Custom Search By Google

Custom Search

วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2552

คานาอัน Canaan


HTML ของ http://www.romyenchurch.org/sermon/20-01-2008.doc
วันที่เทศนา 20 มกราคม 2008

หัวข้อเทศนา ครอบครองแผ่นดินแห่งพระสัญญา – ปลายทางกำหนดต้นทาง

ข้อพระคัมภีร์ ปฐมกาล 50: 24; อพยพ 3: 7 - 8; 16 – 17


“โยเซฟบอกพวกพี่น้องว่า “เรากำลังจะตาย แต่พระเจ้าจะเสด็จมาช่วยพวกท่านอย่างแน่นอน พระองค์จะพาพวกท่านออกจากดินแดนนี้ไปยังดินแดนซึ่งทรงสัญญาโดยปฏิญาณไว้กับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ” (ปฐมกาล 50: 24)

“And Joseph said to his brothers, "I am about to die; but God will visit you, and bring you up out of this land to the land which he swore to Abraham, to Isaac, and to Jacob."”

(Genesis 50: 24)


“องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “เราได้เห็นความทุกข์เข็ญของประชากรของเราในอียิปต์แล้ว เราได้ยินเสียงร่ำร้องเนื่องจากนายงานอำมหิตของพวกเขา และเราห่วงใยในความทุกข์ทรมานของพวกเขา ดังนั้นเราจึงลงมาเพื่อช่วยพวกเขาให้พ้นจากเงื้อมมือชาวอียิปต์ และนำพวกเขาออกไปยังดินแดนกว้างใหญ่ อุดมไปด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง ซึ่งเป็นที่อาศัยของชาวคานาอัน ชาวฮิตไทต์ ชาวอาโมไรต์ ชาวเปริสซี ชาวฮีไวต์ และชาวเยบุส” (อพยพ 3: 7 – 8)

“Then the LORD said, "I have seen the affliction of my people who are in Egypt, and have heard their cry because of their taskmasters; I know their sufferings, and I have come down to deliver them out of the hand of the Egyptians, and to bring them up out of that land to a good and broad land, a land flowing with milk and honey, to the place of the Canaanites, the Hittites, the Amorites, the Per'izzites, the Hivites, and the Jeb'usites.” (Exodus 3: 7 – 8)


“จงเรียกบรรดาผู้อาวุโสของอิสราเอลมาประชุมและบอกพวกเขาว่า “พระยาห์เวห์ พระเจ้าของบรรพบุรุษของท่าน พระเจ้าของอับราฮัม อิสอัค และยาโคบมาปรากฏแก่ข้าพเจ้าและตรัสดังนี้ว่า เราได้เฝ้าดูพวกเจ้าและได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเจ้าในอียิปต์แล้ว และเราได้สัญญาว่าจะนำพวกเจ้าออกมาจากความทุกข์เข็ญในอียิปต์ไปยังดินแดนของชาวคานาอัน ชาวฮิตไทต์ ชาวอาโมไรต์ ชาวเปริสซี ชาวฮีไวต์ และชาวเยบุส ดินแดนอันอุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง” (อพยพ 3: 16 – 17)

“Go and gather the elders of Israel together, and say to them, `The LORD, the God of your fathers, the God of Abraham, of Isaac, and of Jacob, has appeared to me, saying, "I have observed you and what has been done to you in Egypt; and I promise that I will bring you up out of the affliction of Egypt, to the land of the Canaanites, the Hittites, the Amorites, the Per'izzites, the Hivites, and the Jeb'usites, a land flowing with milk and honey."'

(Exodus 3: 16 – 17)


สาระสำคัญตลอดปีนี้เราจะศึกษาเกี่ยวกับแผนการของพระเจ้าในการดำเนินชีวิตปัจจุบันให้สอดคล้องกับจุดหมายปลายทางที่พระเจ้าได้ทรงดำริไว้

พระคริสตธรรมคัมภีร์ได้บันทึกจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งในพระธรรมปฐมกาลซึ่งเป็นพระธรรมเล่มแรก และได้บันทึกเหตุการณ์ในอนาคตเกี่ยวกับทุกสิ่งเช่นกันในพระธรรมเล่มสุดท้ายชื่อพระธรรมวิวรณ์ เหตุการณ์ระหว่างปฐมกาลถึงพระธรรมวิวรณ์ เราพบว่ามีเหตุการณ์มากมาย บ้างก็ได้บันทึกไว้อยู่ในประวัติศาสตร์ บ้างก็ไม่ได้บันทึก พระคริสตธรรมคัมภีร์นอกจากจะเป็นหนังสือเหนือหนังสือทั้งปวงที่ได้บันทึกเหตุการณ์สำคัญมากมายในทางประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในพระคัมภีร์จะไม่เป็นเพียงบันทึกเหตุการณ์อดีต แต่เราพบว่าเหตุการณ์ต่างๆ อยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้าที่จะนำไปสู่จุดหมายปลายทางที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ตามพระดำริของพระองค์ก่อนวางรากสร้างโลก

คริสเตียนควรตระหนักว่าพระเจ้าผู้ทรงสร้างมนุษย์ พระองค์ก็ได้กำหนดวัตถุประสงค์และพระองค์จะดำเนินการของพระองค์ซึ่งเราอาจไม่รู้ตัว ให้บรรลุเป้าหมายของพระองค์ ในส่วนของมนุษย์ทุกคนมีอิสรภาพว่าจะเลือกวิถีชีวิตแบบไหน จะปฏิเสธ จะเฉยๆ หรือมอบตัวและใจให้ไหลไปตามกระแสแห่งน้ำพระทัย

ตัวอย่างดีที่สุดที่เราจะเรียนเรื่องนี้คือวิถีชีวิตของชนชาติอิสราเอล ซึ่งเป็นเงาสะท้อนให้เราคริสเตียนได้นำมาเป็นกรณีศึกษา


I. ประชากรแห่งอนาคต

“องค์พระผู้เป็นเจ้าได้เคยตรัสกับอับรามว่า “จงละบ้านเมืองของเจ้า วงศ์ตระกูลของเจ้า และครอบครัวบิดาของเจ้าเพื่อไปยังดินแดนที่เราจะสำแดงแก่เจ้า เราจะทำให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ และเราจะอวยพรเจ้า เราจะทำให้ชื่อเสียงของเจ้าเลื่องลือและเจ้าจะเป็นพร เราจะอวยพรบรรดาผู้ที่อวยพรเจ้า และเราจะสาปแช่งบรรดาผู้ที่แช่งเจ้า ทุกชนชาติทั่วโลกจะได้รับพรผ่านทางเจ้า” (ปฐมกาล 12: 1 – 3)

“Now the LORD said to Abram, "Go from your country and your kindred and your father's house to the land that I will show you. And I will make of you a great nation, and I will bless you, and make your name great, so that you will be a blessing. I will bless those who bless you, and him who curses you I will curse; and by you all the families of the earth shall bless themselves."” (Genesis 12: 1 – 3)


“เมื่อโลทแยกทางไปแล้ว องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับอับรามว่า จงเงยหน้าขึ้นมองดูรอบๆ มองไปทางทิศเหนือและทิศใต้ ทิศตะวันออกและทิศตะวันตก เราจะมอบดินแดนทั้งหมดที่เจ้ามองเห็นให้แก่เข้าและเชื้อสายของเจ้าตลอดไป” (ปฐมกาล 13: 14 – 15)

“The LORD said to Abram, after Lot had separated from him, "Lift up your eyes, and look from the place where you are, northward and southward and eastward and westward; for all the land which you see I will give to you and to your descendants for ever.”

(Genesis 13: 14 – 15)


พระเจ้าทรงเลือกอับราฮัมให้เป็นต้นตระกูล พลไพร่ที่พระเจ้าทรงแยกไว้เป็นประชากรของพระองค์ โดยตระกูลนี้จะกลายเป็นชาติใหญ่และจะเป็นชนชาติที่จะนำเอาการปกครองของพระเจ้ากลับมาสู่โลกอย่างถาวร ฉะนั้นประวัติศาสตร์ของชนชาตินี้สะท้อนให้เห็นคริสตจักรซึ่งเป็นประชากรของพระเจ้าในยุคของพันธสัญญาใหม่ พระเจ้าได้ทรงเลือกพระเยซูคริสต์ให้เป็นต้นตระกูลแห่งประชากรยุคพันธสัญญาใหม่ที่จะนำเอาการปกครองของพระเจ้าดำเนินไป พระเจ้าทรงเรียกอับราฮัมและพงศ์พันธุ์พร้อมทั้งสำแดงแผนการอนาคตฉันใด คริสตจักรก็เป็นประชากรที่พระเจ้าเตรียมไว้สำหรับอนาคตฉันนั้น สำหรับชนชาติอิสราเอลฝ่ายเนื้อหนัง แผ่นดินคานาอันคืออนาคตที่พระเจ้าจัดเตรียม แต่คริสตจักรเรามีอาณาจักรใหม่ ท้องฟ้าใหม่อันเป็นมรดกที่ไม่มีวันเสื่อมสลายหรือเลือนหายเตรียมไว้ในสวรรค์เพื่อเราทั้งหลาย พวกเราเป็นประชากรที่ถูกเตรียมไว้ให้เข้าไปสู่อนาคตอันสง่าราศี ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จกลับมา เราจะได้อยู่กับพระองค์ ครอบครองกับพระองค์ตลอดชั่วนิรันดร


II. ดำเนินชีวิตปัจจุบันสู่อนาคต

“แต่พวกท่านเป็นประชากรที่พระเจ้าได้ทรงเลือกสรร เป็นปุโรหิตหลวง เป็นชนชาติบริสุทธิ์ เป็นพลเมืองของพระเจ้า เพื่อท่านจะได้ประกาศพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ผู้ทรงเรียกท่านออกจากความมืดเข้าสู่ความสว่างอันล้ำเลิศของพระองค์ ครั้งหนึ่งพวกท่านไม่ได้เป็นประชากรของพระเจ้า แต่บัดนี้ท่านเป็นประชากรของพระองค์ ครั้งหนึ่งพวกท่านไม่ได้รับพระเมตตา แต่บัดนี้ท่านได้รับพระเมตตาแล้ว เพื่อนที่รักผู้อยู่ในฐานะคนต่างด้าวและคนแปลกหน้าในโลกนี้ ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่านให้ละทิ้งตัณหาชั่วซึ่งต่อสู้กับวิญญาณจิตของท่าน จงดำเนินชีวิตให้ดีเมื่ออยู่ในหมู่ผู้ไม่นับถือพระเจ้า เพื่อแม้เขากล่าวหาว่าท่านทำผิด เขาก็จะเห็นการดีของท่านและถวายเกียรติแด่พระเจ้าในวันที่พระองค์เสด็จมาหาเรา” (1 เปโตร 2: 9 – 12)

“But you are a chosen race, a royal priesthood, a holy nation, God's own people, that you may declare the wonderful deeds of him who called you out of darkness into his marvellous light. Once you were no people but now you are God's people; once you had not received mercy but now you have received mercy. Beloved, I beseech you as aliens and exiles to abstain from the passions of the flesh that wage war against your soul. Maintain good conduct among the Gentiles, so that in case they speak against you as wrongdoers, they may see your good deeds and glorify God on the day of visitation. (I Peter 2: 9 – 12)


คริสเตียนขณะที่ยังดำรงชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ เราต้องตระหนักว่าเราเป็นประชากรของพระเจ้าเบื้องบน การกำหนดวัตถุประสงค์และวิถีชีวิตของเราจะไม่ไหลไปตามวิถีเดิม เราเป็นเพียงแขกแปลกหน้า เราต้องทราบว่าชีวิตในโลกเป็นเพียงทางผ่าน เช่นเดียวกับชนชาติอิสราเอลต้องผ่านถิ่นทุรกันดารก่อนเข้าแผ่นดินแห่งพระสัญญา (คานาอัน) ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ในโลกจะมีอุปสรรคขวางกั้น มีทางหลายแพร่งที่จะพาเราให้หลง คริสเตียนต้องติดตามดูแลตัวเอง เตือนตนเองว่า เส้นทางปัจจุบันคือเส้นทางสู่อนาคตที่พระเจ้ากำหนดไว้ จงให้จุดหมายปลายทางแห่งอนาคตคือตัวกำหนดพฤติกรรมปัจจุบันของเรา


III. ให้แผ่นดินสวรรค์มาตั้งอยู่วันนี้

“ฉะนั้นท่านควรจะอธิษฐานดังนี้ว่า ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ทั้งหลายผู้สถิตในสวรรค์ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เทิดทูนสักการะ ขอให้อาณาจักรของพระองค์ได้รับการสถาปนาไว้ ขอให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จในโลกเช่นเดียวกับในสวรรค์ ขอโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในวันนี้ ขอยกหนี้ให้ข้าพระองค์ทั้งหลายเหมือนที่ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ยกหนี้ให้ผู้ที่เป็นหนี้ข้าพระองค์ทั้งหลายเช่นกัน และขออย่าให้ข้าพระองค์ทั้งหลายล้มลงเมื่อถูกทดลอง แต่ขอช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้พ้นจากมารร้าย” (มัทธิว 6: 9 – 13)

“Pray then like this: Our Father who art in heaven, Hallowed be thy name. Thy kingdom come. Thy will be done, On earth as it is in heaven. Give us this day our daily bread; And forgive us our debts, As we also have forgiven our debtors; And lead us not into temptation, But deliver us from evil.” (Matthew 6: 9 – 13)


“แต่จงแสวงหาอาณาจักรของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน และพระองค์จะประทานสิ่งทั้งปวงเหล่านี้แก่ท่านด้วย” (มัทธิว 6: 33)

“But seek first his kingdom and his righteousness, and all these things shall be yours as well.” (Matthew 6: 33)


การเข้าครอบครองพระพรในอาณาจักรแห่งสง่าราศีในอนาคตจะมีสง่าราศีเพียงใดขึ้นอยู่กับการปกครองของพระเจ้าในวันนี้ ถ้าจิตใจของเราในวันนี้น้อมรับการเข้าครอบครอง การนำของพระเจ้าในทุกแง่มุมของชีวิต ให้พระองค์เข้าส่วนในการตัดสินใจในการเลือก ให้ชีวิตแบบพระคริสต์ควบคุมชีวิตแบบโลกีย์ ชีวิตพระคริสต์ควบคุมชีวิตแบบเนื้อหนัง ชีวิตพระคริสต์ควบคุมไม่ดำเนินตามการล่อลวงของมาร เราก็จะเข้าร่วมในการครอบครองกับพระคริสต์ แต่ถ้าเราไม่ยอมให้พระเจ้าครอบครอง ปล่อยให้โลกียวิสัย เนื้อหนัง และมารชักจูงชีวิต เราจะไม่เป็นผู้เหมาะสมที่จะเข้าครอบครองกับพระองค์ ดังนั้นเราต้องเลือกวันนี้ว่าจะให้อาณาจักรของพระองค์ครองใจเราวันนี้เพื่ออนาคตอันสง่าราศีในวันหน้า หรือจะให้ชีวิตดำเนินตามใจวันนี้และสูญเสียมรดกในวันหน้า


สรุป

ชีวิตเราจะไม่ยุติลงเมื่อเราสิ้นลมหายใจ ชีวิตยังคงดำเนินต่อไป โลกไม่ได้ดำเนินไปโดยปราศจากทิศทางและเหตุผล ฉะนั้นคริสเตียนจะต้องตระหนักชัดว่า

เราเป็นชุมชนที่ถูกเลือกไว้สำหรับอนาคตที่พระเจ้าเตรียมไว้แล้ว
ให้เรามองดูจุดหมายปลายทางอนาคต และนำชีวิตปัจจุบันให้ถึงอนาคต
อนาคตอันสง่าราศีเป็นของเราแน่ถ้าวันนี้พระเจ้าครองใจเรา

ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า


ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า

http://www.geocities.com/alumniccc/article/2004/armorofGod.html

เมื่อเราได้มารู้จักกับพระคริสต์ เรารู้ว่าเราไม่อาจหลีกหนีสงครามฝ่ายวิญญาณได้ ถ้าหากจะเปรียบสงครามฝ่ายวิญญาณที่เกิดขึ้นกับสงครามฝ่ายโลก ก็คงเหมือนกับสงครามระหว่างอเมริกากับอีรัก อเมริกาเป็นฝ่ายผู้ชนะสงคราม ในขณะที่อีรักนั้นแพ้อย่างราบคาบ และผู้นำซึ่งก็คือซัดดัมถูกควบคุมตัวเพื่อการพิพากษา เช่นเดียวกัน มารซาตานได้พ่ายแพ้องค์พระเยซูคริสต์แล้ว มันไม่มีอาวุธและไม่มีทางใดๆที่จะต่อสู้อีก มันกำลังรอเวลาเพื่อการพิพากษา คงจะเป็นเรื่องแปลกหากคนอิรักพยายามโกหกและบอกกับคนอเมริกาว่าตนเองเป็นฝ่ายชนะสงคราม และคงจะเป็นเรื่องแปลกยิ่งกว่าหากมีคนอเมริกาหลงเชื่อในคำโกหกนั้น แต่สิ่งนี้กลับเกิดขึ้นจริงในสงครามฝ่ายวิญญาณ แม้ว่ามารซาตานจะเป็นฝ่ายแพ้ แต่มันก็ยังพยายามดิ้นรนอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะล่อลวงมนุษย์ให้พินาศไปพร้อมกับมัน

ทั้งๆที่เรารู้ว่าผู้เชื่อทุกคนซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ฝ่ายพระเจ้าก็อยู่ฝ่ายชนะด้วย แต่หลายครั้งเรากลับไม่มั่นใจในชัยชนะที่เรามี ซาตานไม่มีอาวุธใดๆที่จะต่อกรได้อีกจะเว้นก็แต่เพียง "การโกหก" เท่านั้น หากมองผิวเผิน เราคงคิดว่าก็แค่การโกหก ก็เป็นเพียงแค่คำพูดที่ไม่น่าจะมีอันตรายใดๆได้ แต่ในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมารซาตานเป็นพ่อแห่งการมุสา ดังนั้นเราจึงต้องระมัดระวังตนเองในการดำเนินชีวิตเพื่อไม่ให้ตกอยู่ในหลุมหรือกับดักที่มารได้วางไว้ พระเจ้าทรงรู้ดีถึงอันตรายของการโกหกของมารและรู้ว่าเราไม่อาจจะเผชิญกับสงครามนี้ด้วยตัวเปล่าได้ พระองค์จึงได้ทรงประทานยุทธภัณฑ์ที่จำเป็นในการทำสงครามให้กับเรา และหน้าที่ของเราคือการสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดนั้นและเตรียมพร้อมอยู่เสมอ ในพระธรรมเอเฟซัส 6:11-18 ได้บอกเราเกี่ยวกับสงครามฝ่ายวิญญาณและยุทธภัณฑ์ทั้งชุดที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้ให้กับเรา ดังนี้ "จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้ เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด แต่ต่อสู้กับเทพผู้ครอง ศักดิเทพ เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้ ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ เหตุฉะนั้นจงรับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้ เพื่อท่านจะได้ต่อต้านในวันอันชั่วร้ายนั้น และเมื่อเสร็จแล้วจะอยู่อย่างมั่นคงได้


เหตุฉะนั้นท่านจงมั่นคง เอาความจริงคาดเอว เอาความชอบธรรมเป็นทับทรวงเครื่องป้องกันอก เอาข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความพรั่งพร้อมมาสวมเป็นรองเท้า และพร้อมกับสิ่งทั้งหมดนี้ จงเอาความเชื่อเป็นโล่ ด้วยโล่นั้นท่านจะได้ดับลูกศรเพลิงของพญามารเสีย จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ และจงถือพระแสงของพระวิญญาณ คือพระวจนะของพระเจ้า จงอธิษฐานวิงวอนทุกอย่าง จงขอโดยพระวิญญาณทุกเวลา ทั้งนี้จงระวังตัวด้วยความเพียรทุกอย่าง จงอธิษฐานเพื่อธรรมิกชนทุกคน"
ยุทธภัณฑ์อย่างแรกที่พระเจ้าประทานให้เราคือ "เอาความจริงคาดเอว" ซาตานพยายามจู่โจมความคิดของเรา มันพยายามทำให้เราสงสัยในพระเจ้า เหมือนกับที่มันได้ทำกับอาดัมในสวนเอเดน "จริงหรือที่พระเจ้าตรัสห้ามว่า อย่ากินผลจากต้นไม้ใดๆในสวนนี้" ปฐมกาล 3:1 ทั้งๆที่จริงๆแล้วพระเจ้าตรัสว่า "บรรดาผลไม้ทุกอย่างในสวนนี้ เจ้ากินได้ทั้งหมด เว้นแต่ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ผลของต้นไม้นั้นอย่ากิน เพราะในวันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะต้องตายแน่" ปฐมกาล 2:16 - 17 ไม่เพียงแค่การสงสัยเท่านั้น มันยังพยายามทำทุกวิถีทางให้เราหันหลังให้พระเจ้า มันใช้การข่มเหงเพื่อให้เราเปลี่ยนใจ ใช้คำสอนผิดๆเพื่อให้เราหลงไป หรือแม้แต่การพยายามให้เราพึ่งตนเองมากขึ้นและเลิกพึ่งพาพระเจ้า ทำให้เราเข้าใจว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะความสามารถของเราเองเท่านั้น เหมือนกับมันได้ทำให้กษัตริย์ดาวิดนับจำนวนประชากรอิสราเอลใน 1 พงศาวดาร 21:1-2 "ซาตานได้ยืนขึ้นต่อสู้อิสราเอล และดลพระทัยให้ดาวิดนับจำนวนอิสราเอล ดาวิดจึงตรัสกับโยอาบและผู้บังคับบัญชากองทัพว่า จงไปนับอิสราเอลตั้งแต่เมืองเบเออร์เชบาถึงเมืองดาน แล้วนำรายงานมาให้เรา เพื่อจะได้ทราบจำนวนรวมของเขาทั้งหลาย" เพื่อที่จะต่อสู้กับสงครามดังกล่าว เราจำเป็นต้องใช้เข็มขัดแห่งความจริงในการต่อสู้ การคาดเอวในที่นี้หมายถึงการเตรียมพร้อมอยู่เสมอ การคอยเฝ้าระวังอยู่ เหมือนกับที่พระเยซูได้ตรัสเป็นการเปรียบเทียบไว้ใน ลูกา 12:35 ว่า "ท่านทั้งหลายจงคาดเอวของท่านไว้ และให้ตะเกียงของท่านจุดอยู่" สำหรับความจริงในที่นี้ก็คือความจริงที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งจะสามารถช่วยเราในการต่อต้านปัญหาและความคิดที่ซาตานใส่เข้ามาให้เราได้ สิ่งสำคัญที่จะให้เราสามารถดำเนินชีวิตบนความจริงนี้ได้ก็คือการที่เราต้องยอมจำนนชีวิตของเราต่อพระเจ้าและให้พระองค์ได้รับเกียรติผ่านทางชีวิตของเรา

ยุทธภัณฑ์อย่างที่สองที่พระเจ้าประทานให้เราคือ "เอาความชอบธรรมเป็นทับทรวงเครื่องป้องกันอก" เป้าหมายหลักของมารซาตานคือพยายามนำคนให้พินาศไปพร้อมกับมันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ดังนั้นมันจึงพยายามโจมตีความคิดและอารมณ์ของเรา มันพยายามทำให้เราคิดว่าเราสามารถรอดได้ด้วยความชอบธรรมหรือความสามารถของเราเอง เหมือนกับในลูกา 18:9 - 13 ที่ฟาริสีเห็นว่าตนเองเป็นผู้ชอบธรรมกว่าคนเก็บภาษีเพราะได้ทุ่มเทให้กับการอธิษฐาน ทุ่มเทให้กับการพยายามดำเนินชีวิตตามธรรมบัญญัติ และคิดว่าพระเจ้าจะต้องชื่นชอบเขามากกว่าคนบาปอย่างคนเก็บภาษีอย่างแน่นอน แต่พระเยซูกลับบอกว่าคนที่ไว้ใจตนเองว่าเป็นผู้ชอบธรรม คนที่ยกตัวเองขึ้นนั้นจะต้องถูกเหยียดลง ความพยายามทั้งสิ้นของเราที่ปราศจากพระเจ้าก็ไร้ความหมาย ความชอบธรรมของเราก็เปรียบเหมือนเสื้อผ้าสกปรก เหมือนกับที่ได้กล่าวไว้ในพระธรรมอิสยาห์ 64:6 ว่า "ข้าพระองค์ทุกคนได้กลายเป็นเหมือนคนที่ไม่สะอาด และการกระทำอันชอบธรรมของข้าพระองค์ทั้งสิ้น เหมือนเสื้อผ้าที่สกปรก ข้าพระองค์ทุกคนเหี่ยวลงอย่างใบไม้ และความผิดของข้าพระองค์ทั้งหลายได้พัดพาข้าพระองค์ไปเหมือนลม"


เราต้องระมัดระวังว่าความรอดหรือความชอบธรรมที่เรามีนั้นไม่ได้เกิดจากตัวเราเอง เพราะไม่มีมนุษย์คนใดเป็นคนชอบธรรมเลย "ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียว ไม่มีเลย" โรม 3:10 แต่ความชอบธรรมที่เรามีนั้นเป็นของประทานที่มาจากพระเจ้า เราได้รับมาโดยทางความเชื่อ "ไม่มีความชอบธรรมของข้าพเจ้าเอง ซึ่งได้มาโดยธรรมบัญญัติ แต่มีมาโดยความเชื่อในพระคริสต์ เป็นความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้าซึ่งขึ้นอยู่กับความเชื่อ" ฟิลิปปี 3:9 และใน 2 โครินธ์ 5:21 ยังได้ย้ำเราว่า "เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป เพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์" ไม่เพียงแค่การระลึกว่าเราเป็นผู้ชอบธรรมหรือรอดได้เพราะความเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์เจ้าเท่านั้น ในการดำเนินชีวิตของเราจะต้องชอบธรรมด้วย เราจะต้องรักษาชีวิตของเราให้บริสุทธิ์เพื่อที่เราจะได้มีชัยชนะในการต่อสู้ที่มีขึ้นอยู่ทุกๆวัน "กลางคืนล่วงไปมากแล้ว และรุ่งเช้าก็ใกล้เข้ามา เราจงเลิกการกระทำของความมืด และจงสวมเครื่องอาวุธของความสว่าง เราจงประพฤติตัวให้เหมาะสมกับเวลากลางวัน มิใช่เลี้ยงเสพสุราเมามาย มิใช่หยาบโลนลามก มิใช่วิวาทริษยากัน แต่ท่านจงประดับกายด้วยพระเยซูคริสต์เจ้า และอย่าจัดเตรียมอะไรไว้บำรุงบำเรอตัณหาของเนื้อหนัง" โรม 13:12-14
ยุทธภัณฑ์อย่างที่สามที่พระเจ้าประทานให้เราก็คือ "รองเท้าของข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข" หลายๆคนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่ารองเท้าในที่นี้หมายถึงการออกไปประกาศข่าวประเสริฐเหมือนกับในพระธรรมโรม 10:15 ที่ได้กล่าวเอาไว้ว่า "และถ้าไม่มีใครใช้เขาไป เขาจะไปประกาศอย่างไรได้ ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า เท้าของคนเหล่านั้นที่นำข่าวดีมาช่างงามจริงๆหนอ" รองเท้าที่กล่าวถึงในที่นี้คือการยึดมั่นในข่าวประเสริฐไม่ใช่การประกาศ เพราะเรากำลังกล่าวถึงยุทธภัณฑ์ที่พระเจ้าประทานให้ และเราสามารถสวมยุทธภัณฑ์อันนี้ได้ก็ต่อเมื่อเราได้รู้จักพระเจ้าแล้วเท่านั้น


ในการออกไปทำสงคราม รองเท้ามีความสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้เราสามารถยืนได้อย่างมั่นคง หากเราสวมรองเท้าที่ไม่ดีออกไปรบ เราอาจจะลื่นหรือล้มได้ ซึ่งนั่นอาจจะหมายถึงการเสียชีวิตได้ ก่อนที่เราจะมารู้จักพระเจ้านั้นเราอยู่คนละฝ่ายกับพระองค์ แต่เพราะข่าวประเสริฐแห่งสันติสุขนี่เองทำให้เราได้กลับมาคืนดีกับพระองค์โดยผ่านทางองค์พระเยซูคริสต์ "เหตุฉะนั้น เมื่อเราได้เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้ว เราจึงมีสันติสุขในพระเจ้าทางพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา" โรม 5:1


เมื่อเราได้มาคืนดีกับพระองค์ เราก็อยู่ฝ่ายพระองค์ และเรามั่นใจได้ว่าเราจะได้รับการปกป้อง ได้รับการดูแลจากพระองค์ และจะไม่มีอำนาจใดสามารถมาทำร้ายเราได้ถ้าพระองค์ไม่ทรงอนุญาต ไม่เพียงแค่การกลับมาคืนดีกับพระเจ้าและอยู่ในฝ่ายเดียวกับพระองค์เท่านั้น แต่พระเจ้ายังทรงรักษาสันติสุขอันนี้ไว้ให้เราโดยผ่านทางพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ที่จะทรงชำระบาปต่างๆของเราเมื่อเราได้ล่วงละเมิดหรือทำผิดพลาดไป "แต่ถ้าเราดำเนินอยู่ในความสว่าง เหมือนอย่างพระองค์ทรงสถิตในความสว่าง เราก็ร่วมสามัคคีธรรมซึ่งกันและกัน และพระโลหิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ก็ชำระเราทั้งหลายให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น" 1 ยอห์น 1:7 และพระองค์ยังทรงสัญญาด้วยว่าสันติสุขที่มอบให้เรานี้เป็นสันติสุขที่นิรันดร์ ไม่มีสิ่งไหนจะสามารถมาพรากไปจากเราได้ "โดยการถวายบูชาเพียงครั้งเดียว พระองค์ก็ได้ทรงกระทำให้คนทั้งหลายที่ได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์แล้วนั้นถึงความสมบูรณ์เป็นนิตย์" ฮิบรู 10:14 ดังนั้นเมื่อเรารู้และมั่นใจว่าสันติสุขที่เราได้รับนั้นเป็นสันติสุขที่นิรันดร์ เราก็จะสามารถยืนหยัดในการต่อสู้ได้อย่างมั่นคง อ่านต่อฉบับหน้า

โดย พายุแห่งความเปรมปรีดิ์

วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ติดตามพระเจ้าอย่างสุดใจ


หัวข้อ“ความเชื่ออย่างคาเลบ” โยชูวาบทที่ 14:1-15

โดย ศจ.สิริกานต์ มาศตะยาสิริ


Intro: วันนี้เราตื่นขึ้นมา เราได้ทำการสำรวจตัวเราเองว่า เรากำลังมีความเชื่อแบบไหนในชีวิตของเรา เรากำลังมีความเชื่อ(ความศรัทธา) ขนาดไหน 50/50 หรือ เต็มร้อย ทำไมผู้เขียนหนังสือโรม 1:17 จึงกล่าวว่า
17เพราะว่าในข่าวประเสริฐนั้น ความชอบธรรมของพระเจ้าก็ได้สำแดงออก โดยเริ่มต้นก็ความเชื่อ สุดท้ายก็ความเชื่อ ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ
คนที่เชื่อข่าวประเสริฐของพระเยซูเป็นคนมีเหตุผลหรือไม่ แน่นอนมีเหตุผลตั้งแต่เริ่มต้น และจบลงด้วยเหตุผล แต่เหตุผลนั้นต้องเป็นเหตุผลของพระเจ้า มิใช่เหตุผลอย่างมนุษย์ อิสยาห์ 55:8-9
8เพราะความคิดของเราไม่เป็นความคิดของเจ้า ทั้งทางของเจ้าไม่เป็นวิถีของเรา” พระเจ้าตรัสดังนี้ 9“เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด วิถีของเราสูงกว่าทางของเจ้า และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าฉันนั้น”
ความเชื่อในพระเจ้าจึงเป็นการใช้เหตุผลของพระเจ้ามาแทนที่เหตุผลของตัวเราเอง และหนังสือโยชูวาบทนี้ จะให้เราได้เห็นความเชื่อของคาเลบ ที่รอคอยและเฝ้าสังเกตุ จดจำทุกถ้อยคำที่เป็นสัญญา และมิได้ลืมที่จะทวงถามสัญญานั้น ในเวลาที่เหมาะสม โยชูวา 14:1-15
Background: ดินแดนคานาอันสำหรับอีกเก้าเผ่าครึ่ง กำลังรอให้อิสราเอลเข้ายึดครอง พระคัมภีร์บันทึกว่า คานาอันถูกแบ่งออกด้วยฉลาก เพื่อแจกจ่ายให้แก่คนเก้าเผ่าครึ่ง วิธีจับฉลาก เป็นวิธีที่ยอมรับการกำหนดของพระเจ้าว่า ใครจะได้ดินแดนไหนไปเป็นมรดก สำหรับสองเผ่าครึ่ง คือ รูเบน กาด และมนัสเสห์อีกครึ่งเผ่า ได้รับแผ่นดินไปแล้ว แต่ยังต้องทำหน้าที่เข้าร่วมรบกับพี่น้องอีกเก้าเผ่าครึ่งที่ข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปอีกฝั่งเพื่อจะรับส่วนแบ่งแผ่นดินข้างหน้า เราอาจรู้สึกว่า สองเผ่าครึ่งแรกที่รับแผ่นดินไปแล้ว ได้รับของตายแน่นอน แล้วอีกเก้าเผ่าครึ่งรู้สึกอย่างไร การจับฉลากได้เป็นตัวบอกให้เรารู้ว่า อีกเก้าเผ่าครึ่งไม่ได้รู้สึกว่า ใครได้ก่อน ใครได้ของตาย หรือใครได้เปรียบ การจับฉลากเป็นสิ่งที่อิสราเอลเวลานั้นเชื่อว่า แผ่นดินคานาอันเป็นของเขาตั้งแต่ยังไม่ยึดครอง การจับฉลากเป็นการยอมรับพระเจ้าว่าเป็นผู้แบ่งดินแดนให้กับเขา มิใช่มนุษย์
App. ความเชื่อของอิสราเอลในเวลานั้น เป็นอย่างที่หนังสือฮีบรู 11:1 กล่าวว่า
1ความเชื่อคือความแน่ใจในสิ่งที่เราหวังไว้ เป็นความรู้สึกมั่นใจว่า สิ่งที่ยังไม่ได้เห็นนั้นมีจริง
ความเชื่อของอิสราเอล เหมือนกับนางราหับ ดังที่ ยากอบ 2: 25-26
25เช่นเดียวกัน ราหับหญิงแพศยาก็ได้ความชอบธรรมเนื่องด้วยความประพฤติมิใช่หรือ เมื่อนางได้รับรองผู้ส่งข่าวเหล่านั้น และส่งเขาไปเสียทางอื่น 26เพราะกายที่ปราศจากจิตวิญญาณนั้นไร้ชีพแล้วฉันใด ความเชื่อที่ปราศจากการประพฤติตามก็ไร้ผลฉันนั้น
นั่นหมายความว่า เขาไม่ได้มีความเชื่อและตั้งตารอคอยให้สิ่งที่พระเจ้าสัญญาลอยมาประเคนตรงหน้า ความเชื่อของอิสราเอลคือ ไปทำให้ความเชื่อนั้นเป็นจริง พระคัมภีร์ตอนนี้กล่าวถึงการจับฉลาก แต่ก็มีความจริงอีกอันหนึ่งปรากฏคือ ก่อนที่จะมีการทอดฉลาก คาเลบผู้นำของเผ่ายูดาห์แสดงตนว่า ส่วนของเขาไม่ต้องทอดฉลาก ส่วนของเขาเป็นไม่ต้องพึ่งพาการทอดฉลาด เพราะการทอดฉลากเป็นส่วนของคนที่ไม่รู้ว่าพระเจ้ากำหนดตรงไหนไว้ให้เขา แต่สำหรับคาเลบ เขารู้ เพราะเขาเป็นหนึ่งในผู้สอดแนมสิบสองคนที่มีความเชื่อในเรื่องแผ่นดินคานาอันที่พระเจ้ายกให้กับอิสราเอล เขาเป็นผู้สอดแนมที่เข้าไปในเมืองคนยักษ์ กำแพงสูงใหญ่ และกลับออกมาด้วยความมั่นใจในพระสัญญาว่าเป็นของเขาแน่ เวลาที่ผ่านไปขณะที่รอคอยจนถึงเวลาที่อิสราเอลจะเข้ายึดดินแดน คาเลบจึงเป็นฝ่ายเริ่มต้นการสนทนากับโยชูวา เพื่อขอส่วนแบ่งดินแดน เพราะเขามีความชัดเจนว่า
1. ด้วยจิตใจที่แตกต่างและตามพระเจ้าอย่างมั่นคง โยชูวา 14:6-8
6ขณะนั้นคนยูดาห์มาหาโยชูวา ณ เมืองกิลกาล และคาเลบบุตรเยฟุนเนห์ชาวตระกูลเคนัส ได้กล่าวแก่ท่านว่า “ท่านทราบเรื่อง ซึ่งพระเจ้าตรัสกับโมเสสผู้รับใช้ของ พระเจ้าที่คาเดชบารเนีย เกี่ยวกับท่านและข้าพเจ้าแล้ว 7เมื่อโมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้าใช้ให้ข้าพเจ้าไปจาก คาเดชบารเนีย เพื่อสอดแนมดูแผ่นดิน ข้าพเจ้ามีอายุสี่สิบปี ข้าพเจ้าได้นำข่าวมาแจ้งแก่ท่านตามความคิดเห็นของ ข้าพเจ้า 8แต่ส่วนพี่น้องซึ่งขึ้นไปพร้อมกับข้าพเจ้าได้กระทำให้จิตใจ ของประชาชนกลัว แต่ข้าพเจ้าได้ติดตามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้า อย่างสุดใจ
พระคัมภีร์ตอนนี้เป็นรายละเอียดของบทที่ 11 ที่บันทึกว่า โยชูวาได้ยึดแผ่นดินทั้งสิ้น ใน 11:21 บทที่ 14 เป็นรายละเอียดก่อนมีการทอดฉลากเพื่ออิสราเอลจะเข้ายึดดินแดนเพื่อเผ่าต่างๆที่เหลืออีกเก้าเผ่าครึ่ง คาเลบพูดกับโยชูวาเพื่อทบทวนความเป็นมาของการมาขอดินแดนนี้ ด้วยคำสัญญาที่พระเจ้าทรงตรัสกับโมเสส และโยชูวาเป็นพยานนั้น ในกันดารวิถี 14:24 24แต่ส่วนคาเลบผู้รับใช้ของเรา เพราะมีจิตใจต่างกันและได้ตามเราอยู่ตลอดมา เราก็จะได้นำเขาไปถึงแผ่นดินที่เขาได้ไปมา และเผ่าพันธุ์ของเขาจะได้กรรมสิทธิ์เมืองนั้น
จิตใจที่แตกต่างของคาเลบ คำแปลมาจากคำว่า อีกวิญญาณหนึ่ง หรืออีกอารมณ์หนึ่ง ( another spirit) มาจากรากศัพท์ภาษาฮีบรู แปลว่า ลม หรือวิญญาณ ที่แปรปรวนไปตามการถูกกระตุ้น ซึ่งวิญญาณของคาเลบแตกต่างจากผู้สอดแนมอีกสิบคน คาเลบจึงกล่าวด้วยความชัดเจนว่า แต่ส่วนพี่น้องซึ่งขึ้นไปพร้อมกับข้าพเจ้าได้กระทำให้จิตใจ ของประชาชนกลัว คาเลบกล่าวถึงอารมณ์ของผู้สอดแนมสิบคนตกอยู่ภายใต้อีกวิญญาณหนึ่งที่ตรงกันข้ามกับเขา เป็นวิญญาณที่ทำให้คนรอบข้างเต็มไปด้วยความกลัว ผู้สอดแนมสิบคนได้รายงานผลการสอดแนมในทางลบ ด้วยความไม่เชื่อว่า ดินแดนที่พระเจ้าสัญญายกให้นั้นจะเป็นจริง การรายงานจึงตรงกันข้ามกับความจริง ซึ่งพระเจ้าทรงถือว่าเป็นการสบประมาทพระองค์ กันดารวิถี 14: 23,26-30
23คนเหล่านี้จะมิได้เห็นแผ่นดินที่เราสัญญาไว้กับ ปู่ย่าตายายของเขาฉันนั้น คนทั้งปวงที่สบประมาทเราจะไม่ได้เห็นแผ่นดิน นั้นสักคนเดียว.... 26พระเจ้าตรัสกับโมเสสและอาโรนว่า 27“เราจะทนชุมนุมชนชั่วร้ายนี้บ่นต่อเรานานสักเท่าใด เราได้ยินเสียงบ่นของคนอิสราเอลซึ่งเขาบ่นว่าเรา 28เจ้าจงกล่าวแก่เขาว่า พระเจ้าตรัสว่า 'เรามีชีวิตอยู่ฉันใด เราจะกระทำสิ่งที่เจ้าทั้งหลายบ่นให้เราได้ยินแก่ เจ้าฉันนั้น 29ซากศพของเจ้าจะตกหล่นอยู่ในถิ่นทุรกันดารนี้ จำนวนคนทั้งหมดของเจ้านับตั้งแต่อายุยี่สิบปีขึ้นไป ผู้ใดที่บ่นว่าเรา 30จะไม่มีสักคนหนึ่งที่มาถึงแผ่นดินที่เราสัญญาว่า จะให้เจ้าอาศัยอยู่ เว้นแต่คาเลบบุตรเยฟุนเนห์และโยชูวาบุตรนูน
ผลลัพธ์คือ มีแต่โยชูวาและคาเลบที่มีอายุจนแก่ชราเมื่อได้เข้าแผ่นดินคานาอัน นอกนั้นตายหมด คาเลบยังได้ยืนยันจิตใจที่แตกต่างของตนเองด้วยด้วยคำว่า แต่ข้าพเจ้าได้ติดตามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้า อย่างสุดใจ คำว่าสุดใจนี้คือจิตใจที่แตกต่างที่พระเจ้าทรงสนพระทัย เป็นความมั่นใจที่ไม่มีความสงสัยเลย ยากอบ 1: 6-8
....เพราะว่าผู้ที่สงสัยเป็นเหมือนคลื่นในทะเลซึ่งถูกลมพัดซัดไปมา 7ผู้นั้นจงอย่าคิดว่าจะได้รับสิ่งใดจากพระเจ้าเลย 8เขาเป็นคนสองใจไม่มั่นคงในบรรดาทางที่ตนประพฤตินั้น นี่เป็นความหมายเดียวกับที่พระเจ้าตรัสกับโมเสสเรื่องคาเลบว่า เขามีความมั่นคงในการติดตามพระเจ้า ไม่กลับไปกลับมา คาเลบมั่นใจว่าเขาเป็นผู้ที่สมควรจะได้รับแผ่นดินตามที่พระเจ้าสัญญา เพราะพฤติกรรมของเขาสอดคล้องกับความเชื่อของตัวเขาเอง จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะแสดงความเป็นเจ้าของแผ่นดินคานาอันส่วนเมืองเฮโบรนว่าเป็นของเขา และขอจากผู้นำโยชูวา อย่างเต็มปากเต็มคำ
App. วันนี้เราขอพระเจ้าอย่างเต็มปากเต็มคำ หรืออ้อมๆแอ้มๆ เพราะไม่แน่ใจในการที่จะเข้าครอบครองสิ่งที่เรากำลังขอ เพราะเราเองยังรู้สึกอ้อมๆแอ้มในการติดตามและเชื่อฟังพระเจ้าอย่างไม่เต็มใจในบางครั้งหรือบ่อยๆอยู่หรือไม่
2. ความเชื่อที่สำแดงออกมา โยชูวา 14:9
9ในวันนั้นโมเสสได้ปฏิญาณว่า 'แท้จริงแผ่นดินซึ่งเท้าของท่านได้เหยียบย่ำไปนั้น จะตกเป็นมรดกของท่านและของบุตรหลานของท่าน สืบไปเป็นนิตย์ เพราะว่าท่านได้ติดตามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของ ข้าพเจ้าอย่างสุดใจ
คาเลบได้อ้างถึงโมเสส ผู้นำของอิสราเอลที่ได้กล่าวเป็นเหมือนตัวแทนของคนทั้งหมดว่า คนอิสราเอลทั้งหมดได้เห็นความเชื่อของคาเลบที่สำแดงออกมา เป็นการติดตามพระเจ้าอย่างสุดใจ การติดตามพระเจ้าอย่างสุดใจเป็นอย่างไร รากศัพท์คำว่าสุดใจนี้ แปลว่า เต็มๆ ที่จริงคาเลบใช้สำหรับตัวเองไปแล้วในข้อ 8 และคาเลบได้ยืนยันคำพูดของโมเสสอีกครั้ง นั่นคือการไม่ได้พูดด้วยตัวเองอย่างเดียว แต่เป็นคำพูดที่มาจากคนรอบข้าง และโมเสสสามารถเป็นตัวแทนของคนรอบข้าง เป็นพยานที่ดีเกี่ยวกับความเชื่อของคาเลบในการติดตามพระเจ้าอย่างสุดใจ ในทำนองเดียวกัน ความเชื่อของคริสเตียนไม่ใช่แค่เก็บไว้ในใจคนเดียว แต่ต้องสำแดงออกมาเป็นการกระทำให้คนรอบข้างได้เห็นความเชื่อของตนเอง ไม่ใช่บอกกับบางคน แต่ไม่บอกกับบางคน หรือปกปิดการเป็นคริสเตียนเพราะกลัวจะสูญเสียคะแนนนิยม มัทธิว 10:33
32 “เหตุดังนั้นทุกคนที่จะรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะรับผู้นั้นต่อพระพักตร์พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ 33แต่ผู้ใดจะไม่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะไม่ยอมรับผู้นั้นต่อพระพักตร์พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ด้วย
คาเลบได้ดำเนินชีวิตแห่งความเชื่อที่ระดับโมเสสตัวแทนของคนทั้งชาติมองเห็นและได้พยากรณ์ไว้ว่า 'แท้จริงแผ่นดินซึ่งเท้าของท่านได้เหยียบย่ำไปนั้น จะตกเป็นมรดกของท่านและของบุตรหลานของท่าน สืบไปเป็นนิตย์ นี่เป็นคำสัญญาที่คาเลบได้รับ วันที่คาเลบไปหาโยชูวา เขาแน่ใจเลยว่า ความเชื่อของเขาในสายตาของโมเสส จนมาถึงรุ่นโยชูวาเป็นผู้นำ ความเชื่อของเขายังเหมือนเดิม คือ เต็มๆ ในการติดตามพระเจ้า เขามั่นใจว่าเขาจะได้รับ และคนรอบข้างก็ยืนยันความเชื่อของคาเลบ
3. ความเชื่อที่กลายเป็นจริง โยชูวา 14:10-12
10และบัดนี้ ดูเถิด พระเจ้ายังทรงให้ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ตลอดสี่สิบห้าปีนี้ ดังที่พระองค์ตรัสตั้งแต่พระเจ้าตรัสเช่นนี้แก่โมเสส เมื่อคนอิสราเอลเดินทางอยู่ในถิ่นทุรกันดาร และนี่แน่ะวันนี้ข้าพเจ้ามีอายุแปดสิบห้าปีแล้ว11ข้าพเจ้ายังมีกำลังแข็งแรง เช่นเดียวกับวันที่โมเสสใช้ให้ข้าพเจ้าไป กำลังของข้าพเจ้าในการทำศึกสงคราม หรือออกไปและเข้ามาเดี๋ยวนี้ก็เป็นเหมือนครั้งนั้น 12เพราะฉะนั้นขอมอบแดนเทือกเขานี้ ซึ่งพระเจ้าตรัสในวันนั้นให้แก่ข้าพเจ้า เพราะท่านได้ยินในวันนั้นแล้วว่าคนอานาคอยู่ที่นั่น มีหัวเมืองใหญ่ที่มีกำแพงล้อมอย่างเข้มแข็ง ชะรอยพระเจ้าจะทรงสถิตกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะขับไล่เขาออกไปได้ ดังที่พระเจ้าตรัสไว้แล้ว”
อายุเป็นเพียงตัวเลข สำหรับคาเลบ มีคำพูดหนึ่งกล่าวว่า ความรักทำให้คนแก่แค่ไหนก็ยังรู้สึกหนุ่ม รู้สึกสาวขึ้นมาเสมอ เมื่อใกล้ถึงวันที่จะสมหวัง ความใฝ่ฝันกำลังจะกลายเป็นจริง ในทำนองเดียวกัน ยิ่งเราดำเนินชีวิตกับพระเจ้านานเท่าใด ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าและกับพี่น้องยิ่งทำให้เรายิ่งมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น ไม่ใช่ยิ่งเป็นคริสเตียนนานเท่าไร ยิ่งแห้ง ยิ่งเหี่ยว รู้สึกจืดชืด น่าเบื่อ เหมือนบางคนที่กลัวการแต่งงานเพราะกลัวแต่งแล้วเกิดเบื่อแล้วเลิกไม่ได้ ขอเราอย่าเอาความรู้สึกที่เรารู้สึกกับมนุษย์มาใช้กับพระเจ้าหรือกับพี่น้องในคริสตจักร บทพิสูจน์ความเชื่อของคาเลบคือใจรัก ที่จะเห็นพระสัญญาของพระเจ้าเป็นจริง เวลาที่ผ่านไปถึงสี่สิบห้าปี ไม่ได้ทำให้ใจรักของคาเลบจางลงไปเลย กำลังที่จะรบในศึกสงครามเพื่อให้ได้รับตามพระสัญญายังเหมือนเดิม เป็นเหมือนไฟที่ไม่เคยมอด พี่น้อง วันนี้ ไฟในใจของเราที่ครั้งหนึ่งเคยกระตือรือร้นในพระเจ้า ดับมอดไปนานแล้วตามสังขารของเราหรือไม่ จงรับการจุดติดไฟนั้นอีกครั้ง และรักษาไฟนั้นไว้ ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหน เราก็ยังมีไฟอยู่ อีกมุมหนึ่งของคาเลบ คือการขอดินแดนส่วนที่ยากที่สุด เพราะมีคนยักษ์ (คนอานาค) เมืองที่มีกำแพงใหญ่ ภูมิประเทศเป็นเทือกเขา คาเลบใช้สิทธิ์ของผู้อาวุโส (ซึ่งยังไม่จับฉลาก) เพราะคนที่อายุเกินยี่สิบปีขึ้นไปตอนโมเสสนับผู้ชายที่จะออกรบคราวก่อน คนเหล่านั้นตายหมด ซึ่งเวลานั้น คาเลบอายุได้สี่สิบปี มาถึงเวลานี้ เขาอายุแปดสิบห้าปี น่าจะเป็นผู้ที่คนอิสราเอลให้เกียรติมีสิทธิ์เลือกดินแดนก่อน โดยไม่ต้องจับฉลาก คาเลบเลือกสิ่งที่ยาก ตามความอาวุโสด้วย ท่าทีของคาเลบนี้เหมาะสำหรับผู้นำในยุคปัจจุบันของเราที่ได้รับเกียรติจากสมาชิก ก็ต้องเลือกวิถีการดำเนินชีวิตที่ยาก หรือทางแคบมากกว่าสมาชิกด้วย มิใช่ดำเนินชีวิตสบาย ไม่เป็นแบบอย่าง นอนมาก ตื่นสาย เฝ้าเดี่ยวก็ไม่เฝ้า เหมือนกับพ่อแม่ ก็ต้องเลือกทางแคบกว่าลูก ต้องทำงานหนักมากกว่าลูก มีวินัยมากกว่าลูก คนเป็นหัวหน้างานก็ต้องทำงานมากกว่าและใช้สมองมากกว่าลูกน้อง นี่คือวิถีของผู้ทำให้ความเชื่อกลายเป็นความจริง
4. พระเจ้าสถิตอยู่กับคาเลบ โยชูวา 14: 12,13-15
12เพราะฉะนั้นขอมอบแดนเทือกเขานี้ ซึ่งพระเจ้าตรัสในวันนั้นให้แก่ข้าพเจ้า เพราะท่านได้ยินในวันนั้นแล้วว่าคนอานาคอยู่ที่นั่น มีหัวเมืองใหญ่ที่มีกำแพงล้อมอย่างเข้มแข็ง ชะรอยพระเจ้าจะทรงสถิตกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะขับไล่เขาออกไปได้ ดังที่พระเจ้าตรัสไว้แล้ว” 13แล้วโยชูวา ก็อวยพรแก่ท่านและยกเมืองเฮโบรนให้คาเลบ บุตรเยฟุนเนห์เป็นมรดก 14เฮโบรนจึงตกเป็นมรดกแก่คาเลบบุตรเยฟุนเนห์ ตระกูลเคนัสจนทุกวันนี้ เพราะว่าท่านติดตามพระเยโฮวาห์พระเจ้าของ อิสราเอลอย่างสุดใจ 15เมืองเฮโบรนนั้นแต่เดิมมีชื่อว่าคีริยาทอารบา อารบาคนนี้เป็นคนใหญ่โตที่สุดในคนอานาค แผ่นดินจึงได้สงบจากการศึกสงคราม
แม้คาเลบจะอาวุโสในท่ามกลางอิสราเอล แต่ก็ยังมีโยชูวาอีกคนที่เป็นผู้อาวุโส ที่นี่เราจะเห็นบทบาทของคาเลบกับโยชูวาสลับกัน เมื่อครั้งที่ทั้งสองยังเป็นคนหนุ่มผู้สอดแนม คาเลบถูกยกขึ้นในเวลานั้นให้เป็นประมุขของเผ่า และชื่อของเขาถูกกล่าวถึงว่า เป็นผู้ที่จะได้เข้าแผ่นดินคานาอัน ส่วนโยชูวาในเวลานั้น ไม่มีการกล่าวถึง แม้โยชูวาจะมีความเชื่อเหมือนคาเลบ แต่มีคาเลบคนเดียวที่ถูกยกขึ้น เป็นเพราะบทบาทของโยชูวาเวลานั้น เป็นนักรบที่ออกแนวหน้าอยู่เคียงคนสองคน(โมเสสและอาโรน) เท่านั้น ไม่ได้เป็นประมุขเผ่าหรือเป็นผู้นำกลุ่มคน วันนี้ โยชูวาเป็นคนที่อวยพรให้คาเลบออกไปยึดดินแดนตามพระสัญญา คือ เมืองเฮโบรน โยชูวาเป็นผู้นำของประมุขเผ่าทั้งหมด ซึ่งในพระคัมภีร์ไม่ได้มีที่ใดบันทึกว่าทั้งสองคนมีปัญหากันเกี่ยวกับเรื่องของบทบาทและตำแหน่ง และจนถึงเวลานี้ ทุกคนต่างรู้จักบทบาทตัวเอง และยอมรับการกำหนดของพระเจ้าด้วยความเต็มใจ วันนี้เราจึงเห็นภาพที่สวยงามของผู้อาวุโสสองคนที่คุยกันและอวยพรกัน แทนการแย่งที่จะเป็นผู้นำหรือตกลงยอมก้มหัวให้กันไม่ได้
นี่เป็นบทเรียนอีกบทหนึ่งของการพิสูจน์ความเชื่อในชีวิตของเรา คือ อย่าเป็นคนที่ทำอะไรง่ายๆ แค่ขอให้ผ่าน ขอแค่สุกเอาเผากิน จงเป็นคนที่ใช้ความเชื่อที่เป็นเหตุผลของพระเจ้า มิใช่ ใช้ความเชื่ออย่างงมงายแบบมนุษย์ การใช้ความเชื่อของคาเลบเกิดจากพระสัญญาของพระเจ้า ไม่ใช่กิเลศตัณหาความอยากได้ของเนื้อหนัง ความเชื่อของคาเลบจึงเป็นจริง เป็นของจริง ไม่ใช่แค่ฝันกลางวัน นั่นคือสิ่งที่คาเลบพูดกับโยชูวาว่า ที่เขาเลือกเมืองที่ยากนี้ เพราะ ชะรอยพระเจ้าจะทรงสถิตกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะขับไล่เขาออกไปได้ ดังที่พระเจ้าตรัสไว้แล้ว”
ความยาก ที่ต้องใช้ความเชื่อ ไม่ได้เกิดจากคาเลบเป็นผู้กำหนด แต่พระเจ้าเป็นผู้กำหนด และคาเลบใช้ความเชื่อ (ไว้วางใจ) ตามพระสัญญา นี่แหล่ะคือจิตใจที่แตกต่างของคาเลบที่พระเจ้าทรงพอพระทัย คำพูดของคาเลบนี้แตกต่างจากที่พระเจ้าทรงตรัสกับโยชูวาในแต่ละครั้งที่ให้อิสราเอลยึดดินแดนคานาอันส่วนแรกๆ เพราะพระเจ้าจะเป็นผู้ขับไล่ศัตรูออกไปเอง แต่ที่นี่ การทรงสถิตอยู่ที่ตัวคาเลบ และตัวเขาเองจะเป็นเครื่องมือของพระเจ้าในการขับไล่ศัตรูออกไปได้ เขามีความเชื่อและพระสัญญา ทำให้การทรงสถิตอยู่ที่ตัวเขาแล้ว เหมือนที่พระธรรมโรม 8:31 กล่าวว่า
31ถ้าเช่นนั้นเราจะว่าอย่างไร ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครจะขัดขวางเรา
ความเชื่ออย่างคาเลบ เป็นต้นแบบของคริสเตียนทุกคนที่จะดำเนินชีวิตชนะความกลัว ด้วยวิญญาณที่แตกต่าง พระวิญญาณของพระเจ้าเท่านั้นที่ทำให้เรามีวิญญาณที่แตกต่างได้ 2 โครินธ์ 3:17
17องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ที่ไหน เสรีภาพก็มีอยู่ที่นั่น
เสรีภาพ ที่ว่านี้ ทำให้เราหลุดจากอิทธิพลของวิญญาณแห่งความกลัว วันนี้ เรากำลังวิตกกังวลถึงวันข้างหน้าอยู่หรือไม่ คนของพระเจ้า อย่างเราทั้งหลายมีเสรีภาพที่จะดำเนินชีวิตโดยปราศจากความกลัว เพราะพระวิญญาณของพระเจ้าได้ทำให้เราได้รู้จักความรักของพระเจ้าที่ปราศจากความกลัว 1ยอห์น 4:18 18ในความรักนั้นไม่มีความกลัว แต่ความรักที่สมบูรณ์นั้นก็ได้ขจัดความกลัวเสีย เพราะความกลัวเข้ากับการลงโทษและผู้ที่มีความกลัวก็ยังไม่มีความรักที่สมบูรณ์

ความเชื่ออย่างคาเลบทำให้เขามั่นใจในความรักของพระเจ้าที่มีต่อเขา เขาไม่ระแวงความรักของพระเจ้า ไม่ระแวงพระสัญญาของพระเจ้า จงมีความเชื่ออย่างคาเลบ

วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2551

คริสเตียนดำเนินชีวิตในอิทธิพลของโลกนี้

การอนุญาติให้ทนทุกข์
http://www.letsworship.com/index.php?option=com_content&task=view&id=179&Itemid=111

โยนาห์ 4.6-8 ………และพระเจ้าทรงกำหนดให้ต้นละหุ่งต้นหนึ่งงอกขึ้นมาเหนือโยนาห์ ให้เป็นที่กำบังศีรษะของท่านเพื่อให้บรรเทาความร้อนรุ่มกลุ้มใจในเรื่องนี้เพราะเหตุต้นละหุ่งต้นนี้โยนาห์จึงมีความยินดียิ่งนัก แต่ในเวลาเช้าวันรุ่งขึ้น พระเจ้าทรงกำหนดให้หนอนตัวหนึ่งมากัดกินต้นละหุ่งต้นนั้น จนมันเหี่ยวไป เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว พระเจ้าทรงกำหนดให้ลมตะวันออกที่ร้อนผากพัดมา และแสงแดดก็แผดลงบนศีรษะของโยนาห์จนท่านอ่อนเพลียไปและท่านก็ทูลขอว่า ให้ท่านตายเสียเถิด ท่านว่า "ข้าตายเสียก็ดีกว่าอยู่"

มีแม่คนหนึ่งได้บอกลูกของเขาหลายครั้งหลายหนว่าให้นั่งลง แต่ลูกคนนั้นก็ยืนต่อไปโดยไม่ได้เชื่อฟังคำสั่งของแม่เขา แล้วในที่สุดแม่คนนั้นก็เข้าไปหาและบังคับให้ลูกของเขานั่งลง เมื่อเด็กคนนั้นนั่งลงเขาก็พูดออกมาด้วยความโกรธว่า ภายนอกนั้นผมนั่งลงแต่ภายในนั้นผมกำลังยืนขึ้นมีพวกเราหลายคนที่มองดูภายนอกดูเหมือนเป็นคนที่เชื่อฟังแต่ภายในของเรานั้นกำลังกบฎ การกบฎนั้นบางครั้งไม่ได้เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ชัดเจนเสมอและบางครั้งเป็นสิ่งที่แอบซ่อนอยู่ภายใน การกบฎเป็นปฐมบาปและเป็นปัญหาอันหนักหน่วงสำหรับมนุษย์ บาปแห่งการกบฏครั้งแรกเกิดขึ้นจากซาตานและมันก็ลากเอาอาดัมและเอวาล้มลงไปกับมันด้วย จากการกบฏในครั้งนั้นทำให้อาดัมและเอวาสูญเสียสิทธิในการครอบครองพร้อมกับรับเอาลักษณะวิญญาณจิตแห่งการกบฏมาไว้กับตัวและถ่ายทอดสู่พงศ์พันธ์ของตน ลักษณะจิตวิญญาณที่กบฏนั้นสังเกตได้ง่ายมองหาไม่ยากเพราะคนทุกคนต่างมีด้วยกันทั้งนั้น คนของพระเจ้าก็เป็นเช่นกันแม้เราจะได้รับการทรงไถ่จากพระโลหิตพระเมษโปดกแล้ว แต่หลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตของเราก็จะต้องได้รับการชำระและเปลี่ยนแปลงต่อไป

คริสเตียนไม่ได้ถูกเรียกออกจากโลกและจำเป็นที่จะต้องดำเนินชีวิตอยู่ในโลกของความบาปต่อไปเพื่อทำพระมหาบัญชาให้สำเร็จ แต่อิทธิพลของโลกนี้ก็ส่งผลต่อลักษณะการดำเนินชีวิตต่อเราอย่างคาดไม่ถึงทีเดียว แต่ขอบคุณพระเจ้าที่เรากำลังมุ่งไปสู่ชัยชนะและอาณาจักรของพระเจ้า เราจะไม่เห็นการกบฎอีกต่อไป และเมื่อเราดำเนินชีวิตอยู่ในกายของเราขณะนี้ ชีวิตจิตใจภายในของเราอาจไม่ได้เป็นไปอย่างที่พระเจ้าปราถนา แต่การปลดปล่อยอย่างสิ้นเชิงนั้นจะมาในที่สุด เพราะฉะนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อเราในการตระหนักถึงจุดต่างๆ ในชีวิตในการกบฎต่อพระเจ้าแม้ไม่รู้ตัวก็ตามการกบฎอาจเป็นถ้อยคำที่แสดงความคิดแง่ลบที่เราเองก็ไม่อยากจะเชื่อฟัง แต่ถ้าเราคิดในแง่บวกเราจะเรียนรู้อะไรมากมายจากเรื่องราวนี้ พระเจ้าเรียกเราให้มีส่วนประกาศข่าวประเสริฐในทุกหนทุกแห่งในโลกนี้ข่าวประเสริฐแห่งไม้กางเขนจะเป็นจุดศูนย์กลางในโลกของเราและการที่จะมีส่วนในงานพระเจ้านั้นจำเป็นที่จะต้องมีหยาดเหงื่อและน้ำตาเพื่องานของพระเจ้า และบ่อยครั้งในสภาพมนุษย์ที่เรามีความขัดแย้งและความเจ็บปวดภายใน ในการที่จะทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าและสิ่งนี้หลายครั้งเกิดขึ้นกับโยนาห์ในการไปประกาศข่าวประเสริฐพระเจ้าที่เมืองนีนาเวห์และจากการศึกษาพระธรรมโยนาห์เล่มนี้เราจะพบว่าเวลานี้เป็นเวลาที่ถึงจุดต่ำสุดของชีวิตโยนาห์ในการปฎิบัติรับใช้พระเจ้าในโยนาห์บทที่ 1 ส่วนที่ 1 นั้นคือส่วนของการปฎิเสธการทรงเรียกจากพระเจ้า ในส่วนที่ 2 เป็นส่วนของการยอมรับการทรงเรียกและจะเห็นส่วนที่ 3 ในบทที่ 3 คือส่วนของการเชื่อฟังการทรงเรียก และในส่วนสุดท้ายในบทสุดท้ายที่คือส่วนของการไม่พอใจในการที่จะตามการทรงเรียกที่มาจากพระเจ้า

โยนาห์เป็นคู่มือแห่งพันธกิจในทุกวันนี้ เรียกเราให้มีส่วนในงานพันธกิจในฐานะที่เราเป็นคนของพระเจ้า และพระคุณของพระเจ้าจะทำให้เรายอมรับการทรงเรียกของพระเจ้าในชีวิตของเราได้ และช่วยเราเชื่อฟังด้วยความชื่นชมยินดีและไม่ใช่ด้วยความไม่พอใจและจะมีความขัดแย้งกันในชีวิตคริสเตียน เมื่อเราไม่ทำตามการทรงเรียกของพระเจ้า มนุษย์นั่นยากที่จะเข้าใจได้และบ่อยครั้งที่เราไม่เข้าใจตัวเราเอง แต่จากการศึกษาพระวจนะของพระเจ้าจะช่วยให้เราเข้าใจตัวเราเองว่าตัวเราเองควรจะทำอย่างไรและช่วยวิเคราะห์ท่าทีภายในใจเราเพื่อเราจะปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับน้ำพระทัยพระเจ้าและเราได้พบในโยนาห์ บทที่ 4 ในส่วนของการไม่พอใจในการทำตามการทรงเรียกและใน 4 ข้อแรกเป็นลักษณะของการไม่พอใจในการทำตามการทรงเรียกและส่วนที่ชัดเจนในชีวิตของโยนาห์ และได้ศึกษาท่าทีในการกบฎแม้จะเป็นการกบฎเงียบก็ตาม และเราได้พบ 4 วิธีในการสำแดงออกของโยนาห์ในข้อที่ 5 และเราได้เห็นการตอบสนองของพระเจ้าต่อเขาอย่างไร

วันนี้เราจะมาดูการตอบสนองของพระเจ้าต่อการกบฎเงียบของโยนาห์ และเราอาจกบฎเงียบหลายๆ ครั้งในชีวิตคริสเตียนของเรา และบ่อยๆที่พระเจ้าตอบสนองต่อเราเมื่อเราทำตามสิ่งที่เราทำไปและเราจะใช้ชีวิตของโยนาห์ เป็นห้องทดลองในการศึกษาชีวิตของโยนาห์ และมาดูการตอบสนองของพระเจ้าต่อโยนาห์ในการกบฎต่อพระเจ้าและเมื่อเขามีท่าทีอย่างนั้น เขาไปเทศนาต่อชาวนีนะเวห์อย่างไม่เต็มใจ และแท้ที่จริงเขามีความเกลียดชังต่อ คนเมืองนั้นและมีใจปรารถนาให้ชาวนีนะเวห์ตกนรกบึงไฟและว่าพระคุณความรักของพระเจ้าไม่สามารถไปแตะต้องเมืองนั้นได้ แต่ว่าพระเจ้าได้ผลักดันเขาให้พบสถานการณ์หลายๆ อย่างที่ผลักดันเขาเข้าไปสู่เมืองนั้นเขาไปเทศนาข่าวประเสริฐของพระเจ้าที่นั่นและเขาเข้าไปเทศนาด้วยความไม่พอใจด้วยเสียงที่ไม่พอใจและเมื่อเขาเทศนาเสร็จ แล้วเขาก็ออกมานอกเมืองมาดูว่าพระเจ้าจะทำอะไรต่อไป และลึกๆ เขาคาดหวังว่าคนเมืองนี้ไม่ตอบสนองต่อพระคำของพระเจ้า และพระเจ้าจะจัดการต่อคนเมืองนั้นให้หมดสิ้นไปและเราจะเห็นการกบฎเช่นนี้ในชีวิตของเขาและพระเจ้าได้ตอบสนองอย่างไรต่อคนของพระเจ้าที่ได้กบฎต่อพระองค์มี 2 สิ่งที่เราจะเห็นได้จาก ข้อที่ 6-8 ที่จะสอนบทเรียนที่มีคุณค่าแก่เราได้ การตอบสนองอันแรกอยู่ในข้อที่ 6

1. เป็นการที่พระเจ้าได้อวยพระพร
2. การทนทุกข์ให้เราดูการตอบสนองของพระเจ้าด้วยกัน อยู่ในข้อที่7-8

ประการที่ 1

พระพรในข้อที่ 6 ในพระคัมภีร์ได้กล่าวว่า “ แล้วพระเจ้าทรงกำหนดให้ต้นละหุ่งต้นหนึ่งงอกขึ้นมาเหนือโยนาห์ให้เป็นที่กำบังศรีษะของท่านเพื่อให้บรรเทาความร้อนรุ่มกลุ้มใจในเรื่องนี้เพราะเหตุต้นละหุ่งนี้โยนาห์จึงมีความยินดียิ่งนัก” เป็นสิ่งที่น่าแปลกใจที่โยนาห์กบฎต่อพระเจ้าแต่พระเจ้าก็อวยพรเขาด้วยวิธีการนี้ แม้เป็นช่วงขณะหนึ่งก็ตามหลายครั้งที่เราแปลกประหลาดใจที่หลายครั้งเราไม่ได้เดินกับพระเจ้าแต่ก็มีพระพรหลายอย่างเข้ามาในชีวิตของเรา และในบทที่ 4 เราจะเห็นท่าทีภายในของเขาได้สับสนไปใน 4 ข้อแรกเราได้เห็นโยนาห์บ่นต่อพระเจ้าที่สำแดงวิญญาณการกบฎที่มีต่อพระเจ้า และข้อที่ 5 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าแสดงการกบฎออกมาอย่างไรในขณะที่เขาได้นั่งอยู่ในแถบตะวันออกของเมืองนั้นอยู่ในสภาพที่เกือบจะหลงหายจากทางพระเจ้า แล้วพระเจ้าได้สงสารเขาและอวยพรเขาถึงความต้องการในชีวิต แล้วเมื่อโยนาห์ได้นั่งในแดดอันร้อนกล้านั้นและพระเจ้าได้มองจากสวรรค์และพูดออกมาว่า สงสารๆ จัง ที่เขาได้รับความทุกข์ยากเช่นนั้นและพระเจ้าได้ให้ต้นไม้งอกขึ้นมาอย่างรวดเร็วเพื่อจะเป็นร่มเงาให้แก่เขา และในสภาพร้อนชื้นนั้นพระเจ้าได้ให้ต้นไม้บางอย่างงอกขึ้นอย่างรวดเร็วสูงถึง 12 นิ้ว ภายในเวลา 1 วัน และในฐานะคริสเตียนนั้นเราจะต้องตระหนักเสมอว่า แม้พระเจ้าอวยพรเรานั้นไม่ได้แสดงถึงการที่พระเจ้ายอมรับในสิ่งที่เรากระทำและเราไม่ควรตีว่าการที่พระเจ้าอวยพรเราเป็นสิ่งที่พระเจ้ายอมรับในสิ่งที่เรากระทำ พระเจ้าอาจจะอวยพรเรานั้นมีหลายๆ เหตุผลแต่มีเพียงผู้เดียวคือพระเจ้าเท่านั้นที่รู้และพระเจ้าจะสำแดงให้เรารู้เมื่อเราได้เข้ามาแสวงหาเป้าหมายและน้ำพระทัยพระเจ้าเท่านั้นแต่พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้า และพระเจ้าไม่ได้จำกัดด้วยกฎและความคิดของมนุษย์และแท้ที่จริงพระเจ้าเปี่ยมด้วยพระคุณความรักตามที่โยนาห์ได้บรรยายไว้ในข้อที่ 2 โยนาห์ได้กล่าวไว้ว่า “เพราะข้าพระองค์ทรงทราบว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า ผู้ประกอบด้วยพระคุณและทรงพระกรุณา ทรงกริ้วช้า” และเพราะความเมตตาคุณและความรักที่ทรงมีต่อเรา และบ่อยครั้งที่พระเจ้ารู้ถึงความต้องการอย่างมากในชีวิตของเราและพระหัตถ์พระเจ้าไม่สั้นเกินไปที่จะยืดมาอวยพรเราแม้ว่าพระเจ้าจะไม่เห็นด้วยกับท่าทีของเราก็ตามแม้ว่าบางครั้งพระเจ้าจะไม่ชอบและรังเกียจต่อลักษณะชีวิตของเราก็ตาม หรือพระเจ้ารังเกียจพฤติกรรมของเรา คริสเตียนจะเข้าใจผิดถึงวิธีการของพระเจ้า และมักตีความผิดคิดว่าพระพรที่พระเจ้าให้นั้นพระเจ้ายอมรับในสิ่งที่เราทำและบางคนอาจพูดว่าถ้าพระเจ้าไม่ชอบวิถีการดำเนินชีวิตของเรา แต่ทำไมพระเจ้าจึงอวยพรให้มีงานที่ดีทำมีเงินทองมากมาย ทำไมกระเป๋าของเราหนาแน่นไปด้วยเงิน และไม่ว่าเราจะเดินไปที่ไหนเงินก็จะหลุดออกมาเยอะแยะไปหมด และบางคนอาจจะบอกว่าการไม่มาคริตสจักรเป็นสิ่งที่ผิด แล้วทำไมพระเจ้าจึงปกป้องเราเมื่อเราไปเที่ยววันอาทิตย์ไปเที่ยวดิสโก็เธค และบางคนอาจจะกล่าวว่า เมื่อเราเป็นคริสเตียนเราต้องมีส่วนในการรับใช้ในคริสตจักรของเรา ทำไมพระเจ้าจึงรักษาเราล่ะเมื่อเราเจ็บป่วยแม้ว่าเราจะไม่มีส่วนในการรับใช้พระเจ้าในคริสตจักรเลย เพียงแต่มานอนหลับในตอนฟังเทศน์เท่านั้นและนักศึกษาบางคนอาจพูดว่าแม้เราไม่มีส่วนในการรับใช้พระเจ้าในคริสตจักรและเราไม่ได้อธิษฐานตอนเช้า ดูเหมือนว่าคะแนนของเราจะสูงขึ้นแม้เราจะอธิษฐานพระเจ้าตอนเช้าและร่วมรับใช้พระเจ้าดูเหมือนเราจะเพียงสอบผ่านเท่านั้น อาจเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่เราไม่ต้องมามีส่วนร่วมในคริตสจักรแล้วบางคนอาจจะพูดว่า ถ้าเป็นสิ่งที่ผิดในการทุจริตทำไมเรายิ่งทุจริตเรายิ่งได้ไต่เต้ามากขึ้นเท่านั้น พี่น้องที่รักจงฟังข้าพเจ้าเถิดว่าพระพรที่พระเจ้าให้ไม่ได้หมายถึงการที่พระเจ้าเห็นด้วยกับการที่เราทำเสมอไปในข้อพระคัมภีร์ เราจะเห็นสิ่งนี้ปรากฎครั้งแล้วครั้งเล่าใน (กดว 11: 31-33) และได้เห็นการที่อิสราเอลได้บ่นต่อว่าพระเจ้าในมานา ที่พระเจ้าได้ให้กับเขาและอยากจะทานเนื้อวัวบ้าง แล้วได้ทานสิ่งที่พระเจ้าส่งลงมาจากสวรรค์ และได้กินไก่ย่างบางครั้งบางคราว เป็นสิ่งที่ดีแล้วพระเจ้าก็เบื่อหน่ายต่อการบ่นต่อว่าของเขาแล้วพระเจ้าได้สั่งให้เกิดนกคุ่มมากมาย และมีนกคุ่มมากมายจนพระคัมภีร์ข้อที่ 31 ได้กล่าวว่า “มีลมพัดมาจากพระเจ้าพาฝูงนกคุ่มมาจากทะเลให้มาตกอยู่ที่ข้างค่ายรอบค่ายทุกทิศ ห่างออกไปเป็นหนทางเดิน วันหนึ่งสูงพ้นพื้นดินประมาณ 2 ศอก” และข้อที่ 33 กล่าวว่า “ เมื่อนกยังติดพันเขาทั้งหลายอยู่ ยังรับประทานไม่ทันหมดพระเจ้าทรงกริ้วประชาชนเสียด้วยภัยพิบัติอย่างร้ายแรง”

เมื่อท่าทีและวิญญาณเขาผิดแม้ดูสภาพภายนอกเหมือนพระเจ้าได้อวยพรเรา ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าไม่ได้หมายความว่าพระเจ้ายอมรับสิ่งที่เราทำ ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าเห็นด้วยกับท่าทีที่เราทำ เราเห็นแบบอย่างของอับราฮัมที่พระเจ้าสัญญาว่าจะให้เขาเป็นบิดาของบรรดาประชาชาติทั้งปวงและสัญญาวานางซาราห์จะให้กำเนิดอิสอัคแต่ซาราห์นั้นแก่ และดูเหมือนจะไม่สามารถให้กำเนิดอิสอัคได้และซาราห์ก็คิดอย่างชาญฉลาดขึ้นมาทำไมไม่เอานางฮาการ์ผู้เป็นทาสของเราไป แล้วไปสืบลูกจากฮาการ์นั้นเอง ผลของการคิดที่ชาญฉลาดของเธอและรวดเร็วก็คือ อิสราเอลและปัญหาก็เกิดขึ้นมาตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ (ปฐก 16:12) กล่าวไว้ว่า “บุตรนั้นจะเป็นดังลาป่า มือเขาจะต่อสู้คนทั้งปวง และมือคนทั้งปวงจะต่อสู้เขา เขาจะอาศัยอยู่หน้าพี่น้องของเขา” แม้พระเจ้าจะอณุญาตบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นเราต้องตระหนักว่าสิ่งนั้นไม่ได้เป็นน้ำพระทัยพระเจ้าไม่ได้เป็นน้ำพระทัยสมบูรณ์ การที่พระเจ้าอวยพรเราไม่ได้หมายความว่าพระเจ้ายอมรับในสิ่งที่เราทำมีคริสเตียนแบบโยนาห์ลายคนไปรับความคิดเหล่านี้ โดยไม่ได้มีความคิดเห็นอื่นใด เราจะต้องระมัดระวังในการตีความบนพื้นฐานพระวจนะคำของพระเจ้า พระคัมภีร์เป็นสิ่งที่แน่นอนที่สำแดงเป้าหมายของพระเจ้าที่จะให้เราดำเนิน จะบอกเราว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ถูกสิ่งใดเป็นสิ่งที่ผิด เพราะฉะนั้นเราจะต้องศึกษาพระวจนะของพระเจ้า เพื่อเราจะเข้าใจเป้าหมายของพระองค์ พระคัมภีร์หลายๆ ตอนจะสอนให้เราไม่ควรจะอิจฉา คนร่ำรวย เพราะมีหลายคนที่ไม่รู้จักพระเจ้า แต่ร่ำรวยกว่าคริสเตียน ความร่ำรวยไม่ได้เป็นตัวมาวัดจิตใจของพระเจ้าได้มีคำสอนในแถบตะวันตกที่กล่าวว่า ถ้าเราดำเนินชีวิตด้วยความชอบธรรม เราจะเป็นคนที่รวยโดยอัตโนมัติเราจะสามารถสั่งรถเบนซ์มาได้โดยทันทีทันใด ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระเจ้าปราถนาที่จะอวยพรคนของพระองค์และพระเจ้าปรารถนาให้คนของพระองค์มีเกินความต้องการของเขาและพระเจ้าปรารถนาที่จะให้เขาไปถึงจุดสูงสุดที่เขาสามารถที่จะรับได้ แต่เพื่อจะให้เป้าหมายสำเร็จในชีวิตของเรา แต่ถ้าปรารถนาให้คนของพระองค์มีเกินความต้องการของเขาและพระเจ้าปรารถนาที่จะให้เขาไปถึงจุดสูงสุดที่เขาสามารถที่จะรับได้ แต่เพื่อจะให้เป้าหมายสำเร็จในชีวิตของเราแต่ถ้าความร่ำรวยมาฉุดเรา พระเจ้าก็จะนำสิ่งนั้นออกไปแต่ขอบคุณพราะเจ้าที่พระเจ้าได้เอาสิ่งนั้นออกไปจากชีวิตเราหลายคน

และขอบคุณพระเจ้าที่ความร่ำรวยไม่ได้เป็นจุดวัดของพระเจ้าแต่ขอบคุณที่พระองค์ทำให้พระองค์ร่ำรวยในแผ่นดินสวรรค์ และให้พระองค์ยากจนในสายตาของเราและขอบคุณพระเจ้าสำหรับ อ.เปาโลที่ยอมรับในการปรับตัวเข้ากับสภาพต่างๆ ได้แต่ขอบคุณพระเจ้าที่จุดการร่ำรวยไม่สามารถวัดการอวยพรจากพระเจ้าได้ เป็นน้ำพระทัยพระเจ้าที่พระเจ้าจะรักษาทุกๆ คน พระเจ้าปรารถนาให้เราเป็นคนที่มีสุขภาพที่ดี ความเจ็บป่วยเข้ามาในโลกนี้ก็เพราะความบาปแต่ก็จริงเสมอไปที่การมีสุขภาพที่ดีจะดีกว่าความเจ็บป่วยแต่สุขภาพที่ดีทำให้เราห่างเหินจากพระเจ้าทำให้เราเย่อหยิ่ง และทำให้เราห่างเหินจากพระเจ้า และเป็นไปได้ที่พระเจ้าให้ความเจ็บป่วยเข้ามาในชีวิตเรามากเพื่อจะทำให้เราถ่อมใจลงต่อพระองค์ และสุขภาพที่ดีนั้นก็ทำให้เราตกนรกบึงไฟนั่นเอง เราต้องระมัดระวังท่าทีฉาบฉวยของเราที่มีผลต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า ในพระคัมภีร์ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้ากระทำก็เพื่อแผนการณ์อันนิรันดร์ของพระองค์ เราจะต้องศึกษาพระคัมภีร์ครบทั้งหมดเพื่อเราจะเข้าใจแผนการณ์ของพระเจ้า อย่าพึงพอใจความคิดของเราในการดำเนินชีวิตของเราในแต่ละวัน ที่สิงคโปร์พยายามการะจายความคิดในด้านนี้ แล้วทุกคนพึงพอใจในรัฐบาลของเขารัฐบาลนี้มีอพาตเมนต์ให้อยู่มีรถให้ขับ และมีลูกได้ 2 คน และเป็นแบบอย่างประเทศที่มีความสำเร็จแต่ข้าพเจ้าจะบอกไว้ว่าวัตถุไม่สามารถทำให้มนุษย์พึงพอใจได้ ทำให้มนุษย์บ้า และทำให้มนุษย์ห่างเหินจากพระเจ้า เราควรระมัดระวังไม่ให้ชีวิตของเราควบคู่ไปกับวัตถุเพราะว่าสิ่งนั้นสิ่งเดียวไม่ได้อยู่ในชีวิตมนุษย์ การอวยพระพรของพระเจ้า ควบคู่ไปกับวัตถุเพราะว่าสิ่งนั้นสิ่งเดียวไม่ได้อยู่ในชีวิตมนุษย์ การอวยพรของพระเจ้าอยู่เหนือความคิดของเราที่เราจะคิดว่าพระพรของพระเจ้าจะเป็นอย่างไร เพราะว่าความคิดของพระเจ้าสูงกว่า ความคิดของเรา และโดยพระคุณของพระเจ้าก็จะอวยพรเราแม้เราจะเลวร้ายสักปานใดก็ตามในข้อที่ 6 ได้ให้ตัวอย่าง 2 ประการที่พระเจ้าอวยพรโยนาห์อย่างไร แม้เขาจะเป็นคนที่กบฎทำไมพระเจ้าจึงอวยพระพรโยนาห์ในช่วงแรกของข้อที่พระเจ้าได้ให้เหตุผลประการแรกแก่เราเพื่อที่จะตอบสนองต่อเขา พระเจ้าได้ให้ต้นละหุ่งเกิดขึ้นมา เพื่อที่จะให้เป็นร่มกำบังเขาโยนาห์ในช่วงที่แดดจ้าโดยที่เขาคิดว่าพระเจ้าจะทำอะไรกับเมืองนั้น ดังที่ข้าพเจ้าได้บอกท่านว่าเขาเกลียดชังชาวนีนะเวห์ และได้ไปเทศนาอย่างไม่เต็มใจโยนาห์ได้นั่งที่นั่นด้วยความยากลำบากในจิตใจทั้งทางด้านสภาพร่างกายและจิตใจ แต่พระเมตตาคุณได้เข้ามาถึงชีวิตของเขาในความต้องการทันทีทันใด และหลักการเหล่านั้นเราจะเห็นได้จากชีวิตคริตสเตียนของเราเอง เพราะความรักและเมตตาคุณของพระเจ้านั้นพระเจ้าจะตอบสนองความ ต้องการของเราที่มีนั้นชั่วขณะ แม้เราไม่สมควรที่จะรับก็ตามแม้เรามีความกดดันพระเจ้าก็จะปลดปล่อยเรา เพื่อเราจะได้รับการปลดปล่อยนั้นเพราะในชีวิตเรานั้นสามารถที่จะมีความชื่นชมยินดีได้และบ่อยครั้งที่มนุษย์จะถูกผลักดันเข้าหาพระเจ้าก็ต่อเมื่อเขามีความต้องการบางอย่างในชีวิตของเขา แม้บางครั้งเขามีปัญหามากมายเกินกว่าที่เขาจะเผชิญปัญหาได้และเมื่อนั้นเขาจะเรียนรู้ที่จะถ่อมใจลงต่อพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์และเราต้องตระหนักว่าการที่พระเจ้าอวยพระพรเรานั้นไม่ใช่ว่าพระเจ้าจะยอมรับในสิ่งที่เราทำและไม่ได้ประกันว่าพระเจ้าพอพระทัยในสิ่งที่เราทำ

และเหตุผลประการที่ 2 อยู่ในข้อที่ 6 ช่วงท้ายว่าทำไมพระเจ้าถึงอวยพระพรโยนาห์ สิ่งแรกคือการตอบสนองความต้องการชั่วขณะของโยนาห์ ประการที่ 2 เราเห็นว่าที่จะปลดปล่อยจากความทุกข์ยากจากพระคัมภีร์ที่บอกว่าเพื่อที่จะบรรเทาความร้อนรุ่ม โยนาห์นั้นมีความไม่สบายในช่วงเวลานี้ อุณหภูมิที่อยู่ภายในตัวสูงกว่าอุณหภูมิที่อยู่ภายนอกแม้อุณหภูมิภายนอกก็ร้อนพออยู่แล้ว ที่ซีเรียแดดร้อนมากจนชาวอาหรับจะต้องเดินทางในเวลากลางคืนเพราะว่าสถานการณ์เป็นเช่นนั้น พระเจ้าจึงได้มีพระเมตตาคุณต่อโยนาห์และได้ปลดปล่อยความทุกข์ของเขาชั่วขณะหนึ่งโดยคาดหวังว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงท่าทีของโยนาห์และในชีวิตคริตสเตียนเราจะเห็นได้ว่า พระเจ้าได้อวยพระพรแก่เราในท่าทีบางลักษณะและถ้าเรามีสติปัญญาบ้างเราจะปรับตัวเข้ามาเดินอยู่ในวิถีทางของพระเจ้าและพระเจ้าได้อวยพรเราเพื่อจะปลดปล่อยเราให้ออกจากสถานการณ์บางอย่างของเราเพื่อเราจะมีความไวและตระหนักต่อวิธีการของพระเจ้า เราไม่ควรพึงพอใจในการดำเนินชีวิตในการอวยพระพรบางอย่างเท่านั้น และเราต้องตระหนักว่าพระเจ้าปรารถนาจะอวยพระพรเราอย่างมากมายเพราะเราเต็มใจที่จะดำเนินชีวิตอยู่ในวิถีทางของพระเจ้าบ่อยครั้งที่เราห่างเหินจากทางพระเจ้าเราก็ยังเห็นพระพรจากพระเจ้าติดตามเรามาเพราะพระเจ้าเป็นพระเจ้าที่อดทนนานเวลาที่พระเจ้าอดทนนั้น เป็นเวลาที่ยาวนานและเราไม่สามารถที่จะมาวัดสิ่งนั้นได้ ถ้าพวกเราเป็นพระเจ้าชั่วขณะ เราจะพบว่าโลกนี้สับสนวุ่นวาย พระเจ้าปรารถนาให้เราตระหนักว่าที่เราได้รับการปลดปล่อยจากการทนทุกข์นั้นก็เพื่อจะให้เรากลับมาหาพระเจ้าและเราจะพบว่าการตอบสนองของพระเจ้าไม่ใช่วิธีการเดียวเท่านั้น ในข้อที่ 6 เราจะเห็นพระพรที่มาจากพระเจ้า ในข้อที่ 7 และ 8
เราจะเห็นการตอบสนองของพระเจ้า

ประการที่ 2

และสิ่งนี้ในที่สุดก็ต้องมา ถ้าเรากบฎคือการทนทุกข์ ในข้อที่ 7-8 พระคัมภีร์กล่าวว่า“ แต่ในเวลาเช้าวันรุ่งขึ้นพระเจ้าทรงกำหนดให้ลมตะวันออกที่ร้อนผากพัดมา และแสงแดดก็แผดลงบนศรีษะโยนาห์จนท่านอ่อนเพลียไปและท่านก็ทูลขอว่าให้ท่านตายเสียเถิดท่านว่าข้าตายเสียดีกว่าอยู่ หลังจากอวยพระพรโยนาห์ชั่วขณะหนึ่งแล้วและได้ปลดปล่อยชั่วขณะนั้นแทนที่สถานการณ์จะคลี่คลายลงไปบ้าง พระเจ้าจึงได้จัดการกับชีวิตของโยนาห์ ปัญหาต่างๆ และการกลับใจใหม่และพระเจ้าได้เปิดโอกาสแบ่งการทนทุกข์เข้ามาในชีวิตของเขา วิธีการของพระเจ้าในการจัดการกับคนของพระเจ้าคือวิธีการนี้ ถ้าเราทำความบาปแล้วเราจะต้องทนทุกข์เหมือนในพระคัมภีร์ที่บอกว่าความบาปของเรานั้นจะต้องปรากฎถ้าไม่ใช่เวลานี้ในช่วงเวลาหนึ่งก็จะชัดเจนและผลร้ายที่สุดของความทุกข์ก็คือการเผาอยู่ในนรกบึงไฟ แต่เพราะพระเมตตาคุณของพระเจ้า พระเจ้าได้ให้ความทุกข์บางส่วนเข้ามาก็เพื่อที่เราจะกลับเข้ามาหาพระเจ้าได้เพื่อเราจะไม่เอาหัวทิ่มไปสู่ความบาป ความทุกข์นั้นไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่ได้อยู่ในสถานการณ์นั้นๆ บ่อยครั้งเรานั้นผูกมัดและขับไล่มาร เมื่อเราเผชิญปัญหาต่างๆ การทำอย่างนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องเมื่อเราดำเนินชีวิตอยู่ในความชอบธรรม ถ้าเราดำเนินชีวิตอยู่ในวิถีการของพระเจ้าและเชื่อฟังอยู่ในน้ำพระทัยของพระทัยของพระองค์ด้วยสิ้นสุดใจของเรา แต่ถ้าเรากำลังกบฎต่อพระเจ้าเราจะขับไล่มารซาตานได้ตลอดแต่มันจะไม่ตอบสนองเรา และซาตานจะบอกว่า อย่ามาโทษฉัน ฉันไม่ได้ทำในเวลานี้เพราะผลของคุณนั่นแหละ และพระเจ้าก็จะเดินลงมาจากสวรรค์อีกครั้งหนึ่งและจะตะโกนบอกว่าเป็นเราเองนั่นแหละ เข้าใจไหม ไม่ใช่มารซาตานๆ นั้นน่าสงสาร ถูกพูดตลอดเวลาเลย อย่าไปคิดว่าการทนทุกข์มาจากมารซาตานเสมอไป พระเจ้าได้อนุญาตให้ความทุกข์ยากมาถึงเราเป็นบางขณะเพื่อให้เราตระหนักถึงความเลวร้ายที่เราห่างเหินจากพระเจ้าในโลกที่สมบูรณ์ปราศจากความบาปเหมือนสวนเอเดนก่อนที่มนุษย์จะทำความบาป และในอาณาจักรนิรันดร์ที่องค์พระเยซูเสด็จกลับมาทุกสิ่งทุกอย่างจะปรับเข้าสู่วิถีทางของพระเจ้า การทนทุกข์จะไม่ปรากฎอีกต่อไป พระคัมภีร์กล่าวว่าจะไม่มีน้ำตาอีกต่อไปและจะไม่มีความเจ็บปวดอีกต่อไป และความชื่นชมยินดีจะเป็นของเราชั่วนิจนิรันดร์ แต่ในยุคนี้ที่เรากำลังดำเนินอยู่ในโลกนี้นั้นปัญหาต่างๆก็กำลังดำเนินอยู่ต่อไป จนกว่าความผิดบาปได้ถูกทำลายไปและความบาปจะได้รับการยกออกไปในเวลาที่จะมาถึงเพราะฉะนั้นเราจะต้องตระหนักว่าเราจะต้องทนทุกข์ในความยากลำบากจนชั่วชีวิต และรอคอยและคาดหวังอาณาจักรของพระเจ้าจอมเจ้านายของเรานั้นจะเสด็จกลับมา และพระเยซูจะนำความทุกข์ยากออกไปจากชีวิตเราจนหมดสิ้น แต่จะมีความทุกข์ยากลำบากบางอย่างที่ดีต่อชีวิตของเรา ถ้าเป้าหมายบางอย่างที่พระเจ้าจะให้เกิดขึ้นมีตามความต้องการของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมือนเราทำความผิดบาปแต่บางครั้งเหตุผลก็เพื่ออาณาจักรของพระเจ้าเหมือนกับที่ยากอบได้กล่าวไว้ว่า จงถือว่าเป็นความชื่นชมยินดีเมื่อทนทุกข์ให้เราใช้ความทนทุกข์เป็นบันไดก้าวไปสู่สง่าราศีของพระเจ้า ความทุกข์ยากไม่ได้เป็นสัญลักษณ์ของการที่พระเจ้าไม่พอพระทัยในสิ่งที่เราทำเสมอไป อาจจะเป็นสิ่งที่พระเจ้าอณุญาตให้เกิดขึ้นเพื่อเราจะจำเริญขึ้นต่อไป เพื่อจะมีสันติสุขในเราในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยากแต่จงชื่นใจเถิด เพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้วและพระเยซูได้บอกเราอย่างชัดเจนแล้วว่า ในโลกนี้เราจะต้องทนทุกข์แล้วเปโตรได้กล่าวกับเราใน ( 1ปต 1: 6-7 ) ในความรอดนั้นท่านทั้งหลายชื่นชมยินดี ถึงแม้ว่าเดี๋ยวนี้จำเป็นที่ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานชั่วขณะหนึ่งในการถูกทดลองต่างๆ เพื่อการลองดูความเชื่อของท่านอันประเสริฐยิ่งกว่าทองคำ ซึ่งแม้เสียไปได้ก็ยังถูกลองด้วยไฟจะได้เป็นเหตุให้เกิดความสรรเสริญ เกิดศักดิ์ศรีและเกรียรติในเวลาที่พระเยซูจะเสด็จมาปรากฎ และใน (ฮบ 12:7-8) ท่านทั้งหลายจะรับและทนเอาเถิดเพราะเป็นการตีสอน พระเจ้าทรงปฎิบัติต่อท่านในฐานะที่ท่านเป็นบุตรของพระองค์ด้วยว่ามีบุตรคนใดเล่าที่บิดาไม่ได้ตีสอนเขาบ้าง แต่ถ้าท่านทั้งหลายไม่ได้ถูกตีสอนเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ท่านก็ไม่ได้เป็นบุตรแต่เป็นลูกที่ไม่มีพ่อ และในข้อที่ 11 กล่าวว่า เมื่อมีการตีสอนนั้นดูไม่เป็นที่ชื่นใจเลย เป็นเรื่องเศร้าใจ แต่ต่อมาภายหลังก็จะก่อให้เกิดความสุขสำราญแก่บรรดาคนที่ต้องทนอยู่นั้คือความชอบธรรมนั้นเอง และมีข้อพระคัมภีร์มากมายที่หนุนใจเราเพื่อให้เราทนทุกข์ชีวิตที่พระเจ้าอวยพระพรนั้นไม่ได้ปราศจากความทนทุกข์ แต่ชีวิตที่ดำเนินอยู่ใแผนการณ์และน้ำพระทัยของพระองค์ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีก็ตาม ถ้าพระเจ้าอณุญาตให้เกิดขึ้นก็เพื่อพัฒนาตัวเราเองให้อยู่ในทางของพระองค์ อ.เปาโลได้บอกเราใน (2คร 1) เพราะการทนทุกข์ของอ.เปาโล สามารถหนุนใจให้คนอื่นทนทุกข์ต่อไปได้ ถ้าเราจำได้ในเรื่องราวของ วอซ์ธานี เป็นคนที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่มีผลต่อคนจีนมากกว่าคนจีนด้วย เขาได้ใช้เวลา 20 ปี ในการเทศนาเรื่องราวของพระเจ้าและเมื่อคอมมิวนิสต์ได้มาปกครองประเทศจีนนั้น เขาก็ถูกจับขังคุกแลัวเขาก็ถูกขังคุกเป็นเวลา 20 ปี หลายครั้งข้าพเจ้าคิดว่าเป็นการดีหรือไม่ที่เขาถูกปล่อยให้อยู่นอกคุกเทศนาคนอยู่นอกคุกแต่พระเจ้าไม่มีแผนการณ์และเป้าหมายที่สูงกว่านั้น แล้วมีใครเล่าที่จะเข้าใจแผนการณ์และน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ แล้วใครเล่าจะบอกได้ว่าคนกี่ล้านคนได้รับการหนุนน้ำใจจากการทนทุกข์ เราไม่ควรตีความหมายว่าการทนทุกข์เป็นการสาปแช่งจากพระเจ้าเพราะว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ว่าจะเลวหลายเสมอไปบ่อยครั้งที่เป็นพระพรที่แอบแฝงอยู่ และบ่อยครั้งที่เป็นวิธีที่พระเจ้าจะอวยพรเราอย่างมากมายในที่สุด เมื่อเราดำเนินชีวิตอยู่ในความชอบธรรมเราสามารถที่จะยึดการอวยพระพรจากพระเจ้าได้ ถ้าเราพบตัวเราเองในความบาปนั้น เราสามารถที่จะคลาดความทนทุกข์ได้ และครั้งต่อไปที่ท่านป่วยสิ่งแรกที่ท่านทำคือพิจารณาตัวเองว่าชีวิตเรากำลังทำอยู่ แล้วพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ให้สันติสุขภายในท่าน ท่านสามารถบังคับให้การอวยพระพรการรักษาโรคมาถึงท่านได้ แต่ถ้าท่านช่วยและจิตใจของเรารบเร้าอยู่เสมอนั่น คือสิ่งที่มาจากพระเจ้าแล้วให้เราตรวจสอบตัวเราเองเพื่อที่จะให้พระเจ้าปลดปล่อยเราเพื่อเราจะกลับเข้ามาได้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับโยนาห์ พระเจ้าไม่ได้อนุญาตให้เกิดการทนทุกข์ธรรมดาๆ เท่านั้นแต่เป็นความทุกข์อย่างมากมายด้วย เราสามารถพบได้อีก 3 สิ่งในข้อที่ 7และข้อที่ 8 ประการแรกเราจะพบได้ในข้อที่ 7ถึง 8 ในช่วงต้น

1.ต้องเผชิญกับความทุกข์หลายอย่าง
การทนทุกข์มากมายได้เข้าสู่ชีวิตของเขา หนอนได้เข้ามากัดกินต้นระหุ่งจนมันเหี่ยวไปดวงอาทิตย์ได้ส่องเหนือศรีษะเขาจนค่อยๆ ร้อน แล้วลมก็ได้พัดมาทั้งหนอน ดวงอาทิตย์และลมดูเหมือนปัญหาซัดเข้ามาทีละอย่างๆ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นในชีวิตคริตสเตียน หลายๆ ครั้งที่ปัญหาจะเข้ามาทีละอย่างๆ แล้วรวมตัวเข้ามาอยู่ในตัวเรา ท่านอาจมีความเจ็บป่วยเข้ามาประการแรกและก่อนที่เราจะได้แก้ไข ปัญหาอื่นก็เข้ามา ทีละอย่างๆ แม้เราจะไม่ได้ส่งบัตรเชิญออกไปก็ตามปัญหาซัดเข้ามาทีละอย่างๆ มีแต่บันทึกความจำของพระเจ้าที่มาถึงเราเพื่อจะให้เราตระหนักและระลึกถึงสภาพของเรา ว่าเรามีปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นจากการดำเนินชีวิตของเรา มีปัญหามากมายนั่นคือข้อที่ 1 ประการที่ 2 ในข้อที่ 8 ตอนท้าย “จนท่านได้อ่อนเพลียไป”

2.การทนทุกข์ในสภาพทางร่างกาย
เราจะพบว่าโยนาห์ไม่ได้ทนทุกข์เพียงปัญหาหลายๆ อย่างด้วยกันแต่พระเจ้าได้มาแตะเขาในสภาพร่างกายด้วย บ่อยครั้งที่การทนทุกข์ได้เข้ามาแตะต้องถึงในสภาพร่างกายของเราเพราะร่างกายเป็นที่รวมสภาพจิตใจและจิตวิญญาณด้วย แม้เราจะประกอบไปด้วยร่างกายจิตใจและจิตวิญญาณก็ตามแต่เราจะสัมผัสสิ่งเหล่านี้ง่ายดายเมื่อมันได้แตะต้องสภาพร่างกายของเรา เพราะฉะนั้นพระเจ้าอนุญาตให้การอวยพรและการทนทุกข์เพื่อมากระทบกับร่างกายของเราและเราจะพบว่าโยนาห์ได้ทนทุกข์ในสภาพร่างกายของเขาในเวลานี้ ในสวนเอเดนเมื่ออาดัมและเอวาได้ทำความบาปเขาไม่เพียงแต่ตายฝ่ายวิญญาณเท่านั้น แต่เขาได้ตายฝ่ายร่างกายด้วย ความเจ็บป่วยได้ถูกนำเข้ามาสู่โลกนี้ก็เพราะความบาป ในพระเจ้านั้นไม่มีการแยกแยะระหว่างร่างกายและจิตวิญญาณ เราเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบพระเจ้าก็จะจัดการเราทุกวิถีทาง และเมื่อเราเจ็บป่วยบ่อยครั้งนั่นเป็นเพราะความบาปของเราและหลายครั้งนั้นอาจไม่ใช่ เพราะฉะนั้นเราจะต้องถามคำถามกับตัวเราเองถ้าเราเจ็บป่วยเป็นเพราะเราขาดการสามัคคีธรรมกับพระเจ้าหรือไม่ ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์สำแดงให้เราเห็นสิ่งนี้ที่จะเข้าใจ

3. การทนทุกข์อย่างรุนแรง
พระคัมภีร์กล่าวว่าโยนาห์ต้องการตายและกล่าวว่าข้าตายเสียก็ดีกว่าอยู่ และเราจะพบว่าโยนาห์ได้มาถึงจุดสุดท้ายของชีวิต เขาไม่เพียงทนทุกข์อย่างมากมายจากสภาพรอบข้างของเขา ไม่เพียงแต่ทนทุกข์ทางร่างกายจากการอ่อนเพลียไปอย่างมากมาย แต่การทนทุกข์ของเขารุนแรงถึงขั้นอยากจะตาย คนเรานั้นจะมาถึงจุดที่อยากจะตายก็ต่อเมื่อมาถึงจุดที่ว่าการที่มีชีวิตอยู่ต่อไปนั้นไม่อาจจะมีความชื่นชมยินดีต่อไปได้ ความรุนแรงในสภาพที่โยนาห์จะต้องทนทุกข์นั้นเป็นการแสดงถึงความรักของพระเจ้าที่จะนำโยนาห์กลับคืนมาหาพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง พระเจ้าคาดหวังว่าความรุนแรงจะผลักดันให้โยนาห์ มีท่าทีที่ถูกต้องต่อพระองค์โยนาห์มีท่าทีผิดต่อชาวนีนะเวห์เพราะไม่มีความรักความห่วงใยต่อชาวเมืองนั้น และในเวลานี้พระเจ้าได้ขับเคลื่ยนเขามาสู่จุดต่ำสุดในชีวิต ฝ่ายวิญญาณของเขาและความชื่นชมยินดีอย่างเดียวที่เขาคิดได้ก็คือการตายจากโลกนี้ไป การทนทุกข์อย่างรุนแรงที่สุดนี้เป็นเหตุที่พระคัมภีร์บอกเราหลายครั้งด้วยกันว่าเราทำบาป หลายคนจะตายก่อนเวลาของเขาเพราะพิธีมหาสนิทในวันอาทิตย์และพระคัมภีร์ได้เตือนเราว่าการรับพิธีนี้อย่างไม่ถูกต้องนั้นจะนำความพินาศมาสู่ตัวเราเอง(1 กร.12:27-30) พระเจ้าอนุญาตให้การทนทุกข์อย่างรุนแรงเข้ามาในชีวิตเราเพื่อเตือนใจเรา เพื่อไม่ให้เรามีใจแข็งกระด้าง ใน โรม 1 สอนเราว่า ถ้าเราทำให้ใจของเราแข็งกระด้าง ต่อไปวันหนึ่งเราจะเกิดความเย็นชาและไม่ตระหนักถึงความบาป ไม่สามารถจะกลับใจใหม่ได้และดำเนินชีวิตออกจากทางพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง และโดยพระเมตตาคุณของพระเจ้าบางครั้งพระเจ้าจะให้การทนทุกข์อย่างรุนแรงเข้ามา ถ้าเราต้องตัดเท้าทิ้งเพื่อเราจะได้เข้าแผ่นดินสวรรค์ พระเจ้าก็จะอนุญาตให้สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะว่านรกเป็นที่ๆ เลวร้ายที่มนุษย์จะไปอยู่ และพระเจ้าทรงรักเขาและพระเมตตาคุณของพระเจ้านั้นมีต่อเราเสมอ ถ้าจำเป็นที่พระเจ้าจะนำเราไปถึงจุดเกือบจะล้มละลายเพื่อจะนำเรากลับมาอยู่ในทางพระเจ้าพระองค์ก็จะอนุญาตให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น ขอคำสอนจากพระวจนะของพระเจ้านั้นจะสอนให้เราเข้าใจถึงน้ำพระทัยพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของเรา น้ำพระทัยของพระเจ้าก็คือการที่เราจะมีส่วนในเป้าหมายของพระเจ้าคือ ในทุกๆ คนผ่านอาชีพของเรา ผ่านของประทาน,ทักษะ ,การใช้เวลา,การใช้สิ่งที่มีค่าของเรา

สรุป คนของพระเจ้าจะต้องมีส่วนในงานพันธกิจของพระองค์เพื่อการทรงเรียกในงานพันธกิจจะมาถึงทุกๆคน นั่นหมายถึงงานพันธกิจในบ้านของเราและต่างประเทศด้วย เราจะต้องมีส่วนร่วม เราไม่สามารถเป็นบุตรของพระองค์ ถ้าเราไม่มีจิตใจเหมือนพระองค์ได้ ถ้าเราไม่มีใจและความห่วงใยเหมือนพระเจ้า เราก็ไม่สามารถเป็นบุตรของพระเจ้าได้ขอพระเจ้าช่วยให้เรามีความห่วงใยคนที่เหมือนชาวนีนะเวย์ ที่เราจะมีส่วนในพระราชกิจของพระองค์ที่เราจะไม่มีชีวิตที่ดำเนินไปวันต่อวันเท่านั้น เรามีเป้าหมายสูงกว่าที่เราดำเนินชีวิตอยู่ และพระเจ้าเรียกเราให้มีเป้าหมายสูงสุดเหมือนกับพระองค์ ให้เราเชื่อฟังการทรงเรียกของพระเจ้า การเชื่อฟังภายในจิตใจของเราและถ้าเราทำสิ่งนั้น การอวยพระพรของพระเจ้าจะติดตามอยู่ในชีวิตของเราและการทนทุกข์นั้นก็จะเป็นส่วนเล็กน้อย อย่าถูกหลอกลวงเลยว่า พระพรของพระเจ้านั้นไม่ได้เห็นด้วยกับการกระทำของเราเสมอไป การทนทุกข์ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่ได้มีส่วนในสิ่งนั้น ขอให้บทเรียนของโยนาห์สอนพวกเราท่านได้ยินเสียงของพระเจ้าในวันนี้หรือไม่

วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ศีลมหาสนิท


http://lovejesuschurch.tripod.com/doctrines/033.doc

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปัสกา ความหมายของการถวายบูชา
ศีลมหาสนิท
ความหมายของพิธีศีลมหาสนิท
ศีลมหาสนิทเป็นของขวัญยิ่งใหญ่ที่สุด ที่พระเยซูเจ้าได้ประทานแก่ประชากรของพระองค์ เพราะความรักอันเปี่ยมล้นของพระองค์มีแต่พระองค์เท่านั้น ผู้ทรงเป็นมนุษย์แท้และพระเจ้าแท้ที่ทรงพระประสงค์ และอำนาจที่จะทำการมหัศจรรย์เช่นนี้ได้ เพื่อจะประทับอยู่กับเรา เป็นความบรรเทา พละกำลัง ความสุขและสันติของเรา
คำว่า ศีลมหาสนิท (Eucharist = การขอบพระคุณ) ประกอบด้วย
การถวายบูชา หรือปัสกา
การรับศีลมหาสนิท
การประทับอยู่อย่างแท้จริง ทั้งทางกาย(Substance) และทาง
ของพระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิท
ศีลมหาสนิทเป็นการบูชายัญ หรือการถวายบูชาปัสกาคือ
การถวายบูชายัญของพระเยซูเจ้าบนไม้กางเขน ซึ่งได้รับการรื้อฟื้นทุกวันบนพระแท่นบูชา ตามพระประสงค์ของพระองค์
เป็นเครื่องหมายแห่งการเป็นหนึ่งเดียวและเป็นสายสัมพันธ์แห่งความรักของประชากรของพระเป็นเจ้า (ซึ่งมนุษย์ทุกคน ทุกเชื้อชาติได้รับการเรียกให้มาเป็น)
เป็นการเลี้ยงปัสกาซึ่ง (ในการรับศีลมหาสนิท) พระเยซูเจ้าเอง ผู้ทรงเจริญชีวิตอย่างแท้จริงได้เข้ามาประทับ และทรงทำให้วิญญาณของเราเต็มไปด้วยสิทธิอำนาจ มีพลังสันติ ความเชื่อ ความหวังและความรัก
มนุษย์ทุกคนจากทุกยุคทุกสมัยได้ถวายบูชาแด่พระของตนที่จริงแล้ว เขาถือว่า การถวายบูชานี้เป็นกิจกรรมสูงสุดของศาสนาจริงๆ แล้วมีบางครั้งในประวัติศาสตร์ที่พระเจ้าได้ตรัสล่วงหน้าถึงการถวายบูชาใหม่และเป็นบูชาของมนุษย์ทั่วไป คือการบูชาของพระบุตรของพระองค์เอง
พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า เราไม่พอใจเจ้าและเราจะไม่รับเครื่องบูชาจากมือของเจ้า ตั้งแต่ที่ดวงอาทิตย์ขึ้นถึงที่ดวงอาทิตย์ตก นามของเราก็ยิ่งใหญ่ท่ามกลางประชาชาติทั้งหลาย และเขาถวายเครื่องหอมและของถวายที่บริสุทธิ์แด่นามของเราทุกที่ทุกแห่ง เพราะว่านามของเราใหญ่ยิ่งท่ามกลางประชาชาติทั้งหลายหรือกล่าวอย่างง่ายๆ เราไม่มีความโปรดปรานอันใดในตัวเจ้า พระเจ้าจอมโยธาได้ตรัสไว้ เราจะไม่รับบูชาใดๆ จากมือของเจ้า เพราะว่านามของเราจะยิ่งใหญ่ท่ามกลางนานาชาติและในสถานที่ทุกแห่ง เขาจะนำเครื่องบูชามาถวายแด่พระนามของเรา และเป็นการถวายที่บริสุทธิ์ เพราะพระนามของเรายิ่งใหญ่ท่ามกลางนานาชาติ พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้ (มลค.1:10-11)
การถวายบูชาใหม่ที่ว่านี้คือ พิธีศีลมหาสนิท ซึ่งเป็นการรื้อฟื้นมหาทรมาน การสิ้นพระชนม์ และการกลับคืนชีพของพระเยซูเจ้าบนแท่นของชาวเรา บนไม้กางเขนที่เขากัลวารีโอ พระเยซูเจ้าทรงสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่กู้เรา ในพิธีศีลมหาสนิทซึ่งถวายแด่พระเจ้าทุกวันทั่วโลก พระเยซูเจ้าได้ประทานผลแห่งการกอบกู้แก่เรา การถวายบูชาทั้งหลายในอดีตรวมกันก็ยังไม่เป็นการเพียงพอที่จะชดเชยบาปของเราได้ มีแต่การถวายบูชาของพระเยซูเจ้าเท่านั้นที่นำมาซึ่งความเต็มเปี่ยมแห่งการกอบกู้ เพราะว่าถ้าเลือดแพะและเลือดวัวตัวผู้ และเถ้าของลูกโคตัวเมีย ที่ประพรมลงบนคนบาปสามารถชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์ได้ พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ผู้ได้ทรงถวายพระองค์เองแด่พระเจ้าโดยพระวิญญาณนิรันดร์ ให้เป็นเครื่องบูชาอันปราศจากตำหนิ ก็จะทรงชำระได้มากยิ่งกว่านั้นสักเพียงใด เพื่อให้จิตใจของคนที่หมกมุ่นในการประพฤติที่นำไปสู่ความตาย หันไปรับใช้พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่…ฮบ.9:13-14
กล่าวอย่างง่ายๆ ว่า เพราะถ้าเลือดแพะและเลือดวัว และการโปรยเถ้าของลูกวัวสาวทำให้ผู้กระทำผิดเป็นผู้บริสุทธิ์ แล้วพระโลหิตของพระเยซูเจ้า ผู้ซึ่งโดยประสงค์นิรันดริ์ ที่จะถวายพระองค์เอง ผู้ไม่มีมลทินแด่พระเจ้า จะสามารถชำระจิตใจของเรา การงานที่ไม่มีคุณค่า เพื่อเป็นการคารวะแด่พระเป็นเจ้าสักเพียงไร
พูดถึงความจริงที่ยิ่งใหญ่ของการถวายบูชานี้ เปาโลได้ประกาศถ้อยคำว่า ท่านมิได้พูดอะไรด้วยตัวท่านเอง แต่ว่าได้เรียนรู้ว่าพิธีศีลมหาสนิทคืออะไร จากการสำแดงของพระเจ้าเอง เพราะว่าเรื่องซึ่งข้าพเจ้าได้มอบไว้กับท่านแล้วนั้น ข้าพเจ้าได้รับจากองค์พระผู้เป็นเจ้าคือ……(1คร.11:23 )
พระเยซูต้องเสด็จกลับไปหาพระบิดา แต่พระองค์ก็ทรงทราบว่า มนุษย์ต้องการพระองค์ ดังนั้นพระองค์ได้ทรงคิด ไม่เพียงหนทางที่จะช่วยพวกเขาให้รอดเท่านั้น แต่ยังทรงคิดว่าวิธีที่จะประทับอยู่กับเขา เพื่อจะได้โปรดประทานผลแห่งการไถ่กู้ให้ด้วย ทรงมีประสงค์จะให้ความมั่นใจว่า แม้ว่าการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนแล้วนั้น จะทรงรื้อฟื้นการถวายบูชาของพระองค์นี้อย่างแท้จริง ในรูปแบบที่มองไม่เห็น แต่เป็นจริงเที่ยงแท้ และเราก็สามารถที่จะได้รับพระคุณพร้อมความมุมานะที่จะรอคอยการเสด็จกลับมาของพระคริสต์
เป็นความจริงดังที่ท่านได้เคยพูดไว้ว่า การบูชาของพระเยซูเจ้าบนไม้กางเขนก็เพียงพอแล้ว แต่ว่าเป็นความจำเป็นที่จะมีส่วนร่วมในการบูชานี้ เพื่อว่ากิจกรรมอันนำมาซึ่งความรอดจะได้สัมผัสกับชีวิตเรา
อพย.1:12 “ยิ่งถูกเบียดเบียน ยิ่งเพิ่มพูน” (แต่ยิ่งถูกเบียดเบียนมากเท่าไร ชนชาติอิสราเอลก็ยิ่งทวีมากขึ้น..)
อพย.1:19 “การคลอดที่ง่าย ถ้าท่านตั้งครรภ์” (ด้วยความเชื่อ)
“เพราะหญิงฮีบรูไม่เหมือนหญิงอียิปต์ เขาไวจึงคลอดบุตรง่าย (เป็นทั้งรูปธรรมและนามธรรม)
ปฐก.28:38 ยาโคบลุกขึ้นแต่เช้ามืด เอาก้อนหินซึ่งใช้หนุนศีรษะ ตั้งขึ้นเป็นเสาศักดิ์สิทธิ์ และเทน้ำมันยอดเสานั้น และเรียกสถานที่นั้นว่า เบธเอล (ยืนยันถึงการสถิตอยู่ของพระเจ้า)
ก่อนได้รับการปลดปล่อยมีทั้งการทดสอบของพระเจ้า และการกลั่นแกล้งจากมารร้าย ทุกข์เวทนาในเวลานี้
ถ้าผู้ใดอดทนได้จนถึงที่สุด ก็จะได้รับการปลดปล่อยอย่างสวยงาม (อพย.5: ) (แต่ผู้ใดทนได้จนถึงที่สุดผู้นั้นจะรอด..มธ.24:13)
ชัยชนะเหนือโลก คือยิ่งเผชิญจะยิ่งทุกข์ แต่อย่ากลัวเลย (ยน.16:20) โลกจะชื่นชมยินดี แต่เจ้าจะโศกเศร้า
พระเจ้าจะบังคับฟาโรห์ ด้วยมืออันทรงฤทธิ์
หมายสำคัญแรกที่พระเจ้าประทานแก่อิสราเอลผ่านโมเสส (พระองค์จึงตรัสว่า "เราจะอยู่กับเจ้าแน่ นี่เป็นหมายสำคัญให้เจ้ารู้ว่าเราใช้ให้เจ้าไป คือเมื่อเจ้านำประชากรออกจากอียิปต์แล้ว เจ้าทั้งหลายจะมานมัสการพระเจ้าบนภูเขานี้"…..อพย.3:12)
(ยืนยันถึงการสถิตอยู่ของพระเจ้า)
การเดินทางออกจากถิ่นทุรกันดาร พระเจ้ามิได้ให้เราไปตัวเปล่า และเราจะทวงคืนริบคืนได้หมดด้วย
(เราจะเหยียดมือออกประหารอียิปต์ด้วยอัศจรรย์ต่างๆ ที่เราจะกระทำในท่ามกลางประเทศนั้น หลังจากนั้น กษัตริย์ก็จะทรงยอมปล่อยพวกเจ้าไป….อพย.3:20)
การเดินด้วยพระวิญญาณ
พระคัมภีร์แยกความหมายระหว่าง “การมี” พระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นของผู้เชื่อทุกคน
กับการ “เติม” ด้วยพระวิญญาณ ซึ่งเป็นจริงสำหรับคนน้อยมาก
ใน ยน.3:3-8 เราได้รับชีวิตใหม่ (Regeneration) พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่ ผู้นั้นจะเห็นแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้" นิโคเดมัสทูลพระองค์ว่า "คนชราแล้วจะบังเกิดใหม่อย่างไรได้ จะเข้าในครรภ์มารดาครั้งที่สองและบังเกิดใหม่ได้หรือ" พระเยซูตรัสว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้ ซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง และซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นวิญญาณ อย่าประหลาดใจที่เราบอกท่านว่า ท่านทั้งหลายต้องบังเกิดใหม่ ลมใคร่จะพัดไปข้างไหนก็พัดไปข้างนั้น และท่านได้ยินเสียงลมนั้น แต่ท่านไม่รู้ว่าลมมาจากไหนและไปที่ไหน คนที่บังเกิดจากพระวิญญาณ ก็เป็นอย่างนั้นทุกคน" โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์และเนื่องจากการบังเกิดใหม่ (New Birth)
มนุษย์ในฝ่ายวิญญาณ มีความหิวสิ่งซึ่งเป็นของพระเจ้า
อย่าช่วยพี่น้องด้วยทรัพย์สินของเจ้า ที่กำลังจะต้องถูกตีสอน เพราะไม่ทำให้เขาสำนึก มีแต่เขาจะลำพองตัวและถลำลึกลงไปอีก โดยคิดว่า สิ่งที่เขาเป็นอยู่ถูกต้อง เขาจะไม่หันกลับ แต่จะนำเขาไปสู่ความพินาศ แต่จงช่วยจิตวิญญาณให้เขาจำเริญขึ้น
สุภาษิตหรือพระวจนะที่อยู่ในปากของคนโง่ ก็เหมือนขาของคนพิการที่ห้อยลงมาอย่างไร้ประโยชน์
บุคคลผู้ให้เกียรติแก่คนโง่ ก็เหมือนผู้ที่มัดก้อนหินไว้กับสลิง
บุคคลที่จ้างคนโง่หรือคนขี้เมาที่ผ่านไป ก็เหมือนฝักธนูที่ยิงคนทุกคนไม่เลือกหน้า
คำแช่งสาปที่ไร้เหตุผล ย่อมไม่มาเกาะ เช่นเดียวกับนกกระจอกที่กำลังโผไปมาและนกนางแอ่นที่กำลังบิน
อย่าเป็นเครื่องมือนำความโกลาหลวุ่นวายเข้ามา อย่าเป็นคนน่าเกลียดและหยาบคาย
อย่าเป็นหมาลอบกัด หรือนินทาว่าร้ายใคร จงหุบปากเสีย ไม่เช่นนั้น ท่านก็จะเป็นคนนำคำแช่งสาปมาสู่ตัวท่านเอง
ถ้าเราเอ่ยปากพูดในสิ่งไม่ดี ท่านกำลังขอคำแช่งสาปให้กับวิญญาณของท่าน ท่านกำลังทำบาป จงขอแต่สิ่งที่ดี
ซาตานไม่ได้เข้มแข็งอะไรมากนักหลอก แต่เราให้อำนาจมันเกินควรต่างหาก
สั่ง เจ้าซาตาน จงออกไปจากครอบครัวของข้าเดี๋ยวนี้ ท่านสามารถเลือกได้ว่า จะให้พงศ์พันธ์ของท่านเดินไปทางไหน ทางของพระเจ้าหรือของมารซาตาน มารซาตานคอยจ้องจะเล่นงานครอบครัวของท่านอยู่ แต่ท่านสามารถหยุดมันได้ก่อนที่มันจะเริ่มต้นด้วยซ้ำไป
ทุกครั้งที่มีพระวจนะพระเจ้า จะต้องมีอะไรตามมาด้วย “พระวจนะนำมาซึ่งแสงสว่าง แสงสว่างแห่งพระวจนะของพระเจ้า กำลังเคาะอยู่ที่หน้าประตูของเรา
* จงบอกกับซาตานว่า “บ้านหลังนี้ได้รับการชำระแล้ว พระโลหิตของพระเยซูปกคลุมบ้านหลังนี้อยู่ เจ้าจะนำผีร้ายเข้ามาอีกเจ็ดตัวไม่ได้ ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเจ้า ที่นี่เป็นบ้านของข้า ซึ่งเป็นบ้านของพระเยซู ซาตานเจ้าจงหยุดเดี๋ยวนี้ ในพระนามพระเยซู บ้านหลังนี้จะไม่มีวันเป็นของเจ้าเป็นอันขาด ไม่ว่าจะเป็นรุ่นลูกหรือหลานของข้าก็ตาม
ผู้ที่ไม่ทำตามพระวจนะพระเจ้า คือผู้นำคำแช่งสาปเข้ามา (ดูหน้า 71-72)
เรื่องส่วนใหญ่มาจากความคิด ถ้าความคิดของเราถูกต้องกับพระเจ้าก็ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้
เราสามารถทำได้สารพัดอย่าง เราสามารถเขย่าประชาชาติได้
จงหลีกเลี่ยงจากความบาป จงอยู่ในพระวจนะ แล้วท่านจะไม่ตกอยู่ภายใต้คำแช่งสาป และจะได้รับแต่พระพร เมื่อท่านโดนแช่งสาป พระเจ้าจะอวยพร ถ้าท่านอยู่ในพระวจนะ แต่ถ้าท่านล้มลงในความบาป ท่านเองคือคนนำคำสาปแช่งเข้ามาให้ตัวเอง
พระคำของพระเจ้าจะต้องเป็นแสงสว่างอยู่ภายในความคิดของพวกเขาตลอดเวลา
อับราฮัมเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือก เพื่อให้พระพรผ่านทางท่านมาสู่โลก พระเจ้าทรงเลือกอับราฮัมให้เป็นทางที่พระองค์จะทรงกระทำพันธกิจโดยมนุษย์ พระเจ้าแสวงหามนุษย์ที่พระองค์จะทรงกระทำกิจผ่านได้อยู่เสมอมา
คำสัญญาของพระเจ้า และ คำสัญญาของมนุษย์
เมื่อเราศึกษาแหล่งสัญญาเหล่านี้ เราก็พบว่า คำมั่นสัญญาของพระเจ้า ไม่ได้เริ่มต้นขึ้นในพระคัมภีร์ใหม่
พระเจ้าประทานสัญญาให้เป็นพิเศษแก่ชนชาติอิสราเอล (พวกเขาเป็นคนอิสราเอล ได้รับการทรงให้เป็นบุตรของพระเจ้าและพระสิริของพระเจ้าปรากฏแก่เขา และเขาได้รับบรรดาพันธสัญญา และการทรงประทานธรรมบัญญัติ และพิธีนมัสการพระเจ้า และพระสัญญา…โรม.9:4; จงระลึกว่า ครั้งนั้นท่านทั้งหลายเป็นคนอยู่นอกพระคริสต์ ขาดจากการเป็นพลเมืองอิสราเอลและไม่มีส่วนในบรรดาพันธสัญญาซึ่งทรงสัญญาไว้นั้น ไม่มีที่หวัง และอยู่ในโลกปราศจากพระเจ้า…อฟ.2:12) พระเจ้าประทานฐานะที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนชนชาติใดให้แก่ชนชาติอิสราเอล เป็นความหมายที่พิเศษว่า อิสราเอลนี้คือ ชนชาตินี้เข้าใจหน้าที่ของตนเองผิด คิดเอาเองว่าได้รับคำสัญญาให้มีเกียรติ มีสิทธิพิเศษ ซึ่งความจริงแล้วอิสราเอลเป็นชนชาติที่พระเจ้าให้หน้าที่และความรับผิดชอบเป็นพิเศษ ข้อเสนอของพระเจ้ามักเป็นข้อเสนอให้มีภาระหน้าที่ ที่ต้องกระทำเพื่อพระองค์เป็นพิเศษเสมอ
คำสัญญาของพระเจ้าที่ทรงมีต่อชนชาติอิสราอล เป็นคำสัญญาที่ตกทอดมาจากอับราฮัม คำสัญญาที่พระเจ้าประทานแก่อับราฮัมเป็นพระสัญญาที่มีผล 3 ขั้นดังนี้
ให้คำมั่นสัญญาเรื่องแผ่นดินแห่งพันธสัญญา (แต่พระองค์ไม่ทรงโปรดให้อับราฮัมมีมรดกในแผ่นดินนี้ แม้เท่าฝ่าเท้าก็ไม่ได้และขณะเมื่อท่านยังไม่มีบุตร พระองค์ทรงสัญญาไว้ว่า จะให้แผ่นดินนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของท่าน และเชื้อสายของท่าน…กจ.7:5;
เพราะความเชื่อของท่าน ท่านได้พำนักในแผ่นดินซึ่งพระเจ้าทรงสัญญาไว้นั้น คือได้พำนักในเต็นท์เป็นคนต่างด้าว ดังอิสอัคและยาโคบซึ่งเป็นทายาทด้วยกัน ตามพระสัญญาอันเดียวกันนั้น, คนเหล่านั้นได้ตายไป ขณะที่มีความเชื่อเต็มที่ และไม่ได้รับสิ่งที่ได้ทรงสัญญาไว้ แต่เขาก็ได้เห็นและได้เตรียมรับไว้ตั้งแต่ไกล และรู้ดีว่าเขาเป็นคนแปลกถิ่นที่ท่องเที่ยวไปในโลก…ฮบ.11:9,13)
สัญญาว่าจะประทานลูกชายให้แก่นางซาราห์ทั้งที่ดูเหมือนว่า เป็นไปไม่ได้ (แล้วท่านก็จะกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า "ถ้าเช่นนั้น ทำไมพระองค์จึงยังทรงติเตียน เพราะว่าผู้ใดจะขัดขืนพระทัยของพระองค์ได้"….รม.9:19;
บุตรที่เกิดจากหญิงทาสนั้นก็เกิดตามธรรมดา แต่ส่วนบุตรที่เกิดจากหญิงที่เป็นไทนั้น เกิดตามพระสัญญา, ดูก่อนพี่น้องทั้ง
หลาย เราเป็นบุตรแห่งพระสัญญาเช่นเดียวกับอิสอัค…..กท.4:23,28)
สัญญาว่าทุกชาติในโลกนี้จะได้รับพระพรทางอับราฮัม (เพราะว่าพระสัญญาที่ประทานแก่อับราฮัมและผู้สืบเชื้อสายของท่านที่ว่า จะได้ทั้งพิภพเป็นมรดกนั้น ไม่ได้มีมาโดยพระบัญญัติ แต่มีมาโดยความชอบธรรมที่เกิดจากความเชื่อ...รม.4:13;
บรรดาพระสัญญา ที่ได้ประทานไว้แก่อับราฮัมและพงศ์พันธุ์ของท่านนั้น มิได้ตรัสว่า และแก่พงศ์พันธุ์ทั้งหลาย เหมือนอย่างกับ
ว่าแก่คนมากคน แต่เหมือนกับว่าแก่คนผู้เดียวคือ แก่พงศ์พันธุ์ของท่าน ซึ่งเป็นพระคริสต์….กท.3:16;
เมื่อพระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้กับอับราฮัมนั้น โดยเหตุที่ไม่มีใครเป็นใหญ่กว่าพระองค์ที่พระองค์จะทรงอ้างได้นั้น พระองค์ก็ได้
ทรงอ้างพระองค์เอง….ฮบ.6:13)
คำสัญญาของพระเจ้า เป็นคำสัญญาเรื่องพระมาซีฮา ทางเชื้อสายของกษัตริย์ดาวิด (คราวนั้นเกิดการวุ่นวายมากเพราะเหตุทางนั้น, บางคนได้ร้องว่าอย่างนี้ บางคนได้ร้องว่าอย่างนั้น เพราะว่าที่ประชุมวุ่นวายมาก และคนโดยมากไม่รู้ว่าเขาประชุมกันด้วยเรื่องอะไร…..กจ.19:23,32)
คำว่า พระมาซีฮา และคำว่า พระคริสต์ เป็นคำที่มีความหมายอย่างเดียวกัน มาซีฮาเป็นคำภาษาฮีบรู และคริสต์เป็นคำภาษากรีก แปลตรงตัวว่า ผู้ที่ได้รับการเจิม คำสัญญาของพระเจ้า เป็นคำสัญญาของกษัตริย์ อาณาจักรทั้งหลายในโลกนี้จะเป็นอาณาจักรของพระเจ้า โดยทางผู้ที่ได้รับการเจิมนี้
คำสัญญาทั้งหลายที่พระเจ้าประทานไว้ในพระคัมภีร์ พันธสัญญาเดิมปรากฏเป็นผล เป็นความจริงหรือพูดได้ว่า ทรงกระทำตามที่สัญญาไว้อย่างบริบูรณ์แล้วในพระเยซูคริสต์ (และเพื่อให้คนต่างชาติได้ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า เพราะพระเมตตาของพระองค์ ….เพราะเหตุนี้ ข้าพระองค์ขอสรรเสริญพระองค์ ท่ามกลางประชาชาติทั้งหลายและร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์….รม.15:9; บรรดาพระสัญญาของพระเจ้าก็จริงโดยพระเยซู เพราะเหตุนี้เราจึงพูดว่า อาเมน โดยพระองค์เป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า….2คร.1:20; ถ้าเช่นนั้นมีธรรมบัญญัติไว้ทำไม ที่เพิ่มธรรมบัญญัติไว้ก็เพื่อบาปจะปรากฏเป็นความละเมิด จนกว่าพงศ์พันธุ์ที่ได้รับพระสัญญานั้นจะมาถึง พวกทูตสวรรค์ได้ตั้งธรรมบัญญัตินั้นไว้โดยมือของคนกลาง, และถ้าท่านเป็นของพระคริสต์แล้วท่านก็เป็นพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม คือเป็นผู้รับมรดกตามพระสัญญา…กท.3:19,29)
เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมาก็เหมือนกับว่า พระเจ้าตรัสกับมนุษย์ชาติว่า “นี่คือผู้ที่คำสัญญาของเราทุกข้อเป็นไปครบถ้วนในเขา”
พระเยซูทรงเป็นผู้ที่ความคิดฝันของพระเจ้าและความคิดความฝันของมนุษย์มาพบกันพอดี
ในพระเจ้าไม่มีธรรมดา เมื่อประทานอะไรนับได้ว่าเป็นพิเศษ ถ้ามนุษย์ทำหน้าที่พิเศษและมีความรับผิดชอบพิเศษ การครอบครองจะเกิดเมื่อมนุษย์ดำรงอยู่ในหน้าที่พิเศษอย่างถูกต้อง มนุษย์ผู้ที่จะบังคับบัญชาจักรวาลได้ เราเป็นตรีเอกานุภาพมนุษย์ ความรู้มนุษย์ถูกจำกัดด้วยประสาททั้งห้า ความล้ำเลิศความปรารถนามาจากพระเจ้า มีพลังอำนาจที่จะเลือกตัดสินที่จะทำอะไรก็ได้ ความสว่างวิเศษกว่าความมืด การเชื่อฟังในพระองค์เป็นผลของ…( ผู้ใดที่มีบัญญัติของเราและประพฤติตามบัญญัตินั้น ผู้นั้นแหละเป็นผู้ที่รักเราและผู้ที่รักเรานั้นพระบิดาของเราจะทรงรักเขาและเราจะรักเขา และจะสำแดงตัวให้ปรากฏแก่เขา" ยูดาส (มิใช่อิสคาริโอท) ทูลพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า เหตุใดพระองค์จึงจะสำแดงพระองค์แก่พวกข้าพระองค์ แต่ไม่ทรงสำแดงแก่โลก" พระองค์ตรัสตอบเขาว่า "ถ้าผู้ใดรักเรา ผู้นั้นจะประพฤติตามคำของเราและพระบิดาจะทรงรักเขา แล้วพระบิดากับเราจะมาหาเขา และจะอยู่กับเขา ผู้ที่ไม่รักเรา ก็ไม่ประพฤติตามคำของเรา และคำซึ่งท่านได้ยินนี้ไม่ใช่คำของเรา แต่เป็นพระวจนะของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามา…. ยน.14:21-24 )
คำพูดของมนุษย์ศักดิ์สิทธิ์
คำว่า “ความรัก” เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในกระบวนการคุณงามความดีทั้งหมด เป็นคุณลักษณะแห่งความเชื่อของคริสเตียน จึงสมควรที่สุดที่เราจะมาศึกษาความหมายของคำนี้กันให้ชัดเจน
วิธีที่ดีที่สุดคือ เริ่มด้วยการเปรียบเทียบ ด้วยการพิจารณาลักษณะของความรัก
ความรักฝ่ายร่างกาย เช่น ความรักระหว่างเพศ, ความกระหายในความทะเยอทะยาน, ความรักชาติอย่างรุนแรง อาการของความรัก ลักษณะนี้เป็น “ความปรารถนาที่ร้อนแรงและไม่สามารถทนทานได้
ความรักแบบครอบครัว ความรักผูกพันฉันญาติ ความรักที่ประชาชนมีต่อผู้ปกครอง, มนุษย์ต่อพระเจ้าที่ปกป้องคุ้มครองเขา ความรักพ่อแม่ที่มีต่อลูกและลูกมีต่อพ่อแม่ รม.12:10 จงรักกันฉันพี่น้อง เป็นคำเสนอแนะความคิดให้เห็นว่า สังคมคริสเตียนไม่ใช่เป็นสมาคม แต่เป็นครอบครัวหนึ่ง
ความรักที่อบอุ่น คือการมองดูด้วยความรักใคร่ผูกพัน ใช้ได้ทั้งความรักระหว่างเพื่อน ความรักของสามีภรรยา ความรักของคริสเตียนเป็นความรักที่กว้างขวาง เป็นคำที่น่าฟังแต่เป็นคำที่เฉพาะเจาะจงของความอบอุ่น ความใกล้ชิดและความเสน่หา อาจจะใช้ได้กับผู้ที่อยู่ใกล้ชิดและเป็นที่รัก
เรื่องของคริสเตียนต้องการคำที่กินความกว้างกว่าคำนี้ ความคิดของคริสเตียนผูกพันอยู่กับความรัก เพราะเป็นคำเดียวที่สามารถบรรจุเนื้อหาความคิดที่ต้องการได้ เหตุผลที่ความคิดของคริสเตียนผูกพันแนบแน่นกับคำว่า ความรัก ก็คือ โดยความรักนั้นเรียกร้องให้มีภาคปฏิบัติทั้งความคิดจิตใจและการกระทำ ความรักของคริสเตียนต้องไม่จำกัดอยู่ในขอบเขตเฉพาะผู้ที่ใกล้ชิดหรือผู้ที่เรารัก หรือญาติมิตรของเราหรือเพื่อนฝูงที่เรารักเท่านั้น ความรักของคริสเตียนต้องแผ่ขยายออกไปจากสังคมของคริสเตียนไปสู่เพื่อนบ้าน ไปสู่ศัตรู ไปสู่โลก
ปัสกาจริงๆ แล้ว เป็นรูปแบบของการถวายบูชายัญบนภูเขากัลวารีโอ เครื่องบูชาก็คือ องค์พระคริสต์เจ้า ซึ่งเป็นเครื่องบูชาเดียวกับบูชาปัสกา เพียงแต่รูปแบบของการถวายบูชาเท่านั้นที่เปลี่ยนไป บูชาบนภูเขากัลวาริโอ พระเยซูเจ้าได้ทรงหลั่งโลหิตอันแท้จริงในบูชาปัสกา พระองค์ได้ทรงถวายพระองค์เองแด่พระบิดาเจ้าของพระองค์ในรูปแบบที่ไม่มีโลหิต แต่เป็นธรรมล้ำลึกที่ไม่อาจเข้าใจได้
6 สิ่ง พระเจ้าทรงเกลียด 7 สิ่งเป็นที่น่าเกลียดน่าชังสำหรับพระองค์
ตายโส ลิ้นมุสา มือที่ทำโลหิตไร้ผิดให้ตก จิตใจที่คิดแผนงานโหดร้าย เท้าซึ่งรีบวิ่งไปสู่ความชั่ว พยานเท็จซึ่งหายใจออกเป็นคำมุสา และคนผู้หว่านความแตกร้าวท่ามกลางพวกพี่น้อง
2คร.2:17 เพราะว่าเราไม่เหมือนคนเป็นอันมากที่เอาพระวจนะของพระเจ้าไปขายกิน แต่ว่าเราประกาศด้วยอาศัยพระคริสต์อย่างคนสัตย์ซื่อ อย่างคนที่มาจากพระเจ้า และอย่างคนที่อยู่จำเพาะพระพักตร์พระเจ้า
2คร.4:1 เพราะเหตุที่เรามีพันธกิจนี้โดยได้รับพระกรุณา เราจึงไม่ย่อท้อ
กายดิน วิญญาณอยู่ภายในร่างกาย
กายวิญญาณ วิญญาณอยู่ภายนอกร่างกายด้วยการสวมไว้ …(การซึ่งจะเป็นขึ้นมาจากความตายนั้นก็เหมือนกัน สิ่งที่หว่านลงนั้นเป็นของที่จะเน่าเปื่อย สิ่งที่เป็นขึ้นมาใหม่นั้นก็จะไม่รู้จักเน่าเปื่อย สิ่งที่หว่านลงนั้นไร้เกียรติ สิ่งที่เป็นขึ้นมาใหม่ก็จะมีศักดิ์ศรี สิ่งที่หว่านลงนั้นอ่อนกำลัง สิ่งที่เป็นขึ้นมาใหม่ก็จะทรงอานุภาพ สิ่งที่หว่านลงนั้นเป็นร่างกาย สิ่งที่เป็นขึ้นมาก็จะเป็นกายวิญญาณ ถ้าร่างกายมี กายวิญญาณก็มีด้วย มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า มนุษย์คนเดิมคืออาดัม จึงเป็นผู้ที่มีชีวิตอยู่ แต่อาดัมผู้ซึ่งมาภายหลังนั้นเป็นวิญญาณผู้ประสาทชีวิต แต่ร่างกายซึ่งเกิดก่อนนั้นหาใช่เป็นกายวิญญาณไม่ แต่เป็นร่างกายแล้วภายหลังจึงเกิดมีกายวิญญาณขึ้น มนุษย์เดิมนั้นกำเนิดจากดินและเป็นมนุษย์ดิน มนุษย์ที่สองเสด็จมาจากสวรรค์ มนุษย์ดินผู้นั้นเป็นอย่างไร มนุษย์ดินทุกคนก็เป็นอย่างนั้น มนุษย์สวรรค์ผู้นั้นเป็นอย่างไร มนุษย์สวรรค์ทุกคนก็เป็นอย่างนั้น และเมื่อเราเกิดมามีลักษณะสมกับมนุษย์ดินแล้ว เราก็จะมีลักษณะสมกับมนุษย์สวรรค์ด้วย ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าหมายความว่า เนื้อและเลือดจะมีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้ และสิ่งซึ่งเน่าเปื่อยจะมีส่วนในสิ่งซึ่งไม่รู้จักเน่าเปื่อยก็ไม่ได้ ดูก่อนท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้ามีความล้ำลึกที่จะบอกแก่ท่าน คือว่าเราจะไม่ล่วงหลับหมดทุกคน แต่เราจะถูกเปลี่ยนแปลงใหม่หมด ในชั่วขณะเดียว ในพริบตาเดียว เมื่อเป่าแตรครั้งสุดท้าย เพราะว่าจะมีเสียงแตร และคนที่ตายแล้วจะเป็นขึ้นมาปราศจากเน่าเปื่อย แล้วเราทั้งหลายจะถูกเปลี่ยนแปลงใหม่ เพราะว่า สิ่งซึ่งเน่าเปื่อยนี้ต้องสวมซึ่งไม่เน่าเปื่อย และสภาพมตะนี้ต้องสวมสภาพอมตะ เมื่อสิ่งซึ่งเน่าเปื่อยนี้ จะสวมซึ่งไม่เน่าเปื่อย และสภาพมตะนี้จะสวมสภาพอมตะ เมื่อนั้นตามซึ่งเขียนไว้ในพระคัมภีร์จะสำเร็จว่า ความตายก็ถูกกลืนถึงปราชัยแล้ว….1คร.15:42-54; เพราะเรารู้ว่า ถ้าเรือนดินคือกายของเรานี้จะพังทำลายเสีย เราก็ยังมีที่อาศัยซึ่งพระเจ้าทรงโปรดประทานให้ ที่มิได้สร้างด้วยมือมนุษย์ และตั้งอยู่เป็นนิตย์ในสวรรค์ เพราะว่าในร่างกายนี้เรายังครวญคร่ำอยู่ มีความอาลัยที่จะสวมที่อาศัยของเราที่มาจากสวรรค์ เพื่อว่าเมื่อเราสวมแล้ว เราก็จะมิได้เปลือย เพราะว่าเราผู้อาศัยในร่างกายนี้จึงครวญคร่ำเป็นทุกข์ มิใช่เพราะปรารถนาที่จะอยู่ตัวเปล่า แต่ปรารถนาจะสวมกายใหม่นั้น เพื่อว่าร่างกายของเราซึ่งจะต้องตายนั้นจะได้ถูกชีวิตอมตะกลืนเสีย….. 2คร.5:1-4
(เรากล่าวถึงเรื่องสิ่งเหล่านี้ ด้วยถ้อยคำซึ่งมิใช่ปัญญาของมนุษย์สอนไว้ แต่ด้วยถ้อยคำซึ่งพระวิญญาณได้ทรงสั่งสอน คือเราได้อธิบายความหมายของเรื่องฝ่ายวิญญาณ ให้คนที่มีพระวิญญาณฟัง….1คร.2:13) เรากล่าวถึงเรื่องสิ่งเหล่านี้ ด้วยถ้อยคำซึ่งมิใช่ปัญญาของมนุษย์สอนไว้ แต่ด้วยถ้อยคำซึ่งพระวิญญาณได้ทรงสั่งสอน คือเราได้อธิบาย ความหมายของเรื่องวิญญาณให้คนที่มีพระวิญญาณฟัง
โอ้ชีวิตฉันนี่หนาพระเจ้าลิขิต
หนทางชีวิตคิดอยู่อย่างมีจุดหมาย
เกิดมาทุกคนโลกนี้ไม่หนีความตาย
เมื่อยังไม่สายเกินไป ให้กลับคืนดี
กับองค์ผู้สร้างชีวิตลิขิตกำหนด (มาให้)
แล้วความงามงดผุดผ่องฉายส่องราศี
เวลาพระเจ้าฟื้นฟูมักเกิดผู้เผยพระวจนะเสมอ พระองค์จะรักษาแผ่นดินให้หายโดยทางผู้รับใช้ของพระองค์
คนหนึ่งคนใด คจ.หนึ่งคจ.ใด นิกายหนึ่งนิกายใด อาจจะเสื่อมลง คจ.เสื่อมลงหรือต่ำลงเหมือนเมื่อคราวอิสราเอลอยู่ภายใต้การปกครองของเอลีและบุตรชายคือ
1 ไม่มีการเทศนาที่เต็มไปด้วยฤทธิ์อำนาจ (1ซมอ.3:1) ในสมัยนั้นพระดำรัสของพระเจ้ามีมาแต่น้อย ไม่มีนิมิตบ่อยนัก มีการเทศนามากครั้ง แต่ไม่มีพระดำรัสของพระเจ้า มีความคิดโครงการ แผนการ รายการมากมาย แต่ไม่มีนิมิตบ่อยนัก
2 ความพ่ายแพ้ก่อตัวขึ้น ชาวอิสราเอลคิดอย่างตื้นๆ ว่าพวกเขาจะปลอดภัยภายใต้ความคิด นิมิตของพระเจ้าที่เกิดขึ้นอย่างจำกัด ดังนั้น พวกเขาจึงออกไปรบกับชาวฟิลิสเตียอย่างทะนง และคนฟิลิสเตีย ได้ฆ่าคนเสียประมาณ 4 พันคนในสนามรบ…1ซมอ.4:2
3 การแสวงหาเหตุผล พวกผู้ใหญ่ได้จัดประชุมขึ้น พวกเขาถามว่า ทำไมพระเจ้าจึงทรงให้เราพ่ายแพ้ต่อคนฟิลิสเตียในวันนี้…1ซมอ.4:3 พวกเขาเริ่มแสวงหาคำตอบ
อย่างไรก็ตาม ชาวอิสราเอลก็พากันเศร้าใจ แต่จิตวิญญาณไม่สั่นคลอน เราควรจะเป็นชนชาติผู้มีชัยชนะของพระเจ้า พวกเขาร้องว่า ทำไมพระเจ้าจึงยอมให้เราพ่ายแพ้
แล้วพวกเขาทำผิดมากยิ่ง ไม่ว่าการหาเหตุผล พวกเขาตัดสินใจจะให้พระเจ้าอยู่ท่ามกลางเขา โดยใช้วิธีการของพวกเขา โดยความคิดแห่งความเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติ พวกเขามองเห็นการสถิตอยู่ของพระเจ้า โดยคิดว่า เมื่อพวกเขามีหีบพันธสัญญา พวกเขาคิดว่าพระเจ้าอยู่ในหีบฯนั้น ไม่มีใครเคยเห็น นอกจากปุโรหิต เราจงเคลื่อนย้าย เขาเคลื่อนย้ายด้วยความอวดดี ด้วยความเชื่อที่อวดดีอย่างโง่เขลาที่ว่า จะทำอย่างไรเพื่อให้พระเจ้าอยู่ท่ามกลางพวกเขา เขาจึงกล่าวว่า “ให้เรานำหีบฯแห่งพระเจ้ามา ให้เราจากเมืองชิโลห์เถิด” เพื่อพระองค์จะได้เสด็จมาท่ามกลางเขาและช่วยเขาให้พ้นศัตรู พวกเขากำลังทำให้หีบเป็นรูปเคารพ พระเจ้าไม่เคยพอพระทัยการกระทำเช่นนั้น
ไม่ได้อยู่ที่แผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาล หรืออิทธิพลทางการเมือง ไม่ได้อยู่ที่มีงบประมาณกองทัพอันเกรียงไกรหรือความมั่งคั่งร่ำรวย มีอาคารสวยๆ หรือสมาชิกนับพันๆ คน สง่าราศีของเราอยู่ที่การที่พระเจ้าสถิตอยู่ด้วย จงพร้อมเพรียงในการอธิษฐาน
ธุรกิจที่ทำให้ประเทศสั่นไหว เราไม่ได้ยิ่งใหญ่ แต่พระเยซูยิ่งใหญ่ ถ้าราบอกไม่มีผู้ใด ก็ไม่มีผู้ใด ประเทศสั่นไหว คนมีกำลังน้อย คนที่เต็มล้น กินไม่ได้ดื่มไม่ได้ เพราะไม่หิว อาหารอยู่ตรงหน้าก็ไม่ตัก
หิวกระหายได้รับเติมให้เต็มด้วยพระสิริของพระเจ้า พระวิญญาณได้เข้ามาอยู่ในตัวท่าน ร่างกายปัจจุบัน พระวิญญาณที่ทำให้พระเยซูฟื้นคืนพระชนม์ ปราบซาตาน นำพระเยซูสู่สวรรค์ อยู่ในตัวเราด้วย ออกมามากที่สุดตามความเชื่อของท่าน ตามความหิวของท่าน
…ในปีที่กษัตริย์อุสซียาห์สิ้นพระชนม์ ข้าพเจ้าเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าประทับ ณ พระที่นั่งสูงและเทิดทูนขึ้น และชายฉลองพระองค์ของพระองค์เต็มพระวิหาร….อสย.6:1
พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่าน ให้สังเกตดูคนเหล่านั้นที่ก่อเหตุวิวาทและทำให้คนอื่นหลง ซึ่งเป็นการผิดคำสอนที่ท่านทั้งหลายได้เรียนมา จงเมินหน้าจากคนเหล่านั้น เพราะว่าคนเหล่านั้น ไม่ได้ปรนนิบัติพระคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา แต่ได้ปรนนิบัติท้องของตัวเอง และได้ล่อลวงคนซื่อให้หลงด้วยคำดีคำอ่อนหวาน การซึ่งท่านทั้งหลายได้เชื่อฟังก็เลื่องลือไปถึงหูคนทั้งปวงแล้ว ข้าพเจ้าจึงมีความยินดีเพราะท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าใคร่ให้ท่านเชี่ยวชาญในการดี และให้เป็นคนทึ่มในการชั่ว ไม่ช้าพระเจ้าแห่งสันติสุข จะทรงปราบซาตานให้ยับเยินลงใต้ฝ่าเท้าของท่านทั้งหลาย ขอพระคุณของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา จงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด…รม.16:17-20
สวรรค์สถานคือ โลกวิญญาณ
ทรงอยู่เหนือคนทั้งปวงและทั่วคนทั้งปวงและภายในคนทั้งปวง ..อฟซ.4:6;
หน้าที่ของอัครทูตเป็นผู้แต่งตั้งคจ….1คร.9:1-2 ; มีหมายสำคัญยืนยัน (ข้าพเจ้าเป็นคนเขลาไปแล้วซี ท่านบังคับข้าพเจ้าให้เป็น เพราะว่าสมควรแล้วที่ท่านจะยกย่องข้าพเจ้า เพราะว่า ข้าพเจ้าไม่ด้อยกว่าอัครทูตชั้นผู้ใหญ่เหล่านั้นแต่ประการใดเลย ถึงแม้ข้าพเจ้าจะไม่วิเศษอะไรเลยก็จริง แท้จริงลักษณะของอัครทูตก็ได้สำแดงให้ประจักษ์แจ้งในหมู่พวกท่านแล้ว ด้วยความเพียร โดยหมายสำคัญ โดยการอัศจรรย์และโดยการอิทธิฤทธิ์…2คร.12:11-12)

วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ถ่อมใจ ยอมรับใช้

เกรียงไกรด้วยเกียรติมานาน

วิศรุต จินดารัตน์

Aristotle นักปราชญ์ชาวกรีกได้พูดไว้ว่า “Dignity does not consist in having honors, but in deserving them” คนที่มีเกียรติไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเขาคนนั้นต้องเป็นคนมีชื่อเสียง แต่อยู่ที่ว่าเขาสมควรได้รับเกียรตินั้นหรือไม่ บุคคลจะมีศักดิ์ศรีหรือมีเกียรติยศนั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนที่มียศถาบรรดาศักดิ์ แต่สำคัญที่ว่าตัวเขาเองมีความเหมาะสมกับเกียรติยศนั้นหรือไม่ หลายคนแสวงหาเกียรติยศโดยไม่คำนึงว่าตนเองมีความเหมาะสมและสมควรจะได้รับเกียรตินั้นหรือไม่ แต่ได้พยายามไขว่คว้าโดยใช้เงินทองเข้าแลกเพื่อให้ได้มาซึ่งใบประกาศเกียรติคุณหรือฐานะทางสังคม ทั้งนี้เพราะความอยากมีชื่อเสียง อยากเป็นคนเด่นดัง อยากมีเกียรติ


พระธรรมลูกา 14 : 7-11 “ ฝ่ายองค์พระเยซูคริสตเจ้าเมื่อทรงเห็นคนทั้งหลายที่ได้รับเชิญมาในงานเลี้ยงนั้น ได้เลือกเอาที่นั่งอันมีเกียรติ พระองค์จึงตรัสคำเปรียบแก่เขาว่า เมื่อผู้ใดเชิญท่าน ไปในงานเลี้ยงสมรส อย่านั่งในที่อันมีเกียรติเกลือกว่าเขาได้เชิญคนที่มียศมากกว่า ท่านอีก และเจ้าภาพได้เชิญท่านทั้งสองนั้นจะมาพูดกับท่านว่า จงให้ที่นั่งแก่ท่าน ผู้นี้เถิด แล้วท่านจะต้องเลื่อนลงมาที่ต่ำ ได้รับความอดสู แต่เมื่อท่านได้รับเชิญแล้ว จงไปนั่งในที่ต่ำก่อน เพื่อว่าเมื่อท่านเจ้าภาพมาพูดกับท่านว่า สหายเอ๋ย เชิญเลื่อน ไปนั่งในที่อันมีเกียรติ แล้วท่านจะได้เกียรติต่อหน้าคนทั้งหลายที่ร่วมโต๊ะด้วยกัน นั้น เพราะว่าทุกคนที่ได้ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง และผู้ที่ถ่อมตัวลงนั้นจะได้รับ การยกขึ้น ”

คำอุปมาขององค์พระเยซูคริสตเจ้าดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของเราทุกคน ทรงสอนว่าอย่าแสวงหาตำแหน่ง เกียรติยศ หรือสถานภาพทางสังคม (social status) เมื่อได้รับเชิญไปงานเลี้ยงใดๆจงอย่าใจร้อนเลือกที่นั่งที่มีเกียรติ (A place of honor; The best seat at the table) ซึ่งเจ้าของบ้านอาจสงวนไว้สำหรับแขกคนสำคัญ (V.I.P.) ที่มักเดินทางมาทีหลังเสมอ หากเรานั่งอยู่ในที่นั้น (ซึ่งก็คือหัวโต๊ะ ที่มักเป็นที่ของประธาน) เราก็อาจถูกเจ้าของบ้านเชิญให้ลุก หลีกทางให้กับแขกคนสำคัญของเขา ทำให้เราขายหน้าได้รับความอับอาย ฉะนั้น อย่าทึกทักและคิดไปว่าตนเองเป็นคนสำคัญ มีเกียรติ โดยที่เจ้าของบ้านไม่ได้เชิญ เราก็อาจต้องยอมลุกจากที่นั่งนั้น แต่เมื่อข้าวของบ้านเชิญให้นั่ง เราจึงเป็นผู้ที่สมควรได้รับเกียรตินั้น ดังนั้นจึงต้องมีใจถ่อมสุภาพเสมอ เพราะความถ่อมสุภาพจะนำมาซึ่ง

ประการแรก : คนที่ถ่อมตัวจะได้รับการยกย่อง (Humble will be made great)

ดูเหมือนว่าจะเป็นการสวนทางกับความเป็นจริงที่บอกว่า คนที่ถ่อมตัวจะได้รับการยกย่อง เพราะคนทั่วไปมักพยายามทำตัวให้ยิ่งใหญ่ ทำให้น่าเกรงขามไว้ก่อนโดยการแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาแพง ขับรถยนต์หรูหราเพื่อให้คนมองอย่างให้เกียรติ เคารพยกย่อง แต่องค์พระเยซูคริสตเจ้ามีทัศนคติต่อเรื่องนี้อย่างไร

พระธรรมมัทธิว 23 : 12 “ ...ผู้ใดถ่อมตัวลง ผู้นั้นจะได้รับการยกขึ้น ”

ในสายพระเนตรของพระเป็นเจ้าแล้ว ความมีเกียรตินั้นจะได้มาก็ด้วยการที่คนนั้นมีใจถ่อมสุภาพ ยอมรับใช้ผู้อื่น ไม่เป็นคนหยิ่งผยอง ถือตัว และอวดตัว แต่คำนึงถึงผู้อื่นเสมอ นี่คือคุณค่าที่แท้จริงของ ความเป็นคน ไม่แสวงหาสถานภาพที่สูงส่งแต่มีความสุขที่ได้ถ่อมใจรับใช้ผู้อื่น ซึ่งเป็นเกียรติที่คนทั้งหลาย เห็นว่าคนนั้นคือผู้ที่สมควรได้รับการยกย่อง

ประการที่สอง : คนที่ถ่อมตัวจะได้รับความสุข (Humble will be given happiness)

พระธรรมอิสยาห์ 29 : 19 “ ...ผู้ที่ถ่อมตัวลงจะพบกับความชื่นชมยินดีในพระเจ้า …”

ในสายพระเนตรของพระเจ้า คนที่มีความถ่อมสุภาพยอมลดตัวลง ไม่มีทัศนคติในการแสวงหาเกียรติยศ ความมีหน้ามีตาในสังคม แต่ยอมทำงานบริการที่แม้ดูเล็กน้อยในสายตาคนทั่วไปเขาจะได้รับสถานภาพที่สูงยิ่งจากพระเจ้า ความถ่อมสุภาพเป็นกฎเกณฑ์ที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ ในแผ่นดินของพระองค์นั้นไม่มีความหยิ่งผยอง ไร้ความยโส เป็นแผ่นดินแห่งความเสมอภาคและความชื่นชมยินดี สำหรับบรรดาผู้ที่ถ่อมใจลงและดำเนินชีวิตสอดคล้องตามน้ำพระทัยพระเจ้าก็จะพบกับความสุขที่แท้จริง

ประการที่สาม : คนที่ถ่อมตัวจะได้รับเกียรติยศ (Humble will be honored)

บางคนพยายามสร้างภาพว่าเป็นคนถ่อม ทั้งที่ชีวิตจิตใจไม่เป็นไปอย่างที่เสแสร้งออกมา เขาทำก็เพื่อหวังให้สังคมยอมรับให้เกียรติหรือลงคะแนนให้เขา ต่อเมื่อได้สมความตั้งใจก็แสดงตัวที่แท้จริงออกมา แต่ผู้ที่เป็นแบบอย่างของความถ่อมใจที่แท้จริงก็คือองค์พระเยซูคริสตเจ้าผู้ทรงยอมเสด็จมาในโลกนี้เพื่อรับใช้ผู้อื่น

พระธรรมสุภาษิต 15 : 33 “ ผู้ที่ยำเกรงพระเจ้าจะได้รับปัญญา และผู้ที่ถ่อมใจลงจะได้รับเกียรติยศ ”

คนที่ถ่อมใจย่อมมีความยำเกรงพระเจ้าเขาจึงได้รับการยกชู การให้เกียรติจากองค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์จะทรงมอบเกียรติยศศักดิ์ศรีให้แก่เขา “ วัฒนาวิทยาลัย เกรียงไกรด้วยเกียรติมานาน ” บทเพลงที่เรียงร้อยถ้อยคำได้อย่างประณีตบรรจงผสมผสานกับลีลาทำนองอย่างลงตัว ทำให้ทุกครั้งที่ร้องหรือได้ยินบทเพลงนี้เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในเกียรติยศและศักดิ์ศรีของสถาบันอันเป็นที่รักยิ่งของเรา สังคมไทยยกย่องให้เกียรตินักเรียนวัฒนาวิทยาลัยมาช้านาน ทั้งนี้ก็เพราะความเป็น “ กุลสตรี ” ที่มีความสุภาพอ่อนน้อม ความมีน้ำใจ ความเป็นคนมีคุณธรรมนำวิชาการ อันเป็นที่มาของเกียรติยศชื่อเสียง ที่สืบทอดกันมาแต่อดีต ความเป็นวัฒนาวิทยาลัยที่เกรียงไกรด้วยเกียรติมานานจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า เรามีที่นั่งอันมีเกียรติ (The best seat at the table) นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ อยู่ในตำแหน่งสำคัญหรือมีฐานะทางการเงินที่สูง แต่อยู่ที่ว่า “ เราสมควรจะได้รับเกียรติที่สังคมมอบให้หรือไม่ ” (Dignity does not consist in having honors, but in deserving them)

พระธรรมโรม 2 : 1 0 “ ศักดิ์ศรี เกียรติยศ และสันติสุข จะเกิดมีแก่ทุกคนที่ประพฤติดี... ”
(God will give glory, honor, and peace to all who do what is good…)

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551

รู้จักพระเยซู


พระเยซูคือใคร
เมื่อพูดถึงชื่อพระเยซู หลายๆคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวของพระองค์มาบ้างไม่มากก็น้อย บางคนคิดว่าพระเยซูก็คือคนๆหนึ่งที่เป็นผู้ก่อตั้งศาสนาคริสต์ พระเยซูก็คืออาจารย์ที่สอนเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้า แต่ในทัศนะของคนที่เป็นคริสเตียนละ เขามองว่าพระเยซูคือใคร เป็นแค่ศาสดาของคริสตศาสนาเท่านั้นหรือ หรือเป็นมากกว่านั้น เพื่อที่จะให้เข้าใจว่าแท้จริงแล้วพระเยซูคือใคร จึงได้นำเนื้อหาของหนังสือที่ชื่อว่า "เยซูคือใคร" ของสมาคมนักศึกษาคริสเตียนไทย มาให้อ่านเพื่อให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับพระเยซูมากยิ่งขึ้น โดยเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้มีดังต่อไปนี้

1. บทนำ
2. พระเจ้าที่สำแดงพระองค์เอง
3. หลักฐานทางประวัติศาสตร์

4. คำยืนยันที่โลกต้องตะลึง
4.1 พระเยซูคริสต์อ้างว่า "พระองค์เป็นบุคคลคนเดียวกันกับพระเจ้า"
4.2 พระเยซูคริสต์อ้างว่า "พระองค์เป็นบ่อเกิดแห่งชีวิต และเป็นผู้ประทานชีวิต แม้กระทั่งชีวิตหลังความตาย"
4.3 พระเยซูคริสต์อ้างว่า "พระองค์คือผู้พิพากษามนุษย์ ในวันสิ้นสุดของโลก"
4.4 พระเยซูคริสต์อ้างว่า "พระองค์เป็นผู้มีสิทธิอำนาจในการยกความผิดบาปของมนุษย์ได้"
4.5 พระเยซูคริสต์อ้างว่า "ท่าทีของมนุษย์ต่อพระองค์ ก็คือท่าทีต่อพระเจ้า"

5. บทวิเคราะห์คำอ้างของพระเยซู
5.1 คำอ้างเป็นคำเท็จ
5.2 คำอ้างเป็นตำนานที่เชื่อไม่ได้
5.3 คำอ้างเป็นความจริง

6. ชีวิตที่สอดคล้องกับคำอ้าง
6.1 คำพูดของพระเยซูคริสตเป็นคำพูดอมตะ
6.2 พระเยซูคริสตบริสุทธิ์ ปราศจากบาป
6.3 พระเยซูคริสตสำแดงการมหัศจรรย์
6.4 พระเยซูคริสตเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตคนมากที่สุดในโลก
6.5 พระเยซูคริสตสามารถสนองตอบความต้องการส่วนลึกสุดของจิตใจมนุษย์
7. ความสรุป

My Blog

  • วินัยของน้องหมา (ข้างถนน) - วันที่ 18/8/2011 เช้านี้ขณะที่รถติดไฟแดงอยู่บริเวณสี่แยกสามย่าน ซึ่งเบื้องหน้าเป็นจามจุรีสแควร์นั้น พลันก็เหลือบเห็นน้องหมาตัวหนึ่งเดินข้ามทางม้าลายด้วยอ...
    15 ปีที่ผ่านมา
  • บทความคริสเตียน - บทความคริสเตียน http://www.gracezone.org/index.php/christian-articles บทความทางด้านจิตวิญญาณ หลักข้อเชื่อ พระเจ้า พระคัมภีร์ พระเจ้า พระคัมภีร์ แนวทางในการ...
    17 ปีที่ผ่านมา
  • คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู - คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู วัน พุธ 08 ต.ค. 08@ 17:47:37 ICT หัวข้อ: สรุปคำเทศนาประจำอาทิตย์ ดร.ทะนุ วงค์ธนานุกุล วัน อาทิตย์ ที่ 21 กันยายน 2008 พระธร...
    18 ปีที่ผ่านมา
  • - แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้...
    18 ปีที่ผ่านมา

Christian Blog

บล็อกวาไรตี้

เทคโนโลยี

ดาวน์โหลดโปรแกรมมาใหม่ล่าสุด |

วาไรตี้

ข่าวประจำวัน

สารบัญเว็บไทย

กินลม ชมทะเล ที่มาร์คเฮ้าส์บังกะโล เกาะกูด จ.ตราด

Thailand Map