Custom Search By Google

Custom Search

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552

ความหมายที่แท้จริงของการฟื้นฟู (2): ลักษณะของการฟื้นฟูประการ 1‏

สิ่งที่พระองค์อยากให้เราเป็น มีอยู่ 5 ประการ ได้แก่



ประการที่ 1. คนของพระองค์กลับไปสู่ความจริงแห่งพระวจนะ
"แต่ส่วนท่านที่รักทั้งหลายนั้น จงสร้างตัวของท่านขึ้นบนหลักคำสอนอันบริสุทธิ์ของท่านที่เชื่อกันอยู่ และจงอธิษฐานในพระวิญญาณบริสุทธิ์" (ยูดา 20)

คริสเตียนจะฟื้นฟูได้ คริสเตียนจะต้องยึดถือหลักความจริงแห่งพระวจนะ

ถ้าคุณเชื่อสิ่งที่ถูก เชื่อถูกคน คุณจะไม่ผิดหวัง แต่ตรงข้าม ถ้าคุณเชื่อสิ่งที่ผิด สุดท้ายก็จะได้มาเพียงความว่างเปล่า จะเหนื่อยเปล่า

ขอที่เราจะคิดสักนิด ถ้าพระเจ้าไม่ดูแล เราสร้างบ้านเราก็จะเหนื่อยเปล่า สิ่งที่เราเชื่อ บุคคลที่เราเชื่อ ถ้าเป็นสิ่งที่ถูก แล้วเราทุ่มเทเพื่อสิ่งนั้น เราจะไม่สูญเปล่าอย่างแน่นอน

ขอยกตัวอย่าง ดังเช่น หญิงคนหนึ่ง รักชายคนหนึ่งมาก ทุ่มเทเพื่อเขาอย่างมากมาย ถ้าชายคนนั้นเป็นคนที่น่าเชื่อถือ การทุ่มเทของหญิงคนนี้ก็ไม่สูญเปล่า แต่ถ้าชายคนนั้นไม่น่าเชื่อถือ การทุ่มเทของหญิงคนนี้ก็คงจะไร้ค่า

ขอพี่น้องพิจารณาให้ดีว่า เรากำลังเชื่อในสิ่งใดอยู่? สิ่งที่เราเชื่อเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือยัง?

แถว ๆ สีคิ้ว เมื่อนั่งรถทัวร์ผ่าน จะเป็นประติมากรรมมูลค่ากว่าร้อยล้านบาท คนที่สร้างเป็นดาราหนังที่ทุ่มเงินสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา แต่พระคัมภีร์ได้บอกชัดเจน ว่าเขาทุ่มในสิ่งที่ผิดแล้ว เขาก็จะได้เพียงความว่างเปล่า สิ่งที่เขาทุ่มไปก็จะเสียเปล่า

มีหนังสือเล่มหนึ่ง เมื่อได้อ่านแล้วรู้สึกตื่นเต้นมาก หนังสือนี้พูดถึงการฟื้นฟูในยุคสุดท้ายที่ผิดเพี้ยน หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวว่า ลัทธิตกขอบ ลัทธิผิดเพี้ยนจะเข้ามาในคริสตจักรอย่างมากมาย ซึ่งปัจจุบัน ลัทธิเทียมเท็จและเพี้ยน ๆ เหล่านี้ ได้มาในรูปแบบ "เชือดนิ่ม ๆ" มาแบบสงบ ๆ มาเหมือนกับสึนามี ที่เริ่มด้วยการที่น้ำทะเลลดลระดับลงอย่างสงบ ๆ คนที่เห็นก็ตื่นเต้น แต่ในที่สุดก็หายนะมาอย่างรวดเร็ว ลัทธิเหล่านี้ก็เช่นกัน ที่จะให้เราค่อย ๆ เดินเข้าไปหามัน ทำให้เรารับสิ่งต่าง ๆ เข้ามาโดยไม่รู้ตัว มาอย่างกลมกลืน ดูไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ผิด ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก

ถ้าอยากให้เกิดการฟื้นฟูอย่างแท้จริง ต้องกลับเข้าสู่ความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า เพื่อที่เขาจะรักพระเจ้า และเข้าใจพระวจนะของพระองค์มากขึ้น

รู้สึกเป็นห่วงอนุชนรุ่นหลังอย่างมาก ได้มีโอกาสไปค่ายอนุชนหลายที่ และได้พบว่าอนุชนหลายคนเข้าใจว่า การฟื้นฟู คือ การร้องเพลง บางทีจัดฟื้นฟูทั้งวัน ร้องเพลงทั้งวัน ซึ่งเป็นเหมือนกับทูลกับพระเจ้าให้พระเจ้าอยู่เฉย ๆ จะร้องเพลงให้ฟัง แต่ละคนร้องเพลงเก่งมาก เสียงเพราะมาก แต่ไม่รู้พระคัมภีร์เลย เมื่อเป็นเช่นนี้จะเกิดการฟื้นฟูที่แท้จริงได้อย่างไร เพราะการฟื้นฟูที่แท้จริง ต้องกลับสู่ความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า

คริสตจักรอนุรักษ์นิยมหลายแห่ง อยากให้เกิดการฟื้นฟู แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นที่พระคัมภีร์ใดดี จึงได้เริ่มรับวัฒนธรรมเข้ามา ใช้ดนตรีเป็นหลักในการฟื้นฟู นี่เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง

อยากให้ลองคิดดูนะครับว่า คริสตจักรของเรา มีความเชื่อแบบ Faith in Faith หรือ Faith in Bible? เราเชื่อในความเชื่อ เชื่อในการอัศจรรย์ เชื่อในความเชื่อของบุคคลหรือไม่? ถ้าหากเราเชื่อในสิ่งที่บุคคลคนหนึ่งเห็น เชื่อในนิมิตที่บุคคลได้เห็น ก็จะไม่เกิดการฟื้นฟูอย่างแน่นอน แต่การฟื้นฟูที่แท้จริง จะต้องนำเราไปสู่ความเชื่อในพระวจนะ เราจะต้องสนใจว่าพระคัมภีร์สอนอะไร กล่าวว่าอย่างไร




อ.นิกร สิทธิจริยาภรณ์

สรุปคำเทศนาโบสถ์จีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 12/07/2009

เรื่อง ความหมายที่แท้จริงของการฟื้นฟู

ความหมายที่แท้จริงของการฟื้นฟู (1): Introduction‏

เมื่อคุณขึ้นสวรรค์ คุณจะทูลอะไรต่อพระเยซู? บางคนอาจจะพูดว่า "พระองค์เจ้าข้า ทำไมเลือกข้าพระองค์ ทำไมจึงรักพระองค์" แต่สำหรับผม ผมจะพูดอีกประโยคหนึ่ง คือ "พระเยซูเจ้าข้า พระองค์เหนื่อยรึเปล่าครับ ลูก ๆ ของพระองค์น่ารักทั้งนั้น"

พี่น้องเพิ่งได้ผ่านการฟื้นฟูมา แต่ก่อนที่จะเข้าเนื้อหา จะขอพูดถึงเรื่องหนึ่ง นั่นคือ ข่าวการเสียชีวิตของไมเคิล แจ็คสัน เมื่อได้ยินข่าวก็รู้สึกตกใจ เพราะเพิ่งฟังเพลงของเขาได้ไม่นาน สถานีโทรทัศน์บางแห่งถึงกับงดการถ่ายทอดรายการปกติ เปลี่ยนเป็นรายการเกี่ยวกับไมเคิลแทน หนังสือพิมพ์ทุกหน้าก็จะต้องมีข่าวการเสียชีวิตของเขาอยู่หน้าหนึ่ง เป็นข่าวใหญ่ที่สุดของหนังสือพิมพ์ นี่เป็นข่าวในโลกนี้ แต่ข่าวบนสวรรค์ หรือ Heaven News จะไม่เหมือนกับข่าวของโลกนี้

การเสียชีวิตของไมเคิลแจ็คสัน ทำให้ผมคิดถึงเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องเล่า ไม่ใช่เรื่องจริง เพื่อหนุนใจคริสเตียน

ผู้รับใช้พระเจ้า 2 คน สามีภรรยา เป็นมิชชันนารีของอังกฤษไปยังทวีปแอฟริกา รับใช้อย่างสัตย์ซื่อหลายสิบปี วันหนึ่งนายกของอังกฤษไปเยี่ยมที่แอฟริกา นั่งเรือไป เมื่อขณะที่กำลังจะกลับอังกฤษ มิชชันนารีและภรรยาก็ขอกลับด้วย เพราะอายุมากแล้ว เมื่อเรือวิ่งมาถึงอังกฤษ ประชาชนอังกฤษถือป้ายต้อนรับนายกรัฐมนตรีอย่างเอิกเกริก แต่เมื่อสามีภรรยาคู่นี้เดินออกจากเรือ ไม่มีใครสนใจเลย ไม่มีใครต้อนรับ สามีจึงบ่นกับภรรยา น้อยใจ ไม่มีใครต้อนรับเลย ภรรยาท่านจึงตอบว่า "ที่รัก ไม่ต้องอิจฉาเขาหรอก เขากลับบ้านของเขาแล้ว ประชาชนจึงต้อนรับเขา แต่เรายังไม่กลับบ้าน"

พี่น้องครับ สำหรับโลกนี้ ข่าวของ ไมเคิล แจ็คสัน ดังมาก การเสียชีวิตของคริสเตียนคนหนึ่งคงจะไม่ดังเช่นนี้ อาจจะมีข่าวเพียงเล็กน้อย เพราะโลกนี้ไม่เห็นความสำคัญของการจากไปของคริสเตียน แต่พระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวเช่นนั้น

"มรณกรรมแห่งธรรมิกชนของพระองค์ สำคัญในสายพระเนตรพระเจ้า" (สดุดี 116:15)

การเสียชีวิตของคริสเตียน สำคัญในสายพระเนตรของพระเจ้า ดังนั้นพี่น้องไม่ต้องอิจฉาข่าวการเสียชีวิตของไมเคิล แจ็คสัน เพราะนี้เป็นข่าวในโลกนี้ แต่ข่าวบนสวรรค์ คือ "เตรียมต้อนรับคริสเตียนกลับบ้าน" และจะมีทูตสวรรค์ต้อนรับเรากลับสู่บ้านบนสวรรค์

เราเป็นคนของพระเจ้า ขอพระเจ้าหนุนใจท่านด้วยพระคัมภีร์ข้อนี้ ใครอยากเป็นคนแรกก็ได้นะครับ



การฟื้นฟูคืออะไร? การฟื้นฟูไม่มีทางที่มนุษย์คนหนึ่งคนใดจะทำให้เกิดขึ้นได้

อาทิตย์ที่แล้วที่มีงานฟื้นฟู ก็ไม่ใช่การฟื้นฟู แค่มีป้ายบอกว่าฟื้นฟู แต่การฟื้นฟูจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีสิ่งที่จะกล่าวหลังจากนี้เกิดขึ้น

"7 ท่านทั้งหลายจงระลึกถึงหัวหน้าของท่าน ผู้ซึ่งได้ประกาศพระวจนะของพระเจ้าแก่ท่าน และจงพิจารณาดูผลปลายทางที่เกิดแก่เขา แล้วจงตามอย่างความเชื่อของเขา
8 พระเยซูคริสต์ยังทรงเหมือนเดิมในเวลาวานนี้ และเวลาวันนี้ และต่อๆไปเป็นนิจกาล
9 อย่าหลงไปตามคำสอนต่างๆที่แปลกๆ เพราะว่าเป็นการดีอยู่แล้วที่จะให้กำลังใจเข้มแข็งขึ้นด้วยพระคุณ ไม่ใช่ด้วยอาหารการกิน ซึ่งไม่เคยเป็นประโยชน์แก่คนที่หลงติดอยู่เลย" (ฮีบรู 13:7-9)

คริสตจักรสะพานเหลืองมาถึงจุดนี้ได้ เพราะคนสมัยก่อนวางรากไว้ดี เพราะถ้ารากไม่ดี แตกไปนานแล้ว พระธรรมฮีบรูจึงให้เราระลึกถึงคนสมัยก่อนที่ได้วางรากเอาไว้ดี ของดีแล้วอย่าเปลี่ยน หรืออาจเปลี่ยนให้ดีขึ้นก็ได้ แต่ถ้าเปลี่ยนจากสิ่งที่ดีเป็นสิ่งที่เลวนั้นน่ากลัว

เช่นเพลงชีวิตคริสเตียนหลายเพลงดีมาก อย่าไปเปลี่ยนมาก เพราะเพลงทุกเพลงในบทเพลงชีวิตคริสเตียนเขียนมาจากชีวิต เช่น "สรรเสริญ สรรเสริญ สรรเสริญ" ซึ่งมีเนื้อหาดีมาก ต้องสรรเสริญ 3 ครั้ง หมายถึง สรรเสริญพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือเพลง "ชาวโลกทั้งหลายชื่นใจยินดี" ซึ่งไล่จากโน๊ตตัวโดสูง เป็นโน๊ตตัวโดต่ำ แสดงถึงว่ามนุษย์จะไม่สามารถเข้าหาพระเจ้าได้ แต่พระเจ้าจำเป็นต้องเสด็จลงมาในโลกนี้ เพื่อเปิดหนทางแก่เรา

พระเยซูคริสต์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่เราต้องระมัดระวังในการตีความ เพราะการที่พระองค์เหมือนเดิมวานนี้ วันนี้ และต่อ ๆ ไปเป็นนิตย์ หมายความว่า พระองค์ทรงดูแลคนในอดีตอย่างไร ก็จะทรงดูแลชีวิตเราด้วยเช่นกัน

การฟื้นฟู คืออะไร? เมื่อพูดถึงคำว่า "ฟื้นฟู" ก็จะต้องคิดถึงภาษาไทย 2 คำ ได้แก่ "ร้อนรน" และ"ร้อนแรง" และเป้าหมายของการฟื้นฟู คือ เพื่อให้คริสเตียนร้อนรน ไม่ใช่ร้อนแรง

พระเจ้าทรงสร้างให้มนุษย์มีอุณหภูมิกาย 37 องศาเซลเซียส ทำไมตัวเราจึงอุ่น เพราะตัวเรามีไฟ มีการเผาผลาญตลอดเวลา เช่นกัน เป้าหมายของการฟื้นฟู คือให้คริสเตียนมีอุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เป็นปกติ ดังที่ควรจะเป็น นั่นคือ พระองค์อยากให้คริสเตียนเป็นตามปกติตามที่พระองค์ทรงประสงค์ให้คริสเตียนเป็น และถ้าทุกคนกลับมาเป็นปกติดังที่พระองค์อยากให้เป็น นั่นแหละ การฟื้นฟูจะเกิดขึ้น แต่ถ้าการฟื้นฟูไม่ใช่มาจากพระเจ้า สิ่งนั้นจะทำให้ร้อนแรง คืออุณหภูมิเกินกว่าปกติ





อ.นิกร สิทธิจริยาภรณ์

สรุปคำเทศนาโบสถ์จีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 12/07/2009

เรื่อง ความหมายที่แท้จริงของการฟื้นฟู

How To Be Like Jesus (5)‏

ความอ่อนโยนของพระเยซูคริสต์ต่อคนทั้งหลาย (2)

เรามักจะคิดว่าเมื่อคนคนหนึ่งมาเชื่อในพระเจ้าแล้วจะได้รับการเปลี่ยนแปลงทันทีทั้งหมดจากความบาปของเขา เมื่อเขาได้รับการสร้างใหม่ก็ไม่น่าจะต้องดิ้นรนกับบาปเก่า ๆ ที่มีอยู่ ซึ่งก็เป็นจริงในบางกรณี คือมีผู้ที่เชื่อแล้วได้รับการเปลี่ยนแปลงทันที แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในทุก ๆ กรณี บางคนใช้เวลาเป็นเดือน บางคนใช้เวลาหลายปีในการเอาชนะบาปเก่า ๆ ในชีวิตของตัวเอง หลายครั้ง

ดังเช่นคนที่ติดยาเสพติด เมื่อพยายามที่จะเลิกก็ดูเหมือนยาก ถ้าเขาล้มเลิก ยอมแพ้ เขาก็จะไม่สามารถที่จะเลิกได้สำเร็จ

มีผู้หนึ่งที่ติดยาเสพติด ติดเหล้าทั้งสามีและภรรยา ชีวิตครอบครัวเกือบจะล่มสลาย เขาทั้งสองหมดหวัง เมื่อมีผู้หนึ่งชวนคู่นี้ไปโบสถ์ เขาก็ได้ลองไปดู ครั้งแรกที่ไปโบสถ์ ทั้งคู่ก็ได้รับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วย

ผู้ที่เป็นภรรยา เมื่อรับเชื่อ เขาสามารถเลิกยาเลิกเหล้าได้ทันที แต่สามีของเขาไม่สามารถที่จะทำได้ทั้งหมดในช่วงแรก ใช้เวลาประมาณ 9 เดือน ก่อนที่จะเลิกได้ ระหว่างนั้นเขาล้มเหลวหลายครั้ง แต่ภรรยาก็คอยให้กำลังใจ และคริสตจักรก็พยายามช่วยเหลืออย่างมาก ทุกครั้งที่เขาล้มลง เขาทั้งหลายก็ช่วยให้เขาลุกขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง คนเหล่านั้นได้สำแดงความรักในการเข้าไปช่วยเขา จนเขาสามารถยืนได้ด้วยตัวเอง

เพราะว่าเรามักจะคิดว่าคริสเตียนคงจะไม่เสพติดอะไรหรอก จึงไม่ค่อยพูดถึง ดังนั้นคริสเตียนคนไหนที่เสพติดอะไรบางอย่างก็พยายามที่จะซ่อนเอาไว้ และไม่กล้าบอกใคร

ทราบหรือไม่ ว่าสิ่งเสพติดสำคัญอันดับหนึ่งในกลุ่มคริสเตียน คือ สิ่งลามกที่พบได้ในอินเตอร์เนต

ผลสำรวจพบว่า แม้ศิษยาภิบาลเอง มีถึง 50% ที่เข้าถึงสื่อลามกเหล่านี้ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้สามารถดูคนเดียวส่วนตัวได้ จึงไม่ค่อยมีโอกาสที่จะโดนจับได้ เลยกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่มากทั่วโลก

เราจะทำอย่างไร ถ้าเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ ติดสื่อลามกเหล่านี้ เราจะบอกว่า ก็สมแล้วนี่หน่า ไม่ควรที่จะทำตั้งแต่แรกอยู่แล้ว หรือตกใจมาก เลยไม่กล้าพูดคุยกับเขาอีกเลย

ถ้าจะเหมือนพระเยซูคริสต์ เราจำเป็นต้องสำแดงความรักกับคนเหล่านั้น จะต้องช่วยเหลือเขาในสิ่งที่เขาต้องการ เราจำเป็นต้องช่วยจนที่เขาได้รับอิสรภาพจากสิ่งเหล่านี้ได้ จำเป็นจะต้องอาศัยความพยายามเพราะเขาอาจจะล้มเหลวหลายครั้ง

ในกรณีนี้ต่างจากในกรณีแรกที่เราจะต้องสร้างขอบเขต เพราะในกรณีแรกนั้น คนเหล่านั้นไม่ยอมเปลี่ยนแปลง แต่ในกรณีนี้ คนคนนั้นพยายามอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง

พระเยซูคริสต์ไม่เคยที่จะเพิกเฉยกับความบาปของยอห์นและยากอบ แต่ทรงพยายามช่วยเขาทั้งสองจนกระทั่งทั้งสองได้รับการเปลี่ยนแปลง เราจำเป็นต้องช่วยเหลือพี่น้องที่กำลังดิ้นร้นให้พ้นจากบาปที่มีอยู่เช่นกัน

บทเรียนตรงนี้ คือ ในฐานะที่เป็นผู้เชื่อ เราจำเป็นต้องช่วยเหลือคนเหล่านั้นที่กำลังดิ้นรนที่จะหลุดพ้นจากความบาป

มีใครที่หวังว่าจะไม่ทิ้งเขาหรือหมดหวังในตัวเขาเมื่อเขาล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า หรือมีใครที่เราพยายามที่จะเดินไปกับเขาตลอด แม้จะเป็นหนทางที่ยาวไกล จนเขาสามารถทำได้สำเร็จได้หรือไม่ ?

พระเยซูคริสต์ทรงมีคำพูดที่สำแดงความรักให้กับผู้คน พระองค์มักจะพูดความจริงในความรัก พระองค์มักจะกล่าวความจริง และหนุนใจให้เรายึดความจริงนั้น

มารธาเศร้าโศกกับการเสียชีวิตของลาซารัส พระเยซูคริสต์ก็ได้บอกความจริงถึงการที่ลาซารัสจะฟื้นขึ้นมา

เมื่อพระองค์ทรงฟื้นพระชนม์ พระองค์ได้ไปหาโธมัส พระองค์จึงทรงให้เขาสัมผัสพระองค์ เพื่อที่เขาจะเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตายแล้ว

พระคำของพระเจ้าเป็นกำลังใจอย่างมากสำหรับชีวิตของเรา พระองค์ตรัสกับเรา เมื่อเราได้ยินพระองค์ ก็จะเป็นกำลังให้เรายึดพระองค์ไว้ พระองค์สำแดงความรักโดยการสนองความต้องการเมื่อเราต้องการกำลังใจ เราจำเป็นจะต้องทำเช่นเดียวกันกับผู้อื่นด้วย

คนที่เราติดต่อด้วย ทุกคนต้องการกำลังใจ บางครั้งเขาต้องการความจริง บางทีเราก็จำเป็นที่จะต้องไม่เห็นด้วยกับเขา และเขาเองก็ต้องการความจริงเกี่ยวกับว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้ใดและพระองค์ทรงสามารถช่วยเขาได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เขาก้าวเดินต่อไปในทุก ๆ สถานการณณ์

เราเองจำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เหมือนพระเยซูคริสต์มากขึ้นในเรื่องคำพูดของเรา บางครั้งเรามักจะพูดความจริง แต่แทนที่จะสร้างสรรค์ กลับกลายเป็นการทำลายความรู้สึก ความจริงควรจะเป็นการเยียวยามากกว่าใช้เป็นอาวุธ

บางทีเราไม่กล้าพูดความจริง เพราะกลัวว่าผู้ที่เราไปพูดด้วยจะไม่พอใจ แต่พระเยซูคริสต์ตรัสความจริงเสมอ เพราะนี่เป็นหนทางเดียวที่จะเป็นการให้กำลังใจ และการที่เราพูดความจริงด้วยความรัก จะเป็นการสร้างคนอื่นขึ้นมา

มีอะไรที่เราจะต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงในเรื่องคำพูดหรือไม่ ? หรือเราจำเป็นต้องเลิกกลัวแล้วเริ่มที่จะพูดความจริงแก่ผู้อื่น ? หรืออาจต้องเรียนรู้ในการพูดความจริงโดยการเพิ่มความอ่อนโยนเข้าไปด้วย ?

เราจะต้องมีเวลาที่จะใช้กับพระเยซู เพื่อที่จะเรียนรู้จากพระองค์ แล้วเราจะสามารถพูดได้อย่างเหมาะสม

เราจะเป็นเหมือนพระองค์ได้อย่างไร? ไม่ใช่การพยายาม แต่เป็นการยอมรับการเปลี่ยนแปลง

ขอที่เราจะใช้เวลากับพระองค์ เข้าใกล้ชิดกับพระองค์ เติบโตทางวิญญาณ เพื่อที่เราจะสามารถก้าวร้าวต่อบาป และอ่อนโยนกับผู้คนได้ ขอสิ่งเหล่านี้ที่จะเกิดขึ้นในชิวตของเรา



อ. Melinda Burnette

คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง เมื่อวันที่ 09/08/2009

เรื่อง How To Be Like Jesus

แปลโดย มน.นิลุบล วงศ์วรเศรษฐ์

How To Be Like Jesus (4)‏

ความอ่อนโยนของพระเยซูคริสต์ต่อคนทั้งหลาย (1)

พระองค์ทรงแข็งกร้าวกับความบาป แต่ทรงอ่อนโยนกับคน พระองค์ทรงรักผู้คนและปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นอย่างผู้ที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี

สิ่งหนึ่งที่พระองค์ทรงสำแดง คือ การให้อภัย

"1 แต่พระเยซูเสด็จไปยังภูเขามะกอกเทศ
2 ในตอนเช้าตรู่พระองค์เสด็จเข้าในบริเวณพระวิหารอีก คนทั้งหลายพากันมาหาพระองค์ พระองค์ก็ประทับนั่งและเริ่มสั่งสอนเขา
3 พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี ได้พาผู้หญิงคนหนึ่งมา หญิงผู้นี้ถูกจับฐานล่วงประเวณี และเขาให้หญิงผู้นี้ยืนอยู่หน้าฝูงชน
4 เขาทูลพระองค์ว่า 'พระอาจารย์เจ้าข้า หญิงคนนี้ถูกจับเมื่อกำลังล่วงประเวณีอยู่
5 ในธรรมบัญญัตินั้นโมเสสสั่งให้เราเอาหินขว้างคนเช่นนี้ให้ตาย ส่วนท่านจะว่าอย่างไรในเรื่องนี้'
6 เขาพูดอย่างนี้ เพื่อทดลองพระองค์หวังจะหาเหตุฟ้องพระองค์ แต่พระเยซูทรงน้อมพระกายลงเอานิ้วพระหัตถ์เขียนที่ดิน
7 และเมื่อพวกเขายังทูลถามอยู่เรื่อยๆ พระองค์ก็ทรงลุกขึ้นตรัสตอบเขาว่า 'ผู้ใดในพวกท่านที่ไม่มีผิด ก็ให้ผู้นั้นเอาหินขว้างเขาก่อน'
8 แล้วพระองค์ก็ทรงน้อมพระกายลงเอานิ้วพระหัตถ์เขียนที่ดินอีก
9 แต่เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินดังนั้น เขาทั้งหลายจึงออกไปทีละคนๆ เริ่มจากคนเฒ่าคนแก่ เหลือแต่พระเยซูตามลำพัง กับหญิงคนนั้นที่อยู่ต่อพระพักตร์พระองค์
10 พระเยซูทรงเงยพระพักตร์ขึ้นตรัสกับนางว่า 'หญิงเอ๋ย พวกเขาไปไหนหมด ไม่มีใครเอาโทษเจ้าหรือ'
11 นางนั้นทูลว่า 'พระองค์เจ้าข้า ไม่มีผู้ใดเลย' และพระเยซูตรัสว่า 'เราก็ไม่เอาโทษเจ้าเหมือนกัน จงไปเถิดและอย่าทำผิดอีก' "(ยอห์น 8:1-11)

หญิงผู้หนึ่งได้ถูกจับ เพื่อที่จะลงโทษ และผู้นำได้เชิญพระเยซูคริสต์มาเพื่อที่จะพิพากษาลงโทษหญิงนั้น แต่พระองค์ทรงให้โอกาสที่เขาจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ พระองค์ทรงให้โอกาสกับหญิงคนนั้นที่แม้ว่าเขาจะทำผิด แต่เขาก็ได้รับความอับอายแล้ว

การที่เปโตรได้ปฏิเสธพระองค์ก่อนที่จะทรงถูกตรึงที่กางเขน ส่วนตัวเปโตรรู้สึกสิ้นหวัง คงจะทำสิ่งใดไม่ได้ และเขาคงคิดว่าคนอย่างเขาคงจะหมดหวังที่จะรับใช้พระเจ้าอีกต่อไป คงจะไม่มีสิ่งใดที่จะเยียวยาความผิดที่เขาทำ เขารู้สึกว่าเขาได้ทำผิด และรู้สึกเสียใจ แต่พระเยซูทรงสำแดงความรักต่อเปโตรเมื่อทรงมาหาเขา และพระองค์ทรงนำให้เปโตรกลับเป็นผู้นำเหน่าสาวกอีกครั้งหนึ่ง

เราได้รับการอภัยบาปจากพระองค์ผ่านทางไม้กางเขน แม้ว่าเราสมควรได้รับโทษนั้น แต่ก็ทรงยกโทษบาปผิดของเรา และนำเราให้กลับมีความสัมพันธ์กับพระองค์ นี่เป็นหนทางที่พระองค์สำแดงความรักแก่ผู้อื่น

เมื่อผู้ใดที่ทำผิดต่อเรา และรู้สึกสำนึกผิด สิ่งที่เราควรจะตอบสนอง คือ การให้อภัย การที่พระองค์ทรงให้อภัยเรา เราจึงควรรับการอภัย และให้อภัยผู้อื่นด้วย

เนื่องด้วยเราเป็นคนบาป เราจึงมักจะมีศูนย์กลางคือตัวเอง และมักจะรู้สึกว่าผู้ที่ทำเราเจ็บปวด ควรจะได้รับการตอบสนองก่อนที่จะยกโทษ แต่เมื่อเราทำผิดกับผู้อื่น คนอื่นควรจะยกโทษให้เราเพราะเราไม่ได้ตั้งใจ

เมื่อใดก็ตามที่เราเข้าหาพระองค์ด้วยใจที่สำนึกผิด พระองค์ก็ทรงให้อภัยเรา การที่จะเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ และเราก็จำเป็นต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นเช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเลิกจำกัดขอบเขตความสัมพันธ์ แต่ความสัมพันธ์จะได้รับการรื้อฟื้น และพร้อมที่จะก้าวเดินต่อไป

การให้อภัยผู้อื่นนี่เอง เป็นการสะท้อนถึงหัวใจของพระเยซูคริสต์

มีผู้ใดที่เรารู้สึกว่าเราให้อภัยไม่ได้หรือไม่? หรือว่าเราพยายามทำให้เขารู้สึกแย่โดยการที่ไม่ยอมพูดกับเขา หรือวิพากษ์วิจารณ์ให้ผู้อื่นฟัง? ให้เราระลึกว่า นี่ไม่ใช่วิธีที่พระเยซูคริสต์ทรงปฏิบัติ เราจะเลือกทำเพื่อพระองค์ ก็โดยการให้อภัยผู้อื่น

พระเยซูคริสต์ทรงสำแดงความรักแก่คนเหล่านั้นที่ติดอยู่กับความบาป คนเหล่านี้มีความผิดพลาดในชีวิต ถ้าเราจะนึกถึง ก็คือ ยากอบและยอห์น เขาทั้งสองได้ฉายาว่าลูกแห่งฟ้าร้อง เพราะความใจร้อนของเขาทั้งสอง

"51 ครั้นจวนเวลาที่พระองค์จะทรงถูกรับขึ้นไป พระองค์ทรงตั้งพระทัยแน่วไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
52 และพระองค์ทรงใช้ทูตล่วงหน้าไปก่อน เขาก็เข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของชาวสะมาเรีย เพื่อจะเตรียมไว้ให้พระองค์
53 ชาวบ้านนั้นไม่รับรองพระองค์เพราะพระองค์กำลังเสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
54 เมื่อสาวกของพระองค์ คือยากอบและยอห์นได้เห็นดังนั้น เขาทูลพระองค์ว่า 'พระองค์เจ้าข้า พระองค์พอพระทัยจะให้ข้าพระองค์ขอไฟลงมาจากสวรรค์เผาผลาญเขาเสียหรือ'
55 แต่พระองค์ทรงเหลียวมาห้ามปรามเขา" (ลูกา 9:51-55)

เมื่อพระเยซูทรงไม่ได้รับการต้อนรับ เขาทั้งสองก็ขอให้พระองค์ส่งไฟมาเผาหมู่บ้านนี้ ซึ่งดูแล้วก็ไม่ได้สำแดงความรักเท่าไรนัก และก็มีเหตุการณ์ที่เขาทั้งสองขอพระเยซูคริสต์ที่จะได้รับเกียรติสูง ซึ่งทำให้เห็นว่าเขาทั้งสองไม่เข้าใจถึงการรับใช้ผู้อื่นด้วยใจถ่อม

แต่พระเยซูก็มิได้ทรงหมดหวังกับเขาทั้งสอง พระองค์ทรงดำเนินชีวิตอยู่กับเขา ช่วยเขา ค่อย ๆ เปลี่ยนเขา จนชีวิตของเขาทั้งสองได้รับการเปลี่ยนแปลง ในท้ายที่สุด ยอห์นก็ได้รับการเรียกว่า สาวกแห่งความรัก พระเยซูคริสต์ได้เปลี่ยนชีวิตของเขา แต่ก็ต้องใช้เวลาทั้งชีวิต



อ. Melinda Burnette

คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง เมื่อวันที่ 09/08/2009

เรื่อง How To Be Like Jesus

แปลโดย มน.นิลุบล วงศ์วรเศรษฐ์

How To Be Like Jesus (3)‏

การแข็งกร้าวกับความบาปของพระเยซูคริสต์ (con’t)

3. ความบาปของสังคม

พระเยซูคริสต์ทรงบริสุทธิ์ และทรงยุติธรรม พระองค์เผชิญหน้ากับความบาปและความอยุติธรรมเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้

ดังเหตุการณ์ที่พระเยซูคริสต์ทรงขับไล่คนที่ค้าขายในวิหาร คนเหล่านั้นทำให้คนจนไม่สามารถเข้ามานมัสการพระเจ้าได้ พระเยซูคริสต์ทรงพยายามที่จะไม่ให้เกิดการเหยียดชาวต่างชาติหรือรังเกียจกลุ่มคนบางกลุ่ม โดยการที่ทรงมีความสัมพันธ์กับคนต่างชาติ คนพิการ โสเภณี คนที่สังคมไม่ยอมรับ และพระองค์ตรัสตรง ๆ กับคนเหล่านั้นที่วางตัวเป็นผู้ตัดสินผู้อื่น ดังนั้น การที่จะเป็นเหมือนพระองค์ ก็คือ การที่เราจะแข็งกร้าวกับความบาป กำจัดความอยุติธรรมในสังคมด้วย

เราไม่ใช่เป็นคริสเตียน แล้วจำกัดชีวิตแค่มาโบสถ์ ศึกษาพระคัมภีร์ มีชีวิตที่สุขสบายเท่านั้น แต่เราได้รับการเรียกเพื่อให้เผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ไม่ยุติธรรมในสังคม

สังคมโลก ไม่ใช่สังคมที่มีความยุติธรรม ผู้คนในโลกนี้มีหลายคนที่ถูกเอาเปรียบ ริดรอนสิทธิ์ และถูกเหยียดหยาม ผู้เชื่อก็ได้รับการเรียกมาเพื่อที่จะเป็นปากเสียงให้กับคนเหล่านี้

ถ้าเรามองสถานการณ์รอบตัว เราจะเห็นเหตุการณ์เหล่านี้มากขึ้น เราพบว่าผู้ลี้ภัยอพยพได้ถูกริดรอนสิทธิ์ มีผู้หญิงและเด็กถูกขายไปเพื่อที่ครอบครัวของเขาจะได้เงิน เราได้เห็นเด็ก ๆ ในชุมชนแออัดไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ เราได้เห็นชาวนาชาวประมงที่ทำมาหากินไม่ได้ หรือไม่พอกิน เพราะมีผู้อื่นคอยเอาเปรียบ เราได้เห็นแรงงานได้รับค่าจ้างต่ำ เพื่อที่เจ้าของจะได้กำไรมากขึ้น

ความบาปเหล่านี้ พระเยซูทรงแข็งกร้าวด้วย และพระองค์ทรงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

บทเรียนจากตรงนี้ ก็คือ ความอยุติธรรมเป็นความบาปที่ผู้เชื่อจำเป็นต้องจำกัดออกไป

แล้วเราจะทำอย่างไรกับสังคมที่เราอยู่ เพื่อให้ความยุติธรรมเกิดขึ้น?

การเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ได้ เราจะต้องมีจิตใจที่จะเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ เหมือนที่พระองค์ทรงรู้สึก หมายถึงเราจะต้องแข็งกร้าวกับความบาปที่เกิดขึ้นในสังคม เราจำเป็นต้องทำให้เกิดสิ่งที่ถูกต้องสำหรับผู้ที่ไม่มีสิทธิ์ ไม่มีปากเสียง ไม่มีอำนาจที่จะทำด้วยตัวเอง

เรายินดีหรือไม่ที่จะสนับสนุนการศึกษาของผู้ยากจน หรือการที่เข้าไปสอนหญิงที่ตั้งใจที่จะเลิกเป็นโสเภณี โดยการเข้าไปช่วยสอนการทำงานให้ หรือการช่วยให้คนมีงานที่ดีขึ้น ถ้าเราอยากเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งทีเราจำเป็นต้องทำ



อ. Melinda Burnette

คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง เมื่อวันที่ 09/08/2009

เรื่อง How To Be Like Jesus

แปลโดย มน.นิลุบล วงศ์วรเศรษฐ์

How To Be Like Jesus (2)‏

การแข็งกร้าวกับความบาปของพระเยซูคริสต์ (con’t)

2. ความบาปของคนรอบข้าง

สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับคนรอบข้างที่ใกล้ชิดกับเรา เราจำเป็นต้องกล้าที่จะเผชิญหน้า และบางครั้งจะต้องวางขอบเขตสำหรับความสัมพันธ์

"31 ตั้งแต่เวลานั้นมา พระองค์กล่าวสอนสาวกว่า บุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์ทรมานหลายประการ พวกผู้ใหญ่ พวกมหาปุโรหิต และพวกธรรมาจารย์จะไม่ยอมรับพระองค์ ในที่สุดพระองค์จะต้องถึงถูกประหารชีวิต แต่ในวันที่สามพระองค์จะทรงเป็นขึ้นมาใหม่
32 คำเหล่านี้พระองค์ตรัสโดยเปิดเผย ฝ่ายเปโตรเอามือจับพระองค์แล้วก็ทูลท้วง
33 พระองค์จึงทรงหันพระพักตร์ดูเหล่าสาวกแล้วติเปโตรว่า 'อ้ายซาตาน จงไปให้พ้น เพราะเจ้าคิดอย่างคน มิได้คิดอย่างพระเจ้า' " (มัทธิว 8:31-33)

พระเยซูทรงรักเปโตร และพระองค์ก็ไม่สามารถเพิกเฉยต่อความบาปในชีวิตของเปโตรได้ พระองค์ตรัสกับเปโตรในเรื่องนี้อย่างเผชิญหน้า เกี่ยวกับความบาปของท่าน ซึ่งการที่พระเยซูทรงกระทำเช่นนั้น เป็นสิ่งที่ดีสำหรับชีวิตของเปโตร และดีสำหรับสาวกคนอื่น ๆ ด้วย

การที่จะแข็งกร้าวกับความบาป ไม่ได้หมายความว่าจะตำหนิวิจารณ์ตลอดเวลา แต่หมายความว่า เราไม่สามารถเพิกเฉยหรือมองข้ามความบาปของคนรอบข้างของเรา เพราะความบาปของเขาก็มีผลต่อชีวิตเราและคนรอบข้างเช่นกัน

การที่จะได้รับการเปลี่ยนใหม่ให้เป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ เราจำเป็นต้องทำตามอย่างพระองค์ด้วย ถ้าคนที่เรารักได้ทำความผิดบาป ก็เป็นหน้าที่ของเราที่เราจะต้องเผชิญหน้าอย่างตรงไปตรงมา และคาดหวังด้วยว่าเขาจะทำเช่นเดียวกัน

อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่สบายใจเท่าไรนัก เพราะผู้ที่เราเผชิญหน้าอาจจะไม่พอใจ โกรธ หรือทำให้ความสัมพันธ์แย่ลง แต่ในฐานะที่เป็นผู้เชื่อ เราไม่สามารถเลือกได้ว่าส่วนใดที่เราอยากเชื่อฟัง และส่วนใดที่เราเลือกที่จะไม่ทำ แต่เราจะต้องบริสุทธิ์เพราะพระองค์ทรงบริสุทธิ์ เราจะต้องทำเช่นเดียวกับที่พระเยซูคริสต์ทรงปฏิบัติกับเปโตร

ต้นปีนี้ มีสุภาพสตรีสองท่านได้มาคุยกับข้าพเจ้าโดยตรงเกี่ยวกับความบาปของข้าพเจ้า เขาได้กล่าวว่าการกระทำบางอย่างของข้าพเจ้าที่ทำให้เขารู้สึกสะดุด แรก ๆ ข้าพเจ้ารับไม่ได้ หลังจากนั้นก็เริ่มเปลี่ยนเป็นโกรธ แต่เมื่อพระเจ้าตรัสในจิตใจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็พบว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นความจริง ก็เลยเปลี่ยนจากความโกรธเป็นความเศร้า รู้สึกเสียใจว่าได้ทำสิ่งที่ไม่ดีต่อเขา และพระเจ้าทรงนำให้ข้าพเจ้าได้ไปขอโทษเขา และได้เปลี่ยนแปลงชีวิต ทำให้รู้สึกสบายใจขึ้น เพราะพระเจ้าได้รับเกียรติจากสิ่งที่เกิดขึ้น และข้าพเจ้าได้เติบโตในความรู้สึก และข้าพเจ้าก็เข้าใจว่าสุภาพสตรีทั้งคนทั้งสองนั้น ได้มีความรักต่อข้าพเจ้า จึงกล้าที่จะกล่าวกับข้าพเจ้าโดยตรง

แต่ตรงกันข้าม ถ้าหากว่าคนที่เราเผชิญหน้าด้วยปฏิเสธที่จะเปลี่ยนแปลง เราก็จำเป็นจะต้องวางขอบเขตของเราด้วย โดยจำกัดขอบเขตความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเขา ทั้งอาจจะต้องเลิกติดต่อกับเขาโดยเด็ดขาด หรือจำกัดความสัมพันธ์นั้น

พระเยซูทรงทราบว่ายูดาสวางแผนทรยศ และพระองค์ทรงให้โอกาสยูดาสในการกลับใจใหม่ แต่เมื่อเขาไม่กลับใจไม่ พระองค์ก็ผลักไสเขาออกไป

"แต่ข้าพเจ้าเขียนบอกท่านว่า ถ้าผู้ใดได้ชื่อว่าเป็นพี่น้องแล้ว แต่ยังล่วงประเวณี เป็นคนโลภ เป็นคนถือรูปเคารพ เป็นคนปากร้าย เป็นคนขี้เมา หรือเป็นคนฉ้อโกง อย่าคบคนอย่างนั้น แม้จะกินด้วยกันก็อย่าเลย" (1โครินธ์ 5:11)

การสานความสัมพันธ์กับคนที่เมื่อทำผิดแล้วไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง มักจะนำความเสียหายมาสู่เราและคนรอบข้าง การที่จะแข็งกร้าวกับความบาปเราจำเป็นต้องจำกัดขอบเขตความสัมพันธ์ เพื่อที่จะปกป้องตัวเราและคนรอบข้าง ที่จะปิดกั้นผลของความบาปของเขา ไม่ให้มาถึงเราและคนใกล้ชิด การจำกัดความสัมพันธ์นี้ เราอาจจำเป็นต้องจำกัดการติดต่อให้อยู่เฉพาะในที่สาธารณะ หรือกลุ่มคนที่มีความเชื่อ

ถ้ามีใครที่ชอบกระแนะกระแหน ชอบวิจารณ์เราเสมอ หรือมักจะขอให้เราทำนู่นทำนี่ให้อยู่เรื่อย และทำให้เรารู้สึกผิดเมื่อเราไม่สามารถตอบสนอง เมื่อเราปฏิเสธเขา อาจดูเหมือนการไม่มีความรัก ไม่ให้อภัย แต่คนที่ไม่ยอมเปลี่ยนนั้น จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงเมื่อผลของความบาปนำผลเสียอย่างร้ายแรง จนกระทั้งต้องเลือกระหว่างความบาปและความสัมพันธ์ และจุดมุ่งหมายที่เราจำกัดความสัมพันธ์กับเขา ก็เพื่อที่จะให้เขาเลิกทำบาป ไม่ใช่ให้เขาเลิกความสัมพันธ์

เราไม่สามารถช่วยให้ใครรอดได้ แต่พระเจ้าทรงเรียกให้รักคนเหล่านั้น และการจะรักได้ก็จำเป็นต้องทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายที่สุดสำหรับเรา

ถ้าเพื่อนของเรามีพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง เราจะยอมที่จะมีความสัมพันธ์กับเขาต่อไปหรือไม่? หรือเราจะขอพระเจ้าที่จะให้มีคำพูดที่ถูกต้อง และรู้ว่าจะมีระดับความสัมพันธ์มากเพียงใดเพื่อช่วยให้เขาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม?



อ. Melinda Burnette

คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง เมื่อวันที่ 09/08/2009

เรื่อง How To Be Like Jesus

แปลโดย มน.นิลุบล วงศ์วรเศรษฐ์

How To Be Like Jesus (1)‏

เราเป็นคริสเตียน เราอยากที่จะเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ แต่เราไม่สามารถที่จะพยายามเลียนแบบพฤติกรรมของพระองค์ แล้วหวังว่าจะทำได้ดี แต่เราจำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงจากภายในออกมาสู่ภายนอก

เราจะเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์ได้ เมื่อเราเกลียดชังความบาป และรักคนทั้งหลาย

วันนี้ เราจะได้เรียนรู้ร่วมกันว่า พระเยซูทรงแข็งกร้าวกับความบาปอย่างไร ? และทรงอ่อนโยนกับคนทั้งหลายอย่างไร ?



การแข็งกร้าวกับความบาปของพระเยซูคริสต์

พระองค์ทรงแข็งกร้าวกับความบาป 3 ด้าน ซึ่งเราจะต้องเปลี่ยนแปลงในสามสิ่งนี้ เพื่อที่ทัศนคติเราจะเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์

1. ความบาปของตัวเราเอง

ความบาปด้านนี้ เกี่ยวข้องกับตัวของเรา ชีวิตส่วนตัวของเรา เกี่ยวข้องกับความบริสุทธิ์ส่วนตัว

"เจ้าต้องบริสุทธิ์สำหรับเรา เพราะเราคือพระเจ้าบริสุทธิ์ และได้แยกเจ้าออกจากชนชาติทั้งหลายเพื่อเจ้าจะเป็นของเรา" (เลวีนิติ 20:26)

"แต่การเอ่ยถึงการล่วงประเวณี การลามกต่างๆ และการละโมบ อย่าให้มีขึ้นในพวกท่านเลย จะได้สมกับที่ท่านเป็นธรรมิกชน" (เอเฟซัส 5:3)

"ผู้ทรงช่วยเราให้รอด และทรงให้เรามาเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ ไม่ใช่เพราะเห็นแก่การดีที่เราได้กระทำ แต่เพราะเห็นแก่พระประสงค์ของพระองค์เอง และพระคุณซึ่งทรงประทานแก่เรา ในพระเยซูคริสต์ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มานั้น" (2ทิโมธี 1:9)

พระเยซูคริสต์มิได้ทรงทำบาปเลย ชีวิตพระองค์บริสุทธิ์ เราเป็นคนบาป เราไม่สามารถที่จะสมบูรณ์แบบได้ในโลกนี้ แต่พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงเราอยู่ตลอดเวลาให้เราเป็นคนที่บริสุทธิ์

ความบริสุทธิ์เป็นสิ่งที่พระเจ้าให้ความสำคัญอย่างสูง เราจึงไม่สามารถเพิกเฉยต่อสิ่งเหล่านี้ได้

ถ้าเราซื่อสัตย์กับตัวเอง เราจะมองความบริสุทธิ์เป็นเหมือนการสอบ คือ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้คะแนนสูงสุด แต่ได้คะแนนสูงกว่าคนอื่นก็พอใจแล้ว ได้ดีกว่าคนอื่นคงจะเพียงพอแล้ว แต่นี่ไม่ใช่มาตรฐานของพระเจ้าที่จะทรงยอมรับได้

การที่จะแข็งกร้าวต่อความบาป หมายความว่า เราจะต้องเกลียดชังความบาป ไม่ใช่เพียงแค่ละเลยเพิกเฉย หรือยอมรับ หรือทำเหมือนกับว่าไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่เราจะต้องเกลียดชังความบาป

การเกลียดชังความบาป ไม่ได้เป็นเฉพาะเมื่อได้รับผลร้ายของการทำบาปเท่านั้น หรือไม่ใช่เพียงแค่เมื่อเราทำผิดแล้วมีคนจับได้รู้สึกอับอายเท่านั้น แต่พระเจ้าทรงเห็นความบาปทุกอย่างของเรา และพระองค์ทรงเกลียดชังความบาปนั้น และสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำ ก็คือ จะทรงกำจัดบาปเหล่านั้นให้ไปไกลจากชีวิตของเรา

ความบาปได้ทำลายชีวิตของเราแม้ว่าจะไม่มีใครเลยที่เห็นสิ่งที่เราทำ นี่เป็นเหตุที่พระเจ้าทรงเกลียดชังความบาป เพราะว่าความบาปทำให้เราเจ็บปวด ทำลายชีวิตของเรา และทำให้เราออกห่างจากพระเจ้า ทำให้เราไม่สามารถมีสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้าได้

บทเรียนที่ได้จากตรงนี้ คือ การที่เราเกรงกลัวกับความบาป หมายถึงเรากำลังเติบโตขึ้นในความบริสุทธิ์

การที่จะเกลียดชังความบาป เราจะต้องเผชิญหน้ากับมัน และรู้ว่ามันน่าเกลียดน่าชังเพียงไร

สิ่งที่อยากท้าทาย คือ ให้เราจะทูลขอพระเจ้า ให้ทรงสำแดงแก่เราทุกวัน ว่ามีสิ่งใดบ้างที่เป็นบาปผิดในชีวิตของเรา แล้วพระองค์จะทรงตอบคำถามเหล่านั้น คำตอบที่เราได้รับอาจทำให้รู้สึกเราแย่ไปได้สักพักหนึ่ง แต่หลังจากนั้น เราจะเริ่มมีทัศคติแบบพระองค์ และแข็งกร้าวกับความบาป



อ. Melinda Burnette

คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง เมื่อวันที่ 09/08/2009

เรื่อง How To Be Like Jesus

แปลโดย มน.นิลุบล วงศ์วรเศรษฐ์

My Blog

  • วินัยของน้องหมา (ข้างถนน) - วันที่ 18/8/2011 เช้านี้ขณะที่รถติดไฟแดงอยู่บริเวณสี่แยกสามย่าน ซึ่งเบื้องหน้าเป็นจามจุรีสแควร์นั้น พลันก็เหลือบเห็นน้องหมาตัวหนึ่งเดินข้ามทางม้าลายด้วยอ...
    15 ปีที่ผ่านมา
  • บทความคริสเตียน - บทความคริสเตียน http://www.gracezone.org/index.php/christian-articles บทความทางด้านจิตวิญญาณ หลักข้อเชื่อ พระเจ้า พระคัมภีร์ พระเจ้า พระคัมภีร์ แนวทางในการ...
    17 ปีที่ผ่านมา
  • คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู - คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู วัน พุธ 08 ต.ค. 08@ 17:47:37 ICT หัวข้อ: สรุปคำเทศนาประจำอาทิตย์ ดร.ทะนุ วงค์ธนานุกุล วัน อาทิตย์ ที่ 21 กันยายน 2008 พระธร...
    18 ปีที่ผ่านมา
  • - แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้...
    18 ปีที่ผ่านมา

Christian Blog

บล็อกวาไรตี้

เทคโนโลยี

ดาวน์โหลดโปรแกรมมาใหม่ล่าสุด |

วาไรตี้

ข่าวประจำวัน

สารบัญเว็บไทย

กินลม ชมทะเล ที่มาร์คเฮ้าส์บังกะโล เกาะกูด จ.ตราด

Thailand Map