Custom Search By Google

Custom Search

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ชีวิตที่อยู่ในน้ำพระทัยของพระเจ้า


พระพรแห่งการบัพติศมา
วราภรณ์ คงล้วน
23 กค.2006

วันนี้เรามาเรียนเรื่องบัพติศมาในน้ำ ให้เราเปิดไปที่พระธรรมมัทธิว 28:18-20

มัทธิว 28:18-20

“พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับเขาว่า" ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค"


การเป็นสาวกของพระเจ้า คือการมีชีวิตเหมือนพระเยซู ไม่มีผิดเลย

นี่คือคำสั่งสุดท้ายของพระเยซูคริสต์ ก่อนที่พระองค์จะเสด็จขึ้นสวรรค์ ถ้าพี่น้องจำได้ ตอนที่พระเยซูถูกตรึงที่ไม้กางเขน หลังจากนั้น 3 วันพระองค์ได้เป็นขึ้นจากความตาย อยู่กับสาวก 40 วัน แล้ววันสุดท้าย คือวันที่ 40 ก่อนที่พระองค์จะเสด็จขึ้นสวรรค์ พระองค์ได้ตรัสสั่งสาวกของพระองค์ ให้ออกไปสอนคนทุกชาติให้เป็นสาวกของพระองค์ การเป็นสาวกของพระเจ้า คือการมีชีวิตเหมือนพระเยซู ไม่มีผิดเลย และให้ทำสิ่งเหล่านี้ ให้เขาบัพติศมาในพระนามของพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ นี่คือคำสั่งของพระเจ้า


มีหลายคนถามว่าเมื่อเรารับเชื่อแล้ว เราเชื่อเฉยๆ เราไม่ต้องบัพติศมาในน้ำได้ไหม

จริงๆ มันก็ได้อยู่ แต่เราก็จะเป็นคริสเตียนที่ทำไม่ครบถ้วนบริบูรณ์ ความรอดจะมีถึงเราทันทีที่เราเชื่อ เหมือนเด็กคนหนึ่งที่เกิดใหม่ พอท่านคลอดออกมาปุ๊บ ท่านก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีชีวิต มีจิตใจ มีเลือด มีเนื้อ มีทุกอย่างครบ 32 ถ้าสมมติว่าพ่อแม่ไม่เอาชื่อเราเข้าทะเบียนบ้าน เรายังเป็นมนุษย์อยู่ไหม เป็น แต่เป็นมนุษย์เถื่อน ไม่มีที่อยู่ ไม่มีบ้านเลขที่ พอโตขึ้นอีกนิดหนึ่งจะไปเรียนหนังสือ โรงเรียนเขาจะขอสำเนาทะเบียนบ้านคุณพ่อคุณแม่ก็หาไม่ได้เลย เพราะไม่ได้ทำให้ถูกต้อง นี่เป็นเพียงนิตินัย ยกตัวอย่างให้ฟังแบบชัดๆ



ทันทีที่เราบอกพระเจ้าว่าเราตัดสินใจ ต้อนรับพระองค์เป็นพระผู้เป็นเจ้า เราก็เป็นคริสเตียนแล้ว

ถ้าวันที่เรารับเชื่อ แล้วพระเจ้าพาเรากลับบ้านเลย จากโลกนี้ไปเลย ยังไม่ได้รับบัพติศมาในน้ำเลย เราก็ยังเป็นลูกของพระเจ้าอยู่ เราได้รับความรอดนะคะ เหมือนโจรที่อยู่บนกางเขน รับเชื่อแล้วก็ถูกตรึงตาย เขาก็ได้ไปอยู่กับพระเจ้าเลย แต่ถ้าพระเจ้ายังไม่ทรงอนุญาตพาเรากลับบ้านวันนั้น ให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไป เราก็ควรทำให้ครบถ้วน ตามที่พระเจ้าสั่ง เชื่อว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่อย่างนั้น พระเยซูคงไม่สั่งไว้ว่า ให้ผู้คนเหล่านี้รับบัพติศมาในพระนามของพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ และคนที่สามารถรับบัพติศมาได้คือผู้เชื่อเท่านั้น ผู้ที่กลับใจใหม่ต้อนรับพระเยซูคริสต์ ผู้ที่เชื่อในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำเพื่อเรา บนไม้กางเขนเท่านั้นที่จะทำพิธีนี้ได้ เป็นสิทธิพิเศษสำหรับเรา



เรามาดูว่าพิเศษขนาดไหน เปิดที่กิจการ 2:31-41

กิจการ 2:31-41

“กษัตริย์ดาวิดก็ทรงล่วงรู้เหตุการณ์นี้ก่อน จึงทรงกล่าวถึงการคืนพระชนม์ของพระคริสต์ว่า พระเจ้ามิได้ทรงละพระองค์ไว้ในแดนคนตาย ทั้งพระมังสะของพระองค์ก็ไม่เปื่อยเน่าไป พระเยซูนี้พระเจ้าได้ทรงบันดาลให้คืนพระชนม์แล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นพยานในข้อนี้ เหตุฉะนั้นเมื่อทรงเชิดชูพระองค์ขึ้นอยู่ที่พระหัตถ์เบื้องขวาของพระเจ้า และครั้นพระองค์ได้ทรงรับพระวิญญาณบริสุทธิ์จากพระบิดาตามพระสัญญา พระองค์ได้ทรงเทฤทธิ์เดชนี้ลงมา ดังที่ท่านทั้งหลายได้ยิน และเห็นแล้ว เหตุว่าท่านดาวิดไม่ได้ขึ้นไปยังสวรรค์แต่ท่านได้กล่าวว่า 'พระเจ้าตรัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า จงนั่งขวามือของเรา จนกว่าเราจะกระทำให้ศัตรูของเจ้าอยู่ใต้เท้าเจ้า'

เหตุฉะนั้น ให้พงศ์พันธุ์อิสราเอลทั้งปวงทราบแน่นอนว่า พระเจ้าได้ทรงยกพระเยซูนี้ ซึ่งท่านทั้งหลายได้ตรึงไว้ที่กางเขนนั้น ทรงตั้งขึ้นให้เป็นทั้งองค์พระผู้เป็นเจ้าและเป็นพระคริสต์" เมื่อคนทั้งหลายได้ยินแล้วก็รู้สึกแปลบปลาบใจ จึงกล่าวแก่เปโตรและอัครทูตอื่นๆ ว่า "พี่น้องเอ๋ย เราจะทำอย่างไรดี" ฝ่ายเปโตรจึงกล่าวแก่เขาว่า "จงกลับใจใหม่และรับบัพติศมา ในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์สิ้นทุกคน เพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปของท่านเสีย แล้วท่านจะได้รับพระราชทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ ด้วยว่าพระสัญญานั้น ตกแก่ท่านทั้งหลายกับลูกหลานของท่านด้วย และแก่คนทั้งหลายที่อยู่ไกล คือทุกคนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของเรา ทรงเรียกมาเฝ้าพระองค์" เปโตรจึงกล่าวอีกหลายคำเป็นพยาน และได้เตือนสติเขาว่า "จงเอาตัวรอดจากชาติพันธุ์ที่คดโกงนี้เถิด" คนทั้งหลายที่รับคำของเปโตรก็รับบัพติศมา ในวันนั้นมีคนเข้าเป็นสาวกประมาณสามพันคน”


นี่เป็นเหตุการณ์ช่วงที่เปโตรได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ใหม่ๆ แล้วก็ได้ประกอบด้วยพระวิญญาณสุทธิ์ ลุกขึ้นมาประกาศสั่งสอน พูดถึงสิ่งที่พระเยซูกระทำเพื่อชนชาติอิสราเอล เราจะสังเกตว่ามีบุคคลอยู่ 2 ประเภท



ประเภทหนึ่งอยู่ในข้อพระคัมภีร์นี้ คือได้ยินแล้วกลับใจใหม่

ซาบซึ้งในพระคำของพระเจ้า แล้วถามเปโตรว่า “จะต้องทำอย่างไรดี” เปโตรก็บอกว่า “กลับใจใหม่และรับบัพติศมาเสีย เพื่อประกาศตัวว่าเราจะติดตามพระองค์ตลอดชีวิต”



แต่จะมีบุคคลอีกประเภทหนึ่ง ไม่ได้กลับใจใหม่ แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

ถ้าเราอ่านในหนังสือกิจการนี้ต่อไป คือตอนที่คือสเทเฟนประกาศเรื่องราวของพระเยซูเป็นเรื่องเดียวกันเลย พอประกาศเสร็จปุ๊บ คนที่ได้ยินได้ฟังไม่ได้กลับใจใหม่ แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ถือก้อนหินคนละก้อน แล้วก็ขว้างสเทเฟนจนตายคาที่เลย นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ถูกประกาศออกไป เราจะเห็น 2 เหตุการณ์นี้ตลอดเวลา ในยุคอดีตปัจจุบันและในอนาคตข้างหน้าด้วย คนที่พระเจ้าเลือกสรรไว้แล้ว เมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องของพระเจ้า เขาจะสัมผัสถึงความรักของพระเจ้าและกลับใจใหม่ แต่คนที่ไม่ได้เป็นของพระเจ้า เมื่อฟังแล้วก็เจ็บใจน่าดู มาด่าเอาๆ ก็จัดการเอาหินขว้างเลย



กิจการ 8:9-13

“ยังมีคนหนึ่งชื่อซีโมน เคยทำวิทยาคมในเมืองนั้นมาก่อน และได้ทำให้ชาวสะมาเรียพิศวงหลงใหล เขายกตัวว่าเป็นผู้วิเศษ ฝ่ายคนทั้งปวงทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อยก็สนใจฟังคนนั้น แล้วว่า "คนนี้คงเป็นอานุภาพของพระเจ้า ซึ่งเรียกว่ามหิทธิฤทธิ์" คนทั้งหลายสนใจฟังเขา เพราะเขาได้ทำวิทยาคมให้คนทั้งหลายพิศวงหลงใหลมานานแล้ว แต่เมื่อฟีลิปได้ประกาศข่าวประเสริฐ ว่าด้วยแผ่นดินของพระเจ้า และพระนามแห่งพระเยซูคริสต์แล้ว คนทั้งหลายก็เชื่อ และรับบัพติศมาทั้งชายและหญิง ฝ่ายซีโมนเองก็เชื่อด้วย เมื่อรับบัพติศมาแล้วก็อยู่กับฟีลิปต่อไป และประหลาดใจที่เห็นนิมิตกับการอัศจรรย์ซึ่งฟีลิปได้กระทำ”


ที่เราอ่านไปในกิจการ พูดถึงคนยิว เขารู้เรื่องของพระเจ้ามาก่อนแล้ว และเมื่อเขาได้ยินข่าวประเสริฐของพระเจ้า เขาก็กลับใจใหม่ คนยิวจำเป็นต้องกลับใจ เหมือนกับคนต่างชาติ จากตรงนี้ คนที่ชื่อซีโมน (ไม่ใช่เปโตร) เขาได้ทำวิทยาคม ถ้าพูดถึงในปัจจุบันอาจจะเป็นพ่อมด หมอผีก็ได้ ก็จะทำเรื่องอัศจรรย์ แล้วปกติคนทั่วไปก็จะชอบเรื่องอัศจรรย์ใช่ไหมคะ ถ้าได้ยินว่าใครมาทำเรื่องแปลกประหลาด ทุกคนก็จะแห่กันไป แล้วก็จะเชื่อในสิ่งนั้น แต่เมื่อถึงวาระของผู้คนเหล่านี้ พระเจ้าก็ส่งฟิลิปไป ประกาศเรื่องของพระเยซูคริสต์ ทันทีที่เขาได้ยินเรื่องจริงของพระเจ้า คนเหล่านี้ได้กลับใจใหม่ ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า วิทยาคมไม่เอาแล้ว อัศจรรย์ก็ไม่เอาแล้ว เพราะเรื่องของพระเจ้าอัศจรรย์กว่า แล้วคนเหล่านี้ก็ได้รับบัพติศมาในน้ำ



ฉะนั้น การบัพติศมาในน้ำมีไว้สำหรับผู้ที่เชื่อและกลับใจใหม่เท่านั้น เป็นสิทธิพิเศษ

ไม่ใช่ใครคิดอยากจะบัพติศมาก็เดินมาที่โบสถ์ ขอบัพติศมาหน่อยได้ไหม เพราะเห็นสระสวยดี อยากจะลงไปอาบน้ำ หรือว่าอยากจะลงไปว่ายน้ำ ขอด้วยคนได้ไหม ไม่ได้นะคะ คงจะไม่มีใครทำอย่างนั้น เราขอบคุณพระเจ้า ให้พี่น้องชื่นใจเถิดว่าเราเป็นบุคคลพิเศษที่พระเจ้าทรงเลือกสรรไว้ เพื่อที่จะเป็นลูกของพระองค์ ฉะนั้นพิธีนี้ จึงสำคัญสำหรับชีวิตของเรา พี่น้องบางท่านอาจจะบัพติศมาไปแล้วหลายสิบปี หรือบางคนอาจจะไม่กี่ปี หรือปีที่แล้ว แต่ให้มั่นใจตลอดเวลา ทุกครั้งที่เรานึกถึงสิ่งที่เราได้ทำ ได้ประกาศไปเมื่อวันที่เราได้บัตติศมาในน้ำ ให้เรารู้ว่าพระเจ้าทรงพอพระทัย เพราะเราได้ทำตามที่พระเจ้าได้ทรงสั่งไว้



พระเจ้าเลือกคนที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร มาจากไหน

ซีโมนเป็นอีกคนหนึ่ง เขาเคยเป็นนักวิทยาคม ทำอิทธิฤทธิ์ เมื่อเขาได้ยินข่าวประเสริฐของพระเจ้า เขาก็กลับใจใหม่เหมือนกัน ขอบคุณพระเจ้า พระเจ้าเลือกเขา เราดูจากในพระคัมภีร์ พระเจ้าเลือกคนที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร มาจากไหน มีอาชีพอะไร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมนุษย์ แต่ขึ้นอยู่กับพระเจ้าผู้เดียวเท่านั้น เมื่อถึงเวลาของเขา พระองค์ก็จะส่งคนไปประกาศกับเขา และพระเจ้าเอง พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะทำการงานในหัวใจของคนๆ นั้น



พี่น้องฟังชัดๆ นะคะ พระเจ้าเป็นผู้ทำ เป็นผู้เลือก

ใครก็ได้ นาย ก. นาย ข. นาย ค. ไปประกาศให้ใครก็ได้ แล้วพระเจ้าเป็นผู้เปิดตาใจคนๆ นั้น ให้เขากลับใจใหม่ ฉะนั้นความดีงามทั้งหมดไม่ได้ขึ้นอยู่กับมนุษย์ แต่ขึ้นอยู่กับพระเจ้าผู้เดียว เราต้องย้ำตรงนี้บ่อยๆ เพื่อเราจะได้รู้ว่าพระเจ้าสามารถ เราไม่ได้มีบุญมีคุณกับคนที่เราไปประกาศข่าวประเสริฐให้กับเขา “ถ้าไม่มีเรานะ คนๆ นั้นตกนรกไปแล้ว” ไม่จริงหรอก ต่อให้ไม่มีท่าน ถ้าพระเจ้าเลือก เขาก็จะมาเชื่อพระเจ้า เมื่อถึงเวลา พี่น้องต้องขอบคุณพระเจ้ามากๆ ที่พระเจ้าเมตตา ต้องนึกถึงตรงนี้ ถ่อมใจสุดๆ เลยที่พระเจ้าใช้เรา เป็นภาชนะที่จะนำเอาข่าวประเสริฐของพระองค์ไปถึงใครก็ได้ที่พระเจ้าเลือกสรรไว้แล้ว พอเรามีท่าทีอย่างนี้ปุ๊บ เราก็จะถ่อมใจ เราจะไม่รู้สึกยกตนข่มท่าน เราเป็นผู้ประกาศที่ยิ่งใหญ่ ประกาศใครก็เชื่อ ท่าทีตรงนี้ก็จะหมดไป



เรามาเปิดดูในพระธรรมกิจการ 8:26-39
“แต่ทูตองค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้สั่งฟีลิปว่า "จงลุกขึ้น ไปยังทิศใต้ตามทางที่ลงไปจากกรุงเยรูซาเล็มถึงเมืองกาซา" (ซึ่งเป็นทางเปล่าเปลี่ยว) ฝ่ายฟีลิปก็ลุกขึ้นไป และดูเถิดมีชาวเอธิโอเปียคนหนึ่งเป็นขันที เป็นข้าราชการของพระนางคานดาสีพระราชินีของชาวเอธิโอเปีย และเป็นนายคลังทรัพย์ทั้งหมดของพระราชินีนั้น ได้มานมัสการในกรุงเยรูซาเล็ม ขณะนั่งรถกลับไป ท่านอ่านหนังสืออิสยาห์ผู้เผยพระวจนะอยู่ ฝ่ายพระวิญญาณตรัสสั่งฟีลิปว่า "จงเข้าไปให้ชิดรถนั้นเถิด" ฟีลิปจึงวิ่งเข้าไปใกล้ และได้ยินท่านอ่านหนังสืออิสยาห์ผู้เผยพระวจนะ จึงถามว่า "ซึ่งท่านอ่านนั้นท่านเข้าใจหรือ"
ขันทีจึงตอบว่า "ถ้าไม่มีใครอธิบายให้ ที่ไหนจะเข้าใจได้" ท่านจึงเชิญฟีลิปขึ้นนั่งรถกับท่าน พระคัมภีร์ตอนที่ท่านอ่านอยู่นั้น คือข้อเหล่านี้ เขาได้นำท่านเหมือนอย่างนำแกะไปฆ่า และเหมือนลูกแกะนิ่งอยู่ต่อหน้าผู้ตัดขนของมันฉันใด ท่านไม่ปริปากของท่านเลยฉันนั้น ในคราวที่ท่านถูกเหยียดลงนั้น ท่านไม่ได้รับความยุติธรรมเสียเลย ใครจะเล่าถึงเชื้อสายของท่านได้ เพราะว่าชีวิตของท่านต้องถูกตัดเสียจากแผ่นดินโลกแล้ว ขันทีจึงถามฟีลิปว่า "ผู้เผยพระวจนะได้กล่าวอย่างนั้นเล็งถึงผู้ใด เล็งถึงตัวท่านเอง หรือเล็งถึงผู้อื่น บอกข้าพเจ้าเถิด" ฝ่ายฟีลิปจึงเริ่มเล่าจับต้นกล่าวตามพระคัมภีร์ข้อนั้น ชี้แจงถึงข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซู

ครั้นกำลังเดินทางไปก็มาถึงที่มีน้ำแห่งหนึ่ง ขันทีจึงบอกว่า "นี่แน่ะ มีน้ำ มีอะไรขัดข้องไม่ให้ข้าพเจ้ารับบัพติศมา" และฟีลิปจึงตอบว่า "ถ้าท่านเต็มใจเชื่อท่านก็รับได้" และขันทีจึงตอบว่า "ข้าพเจ้าเชื่อว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า" แล้วท่านจึงสั่งให้หยุดรถ และคนทั้งสองลงไปในน้ำทั้งฟีลิปกับขันที ฟีลิปก็ให้ท่านรับบัพติศมา เมื่อท่านทั้งสองขึ้นจากน้ำแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรับฟีลิปไปเสีย และขันทีนั้นไม่ได้เห็นท่านอีก จึงเดินทางต่อไปด้วยความพอใจ”


นี่อีกคนหนึ่งที่พระคัมภีร์ยกขึ้นมา

เป็นขันที ขันทีจะรับใช้อยู่ในวัง และแถมเป็นชาวเอธิโอเปียด้วย แต่ว่าพระเจ้าได้ทรงเลือกเขาให้รู้จักกับพระนามของพระเจ้า ใจเขาแสวงหาพระเจ้า ในพระคัมภีร์ตรงนี้บอกว่าเขาได้เดินทางไปที่เยรูซาเล็ม เพื่อนมัสการพระเจ้า ในขณะที่เขาเดินทางกลับ เชื่อว่าเขาก็ยังไม่รู้เรื่องของพระเจ้ามากเท่าไร แต่เขาเป็นคนที่รักในการอ่านถ้อยคำของพระเจ้า พระเจ้าเลือกคนนี้ไว้ เพื่อให้เขาได้ถวายเกียรติแด่พระองค์ พระเจ้าก็สั่งฟิลิปว่าให้เข้าไปใกล้ ไปหาคนนี้ ในขณะที่เข้าไป ขันทีก็กำลังอ่านพระคัมภีร์ตอนที่พระเยซูถูกนำไปประหาร ถูกกำหนดให้ตายแทนประชาชาติทั้งหลายบนไม้กางเขน ฟิลิปถามว่า “อ่านแล้วเข้าใจไหม” เขาตอบว่า “ไม่เข้าใจ” ฟิลิปก็เล่าเรื่องของพระเยซูคริสต์ เรื่องความรอดซึ่งมาจากพระเจ้าให้ฟังจนจบ ขันทีคนนี้เชื่อสุดใจเลย พอผ่านไปเห็นน้ำปุ๊บ ขันทีคนนี้ถามว่า “นี่ก็มีน้ำ ทุกอย่างก็มีพร้อมแล้ว มีอะไรไหมที่ขัดข้องใจไม่ให้ข้าพเจ้าลงน้ำ” ฟิลิปบอก “ไม่มีเลย ถ้าท่านเต็มใจ ก็บัพติศมาได้เลย”

ฉะนั้นการบัพติศมาในน้ำ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลา มนุษย์ตั้งเวลาขึ้นมา ว่าเมื่อคนเชื่อพระเจ้าแล้ว จำเป็นจะต้องมีอายุ 1 เดือน 2 เดือน 3 เดือนผ่านไป เพื่อให้มั่นใจว่าเขาเชื่อพระเจ้าจริงๆ หรือเปล่า ค่อยอนุญาตให้ลงน้ำ ซึ่งจริงๆ ถ้าเราอ่านจากถ้อยคำของพระเจ้า ไม่ใช่เลย



ใครก็ตามที่พระเจ้าเลือกเขา แล้วเขาเต็มใจ เขากลับใจใหม่จริงๆ
เขามีสิทธิ์ที่จะบัพติศมาทันที
ถ้าเขาตัดสินใจ แน่ใจเลยว่า “ฉันจะติดตามพระเจ้าตลอดชีวิต”

เพราะพี่น้องต้องรู้อย่างหนึ่งว่าเราเป็นคนบาป เราจะดีเพรียบพร้อมทันทีไม่ได้ หรือบางคนอาจจะดีช้ามากเลย พี่น้องคิดออกไหมคะ ต่อให้เรียนพระคัมภีร์ไป 10 ปีแล้ว พื้นฐานธรรมชาติบาปของเขายังมีอยู่เยอะ ขัดไปนิดหน่อย มองดูแล้วคนนี้ไม่กลับใจแน่ๆ เลย เห็นทำบาปตลอดเวลา 10 ปีผ่านไป ยังทำบาปอยู่ แล้วเราจะกั้นขวางเขา ไม่ให้เขาบัพติศมา ซึ่งไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น (นี่เป็นความคิดส่วนตัว) เพราะว่าการบัพติศมาในน้ำหมายถึงเรากำลังทำตามคำสั่งของพระเจ้า แล้วไม่มีใครหรอกที่ไม่เชื่อพระเยซูคริสต์แล้วอยากจะมาบัพติศมาในน้ำ คนที่ต้องการบัพติศมาในน้ำ คือคนที่รู้ว่าเขาได้กลับใจใหม่ รู้ถึงพระคุณของพระเยซูคริสต์ อ่านพระคำตรงนี้ว่าพระเจ้าสั่งให้ทำ แล้วเขาอยากจะทำอย่างที่พระเจ้าบอกมากกว่า ถึงทำอย่างนั้น ดังนั้นคริสตจักรจึงชื่นชมยินดีเมื่อสมาชิกมาขอบัพติศมาในน้ำ แปลว่าเขามั่นใจจริงๆ ว่าเขาอยากจะติดตามพระเจ้าตลอดชีวิต

ในพระคัมภีร์ตรงนี้บอกว่าเมื่อขันทีได้บัพติศมาในน้ำ ทันทีที่ขึ้นจากน้ำ พระเจ้าก็พาฟิลิปหายแว๊บไปกับตา แล้วขันทีคนนี้ก็กลับไปที่เอธิโอเปียด้วยความพอใจ ทันทีที่เราทำตามถ้อยคำพระเจ้า ทำตามคำสั่งของพระเจ้า เราจะเกิดความอิ่มเอมใจ ความพึงพอใจ

เรามาเปิดดูในพระธรรม 1 เปโตร 3:21 ทำไมเราจึงต้องบัพติศมาในน้ำ สิ่งนี้สำคัญขนาดไหน

1 เปโตร 3:21

“บัดนี้พิธีบัพติศมาก็ช่วยท่านทั้งหลายให้รอดเช่นเดียวกัน มิใช่เป็นการชำระมลทินทางกาย แต่ให้มีจิตสำนึกว่าชอบจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า โดยที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย”


พิธีนี้ในพระคัมภีร์บอกว่าไม่ได้เป็นการชำระภายนอก เราอาจจะคิดว่าเราจุ่มน้ำ แล้วข้างนอกเราสะอาดหมดจด ไม่ใช่นะคะ พิธีนี้เมื่อเราทำไป จิตสำนึกข้างในเราถูกชำระ ให้เป็นจิตสำนึกที่ชอบจำเพาะพระพักตร์ของพระเยซูคริสต์ มันจะมีฤทธิ์เดชอำนาจทางฝ่ายวิญญาณที่เรามองไม่เห็น เราไม่สามารถสัมผัสจับต้องได้ แต่ในพระคัมภีร์บอกเราอย่างนั้นว่าทันทีที่เราได้ทำตามคำสั่งของพระเยซูคริสต์ปุ๊บ เกิดมีการชำระล้างในจิตวิญญาณ เราจะเป็นที่ชอบจำเพาะพระพักตร์ของพระเจ้า



เปิดไปที่โรม 6:1-4

“ถ้าเช่นนั้นแล้วเราจะว่าอย่างไร ควรเราจะอยู่ในบาปต่อไป เพื่อให้พระคุณมีมากยิ่งขึ้นหรือ อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย พวกเราที่ตายต่อบาปแล้ว จะมีชีวิตในบาปต่อไปอย่างไรได้ ท่านไม่รู้หรือว่าเราทั้งหลายที่ได้รับบัพติศมาเข้าในพระเยซูคริสต์ ก็ได้รับบัพติศมานั้นเข้าในความตายของพระองค์ เหตุฉะนั้น เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว โดยการรับบัพติศมาเข้าส่วนในการตายนั้น เพื่อว่าเมื่อพระคริสต์ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตายโดยเดชพระสิริของพระบิดาแล้ว เราก็จะได้ดำเนินตามชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน”


ดังนั้นพิธีบัพติศมาในน้ำเป็นลักษณะเหมือนเราฝังตัวเก่าของเรา ฝังความบาปเก่าๆ ของเราไปพร้อมกับพระเยซูคริสต์

ตอนที่พระเยซูถูกตรึงที่ไม้กางเขน แล้วก็ถูกนำไปฝังในอุโมงค์ ตัวเก่าของเรา ธรรมชาติบาปของเราทั้งหมดก็ถูกฝังไปพร้อมกัน แต่พิธีนี้เราจะใช้น้ำเป็นตัวยืน พี่น้องนึกภาพออกไหม ถ้าสมมติว่าวันนี้พระเจ้าพาดิฉันกลับบ้าน (ตาย) ยืนเทศน์อยู่ แล้วก็ตายอยู่ตรงนี้ แล้วศิษยาภิบาลที่นี่ก็จะไปสั่งโลงมา ให้ดิฉันนอนในโลง แล้วก็ปิดฝา นำมาตั้งไว้ที่หน้าเวทีนี้ ทำพิธีไว้อาลัย พิธีบัพติศมาจะเป็นภาพฝ่ายวิญญาณเหมือนกับเราเอาตัวบาปของเรา จุ่ม ฝังลงไปในน้ำ เป็นเหมือนสุสานฝ่ายวิญญาณ ทันทีที่เราจุ่มลงไป พี่น้องนึกถึงอดีต ไม่ว่าเราจะทำอะไรไว้ ความบาป ความผิดทั้งหมด พระเยซูสัญญาว่าได้ถูกฝังไปพร้อมกับพระเยซูคริสต์แล้ว ทันทีที่เรากลั้นหายใจ ลงน้ำ คือเราฝังตัวเก่าของเรา แล้วเมื่อเราโผล่ขึ้นจากน้ำปุ๊บ เป็นพิธีที่เล็งให้เห็นว่าเราเป็นขึ้นมาจากความตาย พร้อมกับพระเยซูคริสต์ หลังจากนั้น 3 วัน พระเยซูคริสต์ได้เป็นขึ้นมาจากความตาย เป็นชีวิตที่มีชัยชนะ เราจะมีเหมือนกับพระองค์ในลักษณะฝ่ายวิญญาณ คือตัวเก่าเราถูกฝัง แล้วเมื่อเราขึ้นมาใหม่ เราได้บังเกิดใหม่ในวิญญาณจากพระเจ้า แล้วเราก็จะดำเนินชีวิตใหม่ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา


ดังนั้นการทำพิธีนี้ คือเราประกาศให้ทุกคนมาเป็นสักขีพยานว่า “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉันฝังตัวเก่าแล้ว แล้วฉันจะมีชีวิตใหม่ร่วมกับพระเยซูคริสต์

ให้ทุกคนมาเป็นพยาน ช่วยดูหน่อยว่าตั้งแต่นี้ไป เราจะดำเนินชีวิตอย่างดีงามตามน้ำพระทัยของพระเจ้า” แล้วก็ช่วยกันประคับประคองกัน ถูลู่ถูกังกันไป เชื่อว่าทันทีที่ท่านขึ้นมาจากน้ำ ไม่ใช่โดยปริยายนะว่าจากนี้ต่อไปท่านไม่ทำบาป ยังทำอยู่นั่นแหละ ทำอยู่เหมือนเดิม อาจจะน้อยลงบ้าง บางวันอาจจะเยอะกว่าเดิม แต่ว่าในภาพของฝ่ายวิญญาณก็คือ พระเยซูประทานชัยชนะให้กับเราแล้ว แต่ทางฝ่ายเนื้อหนัง เราต้องทำการบ้านของเรา อธิษฐานขอกำลังจากพระเจ้า สู้กับเนื้อหนังบาป สู้กับมันทุกวัน นี่คือสิ่งที่เราต้องทำ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวพี่น้องตกใจ เราบัพติศมาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตอนนี้เรายังทำบาปอยู่ เลยทำอะไรไม่ถูก



ฉะนั้นในพระคัมภีร์บอกเราให้เห็นภาพชัดเจนว่า เรามีทางที่จะต่อสู้กับความบาปได้ พระเจ้าจะประทานกำลังให้กับเรา

ในพระธรรมโรม บทที่ 6 บอกไว้อย่างนี้ว่า “ถ้าเราได้รับพระพร รับพระคุณจากพระเจ้า ได้ทรงชำระเราให้พ้นจากความบาป ควรหรือที่เราจะจมปลักอยู่ในบาปต่อไป อย่ากระนั้นเลย ช่วยกันนิดหนึ่ง ขอกำลังจากพระเจ้า ให้เราทำบาปน้อยลงๆ” นั่นคือการตัดสินใจ ตัดสินใจไม่ทำบาปกับการที่เราทำบาป ต้องแยกกันคนละเรื่อง เมื่อเราตัดสินใจไม่ทำ กว่าเราจะทำบาปลงไป ยากมากเลย พี่น้องว่าไหม ถ้าเราไม่ตัดสินใจอะไรเลย ปล่อยชีวิตตามยถากรรม จะเป็นอะไรก็เป็นไป ถ้าอย่างนั้นรับรอง พี่น้องทำบาปทุกวัน วันละหลายรอบด้วย ตรงนี้เราต้องเข้าใจจริงๆ ขอพระคุณจากพระเจ้า เพื่อว่าพิธีบัพติศมาจะได้เป็นพร สำหรับชีวิตของพวกเรา



เปิดดูในโรม 6:5-11

“เพราะว่าถ้าเราเข้าสนิทกับพระองค์แล้ว ในการตายอย่างพระองค์ เราก็จะเข้าสนิทกับพระองค์ในการเป็นขึ้นมาอย่างพระองค์ ได้ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายด้วย เราทั้งหลายรู้แล้วว่า ตัวเก่าของเรานั้นได้ถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว เพื่อตัวที่บาปนั้นจะถูกทำลายให้สิ้นไป และเราจะไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป เพราะว่าผู้ที่ตายแล้วก็พ้นจากบาป แต่ถ้าเราตายแล้วกับพระคริสต์ เราเชื่อว่าเราจะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ด้วย เราทั้งหลายรู้อยู่ว่าพระคริสต์ที่ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากตายนั้นแล้วจะหาตายอีกไม่ ความตายหาครอบงำพระองค์ต่อไปไม่ ด้วยว่าซึ่งพระองค์ได้ทรงตายนั้นพระองค์ได้ทรงตายต่อบาปหนเดียวเป็นพอ แต่ซึ่งพระองค์ทรงชีวิตอยู่นั้น พระองค์ทรงชีวิตสนิทกับพระเจ้า เหมือนกันเช่นนั้นแหละ ท่านทั้งหลายจงถือว่าท่านได้ตายต่อบาป และมีชีวิตสนิทกับพระเจ้าในพระเยซูคริสต์”



เมื่อเราทำพิธีนี้ ต้องให้ตามข้อพระคัมภีร์นี้ คือความบาปของเราได้ตายไปพร้อมกับพระเยซูคริสต์แล้ว และเราพร้อมจะมีชีวิตใหม่ ร่วมกับพระองค์ เราเปิดไปที่โคโลสี 2:8-15



โคโลสี 2:8-15

“จงระวังให้ดี อย่าให้ผู้ใดทำให้ท่านตกเป็นเหยื่อด้วยหลักปรัชญา และด้วยคำล่อลวงอันเหลวไหลตามตำนานของมนุษย์ ตามวิญญาณต่างๆแห่งสากลจักรวาล ไม่ใช่ตามพระคริสต์ เพราะว่าในพระองค์นั้น สภาพของพระเจ้าดำรงอยู่อย่างบริบูรณ์ และท่านได้บรรลุถึงความครบบริบูรณ์ในพระองค์ ผู้เป็นศีรษะแห่งปวงเทพผู้ครองและศักดิเทพ ในพระองค์นั้น ท่านได้รับพิธีเข้าสุหนัตที่มือมนุษย์มิได้กระทำ โดยที่ท่านได้สละกายเนื้อหนังเสียในการเข้าสุหนัตแห่งพระคริสต์ และได้ถูกฝังไว้กับพระองค์ในพิธีบัพติศมาแล้ว และในพิธีนั้นท่านได้ฟื้นขึ้นมาจากตายกับพระองค์ด้วย โดยเชื่อในการกระทำของพระเจ้า ผู้ได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมา และท่านที่ตายแล้วด้วยการละเมิดทั้งหลายของท่าน และด้วยเหตุที่เนื้อหนังของท่านมิได้เข้าสุหนัต พระองค์ได้ทรงให้ท่านมีชีวิตร่วมกับพระองค์ และทรงโปรดยกโทษการละเมิดทั้งหลายของท่าน พระองค์ทรงฉีกกรมธรรม์ซึ่งได้ผูกมัดเราด้วยบัญญัติต่างๆ ซึ่งขัดขวางเรา และได้ทรงหยิบเอาไปเสียให้พ้นโดยทรงตรึงไว้ที่กางเขน พระองค์ทรงปลดเทพผู้ครองและศักดิเทพเสีย พระองค์ได้ทรงประจานเขา และชนะเขาโดยกางเขนนั้น”


เป็นพันธสัญญาระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ตลอดไป

จากถ้อยคำตรงนี้ สมัยที่อับราฮัมยังมีชีวิตอยู่ พระเจ้ามาหาอับราฮัม บอกว่าจะทำพันธสัญญากับอับราฮัม ให้อับราฮัมเข้าสุหนัต ตอนนั้นอับราฮัมน่าจะอายุ 100 ปี ถ้าจำไม่ผิดนะ พี่น้องนึกภาพออกไหม อายุ 100 ปีให้ทำพิธีเข้าสุหนัต เป็นพันธสัญญาระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ตลอดไป การทำพิธีเข้าสุหนัต คือการตัดหนังปลายองคชาตของผู้ชาย คนอิสราเอลที่เชื่อวางใจในพระเจ้า ที่เกิดมาอายุ 8 วัน เขาก็จะพาไปที่พระวิหารของพระเจ้า ทำพิธีเข้าสุหนัต เพื่อแสดงว่าได้ทำพันธสัญญากับพระองค์ จนกระทั่งพระเยซูเสด็จมาเกิดในโลกใบนี้ และทำสิ่งนี้ให้กับพวกเรา คือยอมตายแทนเราบนไม้กางเขน อันนี้พระเยซูได้ทำพิธีเข้าสุหนัตฝ่ายวิญญาณ ให้กับพวกเราทั้งหลาย จากนี้ไป คนยิวก็ไม่จำเป็นจะต้องเข้าสุหนัตทางเนื้อหนังอีกต่อไป เมื่อเขาเชื่อในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ได้กระทำ เขาก็ได้รับตามพระสัญญาแล้ว



เป็นกฎหมายใหม่ของพระเจ้า

เราจะอ่านจากพระคัมภีร์ใหม่ในจดหมายฝาก บางคนก็จะบอกกับคนยิวว่า “ถ้าเธอไม่เข้าสุหนัต เธอก็ไม่ได้รับความรอด” ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ เป็นการโกหก พระเยซูทำเพื่อเขาเรียบร้อยไปแล้ว ฉะนั้นพิธีเข้าสุหนัตฝ่ายวิญญาณคือใช้เลือดของพระเยซูคริสต์เอง มาถวายเป็นเครื่องบูชา เป็นการทำพันธสัญญาที่ยิ่งใหญ่ และในพระคัมภีร์บอกว่าทำแค่ครั้งเดียวเป็นพอ พระเยซูไม่ต้องเสด็จมาเกิดทุกเวลา ตายจากไป แล้วพออีก 5 ปี 10 ปี พระเยซูมาเกิดอีก มาตายที่ไม้กางเขนอีก ไม่ต้อง พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า มาทำเที่ยวเดียว

เป็นกฎหมายใหม่ของพระเจ้าที่ได้ประทับตราลงไปว่า สิ่งที่พระเยซูได้กระทำลงไปแล้วเมื่อ 2,000 กว่าปีที่ผ่านมา มีผลตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคตข้างหน้า ใครก็ตามที่เชื่อในสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ เขาได้กระทำพันธสัญญากับพระเจ้าเรียบร้อยไปแล้ว


เมื่อพระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขน และเป็นขึ้นมาจากความตาย ในพระธรรมโคโลสีบอกว่าพระเยซูได้ปลดเทพผู้ครอง ศักดิเทพ อิทธิเทพ เทพอาณาจักร เทพอะไรก็ตามที่มนุษย์ได้กล่าวอ้างขึ้นมา ที่มนุษย์ตั้งขึ้นมา อยากตั้งก็ตั้งไป แต่ทุกเทพถูกปลดหมดแล้ว ไม่มีอำนาจใดๆ เหนือมนุษย์หรือเหนือคนที่พระเจ้าได้ไถ่ไว้แล้ว หรือเหนือคนที่ได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์ เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว ในพระคัมภีร์บอกว่าผู้ที่อยู่ในเรา คือพระเจ้า พระเยซูคริสต์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ อยู่ในวิญญาณของเรา เป็นใหญ่กว่าผู้นั้นที่อยู่ในโลก ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม ในนามของมนุษย์ที่กล่าวอ้างถึง เทพอะไรก็ตาม พระเยซูที่อยู่ในเรา เป็นใหญ่กว่า ฉะนั้นเราจึงไม่จำเป็นต้องกลัวเทพอะไรทั้งหมด



ถ้าคริสเตียนยังตกอยู่ในความกลัวตรงนี้อยู่ วันนี้ให้ถ้อยคำนี้ปลดปล่อยพี่น้องให้เป็นไท

เป็นอิสระ เพราะถ้อยคำนี้ พระเยซูบอกว่าพระองค์ได้ทรงฉีกกรมธรรม์ที่ผูกมัดเรา ด้วยกฎต่างๆ พระเยซูได้ปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระจากกฎต่างๆ เหล่านี้ โดยการตายของพระองค์บนไม้กางเขน ใครก็ตามที่พระเจ้าเลือกสรรไว้แล้ว มีชื่อจดไว้ในสมุดแห่งชีวิตแล้ว เราไม่ได้เป็นทาสของผีมารซาตาน หรือเป็นทาสบาปอีกแล้ว หนี้ทั้งหมดของเรา พระเยซูได้จ่ายให้แล้ว ชดใช้ให้แล้ว เอาชีวิตของพระองค์ไปแลกกับชีวิตของพวกเราทุกๆ คนกลับมาเรียบร้อยแล้ว

นี่คือความจริงในถ้อยคำของพระเจ้า พี่น้องจำเป็นจะต้องรู้ความจริงตรงนี้ เพื่อชีวิตของเราที่มีอยู่ต่อไป ไม่ว่าจะเหลือมากหรือน้อยแค่ไหน เราจะได้อยู่อย่างผู้มีชัยชนะ



เราเปิดไปที่มัทธิว 10:32-33

"เหตุดังนั้นทุกคนที่จะรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะรับผู้นั้นต่อพระพักตร์พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ แต่ผู้ใดจะไม่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะไม่ยอมรับผู้นั้นต่อพระพักตร์พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ด้วย”


พิธีนี้เป็นการยอมรับพระองค์ต่อหน้ามนุษย์

ต่อให้ไม่มีใครอยู่ฉลองความยินดีกับเรา ก็จะมีผู้ให้บัพติศมาเรา ท่านผู้นั้นแหละเป็นพยานให้กับเรา ว่าเรายอมรับพระเยซูต่อหน้ามนุษย์ และในนี้พระเยซูบอกว่า ใครก็ตามที่ยอมรับพระเยซูคริสต์ต่อหน้ามนุษย์ทั้งหลาย พระองค์จะยอมรับเราต่อหน้าพระเจ้าพระบิดาบนสวรรค์ แต่ใครก็ตามเป็นคริสเตียนไม่กล้าบอกใครเลย ไม่กล้าประกาศตัวเลยว่าเราเป็นคริสเตียน อายมนุษย์ พระเยซูคริสต์ก็บอกว่าพระองค์ก็อายเราเหมือนกัน ต่อหน้าพระบิดา ไม่รู้จักเหมือนกัน คนนี้ เป็นใครก็ไม่รู้

ฉะนั้นเป็นพิธีหนึ่งที่จะสำแดงออกถึงการประกาศ ให้ทุกคนจ้องเราไว้ มองเราไว้ เราชื่อ นาย ก. นาย ข. นาย ค. ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เราจะเดินติดตามพระเจ้าตลอดชีวิต


ดิฉันก็บอกเขาว่าไม่มีใครดีพอ โดยกำลังของเราเอง แต่เราสามารถดีพอในสายพระเนตรของพระเจ้า

เล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่รับใช้พระเจ้าใหม่ๆ ที่โบสถ์ใจสมาน เขาก็จะมีพิธีบัพติศมาในน้ำ ก่อนรับก็ให้มีการเรียนพระคัมภีร์อย่างต่อเนื่องทุกอาทิตย์ 6 เดือน จึงจะรับบัพติศมาได้ แล้วก็มีสมาชิกคนหนึ่งเป็นผู้ชาย เขาเรียนต่อเนื่องแล้วล่ะ 6 เดือน ใกล้ถึงเวลาบัพติศมาแล้ว เขาก็เดินมาบอกว่า “ขอโทษนะครับ ผมคงบัพติศมาไม่ได้” ดิฉันก็ถาม “ทำไมล่ะ” อุตสาห์เรียนมาแล้วนะตั้ง 6 เดือน “ผมรู้สึก ผมไม่ดีพอ 6 เดือนผ่านมาแล้ว ผมยังทำบาปอยู่เลย ผมยังไม่ดีพอแน่ๆ เลย ผมคงบัพติศมาไม่ได้ พระเจ้าคงไม่รับผม” มีอย่างนี้ด้วยหรือ ดิฉันก็บอกเขาว่าไม่มีใครดีพอ โดยกำลังของเราเอง แต่เราสามารถดีพอในสายพระเนตรของพระเจ้า ต่อให้วันนี้เขาไม่รับบัพติศมา อีก 10 ปีข้างหน้า เขาก็รู้สึกไม่ดีพออยู่นั่นแหละ เพราะว่ามนุษย์ยังเป็นคนบาปอยู่ แต่ขึ้นอยู่ที่ว่าเขาตั้งใจที่จะตามพระเจ้าหรือเปล่า ตรงนั้นต่างหาก คือสิ่งสำคัญ เป็นประเด็นหลักว่า เขาตัดสินใจที่จะมีชีวิตที่อยู่ในน้ำพระทัยพระเจ้าหรือเปล่า มีชีวิตที่เชื่อฟังหรือเปล่า ถ้าเขาตัดสินใจอย่างนี้ เขาเป็นคนดีพอในสายพระเนตรของพระเจ้าแล้ว อาจจะไม่ดีพอในสายตาของตัวเอง หรือสำหรับมนุษย์รอบข้าง แล้วดิฉันก็บอกเขาว่าเอาอย่างนี้แล้วกัน ดิฉันก็ฝากข้อคิดไว้อย่างนี้นะ กลับไปอธิษฐานดู แล้วถ้าคุณตัดสินใจอย่างไร ไม่เป็นไร อาจจะไม่ลงวันนี้ เป็นวันหลังก็ได้ อาจจะไม่อยากลงตลอดชีวิตก็เรื่องของคุณ การตัดสินใจก็อยู่ที่คุณกับพระเจ้า ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ทำไมเราจึงอดอธิษฐานอดอาหาร

สรุปเนื้อหาจาหนังสือขุมพลังแห่งการอดอาหารอธิษฐาน
เขียนโดย มาเฮซ แชฟดา

หนังสือเล่มนี้มีประโยชน์มากจริงต่อความเข้าใจเรื่องการอดอาหารอธิษฐาน
ผมได้รับความชัดเจนและการกระตุ้นเตือนให้อดอาหารอธิษฐานมากขึ้น
ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง ผ่านหนังสือเล่มนี้ อยากให้เพื่อนๆ หาซื้อมาอ่านดูครับ
...ไพรัช โพธิหัง

1.เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า
เครื่องมือของผู้นำที่ทีชัยชนะทั้งในพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ พระเจ้าตรัสกับผู้เชื่อโดยเฉพาะกับผู้รับว่า “ถึงกระนั้นก็ดี เจ้าทั้งหลายจงกลับมาหาเราเสียเดี๋ยวนี้ด้วยความเต็มใจ ด้วยการอดอาหาร ด้วยการร้องให้และด้วยการโอดครวญ (โยเอล 2:12) “แต่เราผู้เป็นคนรับใช้ของพระเจ้าได้กระทำตัวให้เป็นที่ชอบในการทั้งปวง โดยความเพียรอดทนเป็นอันมาก ในความทุกข์ยากในความขัดสน ในเหตุวิบัติ.... ในการอดหลับอดนอนในการอดอาหาร (Fasting)...
“(2 โครินธ์ 6:4-6) พระเยซูจึงตรัสกับเข้าว่า ท่านให้สหายของเจ้าบ่าวเป็นทุกข์โศกเศร้าเมื่อเจ้าบ่าวยังอยู่กับเขาอย่างกระนั้นหรือ แต่วันหนึ่งเจ้าบ่าวจะต้องจากเขาไป เมื่อนั้นจะเป็นเวลาที่เขาถืออดอาหาร (มัทธิว 9:15)



2.ถ่อมตัวเองต่อพระเจ้าและรับพระคุณและฤทธิ์เดชของพระองค์
ถ้าต้องการฤทธิ์เดชและพรคุณและการเจิมจากพระเจ้าแล้วคุณต้องถ่อมตัวลง “ท่านทั้งหลายจงถ่อมใจลงต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระองค์จะทรงยกชูท่าน” (ยากอบ 4:10)



3.ชนะการทดลองในด้านซึ่งขัดขวางเราจากการเคลื่อนไหวในฤทธิ์เดช ของพระเจ้า
พระเยซูมิได้รับประทานอาหารเป็นเวลา 40 วันหลังจากนั้นมารมาเพื่อทดลองพระองค์ในขณะที่ทรงหิวพระกระยาหาร เมื่อพระเยซูได้ทรงปราบมารอย่างราบคาบแล้ว พระองค์ทรงออกไปด้วยฤทธิ์เดช



4.ชำระจากความบาป (และเพื่อช่วยคนอื่นให้บริสุทธิ์ด้วย)
หากคุณยังมีนิสัยหรือบาปเรื่อรังที่มักแวะเวียนเข้ามารบกวนชีวิตของคุณ
จงถ่อมใจลงด้วยการอดอาหารอธิษฐาน...บางครั้งทั้งเมืองหรือทั้งประเทศจะอดอาหารเพื่อการกลับใจและการชำระจากความบาป สิ่งนี้เกิดขึ้นในสมัยโยนาห์ ชาวนีนะเวห์ที่ชั่วร้ายกำลังจะถูกพิพากษาแต่พวกเขาอดอาหารและพระเจ้าทรงกลับพระทัยไม่ลงโทษ... การอดอาหารจะทำให้นิสัยน่าเกลียดความหงุดหงิดของคุณผุดขึ้นมา จงอดทน พระเจ้ากำลังชำระคุณ



5.เพื่อให้อ่อนแอต่อพระพักตร์พระเจ้า เพื่อทำให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จ
การอดอาหารเป็นการเลือกพระเจ้าและต่อต้านเนื้อหนัง คุณจงใจเลือกภายในโดยแสดงออกภายนอกว่าคุณต้องการฤทธิ์เดชของพระเจ้าไหลผ่านคุณไม่ใช่กำลังของคุณเองและคุณต้องการคำตอบของพระเจ้าไม่ใช่ของคุณ



6.เพื่อรับการสนับสนุนของพระเจ้า เพื่อทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จ
ผู้นำคริสตจักรที่เมืองอันทิโอกได้อดอาหารอธิษฐานก่อนที่จะส่งบารนาบัสและเอาโลออกไปเพื่อจะสามารถตัดสินใจได้ถูกต้อง และเพื่อให้แน่ใจถึงความสำเร็จในการประกาศข่าวประเสริฐ


7.ในเวลาวิกฤต
หนังสือเอสเธอร์ได้บันทึกสิ่งซึ่งคงจะเป็นวิกฤตที่สุดในประวัติศาสตร์ของชนชาติยิว ในเวลาวิกฤตเราต้องอดอาหารอย่างดุเดือดที่สุด พระเจ้าจะทรงเปลี่ยนวิกฤตและนำการช่วยกูมาถึงคนชาวยิวทั้งหมด อีกครั้งหนึ่งใน 2 พงศาวดาร 20 เมื่อยูดาห์กำลังจะถูกศัตรูทำลายและกษัตริย์เยโฮชาฟัทบัญชาให้ประชาชนอดอาหาร
ในที่สุดพวกเขาก็ได้เห็นหนึ่งในการช่วยกู้ที่น่าอัศจรรย์ที่สุดซึ่งบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ เมื่อทูตสวรรค์ทำลายทำกองทัพของทั้งสามชาติที่รุกรานอย่างราบเป็นหน้ากลอง!


8.เมื่อเราแสวงหาทิศทางของพระเจ้า
เอสราประกาศให้ถืออดอาหารที่แม่น้ำอาหะวาเพื่อจะทูลขอหนทางอันปลอดภัย
(เอสรา 8:21-23) และพรองค์ทรงฟังเสียงร้องทูล...เมื่อคุณสับสนว่าจะไปทางไหน สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณทำได้คือการอดอาหาร


9.เพื่อขอความเข้าใจและการเปิดเผยของพระเจ้า
ในฐานะผู้เชื่อเราต้องการมากกว่าทิศทาง เราต้องการการเปิดเผยสำแดงและความเข้าใจเกี่ยวกับบางสิ่ง บางสถานการณ์หรือความเข้าใจในพระคำภีร์ บางครั้งการเปิดเผยก็ไม่ได้มาระหว่างการอดอาหารแต่เกิดขึ้นภายหลัง

พระสิริของพระเจ้า

ดวงอาทิตย์จะไม่เป็นความสว่างของเจ้าในกลางวันอีก หรือ ดวงจันทร์่ให้แสงแก่เจ้าในกลางคืนเพื่อเป็นความสุกใส แต่พระเจ้าจะทรงเป็นความสว่างเป็นนิตย์ของเจ้า และพระเจ้าของเจ้าจะเป็นศักดิ์ศรีของเจ้า - อิสยาห์ 60.19

พระเจ้าปรารถนาที่จะแบ่งปันพระสิริของพระองค์ให้คุณ

1.พระเจ้าปรารถนาที่จะแบ่งปันพระสิริของพระองค์ให้กับเรา พระเยซูคริสต์อธิษฐานต่อพระบิดาเพื่อพวกเราทุกคน “ข้าพระองค์ไม่ได้อธิษฐานเพื่อคนเหล่านี้พวกเดียว แต่เพื่อคนทั้งปวงที่จะเชื่อในข้าพระองค์เพราะถ้อยคำของเขา เพื่อเขาทั้งหลายจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังที่พระองค์คือพระบิดาทรงสถิตในข้าพระองค์ และข้าพระองค์ในพระองค์ เพื่อให้เขาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระองค์และกับข้าพระองค์ด้วย เพื่อโลกจะได้เชื่อว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา เกียรติซึ่งพระองค์ได้ประทานให้แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้มอบให้แก่เขา เพื่อเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังที่พระองค์กับข้าพระองค์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้น” ยอห์น 17.20-22 “เกียรติ”นั้น ในภาษากรีกที่ใช้เขียนพระคัมภีร์คือคำว่า “พระสิริ” และนี่คือพระคุณของพระเจ้า พระเจ้าเองเป็นผู้ริเริ่มที่จะกระทำสิ่งนี้ให้กับเรา

2. และเพราะว่าพระสิริของพระเจ้านั้นสำแดงอย่างสมบูรณ์ในองค์พระเยซูคริสต์ การที่จะมีส่วนในพระสิริของพระเจ้านั้น ก็คือการมีส่วนร่วมในความทุกข์ทรมานกับพระองค์ด้วย “เมื่อเราทั้งหลายทนทุกข์ทรมานด้วยกันกับพระองค์นั้น ก็เพื่อเราทั้งหลายจะได้สง่าราศีด้วยกันกับพระองค์ด้วย” โรม 8.17

3. เนื่องจากพระสิริ กับ พระพักตร์พระเจ้านั้นอยู่คู่กันเสมอ ดังนั้น พระสิริจึงเคลื่อนไหวได้ และไม่หยุดนิ่ง (1 ซามูเอล 4.21-22 และ เอเสเคียล 10.18 )

4. พระสิริของพระเจ้า คือ บุคลิกลักษณะด้านคุณธรรมความดีสูงสุดของพระเจ้า แผ่นดินสวรรค์เต็มไปด้วยพระสิริของพระเจ้า ดังนั้น เมื่อพระสิริของพระเจ้ามา ก็จะนำการรื้อฟื้น การปลดปล่อย การช่วยกู้มาด้วย เมื่อใดที่มีการสำนึกผิด สารภาพ ละทิ้งรูปเคารพ กลับหลังหันจากความบาป การล้างมือจากพฤติกรรมที่ชั่วร้าย หันมาเสาะแสวงหาพระเจ้า หัวใจที่แตกสลายเพราะสำนึกผิดแล้วและต้องการความช่วยเหลือจากพระเจ้า เมื่อนั้นแหละพระสิริของพระเจ้าก็จะลงมาอยู่เหนือพวกเรา ไม่แปลกใจเลยที่เมื่อคริสเตียนมารวมตัวกันในงานประชุมฟื้นฟูเพื่อแสดงว่าเขาสำนึกบาป กลับใจ สารภาพบาป และแสวงหาหน้าพระเจ้า แล้วการรักษาโรคภัยเกิดขึ้นอย่างอัศจรรย์ คนกลับใจมากมาย ก็เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ดึงดูดพระสิริของพระเจ้าลงมาอยู่เหนือจิตใจที่สำนึกผิดนี่เอง

ในโลกนี้ เราได้รับสัมผัส แตะต้อง แค่ชิม สง่าราศี และ พระสิิริของพระองค์ เวลาที่พระเจ้าเสด็จมาช่วยกู้เราจากความทุกข์ยากลำบากของเรา การปลดปล่อยจากโรคภัยไข้เจ็บ การกดขี่ข่มเหงจากศัตรู จากวิญญาณชั่วนั้น สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงแค่การชิมอนาคตที่กำลังจะมาถึง ด้วยเหตุนี้ เราทุกคนจึงต่างก็รอคอยการเสด็จมาปรากฏของพระเยซูคริสต์อีกครั้ง ด้วยความหวังใจว่าเมื่อพระองค์กลับมานั้น เวลานั้นแหละที่พระสิริของพระเจ้าจะสำแดงอย่างสมบูรณ์ที่สุดถึงขนาดครอบคลุมไปทั่วโลก ดั่งน้ำที่เต็มทะเล และเมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมาครอบครองด้วยสง่าราศีของพระองค์นั่นแหละ เราก็จะมีส่วนร่วมในสง่าราศีนั้นด้วย “เพราะว่าพิภพจะเต็มไปด้วยความรู้ในเรื่องพระสิริของพระเจ้า ดั่งน้ำที่เต็มทะเล” ฮาบากุก 2.14

ดังนั้น เราควรมีท่าทีอย่างไร ในการเตรียมตัวรับเสด็จ “กษัตริย์ผู้ทรงพระสิริ” (สดุดี 24 ) นี้ และแผ่นดินโลกจะเต็มไปด้วยความรู้ถึงเรื่องพระสิริของพระเจ้าได้อย่างไร ? ก็ได้โดยการ เริ่มต้นที่ตัวคุณก่อนครับ โดยการเปลี่ยนความคิด และพฤติกรรมที่ไม่ดีของเราก่อนครับ โดยพระโลหิต พระคำ และ พระวิญญาณบริสุทธิ์

1. ให้ความคิด จิตใจของเราจดจ่ออยู่ที่พระเยซูคริสต์ ไม่ใช่สิ่งของในโลกนี้เพราะว่าตัวเรานั้นตายแล้ว และเพราะพระเยซูคริสต์ เป็นชีวิตของเราที่เราดำเนินอยู่ในขณะนี้ “ในเมื่อทรงให้ท่านทั้งหลายเป็นขึ้นกับพระคริสต์แล้ว ก็จงให้ใจของท่านจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบน ที่ซึ่งพระคริสต์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์พระเจ้า จงให้ความคิดของท่านจดจ่ออยู่กับสิ่งเบื้องบน มิใช่สิ่งฝ่ายโลก เพราะท่านตายแล้ว และ บัดนี้ ชีวิตของท่านถูกซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของท่านปรากฏ เมื่อนั้น ท่านก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในพระสิริด้วย

2. ให้ฆ่าความคิดที่ไม่ดีและพฤติกรรมเลวร้ายเหล่านี้เสียให้ตาย “เหตุฉะนั้น จงประหารโลกียวิสัยของท่านเสีย คือ การผิดศีลธรรมทางเพศ ความโสมม ราคะตัณหา ความปรารถนาชั่วและความโลภ ซึ่งเป็นการบูชารูปเคารพ เนื่องด้วยสิ่งเหล่านี้ พระพิโรธของพระเจ้ากำลังจะมาถึง ครั้งหนึ่ง ท่านเคยดำเนินชีวิตในทางเหล่านี้ แต่บัดนี้ท่านจงกำจัดสิ่งทั้งปวงต่อไปนี้ให้หมดเสียจากตัวท่าน คือ ความโกรธ ความเกรี้ยวกราด การคิดปองร้าย การกล่าวร้าย และวาจาหยาบช้าจากปากของท่าน อย่าโกหกกัน ในเมื่อท่านสลัดทิ้งตัวตนเก่า ๆ พร้อมกับความประพฤติเดิม ๆ แล้ว และสวมตัวตนใหม่ซึ่งกำลังทรงสร้างขึ้นใหม่ตามพระฉายขององค์พระผู้สร้าง ขณะที่ท่านเรียนรู้จักพระองค์มากขึ้น” โคโลสี 3.1-10 อมตธรรมร่วมสมัย นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงเพียงครั้งเดียวนะครับ แต่เราจำต้องเรียนรู้เรื่องนี้ทุกวันตลอดชีวิตของเรา อย่าลืมทุกครั้งที่คุณพลาดไปและรู้ตัวว่าพลาดไป สารภาพกับพระเจ้าทันที ขอพระโลหิตชำระล้าง และเริ่มต้นใหม่กับพระเจ้า (1ยอห์น1.9) ให้ดวงตาจับจ้องอยู่ที่พระเยซูคริสต์ สวมตัวตนใหม่ คือ ชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นใหม่เพื่อเราจะเหมือนกับพระเยซูคริสต์มากยิ่งขึ้น

ทั้งสองข้อนี้ สรุปเป็นข้อความสั้น ๆ คือ จงใช้เวลาสนิทสนมกับพระเจ้า ทุกที่ที่คุณอยู่ ที่คุณไป ร้องเพลงสรรเสริญ อธิษฐานต่อพระเจ้า อ่านพระคำพระเจ้าออกเสียงดัง ล้อมตัวคุณด้วยพระพักตร์ของพระองค์ และด้วยใจที่หิวกระหายพระองค์ดั่งเจ้าสาวปรารถนาจะได้อยู่กับเจ้าบ่าวนั้น เมื่อนั้นแหละ พระสิริของพระเจ้าก็จะลงมาเหนือคุณ พร้อมการเปลี่ยนแปลงในชีวิต ในครอบครัว และในสังคมที่คุณอยู่ อย่าลืม พระสิริของพระเจ้านั้นเหมือนโรคติดต่อ ถ่ายทอด และ เคลื่อนไหวได้เสมอ ไม่หยุดนิ่ง

อย่าลืมนะครับว่า พระสิริที่พระเยซูมอบให้คุณนั้น เป็นพระสิริอย่างเดียวกันกับที่พระบิดามอบให้พระองค์ ความยิ่งใหญ่แห่งเสาเมฆ เสาเพลิง การทรงแหวกทะเลแดง การให้พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นมาจากตาย ฤทธิ์เดชและอำนาจแห่งพระสิริอย่างเดียวกันนั้นแหละ ที่ทำงานอยู่ในตัวคุณเวลานี้ สิ่งเดียวที่คุณทำได้เวลานี้ ก็คือ เขามาสรรเสริญพระเจ้า ในที่ที่คุณอยู่ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน ที่โรงเรียน ที่คริสตจักร หรือ ตามห้างฯ ตามตลาด ด้วยก็ตาม

“ข้าแต่พระเจ้า มิใช่แก่เหล่าข้าพระองค์ มิใช่แก่เหล่าข้าพระองค์ พระเจ้าข้า แต่ขอถวายพระสิริแด่พระนามของพระองค์ เพราะเห็นแก่ความรักมั่นคงของพระองค์ และความสัตย์สุจริตของพระองค์” สดุดี 115.1
ใช่แล้วครับ คุณถวายพระสิริที่พระเจ้าได้มอบให้กับคุณมา กลับไปหาพระเจ้า พระเยซูคริสต์ทรงทำเช่นนั้น “พระบิดาเจ้าข้า ถึงเวลาแล้ว ขอทรงโปรดให้พระบุตรของพระองค์ได้รับเกียรติ เพื่อพระบุตรจะได้ถวายเกียรติแด่พระองค์” ยอห์น 17.1 เกียรติและพระสิรินั้นได้มา เพื่อถวายกลับไปแด่พระเจ้า “การถวายเกียรติแด่พระเจ้า” นั้น ก็คือ ชีวิตที่เชื่อฟังพระเจ้า เราไม่ได้เชื่อฟังพระเจ้าเพื่อที่เราจะได้รับพระพร แต่เราเชื่อฟังพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงสมควรที่จะติดตาม และ เชื่อฟัง เพราะว่าทุกสิ่งเริ่มต้นที่พระองค์ และ จบลงที่พระองค์ คุณสรรเสริญพระองค์ก็เพราะว่า พระองค์ทรงรักคุณจนถีงที่สุด

ใช่ครับ ความรักมั่นคงของพระองค์ และ ความสัตย์ซื่อ สัตย์จริง ของพระองค์นั้น ไม่มีสิ้นสุด พระนามของพระเยซูคริสต์ในวิวรณ์ คือ “สัตย์ซื่อ และ สัตย์จริง” วิวรณ์ 3.14 มาจากภาษาฮีบรูว่า “พระเจ้าแห่งอาเมน” อิสยาห์ 65.16 เราจึงไม่มีสิ่งใดที่จะมาอวดอ้างได้ว่า เป็นเพราะเราเป็นคนดี พระเจ้าถึงทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้เรา ไม่ใช่ครับ แต่พระเจ้าทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้เรา ก็เพราะว่า พระองค์ “รัก” เรา คำว่า “รัก” หมายความว่า “เลือก” พระเจ้าเลือกคุณมาเป็นลูก ไม่ใช่เพราะว่าคุณเป็นคนดีอะไร แต่เพราะว่าพระองค์เลือกที่จะรักคุณต่างหาก เห็นไหมครับว่า เริ่มต้นที่พระเจ้าก่อน และเพราะความรักของพระองค์นี่เองที่ไม่เหมือนใครในโลกนี้รักเรา ก็ความรักจากมนุษย์นั้นเปลี่ยนแปลงไปเพราะอารมณ์ ไม่แน่นอนไปตามสถานการณ์ และหดหายไปตามกาลเวลา แต่ความรักของพระเจ้าดำรง มั่นคง ยั่งยืน อยู่เป็นนิตย์ และ มีพร้อมไว้ให้กับคุณเสมอ

ทุกครั้งที่คุณหันมาหาพระองค์ มาคุกเข่าสารภาพความบาปผิด การดื้อดึง การออกนอกทางไปจากความรักของพระองค์ ออกนอกใจไปดั่งหญิงสาวที่มีคู่หมั้นแล้ว แต่ไปไล่ตามหารักอื่น แม้ว่าคุณจะไม่ซื่อสัตย์ต่อความรักของพระองค์ พระเยซูคริสต์เจ้าบ่าวของคุณ ก็ดำรงความสัตย์ซื่อของพระองค์ สัตย์ซื่อต่อพระสัญญาทั้งสิ้นที่พระองค์มีให้ไว้กับคุณ

“โอ ความรักเช่นนี้ ล้ำลึกยิ่งกว่าพื้นทะเล สูงยิ่งกว่าฟากฟ้าสูงสุด เหลือเกินกว่าที่ลูกจะเข้าใจถึงได้ ที่พระเจ้าผู้ดำรงสง่าราศีสูงสุด จะมารักคนบาปหยาบช้าอย่างลูกได้ ขอบพระคุณสำหรับความรักอันมั่นคงของพระองค์ พระเยซูคริสต์เจ้า ขอบพระคุณสำหรับความตายที่ไม้กางเขนของพระองค์ นำชีวิตมาให้กับลูก พระองค์ทรงสละพระสิริของพระองค์ มาสวมสภาพทาส เพื่อช่วยกู้คนบาปมลทินอย่างลูกในความโสมมนี้ และสวมเสื้อคลุมแห่งความชอบธรรม และมงกุฏแห่งสง่าราศีให้กับลูก นี่เป็นพระคุณของพระองค์ นี่พิสูจน์ว่า พระองค์ผู้เดียว พระเยซูคริสต์ ผู้ทรงสมควรได้รับคำสรรเสริญ พระเกียรติ พระสิริ สง่าราศี ความมั่งมี อาณาจักร และหัวใจทั้งหมดของเรา

ลูกขอก้มกราบลงแทบพระบาทพระองค์ และถอดมงกุฎแห่งความงามเหล่านี้ ไว้แทบพระบาทพระองค์ ลูกไม่สมควร แต่พระองค์ สมควรได้รับเกียรติยศทั้งสิ้น แด่พระนามของพระองค์ พระสิริเป็นของพระองค์ หัวใจของลูกจะร้อง ร้องบทเพลงว่า ลูกรักพระองค์มากขนาดไหน พระเยซูเจ้า ขอพระสิริของพระองค์เต็มโลก ดั่งน้ำที่เต็มทะเลนั้น ลูกจะรอคอยวันนั้นที่พระองค์จะมาสำแดงพระสิริของพระองค์ ปลดปล่อย และรับลูกไปอยู่กับพระองค์เป็นนิตย์ นี่นั่น ลูกจะได้ชมความงดงามแห่งพระสิริของพระองค์อย่างเต็มที่ และพระองค์เองนั้นแหละ เป็นพระสิริของลูก เสมอไป พระเยซูเจ้า อาเมน”

ด้วยรักในพระคริสต์
เอ็ม สุรชัย
http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=2844213418444345700

วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2551

อะไรคือความสำคัญของการรับบัพติศมาของคริสเตียน?



คำถาม: อะไรคือความสำคัญของการรับบัพติศมาของคริสเตียน?

คำตอบ: ตามพระคัมภีร์ การรับบัพติศมาของคริสเตียนเป็นการแสดงออกภายนอกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในชีวิตของผู้เชื่อ การรับศีลบัพติศมาของคริสเตียน แสดงให้เห็นถึงการเข้าส่วนของคริสเตียนในการวายพระชนม์ของพระคริสต์, การฝัง และ การฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ พระคัมภีร์บอกว่า “ท่านไม่รู้หรือว่า เราทั้งหลายที่ได้รับบัพติศมาเข้าในพระเยซูคริสต์ ก็ได้รับบัพติศมานั้นเข้าในความตายของพระองค์ เหตุฉะนั้นเราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้วโดยการรับบัพติศมาเข้าส่วนในความตายนั้น เหมือนกับที่พระคริสต์ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตาย โดยเดชพระรัศมีของพระบิดาอย่างไร เราก็จะได้ดำเนินตามชีวิตใหม่ด้วยอย่างนั้น” (โรม 6:3-4) ในการเข้าพิธีบัพติศมาของคริสเตียน การจุ่มลงไปในน้ำจนมิดแสดงถึงการถูกฝังร่วมกับพระคริสต์ การขึ้นมาจากน้ำแสดงถึงการฟื้นคืนพระชนม์

ในการเข้าพิธีบัพติศมา ผู้เข้าพิธีควรมีคุณสมบัติสองอย่าง: (1) ผู้ที่จะเข้าพิธีบัพติศมาต้องเชื่อในพระเยซูคริสต์ว่าทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเขา, และ (2) เขาจะต้องเข้าใจว่าพิธีบัพติศมาเล็งถึงอะไร หากเขารู้จักพระเยซูคริสต์ว่าทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด, เข้าใจว่าการเข้าพิธีบัพติศมาของคริสเตียนคือการก้าวออกไปด้วยความเชื่อฟัง เพื่อประกาศความเชื่อในพระคริสต์และแสดงความปรารถนาในการเข้าพิธีบัพติศมาของเขาต่อหน้าผู้คน ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาห้ามผู้เชื่อไม่ให้รับบัพติศมา ตามที่พระคัมภีร์บอกไว้ การรับบัพติศมาของคริสเตียนคือการก้าวออกไปด้วยความเชื่อฟัง, การป่าวประกาศต่อหน้าผู้คนถึงความเชื่อของเขาในพระคริสต์แต่เพียงผู้เดียวสำหรับความรอดของเขา การรับบัพติศมาของคริสเตียนเป็นเรื่องสำคัญเพราะมันเป็นก้าวแห่งความเชื่อฟัง - เป็นการประกาศความเชื่อของเขาในพระคริสต์และเป็นการผูกมัดตัวเองไว้กับพระองค์, และเข้าส่วนกับการวายพระชนม์, ฝัง และฟื้นขึ้นมาร่วมกับพระองค์

จอกศักดิ์สิทธิ์ ถ้วยของพระเยซูคริสต์

พิธีบัพติสมา

พิธีนี้ เป็นพิธีที่พระเจ้าทรงใช้ยอห์นให้กระทำในเริ่มต้น บัพติสมา มี 3 องค์ประกอบ ได้แก่ น้ำ วิญญาณ และ ไฟ ซึ่งเราจะเข้าใจได้ต้องนำทั้ง 3 อย่างนี้มารวมกัน เพื่อเราจะได้รู้ว่ามีความหมายอย่างไรบ้าง
เพื่อทำความเข้าใจ จำเป็นต้องอ้างถึงเมื่อก่อนที่อิสราเอลจะข้ามทะเลแดง ตอนนั้น อิสราเอลจนมุม และถ้าหากข้ามไปไม่ได้ พวกเขาทุกคน จะตายแน่ ๆ เป็นจุดที่ชีวิตของชาวอิสราเอลที่อพยพจากอียิปต์จะต้องตาย ถ้าหากทหารอียิปต์มาถึงพวกเขา ขณะนั้น พวกอิสราเอลมีเสาเมฆที่มาจากพระเจ้า เพื่อปกป้องเข้าจากความร้อนของแสงอาทิตย์ ขณะเดียวกัน พระเจ้าก็ทรงแหวกทะเลออก เพื่อให้ชาวอิสราเอลสามารถเดินผ่าน หนีพ้นจากความตายได้ ดังนั้น จึงเป็นภาพพจน์ที่เห็นได้ชัดเจนมาก ว่า บัพติสมา เป็นสิ่งที่บอก ย้ำเน้นกับตัวเราว่า เราได้รับการชำระให้พ้นจากความตายแล้ว เราจะต้องตั้งต้นใหม่ เมื่อพ้นจากความตายแล้ว
"ได้รับบัพติศมาในเมฆและในทะเลเข้าสนิทกับโมเสสทุกคน" (1โครินธ์ 10:2)
พวกเรา ซึ่งอาจจะได้รับบัพติสมามาเป็นระยะเวลานานแล้ว จำเป็นจะต้องใคร่ครวญให้ดี ว่าการรับบัพติสมาของเรานั้นสมบูรณ์แล้วหรือยัง และเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า เราได้รับบัพติสมาแล้ว เราจะมีชีวิตแบบเก่าไม่ได้ ถ้าหากเรายังมีชีวิตเหมือนเก่า จะต้องพิจารณาดี ๆ ว่า การรับบัพติสมาของเรานั้นสมบูรณ์หรือยัง
บัพติสมาจะสมบูรณ์ได้ จะต้องมีทั้งทางฝ่ายกาย และฝ่ายวิญญาณ นั่นก็คือ ถ้าไม่มีการกลับใจใหม่ บัพติสมานั้นก็จะยังไม่มีผลที่สมบูรณ์ และที่สำคัญ จะต้องมีการตาย เพราะถ้าว่าตัวเก่ายังไม่ตาย ยังมีชีวิตอยู่ ก็คงจะยังเกิดใหม่ไม่ได้ เมื่อตายแล้ว เราจึงจะบังเกิดใหม่ได้ เราก็จะพ้นจากกฎเกณฑ์ เข้าสู่พระคุณ
ชีวิตเก่าจะต้องถูกฝังแล้ว เพื่อที่จะฟื้นจากความตายขึ้นมากับพระเยซูคริสต์ และเราจะต้องสวมชีวิตของพระคริสต์ แต่ทว่า เราไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงจากภายใจ เราก็จะรู้สึกอึดอัด และไม่มีสันติสุขได้ เราจึงจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนภายในด้วยเช่นเดียวกัน
"และได้ถูกฝังไว้กับพระองค์ในพิธีบัพติศมาแล้ว และในพิธีนั้นท่านได้ฟื้นขึ้นมาจากตายกับพระองค์ด้วย โดยเชื่อในการกระทำของพระเจ้าผู้ได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมา" (โคโลสี 2:12)
"เพราะว่าพวกท่านทุกคนที่ได้รับบัพติศมาเข้าในพระคริสต์แล้ว ก็ได้สวมชีวิตของพระคริสต์ด้วย" (กาลาเทีย 3:27)
"และเขาไม่เอาน้ำองุ่นหมักใหม่ มาใส่ในถุงหนังเก่า ถ้าทำอย่างนั้นถุงหนังจะขาด น้ำองุ่นจะรั่ว ทั้งถุงหนังก็จะเสียไปด้วย แต่เขาย่อมเอาน้ำองุ่นหมักใหม่ใส่ในถุงหนังใหม่ แล้วทั้งสองอย่างก็อยู่ดีด้วยกันได้" (มัทธิว 9:17)
"ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยศรัทธาในพระบุตรของพระเจ้า ผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า" (กาลาเทีย 2:20)
การรับบัพติสมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็คือ การยอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์มาครอบครองชีวิตของเรา
"พระเยซูตรัสว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า ถ้าใครไม่ได้เกิดจากน้ำและพระวิญญาณ คนนั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้" (ยอห์น 3:5)
"แล้วข้าพเจ้าได้ระลึกถึงพระวาจาขององค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งพระองค์ตรัสไว้ว่า 'ยอห์นได้ให้รับบัพติศมาด้วยน้ำ แต่ท่านทั้งหลายจะรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์' " (กิจการ 11:16)
"5 เมื่อเขาได้ยินอย่างนั้น เขาจึงรับบัพติศมาในพระนามของพระเยซูเจ้า
6 เมื่อเปาโลได้วางมือบนเขาแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เสด็จลงมาบนเขา เขาจึงพูดภาษาแปลกๆและได้ทำนายด้วย" (กิจการ 19:5-6)
ส่วนการรับบัพติสมาด้วยไฟนั้น เป็นการที่ชีวิตเราจะเข้าส่วนอยู่ในขั้นตอนการพิสูจน์ โดยไฟที่เผาผลาญนั้น เราจะต้องยอมสละตนเองเพื่อจะเข้าอยู่ในส่วนนี้ พร้อมที่จะเข้าสู่การทดสอบ และเราจะต้องไม่ท้อใจเมื่อได้รับการทดลองต่าง ๆ
"เราให้เจ้าทั้งหลายรับบัพติศมาด้วยน้ำ แสดงว่ากลับใจใหม่ก็จริง แต่พระองค์ผู้จะมาภายหลังเรา ทรงมีอิทธิฤทธิ์ยิ่งกว่าเราอีก ซึ่งเราไม่คู่ควรแม้จะถอดฉลองพระบาทของพระองค์ พระองค์จะทรงให้เจ้าทั้งหลาย รับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และด้วยไฟ" (มัทธิว 3:11)
พิธีบัพติสมา คู่กับการกลับใจ และบัพติสมาจะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อมีการกลับใจ และนำไปสู่การพ้นโทษจากการพิพากษา
"ใครเชื่อและรับบัพติศมาก็จะรอด แต่ใครไม่เชื่อจะต้องถูกลงโทษ" (มาระโก 16:16)
"เหตุฉะนั้นจงประหารโลกียวิสัยในตัวท่านเสีย มีการล่วงประเวณี การโสโครก ราคะตัณหา ความปรารถนาชั่ว และความโลภ ซึ่งเป็นการนับถือรูปเคารพ" (โคโลสี 3:5)
"13 ในพระคริสต์ ท่านทั้งหลายก็เป็นเช่นนั้นด้วย คือเมื่อพวกท่านได้ยินสัจวาทะคือข่าวประเสริฐเรื่องความรอดของท่าน และวางใจในพระองค์แล้ว พวกท่านก็ได้รับการประทับตราด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ตามที่ทรงสัญญาไว้
14 พระวิญญาณนั้นเป็นมัดจำในการรับมรดกของเรา จนกว่าคนของพระเจ้าจะได้รับการไถ่ เพื่อเป็นการยกย่องพระเกียรติของพระองค์" (เอเฟซัส 1:13-14)
น้ำที่ชำระบาปของเรา ทำให้เราเองได้รับการชำระจากมลทินทั้งสิ้น และเราจะได้รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สมบูรณ์ เป็นชีวิตที่เหมือนพระคริสต์ เพราะตัวเก่าของเราได้รับการตรึงที่กางเขนแล้ว และจะเกิดสิ่งที่พระธรรม 2โครินธ์ได้กล่าวไว้ว่า
"ฉะนั้นถ้าใครอยู่ในพระคริสต์ เขาก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น" (2โครินธ์ 5:17)
นอกจากนี้ การที่เราจะต้องดื่มถ้วยเดียวกับพระเยซูคริสต์ เมื่อเรากลับใจแล้ว นั่นยังไม่พอ แต่การรับบัพติสมา จะต้องเป็นการร่วมดื่มจอกเดียวกับที่พระองค์จะทรงดื่ม และ จอกนี้ ก็คือการที่พระเยซูนั้นจะต้องถูกตรึงที่ไม้กางเขน นั่นคือการที่จะต้องมีส่วนในการรับการทนทุกข์
"38 พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า 'ที่ท่านขอนั้นท่านไม่เข้าใจ ถ้วยซึ่งเราจะดื่มนั้นท่านจะดื่มได้หรือและบัพติศมานั้นซึ่งเราจะรับ ท่านจะรับได้หรือ'
39 เขาทั้งสองทูลตอบว่า 'ได้พระเจ้าข้า' พระเยซูจึงตรัสแก่เขาว่า 'ถ้วยซึ่งเราดื่มท่านจะดื่มเป็นแน่ และบัพติศมาที่เรารับท่านจะรับก็จริง' " (มาระโก 10:38-39)
"3 ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่า เราผู้ที่ได้รับบัพติศมาเข้าในพระเยซูคริสต์ ก็ได้รับบัพติศมานั้นเข้าในการตายของพระองค์?
4 เพราะฉะนั้น เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว โดยการรับบัพติศมาเข้าในการตายนั้น เพื่อว่าเมื่อพระบิดาทรงให้พระคริสต์เป็น ขึ้นมาจากตายโดยพระสิริของพระองค์แล้ว เราก็จะได้ดำเนินตามชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน
5 เพราะว่าถ้าเราเข้าสนิทกับพระองค์แล้วในการตายอย่างพระองค์ เราก็จะเข้าสนิทกับพระองค์ในการเป็นขึ้นจากตายอย่างพระองค์
6 เรารู้แล้วว่า คนเก่าของเรานั้นถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้ว เพื่อตัวที่บาปนั้นจะถูกทำลายให้สิ้นไป และเราจะไม่เป็นทาสของบาปอีกต่อไป
7 เพราะว่าผู้ที่ตายแล้วก็พ้นจากบาป
8 แต่ถ้าเราตายแล้วกับพระคริสต์ เราเชื่อว่าเราจะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ด้วย
9 เรารู้อยู่ว่า พระเจ้าทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นมาจากตาย แล้วพระองค์จะไม่ตายอีก ความตายจะไม่มีอำนาจเหนือพระองค์ต่อไป
10 ด้วยว่าซึ่งพระองค์ได้ทรงตายนั้นพระองค์ได้ทรงตายต่อบาปครั้งเดียวเป็นพอ แต่ซึ่งพระองค์ทรงชีวิตอยู่นั้น พระองค์ทรงชีวิตสนิทกับพระเจ้า
11 ในทำนองเดียวกัน พวกท่านจงถือว่าท่านได้ตายต่อบาป และมีชีวิตสนิทกับพระเจ้าโดยพระเยซูคริสต์" (โรม 6:3-11)
ในอดีตนั้น การรับเชื่อ และการรับบัพติสมาจะเกิดขึ้นในระยะเวลาเดียวกัน แต่สิ่งทีเกิดในปัจจุบัน ก็คือ การรับเชื่อ และการรับบัพติสมา ไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ดังนั้น ปัจจุบัน การรับบัพติสมาด้วยวิญญาณบริสุทธิ์อาจเกิดก่อนการได้รับบัพติสมาด้วยน้ำก็ได้ ถ้าหากการรับเชื่อนั้น ผู้เชื่อได้กลับใจจริง ๆ และเขาก็ได้รับการประทับตราด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว
สิ่งที่ในปัจจุบันต้องระวังกัน ก็คือ บางคนคิดว่า เพียงแค่เชื่อ ไม่ต้องรับบัพติสมาก็ได้ ซึ่งข้อความนี้ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว แม้ว่าเราจะรอดได้ ก็โดยพระคุณ เพราะความเชื่อ เมื่อเชื่อ ก็รอดได้ แต่ยังไม่สมบูรณ์เสียทีเดียว เนื่องจาก พระเยซูคริสต์ทรงตรัสสั่งให้เรารับบัพติสมาด้วย เราจำเป็นต้องเชื่อฟัง ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ เมื่อรับเชื่อแล้ว ก็ควรที่จะรีบหาโอกาสที่จะรับบัพติสมาด้วยเช่นเดียวกัน นอกจากเหตุสุดวิสัยจริง ๆ
"บัดนี้ท่านจะชักช้ารออยู่ทำไม? จงลุกขึ้นรับบัพติศมา รับการชำระบาปของท่าน โดยร้องทูลออกพระนามของพระองค์" (กิจการ 22:16)
มีพระคัมภีร์ข้อหนึ่ง ซึ่งสิ่งที่อาจจะแปลก กล่าวว่ามีการให้บัพติสมาสำหรับคนตายด้วย เป็นการเน้นย้ำว่า ถ้าหากว่าคนที่เชื่อแล้วยังไม่ได้รับบัพติสมา หากเป็นไปได้ ควรที่จะให้รับบัพติสมาด้วย อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติเช่นนี้
"มิฉะนั้น พวกที่ให้รับบัพติศมาเพื่อคนตายนั้นจะทำอย่างไร ถ้าคนตายไม่ถูกทำให้เป็นขึ้นมาเลย? และทำไมจึงมีการให้รับบัพติศมาเพื่อคนตาย?" (1โครินธ์ 15:29)

สรุป การรับบัพติสมาจะสมบูรณ์ได้ จะต้องมีสิ่งต่อไปนี้ จึงจะเป็นการรับบัพติสมาที่สมบูรณ์

มีการร่วมเข้ามีส่วนในการตาย ประหารชีวิตเก่า
มีการกลับใจ เริ่มต้นชีวิตใหม่ พร้อมที่จะเข้าสู่การทดสอบต่าง ๆ

อ.ประดิษฐ์ พรกีรติกุล
คำแบ่งปัน Midnight Cell เมื่อวันที่ 20/07/2007
เรื่อง บัพติสมา
สรุปโดย ธีรยสถ์ นิมมานนท์

จงขอต่อพระบิดา


คำสอนของพระเยซูคริสต์สอนให้เราเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ กับลูก

“พ่อ คือ พระเจ้า
ลูก คือ เรา ผู้ที่เชื่อวางใจในองค์พระเยซูคริสต์”

“ลูกของพระเจ้า!!!” เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่คนบาปอย่างเรา ที่จะไดัรับเกียรตินี้
เกียรติซึ่งสวงนไว้แด่ ผู้ที่เชื่อวางใจในองค์พระเยซูคริสต์เท่านั้น

พระเจ้าได้ยืนยันกับเราไว้ใน โรม 8:15
“เหตุว่าท่านไม่ได้รับน้ำใจทาสซึ่งทำให้ตกในความกลัวอีก
แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทรงให้เป็นบุตรของพระเจ้า
ให้เราทั้งหลายร้องเรียกพระเจ้าว่า อับบา คือ พระบิดา” )

พระเยซูคริสต์เจ้า ได้ตรัสไว้ใน มัทธิว 7:7 -10 ว่า
จงขอแล้วจะได้จงหาแล้วจะพบจงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน
เพราะว่าทุกคนที่ขอก็ได้รับ คนที่แสวงหาก็พบ และคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา
ในพวกท่านมีใครบ้างที่จะเอาก้อนหินให้บุตร เมื่อเขาขอขนมปัง
หรือให้งูเมื่อบุตรขอปลา

การแสดงออกถึงความผูกพันที่ลูกมีต่อพ่อแม่ อย่างหนึ่ง คือ การที่ลูกนึกถึงพ่อแม่ เป็นอันดับแรก
ไม่ว่าจะสุข หรือ เศร้า
. . . . ผู้เป็นพ่อ เป็นแม่ คงเสียใจไม่น้อย หากลูกของตนไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเวลามีปัญหา
. . . . พระบิดาของเราก็เช่นกัน พระองค์ปรารถนาที่จะได้ยินคำอธิฐานของเรา บอกความต้องการของเรา
ให้พระองค์ช่วยเหลือ

พระเยซู ได้ตรัสไว้ใน มัทธิว 7: 10 อีกว่า
“เหตุฉะนั้น ถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนชั่ว ยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตน
ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใดพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์จะประทานของดีแก่ผู้ที่ขอจากพระองค์”

การที่พระเยซูบอกให้เราขอ ก็เพื่อให้เรามีชีวิตที่ผูกพันอยู่กับพระเจ้า
และท่าทีในการขอต่อพระเจ้านั้น คือ
“จงเชื่อ” เชื่อว่าจะได้รับ เชื่อในฤทธานุภาพของพระเจ้า เหมือนตนเองเป็นเด็กเล็กๆ
ที่เข้ามาขอจากพ่อด้วยความเชื่อ วางใจ
“อย่าสงสัย” เพราะผู้ที่สงสัย ก็เป็นเหมือนคนสองใจ เหมือนคลื่นในทะเลที่ซวนเซ ไปมา
และ “จงถ่อมใจ” และไว้วางใจในพระเจ้า

ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งคือ “ขอในสิ่งที่ชอบธรรม”
ในบางทีท่านขอ แต่ ไม่ได้เพราะว่าท่าน “ขอผิด”

ใน ยากอบ 4:3 บอกไว้ว่า
“ท่านขอและไม่ได้รับ เพราะท่านขอผิด หวังได้ไปเพื่อสนองราคะตัณหาของท่าน”

ขอบคุณพระเจ้าที่ไม่ให้แก่เรา เมื่อเราขอผิด . . .



ในพระคัมภีร์เดิมมีหลายคนที่ประสบความสำเร็จและได้รับพระพรจากพระเจ้า
เพราะว่า พวกเค้า “ขอต่อพระองค์”

มีคนหนึ่งที่คำอธิฐานของเค้าได้มีหลายคนนำมาเป็นแบบอย่าง จนประสบความสำเร็จในชีวิต
คนผู้นั้นคือ ยาเบส

ใน 1 พงศาวดาร 4:9
ฝ่ายยาเบสเป็นผู้มีเกียรติกว่าพี่น้องทั้งหลายของเขา มารดาของเขาเรียกชื่อเขาว่า ยาเบส
กล่าวว่า "เพราะเราคลอดเขาด้วยความเจ็บปวด"

(เรียกง่ายๆ ก็คือ “นายเจ็บปวด” แต่ยาเบสไม่ยอมให้ชื่อมากำหนดชะตาในชีวิตเค้าให้เป็นไปตามชื่อ)

ต่อมาใน 1 พงศาวดาร ข้อ 10
ยาเบสทูลพระเจ้าของอิสราเอลว่า
"โอ ขอพระองค์ทรงอวยพระพรแก่ข้าพระองค์ และขยายเขตแดนของข้าพระองค์
และขอพระหัตถ์ของพระองค์อยู่กับข้าพระองค์ และขอพระองค์ทรงรักษาข้าพระองค์ให้พ้นจากเหตุร้าย เพื่อมิให้ข้าพระองค์เจ็บใจปวดกาย"

เห็นได้ว่า ถึงแม้ เค้าจะชื่อว่า “นายเจ็บปวด”
แต่เค้าเชื่อว่า พระเจ้าสามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตของเค้า
ทำให้เค้าไม่ต้องเจ็บใจ และปวดกาย

. . . และต่อ ในข้อเดียวกันนั่นเอง(ข้อ10) พระคัมภีร์ได้บันทึกอีกว่า
“และพระเจ้าทรงประสาทตามที่เขาทูลขอ”

ทำไมยาเบสพบความสำเร็จมากกว่าพี่น้องคนอื่นๆ ทั้งๆที่ชื่อของเค้ามันอัปมงคล !!
เค้าไม่ได้พบความสำเร็จเพราะเค้า เก่งกว่า พี่น้องคนอื่นๆ
เค้าไม่ได้พบความสำเร็จเพราะเค้า หน้าตาดี กว่าพี่น้องคนอื่นๆ
กลับกัน เขาด้อยกว่าพี่น้องของเค้าทั้งหมด
...แต่ พระคัมภีร์บันทึกว่า “เค้าเป็นผู้มีเกียรติกว่าพี่น้องทั้งหลายของเขา”

เพราะอะไร?
เพราะว่าเค้า ถ่อมใจ ทูลขอต่อพระเจ้าให้อวยพระพรในชีวิตของเค้า และพระเจ้าก็ให้ตามที่เค้าขอ


ใน ยากอบ 4:2 บอกว่า
“ท่านทั้งหลายอยากได้ แต่ไม่ได้ ท่านก็ฆ่ากัน ท่านโลภแต่ไม่ได้ ท่านก็ทะเลาะและทำสงครามกัน
ที่ท่านไม่มีเพราะท่าน ไม่ได้ขอ ”

และพี่น้องคนอื่นๆ ไม่ได้รับพระพรเหมือนยาเบส เพราะพี่น้องคนอื่น “ไม่ได้ขอ”

. . . สำรวจตัวเราเอง ว่าทำไมวันนี้ ทำไมเราไม่ได้ สิ่งที่เราควรจะได้
เป็นเพราะเราลืมทำอะไรบางอย่างเหมือนพี่น้องของยาเบสหรือป่าว?

ในเรื่องนี้ เราอาจจะนึกถึงอีกคน คือ “กษัตริย์ดาวิด”
ท่านผู้นี้ แตกต่างกับยาเบสที่ขอสั้นๆ( แต่พระเจ้าก็ยังอวยพระพรเขาซะขนาดนั้น)
แต่กษัตริย์ดาวิดนั้น ท่านทูลขอต่อพระเจ้าในทุกๆ สิ่ง

กำเนิดของท่านเป็นคนเลี้ยงแกะ เป็นลูกคนสุดท้อง เล็กกว่าคนอื่น ด้อยกว่าคนอื่น
แต่ทว่าต่อมา ดาวิด ได้เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชนชาติอิสราเอล
ดาวิดประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่เขากระทำ เพราะ . . “เขาทูลขอ”

(ถ้าท่านอยากรู้ว่าดาวิดขออะไรจากพระเจ้าบ้างไปอ่านได้ใน เพลงสดุดี 56)


โลกนี้บอกว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
แต่พระคัมภีร์บอกว่า จงพึ่งพระเจ้า

พระเยซูคริสต์ได้หนุนใจเรา ไว้ใน ยอห์น 16:23 - 24 ว่า
ในวันนั้นท่านจะไม่ถามอะไรเราอีก เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า
ถ้าท่านจะขอสิ่งใดจากพระบิดาในนามของเรา พระองค์จะทรงประทานสิ่งนั้นให้แก่ท่าน
แม้จนบัดนี้ท่านยังไม่ได้ขอสิ่งใดในนามของเรา จงขอเถิดแล้วจะได้
เพื่อความชื่นชมยินดีของท่านจะมีเต็มเปี่ยม

ขอบคุณพระเจ้า . . . พระเจ้าต้องการให้ลูกของพระองค์ มาหาพระองค์ และขอต่อพระองค์
ไม่ต้องไปสนใจว่า คนอื่นจะว่าเรา อ่อนแอ เป็นลูกขี้แย อะไรๆ ก็พระเจ้า
จงระลึกไว้เสมอว่า คราวที่พระเยซูคริสต์ดำเนินชีวิตอยู่บนโลกนี้ อะไรๆ ก็พระบิดา . . . เหมือนกัน

ให้เรารู้ว่า ชีวิตของเราถ้าไม่มีพระเจ้า มันก็คือความว่างเปล่า คือ ความล้มเหลว
ให้พระเจ้าเป็นศูนย์กลางในชีวิตของเรา ให้เราดำเนินชีวิตตามที่พระเยซูได้ตรัสว่า

“ถ้าแยกจากเราแล้ว ท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย”

สุดท้ายนี้ ขอพระเจ้าทรงช่วยเราที่เราจะเรียนรู้จักที่จะเข้ามาหาพระองค์ และกล้าที่จะทูลขอต่อพระองค์
ใน ฮีบรู 4:16
ฉะนั้นขอให้เราทั้งหลายจงมีใจกล้าเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณ เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา
และจะได้พบพระคุณที่จะช่วยเราในขณะที่ต้องการ

พระที่นั่งที่เราเข้ามาหาพระเจ้า ไม่ใช่พระที่นั่งแห่งการพิพากษา แต่เป็นพระที่นั่งแห่งพระคุณ
เป็นพระที่นั่งที่พระเจ้าพร้อมที่จะรับฟังและช่วยเหลือเรา . . .

ขอพระเจ้าทรงนำเรา ที่เราจะร้องขอต่อพระองค์ เพื่อพระองค์จะเติมส่วนที่ขาดให้กับเรา
เพื่อให้เรามีชีวิตที่ครบบริบูรณ์ และสามารถใช้เป็นคำพยานให้กับผู้ที่ยังไม่เชื่อพระเจ้า
และที่เราจะถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วยชีวิตของเรา ที่สำเร็จได้ด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์
ในนามพระเยซูคริสต์เจ้า เอเมน

จากคุณ : ~ Jenny B. Good ~
http://i-love-my-life.bloggang.com/

วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ไม่มีการกล่าวโทษ ในพระคริสต์

In Christ
ที่ๆ คุณพบว่าคุณเป็นใคร มีสิ่งใด และทำสิ่งใดได้ในพระคริสต์
Permalink : http://www.oknation.net/blog/inchrist วันศุกร์ ที่ 16 พฤศจิกายน 2550

Posted by ชาญชิต , ผู้อ่าน : 48 , 17:14:59 น.


ในพระคริสต์ ไม่มีการกล่าวโทษ


เหตุฉะนั้นการลงโทษจึงไม่มีแก่คนทั้งหลายที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ (ผู้ไม่ดำเนินตามฝ่ายเนื้อหนัง แต่ตามฝ่ายพระวิญญาณ) - รม. ๘:๑



“การลงโทษ” ในภาษากรีกนอกจากแปลว่า “การลงโทษ” แล้วยังหมายถึง “การกล่าวโทษ, การตัดสินว่าเป็นคนใช้ไม่ได้, ด่าว่า, ตำหนิ. ตราหน้า” ด้วย



แม้คริสเตียนจะอยู่ในพระคริสต์แล้วก็ตาม (๒ คร. ๕:๑๗) แต่คริสเตียนจำนวนมากยังคงถูกพันธนาการด้วยการกล่าวโทษตนเอง การกล่าวโทษตนเองนี้คืออุปสรรคขัดขวางการมีความสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้า กับพี่น้องคริสเตียน ขัดขวางการดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์ ขัดขวางการกระทำงานมอบหมายจากพระเจ้าให้สำเร็จในชีวิต



แต่จากข้อนี้กล่าวว่า “การกล่าวโทษจึงไม่มีแก่คนทั้งหลายที่อยู่ในพระเยซูคริสต์” แล้วทำไมคริสเตียนมากมายยังคงทนทุกข์ทรมานกับการกล่าวโทษอยู่ ใครเป็นผู้กล่าวโทษเขา?


หากถามคริสเตียนส่วนใหญ่จะตอบไปในแนวเดียวกันคือ “พระวิญญาณทรงกล่าวโทษฉัน” โดยอ้าง ยน. ๑๖:๘ “...พระองค์จะทรงกระทำให้โลกรู้แจ้งในเรื่องความผิด ความชอบธรรม และการพิพากษา” แต่เขาลืมไปว่าข้อนี้พระองค์ทรงแจ้งความผิดกับ “โลก” ไม่ใช่กับคุณ “โลก” หมายถึงใคร คำตอบอยู่ในข้อต่อไป ข้อ ๙ “ในเรื่องความผิดนั้น คือเพราะเขาไม่วางใจในเรา” “โลก” คือทุกคนที่ไม่วางใจในพระเยซู” เมื่อคริสเตียนประกาศข่าวประเสริฐเรื่องการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซู (ถ้าไม่พูดเรื่องการเป็นขึ้นจากความตาย ก็ไม่ใช่ข่าวประเสริฐ) พระวิญญาณจะทรงแจ้งสามสิ่งต่อคนที่คุณประกาศ คือความผิด ความชอบธรรมและการพิพากษา เพื่อเขาจะรู้แจ้งและตัดสินใจรับความรอด ดังนั้นพระวิญญาณไม่ทรงกล่าวโทษคุณ!



แล้วใครกันที่กำลังกล่าวโทษคุณอยู่ในเวลานี้ มีสองบุคคล



๑. จิตสำนึกคุณเอง - เปาโลกล่าวว่าจิตสำนึกมนุษย์จะกล่าวโทษตนเมื่อตนทำผิด


“...ใจสำนึกผิดชอบก็เป็นพยานของเขาด้วย ความคิดขัดแย้งต่างๆของเขานั้นแหละจะกล่าวโทษตัวเขา...” (รม. ๒:๑๕)



๒. มาร - พระธรรมวิวรณ์กล่าวว่ามารเป็น “ผู้ที่กล่าวโทษพวกพี่น้องของเรา ต่อพระพักตร์พระเจ้าทั้งกลางวันและกลางคืน”



ความแตกต่างระหว่างจิตสำนึกกับมารคือ คุณสามารถทำบางสิ่งที่ผมจะแบ่งปันต่อจากนี้ แล้วจิตสำนึกของคุณจะเลิกกล่าวโทษ และคุณจะมีจิตสำนึกบริสุทธิ์ต่อพระเจ้าได้ (กจ. ๒๓:๑) แต่คุณอย่าหวังว่ามารจะเลิกกล่าวโทษคุณง่ายๆ



ทันทีที่จิตสำนึกเตือนคุณว่าคุณบาปหรือพลาดเป้า อย่าวิ่งหนีพระเจ้าแต่จงวิ่งเข้าหา พระองค์เท่านั้นที่ช่วยคุณได้ พระองค์ทรงพร้อมยกบาปทั้งสิ้นให้คุณ และทรงพร้อมที่จะชำระคุณให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น มั่นใจในความสัตย์ซื่อและความเที่ยงธรรมของพระองค์ได้เลย (๑ ยน. ๑:๙) แล้วจิตสำนึกของคุณจะเลิกกล่าวโทษคุณ



ข้อความท้ายข้อในวงเล็บซึ่งไม่ปรากฏในพระคัมภีร์ฉบับภาษาไทย แต่มีในฉบับ Textus Receptus ซึ่งเป็นต้นฉบับของคิงเจมส์ เวอร์ชั่น นั่นคือ (ผู้ไม่ดำเนินตามฝ่ายเนื้อหนัง แต่ตามฝ่ายพระวิญญาณ) หากคุณดำเนินชีวิตตามผ่ายวิญญาณ ดำเนินโดยความรัก ดำเนินตามพระวจนะ จิตสำนึกคุณจะไม่กล่าวโทษคุณเลย




แต่อย่าคิดว่ามารจะเลิกกล่าวโทษคุณ ถ้าคุณอนุญาตมัน มันจะกล่าวโทษคุณไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิตคุณ ความแตกต่างระหว่างพระเจ้ากับมารคือ เมื่อพระเจ้าทรงอภัย พระองค์จะไม่ทรงจดจำ (อสย. ๔๓:๒๕) แต่มารจะจดจำทุกเรื่องของคุณ และคอยรื้อฟื้นทั้งกลางวันและกลางคืน และเพราะคริสเตียนเข้าใจผิดว่าพระเจ้าทรงกล่าวโทษเขา เขาจึงยอมให้คำกล่าวโทษนี้ครอบงำชีวิตเขาไปตลอด โดยเข้าใจผิดว่าเขากำลังคิดอย่างคนถ่อมใจ ซึ่งส่งผลร้ายต่อความสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้า กับพี่น้องคริสเตียน ขัดขวางการดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์ ขัดขวางการกระทำงานมอบหมายจากพระเจ้าให้สำเร็จในชีวิต อาการแบบนี้จะดำเนินไปตลอดชีวิตเขา



ถึงเวลาแล้วที่จะกล่าวถ้อยคำแห่งความเชื่อ นั่นเป็นการต่อต้านมาร แล้วมารจะหนีคุณไป (ยก. ๔:๗)



แล้วจิตสำนึกของคุณจะเข้มแข็งขึ้น และบริสุทธิ์ต่อพระพักตร์พระเจ้า คุณจะมีความสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้า กับพี่น้องคริสเตียน ดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์ กระทำงานมอบหมายจากพระเจ้าจนสำเร็จในชีวิต นั่นคือความสุขที่แท้จริงในชีวิต



ถ้อยคำสำหรับกล่าวด้วยความเชื่อ: เหตุฉะนั้นการลงโทษ การกล่าวโทษ การตัดสินว่าเป็นคนใช้ไม่ได้ ด่าว่า ตำหนิ ตราหน้า จึงไม่มีแก่ข้าพเจ้าที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ เพราะข้าพเจ้าไม่ดำเนินตามฝ่ายเนื้อหนัง แต่ตามฝ่ายพระวิญญาณ

My Blog

  • วินัยของน้องหมา (ข้างถนน) - วันที่ 18/8/2011 เช้านี้ขณะที่รถติดไฟแดงอยู่บริเวณสี่แยกสามย่าน ซึ่งเบื้องหน้าเป็นจามจุรีสแควร์นั้น พลันก็เหลือบเห็นน้องหมาตัวหนึ่งเดินข้ามทางม้าลายด้วยอ...
    15 ปีที่ผ่านมา
  • บทความคริสเตียน - บทความคริสเตียน http://www.gracezone.org/index.php/christian-articles บทความทางด้านจิตวิญญาณ หลักข้อเชื่อ พระเจ้า พระคัมภีร์ พระเจ้า พระคัมภีร์ แนวทางในการ...
    17 ปีที่ผ่านมา
  • คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู - คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู วัน พุธ 08 ต.ค. 08@ 17:47:37 ICT หัวข้อ: สรุปคำเทศนาประจำอาทิตย์ ดร.ทะนุ วงค์ธนานุกุล วัน อาทิตย์ ที่ 21 กันยายน 2008 พระธร...
    18 ปีที่ผ่านมา
  • - แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้...
    18 ปีที่ผ่านมา

Christian Blog

บล็อกวาไรตี้

เทคโนโลยี

ดาวน์โหลดโปรแกรมมาใหม่ล่าสุด |

วาไรตี้

ข่าวประจำวัน

สารบัญเว็บไทย

กินลม ชมทะเล ที่มาร์คเฮ้าส์บังกะโล เกาะกูด จ.ตราด

Thailand Map