน เอาขลุ่ยมาเป่าเพลง สบายใจ เงินก็ไม่ได้มีเยอะพอกินพอใช้


หน้าบ้านเขาเป็นร้านขายทอง เจ้าของร้านขายทอง ก็เป็นลูกค้าอาแป๊ะ ซื้อของทุกวันเลย เห็นอาแป๊ะคนนี้มีความสุขเหลือเกิน พอคุยกันอาแป๊ะก็บอกว่า “อั๊วขายแค่นี้ ก็สบายแล้ว มีเงินพอกิน พอมีแล้ว” เจ้าของร้านทองก็ได้ยินทุกวัน ตกเย็นอาแป๊ะคนนี้ก็จะเป่าขลุ่ย เจ้าของร้านทองก็มานั่งคิด ตัวเขาไม่มีความสุขเลย ทั้งบ้านมีแต่ทองทั้งนั้นเยอะมาก แต่คิดอยู่นั่นแหละ ทองลด ทองตก ทองมาก ทองน้อย ต้องเก็บเงิน ต้องเก็บทอง ต้องระวังโจรขโมย มันเหนื่อยมากเลย ตกเย็นก็นอนไม่หลับ มาเทียบกับอาแป๊ะคนนี้มีความสุขมากกว่า


วันหนึ่ง อาแป๊ะก็มาขายเหมือนเดิม เขาก็เลยบอกอาแป๊ะคนนี้ว่า “วันนี้เรามาแลกอาชีพกันดีไหม ฉันอยากไปอยู่เหมือนกับเธอ แล้วให้เธอมาอยู่เหมือนกับฉัน มาเป็นเจ้าของร้านทอง มาเป็นเถ้าแก่ดีกว่า ฉันขอไปหาบอันนี้ขายดีกว่า สนุกกว่า” แล้วเขาก็ยอมแลกกัน แลกกันไปได้ไม่กี่วันเท่านั้นเอง อาแป๊ะที่ขายเต้าส่วนก็กลับไปบอกเจ้าของร้านทองว่า “ไม่เอาแล้ว” เพราะแต่ก่อนนี้ หาบออกมาตอนเช้า ตอนบ่ายๆ ก็กลับบ้านแล้วได้เป่าขลุ่ยแล้ว แต่นี่ทั้งวันทั้งคืนนั่งคิดแต่เรื่องทอง ไม่มีความสุขเลย ขอไปขายเต้าส่วนเหมือนเดิมดีกว่า … ลองคิดดูนะครับ


ในปัญญาจารย์ 5:10 ได้บอกไว้อย่างนี้ว่า

“คนรักเงินย่อมไม่อิ่มเงิน และคนรักสมบัติไม่รู้จักอิ่มกำไร นี่ก็อนิจจังด้วย”


ปัญญาจารย์ 5:12

“การหลับของกรรมกรก็ผาสุก ไม่ว่าเขาจะได้กินน้อยหรือได้กินมาก แต่ความอิ่มท้องของคนมั่งมีก็ไม่ช่วยเขาให้หลับ”


อย่างที่ยกตัวอย่างเมื่อสักครู่นี้ จริงๆ แล้วคนที่มีเงินทองมากมาย แล้วรู้จักพอก็มี ไม่ใช่ไม่มี คนที่มีสมบัติเยอะ ก็มีความเสี่ยงเยอะ ความเสี่ยงที่จะเกิดกิเลส เกิดความโลภ เกิดความอยากได้ ที่ไม่รู้จักพอ ถามว่าคนที่รู้จักพอมีไหม มี ในทางพระเจ้าแน่นอนเราไม่ได้วัดกันที่ทรัพย์สินเงินทอง แต่วัดกันที่ความพอ ใครมีเท่าไหร่ก็แล้วแต่ ถ้ารู้จักพอปุ๊บ เป็นคนรวยทันทีเลย แล้วรวยแบบไม่มีความทุกข์ด้วย รวยแบบสบายใจ ต่อให้เป็นชาวนา ทำนา ปลูกผัก ไม่มีเงิน แต่ถ้าในใจ ความคิดของเขาคิดว่า “ฉันมีข้าว มีอาหารการกินอย่างดี” แค่นี้ก็สุขสบายแล้ว พอแล้ว แค่นี้ก็เป็นคนรวยแล้ว


แต่คำถามคือแล้วความพอในใจเราจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

สุภาษิตโบราณจึงว่าไว้ว่า “ความพอใจ ทำให้คนยากจนเป็นคนมั่งมี และความไม่พอ ทำให้คนมั่งมีกลายเป็นคนยากจน” เราจึงเห็นว่าเมื่อความพอเกิดขึ้นในใจของเราเมื่อไหร่ เราก็เป็นคนรวยทันทีเลย มีความสุขทันทีเลย แต่คำถามคือแล้วความพอในใจเราจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นสิ่งที่ยาก ความหมายคือมันไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือโดยอัตโนมัติ แต่ต้องมีขั้นตอนการเรียนรู้ การฝึกฝนให้เกิดความรู้จักพอ


ฟีลิปปี 4:11

“ข้าพเจ้าไม่ได้บ่นถึงเรื่องความขัดสน เพราะข้าพเจ้าจะมีฐานะอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าก็เรียนรู้แล้วที่จะพอใจอยู่อย่างนั้น”


เปาโลบอกว่าได้เรียนรู้แล้วที่จะพอใจอยู่อย่างนั้น ขนาดอัครทูตเปาโลผู้ยิ่งใหญ่ยังใช้คำพูดว่า “ข้าพเจ้าได้เรียนรู้แล้วที่จะพอใจ” คือได้มีการเรียนรู้ก่อน ถึงจะรู้จักพอ เปาโลเรียนรู้จากไหน ก็จากประสบการณ์ชีวิตของเปาโลนั่นเอง ที่ได้ผ่านอะไรเยอะมาก ทั้งความร่ำรวย ความยากจน ความรุ่งเรือง ความตกต่ำ ความสุขสบาย ความทุกข์ทรมาน เรียกได้ว่าผ่านทุกรูปแบบแล้วก็ได้ กว่าที่จะถึงวันที่พูดได้ว่า ได้เรียนรู้แล้วที่จะพอใจอยู่อย่างนั้น


ในชีวิตคนเรา ถ้าเรามีครบทุกอย่าง มีชีวิตที่สุขสบาย ฐานะการเงินดี การงานมั่นคงแข็งแรง สุขภาพดี ครอบครัวดี แล้วเราก็บอกว่าเรามีครบทุกอย่างแล้ว ชีวิตนี้พอใจแล้ว จะเริ่มใช้ชีวิตแบบพอเพียงแล้ว แบบนี้คงทำได้ไม่ยากนัก ยังนับว่าเป็นสิ่งที่ดี คือมีแล้ว ก็ยังพอใจในสิ่งที่มี ไม่ต้องการโลภอยากได้เพิ่มเติม อย่างนี้รู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่พระเจ้าทำให้สามารถพอได้ ทำได้ง่ายหน่อย เพราะมีทุกอย่างครบ พร้อมแล้ว ไม่ลำบาก แต่ความพอใจในลักษณะนี้ ยังไม่ต้องเรียนรู้มาก ไม่ต้องฝึกฝนมาก เป็นพระคุณ เป็นของประทานซึ่งมาจากพระเจ้า เรียนรู้บ้างเล็กน้อยเท่านั้นเอง แล้วก็เชื่อฟัง เหมือนวันนี้ ถ้าเราเรียนรู้แล้วเชื่อฟัง เราอาจไม่ต้องทุกข์ยากลำบากมากนัก


ความพอใจที่เปาโลกล่าวถึง คือความพอใจที่มีอยู่ในใจตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์เช่นใด ไม่ว่าอยู่ในฐานะใดก็ตาม เปาโลก็รู้จักพอ


ในฟีลิปปี 4:12

“ข้าพเจ้ารู้จักที่จะเผชิญกับความตกต่ำ และรู้จักที่จะเผชิญกับความอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าในกรณีใดๆ ข้าพเจ้ารู้จักเคล็ดลับที่จะเผชิญกับความอิ่มท้องและความอดอยาก ความสมบูรณ์พูนสุข และความขัดสน”

เปาโลบอกว่ารู้จักที่จะเผชิญ ก็คือรู้จักพอใจนั่นเอง มีชื่อเสียงก็พอใจ ตกต่ำก็พอใจ มีเงินทองก็พอใจ ยากจนไม่มีเงินทองก็พอใจ มีข้าวกิน ท้องอิ่มก็พอใจ อดอยากไม่มีข้าวกินก็พอใจ


ข้อความตรงนี้สำคัญ เพราะบางคนจะไปตีความเองว่าเป็นคริสเตียนรู้จักพอ จะไปทำธุรกิจหาเงินหากำไรไม่ได้ จะมั่งมีแบบทางโลกไม่ได้ เหมือนที่มีความพยายามจะตีความเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แบบผิดๆ ตีความกันแบบสุดโต่งว่าเราต้องปลูกผักกินเอง ต้องหยุดพัฒนา ต้องเลิกใช้เทคโนโลยี ซึ่งความหมายแท้จริง ไม่ได้เป็นอย่างนั้น


ตรงนี้ต้องตั้งใจฟังด้วยนะครับ ในพระคัมภีร์บอก พระเจ้าสามารถให้เรามีความสุข อยู่กับทรัพย์สินเงินทอง เป็นคนมั่งคั่งได้ แต่ต้องเป็นคนมั่งคั่งแบบพอ แบบไม่โลภ แบบพระเจ้า แบบใจกว้าง


คริสเตียนที่เป็นนักธุรกิจ ที่ประสบความสำเร็จมั่งมีในทางโลก แต่ยังดำเนินชีวิตในทางพระเจ้า รู้จักพอ รู้จักแจกจ่ายก็มี พระเจ้าอาจเรียกให้ใครมารับใช้พระเจ้าในลักษณะนี้ ก็ได้ และมีอยู่ไม่ใช่น้อย แต่อย่างที่บอกว่าคนๆ นั้นก็ต้องถูกพระเจ้าสั่งสอนหรือเตรียมไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว เพราะว่าการร่ำรวยนั้น การมีเงินทองมากๆ นั้นมันเป็นอันตรายต่อชีวิตของคนๆ นั้น เมื่อพระเจ้าเตรียมเขา เขาก็สามารถรับใช้พระเจ้าได้ โดยการเป็นคนที่มีเงินมีทอง ในทางคริสเตียน


ในข้อนี้เปาโลบอกว่ารู้จักพอใจ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพใดก็ตาม เพราะเปาโลผ่านมาแล้วทั้งหมด รู้จักเคล็ดลับแล้วที่จะให้เกิดความพอใจในทุกสถานการณ์ และเปาโลก็กำลังบอกเคล็ดลับให้เราดูเป็นตัวอย่างและทำตาม


ฟีลิปปี 4:8-9

“ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ในที่สุดนี้ขอจงใคร่ครวญถึงสิ่งที่จริง สิ่งที่น่านับถือ สิ่งที่ยุติธรรม สิ่งที่บริสุทธิ์ สิ่งที่น่ารัก สิ่งที่ทรงคุณ คือถ้ามีสิ่งใดที่ล้ำเลิศ สิ่งใดที่ควรแก่การสรรเสริญ ก็ขอจงใคร่ครวญดู จงกระทำทุกสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้และได้รับไว้ ได้ยินและได้เห็นในข้าพเจ้าแล้ว และพระเจ้าแห่งสันติสุขจะทรงสถิตกับท่าน”


เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ของเราง่ายกว่าเยอะมาก คือมีเคล็ดลับจากผู้มีประสบการณ์มาแล้วจากพระคัมภีร์


… เคล็ดลับในการรู้จักพอ …


1. เราต้องเชื่อมั่นว่าพระเจ้าผู้ทรงเลี้ยงดูเรานั้น เป็นผู้จัดเตรียมจัดหาทุกสิ่งทุกอย่างให้กับเรา เราจะไม่ขัดสน


พระเจ้าเป็นพระเยโฮวาห์ยีเรห์ เป็นพระเจ้าผู้ทรงเลี้ยงดู ผู้จัดเตรียมจัดหาทุกสิ่งให้กับเรา ที่เราจำเป็นต้องใช้สอย จากคลังทรัพย์อันมั่งคั่งของพระองค์ในพระเยซูคริสต์ พระเยซูบอกว่าอย่ากังวลว่าจะเอาอะไรกิน จะเอาอะไรดื่ม จะเอาอะไรนุ่งห่ม ดูดอกไม้ในทุ่งนา นกในอากาศมันไม่ได้ทำงานเลย แต่พระเจ้าก็เลี้ยงดูมันเป็นอย่างดี แล้วท่านมีชีวิตอยู่เป็นลูกพระเจ้า มีค่ามากกว่านั้นสักเท่าใด พระองค์จะไม่เลี้ยงดูท่านมากกว่าทั้งนก ทั้งดอกไม้เหล่านั้นหรือ! พระเยซูตรัสไว้


การเชื่อมั่นว่าพระเจ้าเป็นผู้เลี้ยงดูเรา ก็คือพระเจ้าเรียกเรามาให้รับใช้อย่างไร ให้ทำอะไร เราก็ทำทุกอย่างตามหน้าที่ที่ถูกเรียกมา และวางใจว่าพระองค์ทรงควบคุมดูแลชีวิตเรา ผลจะเป็นอย่างไร สถานการณ์จะเป็นอย่างไร ก็อยู่ในการควบคุมดูแลของพระเจ้าทั้งสิ้น เมื่อเราต้องการดูแลทุกอย่าง ควบคุมทุกอย่างด้วยตัวของเราเอง ความไม่พอก็จะเกิดขึ้น เราก็คอยกังวลว่าอนาคตของเราอาจจะไม่พอกิน ถ้าคิดห่วงกังวลแบบนี้ ความต้องการไม่มีที่สิ้นสุด ความพอก็ไม่เกิด เพราะอนาคตจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ จะอยู่อีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ต้องมีเท่าไหร่ถึงจะพอ ไม่รู้อีก ก็กลายเป็นความคิดว่ามียิ่งเยอะ ยิ่งดี ยิ่งเยอะยิ่งปลอดภัย คุ้นๆ ไหมครับ


เพราะเราต้องการควบคุมเอง เราไม่วางใจพระเจ้าว่าพระเจ้าจะจัดเตรียมจัดหาให้ ยิ่งบางคนห่วงไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ก็ไปกันใหญ่เลยทีนี้ ห่วงตลอด ความพอยิ่งห่างไกลไปทุกที เพราะไม่ได้วางใจในพระเจ้าว่าพระเจ้าเป็นผู้เลี้ยงที่ดี ถ้าเราเชื่อมั่นว่าพระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่ง และทรงดูแลชีวิตเราได้ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน อนาคต จนถึงแม้กระทั่งเราจากโลกนี้ไปอยู่กับพระองค์บนสวรรค์ เราก็สามารถปล่อยวางได้ ไม่ดิ้นรนแบบไม่มีวันจบสิ้น ที่สำคัญเรารู้ว่าแม้จะอยากได้แค่ไหน ต้องการแค่ไหน ถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่น้ำพระทัยพระเจ้า เราพยายามไป ดิ้นรนไป ก็เหนื่อยเปล่าๆ ถ้าเราคิดได้อย่างนี้ ก็จะเกิดความรู้สึกพอในใจ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์เช่นใดก็ตาม เพราะเราเชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยง เป็นผู้จัดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างให้กับเรา


มัทธิว 6:27

“มีใครในพวกท่านโดยความกระวนกระวาย อาจต่อชีวิตให้ยาวออกไปอีกสักศอกหนึ่งได้หรือ”


ในทำนองเดียวกัน โดยความกระวนกระวายช่วยไม่ได้เลย ฉะนั้นเราจะกังวลไปทำไม พอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ตอนนี้ดีกว่า แล้วก็เชื่อในพระเจ้าว่าพระองค์ทรงเป็นผู้จัดเตรียมจัดหาทุกสิ่งทุกอย่างให้กับเรา


ฟีลิปปี 4:10

“ข้าพเจ้ามีใจชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างยิ่ง เพราะว่าในที่สุดท่านก็ได้ฟื้นการระลึกถึงข้าพเจ้าอีก ท่านคิดถึงข้าพเจ้าจริงๆ แต่ยังหาโอกาสไม่ได้”


เปาโลเขียนถึงชาวฟีลิปปีในบทนี้ เป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว นับจากครั้งสุดท้ายที่เปาโลได้รับการช่วยเหลือจากชาวเมืองนี้ แม้จะขัดสน แม้จะลำบากขนาดไหน ก็ไม่เคยขอร้อง เฝ้าอดทนรอด้วยความหวัง เพราะรู้ว่าถ้าเมื่อไรเป็นเวลาที่เหมาะสม ถึงเวลาที่จำเป็น พระเจ้าก็จะทรงจัดการให้เอง เชื่อในพระเจ้า วางใจในพระองค์


ข้อนี้บอกอีกว่า “ท่านคิดถึงข้าพเจ้าจริงๆ แต่ยังหาโอกาสไม่ได้” โอกาสมาจากไหน ก็มาจากพระเจ้า อดทนรอคอยเวลาของพระเจ้า และในที่สุด พระเจ้าก็ให้โอกาสมาถึง ได้ชื่นชมยินดี และขอบคุณพระเจ้า


ฟีลิปปี 4:19

“และพระเจ้าของข้าพเจ้า จะประทานสิ่งสารพัดที่พวกท่านขาดอยู่นั้น จากทรัพย์อันรุ่งเรืองของพระองค์ในพระเยซูคริสต์”


ให้เราเชื่อมั่นในแผนการจัดเตรียมจัดหาของพระเจ้า เชื่อมั่นในพระสัญญาของพระเจ้าที่จะประทานสิ่งสารพัดให้กับเรา ไม่ว่าจะเป็นวันนี้ วันพรุ่งนี้ หรือวันข้างหน้าสืบๆ ไป และเมื่อเราเชื่อได้อย่างนี้แล้ว ก็มาถึงเคล็ดลับข้อที่ 2


2. พอใจในสิ่งที่มีอยู่และไม่เปรียบเทียบกับผู้อื่น

ความพอใจจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ต่อให้เรามีมากขนาดไหนก็ตาม ถ้าเรามัววแต่เปรียบเทียบกับคนโน้นคนนี้ ก็จะไปเจอคนที่มีมากกว่าเราแน่นอน แล้วเราก็จะเกิดความหงุดหงิด กังวล ไม่พอใจอีกแล้ว


ใน 2 โครินธ์ 10:12

“เราไม่ต้องการที่จะเปรียบเทียบตัวเราเองกับคนบางคนที่ยกย่องตัวเอง แต่เมื่อเขาเอาตัวของเขาเป็นเครื่องวัดกันและกัน และเอาตัวเปรียบเทียบกันและกันแล้ว เขาก็เป็นคนขาดความเข้าใจ”


พระคัมภีร์สอนให้เราไม่เอาตัวไปเปรียบเทียบกับใคร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพย์สินเงินทอง หน้าที่การงาน ครอบครัว การเรียน ให้พอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ พอใจในสิ่งที่เราเป็นอยู่ เหมือนที่เปาโลบอกว่า “จะมีฐานะอย่างไรก็ตาม จะอยู่ในสภาพใดก็ตาม ก็พอใจอยู่อย่างนั้น” ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับคนโน้นเขาเป็นอย่างโน้น คนนี้เขาเป็นนักธุรกิจใหญ่ เราต้องเอาตามเขาอะไรต่างๆ เหล่านี้ ก็เกิดความไม่พอ


… มีเรื่องหนึ่งจะเล่าให้ฟัง

มีชาวประมงคนหนึ่ง ตอนสายๆ ของวัน เขาก็นอนเล่นอยู่ที่บ้านของเขา ที่ริมชายหาด ปรากฏว่ามีนักธุรกิจใหญ่คนหนึ่งมาพักผ่อน เดินมาพบชายประมงคนนี้ ก็เลยคุยกับชาวประมงคนนี้ว่า “ทำไมไม่ออกไปจับปลาล่ะ” ชาวประมงคนนี้ก็บอกว่า “ไปตั้งแต่เช้ามืดแล้ว จับปลามา ขายไปเรียบร้อยแล้ว ทำแค่นี้ก็สบายแล้ว มีพอกินพออยู่” แล้วนักธุรกิจ ก็บอกว่า “น่าจะออกไปจับอีกนะ และทำเรือให้ใหญ่กว่านี้ ออกไปจับรอบบ่ายด้วย จะได้มีเงินมากกว่านี้ มีปลามากกว่านี้ ไปขายได้มากกว่านี้” ชายชาวประมงก็ถามว่า “ถ้ามีเงินมากขึ้น แล้วต่อจากนี้ไป จะทำอะไรต่อไป” “อ้าว! ถ้ามีเงินมากขึ้น เราก็เข้าตลาดหลักทรัพย์เลย พอเข้าตลาดหลักทรัพย์ เราก็มีหุ้น ให้หุ้นเจริญเติบโต ได้หุ้นเยอะขึ้น” ชายคนนี้ถามว่า “ถ้าหุ้นเยอะขึ้น แล้วจะทำอย่างไร” “เราก็ขายหุ้นให้หมด เอาเงินเก็บไว้ รวยเลย” ชายคนนั้นถามว่า “แล้วทำอย่างไรต่อไป” “เราก็ไม่ทำอะไรต่อ ต่อไปนี้เราก็ไปนอนพักชายหาด สบายๆ” แล้วชายประมงคนนี้ถามว่า “แล้วตอนนี้ผมทำอะไรอยู่ครับ ผมก็พักอยู่นี่แล้วไง แล้วทำไมต้องให้ผมไปเริ่มต้นใหม่ วุ่นวายเหนื่อยเยอะแยะ เพื่อที่จะกลับมาพักที่ชายหาดเหมือนเดิม ทุกวันนี้ก็พักที่ชายหาดอยู่แล้ว มีพอกินอยู่แล้ว คนเราก็มีอยู่ท้องเดียว กินอยู่แค่นี้” ….


นี่คิดเป็นเรื่องตลก แต่จริงๆ ทั้งโลกมันหมุนไปแบบนี้ เราต้องระมัดระวังอย่าพัวพันติดไปกับกระแสของโลกใบนี้ ซึ่งมันยากที่จะฝืนกระแสของโลกนี้ แต่ไม่ยากเพราะเราเป็นคริสเตียน เรามีพระเจ้าอยู่ เราสามารถอธิษฐานขอจากพระองค์ ให้เรามีกำลังที่จะสู้ได้ ทำได้


ฮีบรู 13:5

“ท่านจงอย่าเป็นคนเห็นแก่เงิน จงพอใจในสิ่งที่ท่านมีอยู่ เพราะว่าพระองค์ได้ตรัสว่าเราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย”


พูดให้ตัวเองฟัง จนกระทั่งเราจากโลกนี้ไปอยู่กับพระเจ้า “อย่าเห็นแก่เงินๆ” พอลืมตาขึ้นมา เงินมาแล้ว เพราะในโทรทัศน์เอย ในสื่อต่างๆ เอย เรียกร้องให้เราเป็นอย่างนั้นทั้งหมด ดังนั้นเราต้องพยายามฝืน


1 ทิโมธี 6:7-8 ก็บอกไว้อย่างนี้ว่า

“เพราะว่าเราไม่ได้เอาอะไรเข้ามาในโลกฉันใด เราก็เอาอะไรออกไปจากโลกไม่ได้ฉันนั้น แต่ถ้าเรามีอาหารและเสื้อผ้า ก็ให้เราพอใจด้วยของเหล่านั้นเถิด”


“แต่ถ้าเรามีอาหารและเสื้อผ้า ก็ให้เราพอใจด้วยของเหล่านั้นเถิด” อาหารและเสื้อผ้าเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตของเรา และพระคัมภีร์บอกว่าสิ่งใดที่จำเป็นสำหรับชีวิตของเรา พระเจ้าทรงรู้ พระองค์จะประทานให้เราอย่างพอเพียง จนเราไม่ขัดสนสิ่งใดเลย


2 โครินธ์ 9:8

“และพระเจ้าทรงฤทธิ์อาจประทานของดีทุกสิ่ง อย่างอุดมแก่ท่านทั้งหลาย เพื่อให้ท่านมีทุกสิ่งทุกอย่างเพียงพอสำหรับตัวเสมอ ทั้งจะมีสิ่งของบริบูรณ์สำหรับงานที่ดีทุกอย่างด้วย”




“มีทุกสิ่งทุกอย่างเพียงพอ” ก็คือพระองค์ทรงประทานทุกสิ่งที่เราจำเป็น และความจำเป็นของแต่ละคน ก็ไม่เหมือนกัน พระเจ้าทรงรู้ แต่ละคนจำเป็นอย่างไร พระองค์ก็ให้ตามความจำเป็น ตามสถานะอย่างนั้น โกหกพระเจ้าไม่ได้ พระเจ้ารู้หมด


ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าแค่ทรัพย์สินเงินทองเท่านั้น แต่มีสิ่งอื่นอีกมากมายที่เราจำเป็นต้องใช้ในการดำเนินชีวิต เช่น สติปัญญา สุขภาพ เพื่อนฝูง การงาน เป็นต้น ใครจำเป็นต้องใช้อะไรแค่ไหนพระเจ้ารู้ และจะทรงจัดเตรียมไว้ให้
สรุปง่ายๆ ก็คือสิ่งไหนที่เราจำเป็น พระเจ้าจะประทานให้อย่างครบถ้วน แล้วสิ่งไหนที่เราไม่มี ก็แปลว่าสิ่งนั้นไม่จำเป็นสำหรับเรา พระเจ้าให้แค่ไหน ก็จงพอใจอยู่อย่างนั้น จงอย่าเปรียบเทียบกับคนอื่น ตามที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดชีวิตให้เราเป็นอย่างไร ก็ให้เป็นตามนั้น พระเจ้ากำหนดชีวิตให้คนอื่นเขาเป็นอย่างไร เขาก็เป็นไปตามนั้น ถ้าเราไปเปรียบเทียบเราก็จะไม่อยู่สุข และจะไม่มีความสุขในชีวิตเลย


ปัญญาจารย์ 5:19

“อนึ่ง ทุกๆ คนที่พระเจ้าประทานทรัพย์สมบัติให้ ก็ได้ทรงโปรดให้รับประทานของเหล่านั้น ได้รับส่วนของตน และยินดีปรีดาในการงานของตนได้ นี่แหละเป็นของประทานจากพระเจ้า”


แต่ระบบในโลกนี้ พยายามที่จะให้เราแยกไม่ออกระหว่างความจำเป็น กับความต้องการ แต่ไหนแต่ไรมาเราเรียนรู้ว่า สิ่งจำเป็นในการดำเนินชีวิตของเรานั้น คือปัจจัยสี่ มีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย แต่ทุกวันนี้มีทั้งปัจจัยห้า ปัจจัยหก ปัจจัยเจ็ด ปัจจัยแปด ที่อยู่อาศัย ต้องมีทีวี ตู้เย็น รถ มีโทรศัพท์มือถือ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งจำเป็นทั้งนั้น (สำหรับเรา) แต่จริงๆ มันไม่ใช่ ความจำเป็นจริงๆ มีแค่ 4 อย่างตามที่บอกไว้ เพราะโลกนี้ทำให้ทุกอย่างบิดเบี้ยวไป พยายามพาเราไปสู่ความไม่พอ ความต้องการ คือความโลภนั่นเอง


เมื่อวางใจในพระเจ้าว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียม ทุกสิ่งทุกอย่าง ให้กับเรา และพอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ โดยไม่เปรียบเทียบกับใครแล้ว เคล็ดลับต่อไปเปาโลให้เราเรียนรู้ ที่จะเกิดความเพียงพอขึ้นภายในจิตใจของเรา ก็คือเรียนรู้ที่จะปรับตัว


3. การเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้อยู่เหนือทุกสถานการณ์ ไม่ยึดติดกับสถานการณ์

เรียนรู้ที่จะปรับตัวให้อยู่ในสถานการณ์ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้กับเรา และถ้ามีสถานการณ์อะไรต่างๆ ที่เข้ามาล่อลวงเรา เราจะอยู่เหนือสถานการณ์นั้น ไม่ยึดติดกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เราเป็นในแต่ละช่วงของชีวิต เหมือนที่เปาโลบอกว่ารู้จักที่จะเผชิญกับความตกต่ำ ความอุดมสมบูรณ์ ความอิ่มท้อง ความอดอยาก ความมั่งมี ความขัดสน ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็สามารถเผชิญได้


ดังนั้นชีวิตทุกวันก็มีขึ้นมีลง ไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม จะเป็นฐานะการงาน ครอบครัว สุขภาพ การเปลี่ยนแปลง และความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เหมือนคำพูดที่คุ้นๆ กันว่าความแน่นอน ก็คือความไม่แน่นอน ความแน่นอนก็คือความเปลี่ยนแปลงนั่นเอง ดังนั้นชีวิตมันต้องเปลี่ยนแปลงไป เราไม่รู้ว่าวันนี้เรามีแค่นี้ พรุ่งนี้เราอาจจะมีน้อยกว่านี้ วันนี้เราอาจจะดูแข็งแรงดี แต่พรุ่งนี้ หรือปีหน้าเราอาจจะสุขภาพไม่ดี


เพราะฉะนั้น เราควรจะเรียนรู้จักเดินตามสถานการณ์ต่างๆ เหล่านี้ไป แล้วก็รู้จักพอเพียง รู้จักอดทนที่จะอยู่กับสถานการณ์เหล่านั้น ถ้าเรายึดติดกับสถานการณ์ เราก็จะเป็นทุกข์เมื่อต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง แล้วความทุกข์ก็จะนำไปสู่การไม่พอใจในสถานะที่เป็นอยู่นั้น


เช่น เคยมีเงินทองมากมาย บริวารล้อมรอบหน้าหลัง ไม่เคยต้องทำอะไรเองเลย เมื่อถึงคราวที่พระเจ้าอาจต้องการสอนเรา พระเจ้าอาจให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เพื่อให้เรารู้จักอดทน ให้เรารู้จักเผชิญความลำบากบ้าง แต่ถ้าเราปรับตัวไม่ได้ ปล่อยให้สถานการณ์ควบคุมความคิดของเรา เราก็เป็นทุกข์เหมือนพูดกันว่า “จมไม่ลง” นั่นเอง


มันก็จะเกิดความคิดว่าจมไม่ลง แล้วเกิดความทุกข์ใจ ไม่สุขใจ ชีวิตของเปาโลเป็นตัวอย่างที่ดีมาก ในการมีชีวิตอยู่เหนือสถานการณ์ ไม่ยอมให้เหตุการณ์ใดๆ ควบคุมเหนือความคิดและอารมณ์ของเขา (ของอาจารย์เปาโล)


ชีวิตของเปาโลผ่านความลำบากมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งความอดอยาก ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกทรมาน ถูกขังคุก เรือแตก ถูกทอดทิ้ง สุดๆ ทั้งนั้น แต่เปาโลก็บอกว่าเผชิญได้ทั้งนั้น รับได้ทั้งหมด และพอใจในทุกอย่าง ตามที่เราได้อ่านพระคัมภีร์มา


แต่เคล็ดลับทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เปาโลบอกว่าที่ท่านทำได้ ที่สามารถพอใจในทุกสภาพได้ ไม่ใช่เพราะตัวท่านเองหรอก แต่เป็นเพราะเคล็ดลับข้อ 4 ซึ่งเป็นศูนย์รวมของเคล็ดลับทั้งหมด นั่นก็คือ.-


4. เชื่อมั่นในฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้า ที่จะทรงนำพาเราผ่านในทุกๆ สถานการณ์ได้


ฟีลิปปี 4:13 “ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังข้าพเจ้า”


หมายถึง “โดยพระเยซูคริสต์ ข้าพเจ้ามีความพอใจในทุกสิ่งได้นั่นเอง”



...ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเสริมกำลังให้กับข้าพเจ้า

เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นว่าความพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ ซึ่งตรงกันข้ามกับความโลภของโลกใบนี้ ทำยากมากเลย แต่พอมาเป็นคริสเตียน พระเจ้าสถิตอยู่กับเรา มันก็ไม่ยากเกินไป มันง่ายมากเลย พระองค์จะทรงช่วยเรา “ข้าพเจ้าสามารถผจญทุกสิ่งได้ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเสริมกำลังให้กับข้าพเจ้า ผู้ทรงเป็นกำลังให้กับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสามารถมีความพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ได้ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเสริมกำลังให้กับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสามารถที่จะไม่โลภได้ โดยพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเสริมกำลังให้กับข้าพเจ้า” เห็นไหมครับ เรามีผู้ช่วยอยู่ตลอดเวลา คอยดูแลเราตลอดเวลา คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสถิตอยู่กับเรา พอมาถึงตรงนี้ปุ๊บ เริ่มง่ายแล้ว เพราะเราไม่ต้องพึ่งตัวเองเลย โดยพระเยซูคริสต์เราพร้อมแล้วสำหรับทุกสิ่ง พระคุณพระองค์เพียงพอแล้วที่จะนำพาชีวิตของเรา
เหมือนที่เปาโลมีหนามในเนื้อ และพยายามอธิษฐานขอพระเจ้า ให้เอาหนามในเนื้อออก แต่พระเจ้าก็ตอบว่า “พระคุณของเราก็เพียงพอแล้ว ที่จะให้เปาโลสามารถเผชิญกับทุกสิ่งได้ ทั้งที่มีหนามอยู่ในนั้น แล้วเปาโลก็พอใจที่จะให้มีหนามนั้นต่อไป เห็นไหมครับ เปาโลบอกมีหนามในเนื้อ “ข้าพเจ้าทูลขอพระเจ้า 3 ครั้ง แต่พระเจ้าก็บอกว่า ‘พระคุณเราก็เพียงพอ’”


“พระคุณ” ก็คือความสามารถของพระเจ้า ฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้าก็เพียงพอ สำหรับเปาโลแล้ว การที่จะอยู่อย่างมีหนาม ในความทุกข์ยากลำบาก เปาโลก็สามารถที่จะพอใจได้ โดยพระคุณของพระเจ้านั่นเอง


ชีวิตเราก็เหมือนกัน แม้ว่าจะอยากได้อะไร แค่ไหน อยากเปลี่ยนสภาพ เปลี่ยนสถานะตัวเองอย่างไร ถ้าไม่ใช่น้ำพระทัยพระเจ้า สิ่งนั้นก็เกิดขึ้นไม่ได้ ดีที่สุดคือวางใจในพระเจ้า พอใจในทุกสิ่งที่พระเจ้าให้ และขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี


เพราะฉะนั้นพอใจในขณะนี้เลย ที่พระเจ้าทรงกระทำให้เราเป็น เราก็จะเริ่มมีความสุข เริ่มมีสันติสุขขึ้นในจิตใจ และสามารถวางใจพระเจ้าในเรื่องต่างๆ ได้


สรุปก็คือเรื่องการทรงนำของพระเจ้า ผ่านความทุกข์ลำบากที่ว่าบางครั้งพระเจ้าก็ทำให้พายุสงบ บางครั้งพระเจ้าก็ทำให้เราสงบ เพื่อเผชิญกับพายุ

แต่ไม่ว่าจะเป็นทางใด เราก็สามารถผ่านได้ ในเรื่องของความพอใจนี้ เวลาที่เราอยากได้อะไร หรืออธิษฐานขออะไร บางครั้งพระเจ้าก็อาจประทานในสิ่งที่เราขอ แต่บางครั้ง พระเจ้าก็ใช้วิธีลดกิเลสความอยากได้ในตัวเราลง และเช่นเดียวกันไม่ว่าจะเป็นในทางไหน เราก็จะเกิดความพอใจได้โดยพระคุณพระเจ้า อธิษฐานขอกำลังจากพระเจ้า ให้สิ่งเดียวเท่านั้นที่เราต้องการ และอยากได้มากที่สุด มากขึ้นทุกวันๆ ก็คือพระองค์นั่นเอง


นี่คือน้ำพระทัยพระเจ้าในชีวิตของคริสเตียนทุกๆ คน เมื่อมาหาพระเจ้าแล้ว สิ่งที่อยากได้เหลืออยู่อย่างเดียวเท่านั้น คือ องค์พระเยซูคริสต์ผู้ช่วยให้รอดของเรา

ไม่ใช่วัตถุสิ่งของต่างๆ ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง ไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่อะไรบนโลกใบนี้ทั้งนั้น เพราะนอกนั้นพระองค์ทรงกระทำให้เราหมดทุกอย่างแล้ว และพระองค์ก็อยากให้เรามีความสนิทสนมกับพระองค์มากขึ้น รู้จักพระองค์มากขึ้น แสวงหาน้ำพระทัยของพระองค์มากขึ้น แสวงหาพระพักตร์ของพระองค์มากขึ้น นี่คือสิ่งเดียวที่พระองค์ต้องการในชีวิตของเรา เอเมน

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

คริสตจักร (คริสเตียน)


....คริสตจักร ได้กำเนิด ทิศทางของการทำพันธกิจคริสตจักร ด้วยนโยบาย 10 ประการ ซึ่งเป็นนโยบายที่วางอยู่บนรากฐาน แห่งคำสอนของพระคริสตธรรมคัมภีร์ เพื่อตอบสนองแห่งพระมหาบัญชา ของพระเยซูที่ว่า ..
“ จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้า ด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า และสิ้นสุดความคิดของเจ้า จงรักเพื่อนบ้านเหมือน รักตนเอง ” มัทธิว 22 : 37-39
“ เหตุฉะนั้น เจ้าทั้งหลายจงออกไป สั่งสอน ชนทุกชาติให้เป็นสาวกให้เรา ให้รับบัพติสมา ในพระนามแห่ง พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้ถือรักษา สิ่งสารพัด ซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ ” มัทธิว 28 : 19 - 20


1 ร่วมประสานสัมพันธ์ “ พวกเราผู้เป็นหลายคน ยังเป็นคนเดียวในพระคริสต์ และเป็นอวัยวะแก่กันและกันฉันนั้น ” รม. 12 : 5
2 มุ่งมั่นศึกษาพระคัมภีร์ “ มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียวหามิได้ แต่บำรุงด้วย พระวจนะทุกคำ ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของ พระเจ้า ” มธ. 4 : 4
3 สดุดีนมัสการเป็นชีวิต “ เราทั้งหลาย.....ได้รับกำหนดและรับการแต่งตั้งให้เป็นที่ถวายสรรเสริญแด่พระสิริของพระองค์ ” อฟ.1 : 12
4 อุทิศถวายอย่างสัตย์ชื่อ “ พระเจ้าจอมโยธา ตรัสว่า จงนำทศางค์เต็มขนาดมาไว้ในคลัง ” มลค. 3 : 10
5 ถือการอธิษฐานเป็นหัวใจ “ จงขะมักเขม้นอธิษฐาน ” รม. 12 : 12
6 ออกไปประกาศข่าวประเสริฐ “ ให้ประกาศพระวจนะ ให้ขะมักเขม้นที่จะทำการ ” 2 ธม. 4 : 2
7 มุ่งเลิศเสริมสร้างคริสตจักร “ เพื่อเตรียมธรรมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้ เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น ” อฟ. 4 : 12
8 เสริมรักผูกพันในครอบครัว “ สามีก็จงรักภรรยาของตน เหมือนอย่างที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร ” อฟ.5 : 25
9 มอบตัวเพื่อพันธกิจมิชชั่น “ เหตุฉะนั้น เจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ” มธ.28 : 19
10 ชีวิตนั้นสร้างสรรค์ ศิษยาภิบาล “ ส่วนผู้ที่รับคำสอน จงแบ่งสิ่งที่ดีทุกอย่างให้แก่ผู้ที่สอนตนเถิด ”

1. ร่วมประสานสัมพันธ์
การร่วมประสานสัมพันธ์ เป็นลักษณะธรรมชาติแห่งชีวิตคริสตจักร
1 เป็นราชกิจของพระเจ้า
1.1.พระเจ้าทรงกระทำโดยทางพระเยซูคริสต์ อฟ.2 : 14-22
1.2.พระวิญญาณบริสุทธ์ทรงประทานให้คริสตจักร อฟ.4 : 3

2 เป็นความห่วงใยของพระเยซูคริสต
2.1.พระเยซูใช้เวลาทั้งคืออธิษฐานเพื่อเรื่องนี้ ยน17 : 11,20 : 23
2.2.พระเยซูทรงตรัสเตือนสอนอยู่เสมอ ยน. 13 : 34-35,15-12

3 เป็นความล้ำลึกของชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของคริสเตียน
3.1.หลายคนยังเป็นกายเดียว รม. 12 : 5
3.2.ท่านทั้งหลายเป็นกายของพระคริสต์ 1 คธ. 12 : 27
3.2.เราต่างก็เป็นอวัยวะของกันและกัน อฟ. 4 : 25

4 เป็นความรับผิดชอบของคริสเตียนทุกคน
4.1.ที่ต้องเพียรพยายามให้คงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อฟ.4.3
4.2.ที่ต้องเสริมสร้างให้มีความจำเริญขึ้น ถึงความไพบูลย์ของพระเยซูคริสต์ อฟ. 4 : 12-13

5 เป็นกฎแห่งการรับการอวยพรจากพระเจ้า
คือ ชีวิตจำเริญเป็นนิตย์ สดด. 113
6 แนวปฎิบัติเพื่อการร่วมประสานสัมพันธ์
6.1.ร่วมใจร่วมประชุมอธิษฐานอย่างขะมักเขม้น กจ.1 : 14
6.2.ร่วมสามัคคีธรรม กจ.2 : 42
6.3.ร่วมใจกันนมัสการพระเจ้าที่โบสถ์ กจ.2 : 46
6.4ร่วมใจกันนมัสการในกลุ่มเซล กจ.2 : 46
6.5.ร่วมรับใช้พระเจ้า เสริมสร้างคริสตจักร อฟ.4 : 12,16



2. มุ่งมั่นศึกษาพระคัมภีร์

คริสตจักร(คริสเตียน) เป็นพระกายของพระเยซูคริสต์ที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยพระวจนะ
1 พระคัมภีร์เป็นพระวจนะของพระเจ้าเพื่อบำรุงเลี้ยงชีวิต
- เป็นอาหารบำรุงชีวิต มธ.4 : 4
- มีฤทธิ์เสริมสร้างชีวิต กจ.20 : 32
- สอนชีวิตให้ถึงความรอด 2 ธม.3 : 15
- นำชีวิตจำเริญ 1 ปต.2 : 2
- เตรียมชีวิตให้พร้อมในการทำดี 2 ธม.3 : 16-17

2 ศึกษา : กระบวนการเรียนรู้พระคัมภีร์เพื่อบำรุงชีวิต

ตาดู หูฟัง ปากอ่าน(ท่อง) สมองคิด สังเกต จดจำ
ใจ ไตร่ตรอง คำนึง ภาวนา สดด. 1 : 3
ร่างกาย ประพฤติตาม ตรวจสอบตนเอง 1ธม. 3 : 14
ชีวิต ประกาศ สั่งสอน ขยายผล

3 มุ่งมั่น : ความปรารถนาที่จะเรียนรู้พระคัมภีร์ เพื่อบำรุงชีวิต
3.1 แสวงพระองค์ด้วยสุดใจ สดด. 119 : 10
3.2 ขะมักเขม้น ฟังคำสอน กจ. 2 : 42
3.3 ให้พระวจนะดำรงค์อยู่ในตัวเราอย่างบริบูรณ์ คซ. 3 : 16
3.4 ถือเป็นชีวิตจิตใจ 1 ธม. 4 : 15
3.5 หนักแน่น มั่นคง อดทน ทำให้สำเร็จ 2 ธม. 4 : 5

4 พระพรจากการเรียนรู้พระคัมภีร์

4.1ชีวิตเป็นสุข สดด. 119 : 1-2
4.2รับการรักษาอยู่ในทางบริสุทธิ์ สดด.119 : 3
4.3รับปัญญา สดด. 119 : 99-100
4.4การกระทำทุกอย่างรับพรจำเริญขึ้น สดด. 1 : 3
4.5มีความจำเริญ และสำเร็จผลเป็นอย่างดี ยซว. 1 : 8



3.สดุดีนมัสการเป็นชีวิต
คริสตจักร ( คริสเตียน) ต้องนมัสการพระเจ้าสุดชีวิต
1 ชีวิตของมนุษย์ต้องนมัสการพระเจ้า...เพราะว่า
1.1 มนุษย์ถูกสร้างขึ้นตามพระลักษณะของพระเจ้า ปฐก. 1 : 26-27
1.2พระองค์เป็นพระเจ้าองค์เที่ยงแท้ เพียงพระองค์เดียว อสย.43 : 11,44 : 6
1.3 ไม่มีอะไรเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้ามากกว่านี้ รม.1 : 18 :- 25 วว.4 : 1-11
1.4 เป็นพระประสงค์ของพระองค์เอง ฉธบ.10 : 12
1.5 เพื่อประโยชน์ของตัวเราเอง ฉธบ. 10 : 13

2 สดุดีนมัสการพระเจ้า มันเป็นชีวิตของเรา
2.1เป็นความสัมพันธ์แห่งชีวิตกับพระเจ้า ยน.4 : 23-24
2.2พระทรงกำหนดเราไว้เพื่อนมัสการพระองค์ อฟ. 1 : 12
2.3สดุดีนมัสการเป็นสิ่งนิรันดร์ วว.22 : 3-5

3 ชีวิตที่ถวายสดุดีนมัสการพระเจ้าอย่างถูกต้อง
3.1ดำเนินตามพระบัญญัติแห่งการนมัสการพระเจ้า อพย. 20 : 3-11
3.2มีความสอดคล้องระหว่างความเชื่อกับพฤติกรรม ยน. 4 : 23-24
3.3ให้อวัยวะเป็นเครื่องใช้ในการชอบธรรมแด่พระเจ้า รม. 6 : 13
3.4 ให้ชีวิต ความคิดทั้งหมดอยู่ในการครอบครองของพระเจ้า รม. 12 : 1-2
3.5 สนิทสนมกับพระเจ้าอย่างองค์พระเยซูคริสต์ ยน17 : 21

4 การนมัสการพระเจ้าในวันอาทิตย์
4.1. เตรียมใจ เตรียมกายเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมในวันเสาร์
4.2. มอบภาระงานไว้กับพระเจ้า ระวังซาตานมักให้เหตุผลไม่ให้มาโบสถ์
4.3. วันอาทิตย์ตื่นแต่เช้า เฝ้าเดี่ยว มาโบสถ์ก่อนเวลาเริ่ม พร้อมเพลง พระคัมภีร์
4.4.ก่อนสิ่งใดเมื่อเข้ามาห้องนมัสการ ให้อธิษฐานส่วนตัวเงียบๆ
4.5.ร้องเพลงนมัสการด้วยสุดจิตสุดใจ
4.6.ฟังพระวจนะด้วยใจจดจ่อ เปิดใจพร้อมรับคำตรัสของพระเจ้า
4.7.เตรียมทรัพย์ (ของถวายอื่นๆ)ให้พร้อมจากบ้าน
4.8.ร่วมรับใช้ หนุนใจ อธิษฐานเผื่อพี่น้องในคริสตจักร



4. อุทิศถวายอย่างสัตย์ซื่อ
การถวายของคริสเตียน เป็นการขอบพระคุณสรรเสริญ นมัสการพระเจ้า หาใช่เป็นการเซ่นไหว้ บนบาน เพื่อเป็นความดีพิเศษไม่

1 วัตถุประสงค์ของการถวาย
1.1 เพื่อสำหรับการดูแลเอาใจใส่ผู้รับใช้พระเจ้า(ศิษยาภิบาล)
-เป็นสิทธิ์ที่ผู้รับใช้ที่ผู้รับใช้ควรได้รับจากคริสตจักร 1คธ.9 : 3-14
-เป็นการให้เกียรติแก่ศิษยาภิบาล 1ธม.5 : 17-18
1.2 เพื่อสำหรับการช่วยเหลือแบ่งปั่นกันและกัน 2คธ 8 : 4 ,9 : 9-12 กจ.11 : 29
1.3 เพื่อส่งเสริมการประกาศข่าวประเสริฐ ฟป.1 : 5, 4 : 14-18
1.4 เพื่อสำหรับการการบริหารงานคริสตจักร

2 การถวายที่เป็นรูปธรรม
2.1 บ้าน : สำหรับกลุ่มเซล หรือต้อนรับผู้รับใช้พระเจ้า ฟป.1
2.2 ทศางค์ : สิบเปอร์เซ็นต์ของรายได้จากเงินเดือน ผลกำไร มลค 3 : 10
2.3 ผลแรก : ผลิตผลทางการเกษตร ฉธบ. 26 : 10-11
2.4 ของฝากอื่นๆที่เป็นประโยชน์ ต่อการดำรงชีวิต ฟป. 4 : 16
2.5 อุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่องานพันธกิจ ต่างๆ ของคริสตจักร

3 พระพรแห่งการถวายอย่างสัตย์ซื่อ
3.1. ความสุข กจ. 20 : 35
3.2 . ความช่วยเหลือในยามขัดสน 2 คธ 8 : 14
3.3 . การดู แลในความเป็นอยู่จากพระเจ้า ปฐก.14 : 20-23 , 28 : 18-22 , สภษ. 3 : 10
3.4 . ความพอเพียงในการทำงาน ทำมาหากิน 2คธ. 9 : 3-11 ฟป. 4 : 17-19
3.5 . คริสตจักรเต็มด้วยบรรยากาศของความรัก การสรรเสริญขอบพระคุณพระเจ้า 2คธ. 9 : 11-15

4 หลักปฎิบัติของการอุทิศถวายอย่างสัตย์ซื่อ
4.1. ถวายตัวแด่พระเจ้าก่อน 2 คธ 8 : 5
4.2. มีการเตรียมพร้อม 2 คธ.9 : 1-5
4.3. ด้วยใจยินดี 2 คธ. 8 : 2 , 10-12 , 9 : 7-11
4.4. เต็มขนาดของส่วนที่ต้องถวาย มลค. 3 : 1 -12
4.5. ด้วยการขอบพระคุณ นมัสการ สรรเสริญพระเจ้า ปฐก. 28 : 18-22



ข้อ 5 . ถือการอธิษฐานเป็นหัวใจ
หัวใจสูบฉีดไปหล่อเลี้ยงร่างกายฉันใด การอธิษฐานก็เป็นหัวใจสูบฉีดการหล่อเลี้ยงชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณฉันนั้น
1 พระเยซู : แม้พระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า พระองค์ทรงอธิษฐานมาตลอด
1.1 มีจิตใจที่ผูกพันอยู่กับพระบิดา ลก. 2 : 48-50
1.2 ทรงตื่นแต่เช้ามืดเพื่อการอธิษฐาน มก. 1 : 35
1.3 ทรงอธิษฐานตอนพลบค่ำหลังจากเสร็จภาระกิจการงาน มก.6 : 43-47
1.4 ทรงหาเวลาอธิษฐานอยู่เสมอ แม้มีงานมาก ลก. 5 : 15-16
1.5 ทรงอธิษฐานตลอดทั้งคืน ลก.6 : 12 22 : 40-46
1.6 ทรงอธิษฐานแม้ถูกตรึงที่ไม้กางเขน ลก. 23 : 34
1.7 ทรงอธิษฐานเผื่อเชื่อทุกวันนี้ 8 : 35

2 บุคคลต่าง ๆ ในพระคัมภีร์อธิษฐานอย่างจริงจัง
- อับราฮาม ปฐก.12 : 7-8
- โมเสส อพย. 19 : 19
- ดาวิด 2ซมอ. 7- : 18
-ดานิเ ดล ดนอ.6 : 10
-เปาโล กจ. 9 : 11

3 หลักของการอธิษฐาน
บทเรียนจากพระดำรัสสอนเรื่องการอธิษฐาน มัทธิว 6 : 5-14
-อย่าอธิษฐานด้วยท่าทีที่โอ้อวดยกตนข่มท่าน ข้อ5
-มีจิตใจจดจ่อ ใกล้ชิด กับพระองค์ ข้อ6
-รับรู้ว่าพระเจ้าทรงล่วงรู้ถึงความต้องการของเราอยู่เสมอ ข้อ7-8
-จงยกย่อง สรรเสริญความเป็นพระเจ้าของพระองค์ ข้อ9
-ถ่อมตัว เปิดใจ รับน้ำพระทัย ถวายเกียรติแด่พระองค์เป็นที่ตั้ง ข้อ10
-นำความต้องการของชีวิตของตนเองหรือผู้อื่นทูลต่อพระเจ้า ข้อ11
-มีจิตใจที่สารภาพบาป อภัย ยกโทษให้คนอื่น ข้อ12
-ขอการอวยพร คุ้มครอง ในการดำเนินชีวิตประจำวันต่อพระเจ้า ข้อ13
-จงอธิษฐานในนามพระเยซู โดยความเชื่อ

4 ชีวิตคริสเตียน : อธิษฐาน อธิษฐาน และ อธิษฐาน

จงอธิษฐานทั้งเวลาที่อยู่คนเดียว และเวลาอยู่ในที่ประชน


6.ออกไปประกาศข่าวประเสริฐ

ภาระกิจหลักของคริสตจักร(คริสเตียน) ในชุมชน คือการประกาศข่าวประเสริฐ
1 ข่าวประเสริฐ คือพระเยซูคริสต์
1.1 ทรงเป็นพระเจ้าดำรงอยู่เป็นนิรันดร์ ยน.1 : 1-3 คซ.1 : 16-17
1.2 ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์จากหญิงสาวพรหมจรรย์ โดยฤทธิ์อำนาถของพระวิญญาณรบริสุทธิ์ ยน. 1 : 14 ลก. 1 : 26-35
1.3 ทรงสิ้นพระชนบนไม้กางเขนไถ่บาปมนุษย์ และเป็นขึ้นในวันที่สาม มธ28 : 1-15 มก. 16 : 1-8 ลก.24 : 1-12 กจ.1 : 9-11
1.4 เสด็จสู่สวรรค์ และจะเสด็จกลับมาอีกครั้ง ยน14 : 3 กจ.1 : 9-11
1.5 ทรงดำรงอยู่เวลานี้ เพื่ออยู่กับเราและช่วยเรา วว. 4 : 1-11 , รม.8 : 32

2 ข่าวประเสริฐต้องถูกประกาศออกไป โดยคริสเตียน
2.1 พระเยซูสั่งให้ออกไปประกาศทั่วโลก มธ.28 : 19-20
2.2 ความรอดจะเกิดขึ้น เมื่อประกาศข่าวเสริฐ รม.10 : 5-17

3 ความรับผิดชอบของคริสเตียนทุกคน
3.1 พระเยซูสั่งให้ออกไปประกาศทั่วโลก มธ.28 : 19-20
-ผู้ที่ยังไม่ได้บังเกิดใหม่
-ผู้ที่ทำการ
3.2 สนับสนุนด้วยการถวาย ฟป.4 : 14-15
-อุปกรณ์ค่าใช้จ่ายในภาระกิจ
-ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูผู้ทำการ
3.3 พูดเรื่อง พระคุณ ความรัก ของพระเจ้าให้กับคนอื่นฟัง
3.4 พระเยซูตรัสถึงกระบวนการของการประกาศข่าวประเสริฐ “ สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัด ซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้...... ”
เราเป็นคนนั้นที่ถือรักษาสิ่งสารพัดที่พระองค์สอน
พระเยซูไก่เรารอดจากบาป เพื่อให้เราบอกเรื่องความรอดแก่คนอื่น



7 มุ่งเลิศเสริมสร้างคริสตจักร
คริสตจักรเป็นพระกายของพรเยซูคริสต์ สมาชิกทุกคนเป็นอวัยวะของพระกายของพระองค์ พระกาย (คริสตจักร) จำเริญเติบโตได้โดยความรับผิดชอบของสมาชิกทุกคน ที่ต้องช่วยกันเสริมสร้าง
1 คริสตจักร คือ ชุมชนของพระเจ้า
1.1.มีความผูกพันเป็นกายเดียวในพระคริสต์ อฟ. 2 : 14 - 16
1.2.มีความผูกพันเป็นครอบครัวเดียวกันฝ่ายวิญญาณ อฟ.2 : 19
1.3.มีความผูกพันเป็นพระวิหารอันบริสุทธิ์ อฟ.2 : 21-22
1.4.เป็นชุมที่ต้องเติบโต อฟ. 4 : 12-13

2 คริสตจักรเติบโตได้ โดยความร่วมมือของสมาชิกทุกคน อฟ. 4 : 16
2.1.ทุกคนเป็นบุตร ของพระเจ้า ที่ได้รับพระพรจากพระเจ้า อฟ. 1 : 1-9
2.2.ทุกคนมีชัยเหนือซาตาน ครองสวรรค์ร่วมกับพระเยซู อฟ.1 : 18-20,2 : 4-10
2.3.ทุกคนได้รับของประทานจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ อฟ.4 : 7-13,1 คธ.12 : 4-11 ดังนั้นสมาชิกทุกคนจึงมีความสามารถเพียงพอในการเสริมสร้างคริสตจักรให้เติบโตจนถึงความไพบูลย์ ของพระเยซูคริสต์

3 หลักปฎิบัติในการมุ่งเลิศเสริมสร้างคริสตจักร
3.1.รู้จักของประทานของตนเอง และใช้ของประทานนั้นอย่างเต็มที่ ด้วยความถ่อมใจ ด้วยความเชื่อ และด้วยใจขอบพระคุณพระเจ้า รม. 12 : 3-7
3.2. มองการรับใช้เป็นภาพรวมแห่งการพึ่งพาอาศัยกันและกัน โดยมีพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้นำสูงสุด 1 คธ .12 3.3.ให้ความรักอยู่ในทุกตารางนิ้วของกระบวนการรับใช้ ดังเลือดที่ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย 1 คธ.13
3.4.มีความตั้งใจที่จะพัฒนาตน เพื่อพัฒนาคริสตจักร 1 คธ. 14.1-12



8 เสริมรักผูกพันในครอบครัว
ครอบครัวคริสเตียนต้องสะท้อนความรักความผูกพันของพระเจ้าต่อมนุษย์
1 ครอบครัวเป็นอาณาจักรแห่งความรักที่พระเจ้ามอบให้มนุษย
1.1.สามี-ภรรยา ผูกพันเป็นกายเดียวกันด้วยความรัก อฟ.5 : 22-33
1.2.สามี-ภรรยา ผูกพันเป็นกายเดียวกันด้วยสิทธิอำนาจ 1 คธ.7 : 1-5
1.3.สามี-ภรรยา ผูกพันเป็นกายเดียวกันไม่มีสอง 1คธ. 7 : 15-18, มธ.19 : 14
1.4.สามี-ภรรยา ผูกพันเป็นกายเดียวกัน เฉพาะในโลกนี้เท่านั้น มธ.19 : 3-8,22 : 30

2 ยุทธอุบายของซาตาน เพื่อทำลายความรักผูกพันในครอบครัว
2.1.ชักนำให้ละเลยพระวจนะ ปฐก. 3 : 1-4
2.2.ชักนำให้สามี -ภรรยา มีการสมรสมากกว่า 1 ครั้ง ในขณะที่อีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่
2.3.ชักนำให้สามี - ภรรยานอกใจ ทั้งทางความคิดและการกระทำ 2 ซมอ.12 : 11
2.4.ชักนำให้สามี - ภรรยา ไม่มีเวลาให้พระเจ้า ให้กันและกัน 1 ยน.

3 การเสริมรักผูกพันในครอบครัว
3.1. สามี - ภรรยา ต้องพัฒนาตนเองให้เจริญเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ คส. 1 : 28
3.2.สามี- ภรรยา ต้องใช้เวลากับพระเจ้าด้วยกันและให้เวลากันและกัน 1 ยน.1 : 6-7
3.3.สามี-ภรรยา ต้องหลีกหนีเสียจากบรรยากาศที่ชักนำให้กระทำบาปทางความคิด และการกระทำ ต่อชาย / หญิง ที่ไม่ใช่คู่สมรสของตน ปฐก.39 : 12-13 โยเซพหลีกหนี , 2 ซมอ.11 : 2-5
3.4.สามีต้องรักเข้าใจ ให้เกียรติแก่ภรรยาเหมือนรักตนเอง 1ปต.3 : 1-6 ,อฟ,4 : 22-23
3.5.ภรรยาต้องเชื่อฟังสามี ของตนไม่ใช่สามีของคนอื่น อฟ.4 : 22-23,1ปต.3 : 1-6
3.6.ให้ความสัมพันทางเพศ เฉพาะในขอบเขตสามี – ภรรยา ของตน 1 คธ. 7 : 1-5

4 การวางตัวของคนที่ยังไม่ได้แต่งงานกันและคู่หมั้น
4.1.รักษาความบริสุทธิ์จนกว่าจะแต่งงาน 1 ธก 4 : 1-8,1คธ.7 : 36
4.2.จงตั้งเป้าหมายชีวิตคู่ตามพระวจนะและอธิษฐาน



9.มอบตัวเพื่อพันธกิจมิชชั่น
การประกาศข่าวประเสริฐ ให้กับชนทุกชาติทั่วโลก เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่คริสตจักร(คริสเตียน) ต้องถือปฎิบัติจนกว่าพระเยซูเสด็จมา
1 พันธกิจมิชชั่น : การประกาศกับคนทุกชาติที่คริสตจักรต้องปฎิบัติ
1.1. เป็นพระมหาบัญชาของพระเยซูตริสต์ มธ.28 : 19-20 ,กจ.1 : 4
1.2.คริสตจักรยุคแรกได้เชื่อฟัง
กจ. 8 : 25 ประกาศในหมู่บ้านชาวสมาเรีย
กจ. 9 : 31 ประกาศทั่วยูเดีย
กจ.10 : 1,45 ทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ ยังคนต่างชาติ
กจ.11 : 19-26,13 : 13 แต่งตั้งบารบัส , เปาโลเป็นมิชชั่นนารี
กจ.28 : 17,23-31 เปาโลประกาศสั่งสอนในกรุงโรง
1.3. เป็นแผนการแห่งความล้ำลึกและนิรันดร์ของพระเจ้า
ปฐก. 3 : 15 ข่าวประเสริบครั้งแรก
ปฐก. 12 : 1-3 พระสัญญาสำหรับโลกผ่านทางชนชาติของพระเจ้า
มธ. 1 : 1 พระเยซคริสต์มาไถ่บาปตามพระสัญญา
อฟ.3 : 1 -3 คริสตจักรอยู่เพื่อแผนการของพระเจ้า

2 พันธกิจมิชชั่น : พันธกิจที่คริสจักรต้องมีส่วนร่วม
2.1.ถวายตัวเพื่อมิชชั่นนารี กจ. 9 : 15
2.2.อธิษฐานเพื่อมิชชั่นนารีและงานของเข้า ฟป.1 : 19
2.3.มีส่วนในค่าใช้จ่าย ฟป. 4 : 15
2.4.มีส่วนในการบริจาคสิ่งของ ฟป. 4 : 16-17

3 พันธกิจมิชชั่น : คริสตจักรที่เอาใจใส่ได้รับพระพร


10.ชีวิตนั้นสร้างสรรค์ศิษยาภิบาล
ชุมชนใดๆในโลกนี้ย่อมมีผู้นำ ศิษยาภิบาลเป็นผู้นำคริสตจักร ซึ่งเป็นชุมชนของพระเจ้า
1 ศิษยาภิบาล : ผู้นำชุมชนของพระเจ้า
1.1 เป็นของประทานจากพระเจ้า เพื่อคริสตจักร อฟ. 4 : 11
1.2 เป็นผู้ปกครองดูแลรักษาจิตวิญญาณชุมชนของพระเจ้า กจ.20 : 28

2 ศิษยาภิบาล : ชีวิตที่อยู่เพื่อพระเจ้า เพื่อธรรมิกชน
กจ. 20 : 17-15 - ปรนนิบัติพระเจ้า ให้คุณประโยชน์แก่ธรรมิกชน
ฟป. 1 : 19-26 - อยู่เพื่อพระคริสต์ อยู่เพื่อธรรมิกชน

3 ศิษยาภิบาล : คนของพระเจ้าที่ธรรมิกชนต้องเอาใจใส่สร้างสรรค์
3.1. เป็นสิทธิ์ที่ศิษยาภิบาลพึงได้รับจากสมาชิก 1คธ. 9 : 3-6
3.2 .เป็นกฎของการหว่านกับการเก็บเกี่ยวตามปกติทั่วไป 1คธ. 9 : 7
3.3 .เป็นธรรมบัญญัติที่พระเจ้ากำหนดขึ้น เพื่อพระราชกิจของพระองค์ 1คธ. 9 : 8-13
3.4. เป็นคำสั่งสอนของพระเยซูคริสต์ 1คธ. 9 : 14 มธ. 10 : 10 ลก.10 : 7
3.5. เป็นความกรุณาและการเข้ามีส่วนร่วมในการรับใช้ของศิษยาภิบาล ฟป.4 : 14-16
3.6.เป็นการให้เกียรติแก่ศิษยาภิบาล เพราะงานที่เขาทำเป้นสิ่งประเสริฐ 1ธม.3 : 1 5 : 17-8
3.7 เป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้าที่ทรงพอพระทัย ฮร. 13 : 16

4 แนวทางสร้างสรรค์ศิษยาภิบาล
4.1.จัดสวัดิการให้ : บ้านพัก ปีสะบาโต การศึกษา ฯลฯ 1 คธ 9 : 3-15
4.2.ให้ค่าตอบแทนเลี้ยงชีพอย่างพอเพียง 1คธ 9 : 11-14 ฟป. 4 : 15 1ธม.5 : 17 18,3 : 1
4.3.แบ่งปันสิ่งดีให้ ฆต. 6 : 6 , ฟป. 4 : 16 , ฮร. 13 : 16
4.4.ร่วมรับใช้ ฟป.4 : 12
4.5. อธิษฐานเผื่อ อฝ.6 : 19 ฟป. 1 : 19 ฮร.13 : 18
4.6. ทำให้ศิษยาภิบาลชื่นใจ ฮร.13 : 17

My Blog

  • วินัยของน้องหมา (ข้างถนน) - วันที่ 18/8/2011 เช้านี้ขณะที่รถติดไฟแดงอยู่บริเวณสี่แยกสามย่าน ซึ่งเบื้องหน้าเป็นจามจุรีสแควร์นั้น พลันก็เหลือบเห็นน้องหมาตัวหนึ่งเดินข้ามทางม้าลายด้วยอ...
    15 ปีที่ผ่านมา
  • บทความคริสเตียน - บทความคริสเตียน http://www.gracezone.org/index.php/christian-articles บทความทางด้านจิตวิญญาณ หลักข้อเชื่อ พระเจ้า พระคัมภีร์ พระเจ้า พระคัมภีร์ แนวทางในการ...
    17 ปีที่ผ่านมา
  • คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู - คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู วัน พุธ 08 ต.ค. 08@ 17:47:37 ICT หัวข้อ: สรุปคำเทศนาประจำอาทิตย์ ดร.ทะนุ วงค์ธนานุกุล วัน อาทิตย์ ที่ 21 กันยายน 2008 พระธร...
    18 ปีที่ผ่านมา
  • - แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้...
    18 ปีที่ผ่านมา

Christian Blog

บล็อกวาไรตี้

เทคโนโลยี

ดาวน์โหลดโปรแกรมมาใหม่ล่าสุด |

วาไรตี้

ข่าวประจำวัน

สารบัญเว็บไทย

กินลม ชมทะเล ที่มาร์คเฮ้าส์บังกะโล เกาะกูด จ.ตราด

Thailand Map