Custom Search By Google

Custom Search

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

1.ชีวิตที่ติดสนิทกับพระเจ้า

เราทุกคนในที่นี้ มาอยู่ที่นี่ได้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงจัดเตรียม พระเจ้าทรงเลือกเราไว้แล้ว และพระองค์ทรงรู้จักเราแต่ละคนเป็นการส่วนตัว

ขอหนุนใจที่เราจะจัดลำดับความสำคัญในชีวิตให้ดี ให้พระเจ้าเป็นที่หนึ่งในชีวิตเสมอ

"แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน
แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้" (มัทธิว 6:33)

เวลาเล่น ก็ให้เราเล่นเต็มที่ แต่เวลาที่เราให้พระเจ้า ก็ขอที่เราจะเอาจริงเอาจัง ให้พระเจ้าเต็มที่เช่นกัน

ถ้าเรารู้จักความรักที่พระเจ้ามีต่อเรา ชีวิตของเราจะไม่เหมือนเดิม ชีวิตของเราจะได้รับการเปลี่ยนแปลง ชีวิตของเราจะมีผลกระทบต่อคนรอบข้าง จึงขอหนุนใจที่เราจะเริ่มแสวงหาพระเจ้าตั้งแต่อายุยังไม่มาก เพราะเราจะมีชีวิตอยู่อีกนาน แล้วเราจะมีชีวิตที่มีสันติสุขอย่างที่โลกให้เราไม่ได้

บ่อยครั้ง เมื่อเรานึกถึงภาพของคนที่ติดสนิทกับพระเจ้า เราจะนึกถึงคนที่มีลักษณะ active มีบทบาทเยอะในคริสตจักร พูดอะไรก็น่าฟัง มีข้อคิดที่ดี แต่พระคัมภีร์กล่าวถึงลักษณะของผู้ที่ติดสนิทกับพระเจ้าว่าอย่างไร?




--------------------------------------------------------------------------------

"1 เราเป็นเถาองุ่นแท้ และพระบิดาของเราทรงเป็นผู้ดูแลรักษา
2 แขนงทุกแขนงในเราที่ไม่ออกผล พระองค์ก็ทรงตัดทิ้งเสีย และแขนงทุกแขนงที่ออกผล
พระองค์ก็ทรงลิดเพื่อให้ออกผลมากขึ้น
3 ท่านทั้งหลายได้รับการชำระให้สะอาดแล้วด้วยถ้อยคำที่เราได้กล่าวแก่ท่าน
4 จงเข้าสนิทอยู่ในเรา และเราเข้าสนิทอยู่ในท่าน แขนงจะออกผลเองไม่ได้ นอกจากจะติดอยู่กับเถาฉันใด
ท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้ นอกจากจะเข้าสนิทอยู่ในเราฉันนั้น
5 เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนง ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย
6 ถ้าผู้ใดมิได้เข้าสนิทอยู่ในเรา ผู้นั้นก็ต้องถูกตัดทิ้งเสียเหมือนแขนง แล้วก็เหี่ยวแห้งไป และถูกเก็บเอาไปเผาไฟ
7 ถ้าท่านทั้งหลายเข้าสนิทอยู่ในเรา และถ้อยคำของเราฝังอยู่ในท่านแล้ว ท่านจะขอสิ่งใด ซึ่งท่านปรารถนาก็จะได้สิ่งนั้น
8 พระบิดาของเราทรงได้รับเกียรติเพราะเหตุนี้คือเมื่อท่านทั้งหลายเกิดผลมาก ท่านก็เป็นสาวกของเรา
9 พระบิดาทรงรักเราฉันใด เราก็รักท่านทั้งหลายฉันนั้น จงยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา
10 ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามบัญญัติของเรา ท่านก็จะยึดมั่นอยู่ในความรักของเรา
เหมือนดังที่เราประพฤติตามพระบัญญัติของพระบิดา และยึดมั่นอยู่ในความรักของพระองค์
11 นี่คือสิ่งที่เราได้บอกแก่ท่านทั้งหลายแล้ว เพื่อให้ความยินดีของเราดำรงอยู่ในท่าน และให้ความยินดีของท่านเต็มเปี่ยม" (ยอห์น 15:1-11)


--------------------------------------------------------------------------------

1. รู้ว่าพระเจ้าทรงรักเรา

พระเยซูคริสต์ทรงเปรียบเทียบว่า พระองค์เป็นเถาองุ่น และพวกเราก็เป็นแขนง เป็นต้นเดียวกัน โดยมีพระบิดาเป็นผู้ดูแลรักษา เราทุกคนได้รับสารอาหารจากท่อลำเลียงเดียวกัน ถ้าแยกจากพระเยซูคริสต์แล้ว เราจะทำอะไรไม่ได้เลย

พระเยซูคริสต์ทรงแยก "แขนง" ออกเป็น 2 ประเภทเท่านั้น ได้แก่

ผู้ที่เข้าสนิท และมีหลักฐานของการเข้าสนิท

ผู้ที่ไม่เข้าสนิท และถูกตัดทิ้งเสีย

พระเยซูคริสต์ไม่ได้ตรัสถึงแขนงประเภทอื่นนอกจากสองประเภทนี้ เพราะไม่มีผู้ใดที่เข้าสนิทและไม่เกิดผล ตรงกันข้าม ไม่มีผู้ใดที่เกิดผลโดยไม่ได้ติดสนิทกับพระองค์

พระเยซูคริสต์แสดงให้เห็นถึงคุณภาพชีวิตอย่างที่พระเยซูคริสต์อยากให้เราเป็น คือ เป็นชีวิตที่เป็นเนื้อเดียวกันกับพระองค์

พระเจ้าสร้างเรา เพื่อที่จะทรงรักเรา และให้เรารักพระองค์

ที่สวนเอเดน พระเจ้าสร้างอาดัมและเอวา ทั้งสองอยู่กับพระเจ้าได้อย่างสนิทสนม สามารถคุยกันได้แบบหน้าต่อหน้า จนกระทั้งทั้งคู่ทำบาป

เช่นเดียวกันพระเจ้าสร้างเราแต่ละคนด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ด้วยความคิดของพระองค์เอง พระองค์ทรงออกแบบเราไว้อย่างดี มีแผนการอย่างดี มีเป้าหมายชีวิตที่งดงามสำหรับเราแต่ละคน และพระองค์ทรงต้องการที่จะสัมพันธ์สนิทกับเราด้วยความรัก

เวลาที่มีใครที่มารักเรา เราจะรู้สึกว่าตัวเราเป็นที่รัก เป็นคนพิเศษ เราจะมีความรู้สึกที่พิเศษ เช่นเดียวกัน พระเจ้ารักเรา และเราเป็นคนพิเศษในสายพระเนตรของพระเจ้า

รากฐานแรกที่พระเจ้าต้องการวางให้เป็นรากฐานในชีวิตของเรา คือ "ความรัก"

"17 เพื่อพระคริสต์จะทรงสถิตในใจของท่านทางความเชื่อ เพื่อว่าเมื่อท่านได้วางรากลงมั่นคงในความรักแล้ว
18 ท่านก็จะได้มีความสามารถหยั่งรู้พร้อมกับธรรมิกชนทั้งหมด ถึงความกว้าง ความยาว ความสูง ความลึก
19 คือให้ซาบซึ้งในความรักของพระคริสต์ซึ่งเกินความรู้ เพื่อท่านจะได้รับความไพบูลย์ของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม" (เอเฟซัส 3:17-19)

รากที่แข็งแร่งที่สุด คือ ความรักที่ไม่มีวันสูญสิ้น ความรักซึ่งเป็นของใหม่ทุกเวลาเช้า ซึ่งเราได้รับจากพระเจ้า

หมู่เกาะในแถบแฟซิฟิก ในแต่ละเกาะก็จะมีวัฒนธรรมต่าง ๆ กัน

มีหมู่บ้านหนึ่งในเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งมีวัฒนธรรมที่เมื่อมีใครมาขอลูกสาว จะต้องมีของมาแลก และอัตราจะขึ้นกับความสวยของผู้หญิง มีตั้งแต่ไข่ไก่ จนถึงวัวทั้งตัว

มีอยู่ครอบครัวหนึ่ง คุณพ่อเป็นชาวนา มีลูกสาวสองคน ลูกสาวคนโตหน้าตาธรรมดา และลูกสาวคนเล็กสวยมาก

วันหนึ่งก็มีผู้มาขอลูกสาวคนเล็ก พี่สาวของเขาก็คิดมาก เพราะว่าหากว่าพี่สาวไม่แต่งงาน น้องสาวก็คงจะไม่สามารถแต่งงานได้

ในที่สุด ก็มีพ่อค้าคนหนึ่งเดินทางมาเยี่ยมครอบครัวนี้ประจำ และเขาก็ได้มาขอพี่สาวคนโต พี่สาวเลยคิดว่า ถ้าหากเขาไม่รีบแต่งไป น้องสาวจะหมดโอกาสที่จะแต่งงาน เขาจึงรับแต่งงานทันที เพราะอยากให้น้องสาวได้แต่งงาน

ปรากฎว่าในที่สุด คนที่มาขอน้องสาว ได้ให้ไก่มา 2 ตัว พ่อก็คิดว่าคนที่มาขอพี่สาวคงจะให้น้อยกว่านั้น แต่ปรากฎว่า พ่อค้าคนนั้น รักพี่สาวมาก รักอย่างจริงใจมาก แม้ว่าจะพี่สาวคนนี้จะมีหน้าตาธรรมดา พ่อค้าคนนี้ได้นำวัว 8 ตัวมาแลกเปลี่ยน หลังจากนั้น พี่สาวคนนี้จึงได้รับสมยานามว่า "เจ้าสาววัวแปดตัว"

หญิงที่เป็นลูกสาวคนโต ก็ได้ย้ายไปอยู่กับพ่อค้า ไปอยู่ในเกาะแห่งหนึ่ง และใช้ชีวิตกับภรรยาอย่างมีความสุข หลังจากนั้น "เจ้าสาววัวแปดตัว" ก็กลายเป็นหญิงที่สวยขึ้นเรื่อย ๆ

การที่ได้รับความรัก การที่ได้เป็นที่รัก จะเปลี่ยนทัศนคติที่เรามีต่อตัวเอง เวลาที่เรามีทัศนคติที่ดีต่อตัวเอง รู้ว่าตัวเองมีค่า ชีวิตก็จะเปลี่ยนไป

พระเจ้ารักเรา และเวลาที่พระเจ้าจะมาขอเรา พระองค์ก็จะมาขอเราด้วยสิ่งที่ดีที่สุดที่พระองค์มี เพื่อจะได้เราเป็นของพระองค์ นั่นก็คือ พระเยซูคริสต์ พระองค์มาขอเพื่อที่เราจะเป็นของพระองค์ อยากให้เรารับสิ่งนี้ไว้ในจิตใจ

คนที่ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นที่รัก ก็จะมีความทุกข์มาก แม้ว่าจะมีหน้าตาดี เรียนเก่ง แต่ถ้าไม่รู้สึกว่าเป็นที่รัก เราก็จะไม่สามารถรักใครได้ทั้งนั้น รวมถึงเราไม่สามารถที่จะรักตัวเองได้เช่นกัน

ปัญหาใหญ่ของคนที่ติดยาเสพติด คือ เขาไม่รักตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า

เราจะรักตัวเอง เมื่อเรารู้ว่ามีผู้หนึ่งรักเรามาก แลพระเจ้ายิ่งใหญ่สูงสุด พระองคืทรงรักเรามาก พวกเรามีโอกาสดีมาก ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ดี มีคนที่ให้ความรักแก่เรา แต่มากกว่านั้น คือ ความรักที่พระเจ้าพระบิดามีต่อเรา

เราแต่ละคน เราเปรียบเหมือนเจ้าสาววัวแปดตัวของพระองค์

พระเยซูคริสต์ทรงเรียกร้องให้เรามีคุณภาพชีวิตเช่นนี้

เราอาจรู้สึกว่า พระเจ้ารักคนนั้นมากว่าเรา เพราะว่าคนนั้นดีกว่าเรา นี่เป็นการโกหก เพราะแท้จริงแล้ว พระเจ้ารักเราอย่างถึงที่สุด ไม่มีใครแทนที่เราได้ นี่เป็นรากฐานของชีวิตคริสเตียน เป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้

ถ้าหากเรารู้ว่าพระเจ้ารักเรา ชีวิตเราจะมีความสุขมาก ชีวิตของเราจะมีความมั่นใจ เรามีคุณค่า เราเป็นที่รัก นี่เป็นความจริง

"ตะวันออกไกลจากตะวันตกเท่าใด พระองค์ทรงปลดการละเมิดของเราจากเราไปไกลเท่านั้น" (สดุดี 103:12)

"เพราะภูเขาอาจจะพรากจากไป และเนินอาจจะคลอนแคลน แต่ความรักมั่นคงของเราจะไม่พรากไปจากเจ้า และพันธสัญญาแห่งสันติภาพของเราจะไม่คลอนแคลนไป พระเจ้าผู้มีความสมเพชต่อเจ้าตรัสดังนี้" (อิสยาห์ 54:10)

คุณภาพความสนิทสนม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรารับใช้มากเพียงใด ไม่ได้ขึ้นกับว่าเรามีความสามารถมากเพียงใด ไม่ใช่การตอบพระคัมภีร์เก่ง แต่สัญญาณอย่างหนึ่งของคนที่มีชีวิตใกล้ชิดกับพระเจ้า คือ ความรัก คือเรารู้ว่าพระเจ้ารักเรา

บางคนมีความรู้พระคัมภีร์ดีมาก แต่ไม่มีความรัก ขี้หงุดหงิด ไม่มีความสุข นี่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะติดสนิทกับพระเจ้า

เวลาเราสนิทกับพระเจ้า เราจะรู้สึกว่าพระเจ้ารู้สึกอย่างไรกับเรา

เรารู้หรือไม่ว่าพ่อแม่รักเรา? แม้ว่าพ่อแม่จะไม่พูด แต่เรารู้ได้ จากบางสิ่งบางอย่าง

เช่นกัน เราสนิทกับพระเจ้า เรารู้ว่าพระเจ้ารักเรา เราซาบซึ้งในความรักของพระองค์ และความรักจะซ่านในชีวิต ความรักจะแผ่ออกมา แสดงออกมาเป็นความสุข เราจะทำสิ่งที่ดีกับตนเอง และกับคนอื่น เหมือนแก้วน้ำที่ล้น จึงจะสามารถล้นให้แก่คนอื่นได้

เราจะต้องยึดมั่นกับพระเจ้าเสมอ แม้ว่าเราจะผิดหวังในเรื่องต่าง ๆ แต่เราจะต้องยึดมั่นเสมอว่า พระเจ้ารักเรา พระเจ้าทรงมีแผนการที่ดีสำหรับชิวตของเราเสมอ



2. ถ้อยคำของพระเจ้าฝังอยู่ในชีวิต

เมื่อเรายึดมั่นกับพระเจ้า ถ้วยคำของพระเจ้าอยู่ในชีวิตของเรา และพระบัญญัติของพระองค์จะไม่เป็นภาระ

"เพราะนี่แหละเป็นความรักต่อพระเจ้า คือที่เราทั้งหลายประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์ และพระบัญญัติของพระองค์นั้นไม่เป็นภาระ" (1ยอห์น 5:3)

เมื่อเรารักพระเจ้า ถ้อยคำของพระเจ้าจะฝังในตัวเรา และการปฏิบัติตามบัญญัติเหล่านั้นจะไม่เป็นภาระ

แม้ว่ากายจะยากลำบาก แต่เราก็จะยังมีความสุข เมื่อเราใกล้ชิดพระเจ้า

เวลาที่เราสนิทกับพระเยซู เรารักพระเยซู เราจะเลือกที่จะเชื่อฟังโดยอัตโนมัติ เพราะเรารู้ว่า เชื่อฟังก็ปลอดภัย เชื่อฟังก็ดีกว่า เพราะสิ่งที่พระเจ้าจัดเตรียม ย่อมดีกว่าที่เราคิดมาก พระบัญญัติของพระองค์จะไม่เป็นภาระเลย นี่เป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่ติดสนิทกับพระเจ้า

พระบัญญัติของพระเจ้า ทำให้เราวิ่งในเสรีภาพของความจริง ในสิ่งที่ถูกต้อง ทำให้เราฉลาด )

"พระบัญญัติของพระองค์กระทำให้ข้าพระองค์ฉลาดกว่าศัตรูของข้าพระองค์
เพราะพระบัญญัตินั้นอยู่กับข้าพระองค์เสมอ" (สดุดี 119:98)

"ข้าพระองค์จะวิ่งในทางพระบัญญัติของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงขยายความเข้าใจของข้าพระองค์" (สดุดี 119:23)

สัญลักษณฺเหล่านี้ เป็นอาการที่ตามมาจากการที่เราติดสนิทกับพระเจ้า รู้จักกับพระเจ้า ซาบซึ้งในความรักของพระเจ้า และพระบัญญัติของพระเจ้าฝังอยู่ในตัวของเรา



3. ชีวิตที่เกิดผล

สัญญาณตามมา ก็คือ ชีวิตของเราจะเกิดผล เป็นชีวิตที่มีผลกระทบ มีอิทธิพลทางฝ่ายวิญญาณ เป็นชีวิตที่จะนำแผ่นดินของพระเจ้าเข้าสู่ในชีวิตของคนอื่น ๆ เข้าในสถานการณ์ สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเรา

ผลเหล่านี้ เป็นผลแบบที่เกิดโดยไม่รู้ตัว เป็นสิ่งที่เราจะมีเมื่อเราติดสนิทกับพระเจ้า ผลที่เกิดขึ้นอาจจะไม่สามารถที่จะเห็นเป็นชิ้นเป็นอัน แต่จะเป็นสิ่งที่เกิดผลแบบเป็นธรรมชาติ และประเมินค่าไม่ได้ วัดไม่ได้

มีหลาย ๆ คน เป็นพรต่อชีวิตของข้าพเจ้า แม้ว่าจะเป็นน้อง หรือเป็นพี่ แม้ว่าเขาเหล่านั้นจะไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นสิ่งที่เกิดอย่างเป็นธรรมชาติ เจ้าตัวไม่รู้ แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว มีผลกระทบต่อชีวิตของข้าพเจ้า



4. พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐาน

นอกจากนี้ ในพระคัมภีร์ตอนนี้ มีพระสัญญาว่า ถ้าหากเราเข้าติดสนิทกับพระองค์ เมื่อเราขอสิ่งใด พระองค์ก็จะทรงประทานสิ่งนั้น พระเจ้าจะทรงฟังคำอธิษฐานของเรา

พระคัมภีร์หลายตอน ท้าท้ายให้เราเข้าสนิทกับพระองค์ ให้พระคำของพระองค์ฝังในชีวิตของเรา และพระองค์จะทรงตอบคำอธิษฐานของเรา เป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างมาก และนี่ก็เป็นอีกสัญญาณหนึ่งของชีวิตที่ติดสนิทก็คือ พระเจ้าจะตอบคำอธิษฐานของผู้นั้น ยกเว้นสิ่งที่เราขอไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา

หญิงคนหนึ่ง ชื่อ รูส อธิษฐานว่าอยากแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่งอย่างมาก แต่พระเจ้าไม่ตอบคำอธิษฐานของเขา และในที่สุด เขาก็กลับได้แต่งงานกับอีกคนหนึ่ง ที่ชื่อ บิลลี่ เกรแฮม ซึ่งเป็นนักประกาศระดับโลก

อยากให้เรื่องนี้เป็นที่หนุนใจแก่เรา ว่าพระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกของพระองค์เสมอ



ขอเราที่จะมีโอกาสใคร่ครวญ อธิษฐานต่อพระเจ้า ขอที่เราจะสัมผัสถึงความรักของพระเจ้า

"เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ ความรัก และการบังคับตนเองให้แก่เรา" (2ทิโมธี 1:7)

"17 เพื่อพระคริสต์จะทรงสถิตในใจของท่านทางความเชื่อ เพื่อว่าเมื่อท่านได้วางรากลงมั่นคงในความรักแล้ว
18 ท่านก็จะได้มีความสามารถหยั่งรู้พร้อมกับธรรมิกชนทั้งหมด ถึงความกว้าง ความยาว ความสูง ความลึก
19 คือให้ซาบซึ้งในความรักของพระคริสต์ซึ่งเกินความรู้ เพื่อท่านจะได้รับความไพบูลย์ของพระเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม" (เอเฟซัส 3:17-19)



อ. ตรูจิตต์ นีเดอร์เรอร์

สรุปคำเทศนาในค่ายสามคณะ "3 in 1" คริสตจักรสะพานเหลือง

ที่บ้านไร่ริมแควรีสอร์ท

เมื่อวันที่ 08/05/2009

เรื่อง ชีวิตที่ติดสนิทกับพระเจ้า

ฝ่าวิกฤติโดยฤทธิ์เดชพระเยซูคริสต์

ยามที่เจอวิกฤติ เจอมรสุมลูกใหม่ เราจะตั้งรับอย่างไร ? สิ่งแรกที่เราควรจะทำ ก็คือ เราต้องคุกเข่าอธิษฐานต่อพระเจ้า

บางครั้ง เมื่อเราเจอมรสุม เราอาจจะหามนุษย์ หาผู้รับใช้พระเจ้า แต่มนุษย์บางครั้งก็ไม่สามารถที่จะช่วยเราได้ สิ่งที่เราจะทำได้ดีที่สุด คือ คุกเข่าอธิษฐาน

ยิ่งทุกข์ต้องยิ่งรับใช้ ท้อใจยิ่งต้องหนุนใจผู้อื่น ยิ่งไม่มียิ่งต้องถวาย นี่แหละ คือสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้เราทำ ซึ่งสวนกระแสของโลกนี้

ข้าพเจ้าเป็นคนที่มีบุตรยากมาก แต่ขอบคุณพระเจ้า ข้าพเจ้าได้รับคำหนุนใจจากพระธรรมตอนนี้ และในที่สุดก็สามารถมีบุตรได้

"25 จงปรนนิบัติ พระเจ้าของเจ้า แล้วพระองค์จะทรงอวยพรแก่อาหาร และน้ำของเจ้า เราจะบันดาลให้โรคต่างๆ หายไปจากท่ามกลางพวกเจ้า
26 จะไม่มีการแท้งลูก หรือเป็นหมันในดินแดนของเจ้า เราจะให้เจ้ามีอายุยืนนาน" (อพยพ 23:25-26)

พระเจ้าทรงรักเรา เพียงแต่ขอที่เราจะมีใจให้กับพระองค์ พระองค์ทรงต้องการใจของเรา




--------------------------------------------------------------------------------

"39 ฝ่ายพระองค์ เสด็จออกไปยังภูเขามะกอกเทศตามเคย และเหล่าสาวกของพระองค์ก็ตามพระองค์ไป
40 เมื่อมาถึงที่นั่นแล้ว พระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า 'จงอธิษฐานเพื่อมิให้เข้าในการทดลอง'
41 แล้วพระองค์ดำเนินไปจากเขาไกลประมาณขว้างหินตก และทรงคุกเข่าลงอธิษฐาน
42 ว่า 'พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด'
43 ทูตสวรรค์องค์หนึ่งมาปรากฏแก่พระองค์ ช่วยชูกำลังพระองค์
44 เมื่อพระองค์ทรงเป็นทุกข์มากนัก พระองค์ยิ่งปลงพระทัยอธิษฐาน พระเสโทของพระองค์เป็นเหมือนโลหิตไหลหยดลงถึงดินเป็นเม็ดใหญ่
45 เมื่อทรงอธิษฐานเสร็จ และลุกขึ้นแล้ว พระองค์เสด็จมาถึงเหล่าสาวก พบเขานอนหลับอยู่ด้วยกำลังทุกข์โศก
46 พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า 'นอนหลับทำไม จงลุกขึ้นอธิษฐาน เพื่อท่านจะไม่ต้องถูกการทดลอง' " (ลูกา 22:39-46)


--------------------------------------------------------------------------------

1. อธิษฐานกับพระเจ้า

เมื่อเราเจอมรสุมชีวิต สิ่งแรกสุดที่เราควรจะทำ ก็คือ เราต้องเข้าอธิษฐานกับพระเจ้าก่อนเสมอ

เราเป็นมนุษย์ เราก็อยากหาที่พึ่ง อยากที่จะหาผู้ที่จะมาช่วยเรา แต่ขอที่เราจะเข้าหาพระเจ้าอันดับแรก เข้ามุมสงบของตนเอง ที่จะอยู่กับพระเจ้าผู้เดียวเท่านั้น และ อธิษฐานต่อพระเจ้า เพื่อที่จะรับกำลังจากพระองค์

ในพระคัมภีร์ตอนนี้ พระเยซูคริสต์ ทรงกำลังทุกข์หนักมาก ขณะที่พระองค์กำลังอธิษฐาน พระองค์กลับสามารถอธิษฐานได้ว่า "ขอให้เป็นไปตามพระทัยพระองค์"

เมื่อข้าพเจ้าอธิษฐาน ข้าพเจ้าจะอธิษฐานว่า "ถ้าข้าพระองค์จะทนทุกข์ ก็ขอที่จะทนทุกข์เพื่อพระองค์ ขอสันติสุขของพระองค์ ที่จะทำให้ผ่านวิกฤตินี้ไปได้"

พระเจ้าของเรายิ่งใหญ่ พระเจ้าทรงช่วยเราได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการงาน การเงิน สุขภาพ พระเจ้าเราช่วยเราได้จริง ๆ



2. เฝ้าระวังเสมอ

ชีวิตของเราจะต้องเฝ้าระวังเสมอ อย่าประมาท เพราะมารมันวนเวียนรอบ ๆ ตัวเรา คอยจ้องเราอยู่เสมอ ดังนั้น เราจะต้องเตือนตัวเองว่าอย่าเผลอ แต่ให้เฝ้าระวังและอธิษฐาน

ขอที่เราจะอธิษฐานต่อพระองค์เสมอ ให้เราอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า เข้าเฝ้าพระองค์วันต่อวัน พึ่งพระเจ้าทุก ๆ วัน ให้เราตื่นตัว อย่าหลับใหล อธิษฐานต่อพระเจ้า เพื่อที่เมื่อเราเจอปัญหา เราก็จะมีกำลัง

พระเจ้าของเราสัตย์ซื่อ ขอที่เราจะสัตย์ซื่อกับพระองค์ แล้วพระองค์จะทรงอวยพรเราอย่างมากมาย โดยขอที่เราจะเริ่มต้นสัตย์ซื่อในสิ่งเล็กน้อย แล้วพระองค์จะทรงให้เราทำงานใหญ่ต่อไป



3. ใช้พระคำของพระเจ้าในการต่อสู้การทดลอง

พระองค์ทรงต่อสู้กับมาร เมื่อขณะที่ทรงอดอาหาร 40 วัน 40 คืน พระองค์ทรงใช้พระวจนะของพระเจ้า ทุกครั้งที่มารซาตานมาทดสอบพระองค์ พระองค์ทรงชนะซาตานด้วยพระคำของพระเจ้า

คริสเตียนต้องอดทน เพื่อที่เราจะเป็นคนที่ใช้การได้ และขอที่เราใช้พระคำในการหนุนกำลังแก่เรา ใช้พระคำในการต่อสู้กับการทดลอง ดังเช่นที่ข้าพเจ้าเจ็บป่วยเป็นหลายโรค เป็นโรคที่รักษาไม่หาย แต่พระเจ้าทรงรักษาด้วยพระคุณของพระองค์

บางครั้งเรามองแต่ปัญหาตัวเอง สงสารตัวเอง แต่พระเจ้าทรงให้เรามองแก่ผู้อื่น ยังมีผู้อื่นที่ลำบากกว่าเรา ขอที่เราเรียนรู้ที่จะถ่อมใจ รับรู้พระองค์ในทุกทางของเรา

"5 จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง
6 จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า และพระองค์จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น
7 อย่าคิดว่าตนฉลาด จงยำเกรงพระเจ้า และหันจากความชั่วร้าย (สุภาษิต 3:5-7)

อยากให้เรามีท่าทีเช่นนี้ คือ เมื่อเจอปัญหา อะไรก็ได้ อะไรก็ช่าง เราจะสรรเสริญพระเจ้า ขอบพระคุณพระเจ้า

"1 ข้าพเจ้าเงยหน้าดูภูเขา ความอุปถัมภ์ของข้าพเจ้ามาจากไหน
2 ความอุปถัมภ์ของข้าพเจ้ามาจากพระเจ้า ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลก" (สดุดี 121:1-2)

พระเจ้าของเราไม่เป็นหนี้ใคร ขอที่เราจะให้พระเจ้าเถิด และพระองค์จะอวยพรอย่างแน่นอน พระเจ้าต้องการเรา แม้ในขณะที่เราไม่มีอะไร ขอที่เราจะสัตย์ซื่อ ให้แด่พระองค์ ทำงานของพระองค์ พระองค์ทรงดูแลเราอย่างแน่นอน

พระเยซูคริสต์ไม่ได้ดูเราขณะที่เราสุขสบาย ประสบความสำเร็จ เป็นที่นับหน้าถือตา แต่พระองค์จะดูชีวิตเราเมื่อเราทุกข์ยากลำบาก ยามที่เราอยู่คนเดียว ว่าเราให้เวลาแด่พระเจ้าหรือไม่ ? เราสัตย์ซื่อในการเข้าเฝ้าพระองค์หรือไม่ ? เราใช้เวลาเงียบสงบกับพระองค์หรือไม่ ?

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าสามารถยืนหยัดอยู่ได้ ก็คือ เพื่อนที่อยู่เคียงข้างตลอด จึงอยากหนุนใจที่เราจะมีเพื่อนที่ร่วมกันอธิษฐาน อธิษฐานเพื่อกันและกันเสมอ

พระเจ้าทรงเลือกเราแต่ละคน ไม่ได้ให้มาเชื่อเฉย ๆ แต่พระองค์ทรงประสงค์ให้เราปรนนิบัติพระองค์ เมื่อเราตายไป เราจะเอาอะไรไปไม่ได้ แต่การงานที่เราทำเพื่อพระเจ้านั้น เราจะได้เก็บเกี่ยวในสวรรค์ เพราะแม้ว่าเราทำในที่ลับ ที่ที่ไม่มีใครเห็น แต่พระองค์ทรงเห็น และพระองค์จะทรงประทานบำเหน็จให้แก่เรา

สุดท้ายนี้ สิ่งที่อยากจะฝากเอาไว้ อยู่ในพระธรรม สดุดี 91 ได้แก่

"1 ผู้ที่อาศัยอยู่ ณ ที่กำบังขององค์ผู้สูงสุด ผู้อยู่ในร่มเงาของผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์
2 จะทูลพระเจ้าว่า 'ที่ลี้ภัยของข้าพระองค์ และป้อมปราการของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ผู้ที่ข้าพระองค์ไว้วางใจ'
3 เพราะพระองค์จะทรงช่วยกู้ตัวท่านจากกับของพรานนก และจากโรคภัยอย่างร้ายแรงนั้น
4 พระองค์จะทรงปกท่านไว้ด้วยปีกของพระองค์ และท่านจะลี้ภัยอยู่ใต้ปีกของพระองค์ ความสัตย์สุจริตของพระองค์เป็นโล่ และเป็นดั้ง
5 ท่านจะไม่กลัวความสยดสยองในกลางคืน หรือกลัวลูกธนูที่ปลิวไปในกลางวัน
6 หรือโรคภัยที่ไล่มาในความมืด หรือโรคซึ่งทำลายในเที่ยงวัน
7 พันคนจะล้มอยู่ที่ข้างๆ ท่าน หมื่นคนที่มือขวาของท่าน แต่ภัยนั้นจะไม่มาใกล้ท่าน
8 ท่านจะมองดูด้วยตาเท่านั้น และเห็นการตอบแทนแก่คนอธรรม
9 เพราะท่านได้กระทำให้พระเจ้าผู้เป็นที่ลี้ภัยของข้าพเจ้า คือ องค์ผู้สูงสุด เป็นที่อยู่ของท่าน
10 ไม่มีการร้ายใดๆ จะตกมาบนท่าน ไม่มีภัยมาใกล้เต็นท์ของท่าน
11 เพราะพระองค์จะรับสั่งเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์ในเรื่องท่าน ให้ระแวดระวังท่านในทางทั้งปวงของท่าน
12 เขาทั้งหลายจะเอามือประคองชูท่านไว้ เกรงว่าเท้าของท่านจะกระแทกหิน
13 ท่านจะเหยียบสิงห์และงูเห่า ท่านจะย่ำสิงห์หนุ่มและงู
14 เพราะเขาผูกพันกับเราด้วยความรัก เราจะช่วยกู้เขา เราจะป้องกันเขาไว้ เพราะเขารู้จักนามของเรา
15 เมื่อเขาร้องทูลเรา เราจะตอบเขา เราจะอยู่กับเขาในยามลำบาก เราจะช่วยเขาให้พ้น และให้เกียรติเขา
16 เราจะให้เขาอิ่มใจด้วยชีวิตยืนยาว และสำแดงความรอดของเราแก่เขา" (สดุดี 91:1-16)

เมื่อเราผูกพันกับพระองค์ แน่นอน พระองค์จะทรงช่วยกู้ ป้องกัน เพราะพระองค์รู้จักเรา พระองค์จะทรงตอบเรา อยู่กับเราเมื่อยากลำบาก ช่วยเราให้พ้น และให้เกียรติเรา ให้อิ่มใจด้วยชีวิตที่ยืนยาว และจะทรงสำแดงความรอดแก่เรา

พระเจ้าของเรายิ่งใหญ่ เราไม่ต้องกลัวอันตรายโรคภัยอะไร เพราะพระเจ้าจะทรงเลี้ยงดูคริสเตียนที่เอาจริงเอาจังกับพระองค์อย่างดียอดเยี่ยม



อ. มณฑา ศรีสุข

คำแบ่งปันคณะเพื่อคุณ คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 03/05/2009

เรื่อง ฝ่าวิกฤติโดยฤทธิ์เดชพระเยซูคริสต์

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

การก่อสร้างด้วยการวางราก

"10 โดยพระคุณของพระเจ้าซึ่งได้ทรงโปรดประทานแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้วางรากลงแล้ว เหมือนนายช่างผู้ชำนาญ และอีกคนหนึ่งก็มาก่อขึ้น ขอทุกคนจงระวังให้ดีว่า เขาจะก่อขึ้นมาอย่างไร
11 เพราะว่าผู้ใดจะวางรากอื่นอีกไม่ได้แล้ว นอกจากที่วางไว้แล้ว คือ พระเยซูคริสต์
12 บนรากนั้น ถ้าผู้ใดจะก่อขึ้นด้วยทองคำ เงิน เพชรพลอย ไม้ หญ้าแห้ง หรือฟาง
13 การงานของแต่ละคนก็จะได้ปรากฏให้เห็น เพราะวันเวลาจะให้เห็นได้ชัดเจน เพราะว่าจะเห็นชัดได้ด้วยไฟ ไฟนั้นจะพิสูจน์ให้เห็นการงานของแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร
14 ถ้าการงานของผู้ใดที่ก่อขึ้นทนอยู่ได้ ผู้นั้นก็จะได้ค่าตอบแทน
15 ถ้าการงานของผู้ใดถูกเผาไหม้ไป ผู้นั้นก็จะขาดค่าตอบแทน แต่ตัวเขาเองจะรอด แต่เหมือนดังรอดจากไฟ" (1โครินธ์ 3:10-15)


--------------------------------------------------------------------------------

วันนี้ได้อ่านข่าวทางหนังสือพิมพ์ หลายที่หลายแห่งในโลกนี้ได้สร้างตึกสูงลับฟ้า เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ถึงความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ และปัจจุบันตึกลับฟ้าที่สูงที่สุดในโลก ก็คือ ที่ไทเป แต่อีกไม่นานก็จะไม่ใช่ที่นี่อีกแล้ว เพราะมีอีกที่หนึ่งที่สร้างตึกสูงถึง 161 ชั้น ไม่ว่าตึกลับฟ้าจะสูงสักเท่าไรก็ตาม จะมีกี่ชั้นก็ตาม ทุกตึกเหล่านี้จะต้องตั้งอยู่บนรากฐานที่มั่นคง

อาจารย์เปาโลได้พูดถึงรากฐาน ว่าจะต้องมั่นคงแข็งแรง โดยท่านเปรียบตัวเองว่าเป็นนายช่างที่ชำนาญ ที่ได้วางรากฐานไว้แล้ว และรากฐานที่แท้จริงนั้นคือพระเยซูคริสต์

เราได้รับพระกิตติคุณ ได้รับชีวิตใหม่จากพระเยซูคริสต์ เราได้ติดตามกับพระองค์อย่างใกล้ชิดติดสนิท อยู่ในพื้นฐานเช่นนี้แหละ แล้วจึงมีการก่อขึ้นมาได้

คริสเตียนรุ่นที่สอง ที่สาม ได้รับการสร้างขึ้นจากรากฐานที่แข็งแรง ได้รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากพระเยซูคริสต์ ได้รับการปลูกฝังจากรุ่นก่อน จากรากฐานที่มั่นคงนี้จึงจะสร้างชั้นต่อ ๆ มาได้ แต่ทว่าคริสเตียนรุ่นหลัง ๆ นี้ได้รับอิทธิพลจากสังคมภายนอกอย่างมากมาย น่าเป็นห่วงอย่างมาก

เมื่อเราได้พัฒนาความเชื่อของเรา ชีวิตของเราก็เหมือนกับการสร้างตึกสูง ซึ่งไม่สามารถแยกออกจากรากฐานที่แข็งแรงได้

ครั้งหนึ่ง ได้มีโอกาสไปร่วมนมัสการที่คริสตจักรแห่งหนึ่งในประเทศสก็อตแลนด์ ขณะเดินทางไป ก็พบว่าในละแวกนั้นมีคริสตจักร 3 แห่ง สร้างได้สวยงามมากตามแบบของตะวันตก เมื่อเข้าไปในโบสถ์แห่งหนึ่งก็พบว่าสวยงามใหญ่โตมาก มีออร์แกนที่บรรเลงเพลงไพเราะมาก แต่ว่ามีผู้ร่วมนมัสการเพียงแค่ 10 กว่าคนเท่านั้นเอง ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงวัย บริเวณเก้าอี้ที่นั่งส่วนใหญ่ว่างเปล่า ไม่เพียงแต่ที่นี่เท่านั้น อีกหลาย ๆ โบสถ์ก็เป็นเช่นกัน บางที่ก็เหลือเพียงแค่อาคาร บางที่กลายเป็นสถานที่สำหรับจำหน่ายเหล้าสุรา

ศิษยาภิบาลท่านหนึ่งที่มาด้วยกัน ท่านมาจากมาเลเซีย ท่านได้ร้องไห้เสียงดัง ข้าพเจ้าก็ได้คิดใคร่ครวญว่า กาลครั้งหนึ่ง คริสตจักรเหล่านี้ได้มีการฟื้นฟู แต่ทำไมเดี๋ยวนี้จึงว่างเปล่าวังเวงเช่นนี้ กาลครั้งหนึ่งคริสตจักรเหล่านี้เคยได้ส่งมิชชันนารีไปยังหลายประเทศ แต่เดี๋ยวนี้ถูกสังคมกลืนไปเสียแล้ว ได้อยู่ห่างจากรากฐานอันแท้จริงเสียแล้ว

อาจารย์เปาโล ท่านได้วางรากฐานที่ดีแล้ว แล้วก็จะมีผู้ที่ก่อขึ้นมา ถ้าหากรากฐานไม่มั่นคง เมื่อมีการทดลอง ก็จะล้มลง แต่ถ้ารากฐานมั่นคง สิ่งที่ก่อขึ้นมาก็จะแข็งแรง

ถ้าเราอยู่ในครอบครัวที่เป็นคริสเตียน สิ่งที่เราดำเนินอยู่นั้นได้อยู่ในวิถีทางของพระเจ้าหรือไม่ ? อยู่ในพื้นฐานความเชื่อที่ถูกต้องหรือไม่ ?

คริสตจักรปัจจุบันได้มุ่งที่ประกาศออกไป แต่อย่าลืมที่จะประกาศข่าวประเสริฐกับพี่น้องในคริสตจักร เพราะรากฐานที่แท้จริงคือองค์พระเยซูคริสต์ เราจะต้องประกาศข่าวประเสริฐให้กับคริสเตียนรุ่นที่สอง สาม สี่ เพราะถ้าหากคนเหล่านี้ไม่ได้ติดสนิทกับรากฐานแห่งความเชื่อที่มั่นคง เมื่อถูกการทดลองก็จะล้มลง

สิ่งที่เราควรจะเน้น ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ของคริสตจักร แต่เป็นชีวิตพื้นฐานความเชื่อของสมาชิก

คริสตจักรที่ได้รับการฟื้นฟู จะต้องมีการประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า มีพิธีกรรมต่าง ๆ และที่สำคัญ จะต้องไม่ลืมที่จะประกาศข่าวประเสริฐแก่สมาชิกของคริสตจักร เพื่อให้สมาชิกได้มีชีวิตที่ติดสนิทกับพระเยซูคริสต์

ในคริสตจักร ได้มีพิธีกรรม 2 พิธี ได้แก่ พิธีบัพติสมา และ พิธีมหาสนิท

พิธีบัพติสมา มีเพียงครั้งเดียว การรับบัพติสมา คือ การติดสนิทกับพระเยซูคริสต์

พิธีมหาสนิท จำเป็นต้องเข้าร่วมหลายครั้ง เป็นการที่เราระลึกว่า แขนงจำเป็นต้องติดสนิทกับเถาองุ่น จึงจะได้รับอาหารหล่อเลี้ยงจากเถานั้น และจะสามารถเกิดผลได้ แต่ในทางกลับกัน ถ้าหากแขนงแยกจากเถา อาหารก็จะไม่สามารถหล่อเลี้ยงแขนงได้ ในที่สุดแขนงเหล่านั้นก็เหี่ยวแห้งไป จำเป็นต้องถูกตัดออกและเผาทิ้งเสีย (ยอห์น 15)

พิธีศักดิ์สิทธิ์ทั้งสอง ได้แสดงถึงความเชื่อพื้นฐานของคริสเตียน

คริสตจักรจะมีคำพยานที่ดี ถ้าหากว่าได้ติดสนิทกับรากฐานของความเชื่อ เราจำเป็นต้องติดสนิทกับเถาองุ่น เพื่อจะรับอาหาร และเกิดพร

จึงอยากให้เราพิจารณาว่าลูกหลานได้รับความรอดแล้วหรือยัง ? ไม่ใช่ว่าเขาได้รับบัพติสมาแล้วเท่านั้น แต่จะต้องพิจารณาว่าเขาได้ติดสนิทกับรากฐานของความเชื่อแล้วหรือยัง

เราคริสเตียนต่างต้องขอบคุณพระเจ้า เมื่อพระคุณของพระเจ้าได้มาถึงเราแล้ว พระองค์จะทรงอวยพรชั่วลูกชั่วหลาน พระเจ้าได้ทรงเมตตาต่อเราหลาย ๆ ด้าน

ที่สิงคโปร์ ผู้ปกครองของเด็กส่วนใหญ่ จะห่วงการเรียนของเด็ก จะใช้เงินจำนวนมากที่จะส่งให้เขาเรียน ส่งเสริมด้านการศึกษา และหวังว่าคนรุ่นต่อไปจะมีชีวิตที่ดีขึ้น นี่เป็นสิ่งที่คนที่เป็นคริสเตียนก็คิดเหมือนกัน น่าเสียดาย ถ้าหากว่าเราได้วางรากฐานที่ไม่ถูกต้องให้แก่ลูกหลาน ถ้าหากเราละเลยไม่วางรากฐานที่ถูกต้องให้แก่ลูกหลาน คงจะไม่ถูกต้องถ้าหากเราจะก่อร่างลูกหลานของเราให้สูงอย่างมาก แต่กลับไม่วางรากฐานที่มั่นคงให้แก่เขา

พระเยซูได้ตรัสสอนถึงเรื่องการทดสอบ คนที่มีปัญญาจะสร้างบ้านอยู่บนศิลา และคนที่โง่เขลาจะสร้างบ้านบนทราย เมื่อมีลมพัด มีคลื่นซัด บ้านที่สร้างบนพื้นทรายก็ล้มทลายลง เสียหายมากมาย แต่บ้านที่สร้างบนศิลาก็จะไม่พังทลาย เพราะรากฐานนั้นได้สร้างอยู่ที่ศิลา

เราจะต้องสนใจว่าลูกหลานของเรามีชีวิตอยู่บนพื้นฐานแห่งความเชื่อที่ถูกต้องหรือยัง เพราะการทดสอบจะต้องมีแน่นอน ถ้าหากเวลานี้เราไม่สนใจพื้นฐานแห่งความเชื่อเหล่านี้ เมื่อมีการทดสอบต่อเขา อันตรายจะเกิดขึ้นอย่างน่ากลัว

ออกัสติน เกิดเมื่อ ค.ศ. 353 เขาเป็นอัจฉริยะ เมื่อตอนหนุ่ม ๆ เขาเป็นเด็กฉลาด มีความรู้ดีมาก น่าเสียดายที่เขาได้รับการถ่ายทอดอุปนิสัยจากคุณพ่อของเขาอย่างมาก

คุณพ่อของออกัสติน เป็นผู้ที่เก็บภาษีที่ด่าน เขาปล่อยปละละเลย ไม่จริงจังในการทำงาน แต่ส่วนคุณแม่อายุน้อยกว่า เป็นคนที่รักพระเจ้า

เมื่อออกัสตินคลอดออกมาไม่นาน เขาก็ถูกอุ้มไปที่คริสตจักร และต่อมาก็ได้รับบัพติสมา เขาได้เข้าศึกษาในสถานศึกษาที่มีชื่อเสียงอย่างมาก ได้ประสบความสำเร็จในการศึกษาอย่างดีเยี่ยม แต่ชีวิตลึก ๆ ของเขา เขาก็ได้รับอิทธิพลจากคุณพ่อ เขาใช้ชีวิตเสเพล เมื่ออายุ 18 ปี นั้นเอง เขาได้มีลูกเสียแล้ว

คุณแม่ของเขาได้อธิษฐานเพื่อลูกของเขาทุกวัน เขาได้อธิษฐานในวิหารด้วยน้ำตานองหน้า วันหนึ่งมีอธิการท่านหนึ่งได้เห็นนางอธิษฐานอย่างจริงจัง ท่านจึงได้บอกกับนางว่า "คุณแม่ที่อธิษฐานเพื่อลูกจนน้ำตานองหน้า คำอธิษฐานของเขาพระเจ้าทรงสดับรับฟัง"

ออกัสตินเป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย แต่ชีวิตส่วนตัวเขาก็ยังคงล้มเหลว และที่แย่กว่านั้น เขาได้รับการสอนจากลัทธิที่สอนผิด

วันหนึ่งเขาเดินในสวนของอธิการ พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทำงานในจิตใจของท่าน ได้ทรงเรียกร้องอยู่ในใจของเขา ให้เขายุติชีวิตที่อยู่ในความบาป เวลานั้นเขาได้ยินเสียงเด็กข้างบ้านขณะกำลังอ่านหนังสือ เมื่อเขาหันไป ก็พบกับพระคัมภีร์ และเขาก็ได้พบกับพระคัมภีร์ตอนหนึ่งในพระธรรมโรม

"13 เราจงประพฤติตัวให้เหมาะสมกับเวลากลางวัน มิใช่เลี้ยงเสพสุราเมามาย มิใช่หยาบโลนลามก มิใช่วิวาทริษยากัน
14 แต่ท่านจงประดับกายด้วยพระเยซูคริสตเจ้า และอย่าจัดเตรียมอะไรไว้บำรุงบำเรอตัณหาของเนื้อหนัง" (โรม 13:13-14)

ตั้งแต่เวลานั้น ออกัสตินได้กลับมาหาพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง พึ่งในฤทธานุภาพของพระเยซูคริสต์

แม่ของเขาได้อธิษฐานเพื่อออกัสตินถึง 33 ปี และในที่สุดพระเจ้าก็ทรงตอบคำอธิษฐาน ตามคำที่อธิการผู้นั้นได้บอก



ศจ. พัว จี้เซ้ง

ล่ามโดย ศจ. วิวัฒน์ วงศ์สันติชน

สรุปคำเทศนาโบสถ์จีน คริสตจักรสะพานเหลือง

เมื่อวันที่ 26/04/2009

เรื่อง การก่อสร้างด้วยการวางราก

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ชีวิตเปโตร...เต็มที่กับพระคริสต์ (7)‏

"20 เปโตรเหลียวหลังเห็นสาวกคนที่พระองค์ทรงรักตามมา สาวกคนนั้นคือ คนที่เอนตัวลงที่พระทรวงของพระองค์ เมื่อรับประทานอาหารอยู่นั้น และทูลถามว่า 'พระองค์เจ้าข้า ผู้ที่จะอายัดพระองค์คือใคร'
21 เมื่อเปโตรเห็นสาวกคนนั้น จึงทูลถามพระเยซูว่า 'พระองค์เจ้าข้า คนนี้จะเป็นอย่างไร'
22 พระเยซูตรัสกับเขาว่า 'ถ้าเราอยากจะให้เขาอยู่จนเรามานั้น จะเป็นเรื่องอะไรของเจ้าเล่า เจ้าจงตามเรามาเถิด'
23 เหตุฉะนั้น คำที่ว่า สาวกคนนั้นจะไม่ตาย จึงลือไปท่ามกลางพวกพี่น้อง พระเยซูมิได้ตรัสแก่เขาว่า สาวกคนนั้นจะไม่ตาย แต่ตรัสว่า 'ถ้าเราอยากจะให้เขาอยู่จนเรามานั้น จะเป็นเรื่องอะไรของเจ้าเล่า'
24 สาวกคนนี้แหละที่เป็นพยานถึงเหตุการณ์เหล่านี้ และเป็นผู้ที่บันทึกสิ่งเหล่านี้ไว้ และเราทราบว่าคำพยานของเขาเป็นความจริง
25 มีอีกหลายสิ่งที่พระเยซูได้ทรงกระทำ ถ้าจะเขียนไว้ให้หมดทุกสิ่ง ข้าพเจ้าคาดว่า แม้หมดทั้งโลกก็น่าจะไม่พอไว้หนังสือที่จะเขียนนั้น" (ยอห์น 21:20-25)

ต่อมาพระเยซูคริสต์ก็ได้ทรงทำนายการเสียชีวิตของเปโตร ซึ่งท่านจะถูกตรึงกางเขนแบบห้อยกลับหัว

พระเยซูคริสต์เจ้า ทรงเต็มที่กับเปโตร ชีวิตของเปโตรก็ได้เต็มที่กับพระเจ้าเช่นเดียวกัน และพระองค์ก็ทรงตรัสเชิญชวนท่าน เหมือนกับที่ทรงกระทำเมื่อตอนพบกับเขาในตอนแรก คือ "จงตามเรามาเถิด"

พระองค์ทรงใช้แต่ละคนแตกต่างกัน ให้เราถามพระเจ้าว่าพระเจ้าจะใช้เราแบบใด

อาจารย์เปโตรก็ได้ถามถึงอาจารย์ยอห์นว่า ท่านจะเป็นเช่นไร และพระเยซูคริสต์ตรัสตอบเปโตรว่า "จะเป็นเรื่องอะไรของเจ้าเล่า"

ถ้าหากเราจะถวายตัวให้พระองค์ รับใช้พระองค์ เราไม่จำเป็นที่จะต้องคิดถึงใคร เราไม่จำเป็นต้องสนใจว่าใครจะเป็นอย่างไร แต่ให้เรามุ่งมั่นที่จะรับใช้พระองค์



ศจ. ดร. อภิชาติ พูลศักดิ์วรสาร

Bible Study 1, Youth Challenge 2009

เมื่อวันที่ 04/04/2009

เรื่อง ชีวิตเปโตร...เต็มที่กับพระคริสต์

วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ข้าไม่รู้จักพระเยซู

ข้าไม่รู้จักพระเยซู!
มัทธิว ๒๖.๓๐-๓๕

“ฝ่ายเปโตรนั่งอยู่นอกตึกที่ลานบ้าน มีสาวใช้คนหนึ่งมาพูดกับเขาว่า ‘แกได้อยู่กับเยซูชาวกาลิลีด้วยเหมือนกัน’ เปโตรได้ปฏิเสธต่อหน้าคนทั้งปวงว่า ‘ที่เจ้าว่านั้น ข้าไม่รู้เรื่อง’ เมื่อเปโตรได้ออกไปที่ประตูบ้าน สาวใช้อีกคนหนึ่งแลเห็นจึงบอกคนทั้งปวงที่อยู่ที่นั่นว่า ‘คนนี้ได้อยู่กับเยซูชาวนาซาเร็ธด้วย’ เปโตรจึงปฏิเสธอีกทั้งสาบานว่า ‘ข้าไม่รู้จักคนนั้น’
อีกครู่หนึ่ง คนทั้งหลายที่ยืนอยู่ใกล้ๆนั้นก็มาว่าแก่เปโตรว่า ‘เจ้าเป็นคนหนึ่งในพวกนั้นแน่แล้ว ด้วยว่าสำเนียงของเจ้าส่อตัวเอง’ เปโตรจึงสบถสาบานใหญ่ว่า ‘ข้าไม่รู้จักคนนั้น’ ทันใดนั้นไก่ก็ขัน เปโตรจึงระลึกถึงคำที่พระเยซูตรัสว่า ‘ก่อนไก่ขัน เจ้าจะปฏิเสธเราสามครั้ง’”

คำทำนาย
เมื่อเสร็จสิ้นจากอาหารมื้อปัสกาแล้วก็มีการร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า จากนั้นพระเยซูก็พาเหล่าสาวกออกไปที่ภูเขามะกอกเทศ และทรงบอกความจริงแก่พวกเขาว่า พระองค์จะถูกประหารชีวิตอย่างแน่นอน และบรรดาสาวกจะแตกกระจัดกระจายไปแต่พระองค์จะทรงฟื้นคืนพระชนม์ขึ้นมาใหม่ พอเปโตรได้ยินดังนั้นก็พูดสัญญาอย่างมั่นเหมาะว่า แม้คนทั้งปวงจะหนีไป แต่ข้าพระองค์จะไม่ทิ้งพระองค์เลย (ข้อ ๓๓)
แต่พระเยซูทรงล่วงรู้ถึงอนาคต และทราบภายในจิตใจของเปโตรดี จึงตรัสแก่เขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ในคืนวันนี้ก่อนไก่ขัน ท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง” แต่เปโตรก็ยังยืนยันอย่างแข็งขันว่า เป็นไปไม่ได้หรอก แม้ข้าพระองค์จะต้องตายก็ยอม และสาวกคนอื่นๆก็เลยลุยสาบานตามเปโตรด้วย

บทเรียนฝ่ายจิตวิญญาณ
คริสเตียนจะต้องระมัดระวังเกี่ยวกับคำมั่นสัญญา อย่าพูดอะไรพล่อยๆโดยไม่คิดว่ามันจะมีผลอะไรเกิดขึ้นในอนาคต เป็นการง่ายที่เราจะบอกใครต่อใครว่า เราได้มอบกายถวายชีวิตแด่พระเยซูคริสต์ แต่คำพูดจะมีความหมายก็ต่อเมื่อเราได้ผ่านเข้าไปในการทดลอง การกดขี่ข่มเหงและความทุกข์ยาก นั่นแหละจึงจะเป็นการพิสูจน์ว่า เรามีความเชื่อในพระองค์อย่างแท้จริงหรือไม่!
เมื่อไม่กี่ปีมานี้ มีชายคนหนึ่งพร้อมกับภรรยาและลูกสาวอีกสองคน ย้ายจากคริสตจักรอื่น และมาขอร่วมนมัสการที่โบสถ์ของเรา เขาอ้างว่าเคยเป็นนักธุรกิจ และทำบ้านจัดสรรที่ภาคใต้จนประสบความสำเร็จ แต่ยอมได้ถวายตัวเพื่อจะรับใช้พระเจ้า พร้อมกับสัญญากับเราว่า จะใช้ให้เขาทำอะไรก็ได้ ยินดีทำทุกอย่าง หัวหน้าครอบครัวนี้ดูมีแววและหน่วยก้านดี เราจึงติวพระคัมภีร์ชนิดเข้มข้นแก่เขาอยู่ราวสองปี แล้วให้โอกาสในการสอนและเทศนา เป็นผู้นำกลุ่มเซล และพาออกไปเยี่ยมเยียนคริสตจักรต่างๆ นี่เองทำให้เขาหยิ่งทะนงและชอบคุยโม้โอ้อวด(ราคาเกินจริง)ต่อหน้าคนอื่นๆว่า ‘ตนเองเป็นผู้รับใช้พระเจ้า’

ยิ่งต่อมาระยะหลังๆนี้ เขากลายเป็นคนที่คดในข้องอในกระดูก ฝักใฝ่การเมือง มีความทะเยอทะยานอยากได้อำนาจในคริสตจักร คิดวางแผนชั่วร้ายเพื่อล้มล้างศิษยาภิบาล งานรับใช้อย่างอื่นไม่ยอมทำ ต้องการแต่จะออกไปยืนอยู่ข้างหน้าที่ประชุม และอยากจะเทศนาสั่งสอนอย่างเดียว เราต้องอดทนต่อครอบครัวนี้อยู่เป็นเวลาหลายปี แต่ในที่สุดพระเจ้าก็ทรงเข้ามาจัดการทำให้เขาลาออกไปเอง

ในสวนเกทเสมนี
พระเยซูทรงรู้ดีว่าวาระสุดท้ายของพระองค์ใกล้เข้ามาถึงแล้ว คืนนั้นพระองค์จึงพาพวกสาวกเข้าไปในสวนเกทเสมนีเพื่ออธิษฐานต่อพระบิดา สวนแห่งนี้เป็นของพ่อค้าที่ร่ำรวยคนหนึ่ง ซึ่งสร้างไว้ให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ คงจะคล้ายสวนลุมพินีหรือสวนหลวง ร.๙ ของไทยเรานั่นแหละ สวนเกทเสมนีไม่ใหญ่โตเท่าไหร่ กว้าง ๑๔๐ เมตรและยาวแค่ ๑๕๐ เมตรเท่านั้น

ทุกข์พระทัย พระคัมภีร์บันทึกว่า “พระเยซูทรงโศกเศร้าและหนักพระทัยนัก จึงตรัสแก่พวกสาวกว่า ใจเราเป็นทุกแทบจะตาย จงเฝ้าอยู่กับเราที่นี่เถิด” (ข้อ ๓๘) พระองค์ทรงรู้อย่างแน่ชัดว่า
ประการแรก จะได้รับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสทางด้านร่างกาย
ประการที่สอง พระองค์จะถูกแยกจากพระบิดาเพราะความผิดบาปของมวลมนุษย์ ต้องสิ้นพระชนม์ที่บนไม้กางเขน
จะเห็นว่าพระเยซูทรงรับความกดดันอย่างหนักในฐานะของมนุษย์ มาระโกบันทึกว่า “พระองค์ทรงวิตกยิ่งและหนักพระทัยนัก” (มก. ๑๔.๓๓)
อธิษฐานด้วยน้ำพระเนตรไหล นายแพทย์ลูกาได้อธิบายถึงเหตุการณ์ตอนนี้ชัดเจนยิ่งขึ้นคือ “เมื่อพระองค์ทรงเป็นทุกข์มากนัก พระองค์ยิ่งปลงพระทัยอธิษฐาน พระเสโทของพระองค์เป็นเหมือนโลหิตไหลหยดลงมาถึงดินเป็นเม็ดใหญ่” (ลก. ๒๒.๔๔) “ฝ่ายพระเยซูขณะเมื่อพระองค์ทรงเป็นมนุษย์อยู่นั้น พระองค์ได้ทรงร้องอธิษฐานและทูลวิงวอนด้วยน้ำพระเนตรไหลต่อพระเจ้า ผู้ทรงสามารถช่วยพระองค์ให้พ้นจากความตายได้” (ฮร. ๕.๗)

ข้อคิด : พระเยซูทรงโศกเศร้า วิตกกังวล หนักพระทัย และเหงื่อไหลออกมาสีเหมือนเลือดเพราะใคร?
มิใช่เพราะความผิดบาปของพวกเราดอกหรือ?
ขอให้ถ้วยเลื่อนไป “พระองค์ซบพระพักตร์ลงถึงดินอธิษฐานว่า โอ พระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าเป็นได้ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่ถึงอย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์” (ข้อ ๓๙) มิใช่ว่าพระองค์พยายามจะหลีกเลี่ยง แต่ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นมนุษย์ถ้าสามารถที่จะปฏิเสธได้ก็เป็นการดี แต่ในอีกด้านหนึ่งพระองค์ก็ทรงพร้อมที่จะทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า (เหมือนที่พระองค์ทรงเคยสอนไว้ในมัทธิว ๖.๑๐)
“ถ้วย” นั้นหมายถึงความทุกข์ ความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างแสนสาหัส และการถูกพรากไปจากพระบิดา จะเห็นว่าความทรมานทางกายนั้นมันร้ายกาจยิ่งกว่าความตายเสียอีก นี่เป็นความจริง เพราะมีคริสเตียนหลายคนพร้อมที่จะตายเพื่อพระคริสต์ แต่เขาไม่พร้อมที่จะมีทนทุกข์เพื่อพระองค์ (ความตายเกิดขึ้นได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่การทนทุกข์ทรมานนั้นมันยาวนาน)
จงเฝ้าอธิษฐาน พระเยซูทรงเตือนบรรดาสาวกว่า “ท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังและอธิษฐาน เพื่อท่านจะไม่ต้องถูกทดลอง จิตใจพร้อมแล้วก็จริง แต่กายยังอ่อนกำลัง” (ข้อ ๔๑) เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาเอาแต่ง่วงเหงาหาวนอน ซึ่งเราจะเห็นถึงสภาพจิตใจของซีโมนเปโตรที่ไม่พร้อมรับสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน (ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ได้พูดยืนยันอย่างแข็งขันว่า ยินดีที่จะตายกับพระองค์) เมื่อพวกศัตรูกรูกันเข้ามาจับกุมพระเยซูคริสต์ เปโตรคว้าดาบฟันฉับเข้าที่หูขวาของมัสคัสซึ่งเป็นทาสของมหาปุโรหิตประจำการ (ยน. ๑๘.๑๐)คริสเตียนที่รัก การอธิษฐานต่อพระเจ้าจะทำให้จิตใจของเราเข้มแข็งและเผชิญกับการทดลองได้!
พระเยซูตรัส “ด้วยว่าบรรดาผู้ถือดาบจะต้องพินาศเพราะดาบ” (ข้อ ๕๒) ในปัจจุบันก็เช่นกัน คนที่ถือปืนและนิวเคลียร์ จะต้องพินาศด้วยสิ่งเหล่านั้น แต่คนที่พึ่งพาอาศัยพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะประกอบด้วยความรักเมตตาและสันติสุข
ข้าไม่รู้จักคนนั้น
เมื่อพระเยซูถูกจับกุมและถูกสอบสวนที่บ้านของมหาปุโรหิตคายาฟาส เปโตรก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย เขาคิดว่าคงไม่มีใครสังเกตเห็น บังเอิญพวกสาวใช้ของบ้านนั้นและผู้คนจำเขาได้จึงทักว่า “แกได้อยู่กับเยซูชาวนาซาเร็ธนั้นด้วย” เปโตรถึงกับสะดุ้งเฮือกและปฏิเสธเสียงแข็งว่า “ที่เจ้าพูดนั้นข้าไม่รู้เรื่อง...ข้าไม่รู้จักคนนั้น!” (ข้อ ๗๐-๗๔)
เปโตรบอกถึงสามครั้งว่า
ไม่รู้จักพระเยซู!มันเป็นไปได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ที่คนบอกว่ารักพระเยซูและพร้อมที่จะพลีชีวิตเพื่อพระองค์ พอเอาเข้าจริงกลับบอกว่าไม่รู้จักเอาดื้อๆ อะไรเป็นเหตุทำให้เปโตรที่ได้ฉายาว่ามั่นคงดังศิลา กลับกลายเป็นไม้หลักปักเลนไปเสียแล้ว
ประการแรก เพราะเตรียมจิตใจไม่พร้อม ลืมตา(ฝ่ายจิตวิญญาณ)ไม่ขึ้น ซึ่งจะสังเกตได้ง่ายขณะที่พระองค์พาพวกสาวกไปที่สวนเกทเสมนีและบอกให้ใช้เวลาในการอธิษฐาน แต่พวกเขากลับพากันหลับใหล “เพราะลืมตาไม่ขึ้น” (ข้อ ๔๓) เปาโลได้บอกแก่ผู้เชื่อว่า จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ (๑ ธส. ๕.๑๘) อาจกล่าวได้ว่าไม่มีอะไรในชีวิตของคริสเตียนที่ยากเท่ากับการอธิษฐานเป็นประจำ ประการที่สอง เพราะไม่ติดตามพระเยซูไปอย่างใกล้ชิด แต่ ตามไปห่างๆ พระคัมภีร์บันทึกว่า “เปโตรได้ติดตามพระองค์ไปห่างๆ” (ข้อ ๕๘) จะเห็นว่าเขาไม่เหมือนกับพวกสาวกคนอื่นๆที่วิ่งหนีเตลิดและทิ้ง พระองค์ไป (ข้อ ๕๖) แต่ในขณะ เดียวกันเขาก็ไม่ได้ติดตามพระเยซูไปแบบก้าวต่อก้าว ก่อนหน้านี้พระเยซูได้บอกพวกสาวกว่า “เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนง ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นจะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้ว ท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย” (ยน. ๑๕.๕)คริสเตียนที่มักหลงทาง คือ พวกที่ตามพระเยซูไปห่างๆ!
ประการที่สาม เปโตรเป็นคริสเตียนอีแอบ นับตั้งวินาทีแรกที่พระเยซูถูกจับกุมไปสอบสวนที่บ้านของคายาฟาส เปโตรก็ซุ่มเงียบไม่เปิดเผยตัวและติดตามไป “...จนถึงลานบ้านของท่านมหาปุโรหิต และเข้าไปในลานบ้านกับคนใช้ของท่านมหาปุโรหิต จะคอยดูว่าเรื่องจะจบอย่างไร” (ข้อ ๕๘)
มีผู้เชื่อพระเจ้าจำนวนมากในปัจจุบันที่มีพฤติกรรมเหมือนเปโตร เขาอ้างว่าเชื่อในพระเจ้า แต่อาจจะเป็นเพราะความกลัว จึงไม่ยอมเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะชน เขาจะแอบอ่านพระคัมภีร์ แอบอธิษฐาน (เวลารับ ประทานอาหารนอกบ้าน) แอบมาโบสถ์ และแอบไปค่ายหรือร่วมกิจกรรมกับพี่น้องคริสเตียน
คุณคิดอย่างไรกับนักศึกษาหญิงระดับมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง ที่รับเชื่อในพระเยซูคริสต์แล้ว แต่ถูกทางบ้านต่อต้านและยื่นคำขาดเธอละทิ้งความเชื่อ เธอจึงฝากพระคัมภีร์ไว้ที่โบสถ์ และเวลาที่จะมานมัสการพระเจ้าในเช้าวันอาทิตย์ ก็จะบอกคุณแม่ว่าไปเรียนวิชาพิเศษ?
พระเยซูตรัสว่า ทุกคนที่ยอมรับเราต่อมนุษย์ บุตรมนุษย์จะยอมรับเขาต่อหน้าเหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้า แต่ถ้าผู้ใดไม่ยอมรับเราต่อหน้ามนุษย์ เราจะไม่ยอมรับผู้นั้นต่อหน้าเหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้า” (ลก. ๑๒.๘-๙) พระองค์ทรงหนุนใจว่า เมื่อคริสเตียนถูกจับกุมและถูกสอบสวน อย่าวิตกกังวลจะตอบว่าอย่างไร “เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงโปรดสอนท่านในเวลาโมงนั้นเองว่า ควรพูดอะไรบ้าง”
สรุป
หนังสืออธิบายพระคัมภีร์ บอกว่า การปฏิเสธของเปโตรมีสามขั้นตอน ขั้นแรกเขาวางตัวสับสนและพยายามจะเบี่ยงเบนความสนใจจากตัวเขาโดยเปลี่ยนเรื่อง ขั้นที่สองเขาสาบานว่า ไม่รู้จักพระเยซู ขั้นที่สามเขาปฏิเสธพระเยซูโดยคำสบถสาบาน
ผู้เชื่อที่ปฏิเสธพระเยซูมักจะเริ่มต้นด้วยการปฏิเสธอย่างแยบยลโดยทำเป็นไม่รู้จักพระองค์ เมื่อมีโอกาสถกเถียงกันเรื่องของศาสนาในประเด็นต่างๆ พวกเขาจะเลี่ยงเสียหรือแสร้งทำเป็นไม่รู้คำตอบ หากมีความกดดันเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย เขาก็จะสามารถถูกชักจูงให้ปฏิเสธความสัมพันธ์กับพระคริสต์เอาดื้อๆ หากคุณพบว่าตนเองมักจะหลีกเลี่ยงโอกาสที่จะพูดเรื่องพระคริสต์ ขอให้ระวังให้ดี คุณอาจจะอยู่บนเส้นทางที่จะปฏิเสธพระองค์
ผู้อ่านครับ คุณคิดว่าคริสเตียนที่ไม่ยอมอ่านพระคัมภีร์ ไม่อธิษฐาน ไม่เป็นพยานและประกาศข่าวประเสริฐ อยู่ในกลุ่มคนที่ปฏิเสธพระเยซูด้วยหรือไม่?.

ขอพระเจ้าอวยพระพรพี่น้องทุกท่านครับ

'www.thaisermons.com'

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ชีวิตเปโตร...เต็มที่กับพระคริสต์ (6)

"69 ฝ่ายเปโตรนั่งอยู่นอกตึกที่ลานบ้าน มีสาวใช้คนหนึ่งมาพูดกับเขาว่า 'แกได้อยู่กับเยซูชาวกาลิลีด้วยเหมือนกัน'
70 แต่เปโตรได้ปฏิเสธต่อหน้าคนทั้งปวงว่า 'ที่เจ้าว่านั้นข้าไม่รู้เรื่อง'
71 เมื่อเปโตรได้ออกไปที่ประตูบ้าน สาวใช้อีกคนหนึ่งแลเห็น จึงบอกคนทั้งปวงที่อยู่ที่นั่นว่า 'คนนี้ได้อยู่กับเยซูชาวนาซาเร็ธด้วย'
72 เปโตรจึงปฏิเสธอีกทั้งสาบานว่า 'ข้าไม่รู้จักคนนั้น'
73 อีกสักครู่หนึ่ง คนทั้งหลายที่ยืนอยู่ใกล้ๆ นั้นก็มาว่าแก่เปโตรว่า 'เจ้าเป็นคนหนึ่งในพวกนั้นแน่แล้ว ด้วยว่าสำเนียงของเจ้าส่อตัวเอง'
74 เปโตรก็สบถสาบานใหญ่ว่า 'ข้าไม่รู้จักคนนั้น' ในทันใดนั้น ไก่ก็ขัน
75 เปโตรจึงระลึกถึงคำที่พระเยซูตรัสไว้ว่า 'ก่อนไก่ขัน เจ้าจะปฏิเสธเราสามครั้ง' แล้วเปโตรก็ออกไปข้างนอกร้องไห้เป็นทุกข์ยิ่งนัก" (มัทธิว 26:58-75)

จากที่เขาได้เรียนรู้จักพระองค์ เคยยืนยันอย่างหนักแน่นว่า จะไม่ละทิ้งพระองค์ แต่บัดนี้เขาได้ปฏิเสธพระองค์แล้ว เมื่อไก่ขัน เขาก็เศร้าใจมาก อายมาก รู้สึกว่าชีวิตคงจะไม่มีความหวังอะไรเสียแล้ว

"1 ต่อมา พระเยซูได้ทรงสำแดงพระองค์แก่เหล่าสาวกอีกครั้งหนึ่ง ที่ทะเลทิเบเรียส พระองค์ทรงสำแดงพระองค์อย่างนี้
2 คือ ซีโมนเปโตร โธมัสที่เรียกว่า แฝด นาธานาเอลชาวบ้านคานาแคว้นกาลิลี บุตรทั้งสองของเศเบดี และสาวกของพระองค์อีกสองคนกำลังอยู่ด้วยกัน
3 ซีโมนเปโตรบอกเขาว่า 'ข้าจะไปจับปลา' เขาทั้งหลายจึงพูดกับท่านว่า 'เราจะไปด้วย' แล้วพวกเขาก็ออกไปลงเรือ แต่คืนนั้นเขาจับปลาไม่ได้เลย
4 ครั้นรุ่งเช้า พระเยซูประทับยืนอยู่ที่ฝั่ง แต่เหล่าสาวกไม่รู้ว่าเป็นพระเยซู
5 พระเยซูตรัสถามเขาว่า 'ลูกเอ๋ย มีปลาบ้างหรือเปล่า' เขาตอบว่า 'ไม่มี'
6 พระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า 'จงทอดอวนลงทางด้านขวาเรือเถิด แล้วจะได้ปลาบ้าง' เขาจึงทอดอวนลง และได้ปลาเป็นอันมาก จนลากอวนขึ้นไม่ได้
7 สาวกที่พระเยซูทรงรักบอกเปโตรว่า 'เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า' เมื่อเปโตรได้ยินว่า เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เขาก็หยิบเสื้อมาสวมเพราะตัวเปล่าอยู่ แล้วก็กระโดดลงทะเล
8 แต่สาวกคนอื่นๆ นั้น นั่งเรือมา และลากอวนที่ติดปลาเต็มนั้นมาด้วย เพราะเขาอยู่ไม่ห่างจากฝั่งนัก ไกลประมาณหนึ่งร้อยเมตรเท่านั้น
9 เมื่อเขาขึ้นมาบนฝั่งเขาก็เห็นถ่านติดไฟอยู่ มีปลาวางอยู่ข้างบน และมีขนมปัง
10 พระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า 'เอาปลาที่ได้เมื่อกี้นี้มาบ้าง'
11 ซีโมนเปโตรจึงลงไปในเรือแล้วลากอวนขึ้นฝั่ง อวนติดปลาใหญ่เต็ม มีหนึ่งร้อยห้าสิบสามตัว ถึงมากอย่างนั้นอวนก็ไม่ขาด
12 พระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า 'มารับประทานอาหารกันเถิด' พวกสาวกไม่มีใครกล้าถามพระองค์ว่า 'ท่านคือใคร' เพราะเขารู้อยู่ว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า
13 พระเยซูทรงเข้ามาหยิบขนมปังแจกให้เขา และทรงหยิบปลาแจกด้วย
14 นี่เป็นครั้งที่สาม ที่พระเยซูทรงสำแดงพระองค์แก่พวกสาวก หลังจากที่ทรงให้พระองค์คืนพระชนม์แล้ว
15 เมื่อรับประทานอาหารเสด็จแล้ว พระเยซูตรัสกับซีโมนเปโตรว่า 'ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเรามากกว่าเหล่านี้หรือ' เขาทูลพระองค์ว่า 'เป็นความจริงพระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบว่า ข้าพระองค์รักพระองค์' พระองค์ตรัสสั่งเขาว่า 'จงเลี้ยงแกะของเราเถิด'
16 พระองค์ตรัสกับเขาครั้งที่สองว่า 'ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเราหรือ' เขาทูลตอบพระองค์ว่า 'เป็นความจริงพระเจ้าข้า พระองค์ทรงทราบว่าข้าพระองค์รักพระองค์' พระองค์ตรัสกับเขาว่า 'จงดูแลแกะของเราเถิด'
17 พระองค์ตรัสกับเขาครั้งที่สามว่า 'ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเราหรือ' เปโตรก็เป็นทุกข์ใจที่พระองค์ตรัสถามเขาครั้งที่สามว่า 'เจ้ารักเราหรือ' เขาจึงทูลพระองค์ว่า 'พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง พระองค์ทรงทราบว่า ข้าพระองค์รักพระองค์' พระเยซูตรัสกับเขาว่า 'จงเลี้ยงแกะของเราเถิด
18 เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า เมื่อเจ้ายังหนุ่มเจ้าคาดเอวของเจ้าเอง และเดินไปไหนๆ ตามที่เจ้าปรารถนา แต่เมื่อเจ้าแก่แล้ว เจ้าจะเหยียดมือของเจ้าออก และคนอื่นจะคาดเอวเจ้า และพาเจ้าไปที่ที่เจ้าไม่ปรารถนาจะไป'
19 (ที่พระองค์ตรัสอย่างนั้น เพื่อแสดงว่าเปโตรจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยการตายอย่างไร) ครั้นพระองค์ตรัสอย่างนั้นแล้วจึงสั่งเปโตรว่า "จงตามเรามาเถิด' " (ยอห์น 21:1-19)

เปโตรเป็นผู้นำตลอดเวลา แต่ตอนนี้เขาคงจะอายอย่างมาก คงจะไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับพระองค์ เขาจึงตัดสินใจที่กลับไปทำหน้าที่เป็นชาวประมงเหมือนเดิม

แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ คืนนั้นเขาจับปลาไม่ได้เลย จนพระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมาหาเขา

พระองค์ทรงมาหาเปโตรที่ทะเลสาบกาลิลี ตั้งแต่ตอนที่เปโตรได้พบพระองค์ใหม่ ๆ และตอนนี้ พระองค์ก็ทรงนำให้เปโตรกลับไปที่กาลิลี และได้เจอประสบการณ์เดิมอีก พระเยซูคริสต์ทรงต้องการให้เปโตรได้คิดถึงอดีต พระองค์ทรงให้อภัย ไม่เพียงแค่ให้อภัยเท่านั้น ทรงชุบชีวิตของเปโตร

เมื่อเปโตรคิดได้ จึงรีบว่ายน้ำไปหาพระเยซูคริสต์ และพระองค์ก็ทรงเลี้ยงดูเปโตรและเพื่อน ๆ พระองค์ทรงอภัย แม้ว่าพวกสาวกจะละทิ้งพระองค์

หลังจากนั้น พระองค์ก็ทรงเริ่มรื้อฟื้นชีวิตของเปโตร โดยถามเขาว่า "ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย เจ้ารักเรามากกว่าเหล่านี้หรือ" ซึ่งเปโตรก็ได้ตอบว่า รักพระองค์ ทรงถามเปโตรถึง 3 ครั้งด้วยกัน ซึ่งเท่ากันกับที่เปโตรได้เคยปฏิเสธพระองค์ถึง 3 ครั้ง พระเยซูทรงเน้นย้ำให้เปโตรได้คิด และให้อภัยตัวเอง พระองค์ทรงคืนกำลังให้แก่เปโตร

และสิ่งที่พระองค์ทรงมอบหมายให้เปโตรกระทำ ก็คือ "จงเลี้ยงดูแกะของเรา"

หน้าที่ที่พระเยซูคริสต์ทรงมอบหมายให้กับเปโตร น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เปโตรได้รับการหนุนใจอย่างมากมาย

การเลี้ยงดูลูกแกะ เป็นหน้าที่ที่ทุก ๆ คนสามารถทำได้ แม้ว่าจะมีงานประจำอยู่ เพียงแค่ เวลาที่มีให้คงจะไม่เท่ากับผู้ที่รับใช้พระเจ้าอย่างเต็มเวลา



ศจ. ดร. อภิชาติ พูลศักดิ์วรสาร

Bible Study 1, Youth Challenge 2009

เมื่อวันที่ 04/04/2009

เรื่อง ชีวิตเปโตร...เต็มที่กับพระคริสต์

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ชีวิตเปโตร...เต็มที่กับพระคริสต์ (5)‏

"30 เมื่อร้องเพลงสรรเสริญแล้ว เขาก็พากันออกไปยังภูเขามะกอกเทศ
31 ครั้งนั้น พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกว่า 'ในคืนวันนี้ท่านทุกคนจะทิ้งเรา ด้วยมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า เราจะประหารผู้เลี้ยงแกะ และแกะฝูงนั้น จะกระจัดกระจายไป
32 แต่เมื่อทรงให้เราฟื้นขึ้นมาแล้ว เราจะไปยังแคว้นกาลิลีก่อนหน้าท่าน'
33 ฝ่ายเปโตรทูลตอบพระองค์ว่า 'แม้คนทั้งปวงจะทิ้งพระองค์ ข้าพระองค์จะทิ้งก็หามิได้เลย'
34 พระเยซูตรัสกับเขาว่า 'เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ในคืนวันนี้ก่อนไกขัน ท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง'
35 เปโตรทูลพระองค์ว่า 'ถึงแม้ข้าพระองค์จะต้องตายกับพระองค์ ข้าพระองค์ก็จะไม่ปฏิเสธพระองค์เลย' เหล่าสาวกก็ทูลเช่นนั้นเหมือนกันทุกคน
36 แล้วพระเยซูทรงพาสาวกมายังที่แห่งหนึ่ง เรียกว่าเกทเสมนี แล้วตรัสกับสาวกของพระองค์ว่า 'จงนั่งอยู่ที่นี่ ขณะเมื่อเราจะไปอธิษฐานที่โน่น'
37 พระองค์ก็พาเปโตรกับบุตรทั้งสองของเศเบดีไปด้วย พระองค์ทรงโศกเศร้า และหนักพระทัยนัก
38 จึงตรัสกับเขาว่า 'ใจของเราเป็นทุกข์แทบจะตาย จงเฝ้าอยู่กับเราที่นี่เถิด'
39 แล้วเสด็จดำเนินไปอีกหน่อยหนึ่ง ก็ซบพระพักตร์ลงถึงดินอธิษฐานว่า 'โอ พระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าเป็นได้ ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์'
40 จึงเสด็จกลับมายังสาวกเหล่านั้น เห็นเขานอนหลับอยู่ และตรัสกับเปโตรว่า 'เป็นอย่างไรนะ ท่านทั้งหลายจะคอยเฝ้าอยู่กับเราสักทุ่มเดียวไม่ได้หรือ
41 ท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังและอธิษฐาน เพื่อท่านจะไม่ต้องถูกทดลอง จิตวิญญาณพร้อมแล้วก็จริง แต่กายยังอ่อนกำลัง'
42 พระองค์จึงเสด็จไปอธิษฐานครั้งที่สองอีกว่า 'ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์ไม่ได้ และข้าพระองค์จำต้องดื่มแล้ว ก็ให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์'
43 ครั้นเสด็จกลับมาก็ทรงเห็นสาวกนอนหลับอยู่ เพราะเขาลืมตาไม่ขึ้น
44 จึงทรงละเขาไว้เสด็จไปอธิษฐานครั้งที่สาม เหมือนคราวก่อนๆ อีก
45 แล้วเสด็จมายังพวกสาวกตรัสว่า 'ท่านจะนอนต่อไปให้หายเหนื่อยอีกหรือ เวลามาใกล้แล้ว บุตรมนุษย์จะต้องถูกอายัดไว้ในมือคนบาป
46 ลุกขึ้นไปกันเถิด ผู้ที่จะอายัดเรามาใกล้แล้ว' " (มัทธิว 26:33-46)

เขาได้เรียนรู้ในชีวิตเสมอมา เขามีความมั่นใจมาก แต่พระเยซูกลับตรัสบอกเขาว่า เขาจะละทิ้งพระองค์ไป

เมื่อเปโตรได้ยินเช่นนั้น จึงรู้สึกตกใจ และไม่เชื่อ เพราะเขามั่นใจว่าเขารู้จักพระเจ้า เขาเติบโตมาในทางของพระองค์เรื่อย ๆ

ที่พระเยซูคริสต์ทรงกลัว มิใช่เพราะการเจ็บปวดกาย เจ็บใจ ความอัปยศ ความอับอายเท่านั้น แต่พระองค์ทรงต้องรับแบกความบาป แบกรับการพิพากษาของคนทั้งโลกออกไป แต่นี่เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำให้แก่เรา พระองค์ทรงเต็มที่ให้แก่เรา เต็มที่ขนาดที่ทรงยอมมอบชีิวิตของพระองค์ให้แก่เรา พระองค์ทรงเต็มใจ ทรงอาสาสมัครที่จะตายเพื่อมนุษยชาติ ทรงต้องถูกตัดขาดจากพระเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงกลัว

เราสมควรถูกตรึง เราสมควรตาย แต่พระองค์ทรงยอมอาสาที่จะตายแทนเรา

คุณจะกล้าถวายตัว ก็ต่อเมื่อคุณซาบซึ้งในพระคุณของพระองค์เท่านั้น เมื่อเราซาบซึ้งมาก เราจึงรักพระองค์มาก ดังตัวอย่างเช่น หญิงคนนั้นที่ชะโลมน้ำหอมที่พระบาทพระเยซู เมื่อเทียบกับซีโมนคนโรคเรื้อน

ให้เราคิดอย่างพระเจ้า คือ ยอมที่จะกระทำตามพระทัยของพระเจ้า แม้ว่าอาจจะเป็นสิ่งที่เราไม่อยากประสบ แต่ถ้าหากพระเจ้าทรงจะให้เกิด ก็ขอที่เราจะพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านั้น



ศจ. ดร. อภิชาติ พูลศักดิ์วรสาร

Bible Study 1, Youth Challenge 2009

เมื่อวันที่ 04/04/2009

เรื่อง ชีวิตเปโตร...เต็มที่กับพระคริสต์

My Blog

  • วินัยของน้องหมา (ข้างถนน) - วันที่ 18/8/2011 เช้านี้ขณะที่รถติดไฟแดงอยู่บริเวณสี่แยกสามย่าน ซึ่งเบื้องหน้าเป็นจามจุรีสแควร์นั้น พลันก็เหลือบเห็นน้องหมาตัวหนึ่งเดินข้ามทางม้าลายด้วยอ...
    15 ปีที่ผ่านมา
  • บทความคริสเตียน - บทความคริสเตียน http://www.gracezone.org/index.php/christian-articles บทความทางด้านจิตวิญญาณ หลักข้อเชื่อ พระเจ้า พระคัมภีร์ พระเจ้า พระคัมภีร์ แนวทางในการ...
    17 ปีที่ผ่านมา
  • คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู - คริสเตียนกับการรับใช้พระเยซู วัน พุธ 08 ต.ค. 08@ 17:47:37 ICT หัวข้อ: สรุปคำเทศนาประจำอาทิตย์ ดร.ทะนุ วงค์ธนานุกุล วัน อาทิตย์ ที่ 21 กันยายน 2008 พระธร...
    18 ปีที่ผ่านมา
  • - แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดา ด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้...
    18 ปีที่ผ่านมา

Christian Blog

บล็อกวาไรตี้

เทคโนโลยี

ดาวน์โหลดโปรแกรมมาใหม่ล่าสุด |

วาไรตี้

ข่าวประจำวัน

สารบัญเว็บไทย

กินลม ชมทะเล ที่มาร์คเฮ้าส์บังกะโล เกาะกูด จ.ตราด

Thailand Map